Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

การเมืองคลี่คลาย-ยอดขายกระเตื้อง-เงินหมุนเวียน ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการฟื้น

PDF Print
Thursday, 19 June 2014 10:22

การเมืองคลี่คลาย-ยอดขายกระเตื้อง-เงินหมุนเวียน ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการฟื้น

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 85.1 เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน   หลังมีคสช. ปัญหาการเมืองคลี่คลาย  ธุรกิจเชื่อมั่นมากขึ้น   เม็ดเงินเริ่มหมุนเวียนสู่ระบบ ช่วยเศรษฐกิจขยายตัว พร้อมแนะรัฐตั้งกองทุนเงินกู้ฉุกเฉิน ดอกเบี้ยต่ำ  ช่วยเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง

นายสุพันธุ์  มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนพฤษภาคม 2557 ว่า อยู่ที่ระดับ 85.1 ปรับเพิ่มจากระดับ 84.0 ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยค่าดัชนีฯ ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

จากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เกิดจากผู้ประกอบการเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกของเศรษฐกิจไทย หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย การทยอยจ่ายเงินจากโครงการจำนำข้าวให้กับเกษตรกร ส่งผลดีให้เกิดกระแสการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังเป็นทิศทางที่ดีที่ผู้ประกอบการเห็นว่าจะนำไปสู่การฟื้นฟู เศรษฐกิจและการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเป็นโอกาสการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับในเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเปิดภาคเรียน ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพิ่มขึ้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 101.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 98.2 ในเดือนเมษายน และดัชนีมีค่าเกิน 100 ในรอบ 5 เดือนโดยค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามการส่งออก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศกับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในเดือนเมษายน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯกลุ่มที่เน้นตลาดในต่างประเทศ ปรับลดลงจากเดือนเมษายน

นายสุพันธ์กล่าวว่า เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนพฤษภาคม พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาน้ำมัน สภาวะเศรษฐกิจโลก ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยน  ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อยู่ในระดับทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

นอกจากนี้ผู้ประกอบการมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐโดยต้องการให้มีการจัดตั้งกอง ทุนเงินกู้ฉุกเฉินอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือSMEs ที่ขาดสภาพคล่องโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  รวมถึงปฏิรูปพลังงาน ลดการแทรกแซงราคา โดยใช้กลไกตลาด  พร้อมทั้งจัดทำแผนรับมือไฟฟ้าดับจากการปิดซ่อมท่อก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วม ไทย-มาเลเซีย อีกทั้งเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-อียู  เพื่อรองรับการหมดอายุสิทธิพิเศษทางด้านภาษีหรือจีเอสพี และแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

นายสุพันธ์กล่าวว่าภายหลังจากมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารงานประเทศทำให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้นคาดว่าจะเห็น ภาพรวมดีขึ้นชัดเจนในช่วงเดือนมิถุนายนนี้  เห็นได้จากการที่มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วยให้ตลาดค้าปลีกโต ได้ 10% ภาครัฐมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ที่ค้างท่อ เร่งรัดการจัดทำร่างงบประมาณประจำปี 2558 ที่น่าจะแล้วเสร็จทันต้นปีงบประมาณ และการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมลงทุนอีกกว่า 7 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นลักษณะการทยอยลงทุนต่อเนื่องในปีถัดไปด้วยโดยภาพรวมจึงน่าจะส่งผล ให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้ประมาณ  2-2.5%

"เป็นทิศทางที่ดีที่ผู้ประกอบการเห็นว่าจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการ ผลิตในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเป็นโอกาสการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น" นายสุพันธุ์กล่าว

ที่มา : แนวหน้า