Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

ออสซี่จี้สอบ ทำลูกอุ้มบุญ

PDF Print
Monday, 04 August 2014 07:15

ออสซี่จี้สอบ ทำลูกอุ้มบุญ

รับผิดชอบมีศีลธรรมกรมกงสุลชงออกกม.ดูแล‘ทารก’

นานาชาติตื่นตัวกรณี สามีภรรยาชาวออสซี่ทิ้งเด็กป่วยให้แม่อุ้มบุญ ชาวไทย โดยส่งความช่วยเหลือมาล้นหลาม ยอดบริจาคล่าสุดกว่า 6.2 ล้านบาท ขณะที่ทางการออสเตรเลียเล็งสอบสวนเพิ่ม ตั้งธงให้ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชอบด้านศีลธรรมด้วย ขณะเดียวกัน ผอ.กองสัญชาติและนิติกร กรมการกงสุล เผยตัวเลขเด็กรอคลอดจากแม่อุ้มบุญไทยมีนับร้อยราย แต่น่าตระหนกพบหากเป็นเด็กแฝด ผู้ว่าจ้างจะรับเด็กไปแค่คนเดียว จนกลายเป็นปัญหารอการสะสาง เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีทางการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ให้ คสช.พิจารณาโดยเร็ว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่กองสัญชาติและนิติกร ไม่ให้รับรองเอกสารกรณีของเด็กที่เกิดจากการจ้างอุ้มบุญไปก่อน เว้นมีคำสั่งศาลเยาวชนฯ

ความคืบหน้ากรณี “น้องแกมมี่” ทารกเพศชายที่เกิดจากการอุ้มบุญของ น.ส.ภัทรมล จันทร์บัว วัย 21 ปี ที่รับจ้างจากนายหน้าให้อุ้มท้องแทนคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ซึ่งปรากฏว่าได้ทารกแฝดชายหญิง แต่เกิดความผิดพลาดที่แฝดชายเป็นโรคดาวน์ซินโดรม จนถูกสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ผู้ว่าจ้างทิ้งไว้กับแม่อุ้มบุญ เลี้ยงดูและรักษา ซึ่งล่าสุดยังพบหนูน้อยเป็นโรคหัวใจพิการ และมีภาวะปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติแสดงความเห็นใจและร่วมบริจาคเงินค่ารักษาให้อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 3 ส.ค. น.ส.ภัทรมล คุณแม่อุ้มบุญ เปิดเผยอาการน้องแกมมี่ว่า ขณะนี้น้องอาการดีขึ้นมากหลังจากย้ายเข้ารักษาตัวใน รพ.สมิติเวช อ.ศรีราชา มีเพียงอาการจากเสมหะเล็กน้อย ในขณะนี้แพทย์ต้องดูดเสมหะและให้ยาขยายหลอดลมทุก 4 ชม. แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลเลือดอีกครั้ง หากดีขึ้นไม่เกิน 3 วันอาจกลับบ้านได้ ส่วนตนสภาพจิตใจดีขึ้นมากเนื่องจากน้องมีอาการดีขึ้นยิ้มแย้มแจ่มใส นอกจากนี้ ยังมีโทรศัพท์ติดต่อมาแจ้งความประสงค์จะให้ความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงได้รับการติดต่อจากสื่อโทรทัศน์หลายช่อง ให้เดินทางไปออกรายการในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน ตนอยากอยู่เงียบๆมากกว่า และเอาเวลามาดูแลน้อง อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสงสารตนและน้อง เงินที่ได้มาทั้งหมดจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อบั้นปลายของชีวิต น้องแกมมี่และครอบครัว

จากนั้นเวลา 14.00 น. นายคมสัน เอกชัย ผวจ.ชลบุรี พร้อมด้วยนางบุษวดี เอกชัย นายกเหล่ากาชาด จ.ชลบุรี รุดเยี่ยม น.ส.ภัทรมล ที่ห้องพักผู้ป่วยเด็ก ชั้นที่ 6 รพ.สมิติเวช ศรีราชา พร้อมทั้งมอบเงินส่วนหนึ่งให้กับแม่อุ้มบุญรายนี้ด้วย จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ นสพ.ไทยรัฐ ว่า ขอบคุณ นสพ.ไทยรัฐและไทยรัฐทีวี ที่นำเสนอเรื่องนี้เพราะตนรู้มาจากสื่อทั้งสองนี้ ข่าวนี้จะทำให้ประชาชนที่ทราบจะได้ไม่ไปหลงกระทำอีกด้วยเงินที่เขามาหยิบ ยื่นให้ ตนเข้าใจว่าคนที่รับอุ้มท้องมีความเป็นอยู่อย่างไร แต่เมื่อถึงเวลามันเป็นแบบน้องคนนี้จะทำอย่างไร ครั้งนี้ต้องขอขอบคุณมูลนิธิทั้ง 2 แห่งที่เข้ามารับดูแลน้องแกมมี่

ผวจ.ชลบุรียังกล่าวถึงการช่วยเหลือหลังจากนี้ ว่า ทางจังหวัดจะได้ประชุมหารือกันต่อไปเรื่องการช่วยเหลือครอบครัวนี้ในเบื้อง ต้น ทางด้านข้อกฎหมายนั้น กรณีนี้จะเป็นเรื่องตัวอย่างเพื่อหาทางเอาผิดกับคนที่มาว่าจ้าง และต้องตรวจสอบว่าทำครั้งแรกทำที่ไหนอย่างไร ประวัติของชาวต่างชาติ ชาวออสเตรเลียที่มาว่าจ้างต้องมี เราต้องหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ได้ก่อน นอกจากนี้ ข้อกฎหมายจะต้องทำให้เป็นรูปธรรมทันทีเพื่อป้องกันจากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำ เล่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ภาระก็เกิดกับสังคมตามที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ถ้าสื่อไม่เข้ามานำเสนอ พวกเราก็ยังไม่รู้ ขอขอบคุณสื่ออีกครั้ง

ด้านนายวิจิตร พนายิ่งไพศาล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ รพ.สมิติเวช ศรีราชา เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของมูลนิธิ แฮนด์ อะครอส เดอะ วอเตอร์ ของชาวออสเตรเลีย และมูลนิธิอึ้งทรงธรรม

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ นสพ.ไทยรัฐ ยังได้รับการเปิดเผยจากผู้ดูแลบัญชีธนาคารของคุณแม่อุ้มบุญรายนี้ แต่ไม่ประสงค์เปิดตัว ได้กล่าวถึงการดูแลน้องแกมมี่โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงินเพื่อต้องการให้ มีการบริหารจัดการที่ดีและมีประโยชน์ต่อน้องแกมมี่ให้มากที่สุดเพราะสังคม ให้ความสำคัญกับน้องแกมมี่มาก และมีการโอนเงินช่วยเหลือเข้ามาไม่ขาดสาย โดยเมื่อเวลา 15.00 น. มียอดเงินบริจาค 6,255,113 บาท

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายธาตรี เชาวชตา ผอ.กองสัญชาติและนิติกร กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรณีน้องแกมมี่ ว่าหลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและไทยรัฐทีวีเสนอข่าวเรื่องการจ้างอุ้มบุญที่ กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ โดยประเทศไทยเป็นแหล่งรับจ้างอุ้มบุญแหล่งใหญ่นั้นทำให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องมีการตื่นตัวในเรื่องนี้ โดยกรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดสัมมนาเกี่ยวกับการทำคลอดโดยใช้เทคโนโลยีฯ หรือเด็กหลอดแก้ว รวมทั้งการอุ้มบุญที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สูตินรีราชวิทยาลัย, แพทยสภา, สนง.อัยการสูงสุด, สตม. และกองสัญชาติและนิติกร กรมการกงสุล ได้รับทราบปัญหาก็มีความเห็นว่า การจ้างอุ้มบุญเข้าลักษณะการค้ามนุษย์ แม้กระทั่งฝ่ายอัยการ ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่าไม่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แต่เมื่อรับฟังปัญหาก็เห็นด้วยว่าเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข โดยเห็นว่าควรให้สำนักงานกฤษฎีกา เร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีทางการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาโดยเร็ว

นายธาตรีเปิดเผยอีกว่า ตัวเลขหญิงไทยที่รับจ้างอุ้มบุญให้กับชาวต่างชาติ ทั้งชายรักร่วมเพศและคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรนั้น เมื่อมีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนก็เริ่มออกมาเปิดเผยตัวเลขให้ทราบเพิ่มขึ้น เดิมการจ้างอุ้มบุญของชายรักร่วมเพศชาวอิสราเอล ที่รอการคลอดมีอยู่ 50 กว่าราย แต่ตอนนี้ทราบว่ามีประมาณ 100 ราย ส่วนการจ้างอุ้มบุญของชาวออสเตรเลียที่รอคลอด มี 150 ราย ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ก็รับทราบตัวเลขนี้ นอกนั้นมีชาวจีน ชาวสหรัฐอเมริกา และบราซิล ซึ่งทางบริษัทนายหน้ายังไม่ยอมเปิดเผย อย่างไรก็ดีตนได้กำชับเจ้าหน้าที่กองสัญชาติและนิติกร ที่รับผิดชอบเรื่องการรับรองเอกสารสำคัญของเด็ก ไม่ให้รับรองเอกสารในกรณีของเด็กที่เกิดจากการจ้างอุ้มบุญ เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์ และเจ้าหน้าที่ที่รับรองเอกสารให้เด็กอาจมีความผิดภายหลังได้ ยกเว้นกรณีมีคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวเกี่ยวกับการได้สิทธิปกครองเด็ก และต้องเป็นเอกสารตัวจริงนำมาแสดงเท่านั้น จึงจะรับรองเอกสารให้

“ผมเห็นว่าเรื่องการจ้างอุ้มบุญของชาวต่างชาติเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการมาทำเด็กหลอดแก้วส่วนใหญ่จะเป็นแฝด มีทั้งแฝด 2 แฝด 3 แต่เท่าที่ทราบ ชายที่เป็นเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิจะรับเด็กไปแค่คนเดียว ที่เหลือก็ทิ้งให้แม่หญิงไทยรับเป็นภาระ กลายเป็นปัญหาสังคมในประเทศไทยอีก จึงอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยกันแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว” นายธาตรีกล่าว

นอกจากนี้ วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายสก็อตต์ มอร์ริสัน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการตรวจคนเข้าเมืองแห่งออสเตรเลีย ระบุว่า รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติมกรณีชาวออสเตรเลียจ้างสาวไทย อุ้มบุญแล้วทอดทิ้ง ด.ช.แกมมี่ ให้อยู่กับน.ส.ภัทรมล ที่รับจ้างตั้งครรภ์แทน เนื่องจากพบว่าเด็กชายมีอาการผิดปกติเป็นโรคดาวน์ซินโดรม โดยนายมอร์ริสันยืนยันว่าสามีภรรยาชาวออสเตรเลียคู่ดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบด้านศีลธรรมต่อกรณีที่เกิดขึ้น ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนางเรเชล คุนด์ ผู้อำนวยการองค์การสนับสนุนการอุ้มบุญของออสเตรเลีย ระบุว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นผลจากข้อตกลงที่ไม่ชัดเจนระหว่างผู้ว่าจ้างและ ผู้รับอุ้มบุญ ทำให้ไม่มีเงื่อนไขในการเอาผิดหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ว่าจ้าง ส่งผลให้เด็กตกเป็นเหยื่อถูกทอดทิ้ง

ขณะที่สำนักข่าวแฟร์แฟ็กซ์ สื่อของออสเตรเลีย ระบุด้วยว่าชาวออสเตรเลียจำนวนมากรู้สึกสะเทือนใจกับชะตากรรมของ ด.ช.แกมมี่ และได้ระดมเงินบริจาคช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในการรักษาอาการเจ็บ ป่วยอื่นๆ ของ ด.ช.แกมมี่ โดยนายปีเตอร์ เบนส์ ผู้อำนวยการองค์กรการกุศลของออสเตรเลีย “แฮนด์ อะครอส เดอะ วอเทอร์” ผู้ริเริ่มโครงการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือ ด.ช.แกมมี่ ระบุว่า ยอดเงินบริจาค ณ วันที่ 2 ส.ค. มีจำนวนสูงถึง 193,957 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 6.24 ล้านบาท พร้อมระบุว่าตั้งเป้าไว้ที่ 300,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 9.66 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อค่าดูแลรักษาเด็ก และจะเดินทางมาประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปมอบให้กับ น.ส.ภัทรมลและครอบครัวต่อไป

 

 

ที่มา : ไทยรัฐ