Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

ก.พลังงงานชี้สงครามอีรักดันราคาน้ำมันพุ่ง-วอนกบง.เร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลี่ยม

PDF Print
Wednesday, 18 June 2014 09:47

ก.พลังงงานชี้สงครามอีรักดันราคาน้ำมันพุ่ง-วอนกบง.เร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลี่ยม

ก.พลังงงานชี้สงครามอีรักดันราคาน้ำมันพุ่ง-วอนกบง.เร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลี่ยมชงคสช.ลดค่าต๋งดีเซล

กระทรวงพลังงาน รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันให้ คสช.รับทราบ พร้อมเสนอให้ กบง.ลดเงินเข้ากองทุนน้ำมัน สำหรับน้ำมันดีเซลลง เหตุสงครามอีรัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกขยับ กดค่าการตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น วอน กบง.เร่งพิจารณาเปิดสัมปทานปิโตรเลี่ยม รอบ 21 ก่อนแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติจะหมด

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)และประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) รับทราบการรายงานจากกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เรื่องผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบจากอิรักที่ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลลดต่ำกว่ามาอยู่ที่ประมาณ  60-80 สตางค์/ลิตร จากที่ควรจะเป็น   โดยกระทรวงพลังงานเสนอให้ พล.อ.อ.ประจิน เรียกประชุม กบง.เพื่อลดการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เรียกเก็บ 81 สตางค์/ลิตร ซึ่ง พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า  ขอดูสถานการณ์ก่อน และเนื่องจากวันนี้(17 มิถุนายน) มีการประชุมด้านเศรษฐกิจหลายคณะ จึงไม่สามารถประชุม กบง.ในวันที่ 17 มิถุนายนได้

ทั้งนี้ คสช.ส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อเป็นทางเลือกหลักของประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงาน โดยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ได้เดินทางไปยังโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ที่ใหญ่สุดในภาคใต้ และได้ลงทุนผลิตก๊าซชีวภาพ  "บริษัท ไทยไบโอก๊าซเอนเนอร์ยี่" อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันผลิตไฟฟ้า 2.8 เมกะวัตต์จากก๊าซชีวภาพที่มาจากของเสียในกระบวนการผลิตซีพีโอ และกำลังจะเพิ่มกำลังผลิตอีก 4.2 เมกะวัตต์ โดยนอกจากจะได้พลังงานทดแทนแล้วยังแก้ปัญหากลิ่นที่เกิดจากน้ำเสียที่สร้าง มลพิษในท้องถิ่นอีกด้วย

ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ยอมรับว่าน่าเป็นห่วงเหตุการณ์ในอิรัก  ซึ่งเกิดจากการบุกยึดครองดินแดนของกองกำลังติดอาวุธ ISIL ในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา  แม้ว่าอิรักได้ส่งกองกำลังเพิ่มเติม  เพื่อป้องกันแหล่งพลังงานจากกองกำลังติดอาวุธก็ตาม โดยส่งผลให้นักลงทุนยังคงมีความกังวลต่อปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีปริมาณลดลง ซึ่งได้ให้ทุกฝ่ายจับตาสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตาม  โรงกลั่นฯ ของกลุ่ม ปตท.ไม่ได้ซื้อน้ำมันจากอิรักแต่อย่างใด แต่จากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 10 เดือน แน่นอนก็จะส่งผลมาถึงราคาน้ำมันในเมืองไทยในที่สุด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ชุดใหม่ ที่มีพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นประธาน ที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติการเปิดยื่นขอสำรวจแหล่งปิโตรเลียม รอบที่ 21 เนื่องจากที่ผ่านมามีความล่าช้ามากว่า 2 ปีแล้ว เนื่องจากปัญหาการคัดค้านจากประชาชน ทำให้ที่ผ่านมาต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนเสร็จสิ้นแล้ว

สำหรับการเปิดยื่นข้อเสนอสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบ 21 นี้ เนื่องจากมีความจำเป็นในการหาแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพราะปัจจุบันปริมาณก๊าซฯในอ่าวไทยเริ่มลดลงทุกปี จากปัจจุบันผลิตได้ 3.558 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และในอีก 8 ปีข้างหน้าหรือปี 2565 จะลดลงเหลือ 2.916 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหลังจากนั้นในแต่ละปีจะทยอยลดลง 100-200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากไม่มีการลงทุนสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซฯเพิ่มขึ้นมา การผลิตก๊าซธรรมชาติจะถดถอยลงเรื่อยๆ จนหมดไปในที่สุด  ซึ่งหากวันนั้นมาถึง โรงไฟฟ้าที่เคยใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ก็จะต้องทดแทนด้วยก๊าชแอลเอ็นจีนำเข้าที่มีราคาสูงกว่าเกือบหนึ่งเท่าตัว

“ปัจจุบันเรามีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่พิสูจน์แล้ว ประมาณ 9 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต แต่เราใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งบนเงื่อนไขที่ว่า ไม่มีการพบปริมาณสำรองเพิ่มขึ้นและยังรักษาระดับการผลิตในระดับเดิมเอาไว้ ได้ เราจะมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ไปได้อีกประมาณ 7 ปีเท่านั้น  ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง”  แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ แหล่งปิโตรเลียมที่จะนำมาเปิดให้มีการยื่นขอสำรวจในรอบ 21 นี้ จะเป็นเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่กลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง จำนวน 6 แปลง กลุ่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 11 แปลง และกลุ่มพื้นที่ในอ่าวไทยจำนวน 5 แปลง รวม 22 แปลง ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยเปิดให้มีการสำรวจมาก่อน ซึ่งเป็นการเลือกเฉพาะพื้นที่ที่คิดว่า มีศักยภาพปิโตรเลียมจริงๆ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่คาดว่าจะมีปัญหา เช่น พื้นที่ชุมชน พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ใกล้ฝั่ง เป็นต้น

“สัญญาสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมตามพ.ร.บ.ปีพ.ศ.2514 จะหมดลงในปี 2565 และ2566 ซึ่งอย่าคิดว่ายังมีเวลาเหลืออีก 10 ปี ค่อยมาพิจารณาต่อสัญญาสัมปทาน เนื่องจากธุรกิจผลิตปิโตรเลียม ไม่เหมือนการลงทุนด้านอื่น  เพราะต้องลงทุนเพิ่มในการขุดเจาะอยู่เสมอ ที่สำคัญแหล่งน้ำมันในประเทศไทยเป็นแหล่งเล็กๆ ยิ่งต้องลงทุนต่อเนื่อง และคงไม่มีบริษัทไหนกล้าเสี่ยงทำ ถ้าไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนว่านโยบายภาครัฐมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งประเทศอาจจะเจอกับวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่อย่างแน่นอน และเมื่อวันนั้นมาถึงถามว่าบรรดากลุ่มเอ็นจีโอที่ต่อต้านทุกรูปแบบจะออก มารับผิดชอบอย่างไร”

ส่วนเรื่องผลประโยชน์ของประเทศนั้น ถ้ายังเชื่อว่า ระบบ Thailand3 ให้ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติน้อย คสช.ก็สั่งการให้แก้ไข ให้มีการเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นค่าภาคหลวง,ภาษีเงินได้,หรือแม้แต่ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ไปในอัตราที่เหมาะสม คงไม่มีบริษัทผู้รับสัมปทานปฏิเสธ

ที่มา : แนวหน้า