Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home ข่าวสาร ข่าวสาร “บรรณวิทย์-ไชยวัฒน์-ม.ล.วัลย์วิภา” ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในหลวง ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญขายชาติ

“บรรณวิทย์-ไชยวัฒน์-ม.ล.วัลย์วิภา” ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในหลวง ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญขายชาติ

Wednesday, 23 February 2011 16:08

 พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ แถลงข่าวกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ประตู 4 บ่ายวันนี้ว่า

 
    เครือข่ายฯ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์เพื่อทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อยกแผ่นดินไทยให้เขมรและฟอกข้อหากบฎของนักการเมือง รายละเอียดปรากฏตามฎีกาข้างล่างนี้

                                                                                     ฎีกาขอให้บรรเทาทุกข์ 

                                                                                                                                  เครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ 

                                                                                                              กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ขอพระราชทานกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท 

            ข้าพระพุทธเจ้า พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์  นักวิชาการอิสระ ในนามผู้แทนเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลถวายฎีกา เพื่อบรรเทาทุกข์ของอาณาประชาราษฎร ที่ได้ร่วมการเคลื่อนไหวกับเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ โดยขอพึ่งพระบารมีพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี และนิติราชประเพณี และประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อทรงใช้อำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งรัฐสภาได้เห็นชอบไปเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่ให้อำนาจแก่รัฐบาลในการทำสนธิสัญญาหรือข้อตกลงกับรัฐต่างประเทศ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังต่อไปนี้ 

            ข้อ ๑. ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อ้างถึง มีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐบาลที่จะกระทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ โดยที่ไม่ต้องขอความเห็นชอบหรือรับรองจากรัฐสภา ซึ่งมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ย่อมเสนอมิได้ กล่าวคือ 

            (๑) ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน ผ่านทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล โดยอำนาจอธิปไตยในการกำกับ ตรวจสอบ ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี เป็นอำนาจของรัฐสภา ซึ่งเป็นระบอบที่ราชอาณาจักรไทยได้ยึดถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับตลอดมา และเป็นรูปของรัฐที่มีการคานอำนาจและความสมดุลแห่งอำนาจตลอดมา 

            การที่ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงได้แก้ไขบทบัญญัติในมาตรา ๑๙๐ โดยให้เป็นอำนาจของรัฐบาลในการทำสนธิสัญญาหรือข้อตกลงกับต่างประเทศโดยไม่ต้องรับความยินยอมหรือเห็นชอบจากรัฐสภา จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยโอนอำนาจการกำกับ ตรวจสอบ ควบคุม ซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะของรัฐสภาไปให้กับคณะรัฐมนตรี จึงเป็นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอมิได้ การที่รัฐสภารับญัตติและพิจารณาลงมติเห็นชอบจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและใช้ปฏิบัติไม่ได้ 

           (๒) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีบทบัญญัติเฉพาะ ห้ามมิให้ผู้มีประโยชน์ได้เสียลงคะแนนเสียงหรือเกี่ยวข้องในกิจการที่มีส่วนได้เสียนั้น ซึ่งญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นอำนาจและผลประโยชน์โดยตรงของคณะรัฐมนตรี จึงมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่คณะรัฐมนตรีมีประโยชน์ได้เสีย ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงไม่มีอำนาจเสนอญัตติดังกล่าว การเสนอญัตตินี้ของคณะรัฐมนตรีจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ 

            (๓) การแก้ไขดังกล่าวได้ปรากฏข่าวทางสาธารณะอย่างกว้างขวางว่า นักการเมืองในฝ่ายบริหารได้ใช้เงินจำนวนมากไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ล้านบาท เพื่อจ้างวานหรือจูงใจให้สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบ เท่ากับเป็นการใช้ผลประโยชน์ซื้ออำนาจอธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ทางรัฐสภามาเป็นของฝ่ายบริหาร และทำให้ตัวแทนของประชาชนหมดบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการกำกับ ควบคุม ตรวจสอบ การทำงานของฝ่ายบริหาร ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจเป็นเผด็จการทางรัฐสภา และปราศจากการควบคุมหรือถ่วงดุลใด ๆ ซึ่งไม่มีประเทศใด ชาติใดในโลกที่รัฐสภาจะยอมเซ้งหรือขายอำนาจดังกล่าวให้แก่ฝ่ายบริหารเลย 

            ข้อ ๒. ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อ้างถึง ที่ขอแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ 

            (๑) การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ตามญัตติที่อ้างถึง มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นเพื่อทำให้บันทึกความเข้าใจ ๒๕๔๓ หรือ MOU ๒๕๔๓ ที่รัฐบาลไทยได้กระทำกับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นโมฆะ ให้กลายเป็นมีผลใช้บังคับได้ กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ และฉบับปัจจุบันนี้ มีบทบัญญัติให้การทำสนธิสัญญาหรือข้อตกลงกับรัฐต่างประเทศจะต้องได้รับการเห็นชอบและรับรองจากรัฐสภาก่อน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลได้ทำ MOU ๒๕๔๓ กับประเทศกัมพูชาโดยตกลงให้ใช้แผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่มีการกำหนดแนวเขตดินแดนแห่งราชอาณาจักรใหม่ คือ กำหนดอาณาเขตให้ดินแดนของประเทศกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนของประเทศไทย ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และพื้นที่อ่าวไทย โดยที่ไม่ได้เสนอขอความรับรองหรือเห็นชอบจากรัฐสภา จึงเป็นข้อตกลงหรือ MOU ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยนัยยะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณี MOU ที่กระทำโดยรัฐบาลที่มีนายนพดล ปัทมะ ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ และปรากฏต่อมาว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิพากษาเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลก็มิได้นำพา ยังคงยืนหยัดปฏิบัติต่อสาธารณะ และต่อประเทศกัมพูชาต่อไป อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้ข้อตกลงใน MOU ๒๕๔๓ มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งจะมีผลทำให้เป็นการแบ่งแยกราชอาณาจักรอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ 

            (๒) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส และได้มีการสำรวจปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญานั้น โดยได้มีการปักเขตแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งสิ้น ๗๓ หลัก และได้ใช้ปฏิบัติต่อมาเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว โดยไม่มีปัญหาข้อพิพาทบาดหมางใด ๆ ล่วงถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๑ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งยืนยันเขตแดนและบูรณภาพเหนือดินแดนของราชอาณาจักรไทย แต่ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ รัฐบาลนายชวน หลีกภัย กลับทำบันทึกข้อตกลงกับกัมพูชาให้มีการปักปันเขตแดนกันใหม่ โดยใช้แผนที่อัตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว และไม่มีผลผูกพันประเทศไทยเป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งตามแผนที่ดังกล่าวได้กำหนดเขตกัมพูชาใหม่ รุกล้ำพระราชอาณาเขตแห่งราชอาณาจักรไทยจำนวนมาก เป็นผลให้ไทยเสียดินแดนทางบกประมาณ ๑.๘ ล้านไร่ และอ่าวไทยประมาณ ๒๗ ล้านไร่ โดยรวมแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ในอ่าวไทยไปด้วย โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และเป็นเหตุให้มีข้อพิพาทตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ซึ่งภาคประชาชนรวมทั้งเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติได้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวเสีย เพราะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ราชอาณาจักรไทยเสียดินแดน ทั้งเป็นข้อตกลงเถื่อน แต่รัฐบาลก็ดื้อรั้น ประพฤติตนเป็นตัวแทนรัฐต่างชาติ ดำเนินกลอุบายมากหลายเพื่อยกดินแดนของราชอาณาจักรไทยให้กับกัมพูชา และส่วนหนึ่งก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เพื่อให้การเจรจาและการตกลงทั้งปวงมีผลบังคับ และควบคู่กันนี้ก็ได้ว่าจ้างนักวิชาการกลุ่มหนึ่งให้สร้างผลงานเพื่อเชิญชวนและหลอกลวงให้คนไทยเข้าใจว่าดินแดนที่เสียแก่กัมพูชานั้นไม่ใช่ดินแดนของประเทศไทย แต่เป็นดินแดนของกัมพูชา ซึ่งเป็นการทรยศต่อมาตุภูมิของตน 

            ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ จึงเป็นการกระทำเพื่อยกดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทยให้แก่กัมพูชาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงกระทำมิได้ 

            (๓) การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีประโยชน์ได้เสีย ต้องห้ามมิให้รัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ลงมติ เพราะว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑ บัญญัติว่าราชอาณาจักรไทยจะแบ่งแยกมิได้ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๙ และมาตรา ๑๒๐ บัญญัติว่าผู้ใดทำให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรตกเป็นของรัฐอื่น มีความผิดฐานกบฎในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษประหารชีวิต ซึ่งการทำ MOU ๒๕๔๓ ที่มีผลเป็นการแบ่งแยกราชอาณาจักรและทำให้ดินแดนของราชอาณาจักรไทยตกเป็นของรัฐอื่น จึงเป็นความผิดฐานกบฎในราชอาณาจักรและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ระวางโทษประหารชีวิต โดยผู้ต้องรับผิดมีจำนวนหลายคน โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้ร่วมอยู่ในรัฐบาลในขณะนั้น ตลอดจนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก ที่ได้ร่วมทำการและสนับสนุนการทำการดังกล่าวตั้งแต่ต้นตลอดมา ดังนั้นการที่รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ได้เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และร่วมกันลงมติเห็นชอบ จึงเป็นการฟอกความผิดฐานกบฎในราชอาณาจักรเพื่อให้พ้นจากความผิด จึงเป็นการกระทำที่มีส่วนได้เสีย มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติห้ามมิให้กระทำและห้ามลงมติ แต่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องได้ลงมติ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 

            ด้วยเหตุดังกราบบังคมทูลมา ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงจึงเสนอมิได้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ คือจะแบ่งแยกดินแดนแห่งราชอาณาจักรให้ชาติอื่นไม่ได้ และขัดกับบทบัญญัติอีกหลายมาตรา ที่ว่าด้วยการมีส่วนได้เสียและผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงจึงเป็นโมฆะอีกสถานหนึ่งด้วย 

            โดยเหตุที่ปัจจุบันนี้ฝ่ายบริหารโดยรัฐบาลมีอำนาจเผด็จการรัฐสภา ครอบงำรัฐสภา และองค์กรอื่นอีกจำนวนมาก ภาคประชาชนจึงไม่มีที่พึ่งอื่นใดเพราะไม่สามารถร้องเรียน ฟ้องร้อง ดำเนินการใด ๆ เพื่อหยุดยั้งการกระทำดังกล่าวได้ ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องขอพึ่งพระบารมีเพื่อหยุดยั้งการยกดินแดนแห่งราชอาณาจักรไทยให้แก่กัมพูชา หยุดยั้งการเสียดินแดนที่บรรพชนของชนเผ่าไทยได้สร้างและรักษาไว้ให้ลูกหลาน และเพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและขื่อแปทั้งปวงของบ้านเมือง ขอพระบารมีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นที่พึ่ง ได้โปรดใช้พระราชอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว 

            ข้าพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นว่าด้วยพระบารมีอันปกแผ่ไพศาล หากทรงยับยั้งแล้ว รัฐบาลจะไม่กล้าบังอาจยืนยันการกระทำความผิดเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลอีกครั้งหนึ่ง และถึงแม้รัฐบาลจะบังอาจกระทำเช่นนั้นก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงถึง ๒ ใน ๓ ซึ่งไม่เป็นวิสัยที่จะเป็นไปได้ ทั้งการยับยั้งการแก้ไขดังกล่าวจะมีผลต่อการพิทักษ์รักษาอธิปไตยบูรณภาพเหนือดินแดนและพระราชมรดกที่องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงสร้างและรักษาไว้ให้กับคนไทยรุ่นหลัง ทั้งจะเป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไม่ต้องจัดสรรแบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก มีแต่จะบังเกิดอาณาประโยชน์แก่ประเทศชาติและทุกภาคส่วน จึงขอพระบารมีเป็นที่พึ่งให้แก่ผองข้าพระพุทธเจ้าด้วย 

                                                                                                                ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ 

                                                                                                                พลเรือเอก บรรณวิทย์  เก่งเรียน 

                                                                                                                       นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 

                                                                                                          ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์