Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

สภาทนายฯออกแถลงการณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญ ฟัน'ปู'หล่นเก้าอี้

PDF Print
Friday, 09 May 2014 17:06

สภาทนายฯออกแถลงการณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญ ฟัน'ปู'หล่นเก้าอี้

สภาทนายความออกแถลงการณ์ กรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ ให้รักษาการนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของรักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีที่ เหลือ กรณีหลายฝ่ายคลางแคลงใจกับข้อกฎหมาย ซึ่งสภาทนายความได้อธิบายข้อกฎหมายและการบังคับใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้กับประชาชนโดยทั่วไป ได้ทราบ

แถลงการณ์ของสภาทนายความ
ฉบับที่ 9/2557
เรื่อง ปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของรักษาการรองนายกรัฐมนตรีผู้จะทำหน้าที่แทนรักษาการนายกรัฐมนตรี และปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ราชการของรักษาการรัฐมนตรีชุดที่เหลือหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยโดยมติเอกฉันท์ (9 : 0) ให้รักษาการนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 นั้น  ยังมีข้อกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีที่เหลือ ซึ่งจะมีสถานการณ์ตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินที่จะทำได้ แค่ไหนเพียงไรนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในระบอบการเมืองการปกครองแบบ ประชาธิปไตยของประเทศไทย  สภาทนายความเห็นว่าข้อกฎหมายกับการทำความเข้าใจในการบังคับใช้บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญและกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้กับประชาชนโดย ทั่วไป จึงออกแถลงการณ์เพื่อประกอบการพิจารณาของทุกท่าน ดังต่อไปนี้

1.ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงก็คือในขณะนี้ประเทศไทยไม่มีนายกรัฐมนตรีหรือนายก รัฐมนตรีรักษาการ คงมีแต่รักษาการรองนายกรัฐมนตรีกับรักษาการรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ 25 คน และตามที่ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยได้มีการมอบหมายกันในขณะที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น  การรับช่วงงานหลังจากมีคำวินิจฉัยแล้วจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ควรตรวจสอบให้ ได้ความชัดเจนว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีและ มอบหมายงานให้รักษาการรองนายกรัฐมนตรีได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีทันที

2.ตามความในมาตรา 11 (1) ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2553 กำหนดไว้ชัดเจนว่า “นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเท่านั้นที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับโดย ทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน และจะสั่งให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่น ชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใด ๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีก็ได้” แต่บทบัญญัติของ (1) ดังกล่าว ไม่ได้กำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการรองนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ รักษาการนายกรัฐมนตรีตามที่มีมติแต่งตั้งกันไป มีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลหรือใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้  ดังนั้นในขณะนี้จึงไม่มีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่นายก รัฐมนตรีของประเทศไทยได้โดยชอบ

3.ตามความในมาตรา 11 (2) ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับนี้ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า รองนายกรัฐมนตรีจะกำกับการบริหารราชการของกระทรวงหรือทบวงหนึ่งหรือ หลายกระทรวงหรือทบวงก็ได้ แต่ต้องเป็นการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล  ดังนั้นความในอนุ (2) ของมาตรา 11 นี้จึงเป็นการยืนยันข้อกฎหมายได้ชัดเจนว่ารองนายกรัฐมนตรีที่มาปฏิบัติจะมา ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีดังที่เข้าใจกันนั้น ต้องได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี และไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินให้รักษาการ รองนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้ ทำให้กรณีของรักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่ประชุมกันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 จะมาทำหน้าที่ของรักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอีกตำแหน่งหนึ่ง นั้นย่อมไม่อาจกระทำได้

4.กรณีที่มีอดีตรัฐมนตรีหลายคนอ้างข้อกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของตน เองยังอยู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แต่กลับมากล่าวอ้างว่าในขณะที่มีคำวินิจฉัยได้มีสองตำแหน่งควบกัน เช่นตนเองดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยหรือเป็นรัฐมนตรีที่ได้ถูกสับ เปลี่ยนกระทรวงที่รับผิดชอบไปแล้ว จึงสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไปนั้น เป็นกรณีที่พยายามแปลความให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ และไม่มีกฎหมายสนับสนุนข้ออ้างเช่นนั้นอย่างชัดเจน

ในเรื่องนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบจ่ายเงินเดือนหรือให้สิ่งอำนวยความสะดวกใน ฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งอยู่ ต้องเรียกกลับคืนรถประจำตำแหน่งและทรัพย์สินของทางราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยของรักษาการรัฐมนตรีนั้น ๆ พร้อมกับให้ข้าราชการประจำที่ไปช่วยงานรักษาการรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง กลับสู่งานในหน้าที่เดิมทั้งหมด และต้องงดจ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ให้กับรักษาการรัฐมนตรีทั้งหมดจากเงิน ภาษีอากรของประเทศโดยทันที

อนึ่ง หากยังมีข้าราชการไม่ยึดถือปฏิบัติโดยยังคงจะรับใช้รักษาการรัฐมนตรีที่ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น ควรที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ในทุกส่วนราชการงด การจ่ายเงินและประโยชน์ใด ๆ รวมถึงการเพิกถอนหรือเรียกคืนทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในความครอบครองของ รัฐมนตรีนั้นกลับคืนทันทีเช่นกัน

5.การพ้นจากตำแหน่งของรักษาการนายกรัฐมนตรีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี้ แม้จะเป็นการวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นความผิดเฉพาะตัวตามความ ในมาตรา 182 (7) ของรัฐธรรมนูญก็จริงอยู่ แต่ความในมาตรา 180 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 (2) และความในวรรคสองของมาตรา 180 ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าถ้าในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามมาตรา 182 (1) (2) (3) (4) (5) (7) หรือ (8) ให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และมาตรา 173 โดยอนุโลม  กล่าวคือต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่  แต่เนื่องจากขณะนี้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรคงมีแต่วุฒิสภา กรณีจึงเป็นปัญหาทางกฎหมายว่าวุฒิสภาจะสามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้หรือ ไม่ ข้อกฎหมายในเรื่องนี้หากจะพิจารณาตามความในมาตรา 132 (2) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ชัดเจนว่า “การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้” ข้อความที่บัญญัติไว้นี้ชัดเจนว่าไม่ได้หมายถึงบุคคลดำรงตำแหน่งในหน่วยงาน พิเศษ เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช.  คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการตุลาการ เท่านั้น  เพราะมาตราเดียวกันนี้ที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 168 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกแก้ไขใหม่แล้ว  ดังนั้นการแต่งตั้งหรือรับสนองพระบรมราชโองการโดยวุฒิสภาที่ให้มีนายก รัฐมนตรีใหม่ย่อมทำได้ตามบทบัญญัติของมาตรา 132 (2) เพียงแต่ว่าในขณะนี้ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องโยงไปใช้บทบัญญัติของมาตรา 7 กล่าวคือ “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งก็คือวุฒิสภาสามารถที่จะเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรีต่อองค์พระประมุขและรับ สนองพระบรมราชโองการให้นายกรัฐมนตรีตามที่วุฒิสภาได้เสนอจัดตั้งคณะรัฐบาล และดำเนินการตามกรอบของรัฐธรรมนูญต่อไปได้

สภาทนายความได้เคยให้ความเห็นเรื่องการบังคับใช้มาตรา 7 มาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2549 รายละเอียดปรากฏตามบทวิเคราะห์กฎหมายของสถาบันวิจัยและพัฒนากฎหมายของสภา ทนายความแนบท้าย

จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์
9  พฤษภาคม  พ.ศ. 2557

 

ที่มา : แนวหน้า