Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

แบงก์ชี้ดอกเบี้ยลงต่ำสุดแล้ว ส่อขยับขึ้นหลังศก.เริ่มผงกหัว

PDF Print
Wednesday, 18 June 2014 09:48

แบงก์ชี้ดอกเบี้ยลงต่ำสุดแล้ว ส่อขยับขึ้นหลังศก.เริ่มผงกหัว

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยไม่ควรต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อและแม้ว่าดอกเบี้ยจะต่ำ แต่ทางธนาคารยืนยันที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะมีการเสริมสภาพคล่องเช่น การปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อผ่อนปรนอัตราดอกเบี้ยให้กับธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและค้าปลีก ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการนี้กว่าพันราย เพราะเรื่องของสภาพคล่องและการลดต้นทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อเอสเอ็มอี และมองว่าทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะต้องปรับตัวให้เข้มแข็งพร้อมรับกับ สถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  การประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่18 มิ.ย.  จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2  % ต่อปีจนถึงสิ้นปีนี้  เนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศคลายแรงกดดัน ประกอบกับความเสี่ยงเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ลดลง ซึ่งจากนี้ไปต้องติดตามการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่าจะมีความต่อ เนื่องและสามารถผลักดันได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม หากครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งมากขึ้น  กนง.อาจจะพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยได้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐจะปรับขึ้น  หลังจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือคิวอี จบลง

สำหรับการประเมินอัตราการขยายตัวของไทยปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 2-3 % โดยไตรมาส   3 จะขยายตัว 3-4 % และไตรมาส 4  จะขยายตัว 5-6 %  ซึ่งจะมาจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐ  การลงทุนเอกชน และปัจจัยต่าง  ๆ  ในประเทศที่ดีขึ้น ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ4 แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะมีแรงขับเคลื่อนในประเทศเป็นสำคัญแทน

นายกอบศักดิ์ ยังเห็นว่า การส่งออกในกลุ่ม CLMV มีความสำคัญเพราะหากนับรวมจำนวนประชากรในประเทศกลุ่ม CLMV แล้วมีมากถึง 250 ล้านคน ซึ่งเท่ากับประชากรของประเทศอินโดนีเซีย และการส่งออกของไทยไปกลุ่ม CLMV ขยายตัวสูงถึงร้อยละ12ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าส่งออกไปยังสหรัฐที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.6-0.7 ดังนั้นหากว่าประเทศต่าง ๆ ใน CLMV เชื่อมโยงกันได้ก็จะเพิ่มศักยภาพให้มากขึ้น และที่สำคัญพบว่าที่ผ่านมาสินค้าไทยถือเป็นที่ต้องการอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ดังนั้นหากไทยเพิ่มน้ำหนักไปยังประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มก็น่าจะช่วยเสริมสร้างการเติบ

 

ที่มา : แนวหน้า