Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ รหัสร้อน "คอบร้าโกลด์ 2013"ดึง "พม่า-อินเดีย" ปิดล้อมจีน

รหัสร้อน "คอบร้าโกลด์ 2013"ดึง "พม่า-อินเดีย" ปิดล้อมจีน

Friday, 16 November 2012 10:46

alt

 

     กระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า สหรัฐอเมริกาเตรียมเชิญ "พม่า" เข้ามาในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" ในการฝึกร่วม/ผสม "คอบร้าโกลด์ 2013" ในระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2556 ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับว่า คราวนี้สหรัฐเอาจริง  

     นอกจากจะเชิญพม่าเข้าร่วมคอบร้าโกลด์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การฝึกคอบร้าโกลด์แล้ว สหรัฐยังส่งเทียบเชิญ "อินเดีย" ให้เข้ามาร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย  

     น่าสนใจว่า ในช่วงอีกไม่กี่วันข้างหน้ามีกำหนดการเยือนประเทศไทยของผู้นำทางระดับสูง ทั้งในทางการทหาร และผู้นำสูงสุดของสหรัฐติดๆ กัน

 

     คิวแรก นายลีออน พาเนตตา รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกา ผู้นำเบอร์ 1 ทางการทหารของสหรัฐ จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2555 หลังจากที่ได้เดินสายกระชับความสัมพันธ์ทางการทหารในแถบเอเชียตะวันออก ทั้งจีน และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นสองประเทศมหาอำนาจทางทหาร และทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้

 

     จากนั้นอีก 2 วัน นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งหมาดๆ จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 และเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ก่อนที่จะเดินทางเยือนประเทศกัมพูชา และพม่า ตามลำดับ

 

     พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการเยือนไทยของ รมว.กลาโหมสหรัฐว่า ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ และเป็นการมาเยี่ยมคำนับกันเท่านั้น ตน และรมว.กลาโหมสหรัฐ เคยเจอกันมาก่อน จึงชักชวนกันให้มาเยี่ยมอย่างเป็นทางการ โดยจะพบกันเพียงแค่ 30 นาที จากนั้นจะมีการเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ รมว.กลาโหมสหรัฐ

 

     "ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ผม และรมว.กลาโหมสหรัฐจะเดินทางไปกัมพูชาเพื่อร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน 10 ชาติ ครั้งที่ 6 โดยจะหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทหาร รวมถึงการฝึกคอบร้าโกลด์ 2013 ในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ส่วนพม่าจะเข้ามาร่วมสังเกตการณ์หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่แน่ชัด คงต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง”

 

     ขณะที่วงในกองทัพให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ในขณะนี้การฝึกคอบร้าโกลด์ 2013 จะยังไม่แน่ชัดว่าจะมีพม่าเข้าร่วมสังเกตการณ์หรือไม่ แต่การฝึกคอบร้าโกลด์ 2013 ยังคงมีประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพร่วมในการฝึกคอบร้าโกลด์ ครั้งที่ 33 ร่วมกับอีก 5 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น,เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

 

     ส่วนประเทศที่เข้าร่วม "สังเกตการณ์" ยังคงเป็นประเทศบรูไน, จีน, นิวซีแลนด์, รัสเซีย, ศรีลังกา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เนเธอร์แลนด์, ลาว และแอฟริกาใต้

 

     "แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการหารือร่วมกันระหว่าง รมว.กลาโหมไทย กับ รมว.กลาโหมสหรัฐ ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ โดยอาจมีอีก 2 ประเทศ คือ พม่า และอินเดีย เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในปีนี้ด้วย" วงในกองทัพเผย

 

     เขายังลำดับความเป็นมาของการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของรมว.กลาโหมสหรัฐ ด้วยว่า เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยรมว.กลาโหมของทั้ง 2 ประเทศได้มีโอกาสพบปะหารือกัน และได้มีการตกลงกันไว้ว่าในช่วงปลายปี รมว.กลาโหมสหรัฐ จะเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ยาวนานมากว่า 180 ปี

 

     ต่อมา เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2555 กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้เชิญรมว.กลาโหมของไทยเดินทางไปประชุมทางด้านการทหารที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของรมว.กลาโหม และผู้แทนของ ผบ.เหล่าทัพ ทั้ง 3 เหล่าทัพ เดินทางไปร่วมประชุมในครั้งนั้นด้วย

 

     เบื้องต้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้มีข้อตกลงทางด้านทหารหลายอย่าง อาทิ การเสนอขายเฮลิคอปเตอร์แบบ "แบล็กฮอว์ก" จำนวน 3 ลำ ซึ่งทางสภาคองเกรสต้องเป็นผู้อนุมัติ รวมถึงการขายเรือฟริเกต อีก 2 ลำ ซึ่งเป็น "เรือรบมือสอง" รวมทั้งเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 จำนวน 5 เครื่อง รวมถึงอะไหล่เครื่องบินเอฟ-16 และการปรับปรุงเครื่องบินเอฟ-16 ที่ประจำการอยู่ในไทย

 

     นอกจากนี้ สหรัฐยังมีการเสนอรถฮัมวี จำนวน 1,165 คัน ที่ใช้ในสงครามมาแล้ว และจะมีการให้ทุนการศึกษาให้ทหารไทยศึกษาต่อที่สหรัฐ โดยได้มีการประชุมไปเรียบร้อยหมดแล้ว

 

     สำหรับกำหนดการของรมว.กลาโหมสหรัฐ จะเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 13.30 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน โดยเครื่องบินจะลงจอดที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) จากนั้นจะเดินทางเข้าพบ รมว.กลาโหมของไทยที่กระทรวงกลาโหม โดยมีการจัดแถวกองทหารเกียรติยศจาก 3 เหล่าทัพเพื่อเป็นเกียรติ

 

     จากนั้นจะเป็นการประชุมที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนที่รมว.กลาโหมสหรัฐ จะเดินทางเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

 

     วงในกองทัพคนเดิมเผยถึงวาระในการพบปะหารือกันของรมว.กลาโหมทั้ง 2 ประเทศว่า “รมว.กลาโหมทั้ง 2 ประเทศ จะมีการลงนามความร่วมมือด้านความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงความร่วมมือในการทำให้เกิดสันติภาพในภูมิภาค และความร่วมมือทางการทหาร โดยเฉพาะเรื่องภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

 

     ขณะเดียวกันยังจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับภัยพิบัติที่จะมีการร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนด้วย”

 

     เขาชี้ว่า สาเหตุที่สหรัฐให้ความสำคัญกับไทย เนื่องจากไทยอยู่ในฐานะ "พันธมิตรนอกนาโต้" และเคยช่วยเหลือสหรัฐมาโดยตลอด เช่น ในช่วงที่เกิดสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ไทยได้ส่ง "ทหารช่าง" ไปร่วมปฏิบัติภารกิจในประเทศอิรัก โดยมีเพียง 4 ประเทศในเอเชียที่เป็นประเทศพันธมิตรนอกนาโต้ ประกอบด้วย ไทย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์

 

     อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิง "ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง" แล้ว การที่สหรัฐเจาะจงที่จะเชิญ "พม่า" และ "อินเดีย" เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วยนับเป็นปรากฏการณ์ความมั่นคงที่น่าสนใจ เพราะหากมองตามแผนที่โลก ไล่มาทางตอนใต้ของจีน สหรัฐ ได้เข้ามาผูกสัมพันธ์อย่างแนบแน่นของไทยที่อยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้าน "มหาสมุทรแปซิฟิก"

 

     ขณะที่พม่า และอินเดีย ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในฝั่ง "มหาสมุทรอินเดีย" โดยสถานะของพม่านั้นแนบแน่นกับจีน ฟากทิศตะวันตกของพม่าก็ถือเป็นประตูสู่มหาสมุทรอินเดียของจีน ส่วนอินเดียนั้นแม้จะมีพรมแดนกับจีน และแม้ในช่วงหลังจะพยายามผูกสัมพันธ์ต่อกัน แต่ทั้งสองก็อยู่ในสถานะ "มหาอำนาจ" ของโลก และเคยมีประวัติที่ระหองระแหงกันมาอย่างยาวนาน

 

     การบุกเข้าทางประตูตะวันตกของจีนที่มุ่งจะเปิดประตูทางการค้า และแสวงหาจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางมหาสมุทรอินเดียในอนาคต จึงไม่ต่างอะไรกับความพยายาม "ปิดล้อมจีน" โดยใช้เวทีคอบร้าโกลด์ 2013 เป็น "มุกใหม่" หลังจากที่การขอเข้าสำรวจสภาพภูมิอากาศที่สนามบินอู่ตะเภา ทำท่าว่าจะแหย่เท้าเข้ามายากกว่าที่คาดการณ์ไว้