Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

รายงานพิเศษ : โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

PDF Print
Monday, 23 June 2014 08:57

รายงานพิเศษ : โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2533 ให้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ ก่อเกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรและประชาชนให้ได้มากที่สุด

นายสากล ณ ฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรี กล่าวว่า เมื่อปี 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริกับ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และเลขาธิการ กปร. อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ว่า ได้ทรงทราบว่า พระเทพญาณรังษี (พระอาจารย์จันทร์ คเวสโก) ได้ไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันคือพื้นที่ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรเป็นอย่างดี  จึงทรงให้ เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประสานและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ร่วมกับกรมชลประทาน พิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำต่างๆ ของห้วยตะเพิน ในเขตอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือราษฎรในเขตโครงการ ทำให้มีน้ำทำการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค ได้ตลอดปี และสมควรปลูกป่าตามบริเวณขอบอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ทำการก่อสร้างด้วย

สากล ณ ฤทธิ์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการจัดหาที่ดินจำนวนหนึ่งนำมาใช้จัดทำ โครงการเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว และพระราชทานชื่อว่า โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และงบประมาณจากมูลนิธิชัยพัฒนา ในการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ทั้งนี้ ในการดำเนินงานโครงการยึดหลักการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมกับ สภาพพื้นที่ เพื่อให้ราษฎรได้อยู่อาศัยและทำกิน กับธรรมชาติอย่างเกื้อหนุนกัน

โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีพื้นที่ครอบคลุม 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 บ้านเขาหินตั้ง หมู่ที่ 3 บ้านห้วยแม่ระวัง หมู่ที่ 4 บ้านม่วงเฒ่า และหมู่ที่ 5 บ้านบารมี รวมเป็นพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 20,625 ไร่

กรมพัฒนาที่ดินได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 ร่วมบูรณาการในโครงการ โดยขั้นแรกคือการปรับปรุงสภาพดิน ซึ่งดินในพื้นที่โครงการจะมีสภาพแห้งแล้งเป็นดินทราย ที่สำคัญเมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 1.5-2 เมตร จะเจอชั้นดาน อีกทั้งด้วยการเป็นพื้นที่อับฝน ปริมาณน้ำฝนตกน้อย แม้ว่ากรมชลประทานจะได้สร้างฝายและคลองส่งน้ำ แต่ไม่มีน้ำลงไปเติมทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ซึ่งสถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรี ได้แก่ปัญหาด้านดินโดยการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด (ปอเทือง) ร่วมกับปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ที่สำคัญคือปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและช่วยระเบิด ชั้นดินดาน ส่วนเรื่องน้ำนั้นได้นำโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทานเข้าไปช่วย สนับสนุนให้กับเกษตรกรที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ

นอกจากนี้ ได้จัดทำเป็นแปลงสาธิตด้านการพัฒนาที่ดินหลายรูปแบบ เพื่อถ่ายทอดความรู้และความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ของโครงการให้กับ เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียงได้ทราบและนำไปปฏิบัติ เช่น การผลิตอ้อยอินทรีย์เพื่อการบริโภค ปรากฏว่าการปลูกอ้อย(คั้นน้ำ)โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทำให้ได้อ้อยที่รส ชาติหวานดีมาก เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ซึ่งตอนนี้ราคาดีกว่าอ้อยโรงงาน ที่สำคัญมีคนสนใจเข้ามาติดต่อขอซื้ออ้อยในโครงการเพื่อนำไปใช้ประกอบพิธี มงคลต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากมองว่าอ้อยนี้ปลูกในพื้นที่ของในหลวงเป็นอ้อยมงคลเหมาะที่จะนำไป ใช้พิธีแต่งงาน งานบวช และงานมงคลทุกอย่าง ซึ่งท่านอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นายอภิชาต จงสกุล ได้เล็งเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการ ในการส่งเสริมการผลิตอ้อยอินทรีย์ควบคู่กับการปลูกพืชมงคลชนิดอื่น อย่างหมาก พลู กล้วย ที่ต้องใช้ประกอบงานมงคลคือให้มาซื้อที่นี่ที่เดียวได้ครบชุด ทั้งนี้ กำลังอยู่ระหว่างการนำเสนอแนวความคิดนี้ให้กับโครงการห้วยองคตฯ

นายสากล กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรี ได้ทำศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินในพื้นที่โครงการห้วยองคตฯ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะ พื้นที่ อีกทั้งได้มีการขยายผลความสำเร็จของโครงการไปสู่เกษตรกรโดยรอบ ปัจจุบันเกษตรกรมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสดและผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เองทดแทนปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยสูตรพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่จะส่งไปขายยังตลาดสี่มุมเมือง และตลาดที่ราชบุรี ซึ่งในปีหน้าจะมีการขยายผลสู่การทำแปลงเกษตรจีเอพี เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าปลอดภัยมากขึ้น เบื้องต้นได้ประสานไปยังโรงพยาบาลในการรับซื้อผลผลิตแล้ว ถ้าสำเร็จจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น ผู้บริโภคก็จะมีอาหารปลอดภัยบริโภคด้วย

 

ที่มา : แนวหน้า