Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ วาทะนายพลคนกล้า อ้างความมั่นคง ชงนิรโทษเข้าสภากลาโหม

อ้างความมั่นคง ชงนิรโทษเข้าสภากลาโหม

Thursday, 18 July 2013 13:35

alt

     เป็นข้อถกเถียงในวงกว้างหลังคลิปเสียงสนทนาคล้ายเสียงของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี กับ "พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา" รมช.กลาโหม ที่บางช่วงบางตอนกล่าวถึงการนำ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" เข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหมโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นเรื่องความมั่นคงสงบเรียบร้อยของประเทศ

             

     นอกจากนี้ก็มี "อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม" ออกมาเตือน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม และ "พล.อ.ยุทธศักดิ์" หากจะเสนอ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" เข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหม อาจขัด พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 ที่ระบุว่ากฎหมายที่จะนำเข้าสภากลาโหมได้จะต้องเป็นกฎหมายทหารเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ไม่สามารถบรรจุวาระได้

             

     เช่นเดียวกับความเห็นของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาตีกันว่าเรื่องนี้ไม่สามารถยื่นเข้าพิจารณาในสภากลาโหมได้ และคงไม่มีใครนำเข้ามา เพราะกติกามีมากมาย

             

     แต่เมื่อฟังความเห็นของ "พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน" ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ตอบข้อซักถามของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างนำคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่รัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างเต็มปากเต็มคำนัก

             

     โดยบอกเพียงว่า "สามารถนำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่การพิจารณาของสภากลาโหมได้ หากเข้าข่ายที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย หากจะเสนอก็เป็นไปตามข้อ 6 ของมาตรา 43 ตามพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่เขียนไว้ว่า เรื่องที่จะเสนอว่าด้วยกฎหมาย หรือรัฐมนตรีว่าการกระทวงกลาโหมกำหนดให้เสนอสภากลาโหม"

             

      วิเคราะห์จากคำพูดของ "ปลัดกระทรวงกลาโหม" หากจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสภากลาโหม ต้องทำตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 มาตรา 43 ตามข้อ 6 ที่ระบุว่า "เรื่องที่กฎหมาย หรือรัฐมนตรีว่าการกระทวงกลาโหมกำหนดให้เสนอสภากลาโหม"

              

      ดังนั้น ข้อถกเถียงที่ระบุว่าไม่สามารถนำ "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" เสนอเข้าสู่ที่พิจารณาของ "สภากลาโหม" ก่อนหน้านี้ ถือว่าได้คำตอบแล้ว

             

      โดย "พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน" อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม หนึ่งในสมาชิกสภากลาโหม และที่สำคัญเป็นหนึ่งในสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ร่วมผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 สมัยรัฐบาล "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" ออกมายืนยันแข็งขันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ รมว.กลาโหม หรือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ รมช.กลาโหม สามารถนำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่สภากลาโหมได้เลย โดยอ้างความมั่นคงสงบเรียบร้อยของประเทศ

             

     ในฐานะ "อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม" ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกสภากลาโหม "พล.ร.อ.บรรณวิทย์" ชี้แจงว่า ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมมาเป็นเวลา 4 ปี เคยทำงานร่วมกับปลัดกระทรวงมาหลายคน ทำหน้าที่ไม่ต่างจากแม่บ้านกระทรวงกลาโหม งานส่วนใหญ่จะผ่านมือจึงทราบกระบวนการเรื่องที่เข้าสู่สภากลาโหมได้เป็นอย่างดี

             

     "ในฐานะที่ผมร่วมผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 เจตนาเขียนไว้เพื่อป้องกันการรุกรานจากเพื่อนบ้านมากกว่า ตอนร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คิดอะไรกันมาก และคิดว่านักการเมืองน่าจะมีคุณธรรมและจริยธรรม เพราะตามหลักเขียนกฎหมายความมั่นคง ถ้าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทหารก็จะไม่เสนอเข้ามา" อดีต สนช.ในฐานะร่วมผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เล่าถึงหลักการของระเบียบดังกล่าว

             

     "พล.ร.อ.บรรณวิทย์" ย้ำอีกครั้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานสภากลาโหม สามารถนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าที่ประชุมสภากลาโหมได้โดยตรง เพียงแค่อ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศก็สามารถนำเข้าได้แล้ว ไม่มีใครสามารถไปต้านทานอะไรได้ และถ้าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านที่ประชุมสภากลาโหมไปแล้ว ทุกอย่างก็ยิ่งง่าย เพราะถือว่าได้ผ่านความเห็นชอบ หรือผ่านการรับรองจากที่ประชุมสภากลาโหมเรียบร้อยแล้ว

             

     "การอ้างทำเพื่อความมั่นคงของประเทศ ก็สามารถนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหมได้แล้ว เพราะกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบความมั่นคงของประเทศ ส่วนการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นเรื่องความมั่นคงของประเทศจึงเป็นหน้าที่หลักของกลาโหมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าว

             

     "พล.ร.อ.บรรณวิทย์" บอกว่า สถานการณ์ความแตกแยกของคนในประเทศขณะนี้ ถือเป็นเรื่องที่สามารถยกมาเป็นข้ออ้างในการเสนอกฎหมาย โดยบอกว่าถ้าทำตามแนวทางของร่างกฎหมายที่จะเข้าสู่สภากลาโหม เมื่อทำแล้วจะทำให้คนในชาติไม่แตกแยก และทำให้เกิดความมั่นคงในราชอาณาจักร อ้างเพียงแค่นี้ก็สามารถนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่สภากลาโหมได้แล้ว

             

     ส่วนหลักเกณฑ์การพิจารณาเรื่องผ่านที่ประชุมสภากลาโหมที่ระบุว่าเสียงต้องเป็นเอกฉันท์ทั้ง 36 คน หากมีใครคนใดคนหนึ่งคัดค้านเรื่องที่เสนอมาเป็นอันตกหรือต้องถอนเรื่องกลับไปพิจารณาใหม่นั้น "พล.ร.อ.บรรณวิทย์" อธิบายว่า ไม่จำเป็นต้องมีเสียงครบทั้ง 36 คน ใช้เพียงเสียงส่วนใหญ่ก็สามารถออกเป็นมติสภากลาโหมได้แล้ว ไม่เคยมีใครร่างกฎหมายลงมติต้องใช้เสียงทั้งหมด "มติ" แปลว่าเสียงส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงทั้งหมด

             

     "พล.ร.อ.บรรณวิทย์" บอกว่า หากร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านการรับรองจากสภากลาโหมก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที ที่ระบุว่าจะส่งเรื่องต่อไปให้คณะรัฐมนตรีออกเป็น "พระราชกำหนด" (พ.ร.ก.) ก็เพื่อให้กระแสคัดค้านเบาลง โดยรัฐบาลจะได้อ้างว่า "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ที่จะออกเป็น พ.ร.ก. ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภากลาโหมเรียบร้อยแล้ว

             

     "อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม" เห็นว่า หากจะนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่ที่ประชุมสภากลาโหมโดยอ้างสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นการกระทำที่น่าเกลียด เพราะร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมก้ำกึ่งระหว่างเรื่องความมั่นคงของชาติกับเรื่องตัวบุคคล ดังนั้น จะอ้างความมั่นคงมาเกี่ยวข้องไม่ได้ และสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม

 

 

ขอขอบคุณที่มา : http://www.oknation.net/blog/komchadluek/2013/07/18/entry-1