Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ โกงบ้านกินเมือง ล้างเครือข่าย‘พงศ์พัฒน์’ สอบ50ตร.! โยงส่วยน้ำมันเถื่อนเสี่ยโจ้

ล้างเครือข่าย‘พงศ์พัฒน์’ สอบ50ตร.! โยงส่วยน้ำมันเถื่อนเสี่ยโจ้

Friday, 28 November 2014 09:04

ล้างเครือข่าย‘พงศ์พัฒน์’ สอบ50ตร.! โยงส่วยน้ำมันเถื่อนเสี่ยโจ้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงการสอบสวนและหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมพวกรวม 12 คน ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ เรียกรับผล ประโยชน์ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ว่า ขณะนี้ผลทางคดีเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยจะมีการเร่งรัดการสอบสวนในคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เนื่องจากเป็นที่สนใจของคนในสังคม

มีตำรวจรับส่วยน้ำมันจริง

พล.ต.อ.สมยศ ยอมรับว่า ในกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพัวพันการรับส่วยน้ำมันจาก นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ นักธุรกิจภาคใต้ ผู้ต้องหาหนีคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ในคดีปลอมแปลงเอกสาร ตราประทับนั้น เป็นเรื่องจริง เพราะมีการตรวจสอบพบบัญชีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีทั้งชื่อและอักษรย่อของยศตำแหน่ง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่าจะสามารถสืบสวนขยายผลไปถึงใครได้บ้าง รวมถึงตรวจสอบว่าจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ด้วยหรือไม่ เพราะบัญชีนี้เป็นบัญชีที่มีการบันทึกฝ่ายเดียว ส่วนขั้นตอนต่อไปจะมีการเรียกตัวบุคคลที่จดบันทึกบัญชีดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาซักถาม เพื่อตรวจสอบว่ารายชื่อของตำรวจในบัญชีรับเงินจริงหรือไม่ ทั้งมีการยังเปิดเผยอีกว่า ยอดเงินที่จดอยู่ในบัญชีข้างต้นนั้นมีมูลค่าสูง แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวเลข

เผย50สีกากีพัวพัน“พงศ์พัฒน์”

ส่วนกรณีมีรายชื่อของข้าราชการตำรวจที่เข้าข่ายเชื่อมโยงกับเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กว่า 50 รายชื่อนั้น พล.ต.อ.สมยศ ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง และได้มีการเรียกบุคคลในรายชื่อดังกล่าวเข้ามาให้ข้อมูลบ้างแล้ว ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวมีตำรวจอยู่ทุกระดับ ทั้งนี้ อยากให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลหากไม่ได้ทำผิด ย้ำตลอดเวลาที่ตนเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ใครทำผิดกฎหมาย จะขออนุญาตบังคับใช้กฎหมาย และยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามหลักฐานและพยานที่มี ไม่ใช่การล้างบาง ส่วนจะมีการออกหมายจับบุคคลในขบวนการเพิ่มเติมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน

ปปง.เตรียมสอบเส้นทางการเงิน

ผบ.ตร.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสรุปสำนวนคดีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พร้อมเครือข่าย เพื่อที่ ปปง.จะได้เร่งดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินในทุกบัญชีของเครือข่ายดัง กล่าว ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่เร่งสรุปสำนวนคดีแล้ว

สตช.สอบของกลาง-เชื่อมีอีก

ทางด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะตั้งคณะกรรมการพนักงานสอบสวนขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาของกลางที่ยึดได้ โดยในส่วนที่เป็นวัตถุโบราณ จะส่งให้กรมศิลปากร ตรวจสอบความถูกต้อง ส่วนทรัพย์ที่เป็นไม้แปรรูป จะส่งมอบให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และเชื่อว่า ยังมีทรัพย์สินอีกจำนวนมากซุกซ่อนไว้ในหลายจุด ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่า มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปเก็บไว้ในต่างประเทศ ส่วนทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด จะมีการตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงและเก็บดีเอ็นเอ เพื่อหาความเชื่อมโยงว่า ยังมีบุคคลใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่

ฝากขัง5ผู้ต้องหาล็อตใหม่28พ.ย.

สำหรับการดำเนินคดี กับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา, นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา, นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา, นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเพิ่มเติมนั้น พบว่า ทั้งหมดมีพฤติกรรมบังคับข่มขู่ ทวงหนี้ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ และพนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวไปขออำนาจศาลฝากขังในวันที่ 28 พฤศจิกายน ส่วนการสืบสวนขยายผลนั้น ยังไม่มีการออกหมายจับใครเพิ่ม

ผบ.ตร.ไฟเขียวคุย“ชูวิทย์”

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า คดีนี้ทาง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้สืบในทุกประเด็น ทั้งเรื่องของการทุจริตซื้อขายตำแหน่ง ทุจริตเรื่องน้ำมัน โดยให้ทีมสืบสวนเจาะประเด็นในเชิงลึกว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง และให้ดำเนินการทั้งหมดตามที่หลักฐานสาวไปถึง ส่วนกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับเปิดเผยชื่อย่อของนายตำรวจระดับสูง ที่พัวพันกับการเปิดบ่อนนั้น ทาง ผบ.ตร พร้อมที่จะให้พบได้ทุกเมื่อ ขอให้คุณชูวิทย์ เดินทางมาได้เลย ไม่ใช่แค่เวลา 15 นาที นานเป็นชั่วโมง ท่าน ผบ.ตร.ก็พร้อมจะคุย

ค้นพบตู้เซฟเพิ่มอีก3ตู้

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยด้วยว่า จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถอายัดของกลางเป็นตู้เซฟได้อีก 3 ตู้ อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 5 กำลังพิจารณาฝากขังในวันพรุ่งนี้ ที่ศาลอาญา

DSIตั้งกก.สอบ3จนท.รับส่วย

วันเดียวกัน นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ได้ลงนามคำสั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีมีข้อมูลระบุถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ อย่างน้อย 3 คน เกี่ยวข้องกับเครือข่ายรับส่วยจาก นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ว่า เบื้องต้นให้ตรวจสอบว่า ใช่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจริงหรือไม่ และในช่วงเวลาที่ระบุถึง เจ้าหน้าที่ที่มีรายชื่อ ได้รับมอบหมายให้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ หากพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เกี่ยวข้องกับการรับส่วย หรือเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ก็จะดำเนินการตามระเบียบราชการต่อไป โดยสั่งการให้เร่งสอบข้อเท็จจริงให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม

“ประวิตร”ยันจะดูแลสตช.ให้ดีที่สุด

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการจับกุมเครือข่ายรับส่วยน้ำมันเถื่อนและเปิดบ่อนการพนัน ที่มีนายตำรวจใหญ่เข้าไปพัวพันว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล อย่าเหมารวมทุกองค์กร ทุกองค์กรมักมีคนดีและคนเลว ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนและข้อกฎหมาย ส่วนเรื่องการซื้อตำแหน่ง เชื่อมั่นว่าในระบบไม่มีแน่นอน แต่เรื่องใต้โต๊ะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ตัวเองไม่สามารถรู้ได้ แต่พร้อมดูแลปัญหา ทั้งนี้ จะดูแล สตช.ให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าตำรวจทุกคนมีศักดิ์ศรี ตนไม่หนักใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตและคอรัปชั่น โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ

ตะลึงยอดโบราณวัตถุ3หมื่นชิ้น

นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ตรวจโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเป็นของกลางจากเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ได้นั้น พบว่ามีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจำนวนมากกว่า 20,000 ชิ้น รวมทั้งมีเครื่องสังคโลก เครื่องเคลือบ เครื่องทอง ถ้วยจีน อีก กว่า 10,000 ชิ้น รวมทั้งหมดกว่า 30,000 ชิ้น ซึ่งจะต้องทำการแยกประเภท ของแต่ละชิ้นว่า อะไรเป็นโบราณวัตถุ หรือ ศิลปวัตถุ จากนั้น จะมีการตรวจสอบว่า เป็นของจริงหรือของปลอม อย่างไรก็ตามเท่าที่เห็นจากภาพถ่ายของเจ้าหน้าที่และรายงานมาที่ตน เห็นว่า บางชิ้นไม่น่าจะเป็นของแท้

นัดแถลงความคืบหน้า28พ.ย.

อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร จะส่งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ ประเมินค่าทรัพย์สินโบราณวัตถุ และ ศิลปวัตถุ ไปตรวจสิ่งต่างๆ ของอย่างละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง โดยจะต้องตรวจสอบอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุคสมัย ขณะเดียวกัน จะสอบสวนถึงที่มาที่ไปของการครอบครองโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุจากผู้ครอบครองเป็นรายบุคคลด้วย หากพบว่าการครอบครอง และได้มาแบบมิชอบด้วยกฎหมาย จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ กรมศิลปากรจะมีการแถลงถึงความคืบหน้าอีกครั้ง ในวันที่ 28 พฤศจิกายน เวลา 12.30 น.

 

ที่มา : แนวหน้า