Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ โกงบ้านกินเมือง ยกข้อกฎหมายวิเคราะห์'จำนำข้าว' เสี่ยงทาย'ปู'ต้องรับผิดหรือรอดตัว

ยกข้อกฎหมายวิเคราะห์'จำนำข้าว' เสี่ยงทาย'ปู'ต้องรับผิดหรือรอดตัว

Thursday, 17 April 2014 14:25

alt

ยกข้อกฎหมายวิเคราะห์'จำนำข้าว' เสี่ยงทาย'ปู'ต้องรับผิดหรือรอดตัว

     นายวาทิน หนูเกื้อ ทนายความ  และอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้นำข้อถกเถียงในสังคม ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำการไต่สวนเพื่อชี้มูลความผิดของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการ นายกรัฐมนตรี กรณีการทุจริตจำนำข้าว ว่า หากมีการทุจริตใดๆ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่ใช่เป็น "การกระทำ" ของนายกรัฐมนตรี โดย นายวาทิน ได้นำหลักวิชาการ มาพิจารณา "การกระทำ" ตามความหมายของกฎหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันในทางวิชาการโดยไม่มี อคติ หรือผลประโยชน์ใดๆ ไว้ดังนี้

คำว่า "กระทำ" นั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙วรรคสองบัญญัติไว้ว่า “กระทำโดยเจตนา ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ...”  และในวรรคท้ายบัญญัติว่า “การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จัก ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย”

ถ้อยคำที่ว่า “โดยรู้สำนึกในการที่กระทำ” ก็คือความหมายของคำว่า “กระทำ” นั่นเอง ซึ่งมีอยู่ ๓ ขั้นตอน  คือคิดที่จะกระทำ  ตัดสินใจกระทำ และลงมือกระทำ หากกระทำไปโดยไม่รู้สำนึกในการที่กระทำ เช่น คนละเมอ คนเป็นลมบ้าหมูฯลฯ อย่างนี้ถือว่าไม่ใช่การกระทำตามความหมายของกฎหมาย ส่วนลักษณะของการกระทำนั้น นอกจากจะกระทำโดยการเคลื่อนไหวร่างกายตามความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว กฎหมายยังให้หมายความรวมถึง การให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล นั้นด้วย 

ดังนั้น ลักษณะของการกระทำตามความหมายของกฎหมายจึงมี ๒ ประการ  คือ

      ๑.การกระทำโดยการเคลื่อนไหวร่างกาย ได้แก่การเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกในการที่กระทำหรือภายใต้จิตใจบังคับ (willed movement)เมื่อลงมือกระทำความผิดเช่น นายก.จะฆ่านาย ข. นาย ก. ก็เอามีแทงนาย ข. ตาย เป็นต้น

      ๒.การกระทำโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายหมายถึงการไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้ สำนึกในการที่กระทำเมื่อมีการกระทำความผิดได้แก่การกระทำโดยการละเว้นและการ กระทำโดยการงดเว้น 

การกระทำโดยการละเว้น หมายถึงการที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำอันเป็น หน้าที่โดยทั่ว ๆไป   ผู้กระทำจึงไม่ต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นจากการละเว้นไม่กระทำนั้น เพียงแต่ต้องรับผิดฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้นเช่น ความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๗, ๓๖๘,๓๗๔,๓๘๓ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตาม มาตรา ๑๒๖ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๑๕๐,๑๕๖, ๑๕๗ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามมาตรา๒๐๐,๒๐๒ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนตามมาตรา ๒๑๖ และความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนตามมาตรา ๒๒๗ เป็นต้น

แต่สำหรับกรณีของการกระทำโดยการงดเว้น นั้น มาตรา ๕๙ วรรคท้าย บัญญัติว่า การกระทำให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จัก ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วยจึงเป็นกรณีที่ผู้กระทำต้องรับผิดในผลที่ เกิดขึ้นจากการงดเว้นนั้น

ปัญหามีว่า เมื่อใดจะถือว่าเป็นละเว้นและเมื่อใดจะถือว่าเป็นการงดเว้นการที่จัก ต้องกระทำ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราไม่เคลื่อนไหวร่างกายในการกระทำอันใดอันหนึ่งแล้ว เกิดผลขึ้น จะถือว่าเรากระทำให้เกิดผลนั้น ฉะนั้น ในการกระทำโดยการงดเว้นนั้นต้องเป็นกรณีที่เรามีหน้าที่จักต้องป้องกันผล  แต่เรางดเว้นเสียเท่านั้น ซึ่งการที่เรามีหน้าที่ป้องกันผลนั้นเกิดขึ้นได้ ๔ กรณี  ได้แก่

(๑) หน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่น  ป.พ.พ. ๑๕๖๔ กำหนดให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งหมายถึงการมีหน้าที่ป้องกัน อันตรายให้กับบุตรด้วย โดยเหตุนี้ ถ้ามารดาไม่ให้นมบุตรจนบุตรถึงแก่ความตาย  มารดาย่อมกระทำให้บุตรตายโดยการงดเว้น ถ้าเจตนาจะฆ่าให้ตาย ก็มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ถ้าประมาท ก็มีความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท
      หน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ ต้องเป็นหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำมีหน้าที่ป้องกันผลที่เกิดขึ้น นั้น ซึ่งท่านอาจารย์หยุด  แสงอุทัย อธิบายว่า “..ต้องเป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่หน้าที่ทั่ว ๆ ไป ดังเช่นหน้าที่ตามมาตรา ๓๗๔  ของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งวางโทษไว้เป็นพิเศษแล้ว  โดยถือเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น” ในกรณีหน้าที่ตามมาตรา ๓๗๔ นั้น ผู้เขียนเห็นว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรานี้ไม่มีหน้าที่ป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ตกอยู่ ในภยันตรายนั้น แต่เป็นหน้าที่ในทางศีลธรรมของการอยู่ร่วมกันในสังคม จึงไม่ใช่การกระทำโดยการงดเว้น

( ๒) หน้าที่ที่เกิดจากการยอมรับโดยเจาะจง หรือในทางข้อเท็จจริง ซึ่งอาจจะเกิดจากสัญญาหรือทำนองเดียวกับสัญญา ก็ได้ เช่น พี่เลี้ยงรับจ้างเลี้ยงเด็ก หากไม่ดูแลเด็ก ปล่อยให้เด็กได้รับอันตราย ถือเป็นการกระทำโดยการงดเว้น หรือ กรณีที่เพื่อนบ้านรับปากจะดูแลบุตรให้  แล้วปล่อยปละละเลยไม่ดูแลบุตรให้ตามที่รับปากไว้จนเกิดอันตรายแก่บุตร ก็ถือว่าเป็นการกระทำโดยการงดเว้น  เพราะกรณีอย่างนี้ แม้จะไม่มีสัญญาต่อกัน แต่ได้มีการยอมรับในทางข้อเท็จจริงแล้ว

(๓) หน้าที่ที่เกิดจากการกระทำก่อน ๆ ของตน  เช่น กรณีการนำคนป่วยไปส่งโรงพยาบาล ก็ต้องมีหน้าที่ส่งผู้ป่วยให้ถึงโรงพยาบาล  หากผู้กระทำนำผู้ป่วยไปปล่อยไว้ก่อนถึงโรงพยาบาล  แล้วเกิดอันตรายขึ้น ต้องถือว่า อันตรายนั้นเกิดจากการกระทำโดยการงดเว้น

(๔) หน้าที่ที่เกิดจากความสัมพันธ์เป็นพิเศษเฉพาะเรื่องเช่น บิดาที่ไม่ใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อุปการะเลี้ยงดูบุตรอยู่  ก็มีหน้าที่จักต้องอุปการะเลี้ยงดูต่อไป หากวันหนึ่งไม่ได้ให้อาหารบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น และบุตรนั้นถึงแก่ความตายโดยเหตุนั้น  ต้องถือว่าบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นทำให้บุตรตายโดยการกระทำโดยการงดเว้น

      จะเห็นได้ว่า “การกระทำ” ตามความหมายของกฎหมายนั้น  แตกต่างกับการกระทำตามที่ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเข้าใจกัน  เพราะการอยู่เฉย ๆ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึกในการที่ไม่เคลื่อนไหวนั้น   (ซึ่งชาวบ้านไม่ถือว่าเป็นการกระทำ)ก็อาจจะเป็นการกระทำโดยการ “ละเว้น” หรือ “งดเว้น” ที่ต้องรับผิดตามความหมายของกฎหมายได้
      ดังนั้น คำตอบที่ว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติซึ่งเพียงแต่กำกับ ดูแลด้านนโยบาย และอยู่เฉย ๆ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายใดๆ เกี่ยวกับการทุจริตในระดับปฏิบัติการ จะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ย่อมพิจารณาได้จากหลักกฎหมายข้างต้น

 

ที่มา: แนวหน้า