Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ โกงบ้านกินเมือง จับตาถกร่วมฟันโกงข้าว เลื่อนไม่ได้ ปปช.ลั่นต้องมีข้อสรุป

จับตาถกร่วมฟันโกงข้าว เลื่อนไม่ได้ ปปช.ลั่นต้องมีข้อสรุป

Thursday, 25 December 2014 08:05

จับตาถกร่วมฟันโกงข้าว เลื่อนไม่ได้ ปปช.ลั่นต้องมีข้อสรุป

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงการทำงานของคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด(อสส.)ในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีอาญาของน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ที่นัดประชุมกันวันที่ 25 ธันวาคมว่า การประชุมครั้งที่ผ่านมา อสส.มองว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ เพราะในสำนวนมีการพูดถึงเรื่องทุจริต จึงต้องการให้ ป.ป.ช.สอบพยานในส่วนของการระบายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพิ่มเติม แต่ป.ป.ช.ยืนยันไปแล้วว่าโดยหลักของสำนวนแล้วไม่ได้ฟ้องเรื่องทุจริต แต่เป็นเรื่องการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเรื่องจีทูจีนั้น ก็มีอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งป.ป.ช.กำลังดำเนินการ

“ซึ่งการประชุมของคณะทำงานร่วมฯวันพรุ่งนี้ (25 ธันวาคม) จะมีการยืนยันเรื่องนี้ และคงจะทราบว่าจะเอาอย่างไร เพราะจะปล่อยเวลาเลื่อนไปอย่างนี้ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องสรุปได้แล้วว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง หากที่ประชุมของคณะทำงานร่วมฯไม่สามารถตกลงกันได้ เลขาธิการ ป.ป.ช.ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมฝ่าย ป.ป.ช.ก็อาจนำผลหารือรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทันภายในวันพรุ่งนี้”นายปานเทพกล่าว

และว่า ส่วนการดำเนินการต่อไปต้องรอ อสส. ส่งหนังสือให้ ป.ป.ช.ว่าคณะทำงานร่วมฯไม่สามารถหาข้อสรุปได้และให้ ป.ป.ช.ฟ้องเอง พร้อมทั้งส่งสำนวนคืน ป.ป.ช. หลังจากนั้นกรรมการ ป.ป.ช.ก็จะพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่าจะฟ้องเอง หลังจากนั้นก็ต้องตั้งคนฟ้อง โดยมี 2 แนวทางคือ ให้สำนักคดี ป.ป.ช. ร่างฟ้องเอง หรือให้สภาทนายความฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากป.ป.ช.ดำเนินการฟ้องเองใช้เวลานานหรือไม่ นายปานเทพกล่าวว่า ไม่นาน อาจใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะเรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็มีคดีที่ฟ้องเอง อาทิ คดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง เป็นต้น

ด้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯจะประชุมปิดบัญชีจำนำข้าวรอบใหม่ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ประมาณปลายเดือนมกราคม 2558 โดยยอมรับว่าผลขาดทุนข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากที่มีการปิดบัญชีก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะนี้คณะทำงานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวได้รับข้อมูลเพื่อใช้ในการปิด บัญชีครบหมดแล้ว

สำหรับการปิดบัญชีข้าวครั้งล่าสุดมีการปิดจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีผลขาดทุน 6.82 แสนล้านบาท จากการรับจำนำข้าวทั้งหมด 15 โครงการ เป็นผลขาดทุนของโครงการรับจำนำรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4 โครงการจำนวน 5.19 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็นผลโครงการของรัฐบาลก่อนหน้านั้น

นายรังสรรค์ยังกล่าวถึงการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวว่า จะคิดค่าเสื่อมของข้าวปีละ 10% เป็นเวลา 4 ปีหากเกิน 4 ปี ก็จะหยุดคิดค่าเสื่อม ส่งผลให้โครงการข้าวของรัฐบาลก่อนหน้าที่ขาดทุน 5.19 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% หรือกว่า 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการจำนำข้าวทั้ง 4 โครงการ ยังหักค่าเสื่อมไม่ถึง 4 ปี สำหรับผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังไม่ได้รวมผลขาดทุนที่เพิ่มมาจาก ค่าบริหารจัดการทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเช่าโกดังเก็บข้าว ค่าจ้างบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า ในด้านเงินกู้ที่ใช้ดูแลพืชผลทางการเกษตรทั้งหมด อาทิข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 4.97 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ใช้ในโครงการจำนำข้าว 4 โครงการ สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ 4.72 แสนล้านบาท และยังใช้เงินสภาพคล่องของธ.ก.ส. อีก 2 แสนล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2558 ธ.ก.ส.ได้รับจัดสรรงบส่วนนี้ 3.33 หมื่นล้านบาท จากปีงบประมาณก่อนหน้าที่ได้รับการจัดงบ 8 หมื่นล้านบาท

วันเดียวกัน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ การปฎิรูปภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ตอนหนึ่งถึงการตั้งองค์กรสภาเกษตรกรว่า มีความจำเป็น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อาชีพเกษตรของไทย สร้างรายได้มั่นคงมากขึ้น จากนี้ไปต้องเน้นส่งเสริมการผลิตให้มีต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อแข่งขันกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับปีนี้สินค้าเกษตรที่มีปัญหามากที่สุดคือ ข้าวที่เสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาและยางพาราที่ราคาตก ต่ำ โดยในเรื่องข้าวนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้จบก่อนฤดูกาลผลิตนาปีที่กำลังจะมาถึงให้ได้ โดยมีมาตรการเบื้องต้น 3 วิธีคือ 1.การปรับโครงสร้างการผลิต เน้นปลูกอ้อยแทนข้าว ซึ่งต้องมีโรงงานรองรับ 2.การส่งเสริมเรื่องเกษตรทางเลือก ที่มีพื้นที่ไม่เกิน10ไร่ ให้ปลูกพืชหลายชนิดที่สร้างรายได้มากกว่าข้าว เป็นทางเลือก พร้อมหารือผู้ซื้อในท้องถิ่นให้รับซื้อสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ 3.ส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง เพื่อส่งออกข้าวคุณภาพเป็นหลัก

ส่วนแนวทางแก้ปัญหาราคาข้าวนั้น รองนายกฯกล่าวว่าเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯวางแผนส่งเสริมการปลูกข้าวคุณภาพ เพื่อส่งออก โดยรัฐอาจต้องช่วยเหลือเงินในเรื่องค่าเปลี่ยนพันธุ์ ข้าวจากข้าวคุณภาพต่ำเป็นข้าวคุณภาพ ให้มากขึ้นและแนะนำวิธีการผลิตข้าวที่มีราคาที่คุ้มกับการลงทุน เน้นส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวจากนาปีที่กำลังจะถึงนี้ โดยตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพเบื้องต้นกว่า 10 ล้านตัน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำด้วยว่า จากนี้ไปต้องส่งเสริมการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น รวมถึงลดพื้นที่ปลูกยาง พร้อมเชิญนักลงทุนในอุตสาหกรรมยางที่จะเข้ามาผลิตยางรถยนต์ คาดว่าอีก 2 ปี ราคายางน่าจะขยับตัวสูงขึ้น สำหรับการแก้ปัญหาราคายางระยะยาวนั้น ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจมาตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ในประเทศไทย 8 แห่ง เบื้องต้นตั้งแล้ว1 แห่งคาดใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ถ้าเปิดเดินเครื่องการผลิตจะสามารถรับยางซึ่งเป็นวัตถุดิบได้กว่า 1ล้านตันหรือ 25%ของยางในประเทศ จะช่วยให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรการต่างๆที่ออกมาจะช่วยเกษตรกรรายย่อยได้กว่า 1 แสนราย จากเ กษตรกร 8 แสนราย

ที่มา : แนวหน้า