Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

แพทย์ศิริราชแนะลดความเสี่ยงเพื่อเลี่ยงโรคไต

PDF Print
Tuesday, 27 May 2014 11:32

แพทย์ศิริราชแนะลดความเสี่ยงเพื่อเลี่ยงโรคไต

ศิลปินค่ายเคพีเอ็นร่วมบริจาคโลหิต

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH)   จัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ ในหัวข้อ “ผู้สูงอายุกับโรคไต"  โดย อ.นพ.สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ พร้อมจัดกิจกรรมเปิดรับบริจาคโลหิตให้แก่ธนาคารเลือด ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยมีนักร้อง และนักแสดง อย่าง 3 หนุ่มแห่งค่าย KPN นำโดย  บี-พีรวัส วิศิษฏ์วโรดม, เพชร –เผ่าเพชร เจริญสุข, บอม-อนุรักษ์ บุญเพิ่มพูน  และนักแสดงจากช่อง 7  อาทิ ครีม- นภัสสร เอี่ยมเจริญ และ กลม- นพพล พิทักษ์โล่พานิช  มาร่วมเดินรณรงค์รับบริจาคโลหิต บริเวณรอบโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ “อาสาสมัครใจ SiPH 2gether Caring & Sharing” สานต่อแนวคิด ผู้รับและผู้ให้ ในการดูแลสังคมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ณ ห้องโถงรับรอง ชั้น 2  โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

อ.นพ.สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพ และอายุรแพทย์โรคไต ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เผยว่า จากข้อมูลสมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย พบว่า คนไทยเป็นโรคไตมากถึง 17% หรือประมาณ 10 ล้านคน จำนวนนี้เป็น ผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรัง จำเป็นต้องฟอกเลือดหรือล้างไตผ่านช่องท้องมากถึง 47,000 คน (ข้อมูลจากสมาคมโรคไต ปี 2554) สาเหตุเกิดจากโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงมากที่สุดประมาณ 60-70% โดยวิธีสังเกตอาการโรคไตนั้น วิธีที่ง่ายที่สุด และได้ผลชัดเจนที่สุดคือการเจาะเลือดตรวจ โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็กสภาพของไต และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังที่ควรเข้ารับ การตรวจคัดกรองโรค ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไต มีมวลเนื้อไตลดลง ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือเป็นภายหลัง มีประวัติโรคไต เรื้อรังในครอบครัว

หลายคนสงสัยระหว่างโรคไตเรื้อรัง และไตวายเฉียบพลัน แตกต่างกันอย่างไร  ทั้งนี้ โรคไตเรื้อรัง คือ การที่ไตมีภาวะการทำงานที่ผิดปกติ หรือ มีการทำงานของไตที่ลดลง โดยดูจากค่าอัตราการกรองของไตที่ผิดปกติ  ซึ่งสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง คือ เป็นเบาหวาน ความดัน โรคไตอักเสบ โรคไตขาดเลือด โรคทางพันธุกรรม โรคนิ่วในไต จะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย โลหิตจาง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ หอบเหนื่อย รับประทานอาหารไม่ได้ มีโอกาสชัก หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด  ซึ่งการรักษาโรคไตเรื้อรังนั้น ต้องรักษาแบบประคับประคอง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตสำหรับผู้ป่วยระยะเริ่มต้น ได้แก่ การรับประทานยาและอาหารบำบัด ควบคุมความดันโลหิตให้เหมาะสม งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสารหรือยาที่มีผลเสียต่อไต

อีกทั้ง ยังมีรักษาด้วยวิธีบำบัดและทดแทนไต คือ กระบวนการรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อทดแทนไตที่ไม่สามารถทำงานได้เองตามที่ควรจะเป็น เพื่อช่วยขจัดของเสียที่ค้างอยู่ในร่างกาย สามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การฟอกไตทางช่องท้อง และการนำไตที่ดีของผู้บริจาคใส่ในช่องเชิงกรานของผู้รับไต

ส่วนไตวายเฉียบพลัน เกิดจากไตสูญเสียการทำงานในเวลาภายในไม่กี่ชั่วโมงไม่กี่วัน ส่งผลให้การควบคุมสมดุลของเสียในร่างกายเกิดการเสียหาย  ซึ่งสาเหตุเกิดจากความดันโลหิตที่ต่ำหรือสูงเกินไป, ยา หรือ สารพิษ, การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือ มะเร็งปากมดลูก ภาวะไตอักเสบหรือการติดเชื้อ  โดยจะมีอาการดังนี้ คือ  ปัสสาวะน้อยกว่าคนปกติ 3เท่า มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เพราะมียูเรียและสารไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบคั่งค้างในเลือด แขนขาบวมน้ำ เหนื่อยหอบ หรือมีอาการขาดน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง รู้สึกวูบหวิว เหนื่อยง่าย หรือ อ่อนเพลียเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ

สำหรับวิธีรักษาปัญหาไตวายเฉียบพลัน คือ รักษาที่ต้นเหตุ เช่น การหยุดยาที่เป็นสาเหตุ การให้สารน้ำในรายที่ขาดน้ำ แก้ไขภาวะช็อก, รักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การควบคุมน้ำเข้าออกในร่างกายเพื่อรักษาความสมดุล หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไต และปรับขนาดยาเพื่อให้เหมาะกับการทำงานของไตที่ลดลง,รักษาโดยให้ผู้ป่วยได้ รับปริมาณสารอาหารที่เหมาะสม,  รักษาโดยการบำบัดทดแทนไต ในกรณีที่ไตไม่สามารถทำงานได้ปกติ เช่น เกิดภาวะโปรแตสเซียมในเลือดสูง และรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งไม่สามารถรักษาโรคไตวายเฉียบพลันให้หายขาดได้

“ในการดูแลสุขภาพจึงต้องปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงคือ ทำจิตใจให้สบาย เพราะความเครียด จะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ จนกระทบต่อไต พักผ่อนให้เพียงพอ ลดกินอาหารเค็ม อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะไตทำหน้าที่เสมือนเครื่องกรอง หากกินอาหารหนักๆ อย่างจำพวกเนื้อสัตว์จะยิ่งทำให้ไตใช้พลังงานในการทำงานหนักขึ้น ไตก็จะเสื่อมไวขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยจึงควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชะลอความเสื่อมของไตอีกด้วย”

ทั้งนี้ กิจกรรม “ อาสาสมัครใจ 2Gether Caring & Sharing” นี้จะจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยแบ่ง หัวข้อการบรรยายเรื่องสุขภาพ ตามโรคที่มีแนวโน้มเกิดได้มากขึ้นด้วยสภาพสังคม และการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยจะมีการเวิร์กช้อปสุขภาพครั้งต่อไปในวันที่ 18 มิถุนายน 2557  หัวข้อ “วัยรุ่นกับโรคหัวใจ และหัวใจผิดปกติตั้งแต่กำเนิด” และ ครั้งที่ 3 จัดขึ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 หัวข้อ “วัยทำงานกับโรคทางเดินอาหาร มะเร็งลำไส้และโรคตับ” ซึ่งกิจกรรมนี้เปิดรับอาสาสมัครใจทั้งรายบุคคลและกลุ่มบุคคล โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สามารถสอบถามข้อมูลเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ โทร.085-062-6399  02-419-1981-3 และ facebook.com/piyamaharajkarun

 

ที่มา : แนวหน้า