Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

คนแก่ญี่ปุ่นออมน้อยลง คนแก่ไทยไม่มีเงิน(จะ)ออม

PDF Print
Monday, 21 July 2014 07:43

คนแก่ญี่ปุ่นออมน้อยลง คนแก่ไทยไม่มีเงิน(จะ)ออม

ผมนั่งดูสกู๊ปข่าวของช่องซีเอ็นเอ็นเรื่องหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าคนสูงอายุในญี่ปุ่นทุกวันนี้เข้าไปเล่นตู้เกมเป็นจำนวนมากตาม ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงโตเกียว ดีกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบเหงาๆ ดูแต่ทีวีในห้องอาพาร์ทเมนต์ และอาจเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เพียงเพราะลูกหลานที่จะดูแลในยุคนี้มีจำนวนลดลงอย่างมาก เพราะคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่เป็นโสดมากขึ้น ที่สำคัญ ถึงจะแต่งงานแต่ตั้งใจไม่มีลูก ซึ่งกลุ่มหลังนี้มีจำนวนมากขึ้นเหมือนกัน พูดกันสั้นๆได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าขั้นชรา ขาดมนุษย์เศรษฐกิจในอนาคต ฟังแล้วเศร้าแถมน่ากลัวอีกต่างหาก

คำถามต่อมา คือ จะเกิดอะไรขึ้นกับญี่ปุ่นโดยเฉพาะคนแก่ในปัจจุบัน? และคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นในปัจจุบันที่ต้องกลายเป็นคนแก่ในอนาคต? ก่อนจะได้คำตอบที่ชัดๆ ต้องย้อนกลับไปในอดีตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ชาวญี่ปุ่นต่างก็มุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อสร้างชาติและความมั่นคงให้แก่ชีวิต ของตนเอง และครอบครัว คนแก่ญี่ปุ่นในปัจจุบันแต่เป็นคนวัยทำงานในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ล้วนเก็บเงิน และไม่ค่อยออกมาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย จนทำให้มีเงินออมในระบบเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่า ความขยันขันแข็งตลอดจนความสามารถ และวินัยในการออมเงินดังกล่าวนี้นี่เอง ที่ถือได้ว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นได้กลายมาเป็นประเทศที่ มีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน รวมถึงมีวัฒนธรรมการออมเงินที่เข้มแข็งกว่าประเทศใดๆ ในโลก

ทีนี้ก็ มาถึงคำตอบ คือ แต่ปัจจุบัน การออมเงินของชาวญี่ปุ่นกลับลดลง เพราะคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ซึ่งไม่เคยเจอกับความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนแสนสาหัสเหมือนกับรุ่นปู่รุ่นย่า ได้กลายมาเป็นคนมือเติบใช้จ่ายกันอย่างเต็มที่ พูดให้ง่ายๆ ก็คือมีนิสัยรักการออมเงินน้อยลง แต่กลับฟุ่มเฟือยกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า หรือบริการประเภทที่สามารถตอบสนองกับความต้องการเฉพาะของตนเองได้ ตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องเล่นเกม อุปกรณ์เสริมความงาม เป็นต้น

นอก จากนี้ หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ๆ ยังมีการก่อหนี้ภาคครัวเรือนในสัดส่วนที่เพิ่มสูงมากขึ้นกว่ายุคก่อนๆเป็น จำนวนมากอีกด้วย โครงสร้างของประชากรมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยชาวญี่ปุ่นรุ่นคุณปู่คุณย่ามีอายุ ยืนยาวขึ้น ตายกันช้าลง เลยทำให้จำนวนผู้สูงอายุในญี่ปุ่นมีเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี สวนทางกับคนวัยหนุ่มสาวกลับมีจำนวนลดลง อย่างที่เขียนไปในช่วงต้นๆ ก็คืออัตราการเกิดก็ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนในวัยหนุ่มคนสาวแต่งงานกันช้าอีก ไม่ชอบมีลูกมากไปจนถึงตั้งใจไม่มีลูกเลย นั่นหมายความว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีเม็ดเงินและมีอำนาจซื้อหลักๆ ของประเทศ ก็คือ กลุ่มคนแก่ชาวญี่ปุ่นนั่นเอง ดังนั้น เมื่อคุณปู่คุณย่าญี่ปุ่นที่สะสมเงินออม โดยหวังว่าจะนำออกมาใช้จ่ายเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว ก็เลยเริ่มต้นที่จะออกมาใช้จ่ายเงินที่ตนได้เก็บออมไว้ ผลจากการใช้จ่ายดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบให้อัตราการออมเงินลดลงด้วยเช่นกัน

ผมเลยนึกถึงคนสูงอายุที่เป็นคนไทยในบ้านเรากำลังอยู่ในภาวะที่คล้ายๆกับ คนสูงอายุญี่ปุ่นหรือเปล่า? แม้ว่าสถานะทางเศรษฐกิจนั้นไทยเทียบญี่ปุ่นไม่ได้เลย ทำให้ผมไปค้นเจองานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งสนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ไปร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ รู้จักกันดีว่า สสส. มีผลสรุปคือ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีบุตรหลานเลี้ยงดูเป็นที่พึ่ง ฟังมาถึงแค่นี้ก็เศร้าแล้ว เมื่ออ่านต่อไปก็พบว่า รวมทั้งไม่มีเงินออมที่จะใช้ดำรงชีวิตในวัยชรา จึงต้องทำงานหารายได้เลี้ยงดูตนเอง ฟังมาถึงตรงนี้ก็ส่ายหัวแถมหัวคิ้วชนกันไม่ได้นัดหมาย

ซึ่งจากการ สำรวจสภาวะการทำงานของประชากรไทย พบว่า ยังมีผู้สูงอายุ 1 ใน 3 ที่ต้องยังชีพด้วยการทำงาน โดยร้อยละ 70 ของ กลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 60-65 ปี และร้อยละ 65 ของกลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ต้องทำงานต่อเนื่องเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุเพศหญิง มีอยู่ร้อยละ 60 นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุอีกร้อยละ 30 ที่ต้องการทำงานแต่ว่างงาน และยังพยายามหางานทำอยู่อย่างไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตคนแก่ไทยหลังวัยเกษียณยังต้องหารายได้เลี้ยงดูตัวเองต่อ ในเมื่อคนไทยรุ่นใหม่ก็ไม่แตกต่างจากคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ที่แต่งงานช้ามาก พร้อมวิธีคิด ไม่ขอมีผู้สืบสกุลท่ามกลางต้นทุนการใช้ชีวิตแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าจะมี ก็ขอคนเดียวพอแล้วปิดอู่เลย บทสรุปของผม คือ ชื่อของบทความในสัปดาห์นี้ที่ผมจั่วหัวไว้ว่า “คนแก่ญี่ปุ่นออมน้อยลง คนแก่ไทยไม่มีเงินออม” เตรียมตัวนับถอยหลังกันได้แล้วครับ

บัญชา ชุมชัยเวทย์

 

ที่มา : ไทยรัฐ