Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

ศอ.รส.บังอาจดึงฟ้าต่ำ ขู่ศาล-ปปช. ชงทูลเกล้าฯขอปูอยู่ต่อ

PDF Print
Friday, 18 April 2014 09:17

ศอ.รส.บังอาจดึงฟ้าต่ำ ขู่ศาล-ปปช. ชงทูลเกล้าฯขอปูอยู่ต่อ

ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศอ.รส. และนายชัยเกษม   นิติสิริ รักษาการรมว.ยุติธรรม ในฐานะรองผู้อำนวยการ   ศอ.รส.   ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ของศอ.รส.ฉบับที่1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆเพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย โดยอ้างว่าศอ.รส.เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพรบ.การความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ.2551

สำหรับแถลงการณ์ดังกล่าวมี  7 ข้อ  เนื้อหาโดยสรุปมีทั้งเรียกร้องและโจมตีองค์กรอิสระอ้างถึงข้อมูลบ่งชี้ ว่า               จะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งกปปส.และนปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกันภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ  2  องค์กรคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ

ศอ.รส.กดดันปปช-ศาลรธน.

ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ปปช. ที่กำลังชี้มูลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  รักษาการนายกรัฐมนตรี ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวและศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะมีคำวินิจฉัยว่าน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล   เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ    สมช. ตามมาตรา 266 แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ได้พิจารณาอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ เป็นสองมาตรฐานแม้ว่าทางศอ.รส.จะกังวลในตัวตุลาการบางคนก็ตาม

อ้างปู”โดนเชือดพ้นสภาพแน่

แถลงการณ์ยังอ้างว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา  266  และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง   โดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 181 อีกไม่ได้ ซึ่งขณะนี้มีการคาดการณ์กันล่วงหน้าแล้วว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างนั้นทาง ศอ.รส.ก็มีความเห็นว่า ครม.ก็จะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศ

ชี้ช่องครม.ทูลเกล้าฯดึงฟ้าต่ำ

“เมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเองครม.ก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าครม.ต้องพ้นจากการอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะครม.ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง   การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา 181 ดังกล่าว”

ขอพระบรมราชวินิจฉัยอยู่ต่อ

แถลงการณ์ยังย้ำด้วยว่า ในระหว่างทูลเกล้าฯ  ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่า ครม.จะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมา    ซึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง โดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน 2 กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา 181 ด้วย

วอนแกนนำ2ม็อบยุติระดมคน

นอกจากนี้ศอ.รส.ยังได้เรียกร้องไปยังแกนนำ กปปส.และแกนนำ นปช.ให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่   เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด    รวมทั้งขอให้กกต.จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว(อ่านรายละเอียดหน้า 2)

“ชัยเกษม”ยันไม่ได้ข่มขู่ใคร

ด้านนายชัยเกษม นิติสิริ รักษารมว.กระทรวงยุติธรรม   ในฐานะรอง ผอ.ศอ.รส.กล่าวเสริมว่า นี่คือแนวทางที่ทาง ศอ.รส.คิดว่าดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ทั้งนี้ยืนยันว่าแถลงการณ์ ศอ.รส.ฉบับนี้ไม่ได้ต้องการตอบโต้หรือขู่ฝ่ายใดฝายหนึ่ง แต่ต้องการเตือนให้ทุกฝ่ายได้นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้นการจะดำเนินการใดต้องระมัดระวัง

ถ้าศาลฉีกรธน.เอานายกฯ7

“ยืนยันว่าทาง ศอ.รส.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่สิ่งที่ทาง ศอ.รส.เสนอต้องการเตือนทุกฝ่ายที่ควรจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดท่าม กลางสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้   ส่วนข้อเสนอเดิมเรื่องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน        หรือนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 มีวัตถุประสงค์นำเสนอขึ้นมาถ้าว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจนอกกรอบกฎหมายรัฐ ธรรมนูญจึงจะพึ่งมาตรา 7”นายชัยเกษมระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอให้ครม.ขอพระบรมราชวินิจฉัยสถานะของนายกฯและรัฐบาลรักษาการตาม แถลงการณ์ของศอ.รส.นั้น   สอดคล้องกับความเห็นของนายชัยเกษม ที่มีออกมาก่อนหน้านี้

“เหลิม”ยกพวกมากขู่ปปช.

ขณะที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรมว.มหาดไทย ในฐานะผอ.ศอ.รส. ให้สัมภาษณ์อ้างว่า ข้อมูลการข่าวจากสมช.และแหล่งข่าวที่ตนมีอยู่รายงานว่า บ้านเมืองจะเกิดความไม่สงบแน่นอนหากปปช.ชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่ใช่นายกฯไม่เคารพกฏหมายหรือไม่ฟังกฏหมายแต่ฝ่ายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย มีมากและเห็นว่าสองมาตราฐาน

ถ้าตัดสิน”ปู”ผิดกลียุคแน่

“เวลานี้ห่วงศาลรัฐธรรมนูญจะเชื่อลูกยุ ที่อยากจะใช้มาตรา 7  เกรงจะตัดสินเกินบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกาลียุค  เพราะมาตรา 181 ระบุชัดรัฐบาลต้องอยู่รักษาการจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ก็มีพวกยุศาลรัฐธรรมนูญให้ฟังนายกฯและครม.ให้เกิดสุญญากาศ”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ปชป.ซัดศอ.รส.เข้าข่ายกบฏ

ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  แถลงข่าวตอบโต้แถลงการณ์ของศอ.รส.ทันควันว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการให้ร้ายบิดเบือนการทำงานของปปช.และศาลรัฐธรรมนูญ  และยังบังอาจกระด้างกระเดื่อง โดยมีการสั่งการให้ ครม.ปฏิเสธคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญแล้วทูลเกล้าฯให้มีการขอพระบรมราช วินิจฉัย ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดกฎหมาย หรือเข้าข่ายกบฏ ทางพรรคจะแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ชี้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

นายชวนนท์ กล่าวว่า   แถลงการณ์ของศอ.รส.ทำเกินอำนาจหน้าที่  บิดเบือน ให้ร้าย  ข่มขู่การทำงานขององค์กรอิสระ     เป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลาการอย่างร้ายแรงของฝ่ายบริหาร ปฏิเสธกระบวนการตามรัฐธรรมนูญของประเทศ  โจมตีโครงสร้างอำนาจของระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงเข้าข่ายข้อหากบฏ

“โดยเฉพาะมีการกดดันในหลวงโดยนำปัญหารัฐบาลไปเป็นภาระของพระองค์ท่านซึ่ง เป็นเรื่องที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และไม่บังควรอย่างยิ่ง ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์  ต้องดำเนินคดีกับกรรมการศอ.รส. ที่ปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตทั้งทางวินัยและอาญา หากไม่ดำเนินการกับบุคคลเหล่านี้เท่ากับรู้เห็นเป็นใจกับแถลงการณ์นี้”นาย ชวนนท์ กล่าว

จวกยับรบ.กำลังปฏิวัติเงียบ

และย้ำว่า แถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นความคิดปฏิวัติเงียบ ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรม เพื่อคงสถานะในการอยู่ในอำนาจต่อไปโดยมีการแสดงบทบาทความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ อย่างชัดเจน

นายกฯยื้อแจงศาลอีก15วัน

ด้านนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงศ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ได้ให้ทนายความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการยื่นคำชี้แจงในคดีแต่งตั้งโยก ย้ายนายถวิล เปลี่ยนสีออกไปอีก15วันนับแต่วันที่ครบกำหนด  15  วันที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ยื่นคำชี้แจงครั้งแรกคือวันที่18เม.ย. ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานศาลรัฐธรรมนูญว่าเรียกประชุมคณะตุลาการ เป็นกรณีพิเศษเพื่อพิจารณาคำร้องหรือว่าจะมอบหมายให้กับตุลาการคนใดรับผิด ชอบพิจารณา

ยืนยันศาลไม่เลือกปฏิบัติ

เมื่อถามว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ละคนมีความกดดันในการพิจารณาคดีนี้หรือไม่เพราะเสื้อแดงและกปปส.นัดหมาย จะมาชุมนุมในวันเดียวกัน นายเชาวนะ กล่าวว่า ตุลาการฯ แต่ละคนยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการพิจารณาตามข้อกำหนดของวิธีพิจารณาและ ตามรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกันในทุกคดีไม่มีเลือกปฏิบัติ

ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง

เมื่อถามอีกว่า คดีของนายกรัฐมนตรี จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองหรือไม่เพราะกปปส.บอกว่าจะเป็นทางออกของประเทศ นายเชาวนะ กล่าวว่า การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีนโยบายไม่มีผลคาดหวังหรือเป้าหมายทางการ เมือง จะพิจารณาตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนผลใดๆทางการเมืองไม่อยู่ในกรอบการพิจารณาของศาล

ลุ้น23เมษาฯให้ยืดแจงหรือไม่

มีรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมอีกครั้งในวันพุธที่23เมษายน   ในขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประชุมทีมทนายความเพื่อตรวจสอบความถูกต้องเนื้อหาคำชี้แจงคีดังกล่าว ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ก่อนลงนามในคำชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับมอบหมายให้ทนายความนำเอกสารคำชี้แจงส่งศาลรัฐธรรมนูญทันที

ปูแจงศาลไม่มีอำนาจรับคำร้อง

สำหรับเนื้อหาคำชี้แจงระบุว่า   ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการรับคำร้อง เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยแล้ว และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติคืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ให้กับนายถวิลแล้ว รวมถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สิ้นสภาพการเป็นนายกฯแล้ว ตั้งแต่มีการยุบสภา เพียงแต่อยู่ปฏิบัติหน้าที่นายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 เท่านั้น

วสันต์”ยันศาลรธน.มีอำนาจ

ในขณะที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นย้ำว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับวินิจฉัยคดีนายถวิลเพราะสถานะของนายกฯยังไม่ได้สิ้นสุดลงตามที่ยุบสภาเนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่  ใช้รถประจำตำแหน่ง รับเงินเดือน  ทูลเกล้าฯการออกพ.ร.ฏ.ต่างๆ รวมทั้งยังมีอำนาจสั่งการข้าราชการอยู่

“สถานะของนายกฯตอนนี้เพียง แต่อำนาจถูกจำกัดลงโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เท่านั้นเองดังนั้นจึงถือว่าเหตุแห่งการวินิจฉัยยังมีอยู่และอยู่ในอำนาจศาล รัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยคดีได้”นายวสันต์ กล่าว

ยกตัวอย่างคดีมาร์คตอกพท.

พร้อมกับยกตัวอย่างกรณีสส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กรณีกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ ออกจากราชการทหาร     ซึ่งศาลก็รับวินิจฉัยก่อนจะสั่งจำหน่ายคดีเพราะเมื่อยุบสภาเหตุแห่งการ วินิจฉัยคดีหมดไปแล้ว ไม่ได้เป็นส.ส.

ขุดคดียงยุทธซัดกลับอีกดอก

หรือกรณีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกฯและรมว.มหาดไทยในขณะนั้นขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.หรือไม่ จากกรณีป.ป.ช.ที่ชี้มูลว่ามีการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและมติอ.ก.พ.กระทรวง มหาดไทยมีมติให้ไล่ออกจากราชการจากเหตุทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งศาลมีมติไม่รับคำร้องเพราะหมดเหตุแห่งการวินิจฉัยแล้ว

กล่าวหา2มตราฐานไม่ถูกต้อง

“ดังนั้นมีการกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญสองมาตรฐานรับวินิจฉัยเรื่องของนายก รัฐมนตรี แต่กลับไม่พิจารณาเรื่องของนายอภิสิทธิ์ จึงไม่ถูกต้อง เพราะถ้าจะบอกว่าสองมาตรฐาน  รายละเอียดของเรื่องทั้งสองเรื่องต้องเหมือนกันทุกกรณี แต่ตัดสินต่างกัน  ซึ่งกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับนายอภิสิทธิ์นั้นต่างกัน “นายวสันต์ กล่าว

ย้ำศาลรับคำร้องกรณีแทรกแซง

นายวสันต์ ยังกล่าวด้วยว่า แม้กรณีนี้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิลไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย แต่ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเป็นเรื่องที่ผู้ร้องๆ ว่านายกรัฐมนตรีใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปแทรกแซง ก้าวก่าย เพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งจะผิดไม่ผิดยังไม่รู้

ทนายแม้วขอให้ยึดกติกา

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างพำนักประเทศจีนและเกาะฮ่องกง     โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ โดยอยากให้ยึดกฎหมาย ยึดกติกา อยากให้บ้านเมืองสงบ อยากให้มีการเปลี่ยนผ่านด้วยสันติวิธี ไม่อยากให้มีการเสียเลือดเนื้อ อยากให้ประเทศเดินหน้าไปได้

ให้ลืมอดีตมาตั้งต้นกันใหม่

"พ.ต.ท.ทักษิณอยากให้ทุกฝ่ายมีฟอร์กีฟแอนด์ฟอร์เก็ท คือปีใหม่ไทยควรให้อภัยและปรารถนาดีต่อกัน ลืมอดีตกันบ้าง ขอให้ตั้งต้นใหม่ ไม่อยากให้อยู่ในวังวนของความขัดแย้งหรือตอบโต้กันรายวัน"นายนพดลกล่าว พร้อมกับแสดงความเป็นห่วงน.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีของศาล รัฐธรรมนูญ เร็วๆนี้

วุฒิฯเปิดประชุมเป็นอำนาจปู

ส่วนความคืบหน้ากรณีรัฐบาลยังไม่ยอมเรียกเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่สาต้องการเตะถ่วงการถอดถอนบุคลในรัฐบาลนั้น  นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ ประธานวุฒิสภาได้เรียกประชุมทีมกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยย้ำว่าการเสนอเปิดประชุมเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารโดยนายกฯเป็นผู้ลงนาม เรียกเปิดประชุม

เสนอนัดประชุม24 หรือ 30เม.ย.นี้

ทั้งนี้จะทำหนังสือยืนยันการเปิดสมัยประชุมวิสามัญไปยังนายกฯอีกครั้งในวัน ที่24 เม.ย. พร้อมกรอบการพิจารณาของวุฒิสภาคือ 1.การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งภายใน 20 วันหลังรับเรื่องจากปปช. ซึ่งคงไม่ทันแล้ว และ2.การแต่งตั้งกรรมการ ปปช.  หาก ครม.พิจารณาเห็นว่าวันที่24 เม.ย.กระชั้นชิดเกินไป ก็อาจเสนอเป็นวันที่30 เม.ย. แต่ถ้าไม่มีข้อสรุปก็ส่งตีความ

พท.มีมติให้กกต.จัดเลือกตั้งใน60วัน

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่าพรรคเพื่อไทยมีมติส่งนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรมว.มหาดไทย นายโภคิน พลกุล ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เข้าร่วมหารือกับ กกต.ในการหาทางออกในการเลือกตั้งร่วมกับพรรคการเมือง ในวันที่ 22 เม.ย.และพรรคเพื่อไทยมีมติเดิมจากการที่เคยร่วมหารือจากทั้ง 53 พรรคการเมืองที่ผ่าน ว่า กกต.ต้องมีการเร่งให้มีการจัดให้มีการเลือกตั้ง ภายในระยะเวลา 45-60 วัน

ปปช.ตอกศอ.รส.อย่าล้ำเส้น

ในขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการปปช. กล่าวว่า กรณีที่ศอ.รส.ออกแถลงการณ์พาดพิงถึงการทำงานป.ป.ช.ในคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น น่าจะเป็นแค่การให้ข้อแนะนำ ยังไม่ได้เข้ามาก้าวล่วงถึงการทำงานของป.ป.ช.แต่อย่างใด แต่ถ้าจะมาก้าวก่ายการทำงาน ก็เห็นว่า ศอ.รส.ไม่มีสิทธิ์ พร้อมยืนยันว่าปปช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ถ้ามีการพิจารณาแล้วว่ามีผลกระทบกรรมการป.ป.ช.อาจจะต้องมีมาตราการใด มาตรการหนึ่งออกมา

ชี้ยิ่งลักษณ์ซื้อเวลาหวังรอดคดี

เวลา 20.25 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งบนเวทีสวนลุมพินีถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เลื่อนการชี้แจงคดีโยกย้ายนายถวิลออกไปอีก 15วันว่า     เป็นการซื้อเวลาหรือเตรียมการให้ลูกสมุนออกมาก่อกวนกดดันศาล ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า ความจริงเป็นอย่างไร แต่พอจะมองเห็นภาพได้ว่า มีการเตรียมที่จะสร้างความรุนแรง หากคำตัดสินไม่เป็นผลดีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์

จวกแหลกศอ.รส.ดึงฟ้าต่ำ

นายสุเทพ ยังได้กล่าวโจมตีกรณีศอ.รส.ออกแถลงการณ์พาดพิงการทำงานของปปช.และศาลรัฐ ธรรมนูญว่า เป็นการใส่ร้ายและบีบบังคับการตัดสินคดีว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องถูกเท่านั้น ผิดไม่ได้ ไม่รู้ว่าศอ.รส.ใหญ่มาจากไหน ถึงได้คับบ้านคับเมืองอย่างนี้  แต่ที่เลวทรามต่ำช้าที่สุดคือ การไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ  ไม่รู้ว่าอะไรควรมิควร ด้วยการชี้ช่องให้ ครม.ทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าต้องพ้นสภาพหรือไม่ เพราะครม.ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พร้อมกราบบังคมทูลขอทำงานต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชั่วช้าอย่างมาก  เพราะเป็นการดึงฟ้าลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง

ขู่ทำเมื่อไหร่ไม่มีแผ่นดินอยู่แน่

“คนพวกนี้มันเหิมเกริมเกินไปแล้ว อยากให้พี่น้องทั้งประเทศพิจารณาจากการแถลงของ ศอ.รส.ที่มีพฤติกรรมที่เลวร้าย การต่อสู้ของเราที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงที่จะเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยว ข้องด้วย แต่เดรัจฉานพวกนี้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ทำแบบนี้มันอยู่ไม่ได้แล้ว และที่มันกล้าทำก็เป็นเพราะยิ่งลักษณ์ ทักษิณ สั่งให้ทำแบบนี้ จึงเหิมเกริมกันหนัก แบบนี้คนไทยทั้งแผ่นดินรับไม่ได้ ขอประกาศตรงนี้เลยว่า หากทำแบบนี้เมื่อไหร่ จะไม่มีแผ่นดินจะอยู่ รับรองได้ จำเอาไว้” นายสุเทพ กล่าว

เดินหน้าพบขรก.เหมือนเดิม

นายสุเทพ กล่าวว่า ในวันที่ 18 เมษายน จะยังคงพามวลชนเดินทางออกไปหาพี่น้องข้าราชการอีกเหมือนเดิม เริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. และเชื่อว่า จะมีพี่น้องข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พ่อค้า ประชาชนเข้าใจ และตัดสินใจเข้าร่วมกันอย่างมากมายในการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย

 

ที่มา : แนวหน้า