Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home ข่าวสาร ข่าวสาร พาณิชย์มั่นใจส่งออกอาหารไทยโต4.8% นักธุรกิจลุยหาตลาดใหม่ทำเงิน

พาณิชย์มั่นใจส่งออกอาหารไทยโต4.8% นักธุรกิจลุยหาตลาดใหม่ทำเงิน

Thursday, 22 May 2014 11:17

พาณิชย์มั่นใจส่งออกอาหารไทยโต4.8% นักธุรกิจลุยหาตลาดใหม่ทำเงิน

พาณิชย์ยังมั่นใจส่งออกอาหารไทยจะโต 4.8%หรือทำ เงินกว่า 7 แสนล้านบาท  เอกชนแนะพาณิชย์ปรับนโยบายการทำงานในเชิงรุกช่วยเอกชนเจาะตลาดใหม่ๆ  ขณะที่หอการค้าไทยเตรียมนำทีมออกไปโรดโชว์ต่างประเทศ เพิ่มเสริมความแข่งแกร่งในการแข่งขัน

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2557 หรือ THAIFEX – World of Food ASIA 2014 ว่าแม้ไทยจะอยู่ในช่วงการประกาศกฎอัยการศึกก็ไม่ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายใน ประเทศ เนื่องจากไม่มีต่างชาติหรือคู่ค้ายกเลิกการเข้าร่วมงาน รวมทั้งมีความมั่นใจว่าสถานการณ์จะเรียบร้อยและดูแลได้ง่ายขึ้นโดยคาดว่าจะ มีผู้ซื้อทั้งไทยและต่างประเทศเข้าชมงานกว่า 96,000 ราย และมีบริษัทชั้นนำสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,500 บริษัท ทั้งในประเทศไทยและอีก 37 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อิตาลี บราซิล ไต้หวัน ตุรกี ประเทศในกลุ่มอาเซียน ยุโรปและสหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมอาหารเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละ กว่า 700,000 ล้านบาท ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกสินค้าอาหารไปตลาดโลกมูลค่าสูงถึง 756,919.33 ล้านบาท  คาดว่าปีนี้การส่งออกสินค้าอาหารไทย จะขยายตัวได้ 4.8%

การจัดงาน THAIFEX 2014 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Experience the Best in Asia” เพื่อยกระดับสร้างการยอมรับในสินค้าอาหารและธุรกิจบริการอาหารไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกที่สำคัญ เพื่อให้ผู้ซื้อเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นแหล่งวัตถุดิบ แหล่งผลิตสินค้าอาหารที่หลากหลายมีคุณภาพและความปลอดภัย และเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยได้พบปะเจรจาการค้ากับผู้ ซื้อที่มีศักยภาพ และการส่งออกสินค้าอาหารไทย ให้เติบโต งานแบ่งเป็นวันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคม 2557 และวันจำหน่ายปลีก วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2557 ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ปีนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมแสดงสินค้าเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตั้งเป้าหมายมีผู้ซื้อเข้าร่วมชมงานประมาณ 96,000 ราย แบ่งเป็นวันเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า29,000 ราย และวันจำหน่ายปลีกอีก 67,000 ราย คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดจากการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากประสบความสำเร็จจะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นครัวของโลกได้ตามที่ ตั้งเป้าไว้ได้

นายโรจนินทร์ พัชรเรืองกิตติ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัทสมายล์ ฮาร์ท ฟูดส์ จำกัดยืนยันว่าถึงแม้จะมีปัญหาการเมืองแต่ลูกค้ายังเชื่อมั่นในการผลิตอาหาร ของไทยการเข้าร่วมงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มลูกค้ารายใหม่ได้ ส่วนกำลังซื้อภายในประเทศไทยแม้จะชะลอตัวลง แต่เชื่อว่าธุรกิจอาหารยังเติบโตได้ ปีนี้เราเน้นทำการตลาดในเอเชียเป็นหลัก  ด้วยการหาลูกค้าใหม่ๆและทำตลาดเชิงรุก โดยไปเยี่ยมลูกค้าเดิมในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่า แนวโน้มทางการเมืองที่ดีขึ้นจะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกสินค้าขยายตัวและมี โอกาสโตมากกว่า 3% แม้ไตรมาสแรกจะติดลบ 1% เพราะขณะนี้เศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว กำลังฟื้นอย่างชัดเจน คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยทีมนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาผู้ส่งออกฯ คาดว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงแตะระดับ 34-36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยให้การส่งออกของไทยทำได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองต้องไม่ยืดเยื้อควรจะจบลงไม่เกิน เดือนมิถุนายนนี้เพราะหากยืดเยื้อจะกระทบความมั่นใจด้านการค้า การลงทุน และการส่งออก เพราะความไม่แน่นอนจะกลับมาอีกครั้งจนในที่สุดอาจถูกสถาบันจัดอันดับความน่า เชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลง

ทั้งนี้สภาผู้ส่งออกฯต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ปรับนโยบายการทำงานของทูต พาณิชย์ในประเทศต่างๆ เน้นการทำงานเชิงรุก ลักษณะหาข้อมูลเชิงลึกสินค้าแต่ละประเภทของไทยในประเทศนั้นๆ และเป็นผู้นำภาคเอกชนออกไปเจาะตลาดในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ปรับวิธีคิดให้เป็นแบบนักธุรกิจ มีเป้าหมาย มีกลยุทธ์ในการเจาะตลาด โดยเฉพาะตลาดอาเซียนและจีน ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของไทย คิดเป็น 25% และ 11 %ตามลำดับ ซึ่งในส่วนของตลาดส่งออกไปจีนยังคงมีอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีนำเข้าอีกมากที่ ทูตพาณิชย์จะต้องเข้าไปช่วยแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้ เพราะขณะนี้การส่งออกไตรมาสแรกไปอาเซียนและจีนติดลบ โดยอาเซียนส่งออกติดลบ 5% และจีนติดลบ 2 %ตามลำดับ

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกล่าวว่าต้องการเห็นประเทศไทยมี รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจในการบริหารประเทศแบบเต็มรูปแบบโดยเร็วที่สุด เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนเดินหน้าทำธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ตาม  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ไทยในเร็ว ๆ นี้หอการค้าไทยจะนำผู้ประกอบการไทยเดินทางไปโรดโชว์ 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย เวียดนาม อินโดนีเซีย และปากีสถาน เพื่อขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น

 

ที่มา : แนวหน้า