Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ รัฐบาลปูเลหลังขายประเทศ

รัฐบาลปูเลหลังขายประเทศ

Monday, 19 November 2012 16:50

alt 

 

     ประธานาธิบดีบารัค โอบามามาเยือนไทย พม่าและเขมรระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายนนี้ โดยมีจุดประสงค์หลักคือต้องการให้สามประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้เป็นพันธมิตรทางความมั่นคงและทหารในการปิดล้อมจีน แต่ภาษาทางการทูต โอบามาจะเลี่ยงบาลีโดยใช้คำว่าปรับสมดุลย์ (re-balancing) ในการดำเนินนโยบายรื้อฟื้นความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเซีย แปซิฟิค เพื่อสะกัดการผงาดของจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนผู้นำรุ่นใหม่

    

     ประเทศไทยเป็นเป้าที่สหรัฐฯต้องการคงอิทธิพลและครอบงำต่อไปทั้งการเมือง การทหาร และทางเศรษฐกิจและทางวัฒนธรรม เพราะว่าถ้าจะครอบงำเขมรและพม่าได้ ก็จำเป็นต้องได้ประเทศไทยก่อนเพราะว่าประเทศไทยอยู่ตรงกลางพอดี จะเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร และลำเลียงอาวุธยุธโยปกรณ์ได้เป็นอย่างดีเหมือนสมัยสงครามเวียดนาม

 

     เขมรฉลาดกำลังตีสองหน้า ที่ผ่านมาอยู่ใต้อิทธิพลจีนมานาน ตอนนี้พยายามเอาสหรัฐฯเข้ามาถ่วง ส่วนพม่าเพิ่งจะโดนสหรัฐฯบีบให้เปิดประเทศ แต่พม่าก็ยังคงมีสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนอยู่  ถ้าสหรัฐฯยึดเขมร ไทยและพม่าได้ จะปิดล้อมจีนได้เกือบจะสมบูรณ์ เพราะว่าเวียดนามยอมมาถือหางหสรัฐฯเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าในอดีตเคยทำสงครามกันอย่างดุเดือดยาวนาน เพราะว่าไม่ไว้ใจจีน ฟิลิปปินส์อยู่ในกระเป๋าสหรัฐฯเรียบร้อยแล้ว เพราะเคยเป็นอาณานิคมมาก่อน สิงคโปร์เป็นฐานทัพเรือที่สำคัญของสหรัฐฯอยู่แล้ว ปีหน้าจะได้เรือรบจากสหรัฐฯมาช่วยเสริมกองทัพ

 

     ทางตอนเหนือของเอเซีย ทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรสหรัฐฯที่เหนียวแน่น ดิ้นไม่ออก

 

     ส่วนออสเตรเลียเริ่มอนุญาติให้สหรัฐฯส่งกองทหารนาวิกโยธินเข้าประจำการที่ดาร์วิน เพราะออสเตรเลียประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาจีน

 

     หนังสือพิมพ์ The New York Times ("Words and Deeds Show Focus of The American Military on Asia, November 10, 2012) ( http://www.nytimes.com/2012/11/11/world/asia/us-militarys-new-focus-on-asia-becomes-clearer.html?pagewanted=all&_r=0 )รายงานว่าเพนตากอนมีแผนย้ายอาวุธเช่น B-1, B-52, Global Hawk drones จากตะวันออกกลางมายังเอเซีย เพราะว่าสงครามในอัฟกานิสถานกำลังซาลง

 

     พูดกันง่ายๆสหรัฐฯกำลังย้ายเวทีสงครามจากตะวันออกกลางมายังบ้านเราให้เป็นสมรภูมิแห่งใหม่ ทั้งๆที่ภูมิภาคนี้มีความสงบร่มเย็นพอสมควร เป็นเวลาช้านานแล้ว โดยใช้กลุ่มประเทศพันธมิตรในเอเซียรวมทั้งประเทศไทยเป็นฐานในการปิดล้อมจีน หรืออาจต้องทำสงครามกับจีนในโอกาสต่อไป

 

     ถ้าไทยหรือประเทศเอเซียอื่นๆเดินตามก้นสหรัฐฯในเรื่องนี้ ก็นับได้ว่ากำลังเดินเข้าสู่กับดักสงครามและความหายนะอันใหญ่หลวง

 

     สหรัฐฯรีบล็อคคอประเทศไทยด้วยแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการป้องกันประเทศไทย-สหรัฐอเมริกา 2012 ที่เซ็นโดยรมว กลาโหมไทยพลเอกสุกำพล สุวรรณทัต และรมวกลาโหมสหรัฐฯนายลีออนพาเน็ตต้า ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 แถลงการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯในศตวรรษที่ 21 มีข้อสังเกตุหลายประการของสัญญาทาสทางทหารฉบับนี้

 

     1.โดยเนื้อแท้ของแถลงการนี้รัฐบาลปู ได้ยินยอมที่จะยกประเทศไทยให้เป็นอาณานิคมทางทหารของสหรัฐฯ เพราะเท่ากับว่าได้ตีเช็คใบเปล่าๆให้สหรัฐฯที่จะใช้ไทยเป็นฐานทัพทางทหารและเพิ่มกองกำลังทหารและขนอาวุธต่างๆเข้ามาอย่างไม่มีขีดจำกัด

 

     2.แถลงการณ์นี้ เทียบเท่ากับสนธิสัญญา เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ จำต้องได้รับการหารือจากหน่วยงานต่างๆอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการอนุมัติจากรัฐสภาไทยตามมาตรา 190ของรัฐธรรมนูญ

 

     3. ถ้อยแถลงการณ์นี้น่าจะเขียนโดยสหรัฐฯแต่ฝ่ายเดียว โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีอำนาจต่อรองอะไร หรืออาจได้ผลประโยชย์ตอบแทนที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

 

     4. แถลงการณ์ร่วมความมั่นคงนี้เป็นฉบับลวง เขียนขึ้นมาใหม่จาก สนธิสัญญาความช่วยเหลือทางทหารที่ไทยเซ็นกับสหรัฐฯตั้งแต่ปี 1950 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นสมัยนั้น โดยที่สหรัฐฯดำเนินนโยบายปิดล้อมรัสเซียและต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ อย่างไรเสีย สนธิสัญญาสงครามเย็นนี้ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ ไทยยังคงเป็นเมืองขึ้นทางทหารของสหรัฐฯทั้งทางนิตินัยและทางพฤตินัย

 

     5. รัฐบาลปูยอมเป็นเมืองขึ้นทางทหารของสหรัฐฯ ก็เพื่อต้องการให้โอบามาค้ำบัลลังค์ตัวเองเป็นการแลกเปลี่ยน เพราะว่าเสถียรภาพภายในไม่มั่นคง

 

     6. ในทางอ้อม แถลงการร่วมความมั่นคงนี้ เป็นการส่งสัญญานว่าไทยกำลังประกาศตัวเป็นศัตรูกับจีน ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับสหรัฐฯอยู่ ที่จริงไทยควรจะมีสัมพันธ์ทีดีกับจีน รัสเซีย และอินเดีย เพื่อถ่วงดุลย์มหาอำนาจด้วยซ้ำ ไม่ใช่เอียงกระเท่เร่เข้าข้างสหรัฐฯแต่ฝ่ายเดียว

 

     7. ผู้นำอิหร่านเคยประกาศว่าประเทศใดที่ยอมให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพ เพื่อทำร้ายอิหร่าน ถือได้ว่าประเทศนั้นเป็นศัตรูกับอิหร่านไปด้วย เรามิอาจจะทราบได้ว่า สหรัฐฯจะไปถล่มใครเมื่อได้ใช้ไทยเป็นฐานทัพแล้ว เพราะถึงตอนนั้นทุกอย่างจะเป็นความลับ

 

     นอกจากได้เมืองไทยเป็นเมืองขึ้นทางทหารแล้ว สหรัฐฯยังต้องการได้เมืองไทยเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบผ่าน Trans-Pacific Partnership หรือ ทีพีพี ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี ที่สหรัฐฯสร้างขึ้นมาเพื่อปิดล้อมจีนทางเศรษฐกิจ อีกนัยะหนึ่งทีพีพีตั้งขึ้นมาเพื่อทำลายเอกภาพของอาเซี่ยน เพราะขณะนี้มีเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลย์เซียเป็นสมาชิก จากทั้งหมด11ประเทศ รวมทั้งแคนาดาและเม็กซิโก

 

     ครมปูเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2012 ได้อนุมัติให้กระทรวงพานิชย์ไปเจรจาให้ไทยเป็นสมาชิก ทีพีพี โดยพูดแต่แง่ดี แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา ทั้งๆที่ประเทศไทยเคยเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับสหรัฐฯ และได้ล้มเลิกไป ไทยรอดตัวไปแล้วคราวนั้น เพราะหลังมีการปฏิวัติปี2006 การเจรจาได้ยุติลง

 

     การค้าเสรีไทย-สหรัฐหรือทีพีพีเราจะเสียมากกว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีผลกระทบอย่างแรงต่อภาคการเงิน อุตสาหกรรมยา โทรคมนาคม เกษตรและอุตสาหกรรมอื่นๆ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วยการเปิดเสรีการเงินกับทีพีพีเพราะเราไม่พร้อม กระทรวงพานิชย์ก็ไม่อยากจะรับเผือกร้อนเรื่องนี้ ดร ศุภชัย พานิชย์ภักดิ์ ผออันแถก เตือนว่าไทยอย่าหลวมตัวเข้าทีพีพี เพราะจะเสียไม่คุ้มได้

 

     ถ้าไทยเข้าร่วมทีพีพี ทุนนอกจะเข้ามาซื้อกิจการไทยทุกอย่าง และไทยจะตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของต่างชาติโดยสมบูรณ์ เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเซ็งลี้ประเทศ เพื่อผลประโยชน์สั้นๆ เฉพาะหน้า

 

     โอบามาเพิ่งชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง กำลังเผชิญศึกหนัก ทั้งภายในและภายนอก ภายในสามารถบอกได้ว่าค่อนข้างจะสาหัสสากรรจ์ เพราะว่าเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก มีคนว่างงาน 25ล้านคน มีคนพึ่งพาคูปองอาหารจากรัฐบาลกลาง 49 ล้านคน ประชาชนอเมริกัน100 ล้านคนหรือ หนึ่งในสามถือว่าเป็นคนจน ประเทศมีหนี้ $16 ล้านต่อจีดีพี นล้าน หรือเทียบเท่า100%ต่อจีดีพี ถ้านับหนี้สินผูกพันนอกงบประมาณ$60-$70 ล้านล้านต้องถือได้ว่าอเมริกาล้มละลายทางการเงินเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าหนี้ทั้งหมดมีขนาดใหญ่กว่าจีดีพีของโลกเสียอีก

 

     นายJohn Williams แห่ง showdowstats.com (http://www.silverdoctors.com/shadow-stats-john-williams-feds-qe-to-trigger-start-of-hyperinflation-by-2014/ ) บอกว่าสหรัฐฯสร้างหนี้เพิ่มปีละ $5ล้านล้าน แต่เก็บภาษีได้แค่$2ล้านล้านกว่าๆ ทำให้สหรัฐฯต้องออกพันธบัตรมาเรื่อยๆเพื่อปิดงบให้ลง ปีที่แล้วสถาบันต่างๆเริ่มไม่มั่นใจในฐานะการเงินของสหรัฐฯ ไม่ซื้อพันธบัตรของกระทรวงคลังสหรัฐฯเหมือนในอดีต ทำให้เฟดเดอรัล รีเสริฟ หรือธนาคารกลางสหรัฐฯต้องพิมพ์เงินเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯถึง70%ของพันธบัตรที่ออกทั้งหมด

 

     ธนาคารกลางของเยอรมันเริ่มออกมาเตือนว่าการพิมพ์เงินลักษณะนี้ และการกดดอกเบี้ย0%จะทำให้ระบบการเงินของสหรัฐฯอ่อนแอไร้เสถียรภาพเพราะเงินที่พิมพ์ออกมาอย่างเกือบจะให้เปล่าๆจะถูกนำไปเก็งกำไรอย่างผิดวัตถุประสงค์ (http://www.zerohedge.com/contributed/2012-11-15/ouch-bundesbank-slaps-fed-face)

 

     ปริมาณเงินที่เพิ่มจากการพิมพ์เงินจะทำให้ค่าเงินตก โดยที่ปัญหาพื้นฐานของระบบการเงิน เศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไข ถ้ามีการทิ้งพันธบัตรสหรัฐฯเพราะหมดความน่าเชื่อถือ เงินดอลล่าร์จะตกต่ำ เงินจะเฟ้อ เศรษฐกิจจะประสบกับความหายนะ

 

     ส่วนภายนอก สหรัฐฯกำลังเผชิญกับความตกต่ำของระบบจักรวรรดินิยมทางทหารที่สร้างขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะเมื่อฐานะการคลังย่ำแย่ จะประสบความลำบากในการรักษาแสนยานุภาพทางทหาร และรับกับความท้าทายจากจีน

 

     รายงานจาก โออีซีดีระบุว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนและอินเดียรวมกันจะใหญ่กว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นรวมกัน

 

     เศรษฐกิจของเอเซียกำลังจะแซงหน้าสหรัฐฯและยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งทีสหรัฐฯและพันธมิตรยุโรปยอมไม่ได้ จึงนำมาถึงนโยบายปิดล้อมจีน เพราะถ้าจีนลอยค่าหยวนเมื่อใด จีนจะมีกำลังซื้อมหาศาลโดยไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกเหมือนในอดีต สามารถพิมพ์เงินออกมาซื้อกิจการเหมือนที่สหรัฐฯกำลังทำอยู่

 

     ความเป็นเงินสกุลหลักของโลกของค่าดอลล่าร์จะถูกบดบังรัศมี และสหรัฐฯจะมีปัญหาในการหาเงินเพื่อบำรุงรักษากอกำลังทหารทั่วโลก สหรัฐฯจึงกำลังเจอหมากบังคับให้มาเผชิญหน้ากับจีนตรงๆหรือไม่ก็ท้ารบกันเลยให้รู้แล้วรู้รอด เพราะถ้าอยู่เฉยๆจะถูกจีนแซงหน้า หนี้สินไม่สามารถชำระคืนได้ ความเป็นมหาอำนาจจะเสื่อม

 

     แต่จีนในฐานะเจ้าหนี้ใหญ่อยู่นิ่งๆไม่ออกอาการ พยายามยื้อให้ได้นานที่สุด เพราะต้องการชนะสหรัฐฯโดยไม่ต้องรบตามตำราพิชัยสงคราม แต่สหรัฐฯเหลือเวลาอีกไม่นานเพราะการพิมพ์เงินผ่านQEจะช่วยประคองตัวแค่ระยะหนึ่งเท่านั้นก่อนที่เงินเฟ้อจะทำลายเศรษฐกิจ

 

     ประเทศไทยต้องรู้จักดำเนินนโยบายที่สุขุมรอบคอบเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ ท่ามกลางความขัดแข้งของประเทศมหาอำนาจ แต่รัฐบาลปู มองการสั้น ขายประเทศ ด้วยการแทงม้าตัวเดียวจนหมดตัว จะนำพาประเทศไปสู่ความฉิบหาย

 

ขอขอบคุณรุปภาพจาก : http://news.thaipbs.or.th/