Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home เส้นทางการต่อสู้ อื่น ๆ เจรจาสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือทีโอทีเชื่อมือ“บรรณวิทย์”กสทยังเงียบ

เจรจาสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือทีโอทีเชื่อมือ“บรรณวิทย์”กสทยังเงียบ

Thursday, 24 December 2009 15:29

พล.อ.สพรั่ง เสนอชื่อ “พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน” ประธานเจรจาแก้สัญญาสัมปทานเอไอเอส ถึงมือ “สิทธิชั” ด้วยตัวเอง พร้อมนำทีมบอร์ดเล็กหารือกรอบแก้ไขสัญญา 5 ข้อ และแนวทางฟ้องดีแทคร่วมครึ่งชั่วโมง ส่วน กสท รายชื่อยังไม่มีในมือ สัปดาห์นี้คาดได้ครบ ขณะที่ ซิคเว่ ดอดหารือรมว.ไอซีที รับข้อเสนอตกลง

จ่ายส่วนแบ่ง 30%

 

นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาแก้สัญญาสัมปทาน บริษัท ทีโอที กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เบื้องต้นได้พิจารณารายชื่อผู้มีความเหมาะสมแล้ว คือ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เข้ามาเป็นประธานเจรจาแก้สัญญา

 

ส่วนรายชื่อกรรมการท่านอื่นอาจจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง โดยกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่พิจารณาเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ร่วมกับทางเอไอเอส หลังจากนั้นจึงจะนำเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดบริษัท ทีโอที เพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอผ่านกระทรวงไอซีทีเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยการตั้งคณะกรรมการชุดเจรจากับเอไอเอสจะใช้ตาม มาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535

 

ส่วนประธานคณะกรรมการเจรจาฯของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่จะต้องดำเนินการเจราจากับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ นายสิทธิชัย กล่าวว่า ทางบอร์ด กสท ยังไม่ได้นำรายชื่อผู้เหมาะสมเข้ามาแต่อย่างใด โดยคาดว่าในสัปดาห์นี้อาจจะนำเสนอรายชื่อเข้ามา ซึ่งเรื่องนี้ทุกฝ่ายจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้มีการเสร็จตามกรอบเวลากำหนดไว้

 

“ตอนนี้ก็มีการนำเสนอรายชื่อเข้ามาบ้าง และกำลังไปทาบทามให้เข้าร่วมอยู่ไม่เกินสัปดาห์นี้ รายชื่อคณะกรรมการของทั้งสองชุด ทั้ง ของ ทีโอที และ กสท คงจะได้ครบทั้งหมด”

 

ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้นำผลคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาที่มีต่อสัญญาสัมปทานบริษัทมือถือ ซึ่งทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการเจรจาขึ้นมาเพื่อเจรจาร่วมกับเอกชน ซึ่งสัญญาสัมปทานของ ทีโอที คือสัญญาเอไอเอส โดยบอร์ดได้พิจารณาสรรหาบุคคล เพื่อให้ไปทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการเจรจาและกลุ่มทำงาน ซึ่งที่ประชุมได้สรุปให้พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เป็นผู้เหมาะสมที่สุด

 

ส่วนเรื่องค่าเชื่อมต่อเลขหมาย หรือแอ็คเซ็สชาร์จ (เอซี) ทางบอร์ดทีโอที ได้มีข้อสรุปเบื้องต้นว่าต้องดำเนินการทางศาลเพื่อเรียกค่าเอซี จากดีแทค และ ทรูมูฟ ในอัตราเลขหมายละ 200 บาทต่อเดือน ซึ่งโอทีไม่ได้รับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2549 โดยขณะนี้มีมูลค่าการค้างชำระจากกรณีที่เกิดขึ้นถึง 6 พันล้านบาท จากผลที่ทั้งสองราย อ้างถึงการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายไปเป็นระบบการจ่ายในรูปของค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรืออินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ (ไอซี) ตามประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม

 

ทั้งนี้ กรรมการตาม ม.22 จะมีตัวแทนหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นประธานและมีกรรมการทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและบริษัทเอกชนอาทิผู้แทนกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ กระทรวงเจ้าสังกัด หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของโครงการ โดยกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่พิจารณาเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ระหว่างกัน หลังจากนั้นจึงจะนำเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด ทีโอที เพื่อพิจารณาอนุมัติและนำเสนอผ่านกระทรวงไอซีทีเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อให้ความเห็นชอบ

 

ส่วนกรรมการตาม ม.13 กรณีนี้จะมีตัวแทนของกระทรวงไอซีทีเป็นประธานและมีกรรมการประกอบด้วยหน่วยงานรัฐเท่านั้นอาทิผู้แทนกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด สภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณ โดยกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่พิจารณาเงื่อนไขผลประโยชน์ต่างๆ เหมือนการให้สัมปทานใหม่ ที่รัฐจะกำหนดให้เอกชน ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องนำเสนอให้บอร์ด ทีโอที หรือ กสท พิจารณาก่อนเสนอกระทรวงไอซีทีนำเข้าครม.ต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายของกระทรวงไอซีทีในส่วนของการดำเนินการให้สัญญามือถือถูกต้องตามกม.มี 5 ประการด้วยกันกล่าวคือ 1.จะไม่มีการเพิกถอนสัญญา ถึงแม้กฤษฎีกาจะวินิจฉัยว่าครม.สามารถเพิกถอนสัญญาได้ 2.การพิจารณาตามขั้นตอนพ.ร.บ.ร่วมการงานฯต้องไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการแก้ไขสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะเรื่องการขยายอายุสัมปทาน หรือการลดส่วนแบ่งรายได้ ต้องมีการเจรจาใหม่ตามขั้นตอนพ.ร.บ.ร่วมการงานฯ

 

3.ภาคเอกชนต้องได้รับความเป็นธรรม สามารถที่จะลงทุนต่อไปได้และเรื่องการล้มละลายคงเป็นไปไม่ได้ 4.ในส่วนของผู้บริโภคต้องไม่ได้รับผลกระทบในการใช้บริการ เช่น ไม่มีการขึ้นค่าโทรศัพท์ และ 5.ต้องเร่งรัดกระบวนการทุกอย่างให้เป็นไปตามกม.ที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด

 

เอไอเอสกร้าวเจรจาไม่ส่งผลดี

 

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงไอซี กล่าวว่า หากเอไอเอสมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อการเจรจาเรื่องส่วนแบ่งและอายุสัมปทานใหม่ กับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ อาจจะไม่ส่งผลดีต่อเอไอเอสอย่างมาก เพราะเอไอเอสจะหมดสัญญาในปี 2553 ดังนั้น หากการเจรจายืดเยื้อเป็นเวลานาน จนถึงช่วงเวลาดังกล่าว รัฐมีสิทธิ์ที่จะไม่ต่อสัญญาให้เอไอเอสก็ได้

 

“มันยากที่จะหาข้อสรุป โดยเฉพาะการนำเรื่องจ่ายเงินส่วนแบ่งรายได้ใช้เป็นแกน หรือตัวอายุของสัญญา ซึ่งมันอาจหาที่ลงตัวยากมาก ซึ่งปัญหาของการเจรจาอยู่ที่เรื่องของส่วนจ่ายให้กับรัฐในอนาคตและส่วนเรียกเก็บย้อนหลังจากการแก้ไข เปลี่ยนแปลงสัญญาที่จะต้องจ่ายตามช่วงอายุเวลาในสัญญา”

 

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ที่มีท่าทีเป็นบวกมากที่สุด กับผลการตีความของกฤษฎีกา คือ ดีแทค จากเดิมที่มีท่าทีแข็งกร้าวกับการเพิ่มส่วนแบ่งจาก 25% เป็น 30% โดยให้เหตุผลว่า ส่วนแบ่ง 30% ตามสัญญาสัมปทานเดิมที่ต้องจ่ายในช่วงปี 2556-2561 เพราะ

ดีแทคเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวและต่อมาได้ทำสัญญาลดส่วนแบ่ง จาก 25% เหลือ 20% เพื่อแลกกับการไม่ผูกขาดคลื่นความถี่ของ กสท โดยเห็นว่าสัญญาสัมปทานอยู่ในฐานได้เปรียบรายอื่น เนื่องจากสัญญาเริ่มต้นถูกต้อง และแม้การขยายอายุสัญญาจากเดิม

หมดปี 2549 ไปเป็นปี 2556 จะ ขัด พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วม หรือดำเนินกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 แต่ปัจจุบันถือว่าสัญญายังมีผลคุ้มครองทางกฎหมาย

 

ดีแทคยอมจ่ายส่วนแบ่ง 30%

 

ด้านนายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวหลังจากหารือกับนายสิทธิชัย รมว.ไอซีที ว่า เห็นด้วยกับแนวทางเจรจาในส่วนแบ่งรายได้ใหม่ที่อัตรา 30% ส่วนของไอซีทีจะเสนอกรอบ มาให้คณะกรรมการประสานงานมาเจรจา เพราะอัตราดังกล่าวเป็นอัตราสุดท้ายที่ดีแทคจะต้องจ่ายตามอายุสัญญาสัมปทานอยู่แล้ว และมั่นใจว่าการ เจรจาทั้งส่วนแบ่งรายได้และอายุสัมปทานใหม่ จะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่า ไอซีทีต้องการแก้ไขสัญญาต่างๆให้ถูกต้อง รวมทั้งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการกระจายหุ้นในประเทศไทยด้วย เพราะไอซีทีมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ยึดสัมปทานแน่นอน

ที่มา : ผู้จัดการ (วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2550)