Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home เส้นทางการต่อสู้ สุวรรณภูมิ ก.ค.50 ขุดรากถอนโคน'สุวรรณภูมิ' วาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ของชาติ

ขุดรากถอนโคน'สุวรรณภูมิ' วาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ของชาติ

Thursday, 08 October 2009 16:34


 
       ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ต่อการเปิดสนามบินที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานที่สุดในโลก อย่าง สนามบินสุวรรณภูมิได้สำเร็จ และถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงสำหรับการปูทางไว้หาเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรี"ทักษิณ"

       มาถึงวันนี้กลับต้องเผชิญวิบากกรรมเหมือนกับตัวอดีตนายกทักษิณเสียเอง ต่างกันเพียงว่า การขุดรากถอนโคนเรื่องต่างๆของสุวรรณภูมิ การตั้งธงจะเข้ามาดีสเครดิตกันระหว่างขั้วอำนาจเก่าและขั้วอำนาจใหม่ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศไทยที่ฉาวโฉ่ไปทั่วโลก มากกว่าการพุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบอดีตนายกทักษิณ ซึ่งก็กระทบเฉพาะตัวอดีตนายกและครอบครัวเท่านั้น

       กว่า 9 เดือนที่ผ่านมา บทพิสูจน์ความบอบช้ำของสนามบินแห่งนี้ นับวันจะยังมีสารพัดปัญหาที่แก้ไขไม่รู้จบ ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหม่ ผู้กุมบังเหียนการบริหารงานหรือบอร์ดบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท.สามารถตอบคำถามได้เต็มปากหรือไม่ว่า นโยบายต่างๆได้ผ่านการกรั่นกรองก่อนตัดสินใจ แก้ปัญหาให้ตรงจุด หรือมีนัยยะแอบแฝงหรือไม่ เพราะทำไปทำมาก็ไม่ต่างไปจากลิงแก้แห ซึ่งยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่งไม่รู้จบ

       หากไล่ดูจะเห็นว่าความวุ่นวายและเรื่องฉาวโฉ่ ซึ่งดูจะไม่มีวันจบของสนามบินแห่งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มต้นจากบอร์ดชุดปัจจุบัน ที่ถือเป็นยุคตำนานหน้าใหม่ ไม่รู้เป็นการเอาใจให้ครบทุกเหล่าทัพหรือเปล่า เพราะประธานบอร์ดทอท.ทุกยุคยกเว้นยุคทักษิณที่ส่งคนจากการเมืองเข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ด ส่วนใหญ่โควต้าจะมาจากทหารอากาศ เพราะถือว่าเป็นผู้รู้เรื่องการบินและสนามบินดีที่สุด

       แต่ยุคคมช.กลับส่งพล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศไป ไปนั่งประธานบอร์ดการบินไทย แล้วส่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกอย่างพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร มาคุมแทนพร้อมควงเพื่อนซี้ทหารเรือ อย่าง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน มาเป็นที่ปรึกษาประธานบอร์ด โดยสวมตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่ถูกวางตัวให้เล่นบทบาทเป็นมือชงพร้อมๆกับมือตบในคราวเดียวกันจาก 2 ตำแหน่งที่เขาสวมบทบาท

       แต่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล่นบทเพลินหรือเปล่า หรือตั้งใจทำให้เป็นประเด็นหรือไม่ เพราะทำไปทำมาสารพัดนโยบายที่ออกจากปากเขา ทำเอาคนในแวดวงการบินต้องกุมขมับกันถ้วนหน้า

       หนักที่สุดคงเป็นช่วงที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ใหม่ๆก็พูดแต่เรื่องการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะรันเวย์ร้าว โดยแทบจะไม่รอฟังผลการตรวจสอบ จนท้ายสุดสายการบินต่างๆที่ทำการบินทนไม่ไหวต้องออกมาให้ข่าวว่าสายการบินยังคงทำการบินได้ตามปกติ ซึ่งไม่รู้ว่าให้สัมภาษณ์ด้วยความไม่รู้จริงๆหรือตั้งใจโจมตีสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มแรงหนุนจนนำไปสู่ความสำเร็จของการเปิดใช้สนามบินดอนเมืองที่นำร่องไปแล้วด้วยเที่ยวบินภายในประเทศ

       ปัญหาต่อมา คือ เรื่องการเข้ามาแก้ปัญหาที่ไม่ได้มองในเรื่องของการวินวินระหว่างกันในแง่ธุรกิจที่ทอท.จะได้รับ แต่มุ่งที่จะเข้ามาจับผิดและล้มผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในยุคขั้วอำนาจเดิม มากกว่ามองการเข้ามาแก้ปัญหาที่เล็งเห็นถึงผลประโยชน์ในภาพรวมที่เกิดขึ้น โดยลืมมองไปหรือเปล่าว่าจนป่านนี้คู่แข่งเขาก้าวไปถึงไหนแล้ว อย่างสนามบินฮ่องกง ก็เพิ่งเปิดเทอร์มินัล 3 แต่สุวรรณภูมิวันนี้ปัญหายังเหมือนเดิม และดูจะยืดเยื้ออีกไม่รู้จบ

       ปัญหาความหวาดระแวงในบอร์ดด้วยกันเอง ที่คนที่เพิ่งแต่งตั้งมาใหม่ก็ระแวงบอร์ดเก่า เรื่องของคิงเพาเวอร์ เป็นจุดสะท้อนที่ชัดเจน เพราะการแจ้งโฆษาสัญญาของคิงเพาเวอร์

       เป็นการตัดสินใจจากบอร์ด 8 คน ได้แก่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ,นายคัมภีร์ แก้วเจริญ,นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล,พล.อ.ท.อิทธิพร ศุภวงศ์,นายนนทพล นิ่มสมบุญ นายต่อตระกูล ยมนาค ,นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ และนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งล้วนแต่เป็นบอร์ดใหม่ชุดปัจจุบัน

       ขณะที่บอร์ดอีก 6 คนที่เหลือ คือ นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์,นายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ,พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์,นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ,นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่มและนางกัลยา ผกากรอง ซึ่งเป็นรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ทอท.ถูกกันออกมาด้านนอก ด้วยเหตุผลว่าทั้ง 6 คนมีส่วนพิจารณาให้คิงเพาเวอร์ได้ดำเนินการทั้ง 2 โครงการมาก่อน และเคยเป็นบอร์ดในชุดเดิมที่ได้อนุมัติโครงการนี้ในยุคนายศรีสุข จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ดทอท.

       ไหนยังจะมีการเปิดเกาเหลาคู่ใหม่ ระหว่าง "บรรณวิทย์"และ"ต่อตระกูล " ที่พยายามโจมตีเรื่องรันเวย์แท็กซี่ขึ้นมารอบใหม่ ทั้งหมดเป็นระเบิดเวลาที่รอการนำไปสู่การปรับบอร์ดใหม่ ยังไม่รวมถึงสารพัดปัญหาที่มีการเปิดประเด็นขึ้นมาป่าวประกาศ สร้างชื่อให้ตัวเองว่าจะเข้ามาปราบทุจริต ประกาศจะยกเลิกสัญญาในหลายโครงการ ถึงวันนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะเอกชนที่เขามีสัญญาอยู่ ลงทุนไปก็มากแล้วคงไม่ยอมอยู่เฉยให้บอร์ดชุดใหม่มาเล่นง่ายๆแน่ ไม่แคล้วต้องฟ้องศาลกันอุตลุด กรณีคิงเพาเวอร์ ก็เป็นกรณีแรกในการต่อสู้ของเอกชน ยังไม่นับรวมอีกหลายรายที่รอทีฟ้องกับเขาอยู่เหมือนกันหากถูกทอท.เล่นงานแบบนี้

       ทั้งความหวาดระแวงยังส่งผลไปถึงฝ่ายบริหารของทอท. ทำเอาบอร์ดชุดนี้เล่นบทบาทเป็นทั้งบอร์ดและพนักงาน ก็เลยลงมาล้วงลูกทุกอย่าง มีปัญหาเรื่องอะไรก็สั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขมากมาย แทนที่จะปล่อยให้คนวงในที่รู้จริงทำงาน ส่วนการสอบทุจริตยกเวทีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือปปช.และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือคตส.เป็นผู้เดินเกมจะดีกว่าไหม แล้วบอร์ดถอยมาคุมด้านนโยบายที่แสดงวิชั่นให้เห็นว่าพร้อมจะนำสุวรรณภูมิเดินไปข้างหน้าเสียที

       ดีกว่าบทสรุปในเรื่องนี้ซึ่งไม่รู้จะโทษว่าเป็นผลผลิตในยุคทหารบกและทหารเรือคุมงานด้านอากาศหรือเปล่า หรือการตั้งธงมาฟันเต็มที่เพื่อสร้างชื่อให้ตัวเองหรือหาเหตุผลในการเข้ามาทำงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับทำอะไรไม่ได้กันแน่ แต่หากคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ปัญหาทุกอย่างก็น่าจะแก้ได้ถูกทางกว่าที่ผ่านมา.


ที่มา : ฐานเศรฐกิจ ภาพจาก www.eduzones.com