Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home เส้นทางการต่อสู้ สุวรรณภูมิ ก.ค.50 โรงแรมสุวรรณภูมิอย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนทั้งชาติ

โรงแรมสุวรรณภูมิอย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนทั้งชาติ

Monday, 21 December 2009 15:40



กรณีการฉ้อทุจริตสัมปทานเข้าบริหาร “โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”เป็นประเด็นที่พูดกันมานาน ตั้งแต่ยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อบรรดากลุ่มธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยกลุ่มหนึ่ง ส่งข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในการประมูลและบริหารโรงแรมของบริษัทการท่าอากาศยานแห่งนี้ให้แก่คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบ


มิค่อยคืบหน้าสักเท่าไหร่นัก

แต่พอจังหวะพอเหมาะพอเจาะ เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

การเมืองเกิดการเปลี่ยนขั่ว

เหมือนมีความหวังสดใส บรรดากลุ่มธุรกิจโรงแรมคนไทยเหล่านี้ ส่งข้อมูลการทุจริต ทั้งหมดให้กับพล.อ สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.


“เราทราบมาว่า ประธาน คมช. ส่งเรื่องดังกล่าวปยังทั้ง ป.ป.ชแล้ว”แหล่งข่าวจากผู้บริหารโรงแรมคนหนึ่งให้สัมภาษณ์

แต่เรื่องราวทั้งหมดโด่งดังขึ้นมาให้สังคมได้รู้จักกันจริงๆก็เมื่อ พล.อ บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดคามแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิของ สนช.ออกมาเปิดโปงกระบวนการทุจริตในโรงแรมแห่งนื้ และบอกว่า จะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบ

“คณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาการดำเนินงานของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”จึงถูกจัดตั้งขึ้นมา โดยมีนายภารเดช พยัฆวิเชียรเป็นประธานอนุกรรมการ

ภายหลังการศึกษาเสร็จสิ้น พล.อ บรรณวิทย์ เก่งเรียน ให้สัมภาษณ์ว่ากรณีโรงแรมสุวรรณภูมิ เป็นกรณีที่มีการโกงกินมโหฬาร คนที่ไม่ได้เข้าประมูลกับได้สัมปทาน การคิดค่าบริการโรงแรมกับการท่าอากาศยานก็แพงกว่าราคาตลาดถึง 3 เท่าตัว


“งานนี้ติดคุกกันพวงใหญ่แน่น” พล.อ บรรณวิทย์ เก่งเรียน ว่าเพราะฉะนั้น จึงน่าไปดูเบื้องลึกกันว่า จริงๆแล้วเกิดเหตุอะไรขึ้นกับโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งกลายเป็นโรงแรมี่มีชื่อเสียงขึ้นมาด้วยมิใช่สาเหตุของการบริการลูกค้าที่ดี


โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 หน่วยงานได้แก่


หนึ่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ 60เปอร์เซ็นต์

สอง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์

สาม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ถือหุ้นในสัดส่วน 10 เปอร์เซ็นต์

วันที่ 28 มิถุนายน 2547 โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เริ่มจัดทำ TOR เพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเข้าบริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


วันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ประธานคณะกรรมการได้ลงนามเห็นชอบซึ่งสาระสำคัญของ TOR ที่มีการแก้ไขใหม่ โดยมีการแก้ไขในเรื่องคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อ โดยตัดข้อความว่า “ห้างหุ้นส่วนกับ กิจการร่วมค้ากับนิติบุคคลหรือนิบุคคลอื่น”ออกโดยให้เหตุผลว่า

“ไม่ควรอนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนและกิจการร่วมค้ายื่นข้อเสนอ เพรามีปัญหาทางกฎหมาย กล่าวคือ เพราะหากห้างหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นบุคคลล้มละลายกฎหมายจะถือว่า ห้างหุ้นส่วนล้มละลายด้วย ส่วนกิจการร่วมค้าไม่ถือว่าเป็นนิติบุคคลตามประมวนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”


และวันที่ 27กรกฎาคม 2547 วันเดียวกันนั้น ก็เปิดให้มีการซื้อซองประมูล ปรากฏว่า มีผู้ซื้อเอกสารข้อกำหนดโครงการทั้งสิ้น 8 ราย และ 1 ในรายการนั้นคือบริษัท AAPC (THAILAND) จำกัด ซึ่งนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย


ข้อหน้าสังเกตก็คือ ก่อนหน้าวันกำหนดที่ยื่นซองประมูลเพียงวันเดียวคือวันที่ 6 กันยายน 2547 บริษัท AAPC ดังกล่าว ได้ทำหนังสือแต่งตั้งและโอนเอกสารสิธิตามเอกสาร TOR ให้แก่กิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซล ออสพิทอลฯซึ่งมีบริษัท ดีเคแลม พร็อพเพอร์ตี้ และบริษัท กองธนา จำกัดรวมกันเป็นกิจการร่วมค้า


วันที่ 7กันยายน 2547 มีผู้ยื่นซองประมูลเสนอตัวเข้ารับงาน 5 รายและ1ในจำนวนนั้นคือกลุ่มบริษัทกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซล ฮอสพิทอลฯ

ต่อมา ในระหว่างที่พิจารณาข้อเสนออยู่นั้น กลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซล ฮอสพิทอลฯ ได้ส่งหนังสือยืนยันกับ พล.อ.อ. ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ประธานกรรมการคัดเลือก ระบุว่า


“หากกลุ่มบริษัทยูนิเวอร์แซล ออสพิทอลฯ ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บริหารกิจการโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วทางเครือข่ายโรงแรม Accor Group จะเข้าเป็นผู้ดำเนินการบริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในรูปแบบ Mangement Agreement โดยจะใช้ชื่อ Novotel เป็นชื่อทางการค้าของโรงแรม"


หลังจากนั้นคณะกรรมการได้เลือกให้แก่บริษัท ยูนิเวอร์แซลฯ ได้งานเข้าสัมปทานบริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


วันที่1กุมภาพันธ์ 2548 ได้มีการทำสัญญาจ้างบริหารกิจการโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สัญญาเลขที่ 2/2548 ระหว่างบริษัทโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด กับกิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล ออสพิทอลฯ


ในกรณีของการยื่นซองประมูลนี้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฯ ระบุว่า

หนึ่ง ตามที่TOR ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้ “กิจการร่วมค้า”เข้าประมูลได้ ดังนั้นการที่กิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซลฯ เข้าประมูลได้ถือว่าผิดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลตั้งแต่ต้น

สอง ตามที่ TOR ในข้อ4.2ระบุเอาไว้ชัดเจน “คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องเป็นเจ้าของหรือได้รับสิทธิในการใช้เครื่องหมายทางการค้าโลโก้ของเครือข่ายบริหารจัดการโรงแรม (Hotel Chain) ก่อนวันยื่นข้อเสนอโครงการแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการยื่นเอกสารข้อเสนอโครงการแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการยื่นเอกสารข้อเสนอโครงการของกลุ่มกิจการร่วมค้า ยูนิเวอร์แซล ฮอสพิทอลฯ ในวันที่7กันยายน 2547 นั้นกิจการร่วมค้ายังไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อ Novotel เพราะบริษัท AAPC (THAILAND) มีหนังสือลงวันที่ 24 กันยายน 2547 แจ้งใก้กับโรงรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “หากกลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซล ฮอสพิทอลฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้บริหารกิจการโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภุมิ ทางเครือข่ายโรงแรม Accor Group จะเข้าเป็นผู้ดำเนินงานบริหารโรงแรมโดยจะใช้ชื่อ Novotel” เห็นได้ชัดว่ากลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซลฯ จะได้รับสิทธิใช้ชื่อ Novotel เป็นชื่อทางการค้าต่อเมื่อได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้บริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


สาม จากพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง ผู้ที่ซื้อซองบริษัท AAPC (THAILAND) จำกัด ผู้ที่ยื่นข้อเสนอคือกลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซลฯ ปรากฏว่าคณะกรรมการคัดเลือกกลับพิจารณาข้อเสนอของบริษัท AAPC และ Accor Group ซึ่งเป็นผู้ซื้อซองแต่ไม่ได้เป็นผู้ยื่นข้อเสนอ การพิจารณาประเมินผลคะแนนของคณะกรรมการคัดเลือกจึงน่าจะขัดกับ TOR


สี่ ตามข้อกำหนดในโครงการจ้างเอกชนเข้าบริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (TOR)  ข้อ 12 กำหนดไว้ว่า “ ผู้มีสิทธิยื่นเอกสารข้อเสนอโครงการจะต้องเป็นผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ได้มา ซื้อเอกสารสิทธิจากโครงการ” แต่ในกรณีเห็นชัดเจนว่า ผู้ที่ซื้อซองประมูลเป็น AAPC แต่ผู้ที่ยื่นเสนอกลับเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซลผิด TOR ชัดเจน


ในประเด็นต่อมา ที่สำคัญยิ่งคือ หากผลของการประมูลออกมาแล้ว ปรากฏว่าโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็คงจะไม่มีใครว่า แต่ในกรณีนี้เห็นชัดเจนว่า โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องเสียหายจากค่าใช้จ่ายให้กับกลุ่มยูนิเวอร์แซลมหาศาลจนยากที่จะทำกำไรได้


เริ่มต้นจาก หนึ่ง มีการตกลงให้โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ่ายค่าสิทธิการใช้เครื่องหมายการค้า (Logo) คำว่า Novotel  เป็นจำนวนถึง 20 ล้านบาท (ให้ชำระปีละ 1 ล้านบาท) ทั้งๆที่ในการเข้ารับจ้างบริหารโรงแรมของ Hotel Chain ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก ไม่เพียงแค่ Novotel  เท่านั้น ไม่เคยมีการเรียกร้องค่าเครื่องหมายการค้า เพราะทุกแห่งที่ได้โอกาสบริหารถือว่าการได้มีชื่อตัวเองติดไว้ในโรงแรมถือว่าเป็นโฆษณาเครือข่ายของตัวเอง


สอง สัญญาการจ้างมีการตกลงให้โรงรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจ่ายค่าจ้างในการให้บริการค่าปรึกษาทางเทคนิคแก่กลุ่มร่วมค้ายูนิเวอร์แซล  ฮออสพิทอลฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้นถึง 70 ล้านบาท  ทั้งๆที่ในการดำเนินกิจการโรงแรมของ Hotel Chain ไม่เคยมีที่ไหนในโลกเรียกร้องค่าใช้จ่ายตรงนี้ เนื่องจากการที่ลูกค้าจ้างให้เข้าบริหารโรงแรมนั้น นั่นก็เท่ากับการจ่ายเงินเพื่อซื้อเทคนิคการบริหารอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครที่ไหนในโลกเค้าจ่ายกัน


สาม ค่าใช้จ่ายในการจ่ายให้กับผู้บริหารระดับสูงของโรงแรมที่กลุ่ม Novotel นำเข้ามา ปรากฏว่า โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าการดำเนินการปกติของเครือโรงแรมต่างประเทศถึงประมาณ 3  เท่าตัวทีเดียว


แม้แต่โรงแรม Novotel มีราคาที่ให้กับโรงแรมเอกชนทั่วไปอยู่ที่ระดับ 2-2.5% ของยอดรายได้


“ไฮแอท”คิด 3% ของยอดรายได้

“แมริออท”คิด 2.5-3% ของยอดรายได้

แต่ “ยูนิเวอร์แซล” เรียกร้องค่าใช้จ่ายจากโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสูงถึง 7%


นี่แค่ฉากหนึ่งของหนังตัวอย่างสั่นๆ


ถึงตรงนี้ บางคนอาจจะคาใจว่ากลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซลฯ เป็นใคร คำตอบคือ เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ดีเคแลม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับบริษัท กองธนา จำกัด เจ้าของเดียวกับโรงพิมพ์แห่งหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังกล่าวหากรณีพิมพ์บัตรเลือกตั้งอยู่ในคณะนี้


แต่สิ่งที่บรรดาผู้ติดตามกรณีเป็นห่วงอยู่ในคณะนี้ ก็คือ ข้อมูลทอยู่ที่ คตส.ทั้งหมดแล้วไฉนไม่มีการดำเนินการใดๆทั้งสิ้นบรรดากลุ่มโรงแรมถามกันให้ควั่กว่า “การตกลงเรื่องผลประโยชน์เขาลงตัวกันแล้วหรืออย่างไร จึงไม่มีอะไรคืบหน้าแน่นอนที่สุดบรรดากลุ่มโรงแรมเหล่านี้รอลุ้นกันว่า จะยกเลิกสัมปทานการบริหาร และมีการประมูลใหม่เมื่อไหร่เท่านั้นอย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนดูทั้งชาติเสียอีกล่ะ".


ที่มา : โพสต์ทูเดย์_16 เม.ย. 2550