Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

บทเรียนจาก “ยาสูบข้ามชาติ” เมื่อ “ทุนสามานย์” จ้องยึดโลก

PDF Print
Wednesday, 21 May 2014 16:45

 

          หลายปีมานี้ ศัพท์การเมืองคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงมาก นั่นคือ “ทุนสามานย์” อันหมายถึงนายทุนหรือกลุ่มธุรกิจ ที่ดำเนินกิจการอย่างเอาเปรียบสังคม เช่นใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้บริโภคแบบเนียนๆ บ้าง หลบเลี่ยงความรับผิดชอบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสวัสดิการแรงงานที่กฏหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติบ้าง หรือซ้ำร้ายกว่านั้น ทุนบางรายยิ่งใหญ่มากขนาดเข้าไปครอบงำการบริหารงานภาครัฐ ทั้งฝ่ายข้าราชการประจำและนักการเมือง

          ยิ่งเมื่อโลกของเราเข้าสู่ “ยุคไร้พรมแดน” ( Globalization ) กลุ่มทุนขนาดใหญ่ต่างๆ ได้ก้าวข้ามความเป็นทุนประเทศใดประเทศหนึ่ง ไปสู่ความเป็น “ทุนข้ามชาติ” ที่ขับเคลื่อนเพื่อความมั่งคั่งของกลุ่มทุนเองโดยไม่อิงกับชาติใดๆ ทุนเหล่านี้พร้อมจะทำทุกวิถีทางไม่ว่าถูกหรือผิดเพื่อแสวงหาผลกำไร ดังตัวอย่างหนึ่งนั่นคือ “ทุนยาสูบ” ที่สร้างความปวดหัวให้กับทั้งประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นต้นกำเนิด และประเทศเป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ที่มาตรการคุ้มครองสวัสดิการสังคมยังไม่เข้มแข็งนัก

อบายมุข = คนจน?

          เมื่อหลายปีก่อน โฆษณา “จน เครียด กินเหล้า” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นที่ฮือฮามาก ด้านหนึ่งมีผู้ตั้งคำถามว่าผู้จัดทำโฆษณานี้มีเจตนาแบ่งชนชั้นหรือไม่? เพราะผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีทุกระดับฐานะไม่ว่ารากหญ้าหรือผู้ดี ทว่าอีกด้านหนึ่ง โฆษณานี้ได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร เพราะมีการสำรวจพบว่า ผู้มีรายได้น้อยถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของน้ำเมาทั้งหลาย เนื่องจากมีสัดส่วนการบริโภคสูงสุด

          สำหรับยาสูบก็เช่นกัน นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยในงานแถลงข่าว “บุหรี่ : ภาษียิ่งเพิ่ม คนตายยิ่งลด” ณ โรงแรมสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา กทม. เมื่อ 16 พ.ค. 2557 ที่ผ่านมา ระบุว่า หลังภาครัฐมีนโยบายขึ้นภาษีบุหรี่ พบว่าทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าตัดสินใจลดการสูบ จนถึงเลิกสูบได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากบุหรี่มีราคาแพงขึ้น

         “สัดส่วนของคนจนที่เลิกสูบ มาอันดับ 2 นะครับ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่เลิกได้มากที่สุดคือคนรวย เพราะคนที่มีฐานะดีเขาก็อยากมีสุขภาพดี เขาเลิกสูบไม่ใช่เพราะราคา ส่วนคนที่เลิกน้อยคือคนรายได้ปานกลาง เลิกน้อยที่สุด ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นอย่าคิดว่าเพิ่มภาษีแล้วทำร้ายคนจน แต่เราดึงเขาออกมาจากค่าใช้จ่ายที่เขาจะต้องเสีย มีคนจนประมาณ 2 ล้านคน รายได้เฉลี่ย 1,500 บาท เสียค่าบุหรี่ไป 300-400 บาท 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ของรายได้”

          นพ.ประกิต กล่าว ซึ่งสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่รณรงค์ให้ชาติต่างๆ ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อควบคุมการแพร่ขยายของธุรกิจยาสูบ

หลอกลวงด้วย “วิชาการ”

          หากถามว่าทุนข้ามชาติใช้วิธีอย่างไรในการแทรกซึม หรือเข้าไปสร้างอิทธิพลในประเทศต่างๆ ประเด็นนี้เราอาจศึกษาได้จากกลุ่มทุนยาสูบ โดย นพ.ประกิต ยกตัวอย่างผู้ค้ายาสูบระดับโลกรายหนึ่ง ที่ใช้สารพัดวิธีการเพื่อสกัดกั้นมิให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ออกกฎหมายเพื่อสกัดกั้นหรือควบคุมขอบเขตการค้า

          อย่างหนึ่งที่คุ้นเคยกันดีแต่ผู้คนไม่ค่อยตระหนักเท่าไรนัก ธุรกิจยาสูบข้ามชาติรายดังกล่าว ให้ทุนสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) บางแห่งเพื่อทำวิจัยเชิงลึกว่าด้วยโครงสร้างภาษียาสูบของแต่ละชาติ และสรุปผลว่า “ยิ่งรัฐเก็บภาษีบุหรี่สูงเท่าไร บุหรี่เถื่อนและปลอมจะยิ่งระบาดเท่านั้น” เพื่อให้ภาครัฐเห็นว่า แนวคิดการเพิ่มภาษีบาปไม่ได้ผลในการสกัดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าถึงอบายมุข

          ทว่าแผนการนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า เนื่องจากรัฐบาลชาติตะวันตก เลือกใช้ “ไม้แข็ง” จัดการกับทุนยาสูบดังกล่าว เช่น สหภาพยุโรป (EU) ทำการสืบสวนแล้วพบว่า บริษัทบุหรี่ข้ามชาตินี้เองที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มลักลอบค้าบุหรี่ หนีภาษี เพื่อสร้างสถานการณ์ว่ามาตรการภาษียาสูบของยุโรปทำให้บุหรี่เถื่อนระบาด จึงฟ้องต่อศาลเมื่อปี 2547 และเป็นฝ่ายทุนยาสูบเองที่ขอยอมความ โดยยอมชดใช้ค่าเสียหายกว่า 40,000 ล้านบาท

          ขณะที่สหรัฐอเมริกา ประเทศทุนนิยมแท้ๆ แต่ก็เลือกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเช่นกัน ปี 2542 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นฟ้องทุนยาสูบหลายราย ในข้อหาตามกฏหมายว่าด้วยองค์กรผู้มีอิทธิพลและคอร์รัปชั่น (Reaketeen Influences and Corruption Organization ACT : RICO) ซึ่งเทียบได้กับความผิดฐานเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรม (อั้งยี่) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ของไทย

         กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนของทุนยาสูบไว้ 5 ข้อ คือ 1.โกหกเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ 2.โกหกเกี่ยวกับอันตรายของควันบุหรี่มือสอง (บอกว่าควันบุหรี่ไม่เป็นอันตรายกับผู้ที่ไม่สูบ) 3.มีการปรับระดับนิโคตินในบุหรี่เพื่อทำให้เสพติดง่ายขึ้นและเพิ่มขึ้น 4.ทำการตลาดที่พุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน (วุฒิภาวะยังไม่เพียงพอ) และ 5.หลอกลวงเกี่ยวกับบุหรี่รสอ่อนว่าปลอดภัยกว่า ซึ่งศาลเห็นว่าผิดจริง จึงมีคำพิพากษาในปี 2549 ให้จำเลยต้องลงประกาศขอโทษประชาชน และคาดโทษไว้มิให้ทำพฤติกรรมเดิมซ้ำอีก

         ในปี 2542 เช่นเดียวกัน อัยการ 46 รัฐ ยังฟ้องแพ่งให้ทุนยาสูบกลุ่มนี้ ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ทั้งหมดนี้จบลงด้วยกลุ่มทุนยาสูบขอเจรจายอมความ ในเงื่อนไขคือ 1.ทุนยาสูบต้องชดใช้ค่าเสียหายปีละ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 300,000 ล้านบาท) เป็นเวลา 25 ปี 2.ห้ามขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (Billboard) และห้ามโฆษณาใกล้เขตสถานศึกษา 3.เปิดเผยเอกสารต่างๆ ต่อสาธารณะ และ 4.ต้องยุบหน่วยงานวิจัยในสังกัดทุนยาสูบทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาได้บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อผลประโยชน์ของทุนยาสูบมาโดยตลอด

          “เดี๋ยวนี้รัฐธรรมนูญนี่สำคัญนะครับ บริษัทยาสูบนี้ก็ต่อสู้คดี เขาบอกว่า..รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิในการแสดงออกและการสื่อสารของประชาชน..แต่ศาลพูดออกมา..รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครองการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ..แสบไหมครับ?” เลขาธิการ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุ เห็นได้ชัดว่าแม้นโยบายของสหรัฐอเมริกาจะสนับสนุนและคุ้มครองหลักการทุนนิยม เสรี แต่นั่นไม่รวมถึงทุนประเภทที่มีพฤติกรรมทุจริต

จัดตั้ง “ม็อบชนม็อบ”

         หลังความพ่ายแพ้ในประเทศที่ภาคประชาชนเข้มแข็งและภาครัฐก็ไม่เอาด้วย อย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งออสเตรเลียก็เลือกใช้นโยบายเดียวกัน ทุนยาสูบข้ามชาติจึงมุ่งขยายอาณาจักรของตน ไปยังประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ที่กฎหมายยังไม่รุนแรง และสำนึกของประชาชนยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร

          เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุถึงยุทธศาสตร์ทุนยาสูบข้ามชาติที่เข้ามายังประเทศไทย ว่าหันไปใช้วิธีการหามวลชนที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ มาเป็นแนวร่วมต่อต้านมวลชนฝ่ายที่รณรงค์สนับสนุนนโยบายจำกัดการเข้าถึงยาสูบ ของรัฐ เช่นให้การสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ หรือล่าสุด มีการใช้สื่อออนไลน์ (Social Network) ชักชวนบรรดาสิงห์อมควันให้ออกมาเรียกร้องไม่ให้ฝ่ายรัฐควบคุมการจำหน่ายยา สูบ

         “อันนี้เขาเรียก Thai Smoke Community นะครับ ชมรมคนสูบบุหรี่เขาบอกว่า..ในช่วงที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้ออกกฎหมายหลายอย่างที่ผู้สูบบุหรี่เช่นคุณควรจะรับทราบ อาทิการขึ้นภาษีบุหรี่ที่คุณต้องจ่ายเงินเพิ่ม , ภาพคำเตือนสุขภาพใหม่ขนาด 85 เปอร์เซ็นต์ (ของซองบุหรี่) , การกำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่เพิ่มเติม

         , ถึงเวลาแล้วที่คุณจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องปัญหาที่มีผลกระทบกับคุณโดยตรง , พบกับผู้สูบบุหรี่วัยผู้ใหญ่คนอื่นๆที่มีความรู้สึกเหมือนกัน , กระจายข่าวให้ผู้สูบบุหรี่วัยผู้ใหญ่คนอื่นๆได้ทราบข่าว , บอกให้ผู้ออกกฎหมายได้รับรู้ว่าข้อเสนอกฎหมายใหม่และการขึ้นภาษีนั้นมีผล กระทบกับคุณอย่างไร..

         ผมว่าคนที่ไปใส่ (ข้อความ) นี่หน้าม้าทั้งนั้น เพราะเขามีการสำรวจกัน คนสูบบุหรี่เขาไม่ได้ชอบคนขายบุหรี่ ไม่ได้ชอบบริษัทบุหรี่ และก็ไม่ได้ชอบพวกเรา (ภาคีรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่) ด้วย แบบข้างหนึ่งจะดึงเขาไว้ อีกข้างหนึ่งก็จะให้เขาเลิก แต่เขาก็ไม่ได้เกลียดคนที่รณรงค์นะ เพราะเขาตกอยู่ในอำนาจ เป็นทาสยาเสพติด เขาจะปฏิเสธภาพคำเตือน ปฏิเสธทั้งหมด เขาไม่ดู” นพ.ประกิต กล่าวทิ้งท้าย

          จากกรณีศึกษาว่าด้วยทุนยาสูบนี้ เรามิได้ต้องการให้ทุกท่านรังเกียจระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมมนุษย์มากที่ สุด หากแต่เราต้องการชี้ให้เห็นว่า ในยุคนี้เป็นยุคของกลุ่มทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ หากทุนเหล่านี้เลือกใช้นโยบายขยายอำนาจในทางที่ผิด ย่อมส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อสังคมเป็นวงกว้าง

          ดังนั้นหนทางที่จะรับมือและสกัดกั้นมิให้กลุ่มทุนต่างๆ ดำเนินธุรกิจแบบเอาเปรียบสังคม คือการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกสาธารณะแก่ประชาชน ดังที่เห็นแล้วไม่ว่าสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย ต้องยอมรับว่าภาคพลเมืองของเขาเข้มแข็งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม

           นี่คือการล่าอาณานิคมแนวใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์ ไม่ใช่โดยรัฐ แต่เป็นโดยกลุ่มทุนที่ไม่ยึดติดกับสัญชาติใดๆ คำถามคือ..คนไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?

 

ที่มา แนวหน้า