Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner

หนุ่มยุ่นน้ำเชื้ออุ้มบุญ อยู่ในไทย พอมีข่าวฉาวรีบบินหนี

PDF Print
Friday, 08 August 2014 07:53

หนุ่มยุ่นน้ำเชื้ออุ้มบุญ อยู่ในไทย พอมีข่าวฉาวรีบบินหนี

แฉพิรุธ-อายุเพียง24ปี พบชื่อเด็กในทะเบียน12 เอาตัวไปญี่ปุ่นแล้ว3ราย

ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ปมปริศนา “เด็กทารกอุ้มบุญ” จากเชื้อพ่อชาวญี่ปุ่นคนเดียวที่ทนายอ้างเป็นนักธุรกิจ หลายประเด็นชวนให้เกิดข้อกังขา ด้านพ่อชาวญี่ปุ่นแอบย่องเงียบเข้าไทยและเผ่นไปมาเก๊าแล้ว หลังเรื่องแดง จนตกเป็นข่าวครึกโครม ตำรวจสตาร์ตเครื่องเริ่มสืบสวนคดี หวั่นเป็นขบวน การค้ามนุษย์แบบล้ำลึกแฝงมาในคราบอุ้มบุญ ทนายหงายเงิบ หลังเจอทะเบียนบ้านระบุนักธุรกิจญี่ปุ่นมีลูกรวมทั้งหมด 12 คน อยู่เมืองไทย 9 คนและ นำกลับไปญี่ปุ่นแล้ว 3 คน แจงเหตุที่ทำประกันชีวิต ให้เด็ก 9 คน แพทยสภาลุยพบคลินิกฝังน้ำเชื้อน้องแกรมมี่ จ่อฟันคลินิกและ 2 แพทย์ที่ทำอุ้มบุญ ด้านกฎหมายร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญถึงมือ คสช. 13 ส.ค. เนื้อหาห้ามรับจ้างตั้งครรภ์ ทุกฝ่ายงงมีการนำเด็กไปออสเตรเลียได้ไง “ภัทรมล” เปิดใจไทยรัฐทีวี ยอมรับโพสต์เฟซบุ๊กหาคนรับจ้างอุ้มบุญหวังค่านายหน้า ชี้เรื่องแดงมีปัญหาเพราะเอเย่นต์ใหญ่เบี้ยวเงินค่าจ้างอุ้ม

กลายเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวและสะเทือนความรู้สึก ชวนสังเวชใจกับขบวนการ “ค้ามนุษย์” ที่แฝงมาให้รูปแบบของการ “อุ้มบุญ” โดยยิ่งขุดยิ่งลึก ยิ่งสาวยิ่งเจอถึงเรื่องราวความไม่ชอบมาพากลอย่างมาก โดยภายหลัง นสพ.ไทยรัฐ ไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ ที่เป็นผู้เปิดประเด็นข่าวนี้ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ยกทีมเข้าตรวจสอบคอนโดมิเนียมย่านลาดพร้าว ที่สงสัยว่าจะเป็นแหล่งพักและเลี้ยงเด็กที่เกิดจากการ “อุ้มบุญ” ได้พบเด็กทารกอายุตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 8 เดือน รวม 9 คน อยู่ในห้องพักที่ชั้นล่างกับที่ชั้น 7 ของอาคารคอนโดฯ แห่งนี้รวม 3 ห้อง เด็กแต่ละคนมีพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เด็กทั้งหมดมีการดูแลอย่างดี จนเป็นที่น่าสงสัย ขณะที่มีหญิงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นมารดาของเด็กทารกเพศชายคนหนึ่งที่พบในห้อง บินมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อรับเด็กคนนี้กลับไปเลี้ยงต่อที่ญี่ปุ่น แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อ รอตรวจสอบหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหมดอีกครั้ง

ปมประเด็นที่กลายเป็นที่น่าสงสัยมากยิ่งขึ้น เมื่อนายรัฐประธาน ตุลาธร ที่อ้างว่าเป็นทนายความ ออกมาเปิดเผยกับไทยรัฐว่า เด็กทั้ง 9 คนนั้นมีบิดาเป็นชาวญี่ปุ่นคนเดียวกัน และมาจ้างสาวไทยอุ้มบุญเพราะชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวเป็นเศรษฐีนักธุรกิจที่ เตรียมมาปักหลักลงทุนในเมืองไทย ต้องการมีทายาทไว้เลี้ยงดูในเมืองไทย และทำประกันชีวิตเด็กคนละ 3 ล้านบาท โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับประโยชน์ และเตรียมจะย้ายเด็กจากคอนโดฯ ไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ที่ซื้อไว้ หลังจากถูกผู้อาศัยร่วมคอนโดฯร้องเรื่องเด็กทารกส่งเสียงดังและต่อมาหลังจาก ที่ได้มีการนำเด็กทั้งหมด 9 คน ไปลงประจำวันที่ สน.ลาดพร้าว และส่งเด็กไปอยู่ในความดูแลของบ้านปากเกร็ด จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เริ่มที่จะเดินหน้าแกะรอยความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ แล้ว

ทั้งนี้ ที่ สน.ลาดพร้าว เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ส.ค. พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.ดส. พ.ต.อ.สง่า กรรภิรมย์ ผกก.สส.บก.น.4 พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ประชุมแนวทางการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพบ 9 ทารกอุ้มบุญ พร้อมพี่เลี้ยงคอยดูเเลเด็กอีก 9 คน ทนายความอีก 1 คน และหญิงตั้งครรภ์อีก 1 คน จากการเข้าตรวจคอนโดฯในซอยลาดพร้าว 130 ย่านลาดพร้าว โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทย สำนักข่าวญี่ปุ่นและสำนักข่าวต่างประเทศให้ความสนใจเกาะติดข่าวนี้ การประชุมใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง จากนั้น พ.ต.อ.สง่า กรรภิรมย์ ผกก.สส.บก.น.4 นำทีมชุดสืบสวนเดินทางออกไปจาก สน.ลาดพร้าว ออกติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

เวลา 13.30 น. หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ทุกคนออกมาจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าคดี พล.ต.ต.นัยวัฒน์โบกมือ พร้อมตอบสั้นๆเพียงว่า “ไม่มีข่าวอะไร ผมไม่รู้เรื่องอะไร” ด้าน พ.ต.อ.วิทวัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของ สน.จะรับผิดชอบหาที่พักในท้องที่ สน.ลาดพร้าว คาดว่าจะมีเพิ่มเติมอีกหลังจากทราบแล้วว่ามีแหล่งที่พักอยู่ที่ใดบ้าง จะนำเสนอฝ่ายสืบสวนสอบสวนติดตามหาข้อเท็จจริงต่อไป

ในที่ประชุมชุด สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงมีข้อมูลว่า ชายชาวญี่ปุ่นเจ้าของน้ำเชื้อ ชื่อนายชิเกตะ มิตซูโตกิ อายุ 24 ปี กำลังประสานงานเพื่อนำตัวมาสอบสวน นอกจากนี้ ชุดสืบสวนคดีอุ้มบุญ ยังเข้าสอบปากคำหญิงสาวที่ท้อง 7 เดือน 2 ราย ชื่อ น.ส.เอ และน.ส.บี (นามสมมติ) ให้การว่า รับจ้างอุ้มบุญจริง โดยนัดหมายให้ไปฉีดเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย ที่คลินิกย่านเพลินจิต ส่วนโรงพยาบาลที่รับฝากครรภ์เด็กทั้ง 9 พบว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ย่านลาดพร้าว รามคำแหง พระรามเก้า พนักงานสอบสวนกำลังขอหมายศาลเข้าตรวจค้นพร้อมกันทุกจุด

ขณะเดียวกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ขั้นตอนขณะนี้เป็นการพิสูจน์ทราบ ตามที่มีการกล่าวอ้างว่ามีชาวญี่ปุ่นเอาน้ำเชื้อมาผสม ในลักษณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการทำกิ๊ฟ หรือการอุ้มบุญ ข้อเท็จจริงต่างๆทั้งหมด เป็นเพียงการเปิดเผยจากทนายของชาวญี่ปุ่น พี่เลี้ยงเด็ก และสตรีที่ตั้งครรภ์ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่าเด็กทั้ง 9 คน มีความสัมพันธ์กับบุคคลที่แอบอ้างหรือไม่ เพราะตามกฎหมายไทย คนที่สามารถอ้างถึงสิทธิ์ในตัวเด็กได้มีเพียงคนเดียว คือคนที่คลอดเด็กคนนั้นออกมา ขณะนี้ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชยุต ธนธวีรัชต์ รอง ผบช.น.เข้าควบคุมการสืบสวนสอบสวน พิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก ที่ให้อำนาจหน้าที่ตำรวจเป็นเจ้าพนักงานในการเข้าไปดูแล กรณีที่พิจารณาเห็นว่าจะมีภยันอันตรายแก่ตัวเด็ก คาดว่าภายใน 7 วันจะมีความคืบหน้า ขณะที่รายงานล่าสุดเริ่มมีการพิสูจน์ทราบว่า มีการเริ่มขบวนการ การผสมเทียมจากคลินิกแห่งหนึ่ง และที่น่าสังเกตคือกรณีอย่างนี้ได้เคยเกิดมาก่อนหรือไม่ ขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นไปได้ตามข้อสันนิษฐานได้ทั้งนั้น

ด้าน พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รอง ผบช.น. ผู้รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนสำนวนกล่าวว่า ได้ให้ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสอบสวน สน.ลาดพร้าว ลงพื้นที่ตรวจสอบหาข้อมูลให้มากที่สุด ทั้งบุคคล และสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจน ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นคดีความ อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่ ต้องยอมรับว่ากฎหมายเรื่องการทำความผิดคดีอุ้มบุญในประเทศไทย ไม่เคยมีเกิดขึ้นมาก่อน ต้องตรวจสอบพิสูจน์ให้ชัดเจน ขอเวลาให้ตำรวจทำงานเก็บข้อมูลก่อน นอกจากนี้ยังต้องศึกษาอีกครั้งว่า เข้าข่ายความผิดในการค้ามนุษย์หรือไม่ หากต่อไปในอนาคตมีการซื้อขายอวัยวะด้วยความยินยอม เช่น ขายไต จะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องศึกษากัน เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีผู้กระทำความผิด อีกทั้งคดีนี้ไม่ใช่แค่ตำรวจดำเนินการเท่านั้น แต่มีแพทย์ และหน่วยงานเกี่ยวข้องด้วยร่วมด้วย เพราะถือว่าเป็นกรณีพิเศษ แต่เข้าข่ายว่าอาจผิดศีลธรรม ขณะนี้ได้สอบปากคำผู้ที่เลี้ยงเด็กบ้างบางคน ที่สำคัญที่สุดจะทำอย่างไรกับเด็กทารกทั้ง 9 คน รวมถึงพ่อชาวญี่ปุ่น ต้องติดตามตัวมาสอบสวนให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 ส.ค. เวลา 10.00 น. จะมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่ บช.น.

นายรัฐประธาน ตุลาธร ทนายความผู้ดูแลด้านกฎหมาย ของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิ ที่มาจ้างหญิงไทยอุ้มบุญและมีเด็กคลอดมา 9 คน นำมาฝากให้ดูแล เพื่อรอการทำเอกสารรับรองสิทธิการปกครองตามกฎหมายไทย ได้โทรศัพท์แจ้งผู้สื่อข่าวว่า เมื่อตอนสายวันที่ 7 ส.ค. ได้ไปตรวจค้นเอกสารเกี่ยวกับเด็กภายในห้องพักของนักธุรกิจในคอนโดมิเนียม พบทะเบียนบ้าน และแปลกใจเมื่อเห็นว่านอกเหนือจากชื่อเด็กทั้ง 9 คนแล้วยังมีชื่อเด็กอีก 3 คน ที่ตนไม่เคยรู้มาก่อนรวมเป็น 12 คน จึงโทรศัพท์ไปสอบถามนักธุรกิจญี่ปุ่นว่าเด็กอีก 3 คน อยู่ที่ไหน นักธุรกิจญี่ปุ่นตอบว่า เด็กอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว โดยให้การดูแลอย่างดีและโอนหุ้นให้ด้วย จึงได้แจ้งแก่นักธุรกิจญี่ปุ่นไปว่า ขอให้นำหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับเด็กมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ของไทย เนื่องจากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วโลกแล้ว จากนั้นตนได้แจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

นายรัฐประธานเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวอีกว่า ได้แจ้งให้นักธุรกิจญี่ปุ่นดังกล่าวทราบว่า เรื่องนี้ควรนำหลักฐานมาชี้แจงแก่เจ้าหน้าที่ประชาชนไทย เนื่องจากยังมีข้อสงสัยหลายเรื่อง ที่ตนก็ตอบไม่ได้ บางเรื่องไม่รู้มาก่อน ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่า ขณะนี้มีข้อสงสัยเรื่องที่นายรัฐประธานได้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่การทำประกันชีวิตให้แก่เด็กเป็นวงเงินเลข 7 หลัก ใครเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ นายรัฐประธานตอบว่า นักธุรกิจญี่ปุ่น ไปทำประกันชีวิตแบบสะสมในชื่อเด็กและให้เด็กรับผลประโยชน์ตามกำหนดอายุใน สัญญา ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เด็กทั้ง 9 คนมีสูติบัตรหรือไม่ นายรัฐประทานตอบว่าอยู่ที่นักธุรกิจญี่ปุ่น ส่วนตัวหญิงที่อุ้มบุญมีตัวตนจริง กำลังติดต่อให้มาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้สื่อถามอีกว่า มีการพาดพิงว่ากรณีนี้อาจเกี่ยวพันกับการค้าแอบแฝง โดยเจาะไขสันหลังเด็กไปทำสเต็มเซลล์ จริงหรือไม่ นายรัฐประธานตอบว่า เรื่องนี้ไม่ทราบต้องไปถามคนที่มาพูดเรื่องนี้

เวลา 15.30 น. นายรัฐประธาน ได้โทรศัพท์แจ้งผู้สื่อข่าวว่า กำลังเดินทางไปพบตำรวจ เพื่อให้ข้อมูล พร้อมทั้งได้ขอร้องตำรวจอย่าดักฟังโทรศัพท์ เนื่องจากสงสัยจะถูกดักฟังในเวลาคุยกัน แต่ตำรวจก็ยืนยันว่าไม่ได้มีการดักฟัง และขอแจ้งให้ผู้สื่อข่าวไทยรัฐทราบว่า ได้โทรศัพท์ติดต่อกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ขอคำยืนยันว่าจะเดินทางมาเมืองไทยวันไหนขอให้นำเด็กทั้ง 3 คนกลับมาด้วย เท่าที่คุยกับเขาบอกว่าจะเดินทางมาเมืองไทย นำหลักฐานเกี่ยวกับเด็กมาแสดง แต่ยังไม่ได้ระบุวันเวลาที่จะเดินทางมานักธุรกิจญี่ปุ่นยังบอกว่าเด็ก 3 คนที่นำไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการโอนหุ้นให้เด็กเป็นทรัพย์สินด้วย จึงบอก ว่าขอให้นำมาแสดงยืนยันตามที่พูดและให้เดินทางมาโดยเร็ว เขาก็บอกจะมา

ในส่วนของเด็กทารกทั้ง 9 คนนั้น วันเดียวกัน นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เด็กทั้ง 9 คน อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปาก เกร็ด เป็นการคุ้มครองตัวเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มีเจ้าหน้าที่ให้การดูแลอย่างดี โดยได้กำชับไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายใดๆ หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า มีความพยายามเข้ามา แทรกแซงหรือขอดูแลเด็กจากใครต่อใคร ยืนยันว่ากระทรวงฯ ต้องเป็นผู้ดูแลและคุ้มครองเด็กเหล่านี้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันหญิงตั้งครรภ์ 7 เดือนก็อยู่ในความดูแลของกระทรวงฯ โดยพำนักอยู่ในเซฟเฮาส์อย่างดีเช่นกัน และมีทีมสหวิชาชีพเข้าไปช่วยดูแลเยียวยาสภาพจิตใจ

ผู้สื่อข่าวไปที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด ถนนติวานนท์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ดูการเลี้ยงดูเด็ก ได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ว่า สถานสงเคราะห์ ได้ให้การดูแลเด็กทั้ง 9 ตามปกติเหมือนเด็กอื่นทั่วไป ทุกคนเลี้ยงง่ายไม่งอแง มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดทำหน้าที่รับเด็กเข้ามาดูแลเพียงอย่าง เดียว รายละเอียด ด้านอื่นและการให้เข้าเยี่ยมเด็ก ไม่สามารถอนุญาตและเปิดเผยข้อมูลใดๆ ได้ นอกจากจะต้องทำหนังสือขออนุญาตไปยังสถานสงเคราะห์ ในการเข้าพบเด็ก

ส่วนปมประเด็นน่าเคลือบแคลงสงสัย ที่พ่อชาวญี่ปุ่นทำประกันชีวิตเด็กทั้งหมด 9 คนนั้น ผู้สื่อข่าว สอบถามไปยังผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมประกอบธุรกิจประกัน ภัย (คปภ.) กรณีที่นายรัฐประธาน ระบุว่า เด็กอุ้มบุญทั้ง 9 คนมีการทำประกันชีวิตนั้น ผู้บริหารของ คปภ.ชี้แจงว่า ต้องตรวจสอบว่ามีการทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทใด ประเทศใด เนื่องจากในกรณีนี้พ่อเด็กเป็นคนญี่ปุ่น ได้ทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตในญี่ปุ่นหรือไม่ หากเป็นการทำประกันในญี่ปุ่น การคุ้มครองจะเป็นตามกรมธรรม์เป็นไปตามกฎหมายของญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทย ตามกฎหมายแล้ว เปิดให้บริษัทประกันชีวิต รับประกันชีวิตตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ของมารดา
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญในวงการประกันภัย ได้ตั้งข้อสังเกตของการทำประกันชีวิตให้เด็กทั้ง 9 คนด้วยว่า เป็นการทำประกันชีวิตเด็กที่ใครจะได้รับประโยชน์ จะเป็นพ่อชาวญี่ปุ่นหรือไม่อย่างไรและแนวทางที่ ถูกต้องหากมีความปรารถนาดีต่อเด็กจริงๆ พ่อชาวญี่ปุ่นต้องทำประกันชีวิตตัวเองแล้วยกประโยชน์ให้เด็กถึงจะถูกต้องที่ สุดไม่เป็นที่น่าสงสัย

จากนั้นตอนค่ำวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรัฐประธาน ได้ยอมเปิดเผยกับทางตำรวจว่า นายชิเกตะ มิตซูโตกิ อายุ 24 ปี นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เดินทางมาประเทศไทยในช่วงที่มีข่าวและเพิ่งเดินทางออกจากประเทศไทย โดยเครื่องบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 7 ส.ค. จุดหมายปลายทางคือมาเก๊า และนายรัฐประธาน ยังให้ข้อมูลอื่นๆ ในเชิงลึกกับตำรวจอีกด้วย

อีกด้านหนึ่ง ในแง่มุมกฎหมายเกี่ยวกับการ “อุ้มบุญ” ที่กำลังมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.เรื่องนี้ให้คสช.มีการพิจารณาเพื่อความชัดเจนนั้น บ่ายวันเดียวกัน ที่หอประชุมกองทัพบก ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เชิญ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา นางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรรัตน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวกรณี “อุ้มบุญ”

นางระรินทิพย์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กกับองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งตาม พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 คำนึงถึงหลักการการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยวิธีที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติจึงมี การศึกษา และยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ...ในกรณีที่มีบุตรยาก ที่ภรรยาตั้งท้องเองไม่ได้ และต้องใช้เทคโนโลยีด้วยวิธีต่างๆหรือการให้คนอื่นตั้งครรภ์แทนผ่านการทำ ประชาพิจารณ์ และผ่านความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ยังไม่มีการนำเข้าสู่สภา จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เช้าวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯได้ลงนาม เพื่อส่งกฎหมายไปยัง พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ คสช. ทราบว่าจะประชุมพิจารณาในวันที่ 13 ส.ค. เพื่อส่งเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

นางระรินทิพย์กล่าวอีกว่า เจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เน้นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กที่เกิดโดยวิธีที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติ จึงต้องกำหนดสถานะความเป็นพ่อแม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ระบุคุณสมบัติผู้ตั้งครรภ์แทนว่า ต้องไม่เป็นแม่ หรือลูกสาวของคู่สมรส ต้องเคยมีบุตรมาแล้ว และต้องได้รับการยินยอมจากสามี ห้ามไม่ให้ตั้งครรภ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า ห้ามจัดให้มีนายหน้า ห้ามโฆษณาว่ามีผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทน กรณีที่พ่อ-แม่ตามกฎหมายเสียชีวิต เด็กที่เกิดจะต้องได้รับการดูแลจากแม่ที่อุ้มบุญ ก่อนจะตัดสินเพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้ พ่อ-แม่ที่อยู่ต่างประเทศสามารถส่งเรื่อง เข้ามาขอเป็นพ่อแม่บุญธรรมได้ แต่เด็กคนนั้นต้องเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อ-แม่ ไม่มีผู้เลี้ยงดู กำพร้า จะต้องผ่านคณะกรรมการในการพิจารณา ส่วนกรณีที่มีการนำเด็กที่มีการอุ้มบุญไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้วนั้น ไม่ทราบว่านำเด็กออกไปได้อย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีเด็ก 9 คน จากพ่อคนเดียว เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ นางระรินทิพย์ ตอบว่าเด็ก 9 คน ยังไม่ได้มีตรวจดีเอ็นเอ ยังไม่มีการยืนยันเรื่องของผู้ที่เป็นพ่อที่แท้จริง สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังดำเนินการตามขั้นตอนสืบค้นข้อมูล เมื่อถามว่า ทำไมถึงยังระบุไม่ได้ว่ากรณีเด็ก 9 คนเป็นการอุ้มบุญ ทั้งที่มีการยืนยันว่าผู้เป็นพ่อส่งสเปิร์มเข้ามา นางระรินทิพย์ตอบว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานเกี่ยวข้อง ยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการค้ามนุษย์

ทางด้าน นพ.สัมพันธ์กล่าวว่า แพทยสภามีกฎหมายที่ควบคุมการทำงานและการบริการด้านการอุ้มบุญแทน แต่ยอมรับว่ามีการละเมิดเหมือนที่เป็นประเด็นข่าว หากพบว่าแพทย์กระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดถือว่ามีความผิด แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเอาผิดรุนแรงถึงขั้นถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่ ต้องนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 14 ส.ค. ยืนยันว่าหากทำผิดต้องลงโทษอย่างแน่นอน ส่วนของผู้ที่รับอุ้มบุญนั้นขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายที่จะลงโทษ เพราะอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมาย แต่ถ้าจะเอาผิดกับพ่อแม่ต้องใช้กฎหมายอื่นพิจารณาดำเนินการ

นพ.สัมพันธ์กล่าวด้วยว่า ส่วนกระแสข่าวว่าการอุ้มบุญเพื่อนำไปสู่การใช้สเต็มเซลล์ จริงหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ เป็นเพียงข่าว หากเป็นจริงถือว่าเลวร้ายมาก เพราะเป็นการค้ามนุษย์ จะมีความผิดคือตัวบุคคลที่นำเด็กไปทำการต่างๆ แม้เป็นชาวต่างชาติต้องตรวจสอบเพราะถือเป็นการทำลายคน ส่วนกรณีของเด็ก 9 คน หากมีพ่อชาวญี่ปุ่นคนเดียวกันนั้นถือว่าเป็นกรณีที่น่าเป็นห่วง เพราะยังตรวจสอบไม่ได้ว่าจะรับเด็กไปทำอะไร

ขณะที่ น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าวว่า มีสถานพยาบาลหรือคลินิกเอกชนที่สามารถทำด้านเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทั้ง ภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ 45 แห่ง กรุงเทพฯ 12 แห่ง และแพทย์ที่สามารถทำในลักษณะนี้ได้ 240 คน กรณีแม่อุ้มบุญน้องแกรมมี่ ที่มีการทำอุ้มบุญที่คลินิกเอสเออาร์ที (S.A.R.T.) อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนแพทย์ที่ดำเนินการกรณีน้องแกรมมี่ต้องส่งตัวให้แพทยสภาพิจารณาต่อไป การโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญ ถือว่ามีความผิด โดยเฉพาะแพทย์หากโฆษณาจะมีความผิด พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพ แม่หรือหญิงที่อุ้มบุญที่ไปประกาศโฆษณาชวนเชื่อ จะเป็นความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพื่อเอาผิดกับเว็บไซต์ที่ลงประกาศ

เมื่อถามถึงกระบวนการนำเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญออกนอกประเทศ น.ต.นพ.บุญเรือง ตอบว่า เป็นกระบวนการของกรมกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จะมีระเบียบปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นบุตรของใคร ส่วนแม่ที่อุ้มบุญน้องแกรมมี่นั้นก็ถือว่าอุ้มบุญโดยผิดกฎหมาย

ส่วนเรื่องราวของน้องแกรมมี่นั้น สำนักข่าวเอบีซี นิวส์ ออสเตรเลีย รายงานว่า นางเฮเลน มอร์ตัน รัฐมนตรีปกป้องสิทธิเด็กแห่งรัฐออสเตรเลีย ตะวันตก ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านวิทยุ “แฟร์แฟกซ์” ของออสเตรเลียเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี 7 ส.ค. อ้างว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานปกป้องสิทธิเด็ก ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายเดวิด วัย 56 ปี และนางเวนดี้ ฟาร์เนลล์ ชาวเมืองบันเบอรี คู่สามีภรรยาที่เป็นบิดามารดาของน้องแกรมมี่แล้ว แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดของการพูดคุยและเปิดเผยถึงสถานที่พำนักของคู่สามี ภรรยา ซึ่งทั้งคู่หนีหน้าหายไปตั้งแต่ น.ส.ภัทรมน ออกมากล่าวหาว่าทั้งคู่ทิ้งเด็กชายแกรมมี่ ซึ่งเป็นคู่แฝดพี่น้องกับเด็กหญิงอีกคน ภายหลังรู้ว่าเด็กชายแกรมมี่ เป็นดาวน์ ซินโดรมและมีปัญหาโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด นางมอร์ตันอ้างว่าจนถึงขณะนี้ทางการออสเตรเลียอยู่ระหว่างประเมินศักยภาพของ คู่สามีภรรยาฟาร์เนลล์ ว่าจะเลี้ยงดูแลเด็กหญิงคู่แฝดของเด็กชายแกรมมี่ได้ดีหรือไม่ ซึ่งเวลานี้ยังไม่น่าห่วงมากนัก

นอกจากนี้ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 ส.ค. น.ส.ภัทรมน จันทร์บัว หรือก้อย แม่อุ้มบุญ “น้องแกรมมี่” ที่ออกมาเปิดโปงเรื่องธุรกิจอุ้มบุญ เดินทางไปที่สถานีไทยรัฐทีวี ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. เปิดใจอย่างละเอียดหลังจากตกเป็นข่าว ได้รับความกดดันจากกระแสสังคม ทั้งเห็นใจและด่าว่า โดยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าขอเล่าอย่างหมดเปลือก ที่มีข่าวว่าตนโพสต์ข้อความรับสมัครหญิงไปรับจ้างอุ้มบุญ ยอมรับว่าได้โพสต์จริง ทั้งนี้ หลังจากรับจ้างอุ้มบุญ เอเย่นต์ได้ติดต่อให้ชักชวนรับสมัครหญิงไปรับจ้างอุ้มบุญ เพื่อจะได้ค่านายหน้า จึงได้ลองโพสต์ข้อความรับสมัครทางเฟซบุ๊ก มีหญิง 2 คนติดต่อมา จึงส่งให้กับเอเย่นต์ มาทราบภายหลังว่าหญิงทั้ง 2 คนไม่กล้ารับจ้าง จึงไม่ได้ค่านายหน้า ขณะเดียวกันนายหน้าคนแรกที่ติดต่อให้ น.ส.ภัทรมนไปรับจ้างอุ้มบุญ ได้มาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นคนติดต่อ น.ส.ภัทรมนไปรับจ้างอุ้มบุญ และมีการส่งต่อให้นายหน้าชื่อจอย ส่วนจอยก็ติดต่อผ่านเอเย่นต์ใหญ่ชื่อนายอันโตนิโอ สำนักงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นายอันโตนิโอนี่คือตัวปัญหา เพราะเบี้ยวเงินในวงการจ้างอุ้มบุญจนเกิดปัญหาตามมาหลายรายแล้ว

นายแสวง บุญเฉลิมวิภาส ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตาม ก.ม.แพ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ ผู้เป็นมารดาคือผู้ที่ตั้งครรภ์ แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับสามีภรรยา ที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่อยากมีบุตร ให้สามารถมีบุตรได้ด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และกำหนดให้เจ้าของเซลล์สืบพันธุ์เป็นเจ้าของบุตรไม่ใช่ผู้ที่ตั้งครรภ์แทน กำหนดชัดเจนว่าห้ามกระทำการใดๆในเชิงพาณิชย์ รวมถึงเป็นการคุ้มครองเด็กเมื่อคลอดออกมาแล้ว

ส่วน นพ.ประมวล วีรุตมเสน อาจารย์ที่ปรึกษา หน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีเพียงข้อบังคับแพทยสภา ที่ดูแลด้านจริยธรรมแพทย์ที่กระทำผิดในเชิงพาณิชย์ไม่สามารถเอาผิดทางอาญา ได้ ทำได้เพียงเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ปัญหาจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่จริยธรรมแพทย์ เพราะถ้าแพทย์ไม่ทำก็จะไม่มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ประธานมูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ดำเนินการ เสร็จมาหลายปี แต่เพราะมีกลุ่มคนคัดค้าน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ได้รับผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเมดิคัลฮับ ที่ต่อต้าน รวมถึงกลุ่มแพทย์บางคน ทั้งที่ปัญหานี้เกิดมานาน มีทั้งเหยื่อที่เป็นชาวเวียดนาม พม่า มารับจ้างตั้งครรภ์ ซึ่งเชื่อมโยงเป็นปัญหาการค้ามนุษย์

นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ขณะนี้ ยังต้องยึดประมวล ก.ม.แพ่งไทย ที่กำหนดว่าเด็กที่ออกจากครรภ์มารดาถือเป็นบุตรของคนนั้น จึงเกิดข้อสงสัยว่า แฝดหญิงของน้องแกรมมี่ สามีภรรยาชาวออสเตรเลียนำออกนอกประเทศไปได้อย่างไร คงต้องมีการสอบถาม ตรวจสอบไปยังสถานทูตและด่านตรวจคนเข้าเมือง อยากให้เร่งผลัดกันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเร็ว เพื่อควบคุมการรับจ้างอุ้มบุญ ไม่เช่นนั้น หากไม่สามารถควบคุมได้ ไทยจะกลายเป็นโรงงาน รับจ้างผลิตเด็ก จะปล่อยให้ทุกคนทำตามใจด้วยเห็นแก่เงิน การค้า แล้วรับจ้างผลิตเด็กแล้วเอาเด็กเป็นสินค้า

 

ที่มา : ไทยรัฐ