Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
โศกนาฏกรรมจากกรณีเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดอุบัติเหตุเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นเหตุให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่พร้อมนักบินเสียชีวิตพร้อมกันถึง 5 ศพ เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของวงราชการไทย             ตั้งแต่ฟ้าจรดดิน รวมทั้งเพื่อนข้าราชการในกระทรวงและผู้เกี่ยวข้องต่างแสดงความโศกเศร้า เสียใจในความสูญเสียครั้งนี้ เช่นเดียวกับครั้งอื่น ๆ ที่เกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน             จะปล่อยให้ความ สูญเสียครั้งนี้สูญไปเปล่า ๆ โดยไม่ทำอะไรกันเลยอย่างนั้นหรือ? เพราะได้ปล่อยปละละเลยให้มีการสูญเสียเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่องแล้ว จึงถึงเวลาหรือยังที่จะต้องใช้ความสูญเสียครั้งนี้เป็นการตั้งต้นของการ ป้องกันความสูญเสียครั้งต่อ ๆ ไป             หลังจากเกิดเหตุครั้งนี้แล้ว กระทรวงทรัพยากรฯ ดูเหมือนจะตื่นตัวมาก แต่จะมีมูลเหตุมาจากสิ่งไรนั้นยังไม่อาจคาดหมายได้ และในความตื่นตัวนั้นได้ก่อให้เกิดการตรวจสอบเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ของกระทรวงกันเป็นการใหญ่             และพบว่าในจำนวนเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงจำนวน 14 ลำนั้น ที่ใช้การได้จริง ๆ มีเพียง 5 ลำเท่านั้น นอกนั้นชำรุดเสียหาย ใช้การไม่ได้ หรือถ้าเสี่ยงใช้ก็ต้องเสี่ยงตายด้วย จากนั้นก็มีการเปรยว่าจะต้องตั้งงบประมาณจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่เข้ามา ประจำการ             ก็เป็นธรรมดา เมื่อของเก่าใช้ไม่ได้และที่เหลืออยู่ก็ไม่พอใช้ ย่อมจำเป็นอยู่เองที่จะต้องจัดหามาเพิ่มเติม นี่ถ้าหากว่าไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ก็คงไม่มีการสำรวจตรวจสอบกัน แล้วก็จะต้องปล่อยให้ข้าราชการต้องเสี่ยงตายกันอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรือ อย่างไร             แม้จะมีความรู้สึกลึก ๆ ว่ามีการฉวยโอกาสจัดซื้อจัดหาเฮลิคอปเตอร์ก็ตาม แต่ก็เห็นถึงความจำเป็น แต่เท่านี้คงจะไม่พอ             เพราะเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์ตกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกระทรวงนี้กระทรวงเดียว แต่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าในภาคฝ่ายทหาร ตำรวจ หรือฟากฝ่ายพลเรือน โดยเฉพาะทางฝ่ายทหารนั้นยังมีปัญหาอุบัติเหตุเรื่องนี้เกี่ยวกับเครื่องบิน ฝึกอีกด้วย             ได้ทราบมาว่าการที่เป็นเช่นนี้มีมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือหน่วยบิน เฮลิคอปเตอร์ของแต่ละส่วนราชการ นอกจากในส่วนของกองทัพแล้วต่างก็เป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาเฮลิคอปเตอร์ของส่วนราชการนั้นๆ  จึงทำให้การดูแลรักษาและการตรวจสอบทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และการซ่อมบำรุงก็ทำกันแบบขอไปที             เมื่อ มองอย่างนี้ก็จะพบว่า มูลฐานอันเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตกก็เพราะมี การแยกกันมี แยกกันใช้ แยกกันดูแลรักษา จึงมีแต่หน่วยเล็ก ๆ และไม่มีความสมบูรณ์ ในที่สุดก็เกิดเป็นปัญหาอุบัติเหตุขึ้น             ระบบเป็นเช่นนี้อยู่ตราบใด ความเสี่ยงอันตรายของข้าราชการไทยก็ยังคงดำรงอยู่ตราบนั้น เพราะว่าเมื่อเป็นหน่วยเล็ก ๆ แล้วก็ไม่มีทางที่จะมีระบบการดูแลรักษาที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นมาตรฐานได้ เลย             ไม่เห็นหรือว่าเฉพาะกระทรวงทรัพยากรฯ แห่งเดียวที่มีเฮลิคอปเตอร์ใช้ 14 ลำ แต่ใช้ได้จริงเพียง 5 ลำเท่านั้น แล้วลองนึกดูเถิดว่าทุกส่วนราชการที่แยกกันมีและใช้ รวมทั้งแยกกันดูแลรักษานั้นจะมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์รวมทั้งหมดกี่ลำ             และในจำนวนทั้งหมดนั้นใช้ได้จริง ๆ สักกี่ลำ ซึ่งอัตราส่วนก็คงไม่ต่างจากอัตราส่วน 14 ลำ ใช้ได้ 5 ลำเท่าใดนักดอก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งน่าใจหายว่าข้าราชการไทยโดยเฉพาะข้าราชการชั้น ผู้ใหญ่ที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์จะต้องเสี่ยงตายกันมากมายเพียงใด             ยิ่งผู้ใหญ่มากเท่าใดก็ยิ่งเสี่ยงตายมากเท่านั้น เพราะถ้าการบำรุงดูแลรักษาไม่ได้มาตรฐานแล้ว ที่ว่าใช้ไม่ค่อยได้ หากเอาไปใช้อัตราเสี่ยงตายก็จะสูง และที่ว่าใช้ได้ก็มีอัตราเสี่ยงตายที่สูงอยู่ ดังนั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประเทศไทยจึงมีความเสี่ยงภัยมากจริง ๆ             ความจริงควรจะให้นักการเมืองนั่นแหละเป็นผู้ใช้เฮลิคอปเตอร์จำพวก นี้ เพราะบางทีอาจจะช่วยแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองและทำแผ่นดินไทยให้สูงขึ้นได้ มากกว่าที่เป็นอยู่             ดังนั้นเมื่อว่าโดยเชิงระบบแล้ว หากยังแยกกันมี แยกกันใช้และแยกกันดูแลรักษาเช่นนี้ ก็จะไม่มีทางลดความเสี่ยงตายของข้าราชการทั้งปวงได้เลย             เมื่อต้นเหตุอยู่ตรงนี้ก็ควรจะแก้กันในเชิงระบบ นั่นคือจัดให้มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบในการจัดหา ในการมีไว้ ในการใช้สอย และในการดูแลรักษา ก็จะทำให้การจัดหา การใช้ และการบำรุงรักษาได้มาตรฐานยิ่งขึ้น             สมมติว่าให้กองทัพอากาศเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ทั้งหมดเพียงหน่วยเดียว โดยให้ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหา การให้บริการและการดูแลบำรุงรักษาทั้งหมด แล้วให้ส่วนราชการพลเรือนทั้งหมดเป็นผู้ใช้บริการของกองทัพอากาศ ความเสี่ยงภัยก็จะลดไปในเชิงระบบแทบจะสิ้นเชิง             ในการจัดซื้อจัดหาก็จะรวมศูนย์การจัดซื้อ สามารถวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการเตรียมอะไหล่และระบบการซ่อมบำรุงที่เป็นมาตรฐานได้ ก็จะลดรายจ่ายที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างมี ต่างคนต่างใช้ ต่างคนต่างทำ ไปตามยถากรรมดังที่เป็นอยู่ได้             เมื่อส่วนราชการใดในภาคพลเรือนต้องการจะใช้สอยเฮลิคอปเตอร์ ก็แจ้งการขอใช้บริการไปยังกองทัพอากาศ ก็จะทำให้การจัดตารางบินเป็นไปอย่างมีแผนงานและเป็นระบบยิ่งขึ้น             จะกำกับดูแลตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมดก็ตรวจสอบกันที่หน่วย เดียวกันนี้             แต่ที่สำคัญก็ต้องทำความเข้าใจ ร่วมกันให้จงดีว่า ปัญหาเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของข้าราชการชั้น ผู้ใหญ่และทุกผู้คนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจะต้องเลิกงาบ เลิกโกง ในการจัดซื้อ จัดหา และในการดูแลรักษาอย่างสิ้นเชิง ขอให้ถือเสียว่าต้องเห็นแก่ชาติบ้านเมืองและชีวิตของผู้อื่นสักเรื่องหนึ่ง แล้วถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่งาบหรือโกงไม่ได้             เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้การจัดซื้อจัดหาเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่ต้องซื้อเปะปะมากยี่ห้อมากรุ่นมากแบบจนเละตุ้มเป๊ะเหมือนดังที่เป็นอยู่ นี้ เลือกยี่ห้อไหนที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยสูง และมีการดูแลรักษาเป็นมาตรฐานสักยี่ห้อ สองยี่ห้อก็พอแล้ว             เลิกจัดซื้อจัดหาแบบจับฉ่ายซี้ซั๊วมั่ว ๆ แบบที่เคยทำกันมาเสียทีหนึ่ง และจะต้องสำนึกบาปกันสักครั้งหนึ่งว่า การเสียชีวิตของผู้คนและข้าราชการที่เกี่ยวข้องจากการที่เฮลิคอปเตอร์ตกนั้น สาเหตุใหญ่ก็คือความไม่ได้มาตรฐานในเชิงระบบนี่เอง             เลิก พูดเล่นกันเสียทีว่า เครื่องบินของส่วนราชการแต่ละส่วนนั้นใช้ได้ดี เพราะแม้จะเป็นเครื่องเก่าแต่นักบินเป็นคนใหม่ เพิ่งหัดบินมาหยก ๆ กันเสียที             เมื่อการจัดซื้อเป็นไปอย่างมีการวางแผน ก็มีความเป็นไปได้ที่การจัดซื้อจัดหาจะได้รับการกำหนดให้มีการจัดซื้อแต่ละ คราวในจำนวนที่มากพอ ที่ก่อให้เกิดอำนาจต่อรองที่สูงเพื่อให้ได้ราคาที่เป็นคุณที่สุดแก่ประเทศ ชาติ             เมื่อซื้อมาแล้วก็สามารถจัดพนักงานดูแลรับผิดชอบได้อย่างสมบูรณ์และมาตรฐาน ไม่ว่านักบิน ช่างเครื่อง หรือผู้ดูแลรักษาหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะทำให้ส่วนบุคคลากรที่เกี่ยว กับการบินเฮลิคอปเตอร์มีมาตรฐานที่สูงขึ้น             ไม่ต้องใช้คนมือใหม่หรือคนหน้าใหม่ไปบินกับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์เก่า ๆ เหมือนกับที่ผ่านมาอีกต่อไป และนั่นแหละคือสิ่งที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะพึง รู้สึกว่าเป็นความปลอดภัยระดับสูงหรือระดับมาตรฐานที่ทกคนจะพึงได้รับ ไม่ดีกว่าที่จะต้องเสี่ยงตายแบบที่ผ่านมาดอกหรือ?             และเมื่อรวมศูนย์การมีและการใช้แล้ว ก็สามารถบริหารจัดการตารางการบินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ต้องบินไปเที่ยวเดียวแล้วบินกลับเครื่องบินเปล่า หรือบินไปแล้วไปจอดนิ่งอยู่เฉย ๆ ข้ามวันข้ามคืน             นอกจากนั้น กระบวนการในการจัดหาอะไหล่หรือการจัดเครื่องบินสำรองก็จะได้มาตรฐานตามไป ด้วย เมื่ออุปกรณ์ชำรุดเสียหายหรือใกล้ถึงกำหนดระยะเวลามาตรฐานในการใช้ ก็สามารถเตรียมการสำรองไว้อย่างเป็นระบบได้             และเมื่อเครื่องบินมากพอก็สามารถจัดตารางดูแลซ่อมบำรุงที่เป็นมาตรฐานหรือ เหนือกว่ามาตรฐานในเชิงระบบได้ ไม่ใช่ทำกันแบบสุกเอาเผากิน หรือแบบผัดผ่อนขอไปที จนไม่ต้องซ่อมกันเพราะเครื่องบินตกเสียก่อนดังที่ผ่านมา             ผลจากการรวมศูนย์อย่างเป็นระบบเช่นนี้ จะทำให้การบำรุงรักษาในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องบินและในส่วนที่เกี่ยวกับการ ฝึกสอนและพัฒนานักบินมีต้นทุนที่ต่ำลง             แต่ทั้ง หมดนั้นไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับความปลอดภัยในชีวิตของข้าราชการตั้งแต่ชั้น ผู้ใหญ่ลงมาจนถึงผู้เกี่ยวข้องที่ต้องอาศัยการบริการเฮลิคอปเตอร์             ประเทศใหญ่ยิ่งกว่าประเทศไทยหลายประเทศเขาก็ใช้ระบบรวมศูนย์แบบนี้ แต่ประเทศไทยของเราแยกกันหา แยกกันมี แยกกันใช้ จนกระจัดกระจายเรี่ยราดเหมือนเศษเครื่องบินยามเกิดอุบัติเหตุ ก็เพราะปัญหาใหญ่เรื่องเดียวเท่านั้นคือปัญหาหวงก้าง ที่ต้องการงาบ ต้องการโกง ในการจัดซื้อจัดหาและในการบำรุงรักษา             โดย ลืมไปว่าความคิดชนิดนี้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงตายของข้าราชการชั้น ผู้ใหญ่และผู้เกี่ยวข้องที่ไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องเสี่ยงเครื่องบินตกตาย ด้วยกัน เลิกงาบ เลิกโกงกันสักเรื่องจะดีกว่ามั๊ย?ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 01 September 2010 14:47
ความปรารถนาอันแรงกล้าของภาคประชาชนในการผลักดันให้ รัฐบาลก่อสร้างและดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่เป็นหมันแล้ว เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าก่อสร้างและดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง เป็นสายแรก             การประชุมคณะกรรมการระดับชาติคือคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ไทย-จีน ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่             ดัง นั้นจึงเป็นเรื่องที่คนไทยควรได้ทำความรู้ ความเข้าใจ เรื่องรถไฟความเร็วสูงกันอีกสักครั้งหนึ่งว่าจะมีผลต่อการพัฒนาและการ เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร             อันเรื่องรถไฟนั้นต้องขอบอกกล่าวก่อนว่ามีรถไฟอยู่ถึง 3 ประเภท และแต่ละประเภทก็มีการใช้ประโยชน์ต่างกัน             ประเภท แรก คือรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ดังตัวอย่างรถไฟฟ้าบีทีเอสที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหา นครในปัจจุบันนี้ และที่กำลังจะขยายต่ออีก 6 สาย ด้วยเงินลงทุนร่วม 2 ล้านล้านบาท             ประเภทที่สอง คือรถขนส่งคนและสินค้า ดังตัวอย่างรถไฟแบบเก่าที่ประเทศไทยใช้อยู่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5 และเจริญก้าวหน้าลงมาโดยลำดับ จนกระทั่งความเร็วเหลือเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และแต่ละปีก็เกิดอุบัติเหตุนับครั้งไม่ถ้วน             รถไฟแบบนี้ปกติต้องทำเป็นทางคู่เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการรอสวนทางกัน และใช้เป็นหลักในการขนส่งคนและสินค้าภายในประเทศ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราโชบายให้รถไฟแบบนี้เป็นหลักในการคมนาคมทางบกของประเทศ             ทว่าพระบรมราโชบายอันก้าวหน้านั้นได้ถูกนักวิชาการหัวนอกที่กลวง เปล่าเปลี่ยนแปลงไป และให้ใช้รถยนต์เป็นหลักในการคมนาคมทางบก จนเป็นผลให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยถนนและมีรายจ่ายค่าน้ำมันรถยนต์เป็นรายจ่าย ที่สูงที่สุดลำดับหนึ่งของประเทศ และทำให้คนไทยมีหนี้สินกันทั้งประเทศ             รถไฟแบบนี้ยังคงต้องพัฒนาต่อไป แต่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ระบบรางกว้าง 1 เมตร ที่เราใช้กันอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมอีกต่อไป จะต้องปรับปรุงให้เป็นระบบรางกว้าง 1.43 เมตร เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสอดคล้องกับโครงการโครงข่ายคมนาคมจีน-อาเซียน ที่จะเพิ่มศักยภาพทางด้านขนส่งและการค้าให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่             แต่ความคิดในเรื่องนี้ยังไม่ตกผลึก ยังยักแย่ยักยัน ยังถูกตีกันจากนายทุนเงินกู้ญี่ปุ่นที่ต้องการให้ประเทศไทยดำรงความล้าหลัง ในเรื่องรถไฟ และเชื่อมต่อกับใครไม่ได้ แล้วจะต้องพึ่งพารถยนต์อันเป็นประโยชน์ของญี่ปุ่นต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด             จึงเป็นหน้าที่ของชาวไทยที่ต้องทำความเข้าใจและร่วมกันแก้ไขเรื่องนี้ จึงจะบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่อาณาประชาราษฎรได้อย่างแท้จริง             ประเภทที่สาม คือรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นระบบรถไฟแบบใหม่ หรือจะเรียกว่าเป็นรถไฟแห่งยุคสมัย แต่เป็นรถไฟที่ใช้สำหรับการขนส่งผู้โดยสารเป็นหลัก             รถไฟแบบนี้วิ่งด้วยความเร็วสูงระดับ 250-350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันนี้ประเทศจีนเป็นเจ้ามือรายใหญ่ของรถไฟแบบนี้ โดยเป็นไปตามแผนการพัฒนารถไฟระยะที่ 7 ของจีน ที่จะให้มีรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ และยังนำร่องการพัฒนาระยะที่ 8 ให้มีความเร็วถึง 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง             รถไฟแบบนี้จีนได้อาศัยต้นแบบจากเทคโนโลยีของเยอรมัน ซึ่งเยอรมันไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีต้นทุนสูง ไม่สามารถเป็นเชิงพาณิชย์ได้ ครั้นจีนและเยอรมันได้ร่วมมือกันแล้วก็ได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง             นั่นคือสามารถผลิตได้มาก ราคาไม่สูงเกินไป และใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างดียิ่ง โดยได้ผ่านการทดลองวิ่งมาแล้วอย่างอุดมสมบูรณ์ ดังตัวอย่างรถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-เทียนสิน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคนไทยจำนวนหนึ่งเคยไปทดลองนั่งกันมาแล้ว             ขณะนี้จีนกำลังขยายรถไฟแบบนี้ไปทั่วประเทศ รวมทั้งได้ไปร่วมมือพัฒนากับประเทศต่างๆ แม้แต่สหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนารถไฟแบบนี้ ดังนั้นในระยะ 20-50 ปีจากนี้ไป ทิศทางใหญ่ในการพัฒนารถไฟขนส่งผู้โดยสารจึงเป็นแบบรถไฟความเร็วสูงระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง             เพราะถ้าจะเพิ่มความเร็วไปมากกว่านี้ก็ทำได้อย่างที่จีนได้นำร่องทดลองอยู่ นั่นคือรถไฟความเร็วสูงสายเซี่ยงไฮ้-ผู่ตง เหตุที่ต้นทุนสูงก็เพราะว่าเป็นรถไฟความเร็วสูงอีกระบบหนึ่ง ที่ใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กเป็นหลัก หรือที่เรียกกันว่าแมคเนติกเทรน แต่จีนก็ได้ถือเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนารถไฟระยะที่ 8 แล้ว             ขณะนี้ประเทศไทยกำลังพัฒนากิจการรถไฟทั้งสามแบบ คือรถไฟขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และจะเริ่มขยายไปยังเมืองใหญ่ ๆ คือแบบรถไฟบีทีเอสนั่นเอง             ส่วนรถไฟขนส่งคนและ ผู้โดยสารก็ได้มีการอนุมัติโครงการกันไปแล้ว ด้วยวงเงินลงทุนถึง 900,000 ล้านบาท และมีการอนุมัติตัวเงินรอบแรกไปแล้วจำนวน 18,000 ล้านบาท กำลังจ่อรอคิวขออนุมัติคณะรัฐมนตรีรอบที่สองอีก 66,000 ล้านบาท             ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้น รัฐบาลกำลังเดินหน้าอย่างเต็มเหนี่ยว โดยได้กำหนดกรอบเงินลงทุนแล้วเป็นวงเงินถึง 800,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะก่อสร้างจำนวน 4 สาย จากกรุงเทพฯ ไปเหนือสุด ใต้สุด ไปอีสาน และภาคตะวันออก             ก็ต้องขอบอกไว้ตรงนี้ว่า การพัฒนาสร้างรถไฟความเร็วสูงนั้นเขาไม่เริ่มต้นด้วยการก่อสร้างเส้นทางยาว เช่นนี้เลย เพราะต้องใช้ทุนและใช้เวลามาก และยังมีปัญหาเรื่องการจัดขบวนรถที่ต้องจัดขบวนรถวิ่งไป-กลับอย่างต่อเนื่อง ทุกระยะเวลากำหนดอันแน่นอน เช่น 10 นาทีต่อขบวน หรืออย่างช้าสุดก็ไม่เกิน 30 นาทีต่อขบวน             ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่และเป็นมหาเศรษฐีลำดับสองของโลกแล้ว เขาได้ทำแบบอย่างให้เห็นมาแล้วด้วยการเริ่มรถไฟความเร็วสูงเป็นเฟสเป็นส่วน สั้น ๆ ก่อน ดังตัวอย่างสายปักกิ่ง-เทียนสิน และขยับขยายยาวขึ้นดังตัวอย่างรถไฟความเร็วสูงสายกวางโจว-หวู่ฮั่น เป็นต้น             ประเทศไทยเราไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตรถไฟและไม่ใช่ประเทศมหาเศรษฐีของโลก ดังนั้นจึงไม่ควรฝืนหลักธรรมชาติในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงด้วยการเริ่มต้น ก่อสร้างสายยาวทีเดียว หากพึงทำเป็นเฟสเป็นส่วนดังข้อเสนอของภาคประชาชนที่ได้เสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว             นั่นคือให้เริ่มเฟสส่วนแรกสายสั้น ๆ 5 สาย คือกรุงเทพฯ-โคราช กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งถ้าดำเนินการแบบนี้ภายใน 3 ปีจากนี้ไปประเทศไทยก็จะมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภาคกลางและทุกภาคอย่าง ทั่วถึง จะพลิกโฉมหน้าพัฒนาการของประเทศไทยอย่างชัดเจนที่สุด             การเร่งรัดพัฒนารถไฟความเร็วสูงของประเทศไทยในครั้งนี้ ด้านหนึ่งก็เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของภาคประชาชนร่วมกับหอการค้าทั่ว ประเทศ ด้านหนึ่งก็เพื่อสนองต่อยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมทางบกของ ประเทศ เพื่อให้รองรับกับการพัฒนาภูมิภาคนี้             แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มต้นโครงการด้วยการกำหนดแนวทางก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สายยาวไปทั้ง 4 ภูมิภาค แต่โชคดีที่ไม่ทำพร้อมกันทั้ง 4 สาย โดยไปเริ่มสายแรกกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งเป็นระยะสั้นๆ ก่อน             รถไฟสายกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งมีระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร จะใช้เวลาวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง จะบุกเบิกและขยายการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งทะเลไทย             รัฐบาลระบุว่ามีศักยภาพสูงเพราะเป็นพื้นที่ลงทุนภาคอุตสาหกรรมและสามารถ อำนวยประโยชน์ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ซึ่งข้ออ้างเช่นนี้ก็มีความถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพในปัจจุบัน             ขอเพียงรถไฟความเร็วสูงสายแรกเกิดขึ้นเท่านั้น โฉมหน้าในความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในทุกด้านก็จะปรากฏให้เห็น เช่นสายตะวันออกนี้จะมีผลต่อการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออกอย่างครึกโครมที่ สุดเท่าที่เคยปรากฏมา             แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องตระหนักด้วยว่าการพัฒนารถไฟความเร็วสูงนั้นต้องคำนึงถึงประชาชน ชาวไทยส่วนใหญ่ และต้องคำนึงถึงปัญหาด้านความมั่นคงและการเมืองในภาคสังคมด้วย             ควรจะทำความเข้าใจพระบรมราโชบายของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ว่าทรงใช้เหตุผลประการใดจึงทรงริเริ่มสร้างรถไฟสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปโคราช             รถไฟสายกรุงเทพฯ-โคราช จะเชื่อมประชากรภาคอีสาน 23 ล้านคน เข้ากับภาคกลางและภาคอื่น ๆ จักอำนวยประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ และเป็นเส้นทางสำคัญที่มีนัยยะต่อความมั่นคง การเมืองและภาคสังคมต่างๆ ด้วย             ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่หวัง ว่ารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราช จะเป็นสายที่ได้รับการก่อสร้างคู่ขนานหรือถัดไปจากรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-ระยอง.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 30 August 2010 16:10
ในขณะที่คนไทยกำลังทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องที่เขมร รุกรานยึดครองดินแดนไทยจนเละเป็นโจ๊ก และรัฐบาลก็ไม่มีทีท่าว่าจะรักษาอธิปไตยของประเทศต่อไปอย่างไร เขมรกลับเดินงานทุกรูปแบบ เพื่อแย่งยึดดินแดนของประเทศไทยเป็นของเขมรอย่างถาวร             ในสถานการณ์เช่นนี้ คนไทยและรัฐบาลไทยควรจะคิดอ่านจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร? จึงเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศให้ดำรงคงอยู่             แต่ ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนับถึงขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร ต่างกับเขมรอย่างลิบลับที่เขาประกาศความประสงค์อย่างชัดเจน แล้วระดมพลังประชาชนทั่วประเทศรวมทั้งในต่างประเทศเข้าสนับสนุนการเคลื่อน ไหวของรัฐบาลของเขา             ในขณะนี้รัฐบาลไทยยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นดินแดนของประเทศไทย และได้ถูกเขมรยึดครองอยู่ ทั้งได้ยืนยันว่าประเทศไทยจะถือแนวเขตแดนโดยถือเอาสันปันน้ำเป็นหลัก             แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ มีแต่ตั้งรับการรุกคืบของเขมร ซึ่งดำเนินการในหลายกระบวน             กระบวนแรก คือการส่งพลเรือนและทหารเข้ายึดครองพื้นที่ประเทศไทย ในพื้นที่ทางบก ส่วนในพื้นที่อ่าวไทยนั้นก็ได้เอาพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยไปให้ชาติมหา อำนาจสัมปทานเพื่อขุดสำรวจเจาะน้ำมันและก๊าซไปเกือบทั้งหมดแล้ว             นี่คือการรุกรานและยึดครองดินแดนไทยในทางพฤตินัยโดยแท้! เพราะในขณะนี้ในพื้นที่ทางบก นอกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรแล้ว เขมรก็ยังรุกคืบเข้ายึดครองขับไล่คนไทยออกจากที่ทำกินหลายหมู่บ้านในพื้นที่ 4 จังหวัด แต่ทางรัฐบาลไทยก็ไม่แสดงทีท่าประการใด คงปล่อยให้เขมรรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้ง             กระบวน ที่สอง เป็นกระบวนการรุกคืบทางนิตินัย โดยอาศัยน้ำมือของคณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก้ของสหประชาชาติ เป็นการโอบตีในทางอ้อมที่เอาเรื่องมรดกโลกเป็นตัวตั้ง แต่ได้ผูกเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้แผนที่ของเขมรอัตราส่วน 1:200,000 เป็นพื้นฐาน             เป็นการรุกคืบทางนิตินัยเพื่อให้นานาชาติยอมรับว่าแผนที่ของเขมรนั้นคือ แผนที่กำหนดเขตแดนไทย-กัมพูชา และโดยแผนที่นี้จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนสามส่วน             ส่วน แรก คือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร             ส่วนที่สอง คือพื้นที่ 1,800,000 ไร่ตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี เรื่อยลงไปจนถึงจังหวัดตราด รวมทั้งบางส่วนของเกาะกูดด้วย ทั้ง ๆ ที่ในสนธิสัญญาหลักได้ระบุในสัญญาอย่างชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทย ซึ่งหมายความรวมถึงสิทธิประโยชน์ในอ่าวไทยทางทะเลตลอดระยะ 200 ไมล์ทะเลด้วย แต่ถ้าเป็นของเขมรเมื่อใด ก็จะส่งผลใหญ่ต่อไปในส่วนที่สาม             ส่วนที่สาม คือพื้นที่ 1 ใน 3 ของอ่าวไทย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากแผนที่ของเขมร อัตราส่วน 1:200,000 เพราะเมื่อใดที่เสียเกาะกูดไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขตอธิปไตยของเขมรก็จะขยายออกไป กินพื้นที่อ่าวไทย 1 ใน 3 ครอบคลุมแหล่งทรัพยากรพลังงานก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทยทั้งหมด             นี่คืออันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อการสูญเสียอธิปไตยครั้งประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่กว่าจะได้มาซึ่งสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 1904 นั้นแสนยากลำบากนัก             พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมเอาดินแดนไทยจำนวนมากกว่า 24 ล้านไร่ คือพื้นที่จังหวัดเสียมราฐ พระตะบองและศรีโสภณ ไปแลกมา จึงทำให้จันทบุรี ตราด และเกาะกูดเป็นของไทย             ดังนั้นการเดินงานกระบวนที่สองของเขมรในครั้งนี้ที่ดำเนินการต่อเนื่องมา หลายปีแล้ว โดยเจ้าหน้าที่และรัฐบาลไทยร่วมผสมโรงปกปิดพี่น้องร่วมชาติของตนไม่ให้มี โอกาสรับทราบ แต่กลับเดินหน้าไปในทางเอื้อประโยชน์ต่อเขมร             จุดสำคัญที่สุดคือปมเงื่อนการรับรองแผนที่ 1:200,000 ของเขมร ที่จะเป็นผลทางนิตินัยให้นานาชาติยอมรับนับถือว่าพื้นที่ 3 ส่วนข้างต้นนี้ซึ่งอยู่ในเขตแผนที่ของเขมรดังกล่าวให้ต้องกลายเป็นดินแดนของ เขมรจริง ๆ ทั้งที่คนไทยและประเทศไทยปกครองเป็นเจ้าของมาแต่ก่อน 1904 คือก่อนที่จะทำสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 1904 ด้วยซ้ำไป             กระบวน ที่สาม คือกระบวนการดึงองค์การสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ เข้ามาแทรกแซง หรือนัยหนึ่งก็คือยืมมือองค์การสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือเขมร แย่งยึดอธิปไตยของประเทศไทยโดยตรง ซึ่งเขมรได้เคลื่อนไหวในหลายทิศทาง             ทิศทางแรก คือการร้องขอต่อเลขาธิการสหประชาชาติให้มาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชาย แดนไทย-เขมร รวมทั้งการร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ป้องกันเขมรจากการผลักดันของประเทศไทย             ในการเคลื่อนไหวในทิศทางนี้ เขมรได้ติดสินบนบางชาติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยเอาดินแดนและผลประโยชน์ของประเทศไทยไปเป็นเครื่องบรรณาการ นั่นคือการให้สัมปทานแก่ชาติเหล่านั้นในการขุดสำรวจพลังงานในอ่าวไทยซึ่ง เป็นเขตแดนของประเทศไทย เป็นการเอาทรัพย์สินของประเทศไทยไปติดสินบนชาติอื่นให้มาช่วยเขมร             ทิศทางที่สอง คือการข่มขู่ฟอด ๆ ว่าจะฟ้องประเทศไทยต่อศาลโลก ซึ่งกระทำใน 2 ท่าทีคือ การขู่ว่าจะให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาอย่างหนึ่ง และจะยื่นฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ต่อศาลโลกอีกอย่างหนึ่ง             แล้วก็มีคนไทยเข้าผสมโรงข่มขู่คนไทยด้วยกันเองว่าจะเสียเปรียบและแพ้เขมร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ชั่วช้าสารเลว และไม่สมควรเป็นคนไทยเลย             ก็ต้องบอกว่าเขมรจะร้องขอให้ตีความคำพิพากษาศาลโลกได้ก็แต่เฉพาะ ประเด็นที่พิพาทกันในคดี คือเฉพาะเรื่องตัวปราสาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาขยายออกไปถึงเรื่องดินแดน ซึ่งในคำพิพากษานั้นก็ได้ระบุชัดว่าศาลจะไม่ก้าวล่วงไปพิจารณาในเรื่องเขต แดน เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็น             ส่วนกรณีที่ขู่ว่าจะฟ้องคดีใหม่ต่อศาลโลก ประเทศไทยก็คงไม่โง่เขลาเบาปัญญาซ้ำรอยเดิม เพราะตราบใดที่องค์คณะในศาลโลกยังมาจากชาติที่ได้รับประโยชน์จากการได้รับ สัมปทานขุดเจาะสำรวจพลังงานในอ่าวไทย ตราบนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรยอมรับอำนาจของศาลโลก             และประเทศไทยก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลกได้ตามกฎของศาลโลกนั่น เอง และเมื่อเป็นเช่นนั้นเขมรก็จะอาศัยศาลโลกมาบังคับประเทศไทยไม่ได้             ทิศทางที่สาม คือการวิ่งเต้นชาติต่างๆ โดยเฉพาะชาติที่เป็นมหามิตรของเขมร ตั้งแต่เจ้าอาณานิคมเดิมคือฝรั่งเศส และกระทั่งลูกพี่เก่าคือเวียดนาม โดยหลอกลวงนานาชาติว่าขอให้ประเทศที่เป็นกลางมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย             เป็นการโกหกพกลมตามประสาเขมร เพราะชาติเหล่านั้นเป็นนายเก่า เป็นเจ้าบุญนายคุณและมีประโยชน์อยู่กับเขมร ไม่ว่าเคยเป็นข้าทาสกันมาแต่เก่าก่อน หรือเป็นลูกพี่ที่เคยจิกหัวใช้สอยและใช้เป็นเครื่องมือกันมาแต่ก่อน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในอ่าวไทย             ประเทศพวก นี้จึงไม่ใช่ประเทศที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมเขมรจึงไม่เชิญให้ประเทศจีนมาเป็นตัวกลางไกล่ เกลี่ยเล่า? ทั้งนี้เพราะเขมรไม่วางใจจีน ไม่เหมือนกับเจ้าอาณานิคมหรือลูกพี่เก่าในยุคสงครามเย็น             ความจริงในปัจจุบันนี้จีนกับเขมรก็มีมิตรไมตรีกันยิ่งกว่าประเทศโดยทั่วไป ดังเช่นล่าสุดนี้รองประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนก็ได้เดินทางเยือนเขมร และได้ลงนามสนับสนุนเงินกู้ให้กับเขมรเป็นวงเงินจำนวนมากถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคม             แม้ก่อนหน้านี้จีนก็ได้ให้การช่วยเหลือเขมรในรูปวงเงินกู้หลายครั้งและได้ ช่วยเหลือในกิจการต่างๆ มาโดยลำดับ เพียงนี้แล้วเขมรยังไม่เห็นว่าจีนเป็นกลางจึงไม่วางใจให้เข้ามาช่วยไกล่ เกลี่ย             กลับไปชักลากเอาเวียดนามซึ่งคนที่ไม่ขี้ลืมก็ต้องจำได้ว่าในช่วงที่เกิด เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในบ้านเรานั้น นายฮวยเซ็งได้ขอให้กษัตริย์สีหมุนีซึ่งแม้ไม่ค่อยลงรอยกันให้ช่วยเดินทางไป เจริญสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม             แต่เนื่องจากบารมีกษัตริย์หนุ่มยังน้อยนัก จึงได้ชักลากเอาอดีตกษัตริย์นโรดมสีหนุผู้พ่อให้ร่วมขบวนไปด้วย การเดินทางในครั้งนั้นก็เป็นข่าวทางลึกว่ามีการพบปะกับผู้นำทางทหารและผู้ หลักผู้ใหญ่ในกองทัพของเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมองทางอื่นไปไม่ได้ นอกจากการพยายามดึงเวียดนามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย             ว่ากันให้ชัดก็คือ เป็นการดึงเวียดนามมาช่วยเขมรหากว่าเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นตามชายแดน และอย่างน้อยก็คือการขอให้เข้ามาเป็นลูกพี่ของเขมร แต่อ้างตนเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยกับประเทศไทยนั่นเอง             ดังนั้นการเคลื่อนไหวต่างๆ ของเขมรทุกกระบวน ทุกทิศทาง จึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องทำความเข้าใจและร่วมกันคิดอ่านเพื่อพิทักษ์รักษา อธิปไตยของประเทศและช่วงชิงเอาดินแดนที่ถูกยึดไปกลับคืนมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะถูกยึดไปมากกว่านี้!ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 25 August 2010 16:11
            เป็นธรรมดาของคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินแผ่น ดิน ที่จะต้องมีคนไม่ชอบอกชอบใจ แล้วก็ต้องหาทางให้เกิดปัญหายุ่งยากลำบากใจ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ที่กำลังประสบวิบากกรรมอย่างมากอยู่ในขณะนี้             ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะชะตากรรมแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยเป็นใหญ่อยู่ในแผ่นดินนี้ ที่ทำให้ผู้ว่า สตง. ต้องไปนั่งตบยุงอยู่ที่บ้านนานนับปี จึงได้กลับมาทำหน้าที่ใหม่อีกครั้งหนึ่ง             สตง. มีหน้าที่ดูแลตรวจสอบติดตามการใช้จ่ายเงินแผ่นดินว่าได้เป็นไปโดยถูกต้องตาม ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายงบประมาณ เป็นไปโดยถูกต้องตามระบบระเบียบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งการตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดินว่าคุ้มค่าหรือไม่             จะให้อยู่ดีมีสุข ไม่มีใครขัดอกขัดใจ ก็ต้องนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย หรือถ้าพบเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้องก็นิ่งไว้ หากทำเช่นนี้ก็จะเป็นที่สรรเสริญของคนบางจำพวก โดยเฉพาะนักการเมืองและพวกขี้ฉ้อตอแหลต่าง ๆ ที่โกงบ้านกินเมือง             ผู้หญิงคนหนึ่งถูกเผาบ้านก็แล้ว ถูกคุกคามด้วยประการต่างๆ ก็แล้ว ถูกสั่งให้ไปนั่งอยู่กับบ้านเฉย ๆ ก็แล้ว ถูกร้องเรียนสารพัดก็แล้ว ดังนั้นนอกจากลมหายใจที่ยังมีอยู่ก็ดูเหมือนว่าไม่เหลือเรื่องราวอันใดร้ายๆ ที่ผู้ว่า สตง. คนนี้ยังไม่ได้ประสบพบพาน             คราว นี้คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้พิจารณาแล้วให้ความเห็นว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปไม่ได้             ในพลันที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นเช่นนั้น นายกรัฐมนตรีก็รับลูกอย่างฉับพลันทันด่วน แถลงกับสื่อมวลชนว่าคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะรักษาการในหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปไม่ได้ และหมดวาระแล้ว             สิ้นเสียงท่านนายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภาคำนูณ สิทธิสมาน ก็ออกมาเตือนนายกรัฐมนตรีว่าให้ระมัดระวังว่าการยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้จะเป็น การแทรกแซงก้าวก่าย สตง. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ             เรื่องนี้จึงมีปัญหาขึ้น เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของวุฒิสภาได้ วินิจฉัยว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะต้องทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 29 ซึ่งบัญญัติให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปจนกว่าการสรรหาจะแล้วเสร็จ ในเมื่อกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้บัญญัติอย่างนี้ และการสรรหายังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องทำหน้าที่กันต่อไป             เหตุที่คณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ก็เพราะคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งเป็นผู้รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเป็นประธานคณะกรรมการ สตง. ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ได้ขอหารือเพื่อทำ ให้ปัญหานี้มีความชัดเจน             ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการสรรหาและประธานวุฒิสภาได้แถลงต่อสาธารณะว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะต้องรักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปจนกว่าการสรรหาจะแล้วเสร็จ และเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้จึงเป็นความขัด แย้งทางกฎหมาย             แล้วทำให้เกิดความสับสนกันขึ้น ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่? ถึงขนาดมีคำถามว่อนไปหมดในเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค รวมทั้งในทวิตเตอร์ ดังนั้นจึงสมควรทำความเข้าใจเรื่องนี้ พร้อมกับหาทางออกที่ถูกต้อง โดยนัยยะที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้             ประการแรก ก็ต้องบอกให้ทราบทั่วกันก่อนว่า สตง. นั้นเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐบาล รัฐบาลไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปแทรกแซงเกี่ยวข้องในกิจการภายในของ สตง. ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้น รวมทั้งผู้มีหน้าที่ในการสรรหา ที่จะต้องดำเนินการต่อไป             ประการที่สอง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีว่าอย่างไรเล่า? เพราะจะต้องถือตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ก็ต้องบอกว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 เรื่อง             เรื่อง แรก คือกฎหมายเกี่ยวกับอายุของข้าราชการทั่วไป ที่มีกำหนดต้องเกษียณอายุหรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ และที่เกี่ยวกับ สตง. นั้น โดยทั่วไปผู้ว่า สตง. จะต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 65 ปี             ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ว่า การพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ 65 ปีนั้นเป็นคนละเรื่องกับการพ้นจากหน้าที่รักษาการ เพราะเมื่อถึงเวลาอายุ 65 ปี และต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากยังสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งคนใหม่ไม่ได้หรือยังไม่แล้วเสร็จ กฎหมายก็บัญญัติให้ต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไป             นี่คือบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับอายุขัยในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งถ้าหากไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎหมายทั่วไปนั้น             เรื่องที่ สอง เผอิญในช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ต่อเนื่องมาจากการที่คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ถูกรัฐบาลพรรคไทยรักไทยสั่งให้ไปนอนอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วเพิ่งกลับมาทำหน้าที่ใหม่ ๆ และอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน             ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คณะปฏิรูปการปกครองจึงต้องมีประกาศเพื่อให้คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไปได้ จนกว่าจะมีการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ตามกฎหมายประกอบรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่             ตอนที่ร่างประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฉบับนี้ ก็มีการถกเถียงกันในเรื่องนี้แล้ว โดยมีความเห็นถกเถียงกันเป็น 2 ความเห็น             ความเห็นแรก เห็นว่าการให้คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปจนกว่าการสรรหาผู้ว่าการคนใหม่จะแล้ว เสร็จ ซึ่งกฎหมายเรียกว่าเป็นการกำหนดการพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ “โดยเงื่อนไข” คือต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายบัญญัติเกิดขึ้นก่อน นั่นคือต้องมีการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่แล้วเสร็จ ผู้รักษาการก็จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาและกฎหมายทั่วไปเป็นหลัก             ความ เห็นที่สอง เห็นว่ากฎหมายนั้นต้องบัญญัติโดยชัดแจ้งและต้องปฏิบัติได้อย่างแน่นอน ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยในวันหน้า จึงต้องกำหนดเป็นเวลาว่าจะให้คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เมื่อใด             ความเห็นที่สองถูกโต้แย้งว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่สามารถจะแล้วเสร็จได้ภายใน 3 เดือน หรือ 6 เดือนเป็นอย่างช้าที่สุด ดังนั้นถ้าหากกำหนดเป็นระยะเวลา หากการสรรหาแล้วเสร็จ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ จะเกิดเป็นปัญหายุ่งยากซับซ้อน             ในที่สุดความ เห็นที่สองก็ตกไป และความเห็นแรกก็ได้ถูกนำไปประกาศเป็นประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 29 แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ             เพราะเมื่อคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา มีอายุ 65 ปี ในขณะที่การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงเกิดปัญหาทางกฎหมายขึ้นว่าจะต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่หรือไม่             แล้วก็มีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ความเห็นอีก นั่นคือ             ความเห็นแรก ถือได้ว่าเป็นคำวินิจฉัยเพราะเป็นความเห็นของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สตง. โดยตรง นั่นคือคณะกรรมการสรรหาของวุฒิสภาและประธานวุฒิสภา ที่แถลงคำวินิจฉัยว่าคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ต้องรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต่อไป ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 29 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้             เมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหามีความเห็นเช่นนั้น ประธานคณะกรรมการ คตง. ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย สตง. จึงได้ออกคำสั่งตามความเห็นของคณะกรรมการสรรหาและประธานวุฒิสภาว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา จะต้องทำหน้าที่รักษาการต่อไปจนกว่าการสรรหาจะแล้วเสร็จ ให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานตามปกติ             ความเห็นที่สอง ไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การตรวจเงินแผ่นดิน แต่มาเกิดขึ้นในฟากของรัฐบาล ซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของ สตง. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ             ทว่ารัฐบาลท่านก็มีสิทธิ์ที่จะสงสัย และเมื่อสงสัยแล้วก็ส่งเรื่องไปปรึกษากับที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล คือคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัญหาเดียวกันนั้น             และแล้วคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีความเห็นว่า คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา พ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้วเมื่ออายุครบ 65 ปี แล้วจะทำกันอย่างไรเล่า?             ทางออกมีอยู่แล้วตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ คือต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในปัญหาความขัดแย้งทางกฎหมาย เรื่องนี้ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประการใดแล้ว ผลของคำวินิจฉัยนั้นก็ย่อมใช้บังคับนับแต่วันที่วินิจฉัย             ดังนั้นอย่าปล่อยให้ปัญหาสับสนวุ่นวายต่อไปเลย เดินตามลู่ตามทางและแสวงหาทางออกตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้จะดีกว่า และในระหว่างนี้ก็ควรต้องถือตามที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ สตง. วินิจฉัยไว้ ดังความเห็นของคณะกรรมการสรรหาและประธานวุฒิสภานั้น.ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 17 August 2010 10:20
การใช้วิชาตัวเบาเพื่อผลักภาระความรับผิดชอบไปให้คน อื่นแล้วจะได้ไม่รับผิดชอบใด ๆ กำลังเป็นลีลาถนัดในการบริหารจัดการของรัฐบาลปัจจุบัน ที่แม้กระทั่งปัญหาไข่ไก่ราคาแพงที่สมคบกันสร้างสถานการณ์ฉ้อเงินประชาชนก็ ต้องตั้งคณะกรรมการกันไปแล้ว             ปัญหาความแตกแยกภายในชาติเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดปัญหาหนึ่งที่จะต้องรีบแก้ไข ให้ตก แต่กลับไม่มีการแก้ไข และใช้วิชาตัวเบาเหมือนกับเรื่องอื่น ๆ             ที่พูดกันเรื่องปรองดอง สมานฉันท์ หรือเรื่องสามัคคี ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ไร้หลักการ เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ จนผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ ล้วนกล่าวเหมือนกันว่าเป็นเรื่องซ่อนดาบในรอยยิ้ม หรือเป็นเรื่องปากปราศรัยใจเชือดคอทั้งสิ้น             การตั้งคณะกรรมการปรองดองดูเหมือนว่าจะมีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะองค์ประกอบของผู้เป็นคณะกรรมการปรองดองนั้นจะเข้าใจเรื่องปัญหาความขัด แย้งภายในชาติหรือไม่เพียงใด หรือว่าเข้าใจแต่การสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีดูงามเท่านั้น             จากวันที่ตั้งคณะกรรมการปรองดองมาจนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีผลงานเป็น ชิ้นเป็นอัน และอย่าว่าแต่ผลงานเลย แม้ภาระหน้าที่หลักของคณะกรรมการปรองดองนี้คืออะไรก็ยังเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ             เพราะถึงวันนี้ก็ไม่มีข้อยุติหรือแจ้งให้ประชาชนรับทราบแต่ประการใดว่าที่จะ ปรองดองกันนั้น จะเป็นการปรองดองระหว่างใครกับใคร หรือฝ่ายไหนกับฝ่ายไหน และจะปรองดองกันด้วยเรื่องอะไร รวมทั้งจะปรองดองกันอย่างไร             วัน ๆ ก็ได้ยินเสียงท่องบ่นมนต์ตราว่าปรองดอง ปรองดอง พร่ำเพ้ออยู่แต่คำว่าปรองดอง จนวันนี้การวางระเบิดและเหตุร้ายต่าง ๆ กำลังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนผู้คนหวาดผวาไม่เป็นอันทำมาหากินกันอยู่แล้ว             นั่นคือผลิตผลของความไม่รับผิดชอบและนวัตกรรมการปรองดองที่ไร้หลักการทั้ง สิ้น!             การจะปรองดองนั้นจะต้องมีหลักการ หากไม่มีหลักการก็เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ และจะปรองดองในเรื่องอะไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจน ไม่ใช่เรื่อยเปื่อยเหมือนสวะที่ลอยน้ำ             แต่ก็ ไม่มีคำตอบในสามเรื่องนี้เลยว่าจะปรองดองระหว่างใครกับใคร จะปรองดองกันเรื่องอะไร และจะปรองดองกันอย่างไร             เพราะไม่มีหลักการและพร่ำเพ้ออยู่แต่คำว่าปรองดอง ท่ามกลางเสียงระเบิดและความหวาดผวาของประชาชนชาวไทย รากฐานของปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความแตกแยกแตกสามัคคีภายในชาติจึงยัง คงดำรงอยู่และมีทีท่าว่าจะรุนแรงถึงขั้นก่อวินาศกรรมกันแล้ว             อันการจะปรองดองกันนั้นก็ต้องรู้ว่าความขัดแย้งหลักคืออะไร และจะต้องรู้ด้วยว่าความขัดแย้งนั้นเป็นความขัดแย้งชนิดไหน นั่นคือความขัดแย้งทั้งหลายอาจจำแนกได้เป็นสองประเภท คือความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ ที่ไม่สามารถประนีประนอมปรองดองกันได้เลย กับความขัดแย้งที่ไม่เป็นปรปักษ์ แต่เป็นความขัดแย้งที่เป็นรากฐานของการพัฒนา             ความ ขัดแย้งในเรื่องปัญหาการช่วงชิงอำนาจรัฐ การเลิกล้มระบอบการปกครอง การล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และการตั้งรัฐไทยใหม่ เป็นเรื่องที่ปรองดองไม่ได้โดยเด็ดขาด ถูกผิดก็ต้องว่ากันไปตามถูกผิด ความขัดแย้งชนิดนี้เป็นความขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ที่ต้องชี้ถูกผิดและจัดการ ถูกผิดให้ชัดเจน จึงจะยุติความขัดแย้งได้             ความขัดแย้งในเรื่องจะสร้างรถไฟความเร็วสูงสายสั้นหรือสายยาวก่อนเป็นความ ขัดแย้งเพื่อการพัฒนา เพราะไม่ว่าได้ข้อยุติประการใดก็จะมีการพัฒนาเกิดขึ้น             ก็อยากถามคณะกรรมการปรองดองเสียหน่อยว่าที่จะมาทำการปรองดองนั้น ได้รู้หรือยังว่าเป็นความขัดแย้งชนิดไหน ถ้ายังไม่รู้ก็ควรจะยุติบทบาทได้แล้ว             แต่เป็นเรื่องที่แปลกเพราะนอกจากจะไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ที่เห็นว่าจะก่อให้เกิดการปรองดองไม่ว่าชนิดไหนก็ตาม กลับมีการออกนอกลู่นอกทางไปทำการอย่างอื่นซึ่งอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของตน             ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้กล่าวโดยเลื่อนลอย แต่กล่าวจากการกระทำของคณะกรรมการปรองดองนี้เอง อย่างน้อยที่ชัดเจนก็มีสองเรื่องแล้ว             เรื่อง แรก คือการเสนอของคณะกรรมการปรองดองให้เลิกตีตรวนผู้ต้องหาหรือจำเลยในขณะนำตัว ไปศาล             เรื่องนี้มันเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะกรรมการปรองดองที่ตรงไหน? เพราะเนื้อแท้เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญาวิทยาและทัณฑะวิทยา ตลอดจนเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยในการควบคุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยไปกลับศาล ซึ่งมีปฏิบัติกันอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก             ถ้าหากไม่ใช่ประธานกรรมการเคยเป็นผู้มีตำแหน่งสูงและเป็นครูบาอาจารย์มาแต่ ก่อน ก็อาจจะต้องกล่าวว่าข้อเสนอเรื่องนี้เป็นการเสือกไม่เข้าท่า แต่นี่กล่าวหาอย่างนั้นไม่ได้เพราะยังคงต้องให้ความเคารพกันตามสมควร แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเสียจริง ๆ             เรื่อง ที่สอง ได้แก่ข้อเสนอเพื่อความปรองดอง 5 ประการซึ่งเป็นข้อเสนอล่าสุด ได้แก่             1. ให้รัฐบาลสั่งการและกำชับทุกหน่วยงานให้ใช้กลไกตามกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมตามปกติ             นี่คือการกล่าวหาอันมีนัยยะอยู่หรือไม่ว่ารัฐบาลในปัจจุบันนี้หรือกระทรวง ยุติธรรมหรือเจ้าหน้าที่ของศาล หรือผู้เกี่ยวข้องในวงการยุติธรรมทั้งหลาย รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลด้วยไม่ได้ใช้กลไกตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามปกติ             เป็นทางให้เข้าใจได้หรือไม่ว่ามีการใช้อำนาจเถื่อนไล่ล่าไล่สังหาร หรือใช้อำนาจมืดหรืออำนาจนอกรูปแบบ และตั้งศาลเตี้ยชำระความแก่กัน             นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะต้องตอบนัยยะอันนี้ มิฉะนั้นแล้วคนทั้งหลายก็จะไขว้เขวเข้าใจไปตามนัยยะที่อาจเข้าใจได้นั้น             2. ควรปฏิบัติต่อผู้กล่าวหาโดยคำนึงถึงสิทธิ์พื้นฐาน ลดการกระทบสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์             ผู้ถูกกล่าวหาในปัจจุบันนี้ที่จะถูกควบคุมตัวได้จะต้องอยู่ภายใต้บังคับ อำนาจของศาลและกฎหมาย ไม่ใช่ใครจะนึกควบคุมตัวใครก็ทำได้เหมือนแต่ก่อน ดังนั้นเมื่อถูกควบคุมตัวแล้วก็ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติตามระเบียบที่ ปฏิบัติโดยทั่วไป ที่มีมาตั้งแต่ประธานคณะกรรมการปรองดองยังทำหน้าที่อัยการ             จะให้ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวมีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนธรรมดาจะได้หรือ? แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้การรับรองว่ายังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยอำนาจตามกฎหมายที่จะต้อง ได้รับการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการนั้นแล้ว             3. ควรสร้างความเป็นกลางและน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการยุติธรรม             เรื่องนี้มันเกี่ยวกับการปรองดองที่ตรงไหน? แต่เป็นเรื่องที่ตำหนิติเตียนหรืออย่างดีก็เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปใหญ่ ประเทศไทยที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ             ประเทศไทยถึงจะชั่วจะดีอย่างไร กระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ก็ได้รับการยอมรับนับถือและเป็นขื่อแปที่ธำรง รักษาบ้านเมืองมาช้านาน             การตำหนิโดยมีนัยยะเช่นนี้หาประโยชน์อันใดมิได้ แต่ก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่ากระบวนการยุติธรรมในวันนี้จะต้องได้รับการ ปฏิรูปใหญ่เพื่อทำให้ขื่อแปบ้านเมืองมั่นคงสืบไป             4. ควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญเสียจากการชุมนุมทุกฝ่าย             เป็น ข้อเสนอราวกับว่ารัฐบาลไม่เคยเปิดเผยข้อมูลกระนั้นแหละ และข้อเสนอนี้ก็เป็นข้อเสนอขาเป๋ เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญหรือความสนใจเกี่ยวกับความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ของ รัฐไม่ว่าฝ่ายทหารหรือฝ่ายอื่นเลย แม้จะเอ่ยสักคำก็ไม่กล่าว             ในวันนี้คนทั้งหลายยินดีนักหรือที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือคนมาเผาบ้านเผา เมือง ในอัตราใกล้เคียงหรือเท่ากับผู้บริสุทธิ์ที่เสียหายจากการถูกเผาบ้านเผา เมืองหรือบาดเจ็บล้มตายจากการก่อการร้าย             แม้กระทั่งการเสียชีวิต พิการ บาดเจ็บและเสียหาย จากการสังหารโหดในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม คณะกรรมการนี้ก็ไม่เอ่ยถึงแม้แต่น้อย นี่หรือคือการปรองดอง?             5. ควรเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ชุมนุมที่ถูกแจ้งข้อหาและควบคุมตัวตาม พรก.ฉุกเฉิน และกฎหมายอื่นให้สาธารณชนรับรู้             ก็เขารู้กันมาตั้งนานแล้วล่ะลุง! นี่ไม่ได้แก้ต่างให้กับรัฐบาล แต่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ก็ได้ชี้แจงแถลงไขในขอบเขตที่สามารถชี้แจงแถลง ไขได้อย่างต่อเนื่อง             และเรื่องนี้มันเกี่ยวกับการปรองดองที่ตรงไหน?             ล่า สุดคณะกรรมการปรองดองได้เสนอต่อรัฐบาลไม่ให้แจกแผ่นซีดีที่เปิดเผยข้อเท็จ จริงในเหตุการณ์เผาบ้านระเบิดเมือง นี่คือการปกปิดไม่ให้ประชาชนมีโอกาสรับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่งใช่หรือไม่?             แล้วทำไมไม่ห้ามฝ่ายอื่นๆ ที่แจกซีดีหรือเผยแพร่ข้อความทางสื่อบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง เล่า?             ไปพักผ่อนให้สบายไม่ดีกว่าที่จะมาทำ ทู่ซี้กันแบบนี้ดอกหรือ? และนี่คือวิบากกรรมของรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้!ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 10 August 2010 10:39
บ้านเมืองของเรานี้แปลกมาก ไม่ยอมรับความจริงกัน แม้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ได้ออกมาเตือนไปหยก ๆ ว่าต้องกล้าหาญที่จะพูดความจริง แต่ก็ยังมีการโกหกหลอกลวงอยู่ร่ำไปจนผู้คนสับสนว่าเรื่องราวและข้อเท็จจริง เป็นอย่างไรกันแน่             นั่นคือปัญหาการเสียดินแดนแก่เขมร ที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งได้ยืนยันมั่นเหมาะว่า ไม่มีการเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ในขณะที่ภาคประชาชนยืนยันว่าเราเสียดินแดนไปแล้ว และเร่งให้รัฐบาลเอาดินแดนของเราคืนมา             เมื่อสับสนกันอยู่เช่นนี้จึงเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีภายในชาติ พวกหนึ่งก็เข้าข้างความเห็นหนึ่ง อีกพวกหนึ่งก็เข้าข้างอีกความเห็นหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าปรองดองจึงเป็นเพียงวาทะกรรมหรือมายาภาพทางการเมือง ในขณะที่ความจริงนั้นได้เกิดความแตกแยกแตกสามัคคีเพิ่มขึ้น             จนกระทั่งทำให้ชาติบ้านเมืองอ่อนแอลงมากกว่าครั้งไหน ๆ ซึ่งจะปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาการเสียดินแดนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ของชาติบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความรู้ ความเห็นให้ตรงกันทั้งแผ่นดิน             ทุกผู้คนจะต้องถือเอาชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่พึงยึดถือเอาประโยชน์ตน ประโยชน์พวก ประโยชน์พรรคเป็นใหญ่กว่าประโยชน์ของชาติก็จะขจัดปัญหาความแตกแยกแตกสามัคคี ในเรื่องนี้ไปได้เปราะหนึ่ง             ดังนั้นวันนี้จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้กันให้ถ่องแท้ เพื่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นภายในชาติ จะได้เป็นกำลังอำนาจแห่งชาติในการปกปักรักษาชาติบ้านเมืองสืบไป             เรื่องแรกที่จะต้องทำความเข้าใจคือการเสียดินแดนนั้นเสียได้โดย ลักษณะใดบ้าง?             คำตอบก็คือ การเสียดินแดนให้กับต่างชาตินั้นจะเสียไปโดย 2 กรณี คือ             กรณีที่หนึ่ง ดินแดนถูกต่างชาติเข้ารุกรานยึดครองและไม่สามารถหรือไม่ยอมผลักดันขับไล่ผู้ รุกรานออกจากดินแดนได้ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ กรณีนี้เรียกว่าการเสียดินแดนโดยพฤตินัย ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการเสียดินแดนโดยนิตินัยในภายภาคหน้า             ยกตัวอย่างหมู่เกาะสแปรดลี่ย์ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างหลายประเทศ ที่ต่างก็อ้างความเป็นเจ้าของ แต่ในทางพฤตินัยนั้นประเทศจีนถือว่าเป็นดินแดนของตน และได้เข้ายึดครองต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน กระทั่งได้ตั้งเป็นหน่วยงานของกองทัพหน่วยหนึ่งในพื้นที่นั้นไปแล้ว             นั่นหมายความว่าโดยพฤตินัยประเทศจีนได้เป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ สแปรดลี่ย์ ส่วนชาติอื่นที่อ้างสิทธิ์ก็ได้แต่โหวกเหวกโวยวายไม่ต่างกับเสียงนกเสียงกา ซึ่งไม่มีคุณค่าทางความเป็นจริงแต่ประการใดเลย             ในปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารนั้น นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ประจำจำนวนหนึ่งได้หลอกลวงคนไทยตลอดมาว่า ไทยยังครอบครองเป็นปกติสุขอยู่             แต่วันนี้ความจริงปรากฏชัดเจนแล้วว่าพื้นที่นั้นได้ถูกเขมรยึดครองอย่าง สมบูรณ์ไปแล้ว มีการตั้งวัด ตั้งชุมชนและตั้งกองทหารอย่างมั่นคงแล้ว หากไม่รีบผลักดันออกไปและปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปก็เป็นอันแน่นอนว่าการเสีย ดินแดนโดยพฤตินัยได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อไป             คงเหลือแต่ว่าบรรดานักโกหกหลอกลวงคนไทยจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร             กรณีที่สอง การเสียดินแดนโดยทางนิตินัย ได้แก่การยอมรับนับถือหรือรับรองโดยนานาชาติว่า ดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นดินแดนของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการรับรองโดยองค์การสหประชาชาติหรือองค์กรชำนัญใด ๆ ในองค์การสหประชาชาติหรือโดยคณะกรรมการมรดกโลก             ปัญหาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารอันเป็นดินแดนของไทยนั้น เขมรได้นำไปขอขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกร่วมกับตัวปราสาท ถ้าประเทศไทยไม่ทำหน้าที่ ไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้ง ไม่ว่าโดยการเพิกเฉยหรือโดยการรับรองสนับสนุนเขมรด้วยประการใดๆ ก็จะเป็นหลักฐานเกื้อกูลต่อเขมร             และเมื่อใดที่คณะกรรมการมรดกโลกรับเอาดินแดนส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก ซึ่งเป็นของเขมรแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะเสียดินแดนโดยนิตินัยไปตลอดกาล             เรื่องที่สอง สิ่งที่เขมรเอาไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นคืออะไรบ้าง?             สิ่งที่เขมรนำไปขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกประกอบด้วย 2 ส่วน คือ             ส่วนแรก ได้แก่ตัวปราสาทพระวิหารส่วนหนึ่ง โดยเขมรอ้างความเป็นเจ้าของโดยอาศัยคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ. 2505 ซึ่งฝ่ายไทยหลอกลวงคนไทยด้วยกันเองว่ายังไม่มีการรับขึ้นทะเบียนส่วนนี้ แต่วันนี้ความจริงปรากฏชัดว่าได้รับขึ้นทะเบียนตัวปราสาทไปแล้วตั้งแต่ปี 2551 คนที่โกหกหลอกลวงต้มตุ๋นคนไทยจะรับผิดชอบอย่างไร             ส่วน ที่สอง ได้แก่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นดินแดนประเทศไทยและเขมรอ้างความเป็นเจ้าของ โดยอ้างแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดล ปัทมะ ไปลงนามไว้โดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ แล้วประเทศไทยไม่คัดค้าน ไม่โต้แย้งว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นใช้ไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ             แม้ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้คัดค้าน ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันพุธที่ 28 กรกฎาคม 2553 นายกรัฐมนตรีได้แถลงว่ารัฐบาลมีมติให้ผู้แทนไทยไปคัดค้าน ทั้ง ๆ ที่ผู้แทนไทยได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วเกือบ 10 วัน             นอกจากไม่คัดค้านแล้ว ยังไปลงนามในเอกสารประนีประนอมกับเขมรต่อหน้าประธานคณะกรรมการมรดกโลก ยินยอมว่าจะมีการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนโดยอ้างมติที่ประชุมครั้งก่อน ๆ ซึ่งเนื้อหาคือมติให้นำดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรนี้ไปบริหารจัดการเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก             เหตุที่ต้องเลื่อนการประชุมก็เพราะว่าขัดกับระเบียบการพิจารณาเนื่องจากมี ปัญหาความขัดแย้งจากการประท้วงคัดค้านของภาคประชาชนไทย และมีการเตรียมพร้อมทางด้านการทหารของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ ผู้อำนวยการยูเนสโก้ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการนี้ได้ประท้วงและให้เลื่อน การประชุมออกไป             การเลื่อนการประชุมนั้นจึงเป็น ผลมาจากเหตุที่ผิดระเบียบการพิจารณาอันเกิดจากการคัดค้านของภาคประชาชนโดย แท้ ไม่มีใครหน้าไหนที่จะอ้างเอาเป็นชัยชนะหรือผลงานของตนได้นอกจากประชาชน หาไม่แล้วเราก็จะเสียดินแดนทางนิตินัยไปแล้ว             เรื่อง ที่สาม ผลจากการไปลงนามประนีประนอมของผู้แทนไทยครั้งนี้เป็นอย่างไร?             เรื่องนี้ยังเถียงกันไม่เลิก แต่ที่ชัดเจนแล้วก็คือผู้แทนไทยไม่ได้คัดค้านแผนที่เขมรเสนอเอาดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปบริหารจัดการเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกของเขมร และยังยินยอมรับทราบด้วยว่าให้มีการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน             นี่คือการยอมรับโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่ายอมให้เขมรเอาดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปบริหารจัดการและเป็นส่วนหนึ่งของการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และทันทีที่มีการประชุมครั้งหน้า ถ้าไม่มีความขัดแย้งหรือสงครามเราก็จะเสียดินแดนอย่างถาวร             อย่างนี้แล้วยังจะมีหน้ามาแหกตาหลอกลวงคนไทยอีกว่าไม่เสียดินแดน! ช่างหน้าไม่อายแท้ ๆ             เรื่องที่สี่ MOU 2543 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำกับเขมร โดยอ้างว่าเป็นกรอบการเจรจาเพื่อปักปันเขตแดน เป็นมูลฐานหรือต้นเหตุที่จะทำให้ไทยเสียดินแดนอย่างมโหฬารเป็นครั้งประวัติ ศาสตร์หรือไม่?             ใช่! MOU 2543 เป็นกรอบการเจรจาและกรอบในการปักปันเขตแดนใหม่ แต่พูดกันไม่หมด การปกปิดเนื้อหาสาระสำคัญที่ควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนชาวไทยก็คือการโกหกหลอก ลวงชนิดหนึ่ง             อะไรคือสิ่งที่ปกปิดไว้และไม่ยอมพูดให้หมด? มีอยู่ 2 เรื่อง คือ             เรื่องที่หนึ่ง กรอบการเจรจาตาม MOU 2543 นั้นเป็นกรอบการเจรจาภายใต้แผนที่เขมร ที่ได้รับการยอมรับและรับรองโดย MOU ฉบับนี้เป็นครั้งแรก และแผนที่เขมรดังกล่าวนี้ฝรั่งเศสเป็นผู้ทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว มีอัตราส่วน 1:200,000             จากแผนที่ของเขมรนี้ ดินแดนเขมรจะรุกลึกเข้ามาในดินแดนไทยตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีเรื่อยไปทาง ใต้จนกระทั่งถึงจังหวัดตราด เป็นเนื้อที่ประมาณ 1,800,000 ไร่             ดังนั้นกรอบการเจรจาที่อยู่ภายใต้การยอมรับแผนที่ของเขมรจึงเป็นปฐมเหตุปฐม บทที่จะทำให้ไทยเสียดินแดนครั้งมโหฬารในครั้งนี้และจะส่งผลให้เสียดินแดน อาณาเขตในอ่าวไทยไปอีก 1 ใน 3 โดยรวมเอาแหล่งทรัพยากรก๊าซและน้ำมันที่มีมูลค่ามหาศาลของประเทศไทยไปด้วย             เรื่องที่สอง การปักปันเขตแดนภายใต้กรอบ MOU 2543 คืออะไร?             ก็คือการปักปันเขตแดนตามผลของกรอบเจรจาภายใต้แผนที่เขมร และปักปันเขตแดนโดยยึดแผนที่ของเขมรนั่นเอง การยอมรับแผนที่นี้คือการยกเลิกแนวเขตเดิมที่ถือสันปันน้ำเป็นหลัก ลบล้างสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงยอมเอาเสียมราฐ พระตะบองและศรีโสภณไปแลกเพื่อคงพื้นที่จันทบุรี ตราด และเกาะกูดเอาไว้             การรักษาเกาะกูดไว้ในครั้งนั้นก็เพื่อรักษาอ่าวไทยไว้ให้ประเทศไทย แต่เมื่อเสียเกาะกูดไปให้เขมรครึ่งหนึ่งตามแผนที่เขมรก็จะส่งผลให้เสีย พื้นที่อาณาเขตประเทศไทยในอ่าวไทยไป 1 ใน 3 ด้วย             ดัง นั้นในวันนี้พื้นที่จำกัด ก็ต้องทำความเข้าใจไว้แต่เพียงเท่านี้จะได้เลิกโต้เถียงหรือโกหกพกลมกันเสีย ทีหนึ่ง และต้องไม่ลืมว่าการทรยศชาติหรือขายชาตินั้นเป็นเรื่องที่ประเทศไทยไม่มีวัน ให้อภัยเป็นอันขาด!ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 06 August 2010 14:55
     ..." ในการประชุมคณะกรรมการทอท.ครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2553 มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล ตามคำสั่งทอท.ที่ 89/2553 ลงวันที่ 29 มกราคม 2553 โดยมีนายวุฒิศักดิ ลาภเจริญทรัพย์ เป็นประธานกรรมการ พลเอกบุรีรัตน์ รัตนวานิชย์ นายสุทธิ เกรียงชัยพฤกษ์ และ นายเสรีรัตน ประสุตานนท์ ร่วมเป็นกรรมการ  มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย และแนวทางปฏิบัติในการกำกับดูแลกิจการที่ดีของทอท...."      อ่าน เนื้อหาจากข้างต้นนี้นี้แล้ว ดูเหมือนไม่มีอะไร ดูเหมือนเป็นการดำเนินงานตามระเบียบต่างๆที่ควรจะทำสำหรับผู้ บริหารทอท.ใช่ไหม??แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะ      1. ในศุกร์ที่ 29 มกราคม นั้นตามที่มีเสียงลือให้อื้ออึงว่า...นายเสรีรัตน์ ไม่ได้เข้ารวมประชุม จึงไม่ทราบว่าเอกสารฉบับนี้ ได้มีการทำขึ้นภายหลังจริงดั่งคำเล่าลือรึ ไม่?       2. ถ้าเป็นเอกสารที่มีการแต่งตั้งคณะธรรมาภิบาลจริง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม แต่เพิ่งจะมารู้สึกรู้สะเทือนให้มีมติให้เสนอบอร์ดทอท. ให้ความเห็นชอบ "ร่างกฎบัตรของคณะกรรมการธรรมาภิบาล" เพื่อประกาสใช้ ต่อไป ในวันที่ 29/7/2553 ประชุมบอร์ดทอท.ที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง? ให้หลังจากเนิ่นนานมาถึง 6 เดือนเต็ม?       3. อุแม่เจ้า!! แล้วไหงนางมนฤดีช่างประกาศในวันที่ทอท.จัดเสวนาผู้บริหารทอท.เรื่อง จริยธรรม ธรรมาภิบาลกับภาครัฐในห้องประชุมณ.อาคารสำนักงานใหญ่เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา..แปลว่า..."ตอแหล"?      เพราะมนฤดี เกตุพันธ์ บอกในวันนั้นว่า ทอท.เป็นองค์กรที่"คำนึง"ถึงเรื่องนี้มาเป็นอันดับ ต้นๆ และเห็นความสำคัญมากที่สุด... อ้าว..สตรอบอแหล...จริ๊งจริง..ช่างกล้านะหล่อน!!(แต่อย่างว่าแหละ เรื่องเลวร้ายน่าเกลียดกว่านี้หล่อนยังทำได้ไม่อาย...)      4. นางมนฤดี เกตุพันธ์ คือสาวแก่คนสนิ๊ทสนิทแน่นของนายเสรีรัตน์ คำพูดหรือการกระทำของนางนี้ก็จะสื่อว่ามาจากนายเสรีรัตน์ เช่นเดียวกะนางหน้ากะ..เอ้ยนางบุษบา ภู่สกุลนั่นแหละ...ตรงนั้นไม่เท่า ไหร่ ที่แย่คือ จากเรื่องนี้ทำให้ได้รู้ความจริงว่า แท้จริงแล้ว...ทอท.ไม่เคยมีกฎบัตรธรรมาภิบาลที่ถูกต้องเลยหรือไร ที่ผ่านมา??..มิน่า...      5. ถ้าไม่เคยมีกฎบัตรธรรมาภิบาลมาก่อนเลย...ถือเป็นความบกพร่องใน การทำงานของคระบอร์ดทอท.และผู้บริหารทอท.ระดับสูงที่เป็นผู้นำ องคืกรอย่าง นายเสรีรัตน์ในตำแหน่งกอญ.อย่างไม่น่าให้อภัย!!(เพราะเคยรักษาการ มาก่อนเป็นปี?) แต่อย่างว่าแหละ"หัวหลิมบีบซะขนาดนั้น..!      6. นายเสรีรัตน์เองไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงในการเข้า ร่วมเป็นคณะกรรมการธรรมาภิบาลของทอท. เพราะนายเสรีรัตน์เองกระทำผิดหลัก"รรมาภิบาล"เสียเองอย่างแรง เช่นการเข้าไปเป็นผู้จัดการเรื่องวิ่งเต้นจัดตั้งให้บริทเจมินายน์ ทรานสปอรืตคอมมูนิเคชั่นฯ เข้ามาให้ได้ฝึกงานบริหารพื้นที่ฟรีโซน ทั้งที่มีบริทที่ชำนาญการด้านนี้อยู่ในเมืองไทยแต่ไม่ใช้ เพราะนายเสรีรัตน์มีผลประโยชน์ร่วมด้วย!! หรือการที่นายเสรีรัตน์ อยู่เบื้องหลังในการทุจริตเรื่องสัมปทานต่างๆในสุวรรณภูมิมาตั้งแต่ เริ่มต้น แต่ไม่เป็นที่เปิดเผย       แต่เวลานี้ภาครัฐมีหลักฐานแล้วว่า นายเสรีรัตน์ นายนิรันดร์ นายศรีสุข นางระวิวรรณ นางเจษฎา นางสุกัญญา นายอนิรุทธ์และพวกลิ่วล้อ  คือผู้อยู่เบื้องหลังในกิจกรรมธุรกรรมต่างๆของท่าอากาศยานสุวรรณ ภุมิ เช่นเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆของTOR ในแต่ละเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทุกเรื่องที่ทอท.ควรจะ ได้รับ(เน้นว่าทุกเรื่องทุกทีโออาร์จริงๆ       ขอให้ภาครัฐดูเอกสารให้ละเอียด แปลอักษรย่อของตำแหน่งให้ชัดเจน นะครับ เช่น ตำแหน่งผู้บริหารกิจการพิเศษ วึ่งก็คือ นายเสรีรัตน์นั่นแหละครับ และแต่ละคนยังเป็นคนวิ่งประสานล็อบบี้ ผลประโยชน์ต่างๆ จนเสร็จสิ้นกระบวนการ เพื่อให้ผลประโยชน์ ของทอท.หรือของชาติ ตกเป็นของตระกูลอดีตนายกฯและตนเองกับพวก   หรือมีการสกัดกั้นผู้ที่ไม่ใช่พวกของตนเองในการเข้าประมูลงานของ ทอท. เป็นต้น       นี่ยังไม่รวมกับการผลายงบประมาณของทอท.ในปีที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มก๊วนนี้ที่ทำไว้ หรือที่สนับสนุนลูกน้องเลวๆมาเฟียทั้งในสุวรรณภูมิ และท่าต่างจังหวัดจนตั้งตัวเป้นเจ้าแม่เจ้าพ่อ เพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของทอท.ให้แก่ตนเองและพวก โดยไม่มีการลงโทษ แต่กลับปรับตำแหน่งและเงินเดือนให้อย่างมากมายทั้งๆที่ทั้งทอ ท.รู้ว่าเป็นคนเลว!!      หรือแม้แต่แต่ละข้อกล่าวหาทั้งในภาครัฐ และที่สังคมรับรู้ น่ายเสรีรัตน์เองก้ไม่มีปัญญาจะตอบคำถาม หรือเคลียร์ตนเองให้พ้นจากข้อสงสัย หรือข้อกล่าวหาได้เลยแม้แต่ข้อเดียว แต่กลับสั่งการให้ลูกน้องในกลุ่มตนเองเผาทำลายทิ้งเอกสารของทอ ท.เพื่อทำลายหลักฐาน(นิสัยสายพันธ์เดียวกับเสื้อแดงเสียจริงๆ) หรือการปรับโครงสร้างพนักงานทอท.ทั้งหมดตั้งแต่ระดับแปดขึ้นมา ที่ได้รับการปรับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2551เป็นต้นมา ทั้งเลวทั้งชั่วแต่ได้ดี?? เพราะดกงกินทุจริตเพื่อนาย ปปง.กรุณาตรวจสอบด้วย สามารถหาเอกสารเรื่องปรับตำแหน่ง ปรับเงินเดือน ประเมินงานโดยให้คะแนนเป็นเปอร์เซนต์ตั้งแต่พวกที่ได้เกินสิบเปอร์เซนต์ ขึ้นไป ขอเอกสารเหล่านี้จากต้นสังกัดได้ครับ จะได้รู้ว่ามีใครบ้าง เพราะล้วนแต่ทุจริตติดตัว จนได้ดีทั้งนั้น ขืนปล่อยไว้แบบนี้ชาติบรรลัยหมดครับ      และที่ต้องถือว่าละเว้น ปฏิบัติหน้าที่ผิดมาตรา157 เช่นเดียวกับนายเสรีรัตน์และกลุ่มก๊วน ก็คือบอร์ดทอท.ที่ปล่อยให้ผู้บริหารที่บกพร่องในหน้าที่ความรับ ผิดชอบทุกอย่าง ยังทำหน้าที่ต่อไป ทั้งที่การประเมินผลงานของนายเสรีรัตน์ จนบัดนี้ก็ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบออกมา เพราะไม่โปร่งใส..นั่นเอง.. แต่ยังนั่งหน้าไร้ยางอายบริหารทอท.ให้ฉิบหายคามือให้ได้!      เรื่อง นี้ขอให้ท่านนายกฯเร่งจัดการด้วย เพื่อไม่ให้เป้นเยี่ยงอย่างแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐครับผม... ด้วย ความเคารพครับจาก นายวาซาบิ...
Wednesday, 04 August 2010 14:06
     การรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กย.2534 โดยคณะรสช. เหตุหนึ่งที่ยกมาอ้างก็คือ การโกงกินของรัฐบาลขณะนั้น ติดตามมาด้วย รสช. แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองในคณะรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ด้วยการประกาศอายัดทรัพย์นักการเมืองแต่ก็เปิดช่วยให้เป็นคดีความในชั้นศาล ได้     ประธานคณะกรรมการฯ ครั้งนั้น ได้แก่ พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ (เจ้านาย พล.อ.สุจินดา คราประยูร มือปราบตงฉิน ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นที่ถูกใจคอการเมืองยิ่งนัก     แต่แล้วก็ปรากฎผลว่า กลายเป็นมวยล้มประชาชน เพราะนักการเมืองที่ถูกประกาศอายัดทรัพย์สินต่างวิ่งเต้น รสช แล้วก็ทยอยหลุดจนหมด บางรายไปหลุดในชั้นศาล     ส่วนความร่ำรวยให้กับคณะรสช.ไปตามๆกัน จึงเป็นที่มาของทุนก่อตั้งพรรคสามัคคีธรรมโดยเอานายณรงค์ วงศ์วรรณ มาเป็นหุ่นเชิด     ล่าสุด ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ออกคำสั่งศอฉ.ที่ 58/2553 เรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพยสินของบุคคล หรือนิติบุคคล เท่าที่จำเป็น แก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน     ในทางปฎิบัติแล้วนายกริล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเลขาฯ ศอฉ. ออกมาแถลงว่า ดี เอส ไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้น เพื่อให้ผู้ต้องสงสัย ที่ถูกเรียกให้มาชี้แจงตามคำสั่งศอฉ.มีทั้งสิ้น 152 คน มีเงินหมุนเวียนผิดปกติ กว่า 150,000 ล้านบาท แต่หลังจากที่คณะทำงานได้พิจารณาและเจ้าตัวได้มาเข้ามาชี้แจงให้ข้อมูลกับ คณะทำงานแล้ว ได้มีการตัดรายชื่อออกไปจนเหลือ 86 ราย ซึ่งในชื่อรายที่เหลือได้มีการตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังไป 9 เดือน และพบความผิดปกติในการทำธุรกรรม กลุ่มนปช. ส่งเค้าว่ามีความไม่ชอบมาพากล แต่น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงประมาณหมื่นล้านบาท      "บุคคลเหล่านี้ถือว่ายังไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่เป็นผู้ต้องสงสัยที่ทางราชการต้องการให้มาชี้แจงว่า ความเคลื่อนไหวของเงินเข้า-ออกบัญชีดังกล่าวเป็นอย่างไร หากสามารถชี้แจงได้เราก็จะตัดรายชื่อออกไป" เลขาศอฉ. นอ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. พูดถึงเรื่องนี้ว่า "มีคงหลายราย เช่น บางรายมีเงินฝากเข้า 7 ล้านบาท แต่ใน 1สัปดาห์ มีการถอนออกไป 7 ล้านบาท บางรายก็ 400 ล้านบาท บางรายก็7 พันล้านบาท มีทั้งข้าราชการ คนใกล้ชิดอดีตนายกฯ     ขณะนี้หลังจากกรณี เอส ซี แอส เซ็ท ที่มีการผ่อนปรนพร้อมกับข่าวลือว่ามีการจ่ายค่าเซ็นไปหลายร้อยล้านบาทนั้น คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า รายอื่นๆจำเป็นเช่นใด     เพราะวงเงินที่ถูกคำสั่งนี้หลุดธุรกรรมยิ่งใหญ่แค่ไหนที่ถูกคำสั่งธุรก รรมก็แสนกว่าล้านบาท แล้วที่หลุดออกไปไมอยู่ในคำสั่งจะมีมากขนาดไหน ยังไม่พบ แต่มีเบาะแสระบุว่าจำนวนแสนกว่าล้านบาท เป็นเพียง 10-20%ของทั้งหมดเท่านั้น     แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถ้าทำอย่างตรงไปตรงมาก็น่าจะถูกทางแล้ว เพราะเป็นการตัดท่อจ่ายเงินเพื่อปฎิบัติการพินาศประเทศ เพื่อให้เกิดผลในการกระชับประเทศเสียใหม่ แต่ถ้าย้อนรอยรสช. ทำเพื่อการตบทรัพย์ในการเซ็นยกเลิกคำสั่ง ก็คงจะต้องนับถอยหลังประเทศเช่นเดียวกันที่มา : www.13siamthai.com
Friday, 30 July 2010 14:09
บทความวันนี้จะเป็นเรื่องเนื่องอยู่กับเรื่องการปฏิรูป ใหญ่ประเทศไทย ซึ่งได้ลงตีพิมพ์มาหลายเรื่องแล้ว และเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมากไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม             เพราะกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นขื่อแปของบ้านเมือง เป็นสิ่งแสดงความเป็นธรรมรัฐและนิติรัฐ แสดงถึงความเสมอภาคและการรับรองคุ้มครองบังคับตามซึ่งสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนอย่างแท้จริง             เมื่อใดที่ความยุติธรรม เสื่อมสูญ เมื่อนั้นก็เหมือนขื่อแปบ้านเมืองพังทะลายลง บ้านเมืองก็จะอยู่ไม่ได้ และสภาพเช่นนี้กำลังปรากฎขึ้นอย่างแจ่มชัดในบ้านเมืองของเราในขณะนี้             อันกระบวนการยุติธรรมนั้นหมายความรวมถึงระบบกฎหมาย ตำรวจ อัยการ ศาล การบังคับคดี ทั้งในส่วนแพ่งและในส่วนอาญา ตลอดจนเรือนจำ และการให้การศึกษาด้านกฎหมายแก่ประชาชน             เพราะกฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องรู้กฎหมาย ผู้ใดจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ และจะอ้างว่าเข้าใจกฎหมายผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็ไม่ได้ ดังนั้นนอกจากจะต้องปฏิรูปกฎหมายซึ่งสับสนอลหม่านและเป็นต้นตอปัญหาหนึ่งของ บ้านเมืองแล้ว ยังจะต้องให้การศึกษาด้านกฎหมายทั่วไปให้ประชาชนที่จะถูกฎหมายบังคับได้รับ รู้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง             ในครั้งนี้จะแสดงเรื่องการปฏิรูปตำรวจและอัยการ ซึ่งระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมและผิดเพี้ยนไปจาก ระบบการปกครองบ้านเมืองทั้งหลายที่มีมาในโลก             คือ ไปถือเสียว่าทั้งตำรวจและอัยการเป็นองค์กรอิสระ เป็นต่างหากจากรัฐบาล หรือฝ่ายบริหาร ดังนั้นทั้งสองหน่วยงานนี้จึงประพฤติปฏิบัติตนในลักษณะเดียวกับองค์กรอิสระ จนทำให้นโยบายและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐมีความเลอะเทอะเละเทะจนเหลวแหลก ดังที่เห็น ๆ กันอยู่             แต่ก่อนนั้นถือกันว่าทั้งตำรวจและอัยการเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร โดยตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมือง ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน รวมทั้งให้บริการแก่ประชาชน บทบัญญัติทั้งหลายของกฎหมายจึงให้อำนาจหน้าที่แก่ตำรวจในการจับกุมผู้ฝ่าฝืน กฎหมายนั้น             เมื่อตำรวจจับกุมแล้ว ในขั้นดำเนินคดีส่งฟ้องศาลก็จะส่งลูกต่อให้กับอัยการซึ่งถือกันว่าเป็นทนาย ความแผ่นดิน คือทนายความของรัฐนั่นเอง             เหตุที่ ถือกันมาอย่างนั้นเป็นรูปลักษณะเดียวกันกับนานาประเทศทั้งหลาย และเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วก็เป็นอำนาจของศาล ตรงจุดนั้นแหละจึงเป็นอำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย             เพราะรัฐบาลบางยุคบางสมัยเคลิบเคลิ้มหลงใหลหรือไม่ก็เอาใจตำรวจหรืออัยการ ผสมโรงกับความใคร่อยากที่จะได้สองหน่วยงานนี้มาอยู่ในอำนาจอันลึกลับของฝ่าย การเมือง จึงแยกทั้งตำรวจและอัยการให้เป็นหน่วยงานอิสระ มีคณะกรรมการดูแลกันเองเป็นเอกเทศ และมีความแข็งตัวกว่าทุกระยะที่ผ่านมา             ดังนั้นในวันนี้ตำรวจจะทำหรือไม่ทำอะไร อัยการจะทำหรือไม่ทำอะไร หรือจะทำกันอย่างไร รัฐบาลก็เหมือนกับใบ้กิน ได้แต่ร้องแบ๊ะ แบ๊ะ เหมือนกับแพะถูกโห่ไล่             จะตั้งผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติก็ถูกกลุ่มก๊วนที่เขาจัดวางกันไว้ขัดขวางอย่างไม่ไว้หน้า จะตั้งที่ปรึกษาระดับ 10 ก็ถูกขัดขวางอย่างเดียวกัน ในขณะที่อัยการคิดจะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใครหรือจะเตะถ่วงคดีอย่างไร แม้กระทั่งจะใช้อำนาจปล่อยผู้ต้องหาไปดื้อ ๆ โดยอ้างว่าฟ้องไม่ทัน หรือยังฟ้องไม่ได้ จึงมีให้เห็นดาษดื่นไป             จนวันนี้ตำรวจ 300,000 คนที่ใช้งบประมาณแผ่นดินปีละ 70,000 ล้านบาทและอัยการจึงกลายเป็นองค์กรที่รัฐบาลแตะต้องอะไรไม่ได้ แม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าได้เป็นส่วนที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองเป็น ดังที่เห็น ๆ กันอยู่             จนกระทั่งอาณาประชาราษฎร์พากันอิดหนาระอาใจ และก่นด่าว่ากล่าวไม่ขาดระยะ กระทั่งเกิดเป็นกระแสกดดันเรียกร้องให้จำต้องปฏิรูปทั้งตำรวจและอัยการ             ผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานนี้ทั้งในระดับคณะกรรมการและระดับบริหาร ด้านหนึ่งก็ทำตัวเป็นอิสระเอกเทศ แต่อีกด้านหนึ่งก็สมรู้สมคบเอื้อเฟื้อเอื้อประโยชน์กับนักการเมือง และยอมรับตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก             เป็น การแสวงหาประโยชน์ร่วมกันและเป็นมาตรฐานที่แตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ๆ แม้กระทั่งศาล ซึ่งกรรมการหรือผู้บริหารหน่วยงานเหล่านั้นจะไม่เข้าไปดำรงตำแหน่งใด ๆ ในรัฐวิสาหกิจเพราะจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและเป็นรากเหง้าให้เกิด ความอยุติธรรมในบ้านเมือง             ตำรวจนั้นเป็นอย่างไร ถูกระอาใจรังเกียจขนาดไหน ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีกแล้ว เพราะถึงจะกล่าวก็กล่าวไม่หมด             แต่ในส่วนของอัยการนั้นออกจะประหลาดมาก เพราะหน่วยงานนี้มีชื่อว่าสำนักงานอัยการสูงสุด โดยที่ไม่มีสำนักงานอัยการชั้นต้นหรือชั้นกลาง อยู่ ๆ ก็มาโผล่สูงสุดเอาหน่วยเดียว ว่ากันว่าเป็นความมักใหญ่ใฝ่สูงของอดีตอัยการบางคนที่อยากได้ชื่อว่าเป็น ประมุขสูงสุดทำนองเดียวกันกับประธานศาลฎีกา ซึ่งความจริงต่างกันลิบลับ             สภาพไร้ขื่อแปของบ้านเมือง สภาพที่ผู้เกี่ยวข้องของวงการตำรวจและอัยการประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่ชอบ ด้วยหน้าที่ กระทั่งทุจริต เป็นวิกฤตใหญ่หลวงของกระบวนการยุติธรรมและจำต้องปฏิรูปทั้งสองหน่วยงานนี้ใน การปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยด้วย             ในส่วนตำรวจนั้น แก้กฎหมายกันมาหลายครั้ง ทำการปฏิรูปกันมาหลายหน แต่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อเพิ่มคน เพิ่มอำนาจ เพิ่มประโยชน์ให้กับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โดยที่ไม่เกิดผลประโยชน์ใด ๆ กับประเทศและประชาชนเลย             โดยเฉพาะสถานีตำรวจนั้นเป็นองค์กรตำรวจพื้นฐานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนที่ สุดกลับถูกทอดทิ้งไร้การเหลียวแล และตำรวจด้วยกันเองโดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวนถูกทอดทิ้ง กระทั่งเกิดเป็นคติให้ต้องออกไปทำมาหากินกันเอง เป็นเหตุให้ราษฎรทั้งปวงถูกรังแกข่มเหง             ดัง นั้นในการปฏิรูปตำรวจ จึงต้องมุ่งเน้นในประการดังต่อไปนี้             ประการแรก ต้องทำให้สถานีตำรวจทุกแห่งมีความเข้มแข็งและอำนวยความยุติธรรมเบื้องต้น ตลอดจนดูแลรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกำหนดโครงสร้างและตำแหน่งอย่างชัดเจน ให้มีผู้กำกับเป็นหัวหน้าสถานี             ประการที่สอง ให้ทุกสถานีตำรวจขึ้นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยหัวหน้าสถานีได้รับแต่ง ตั้งจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีนั้นก็ให้ประจำสถานีตลอดไป เว้นแต่จะทำผิดก็ต้องถูกปลดออกหรือพักงานสองสถานเท่านั้น             ประการที่สาม ตำรวจนครบาลให้สังกัดอยู่กับกรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล โดยได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร             ประการ ที่สี่ ให้โอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้มีส่วนงานเท่าที่จำเป็น คือตำรวจสันติบาล ตำรวจปราบจลาจล ตำรวจสืบสวนกลางและกองปราบปราม ซึ่งทำหน้าที่ถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของตำรวจในท้องถิ่น รวมทั้งให้มีหน่วยงานด้านวิชาการ ด้านนิติเวชและโรงพยาบาลตำรวจด้วย โดยมีกองบังคับการจังหวัดเป็นหน่วยประสานงานระหว่างตำรวจส่วนกลางกับตำรวจ ท้องถิ่น นอกนั้นให้ยุบทั้งหมด และโอนกำลังพลไปทำหน้าที่ที่เหมาะสม สำหรับหน่วยงานตำรวจที่เป็นงานของกระทรวงทบวงกรมอื่นให้โอนไปสังกัดกระทรวง ทบวงกรมนั้น             ส่วนการปฏิรูปอัยการนั้น ต้องมุ่งเน้นในการปฏิรูปดังต่อไปนี้             ประการ แรก เปลี่ยนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นสำนักงานอัยการ และโอนไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้เสนอแต่งตั้งอัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุด โดยความเห็นชอบของวุฒิสภา             ประการ ที่สอง ห้ามอัยการทุกตำแหน่งดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจหรือเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ กับรัฐบาลหรือเอกชน หรือรับตีความข้อกฎหมายหรือสัญญาใด ๆ ให้กับรัฐบาล             ประการที่สาม ยกเลิกแบบอย่างการสอบสวนโดยอัยการเอง และให้มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนในการพิจารณาสั่งฟ้องและการยื่นฟ้องต่อศาล             ประการที่สี่ บรรดาอรรถคดีจากองค์กรอิสระที่จะส่งฟ้องต่อศาล ให้อัยการมีหน้าที่ยื่นฟ้องต่อศาล หรือองค์กรอิสระเหล่านั้นอาจว่าจ้างทนายความว่าต่างแก้ต่างคดีได้โดยตรง             หากได้ปฏิรูปสองหน่วยงานนี้ในลักษณะที่ว่านี้ ก็ลองดูทีว่ากระบวนการยุติธรรมต้นน้ำและกลางน้ำในบ้านเมืองนี้จะดีขึ้นหรือ ไม่!ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 22 July 2010 11:11
บทความวันนี้ยังคงเนื่องกับเรื่องการปฏิรูปใหญ่ประเทศ ไทย ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการปฏิรูปชุดต่าง ๆ ยังคงว่าอยู่ในเรื่องทฤษฎีและนามธรรม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ จึงจำเป็นต้องนำเสนอความคิดไปโดยลำดับ             ฝั่งทะเลไทยคือพื้นฐานความมั่งคั่งของชาติ เพราะประเทศไทยมีฝั่งทะเลยาวเหยียด             ทางด้านตะวันตก ติดกับชายแดนพม่าลงไปทางใต้ตลอดแนวติดกับทะเลอันดามัน สามารถออกไปสู่มหาสมุทรอินเดียและโลกกว้างได้ มีฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และแตกต่างจากอีกฝั่งหนึ่ง เพราะพื้นทะเลเป็นพื้นทราย ในขณะที่ฝั่งอ่าวไทยเป็นพื้นทรายปนดิน จึงเป็นแหล่งสัตว์น้ำอันอุดม ไม่แตกต่างกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลใหญ่ของโลกแห่งหนึ่ง             ทางฝั่งตะวันออกของด้ามขวานทอง ตั้งแต่ทางใต้สุดที่ติดกับชายแดนมาเลเซียขึ้นไปทางเหนือจนถึงกรุงเทพฯ วกไปทางขวามือสู่ตะวันออก จนจรดกับชายแดนเขมร เป็นพื้นที่อ่าวไทย ที่สามารถออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิคอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งสัตว์น้ำอันอุดมที่มีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นพื้นทรายปนดิน             อาณาบริเวณฝั่งทะเลอันยาวเหยียดของประเทศไทย มีความปลอดภัยโดยธรรมชาติ เพราะห่างไกลออกไปนั้นมีเกาะแก่งและแผ่นดินตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซียคอยขวาง กั้นมหันตภัยให้กับประเทศไทย ประหนึ่งเทพยดาบันดาลกำแพงใหญ่ที่คุ้มครองป้องกันอันตราย ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางทะเลและทำการประมงได้ตลอดทั้งปี ผิดกับบางประเทศที่ทำการประมงได้ปีละไม่กี่เดือนหรือไม่ได้เลย             โดยสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และลักษณะไหล่ทวีปของสองฝั่งทะเลไทย จึงเป็นรากฐานความมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยและคนไทยได้ทอดทิ้งสองฝั่งทะเล ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม จนเกิดสภาพเสื่อมโทรมโดยทั่วด้าน             นอกจากสองฝั่งทะเลอันอยู่ด้านนอก ประเทศไทยยังมีทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นมรดกโลกสำคัญแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุด 1 ใน 5 ของโลกที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ สามารถบำรุงเลี้ยงผู้คนในภาคใต้ได้อย่างเต็มที่ เพราะทะเลสาบสงขลานั้นยังเชื่อมโยงกับทะเลน้อยและแหล่งชุ่มน้ำขนาดใหญ่พรุ ควนเคร็ง             ทะเลสาบสงขลานั้นมีลักษณะพิเศษกว่า ทะเลสาบทั้งปวง เพราะมีน้ำธรรมชาติอยู่ร่วมกันถึง 3 ชนิด คือน้ำเค็มตั้งแต่ปากอ่าวสงขลามาจนถึงปากรอ จากปากรอมาจนถึงบริเวณเกาะสี่ เกาะห้า อันเป็นแหล่งรังนกนางแอ่นที่ดีเลิศของโลกเป็นน้ำกร่อย ถัดจากนี้ไปยังฝั่งพัทลุงและระโนดเป็นน้ำจืด             ยามเทศกาลฝน น้ำจืดหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ พื้นที่น้ำจืดก็จะขยายไปจนถึงปากรอ พื้นที่น้ำกร่อยก็จะขับขยายไล่น้ำเค็มออกไปจนถึงใกล้ปากอ่าวสงขลา จากนั้นก็เป็นน้ำเค็ม             ยามเทศกาลแล้ง น้ำจืดเหือดแห้งลดลง น้ำทะเลก็หนุนเข้ามา พื้นที่น้ำเค็มก็ขยายไล่น้ำกร่อยมาจนถึงเกาะสี่ เกาะห้า พื้นที่น้ำกร่อยก็ไล่น้ำจืดไปจนถึงบริเวณเกาะใหญ่             สภาพธรรมชาติเป็นไปเช่นนี้ แต่มนุษย์ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติกลับทำลายธรรมชาติอันพิสดารนี้เสีย และทอดทิ้งละเลย จนในวันนี้ลุ่มทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อยและพรุควนเคร็งกำลังประสบชะตากรรม ถ้าเป็นคนก็ป่วยหนักใกล้ตายเต็มที             สภาพเช่นนี้ จึงถึงเวลาที่จะต้องทำการปฏิรูปทะเลไทยครั้งใหญ่ หาไม่แล้วความอุดมสมบูรณ์และโอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยก็จะสิ้นสลายไป และจะกลายเป็นแหล่งภัยธรรมชาติที่ทำลายคนไทยไปตลอดกาล             เพราะในวันนี้สองฝั่งทะเลกำลังกลายเป็นทะเลพิษ ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อย และพรุควนเคร็งกำลังเต็มไปด้วยมลพิษ ทั้งทางน้ำและทางบก ทั้งคนใจชั่วที่ไม่พ้นจากนักการเมืองได้เข้าบุกรุกเผาผลาญพรุควนเคร็งจน พินาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า             โดยสภาพฝั่งทะเลประเทศไทย หากใส่ใจพัฒนาและมองให้เห็นความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และบำรุงรักษาดูแลเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมอำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชาติไทยทั้งมวล             ทั้งยังเป็นประตูทางการค้าทางทะเลที่จะนำสินค้าไทยทุกประเภทที่ต้องขนส่งทาง ทะเลออกไปสู่โลกกว้าง ซึ่งวันนี้โอกาสนี้ไม่มีอยู่เพราะท่าเรือน้ำลึกอันจำเป็นที่จะต้องใช้เป็น จุดระบายสินค้าออกไปต่างประเทศมีน้อยกว่าน้อย และมีปัญหาสั่งสม ตลอดจนระบบการคมนาคมเชื่อมโยงต่าง ๆ ก็ขัดสนไปทุกอย่าง             ด้วยเหตุนี้จึงแทนที่ฝั่งทะเลไทยจะเป็นประตูการค้าทางทะเล เป็นแหล่งทรัพยากรอาหาร เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเลอเลิศของโลก กลับกลายเป็นปัญหาที่สั่งสมมาให้ต้องแก้ไขกันให้ทันท่วงที             ดังนั้นการปฏิรูปฝั่งทะเลไทยจึงต้องเป็นวาระสำคัญวาระหนึ่งในการ ปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อกันแต่เรื่องทฤษฎีโครงสร้างและเรื่องนามธรรมลมๆ แล้งๆ และไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด รังแต่จะเป็นจุดชนวนให้โต้เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด             เราจะปฏิรูปฝั่งทะเลไทยกันอย่างไร? มีเรื่องที่จะต้องผลักดันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นดังต่อไปนี้             ประการแรก ต้องหยุดการทำลายฝั่งทะเลไทยในทุกทาง และฟื้นฟูให้กลายเป็นแหล่งอาหารอันอุดม โดยจำเริญรอยตามพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มไว้ แล้ว             ตัวอย่างเช่น พระราชดำริให้สร้างปะการังเทียมที่ฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ทำให้ฝั่งทะเลย่านนั้นซึ่งปูปลาเกือบสูญสิ้นไปแล้วได้กลับฟื้นคืน ความอุดมอีกครั้ง ทำให้คนภาคใต้มีอาหารทะเลกินอย่างอุดมสมบูรณ์             จะต้องเร่งขยายพื้นที่ปะการังเทียมตลอดแนวฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย และตลอดแนวฝั่งทะเลด้านอันดามัน โดยเว้นช่องว่างเป็นทางเดินเรือเข้าออกตามความเหมาะสม ทำเรื่องนี้ได้เมื่อใด ฝั่งทะเลไทยก็จะกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลที่ยิ่งใหญ่และจะได้ปริมาณ มากกว่าปัจจุบันไม่ต่ำกว่าร้อยเท่า             จำเป็นจะต้องกล่าวถึงเรื่องปู ซึ่งคนไทยแทบไม่รู้ว่าปูไทยนั้นมีรสชาติอร่อยที่สุดในโลก และทั่วโลกล้วนต้องการปูไทย มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ที่สำคัญคือปูทะเล ปูม้า และปูแสม ซึ่งวันนี้ปูแสมแทบหมดไปจากประเทศไทยแล้ว และแทบหมดไปจากประเทศเพื่อนบ้าน จนต้องนำเข้าปูแสมจากอินโดนีเซียวันละหลายสิบตัน             คน ไทยเก่งกล้าสามารถ สามารถคิดอ่านวิธีเลี้ยงปูทะเลและปูม้าได้สำเร็จ แต่ยังขาดการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐ ในขณะที่ราคาปูทะเลขณะนี้กิโลกรัมละร่วม 800 บาท ปูม้ากิโลกรัมละร่วม 360 บาท ปูแสมกิโลกรัมละร่วม 120 บาท             ประการ ที่สอง ต้องพัฒนาท่าเรือน้ำลึกของประเทศไทยเสียใหม่ เพิ่มเติมจากที่แหลมฉบังและที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา การสร้างท่าเรือใหม่ที่บางบะราซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นี้เป็นพื้นที่น้ำตื้น และอาจไม่ได้ประโยชน์ดังหวัง             ท่าเรือน้ำลึกเป็นความจำเป็นอันยิ่งใหญ่ แต่ประเทศไทยไม่เคยคำนึงถึง ที่เอกชนริเริ่มขึ้นมาก็ถูกอิทธิพลต่างชาติข่มเหงรังแกจนกระทั่งล้มละลายวาย วอดไปตาม ๆ กัน             รัฐบาลไม่เคยสนใจในเรื่องเหล่านี้ นั่นคือกลวิธีในการทำลายการส่งออกของประเทศไทย ทำลายความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมให้เป็นไปเช่นนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว             ประเทศไทยจำเป็นจะต้องลงทุนขนาดใหญ่ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกเพิ่มเติมในภาค ตะวันออกและทั้งสองฝั่งทะเลภาคใต้ ที่มีศักยภาพไม่ต่างกับท่าเรือน้ำลึกของสิงคโปร์ ไม่ใช่ยอมรับฐานะเป็นท่าเรือชั้นสองที่ต้องขนข้าวของจากประเทศไทยไปขึ้นเรือ ใหญ่ที่สิงคโปร์อีกต่อหนึ่ง             สภาพที่กินน้ำใต้ศอกและเป็นเมืองขึ้นทางทะเลแบบนี้จะต้องสิ้นสุดลงในยุคสมัย ของเรานี้             ประการที่สาม สองฝั่งทะเลไทยงามงดสดใส ไม่ว่าทางฝั่งอันดามันหรือฝั่งตะวันออกหรือฝั่งอ่าวไทย ภายใต้ทิศทางใหญ่ในการพัฒนาประเทศตามธงชัยผืนที่สองของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่จะต้องสร้างชาติเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมบริการ ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาสองฝั่งทะเลไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันล้ำเลิศ ของโลก             ไม่ใช่มัวแต่คิดอ่านเล่นงานล้างผลาญกันทางการเมืองด้วยเรื่องบุกรุกที่ดิน ซึ่งไม่เป็นแก่นสารแก่ประเทศชาติดังที่เห็นกันอยู่             บรรดาบริการและธุรกรรมทั้งหลายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางทะเลจะต้องได้รับ การส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะในเอเซียนี้ไม่มีชาติใดเลยที่ฝั่งทะเล จะมีศักยภาพทุกด้านเหมือนกับประเทศไทย             สวรรค์ ประทานความเลอเลิศให้กับชาติไทยและคนไทย แต่นักการเมืองไทยกลับทำลายและไม่พัฒนาให้สมกับคุณค่า จึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำการปฏิรูปฝั่งทะเลไทยในฐานะที่เป็นวาระหนึ่งของ การปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 12 July 2010 16:01
  “เครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่” โยงขบวนการ แดงชุมนุม-รัฐขนทหารเข้ากรุง เขมรสบช่องอพยพคนตั้งชุมชนชายแดน ชี้ ระยะทาง 60 กม.อยู่แล้วเกือบ 1 แสนคน พร้อมทางการออกโฉนดสัญชาติแขมร์ให้ในดินแดนไทย ระบุกำลังทหารพร้อมบุกไทยหลายกองพัน ซ่องสุมอาวุธ-กำลังคนพร้อมยึดไทยเต็มที่ ขณะที่ประธานเครือข่ายท้า “มาร์ค” ลงพื้นที่ปักหมุดพิสูจน์หลักฐานพร้อมชาวบ้าน       หลังจากที่นายศรีเมือง วัฒนาชีพ ประธานเครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่ ได้ให้ข้อมูลกับ “ASTVผู้จัดการรายวัน” ของหลักหมุดซึ่งปักเข้ามาในพื้นที่ไทย 25 กม.แล้ว ล่าสุด วันนี้ (5 ก.ค.) เครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่ นำโดย นายศรีเมือง นายสิงห์สุวรรณพร สาครไพรศล เลขาธิการเครือข่าย และ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ได้เดินทางมาที่อาคารบ้านพระอาทิตย์ สำนักงาน ASTVผู้จัดการ เพื่อมอบหลักฐาน รูปถ่าย แผนที่ และดีวีดีที่ฝั่งกัมพูชาใส่ร้ายประเทศไทย และจะใช้เป็นเครื่องมือการปลุกระดมใน “วัน แห่งความโกรธแค้น” (Day of Anger)7 ก.ค.นี้ โดยมี นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ เป็นผู้รับมอบ              ทั้งนี้ นายศรีเมือง กล่าวว่า จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธว่า หลักหมุดของกัมพูชาที่ชาวบ้านพบ โดยตำแหน่งได้กินพื้นที่เขตแดนไทย 25 กิโลเมตรนั้น เป็นการปักหมุดจีพีเอสนั้น ตนอยากขอท้าให้นายกฯลงพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณที่พบหมุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมกับเครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่ หรือไปตรวจสอบที่กรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีพันเอกท่านหนึ่งดูแลเรื่องนี้โดยมีการเปรียบเทียบแผนที่ 2 ฉบับ คือ แผนที่ปักปัน 1: 200,000 ตร.กม.และอัตราส่วน 1: 50,000 ตร.กม.ซึ่งชัดเจนว่าหากนายกฯไปดูด้วยตนเองจะได้รู้ว่า เหตุใดไทยจึงสุ่มเสี่ยงที่จะเสียดินแดนอีก 1.8 ล้านไร่              นายสิงห์สุวรรณพร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากคนไทยที่ไปทำงานให้ทางการกัมพูชาว่า ในบริเวณช่องจอม จ.สุรินทร์ ใกล้กับปราสาทตาควาย มีการเตรียมกำลังทหารหลายกองพันพร้อมที่จะบุกเข้ามาฝั่งไทยทุกเมื่อ อีกทั้งในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงมีการชุมนุมกำลังทหารในเขตชายแดนลด ลงเป็นช่องทางให้กัมพูชาอพยพกำลังคนมาตั้งบ้านเรือนในฝั่งไทยจำนวนมาก โดยในระยะ 60 กม.ตั้งแต่ช่องจอมทอง-ปราสาทตาเมือนธม มีชาวกัมพูชาเข้ามาอาศัยแล้วเกือบ 1 แสนคน              “ขณะนี้บ้านหนองคันนาเดิม ต.โคกตะเคียน จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ว่างเปล่าของไทย มีคนเขมรและทหารปลอมตัวเข้ามาตั้งชุมชนอยู่แบบไร้ชื่อหมู่บ้าน เราเคยเข้าไปแทรกแซงแต่ก็ถูกสกัดเข้ามา ในชุมชนเหล่านั้นทุกคนมีอาวุธประจำตัว เด็กอายุ 12 ปี ถือปืนที่ทันสมัยกว่าของไทย ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ เมื่อชาวบ้านมาตั้งบ้านเรือนแล้ว ทางการกัมพูชาก็รีบออกโฉนดที่ดินของกัมพูชาให้กับคนเขมรในดินแดนไทยด้วย” เลขาธิการเครือข่ายทวงคืนแผ่นดินแม่ กล่าว              ขณะที่ ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวว่า ในการประชุมองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่จะมีขึ้นนั้นหลายคนเข้าใจว่า วันที่ 25 ก.ค.จะมีการพิจารณาการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่แท้จริงแล้วเป็นการประชุมคณะกรรมการ 7 ชาติ เพื่อหาแนวทางการบริหารจัดการเขตแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด ซึ่งจะลามไปยังอุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง แต่ทั้งนี้การบริหารจัดการจะเกิดขึ้นได้ต้องปราศจากการพิพาทแล้ว จึงน่าสังเกตว่า ช่วงนี้เรื่องของการปะทะ หรือกำลังทหารของกัมพูชาเงียบไปเพื่อให้ยูเนสโกเข้าใจว่าข้อพิพาทระหว่างไทย และกัมพูชาไม่มีแล้วที่มา : www.manager.co.th
Wednesday, 07 July 2010 16:33
ลัทธิมาร์ค-เนวินกำลังถูกแปรเปลี่ยนเป็นทฤษฎีทางการเมืองออกสู่สายตา ของสาธารณชนให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อสร้าง “มายาคติ” ให้เกิดขึ้นกับประชาชน และเป็นธงนำในการเคลื่อนไหวตลอดรวมถึงการทำกิจกรรมทางการเมืองที่บอกได้คำ เดียวว่า “แสบ” และ “แยบคาย”              ขณะเดียวกันก็เป็นลัทธิที่หอมหวานสำหรับบรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ เพราะเป็นการร่วมมือกันของ “เทพจอมปลอม” กับ “มารตัวจริง” ที่หมดจดยิ่ง              สร้างภาพ “มาร์ค” นายกฯดีที่หนึ่ง              เชื่อว่า คำถามแรกที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ ความหมายที่แท้จริงของ “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” คืออะไร              สมการของลัทธินี้มีตรรกะง่ายๆ ด้วยการสร้างภาพให้นายอภิสิทธิ์เป็น“มิสเตอร์คลีน” คือนายกรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเป็นหลักประกันในการรักษาเสถียรภาพในการเป็นรัฐบาลเอาไว้ให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อในการจัดการกับรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมทุจริต              ขณะที่ในอีกทางหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ก็หรี่ตาเอาไว้ข้างหนึ่งด้วยการปล่อยให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณร่วมมือกับนายเนวินไปกระทำการต่างๆ ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่เคยที่จะจัดการอะไรกับบรรดารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยของนายเนวินได้เลย แม้แต่น้อย หรือถ้าคัดง้างก็ทำพอเป็นพิธี จากนั้นก็ทำเป็นนิ่งเฉยเลยผ่าน              นอกจากนั้น พวกเขายังใช้ความแยบคายจากสถานการณ์การเผาบ้านเผาเมืองของขบวนการก่อการร้าย เสื้อแดงมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้นกับคนไทย เพื่อมัดมือชกและทำให้คนไทยจำใจและจำเป็นต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์และพรรค ภูมิใจไทย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของ “ระบอบทักษิณ” ได้              ทั้งนี้ ชุดความคิดที่สำคัญยิ่งของลัทธินี้ก็คือ การทำให้ผู้คนรู้สึกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย หากไม่มีนายอภิสิทธิ์แล้วก็ไม่ใครมีคุณสมบัติที่เหมาะสมเพียงพอที่จะนั่ง เก้าอี้ตัวนี้ได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องจริง เพราะในบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ล้วนแล้วแต่มีคนที่มือไม่ถึงขั้นทั้งสิ้น              นี่คือชุดความคิดที่เป็นกับดักของผู้ที่เกรงกลัวระบอบทักษิณ       และเป็นชุดความคิดที่ทำให้ลืมนึกไปว่า ในความเป็นจริงแล้ว นับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการโอบอุ้มของนายเนวิ นและนายสุเทพ เขาแทบไม่มีผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย              ดังเช่นที่ผลสำรวจล่าสุดของ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ที่สำรวจความเห็นประชาชน ในการทำงานครบรอบ 1 ปี 6 เดือนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์จากประชาชน จาก 1,395 คน พบว่า ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการทำงานของรัฐบาล 3.79 คะแนน จากคะแนนเต็มร้อย 10 คะแนน              ส่วนคะแนนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนเฉลี่ย 4.48 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากผลการประเมินเมื่อตอนที่ทำงานครบ 1 ปี 0.22 คะแนน หรือลดลงร้อยละ 0.2 โดยได้คะแนนด้านความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด แต่ได้คะแนนด้านความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจน้อยที่สุด              ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงตำแหน่ง นายอภิสิทธิ์นิยมที่จะไปเปิดป้าย เปิดงานสัมมนา เปิดให้ดารานักร้องมาพบที่ทำเนียบรัฐบาล มากกว่าที่จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาของประเทศ              ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ก็ดึงบรรดาคนสนิทที่เรียกว่า “แก๊งไอติม” หรือ “วอลเปเปอร์” เข้ามาเป็นมือไม้ในการทำงาน รวมทั้งสั่งให้ไปกระทำการต่างๆ ให้ ซึ่งก่อให้เกิดความผิดพลาดมากมาย              ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีของ “นายศิริโชค โสภา” วอลเปเปอร์ข้างตัวนายกรัฐมนตรีที่ถูกใช้งานจนนายอภิสิทธิ์ไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าไม่รู้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการซื้อดาวเทียมไทยคม       หรือแม้กระทั่งการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างๆ นายอภิสิทธิ์ก็เข้าไป “ล้วงลูก” เช่นกัน              แหล่งข่าวระดับสูงภายในพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของนายอภิสิทธิ์หรือ “ครม.มาร์ค 5” ภายหลังจากพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ยกมือให้กับรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจกร่างนั้น ชื่อของนายศิริโชคได้ถูกนายอภิสิทธิ์หยิบยกและนำเสนอให้ก้าวขึ้นมานั่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที แต่เมื่อนำไปปรึกษาหารือผู้ใหญ่ในพรรค ก็ถูกคัดค้านเนื่องเพราะเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะขึ้นชั้นเป็นรัฐมนตรี              ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยก็คือ “นายชวน หลีกภัย” ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งด้วยเหตุและผลที่ “ครูการเมือง” ของนายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง ทำให้นายอภิสิทธิ์จำเป็นต้องยอมรับ              นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์ยังขาดซึ่งภาวะผู้นำที่เด็ดขาดในการตัดสินใจต่อเหตุการณ์สำคัญๆ โดยปล่อยให้ขบวนการก่อการร้ายเสื้อแดงลุกลามขยายตัวออกไปโดยที่ไม่ได้มีการ เตรียมการรับมือ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ได้รับสัญญาณเตือนมาแล้วจากกรณีสงกรานต์เลือด 52 กระทั่งกลายเป็นการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองในเหตุการณ์การเดือนพฤษภาคม 53 ซึ่งกว่าที่เขาจะจัดการปัญหาให้คลี่คลายลงไปได้ ม็อบเสื้อแดงก็สร้างความพินาศฉิบหายให้กับคนไทยจนไม่อาจประเมินค่าได้              สำหรับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนั้น การที่นายอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมามากมายนั้น สังคมก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า แท้ที่จริงแล้วมีเจตนาเช่นไร เพราะสุดท้ายแล้วทำไปทำมาทำท่าว่า จะเป็นแค่กุศโลบายทางการเมืองที่นายอภิสิทธิ์ต้องการ “มัดมือชก” คนให้เลือกเขากลับมาเป็นรัฐบาลอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การปฏิรูปอะไรต่างๆ ที่กระทำผ่านคณะกรรมการชุดต่างๆ นั้น จะไม่บรรลุผลในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง              ลัทธิเนวิน โมเดลการเมืองยุคเงินคือพระเจ้า              ชุดความคิดถัดมาก็คือ ถ้าคนไทยต้องนายกรัฐมนตรีที่มีความเพียบพร้อมอย่างนายอภิสิทธิ์อย่างชนิดที่ ไม่สามารถหาได้ในคนอื่นแล้ว ก็จำต้องพ่วง “นายเนวิน” เข้าไปด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้              ชุดความคิดนี้เป็นชุดความคิดที่เหี้ยมโหดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการมัดมือชกให้คนไทยจำนนต่อเหตุผลอันเปราะบางนี้ถ้าหากไม่พินิจ พิเคราะห์ให้ดีด้วยหลักเหตุผล              ที่สำคัญคือ นายเนวินได้ทำให้ชุดความคิดนี้ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติอย่างไม่เคยปรากฏ มาก่อน เพราะเขาอาศัยจุดอ่อนของนายอภิสิทธิ์ที่อยากเป็นรัฐมนตรี อาศัยจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการเป็นรัฐบาล สร้างหมากกลในการต่อรองทางการเมืองชนิดที่ไม่อาจกระดิกกระเดี้ยไปไหนได้              เพราะถึงแม้ว่า เขาจะกระทำเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง หรือจะมีขัดขวางแต่ก็ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น              อย่างไรก็ตาม กว่าที่นายเนวินจะตกผลึกความคิดนี้ได้ ก็ต้องอาศัยเวลาไม่น้อย              สำหรับนายเนวินนั้น ต้องบอกว่า เส้นทางทางการเมืองของเขาเดินอยู่บนเส้นทางด้านมืดมาโดยตลอด ประจักษ์พยานที่ชัดเจนคือฉายา “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” ที่ไม่ใช่ได้มาโดยโชคช่วย หากแต่ได้มาพร้อมข้อครหาเรื่องซื้อเสียง เมื่อครั้งเลือกตั้งในปี 2538 ที่จังหวัดบุรีรัมย์              ขณะเดียวกันในยุคที่ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” เรืองอำนาจ เขาคือ “ขุนพลข้างกาย” ที่นายใหญ่ให้ความไว้วางใจอย่างมาก              อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก นช.ทักษิณพ่ายแพ้ แต่นายเนวินไม่แพ้ แถมยังซ่องสุมขุมกำลังใหม่โดยสร้าง “พรรคภูมิใจไทย” ขึ้นมาเป็นองค์กรในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยดูดเอานักการเมืองของนายใหญ่มาเข้าสังกัดเป็นจำนวนมาก เช่น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายสรอรรถ กลิ่นประทุม, นายสุชาติ ตันเจริญ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายอนุชา นาคาศัย เป็นต้น              ที่สำคัญคือขุมข่ายของนายเนวินยังประกอบไปด้วยทุนที่ทรงพลังและทรง อิทธิพลในสังคมไทยให้การสนับสนุนจำนวนไม่น้อย เช่น ซิโนไทยของ เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล คิงพาวเวอร์ของเสี่ยวิชัย รักศรีอักษร หรือแม้กระทั่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งทุนที่เหยียบเรือสองแคมเข้ามาให้การสนับสนุนด้วย ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เนื่องเพราะสามารถเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งยึดครองเก้าอี้กระทรวงสำคัญเกรดเอ เอาไว้เป็นจำนวนมาก เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เป็นต้น       แน่นอน ด้วยบุคลิกของนายเนวินที่ “ใจถึง-พึ่งได้” และมีปัจจัยก้อนมหึมาหนุนหลังย่อมเป็นที่ถูกใจบรรดานักเลือกตั้ง กระทั่งสามารถมี ส.ส.อยู่ในมือเป็นจำนวนถึง 32 คน              ที่สำคัญคือ หลังจากจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จแล้ว ลัทธิเนวินกำลังกลายเป็น “โมเดล” ทางการเมืองที่น่าสนใจยิ่ง เพราะรัฐมนตรีของพรรคแห่งนี้สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยมีนายสุเทพให้การ สนับสนุน              ดังเช่นที่นายสุเทพประกาศเอาไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2552 ในงานทอดกฐินที่วัดบ่อกรัง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีนายแทน เทือกสุบรรณ เป็นประธาน ว่า “วันนี้สุเทพจับมือกับเนวิน จะไม่มีใครสามารถเอาชนะได้”              โดยเฉพาะกรณีของการเช่าซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 4,000 คันที่ประชาธิปัตย์ค้านหัวชนฝาตอนเป็นฝ่ายค้าน ที่สุดท้ายก็จบลงด้วยการที่ ครม. ยินยอมให้ภูมิใจไทยเดินหน้าต่อไปได้เมื่อมาเป็นรัฐบาลคณะเดียวกัน              ตามติดมาด้วยความฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นภายใน “กระทรวงมหาดไทย” ที่เป็นที่รับรู้กันว่า “ม.สยาม” น้องรักของพี่ห้อยคือหัวโจกของการสวาปามที่มูมมามและตระกละตะกลามจนน่าขยะ แขยง จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วทั้งมหาดไทยว่า คนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตได้ในยุคนี้นั้นต้อง จบ “ม.สยาม” และสำเร็จหลักสูตร “เน” เท่านั้นถึงจะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ได้              ไล่เรื่อยมาตั้งแต่ โครงการเช่าระบบการให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน แบบใหม่วงเงิน 3.4 พันล้านบาทที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส เพราะมีการกล่าวหาว่าแก้ไขทีโออาร์เพื่อเอื้อให้กับบริษัทเอกชนบางรายตามใบ สั่งของนักการเมือง              การส่อทุจริตงบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะงบภัยหนาวที่จังหวัดใช้เงินทดลองราชการได้ครั้งละ 1 ล้านบาท              ตามต่อด้วยการเปิดข้อมูลลับจากอนุกรรมการของสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เกี่ยวกับผลสอบกรณีการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอที่ระบุว่ามี “ข้อสอบรั่ว” โดยกล่าวหาว่ามีการเมืองเข้าไปช่วยเหลือ 140 ปลัดให้สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้ แลกกับการเรียกรับผลประโยชน์รายละกว่าล้าน              เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทั้ง 140 คนจะตอบข้อสอบเหมือนกันทุกข้อ แถมมีผู้สอบนายอำเภอได้ที่บุรีรัมย์ได้ถึง 17 คน              มาจนถึงกรณีที่ซื้อขายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอตามสูตร 20-17-10 หรือถ้าอยากเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องจ่าย 20 ล้าน ถ้ารองผู้ว่าฯ ก็ 17 ล้าน และถ้าเป็นนายอำเภอก็ 10 ล้าน ที่นายไพฑูรย์ บุญวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกมา เปิดเผย พร้อมกับให้ข้อมูลที่น่าตกใจด้วยว่า การซื้อขายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นถึงขั้นต้องผ่อนส่งกันเลยทีเดียว              ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวถูกตอกย้ำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อ “นายจาดุร อภิชาตบุตร” หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยออกมาเปิดเผย ข้อมูลเรื่องการแต่งตั้งอธิบดีที่เกี่ยวกับการก่อสร้างทาง มีการจ่ายเงินหรือเรียกรับเงินกันถึง 300-400 ล้านบาทจนทำให้ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ตัดสินใจฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท              …กระทั่งถึงวินาทีนี้ คงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า การเมืองไทยอยู่ใน “ยุคมืด” และตกต่ำถึงขีดสุดจนไม่สามารถเป็นความหวังในการนำพาประเทศชาติได้อีกต่อไป เพราะมีบทพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า บรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่พาเหรดอยู่บนถนนการเมืองนั้น ล้วนแล้วแต่มีเป้าประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ              ที่สำคัญคือ เป็นการเมืองเก่าที่อาศัยวาทกรรมเรื่อง “ประชาธิปไตย” ผ่านระบบการเลือกตั้ง 4 วินาทีในการอ้างความชอบธรรมที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปเบิก ทางในการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ โดยมิได้คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีเลยแม้แต่น้อย              ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรทางการเมือง จงพึงตระหนักเอาไว้ว่า “คุณกำลังตกเป็นเหยื่อของลัทธิมาร์ค-เนวินหรือไม่ที่มา : www.manager.co.th
Monday, 05 July 2010 11:45
            การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 6 กรุงเทพมหานคร แทนตำแหน่งของคุณทิวา เงินยวง ซึ่งว่างลงเพราะเหตุถึงแก่กรรมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง             เพราะเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นกันว่าผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายซึ่งเป็นข้อหา ร้ายแรงมีโทษถึงประหารชีวิต จะได้รับอนุญาตให้ออกมาสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่             จะ เป็นแบบอย่างของความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง หรือไม่ก็เป็นแบบอย่างของความเสื่อมทรุดถึงขีดสุดของประเทศไทยไปก็เป็นไปได้ อีกไม่กี่วันคงจะได้รู้เห็นกันเป็นแน่แท้             มีคำถามมากมายในสังคมไทยในขณะนี้ว่า ถ้าหากผู้ต้องหาก่อการร้ายสามารถออกมาสมัครรับเลือกตั้งได้จะเป็นความรับผิด ชอบของใคร? และจะเกิดผลอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า?             และมีคำถามอีกว่าถ้าออกมาสมัครรับเลือกตั้งได้ก็จะถูกใช้เป็นเหตุผลในการขอ ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อปราศรัยหาเสียง ซึ่งเป็นการกดดันศาลในการพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งการกดดันในลักษณะนี้เป็นเรื่องนอกกฎหมาย และจะกลายเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติทั่วประเทศหรือไม่             ยัง มีปัญหาต่อไปอีกว่า ถ้าผู้ต้องหาก่อการร้ายสามารถออกมาสมัครรับเลือกตั้งได้ ออกมาปราศรัยหาเสียงได้ และถ้าหากได้รับเลือกตั้งขึ้นมาแต่วันหนึ่งศาลพิพากษาจำคุก หรือต้องโทษประหารชีวิต ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ใครจะรับผิดชอบในความเสียหายต่อบ้านเมืองและงบประมาณแผ่นดินที่ต้องสิ้นสูญ ไปเพราะการเลือกตั้งซ่อมอีกครั้งหนึ่ง             ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าหวั่นไหวหรือเกรงกลัวว่าผู้ต้องหาก่อการ ร้ายจะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะน้ำใจแท้ก็อยากเห็นอยู่เหมือนกันว่าการจะเป็นฉันใด แต่ที่กล่าวเบื้องต้นนั้นก็เพราะแลเห็นว่าแบบอย่างอันวิปริตวิปลาสครั้งนี้ หากเกิดขึ้นแล้วก็จะส่งผลยาวไกลต่อกระบวนการยุติธรรม และความเชื่อมั่นในความเป็นนิติรัฐของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง             เพราะคำถามจะตามมาอีกมากมายว่าบ้านเมืองขาดไร้คนที่ไม่มีมลทินหรือพรรคฝ่าย ค้านทั้งพรรคหาคนดีกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือจึงต้องยัดเยียดผู้ต้องหาคดีก่อการ ร้ายมาให้ประชาชนเลือก             คิดกันบ้างหรือไม่ว่าหากเกิดกรณีเช่นว่านี้ขึ้น จะเกิดความสะเทือนใจต่อผู้คนจำนวนมากหรือไม่อย่างไร จะเกิดความสะเทือนใจต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการป่วนบ้าน เผาเมืองสักเพียงไหน             จะเกิดความสะเทือนใจต่อ พี่น้องทหารทุกเหล่าทัพ จากการที่ต้องสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของกำลังพลของกองทัพจำนวนมากในการนำ ความสงบสุขกลับคืนมาสู่ประเทศอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เกิดเหตุซ้ำซากมาแล้วถึง 2 ครั้ง             กองทัพต้องหลั่งเลือดและชีวิต ประชาชนต้องพลีทรัพย์สินและชีวิต ตลอดจนความเดือดร้อนเสียหายมหาศาล แต่ผู้ก่อการในการจัดชุมนุมในการปลุกระดมและมีหลักฐานปรากฏชัดว่าเกี่ยวข้อง กับการป่วนบ้านเผาเมือง กลับลอยชายมาสมัครผู้แทนราษฎรได้             จะทำอะไรก็ทำกันไปเถิด แต่ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องนั้นย่อมจารึกไว้ในแผ่นดิน นี้ที่ประเทศไทยและคนไทยจะไม่มีวันลืมเลือนเป็นอันขาด             ใคร ที่คิดว่าจิตใจคนไทยไร้คุณค่าเปรียบดังพื้นพระธรณี จะขี้เยี่ยวรดเหยียบกระทืบอย่างไรก็ทำได้ตามใจชอบ ไม่ต้องแยแสครุ่นคิดกังวลให้เสียเวลาก็จงทำไป แล้วคอยดูกันว่าวิบากกรรมอันเป็นกฎแห่งกรรมธรรมดาในพระศาสนาทั้งหลายจะมี อยู่จริงและจะสำแดงผลให้ปรากฏแก่ผู้กระทำกรรมต่าง ๆ ได้จริงหรือไม่             นั่นเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกล่าวเตือนสติผู้มีอำนาจทั้งหลายทั้งปวง จะเชื่อหรือไม่เชื่อและจะทำกันอย่างไรก็สุดแท้แต่น้ำใจเถิด!             ในวันนี้ค่อนข้างจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคการเมืองในระบบการเมืองเก่า อย่างน้อย 2 พรรคจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้             นั่นคือพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ มีมติส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ในขณะที่พรรคเพื่อไทยก็มีมติส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำการชุมนุมซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายและถูกคุมขังอยู่ตาม หมายศาลในขณะนี้             อาจจะมีพรรคการเมืองในระบบการเมืองเก่าส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเพิ่มเติมอีก หรือไม่ ในไม่กี่วันข้างหน้าก็คงจะได้รู้ได้เห็นกัน             ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็นพรรคการเมืองในระบบการเมืองใหม่ก็เป็น ที่แน่นอนว่ามีอยู่พรรคเดียวคือพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับใด ๆ เลย             แต่มาคราวนี้มีข่าวว่าพรรคการเมืองใหม่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซ่อมด้วย และแว่วข่าวมาว่าพลเอก กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อาจจะได้รับมอบหมายจากพรรคให้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในคราวนี้             พรรคการเมืองในระบบเก่าเขาต้องส่งผู้สมัครอยู่แล้วไม่เป็นที่แปลกประหลาดอัน ใด และมีแต่จะแย่งชิงกันสมัครด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างอื่น นอกจากกล่าวว่าเป็นวิถีชีวิตของพรรคการเมืองในระบบการเมืองเก่าที่ต้องเป็น เช่นนั้น             แต่ในส่วนของพรรคการเมืองใหม่ซึ่ง ประกาศตนอยู่ในระบบการเมืองใหม่และเพิ่งส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นครั้งแรกก็ย่อมมีเรื่องที่จะวิเคราะห์วิพากษ์ได้             พรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็คือกองรบทางการเมืองที่มีหน้าที่ในการนำพาประชาชนไป สร้างความรุ่งเรืองมั่นคงมั่งคั่งให้กับประเทศชาติและราษฎร เพื่อการนี้จึงมีหน้าที่ต้องเข้าสู่สมรภูมิรบในทางการเมืองคือในการเลือก ตั้ง หาไม่แล้วก็ไม่มีผู้แทนที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับราษฎรได้             การที่พรรคการเมืองใหม่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในคราวนี้ จึงชอบด้วยหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะพึงทำ คงเหลืออยู่ว่าการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้มีที่ไปที่มาอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้พรรคการเมืองนี้ไม่เคยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับใด ๆ เลย             พิเคราะห์ดูแล้วก็เห็นว่าน่าจะมีเหตุผล หนุนหลังอยู่ในประการดังต่อไปนี้ คือการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในอีก 1 ปี 6 เดือนข้างหน้า ดังนั้นจึงควรแก่เวลาที่จะได้หยั่งกำลังศึกว่ามีกำลังหนักเบา มีแบบแผนและความพลิกแพลงประการใด เพื่อจะได้ทำศึกใหญ่ได้ถนัดมือ             และยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ฝึกซ้อมในการระดมพลังมหาประชาชนเข้าสู่สมรภูมิ รบทางการเมือง เพื่อสั่งสมเป็นประสบการณ์และบทเรียนในการทำศึกใหญ่ในวันข้างหน้า ดังนั้นการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ประโยชน์ที่พึงได้แน่นอนก็คือได้ฝึกซ้อมรบ ในสมรภูมิเลือกตั้งให้กับผู้มีอุดมการณ์การเมืองใหม่อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด และย่อมได้รับบทเรียนอันมีคุณค่าไปปรับใช้ในวันข้างหน้าด้วย             ประการสำคัญ การลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการทำความเข้าใจกับประชาชนครั้งใหญ่ ที่สุดว่าพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคการเมืองใหม่นั้น ไม่ใช่พรรคคู่แข่งที่จะตัดคะแนนเสียงกัน และถึงแม้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองใหม่จะต้องพ่ายแพ้แก่ฝ่ายค้านก็ ไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล             เหตุผลประการนี้จะทำให้ความลังเลสงสัยในใจคนที่ห่วงใยรัฐบาลและหวาดกลัว อำนาจเก่าได้รู้ได้เข้าใจอย่างกระจ่าง และจะได้ไม่ลังเลในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะถ้าสมมติพรรคฝ่ายค้านชนะขึ้นมา คะแนนเสียงในสภาปัจจุบันและอำนาจรัฐปัจจุบันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่จะได้เห็นกำลังประชาชนว่านิยมฝ่ายธรรมะหรืออธรรม             จะได้เป็นบทเรียนสั่งสอนรัฐบาลด้วยว่าการมีกำลังสื่ออยู่ในมือแต่ไม่รู้จัก ใช้ ปล่อยให้สมองของคนไทยถูกอัดเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จจนเห็นชั่วเป็นดี เห็นผิดเป็นชอบ ก็ยังพอมีเวลาที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ทันอยู่             ดังนั้นการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงอาจเป็นการเลือกตั้งที่หาก เปรียบกับการเล่นฟุตบอลแล้วก็คือการพับสนามเล่น             นั่นคือเป็นการหยั่งกำลังและวัดกำลังกันระหว่างการเมืองแบบเก่ากับการเมือง แบบใหม่ ว่าคนไทยโดยถือเอาคนกรุงเทพฯ เขต 6 เป็นตัวอย่างนั้น จะรักหวงแหนการเมืองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้ อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบจนบ้านเมืองล่มสลายต่อไป หรือว่าต้องการการเมืองแบบใหม่ที่มุ่งฟื้นฟูชาติและมุ่งประโยชน์ของประเทศ ชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งกันแน่             ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าการพับสนามเล่นกันนั้น ใครที่ต้องการการเมืองแบบใหม่ก็ไม่ต้องลังเลใจ ลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองใหม่ไปได้เลย             ส่วนอีกครึ่งสนามของการเมืองแบบเก่า หากใครยังต้องการการเมืองแบบเก่าอยู่ก็ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเลือกผู้สมัคร ของพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย             ถ้าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคการเมืองใหม่สามารถทำ ให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นการพับสนามเล่นกันได้แล้ว ชัยชนะย่อมตกเป็นของประชาชนเป็นมั่นคง ขออย่างเดียว อย่าส่งสินค้าเก่าเก็บโละสต็อคไปยัดเยียดให้ประชาชนก็แล้วกัน!ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 29 June 2010 16:12
            ทรัพย์สมบัติที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยอย่างหนึ่ง ที่มีมูลค่าและผลประโยชน์มหาศาล แต่ได้กลายเป็นแหล่งทำมาหากินและการเบียดเบียนบ้านเมืองมากที่สุดก็คือรัฐ วิสาหกิจ             เป็นทรัพย์สมบัติที่อยู่นอกบัญชีสินทรัพย์และหนี้สินของแผ่นดิน ซึ่งถ้าหากเป็นเอกชนก็กล่าวได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัตินอกบัญชีที่นักการเมือง พวกเทคโนแครตและข้าราชการจำนวนหนึ่งทำมาหากินกันจนตัวเป็นขน             และทำให้ทรัพย์สมบัติมหาศาลของชาติดังกล่าวนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์และทำราย ได้ให้แก่แผ่นดินตามที่ควรจะเป็น ทั้งยังก่อปัญหาและสร้างภาระผูกพันให้แก่ประเทศชาติเป็นจำนวนมหาศาล มิหนำซ้ำยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไม่ขาดระยะด้วย             ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและต้องถือ เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย เพราะขืนปล่อยไปเช่นนี้ก็ต้องพินาศฉิบหายและยังจะสร้างความพินาศฉิบหายให้ กับบ้านเมืองอีกด้วย             รัฐวิสาหกิจทั้งหมดในขณะนี้มีอยู่เกือบ 60 แห่ง มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 7 ล้านล้านบาท มีพนักงานประมาณ 1 ล้านคน ได้ใช้เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท และนำรายได้ส่งคลังปีละประมาณ 60,000 ล้านบาทเท่า ๆ กัน             รวมความก็คือทรัพย์สมบัติของชาติมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านบาทนั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่แผ่นดินเลย ผลประกอบการมีแต่เจ๊ากับเจ๊งและเจ๊งมากกว่าเจ๊า เพราะแท้จริงแล้วได้สร้างภาระผูกพันกับรัฐและสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรมาก มายนัก             ในการก่อภาระหนี้สินที่อ้างกันว่าเป็นการลงทุนก็อาศัยการค้ำประกันจากรัฐ และจำนวนมากก็ถือเป็นหนี้สาธารณะ อันเป็นข้อจำกัดในการก่อหนี้เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงของรัฐ และส่วนใหญ่ก็มีผลขาดทุน จึงต้องตั้งงบประมาณจ่ายให้เป็นเงินอุดหนุน             โดยภาพรวม ทรัพย์สมบัติของชาติมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านบาท สามารถนำส่งเงินเป็นรายได้แผ่นดินปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท หากคิดเป็นผลตอบแทนก็ไม่ถึงร้อยละ 1 ต่อปี นับว่าผลการดำเนินงานสุดแสนจะห่วย หากเป็นกิจการเอกชนก็ต้องปลดผู้บริหารออกจากตำแหน่งไปนานแล้ว             ผลตอบแทนห่วย แต่เป็นภาระต้องเอาภาษีของราษฎรไปจ่ายเป็นเงินอุดหนุนปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ในขณะที่การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจบางแห่งก็รีดนาทาเร้นเคี่ยวเข็ญราษฎรจน เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ดังเช่นการดำเนินงานของ ปตท. เป็นต้น             การบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดประกอบขึ้นด้วยคน 3 ส่วน คือนักการเมืองที่กำกับสั่งราชการรัฐวิสาหกิจในตำแหน่งรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ช่วย และเป็นปกติที่จะต้องจัดคนของตนเข้าไปเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้น             อีก 2 ส่วนที่เหลือคือกรรมการที่มาจากข้าราชการระดับสูง ทั้งโดยตำแหน่งและโดยการเลือกสรรของนักการเมือง กับพนักงานระดับบริหารของรัฐวิสาหกิจนั้น             รวม ความก็คือทรัพย์สมบัติของชาติมูลค่ามหาศาลอยู่ในกำมือของนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ             ผลประโยชน์ที่ถูกเบียดบังไปจากรัฐวิสาหกิจจนเหลือผลประกอบการที่ต่ำต้อยด้อย ค่าก็คือการฉ้อฉลหรือการทุจริตในการจัดซื้อหรือจัดจ้างที่แพงกว่าปกติ และในการให้อนุญาตหรือให้สัมปทานที่ได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าปกติ เพราะส่วนที่จะพึงเป็นพึงได้ถูกเบียดบังไปเป็นของนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้บริหารระดับสูง             นักการเมืองได้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเสพสุข ข้าราชการระดับสูงแต่ละคนดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินเดือนประจำหลายสิบเท่าก็มี ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงก็ได้รับผลประโยชน์ทั้งบนดิน ใต้ดิน เป็นจำนวนมหาศาล             เป็นผลให้ทรัพย์สมบัติของ ชาติกลายเป็นภาระของแผ่นดิน และทับอยู่บนหัวของประชาชนจนสุดทนที่จะแบกรับต่อไป ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เอื้ออำนวยประโยชน์แก่รัฐและประชาชนตามเจตนารมณ์ในการตั้งรัฐ วิสาหกิจขึ้นในประเทศไทย             เราจะทำการปฏิรูปกันอย่างไร? นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีรัฐบาลไหนยอมคิด และไม่มีรัฐบาลไหนยอมทำเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอเนกอนันต์ ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยนั้นเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ของประชาชนและกองทัพที่จะต้องผลักดันให้เป็นผลสำเร็จ             ไม่ต้องคิดอะไรกันใหม่ เพราะเรื่องนี้มีแบบอย่างอยู่ในหลายประเทศแล้ว โดยได้รวบรวมเอารัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้ามาสังกัดหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ที่เรียกว่าสำนักงานลงทุนแห่งชาติ ดังนั้นเพื่อเป็นแนวคิดในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ จึงขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจดังนี้             ประการ แรก จัดตั้งสำนักงานลงทุนแห่งชาติ ขึ้นเป็นองค์กรอิสระในสังกัดของกระทรวงการคลัง มีคณะกรรมการที่เป็นคนดีมีฝีมือและมีความสามารถในการบริหารจัดการที่ได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารจัดการสำนักงานลงทุนแห่งชาติ             สำนักงานลงทุนแห่งชาติมีหน้าที่ในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สมบัติของชาติอื่น ๆ ทั้งหมด และมีอำนาจหน้าที่ในการลงทุนในกิจการขนาดใหญ่ที่จำเป็น และเอกชนไม่สามารถลงทุนได้ เพื่อประโยชน์ของชาติ รวมทั้งเข้าซื้อกิจการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งชาติ             ทรัพย์สินทั้งหมดโดยเฉพาะทุนเรือนหุ้นของทุกกิจการที่สำนักงานลงทุนแห่งชาติ ถืออยู่ ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง และถือเป็นสินทรัพย์คงคลัง             เพื่อการนี้ ให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง พ.ศ. 2502 ที่สุดแสนจะล้าหลังเสียใหม่ ให้มีบัญชีเงินคงคลังส่วนหนึ่งและบัญชีสินทรัพย์คงคลังอีกส่วนหนึ่ง             เมื่อใดที่เอาสินทรัพย์นอกบัญชีกว่า 7 ล้านล้านบาทมาเป็นสินทรัพย์คงคลังในบัญชีสินทรัพย์คงคลังแล้ว เมื่อนั้นประเทศไทยก็จะเป็นราชอาณาจักรที่มั่งคั่งมหาศาล ไม่ใช่มีเงินคงคลังอยู่เพียงแสนกว่าล้านบาทดังที่เป็นอยู่             ประการที่สอง ตราพระราชบัญญัติโอนรัฐวิสาหกิจทั้งปวงมาสังกัดสำนักงานลงทุนแห่งชาติ ให้ยกเลิกคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทั้งหมด และให้คณะกรรมการสำนักงานลงทุนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เป็นคณะกรรมการของรัฐ วิสาหกิจนั้นแทน เพียงเท่านี้รัฐวิสาหกิจทั้งหมดก็จะพ้นจากการเป็นเหยื่อของนักการเมืองและ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พ้นสภาพจากสมบัติผลัดกันชมที่สืบเนื่องมาจากอดีตอย่างสิ้นเชิง             ประการที่สาม ให้สำนักงานลงทุนแห่งชาติและรัฐวิสาหกิจหรือกิจการทั้งหมดในสังกัดมีบัญชีงบ ดุล แสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ตลอดจนมีบัญชีกำไรขาดทุน แสดงรายได้รายจ่าย ตามมาตรฐานทางบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยทรัพย์สินส่วนทุนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานลงทุนแห่งชาติเป็นผู้บริหารจัดการ             ให้สำนักงานตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของสำนักงานลงทุนแห่ง ชาติและของทุกรัฐวิสาหกิจทุกกิจการในสังกัด ตามมาตรฐานทางบัญชีที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่กำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง             ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานลงทุนแห่ง ชาติ และทุกรัฐวิสาหกิจทุกกิจการในสังกัด และมีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับการดำเนินงาน หรือแก้ไขการดำเนินงาน ตลอดจนมีอำนาจสั่งพักงานหรือปลดพนักงานหรือผู้บริหารออกจากตำแหน่งได้ และให้มีอำนาจสั่งให้หยุดงานชั่วคราวในระหว่างตรวจสอบได้ด้วย และถ้าพบว่ามีการทุจริตให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจสั่งดำเนินคดีได้ อีกทางหนึ่งด้วย             ประการที่สี่ กำหนดผลดำเนินงานมาตรฐานที่จะต้องนำส่งกำไรเข้าคลังไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของสินทรัพย์ และกำหนดให้มีคณะกรรมการ 3 ชุด ในการดำเนินงาน คือ คณะกรรมการสรรหาบุคคล คณะกรรมการพิจารณาผลตอบแทน และคณะกรรมการตรวจสอบภายใน             ให้สำนักงานลงทุนแห่งชาติมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบการให้อนุญาตหรือให้สัมปทาน ที่มีความชัดเจน โปร่งใส และให้ประสิทธิผลในการบริหารที่สุจริตและมีประสิทธิภาพด้วย             ให้สำนักงานลงทุนแห่งชาติมีหน่วยงานนโยบายและแผนที่วางนโยบายในการลงทุนที่ สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาประเทศ โดยไม่อยู่ใต้อาณัติของหน่วยงานอื่น เพื่อให้มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการทรัพย์สมบัติของชาติ             การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะต้องเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการปฏิรูปใหญ่ ประเทศไทย จึงจะสามารถหยุดยั้งการล่มสลายและเป็นพลังในการฟื้นฟูประเทศไทยได้.ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 24 June 2010 14:46
แม้ว่าจะพยายามเข็นคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ออกมา แต่สัปดาห์ที่แล้วมนต์มายาตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ดูเหมือนจะไม่มีมนต์ขลังใด ๆ เพราะผู้คนพากันหันไปสนใจกับเรื่องการซื้อดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นการจุดพลุการเมือง โดยนายกรัฐมนตรีโดยตรง             นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เปิดเผยเรื่องราวต่อสื่อมวลชนว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะซื้อดาวเทียม ไทยคมกลับคืน เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ             ผู้ คนก็พากันงงว่าในเมื่อไม่มีเมฆไม่มีลม แล้วจู่ ๆ ฝนซื้อดาวเทียมไทยคมตกมาได้อย่างไรกัน แต่เพียงแค่ 3 ชั่วโมง คนไทยก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะคนสนิทของนายกรัฐมนตรีคือนายศิริโชค โสภา แถลงว่าได้เดินทางไปเจรจาซื้อดาวเทียมไทยคมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ คลัง             เพียงแค่ 3 ชั่วโมง จะถึงกับไปเจรจาซื้อดาวเทียมไทยคมกันได้อย่างไร ผู้คนก็สงสัย แล้วเขียนถามในทวิตเตอร์กันเป็นการจ้าละหวั่น สักครู่เดียวนายศิริโชค โสภา ก็แถลงอีกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เร่งรีบ แต่เป็นเรื่องที่มีการเจรจากันมา 2 เดือนก่อนหน้าแล้ว             แถลงอย่างนี้ก็เป็นเรื่อง เพราะมีคนคำนวณได้ว่าช่วงเวลา 2 เดือนที่ระบุว่ามีการเจรจากันนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต เหตุใดรัฐบาลจึงไม่บอกให้ประชาชนรู้ก่อน เพราะกลายเป็นว่ามีการแอบเจรจากันมาแล้วถึง 2 เดือน นายกรัฐมนตรีจึงได้มาเปรยขึ้นลอย ๆ ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดซื้อ             ความไม่ชอบมาพากลตั้งต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น เพราะนักลงทุนรายย่อยได้นำข้อมูลออกมาเปิดเผยว่า ณ เวลาที่อ้างว่ามีการเจรจากันนั้น หุ้นดาวเทียมไทยคมมีราคาแค่ 3 บาทเศษ แต่ ณ เวลาที่นายกรัฐมนตรีเปรยเรื่องนี้ ราคาหุ้นได้พุ่งไปสูงกว่าเท่าตัวแล้ว หรือว่ามีเรื่องปั่นหุ้นแอบแฝงอยู่?             เรื่องนี้ จึงกลายเป็นสองประเด็นขึ้นมา คือประเด็นการซื้อดาวเทียมไทยคม และประเด็นการปั่นหุ้น ซึ่งแต่ละประเด็นนั้นทำให้คนไทยและรัฐบาลนี้ขนลุกขนพองได้ทั้งนั้น จึงมีการกลับลำป้องปัดกันเป็นการจ้าละหวั่น             กรณีเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีการแอบไปเจรจากันว่าจะซื้อดาวเทียม ไทยคม และเจรจากันมาตั้ง 2 เดือน จึงเพิ่งมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ             ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ คนที่ไปเจรจาเรื่องนี้กลับเป็นคนสนิทของนายกรัฐมนตรีทั้งคู่ คนหนึ่งคือนายศิริโชค โสภา ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ในกิจการอวกาศ หรือดาวเทียม อีกคนหนึ่งคือนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตวานิชธนกิจผู้มีฝีมือจัดจ้าน และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง             การเจรจานั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนของพรรคเพื่อแผ่นดินยังดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที และเมื่อรัฐมนตรีคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าดำรงตำแหน่งก็เคยประกาศต่อ สาธารณะว่าจะยึดดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของรัฐ             คนทั้งหลายก็มีความยินดี เพราะท่าทีดังกล่าวนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติเป็นครั้งแรกหลังจากที่ ทำโง่งมงายและไม่สนใจมาเป็นเวลานาน ทั้งๆ ที่ คตส.    ป.ป.ช. และศาล ได้วินิจฉัยตรงกันเป็นข้อผูกพันรัฐบาลมาแล้วว่ามีการผิดสัญญาสัมปทานในสาระ สำคัญถึง 2 ประการ คือ ผู้ประกอบการเป็นคนต่างด้าว โดยใช้นอมินี่ถือหุ้นแทน กับการผิดสัญญาไม่ยิงดาวเทียมสำรองตามที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน             ผลผูกพันจากคำตัดสินของศาลในคดีที่รัฐบาลโดยอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ฟ้องคดีนั้น จึงผูกมัดรัฐบาลที่จะต้องบอกเลิกสัญญาและยึดเอากิจการดาวเทียมกลับมาเป็นของ รัฐ             เรื่องที่ต้องทำเป็นเช่นนี้ แต่นายกรัฐมนตรีมาจุดประเด็นเป็นเรื่องอื่นไป คือคิดจะซื้อดาวเทียมไทยคมและเรื่องราวก็เปิดเผยออกมาโดยลำดับว่าในการเจรจา กันตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมานั้น มีการตกลงราคาคร่าว ๆ กันแล้ว 5,800 ล้านบาท             และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีก็ได้แสดงท่าทีใหม่เป็นว่า การจัดซื้ออาจจะแล้วเสร็จภายในเวลา 4 เดือน และจะเป็นการซื้อหุ้นโดยจะเปลี่ยนแปลงแค่คณะกรรมการ เมื่อซื้อแล้วก็จะใช้เจ้าหน้าที่ชุดเดิมดำเนินการต่อไป ช่างง่ายดายเหลือเกิน!             ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องซื้อดาวเทียมไทยคมนั้น เป็นเรื่องที่เจรจากันมาก่อนหน้าแล้ว ทั้งราคา ทั้งวิธีการ คงเหลือแต่จะจัดการกันอย่างไรเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ไม่ใช่หรือผู้คนในรัฐบาลจึงเรียงหน้าประสานเสียงว่าต้องซื้อ ต้องซื้อ ต้องซื้อ             แต่เป็นเรื่องที่ขัดกับผล ประโยชน์ของประเทศและประชาชน ขัดกับความรู้สึกของประชาชน และเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยออกมามากขึ้นก็ยิ่งเห็นถึงเงื่อนปมต่าง ๆ ที่เข้าลักษณะฮั้วการเมือง แต่ทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย             เพราะถ้าจะมีการจัดซื้อกันจริง ๆ โดยไม่มีการยึดตามพันธะที่รัฐบาลผูกพันตามคำตัดสินของศาล ก็จะกลายเป็นว่าประเทศไทยจะต้องใช้เงินเพื่อการนี้ถึง 3 สถาน คือ             สถานแรก ต้องจัดหาเงิน 5,800 ล้านบาท เป็นค่าซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคม ทั้ง ๆ ที่ผลผูกพันและกรณีที่พึงเป็นนั้นรัฐไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว โดยสามารถยึดคืนมาเป็นของรัฐ พร้อมกับเรียกผลประโยชน์จากความเสียหายของดาวเทียมที่บริษัทประกันภัยได้ จ่ายมาให้กับรัฐบาลไทย และถูกมุบมิบโอนไปให้แก่ผู้ประกอบการ รวมเป็นเงินสองยอดนี้ร่วม 7,800 ล้านบาท             สถาน ที่สอง เมื่อเป็นการซื้อกิจการโดยรูปแบบการซื้อหุ้นก็ต้องรับมาทั้งทรัพย์สินและ หนี้สิน นั่นคือดาวเทียมเก่า ๆ ที่หมดอายุเป็นส่วนใหญ่และใกล้หมดอายุเป็นส่วนน้อย แต่มีหนี้สินผูกพันตามที่ปรากฏเป็นข่าวก็มีจำนวนประมาณ 10,000 ล้านบาท จึงต้องหาเงินไปชำระหนี้ยอดนี้ ซึ่งหากใครได้เป็นเจ้าหนี้ก็คงได้เฮกันลั่นโลกเป็นแน่ นี่จะเรียกว่าเสียค่าโง่ซ้ำสองก็ได้             สถานที่ สาม เมื่อซื้อกิจการดาวเทียมไทยคมมาแล้ว ก็มีพันธะที่จะต้องยิงดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นไปสู่อวกาศ เพื่อเตรียมทดแทนดาวเทียมดวงก่อนหน้า ตามข้อกำหนดในการจัดสรรจุดโคจรดาวเทียมของนานาชาติ ซึ่งจะต้องใช้เงินอย่างน้อยอีก 10,000 ล้านบาท หากไม่ยิงดาวเทียมตามกำหนดก็จะเสียสิทธิ์ในจุดโคจรในอวกาศนั้น นี่อาจเรียกได้ว่าเสียค่าโง่ซ้ำสามก็ได้             และ เมื่อได้กิจการดาวเทียมไทยคมโดยจะต้องจ่ายเงินและขาดประโยชน์ทั้งสามสถานรวม กันแล้วเป็นเงิน 27,800 ล้านบาท แต่รายได้จะมีเท่าใดนั้นรัฐบาลนี้ไม่เคยรู้และไม่เคยแถลง             ก็ขอบอกให้เอาบุญว่ารายได้จากกิจการดาวเทียมนั้นเพียงแค่คุ้มเสมอตัวเท่า นั้นและเขาเก็บกันไปล่วงหน้าเกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นบรรดาเงินที่จะต้องจ่ายเกือบทั้งหมดจึงเท่ากับเป็นการจ่ายลมจ่าย แล้ง โดยแทบไม่มีรายได้ตอบแทนเลย ตรงนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเสียค่าโง่ซ้ำสี่ คือลงทุนและขาดประโยชน์ 27,800 ล้านบาท แต่ไม่มีรายได้ที่คุ้มค่ากัน             ค่าโง่ขนาดนั้นก็หนักหนาสาหัสแล้ว แต่ยังจะหนักหนาสาหัสกว่านั้นอีกเพราะในการดำเนินกิจการดาวเทียมนั้น รัฐบาลไม่มีผู้รู้ผู้ชำนาญ เป็นเรื่องสลับซับซ้อนกว่ากิจการโทรทัศน์เสียอีก             บทเรียนอันเจ็บปวดของคนไทยในเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วจากคู่กรณีเดียวกัน นี้แหละคือรัฐบาลกับอำนาจเก่า ซึ่งมีการค้างชำระค่าสัมปทานและค่าเสียหายจากการได้สัมปทานไอทีวี ถึง 120,000 ล้านบาท แต่ไม่มีใครติดตามทวงถาม ปล่อยให้ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น แล้วยึดเอากิจการไอทีวีมาเป็นของรัฐ             ทำให้ขาดรายได้จากค่าสัมปทานงวดละประมาณ 20,000 ล้านบาท แล้วต้องตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ถึงปีละ 1,800 ล้านบาท โดยที่ไม่มีคนของรัฐบาลไปดำเนินการ             จึงต้องใช้ทีมงานเดิมและใช้สถานที่เดิมซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 ต่อไป และเป็นที่แน่นอนว่าแนวทางการนำเสนอข่าวหรือจุดยืนก็ย่อมเป็นอย่างเดิมด้วย ดังนั้นในยามมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง รัฐบาลจึงต้องปวดหัวตัวร้อนเพราะสถานีโทรทัศน์แห่งนี้นำเสนอข่าวและรายการ ต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง             กิจการดาวเทียมนั้นยิ่งกว่ากิจการโทรทัศน์หลายเท่านัก เหตุนี้เมื่อมีการซื้อกิจการมาแล้วก็ต้องใช้ทีมงานเก่า และต้องใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายให้ทีมงานเก่านั้นทำงานต่อไป จะเรียกว่าเอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอมก็ได้ แต่จะหวังให้ลูกเขามาทำงานให้รัฐบาลนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เลย             กรณีก็จะกลายเป็นว่า อำนาจเก่าได้กิจการดาวเทียมไปทำ โดยรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินทั้งหมด ตรงนี้จะเรียกว่าโง่ซ้ำห้าได้หรือไม่เล่า?             นั่นคือความเป็นไปต่าง ๆ ที่ประเทศชาติและประชาชนไทยจะต้องแบกรับและเป็นทุกข์ทรมานหากว่ามีการซื้อ กิจการดาวเทียมไทยคมดังที่มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ในขณะนี้             ส่วนเรื่องปั่นหุ้น เรื่องฮั้วกันสร้างกำไรในตลาดหุ้นนั้น ถึงแม้ใครจะปฏิเสธอย่างไร แต่ก็จะห้ามใครไม่ให้สงสัยไม่ได้ดอก เพราะ 2 เดือนที่มีการเจรจากันมาและราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปกว่าเท่าตัว ในขณะที่เป็นช่วงเวลาที่วิกฤตจากการชุมนุมนั้น ผู้คนในวงการเขารู้เขาก็ดูออกว่าอะไรเป็นอะไร และดูออกว่าใครที่มีข้อมูลอินไซต์เดอร์และเข้าซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ก็ย่อมได้กำไรกว่าเท่าตัวมาแล้ว             อาจจะมีผลกำไรระหว่าง 7,000-12,000 ล้านบาทก็ได้             และ เมื่อรวมสรตะแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินทุกกรณีรวมกันก็อาจจะใกล้ เคียงกับจำนวนเงินที่ยึดมาอย่างยากเย็นจากตระกูลชินวัตร 46,000 ล้านบาทก็ได้             ดังนี้จะห้ามคนไม่ ให้คิดว่าคนที่เกี่ยวข้องจะได้รับส่วนแบ่งหรือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร! ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 21 June 2010 15:50
       ความเสียหายของตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดเงินตรา ช่วงที่ผ่าน มา จุดเริ่มต้นอยู่ที่ตลาดหุ้น กลต.ถูกตั้งขึ้นในปี 2535 มี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นรองเลขาธิการ กลต. ได้นำระบบ Maintenance Margin & forced sell มาใช้ในปี 2536 ต่างชาติเห็นทางที่จะได้ประโยชน์ จึงปั่นตลาดหุ้นขึ้น SET ขึ้นสูงสุดในต้นปี 2537 ที่ 1,750 จุด จากนั้นก็มีการเทขายอย่างรุนแรง ทำให้ตลาดหุ้นพังทลายมา มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนไทยอย่างบ้า คลั่ง ทำให้สภาพคล่องของระบบเหือดแห้ง ค่าเงินบาทเสียหาย ต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุด ต้องเข้าไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 ประเทศไทยพ่ายแพ้ 2 ด้าน คือ              1) ไม่สามารถรักษาค่าเงินบาทไว้ได้ 2) ไม่สามารถรักษาฐานะสถาบันการเงินไว้ได้ ทำให้ภาคการผลิตจริงล้มลงแทบหมดประเทศ ทางการต้องตั้ง ปรส. บสท. มายึดสินทรัพย์ภาคการเงินและภาคการผลิตจริง รวมทั้งที่ดินของเกษตรกรทั่วประเทศถูกยึดเกือบ 40 ล้านไร่              .. ความเสียหายของตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดเงินตราช่วง ปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นที่ตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน การ เปิดตลาดอนุพันธ์ เป็นช่วงที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขา กลต. หรือช่วงปัจจุบัน ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า SET50 Index Futures SET50 Index Options Single Stock Futures และ Gold Futures เกิดขึ้นระหว่างปี 2547 – 2552 คนคุมการเงินโลกอย่าง World Fund ที่เข้าใจเรื่องนี้ รู้ทิศทางตลาด และปั่นตลาดได้ จะสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง (อ่านความเป็นมาของตลาดอนุพันธ์ที่ 35 ปีแห่งการพ่ายแพ้ทางการเงิน http://bit.ly/c0frSn )              การเปิดตลาดอนุพันธ์ เป็นที่มาของเงินไหลเข้าไทยอย่างท่วมท้น จากที่เก็งกำไรในตลาดหุ้นปกติอยู่แล้ว เป็นได้มาหาประโยชน์จากตลาดอนุพันธ์เพิ่มขึ้น              ระหว่างปี 2006-2009 หรือช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดอนุพันธ์ ทุนสำรองประเทศไทยเพิ่ม 118 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับทุนสำรองจีนเพิ่ม 113 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เงินบาทไทยก็แข็งที่สุดในภูมิภาคอาเซียน              สภาพคล่องท่วมระบบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบสูง ตลาด อนุพันธ์ทำให้เงินท่วมประเทศไทย ตลาดเงินเกิดความผิดปกติอย่างรุนแรง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ถ่างห่างกันมาก ประมาณ 5 - 6 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเป็น 2 - 3 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ฝากเงินรับดอกเบี้ยฝากอัตราต่ำ ทำให้ผู้กู้เงินจ่ายดอกเบี้ยกู้อัตราสูง              ปรากฏการณ์ ที่แสดงว่าไทยได้รับความเดือดร้อนจากเงินท่วมประเทศ              (1) วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ทางการได้ออกมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30 เปอร์เซ็นต์ มีผลให้ SET ตกวันเดียว 108 จุด มูลค่าตลาดหุ้นเสียหาย 8.1 แสนล้านบาท ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในเย็นวันเดียวกัน โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศ “ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์” เป็นการยอมจำนนต้อการแก้ปัญหาเงินท่วมประเทศครั้งแรก              (2) วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ธปท.ออกมาตรการ 4 ข้อ เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องล้นระบบ เช่น เพิ่มเงินลงทุนต่างประเทศอีก 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยอนุมัติให้ลงทุนต่างประเทศก่อนหน้านี้ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯลฯ              มันไม่ใช่ความเสียหายส่วนบุคคล เป็นความเสียหายของระบบ มันจึงเป็นความเสียหายที่สูงมาก มาตรการทั้ง 2 ครั้งนี้ เป็นมาตรการที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ประเทศไทยมักจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแทบทุกเรื่อง เพราะไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ปัญหาและความเสียหายจึงยังคงอยู่ แม้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่า ต้นเหตุอะไรที่ทำให้เงินท่วมประเทศไทย หรือไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเงินท่วมประเทศ               ประเทศไทย ไม่เคยประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหา ไม่ว่าความเสียหายของตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดเงินตราในช่วงที่ผ่านมาและในช่วงปัจจุบัน ที่เห็นว่ามีการแก้ ปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหา เป็นเพียงการยอมจำนนต่อปัญหามากกว่า ได้แต่รักษาปัญหาตามอาการแต่อย่างเดียว เกิดความเสียหายแบบสุดกู่ กระทั่งต้องเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง              เงินที่ท่วมประเทศไทยขณะนี้ก็กำลังทำความเสียหายให้ประเทศ ไทยอยู่ตลอดเวลา              ตลาดหุ้น คือตลาดอบายมุขกองใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในโลก ผู้เขียนได้ยินคำว่าพัฒนาตลาดทุนครั้งใด ขนลุกทุกครั้ง เพราะว่าเป็นการพัฒนาตลาดอบายมุข              ตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดเงินตรามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ดังตัวอย่างของจริงที่นำเสนอข้างต้น ความเป็นไปของโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนยากที่นักวิชาการทั่วไปจะตามทัน การค้าของโลกทุกวันนี้ไม่ได้ค้าขายสินค้าจริง (Real trade) อย่างเดียว แต่มีการค้าขายกระดาษ (Paper trade) ด้วย              วาระตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน นางธาริษา วัฒนเกส จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ จะมีการหาคนใหม่มาดำรงตำแหน่งแทน              ตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศ เป็นตำแหน่งที่สำคัญ ที่จริงแล้วใครมารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สำคัญ ขอให้มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจในงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และนำความมั่นคงมาสู่ตลาดตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดเงินตราของประเทศได้              มีข่าวว่า ประสาร ไตรรัตน์วรกุล และ ธีระ ชัย ภูวนาถนรานุบาล ไม่ใครก็คนใดคนหนึ่ง จะถูกเลือกมานั่งในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ข้อมูลที่นำเสนอข้างต้น บอกว่าคนทั้งสองไม่ได้แสดงว่ามีความรู้ความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดเงินตรา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ร้ายแรงมากมาแล้ว จะเลือกใครเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ก็ว่ากันไป แต่ผู้เขียนเห็นว่าทั้ง 2 ท่านนี้ไม่เหมาะที่จะนั่งในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มา : www.manager.co.th
Monday, 14 June 2010 11:45
ขณะที่ทำบทความนี้ยังไม่รู้หมู่จ่าว่ารัฐมนตรีท่านใดจะ ถูกปรับออกจากตำแหน่งบ้าง และจะมีใครเข้ามาดำรงตำแหน่งบ้าง แต่เมื่อถึงเวลาที่บทความนี้ลงพิมพ์แล้ว ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีแล้ว             ดังนั้นในเวลาคาบเกี่ยวจากนี้ จะผิดถูกประการใดก็อย่าได้ตำหนิติเตียนกัน เพราะเป็นธรรมดาของการวิเคราะห์ทั้งหลายที่อาจผิดหรือถูกก็ได้             สิริอัญญาผู้มีปัญญาอันน้อยก็ไม่อาจอยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ไป ได้             การปรับคณะรัฐมนตรีหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นค่อน ข้างจะแน่นอนแล้ว เพราะทีท่าของนายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงออกในเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ             นั่นหมายความว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จะเกิดขึ้นแม้ว่าไม่มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจก็ตาม ดังนั้นถึงแม้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว การปรับคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเกิดขึ้น และเป็นไปได้ว่าจะเป็นการปรับโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบใด ๆ จากการอภิปรายของฝ่ายค้านที่ผ่านมา             เพราะใคร ๆ ก็รู้ก็เห็นกันอยู่เต็มหูเต็มตาแล้วว่าการอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจคราวนี้ เนื้อแท้หาได้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไม่ แต่เป็นการเปิดอภิปรายเพื่อหาเหยื่อมารับเคราะห์แทน ทั้งฝ่ายที่ขอเปิดอภิปรายและฝ่ายที่ถูกเปิดอภิปราย             อาจกล่าวได้ว่าเป็นเกมสกปรกทางการเมืองอย่างหนึ่ง ที่พวกหนึ่งก็อาศัยเวทีการอภิปรายเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ของการเคลื่อน ไหวบนถนน ปกปิดความผิดของพวกตัวแล้วป้ายผิดไปให้คนอื่น             อีกพวกหนึ่งก็อาศัยเวทีการอภิปรายเพื่อการโต้วาทีตีฝีปาก และโยกเอาปัญหาทั้งหลายเข้ามาใส่ไว้ในสภา ซึ่งได้ปิดสมัยประชุมไปแล้ว โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าใครจะกลายเป็นเหยื่อให้กับเกมการเมืองอันสกปรกนี้             ถึงวันนี้ก็ไม่ต้องปกปิดอะไรกันอีกเพราะสองวันสองคืนของการอภิปรายนั้นไม่มี เนื้อหาสาระอันสำคัญที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายให้มีการตรวจสอบ             ตลอดสองวันสองคืนมีการจับเหยื่อขึ้นชูและรุมกระหน่ำซ้ำตีด่าว่า อย่างสาดเสียเทเสียเรื่องเดียวเท่านั้น คือ ป้ายสีให้ทหารเป็นเหยื่อ กล่าวหาว่าทหารฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทหารเป็นฆาตกร คำก็ทหารฆ่าประชาชน สองคำก็ทหารฆ่าประชาชน             นักการเมืองที่ถูกกระทบกระทั่งกระเซ็นกระสายบ้างก็สามารถใช้ฝีปากและลีลา ตลอดจนโอกาสที่สภาอนุญาตให้ชี้แจงได้ทำการชี้แจงเอาตัวรอดไปได้             แต่ทหารเล่า ถูกจิกหัวด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย โดยไม่มีสิทธิ์และไม่มีโอกาสใด ๆ ที่จะชี้แจงโต้ตอบข้อกล่าวหานั้นได้เลย เพราะไม่ได้อยู่ในสภา ไม่ได้เป็นสมาชิกสภา จึงกลายเป็นเหยื่อที่น่าเวทนาและน่าเห็นใจอย่างยิ่ง             เพราะความสงบสุขที่ได้กลับสู่บ้านเมืองอีกครั้งหนึ่งในขณะนี้เป็นผลงานและ ฝีมือของทหาร ไม่ใช่ใครอื่น แม้ว่าเหตุการณ์เผาบ้านระเบิดเมืองจะสร้างความพินาศฉิบหายวายวอดให้แก่ กรุงเทพมหานครครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา นั่นก็เป็นเพราะความอ่อนแอ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความประมาท และความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองโดยแท้             จึง ปล่อยปละละเลยไม่ป้องกันอันตรายให้กับบ้านเมือง ทั้งๆ ที่มีคนพูดมีคนเตือนตลอดเวลาว่าให้รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม รีบคุ้มครองป้องกันกรุงเทพฯ จากอันตรายให้ทันท่วงที แต่ก็หามีใครรับฟังไม่             เพราะการชุมนุมใหญ่ของคนกลุ่มนี้ไม่มีสิ่งใดเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ อีกแล้วเนื่องจากมีการทำสม่ำเสมอต่อเนื่องกันมา 3 ปีแล้ว และสร้างความพินาศฉิบหายมากมายรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที             ครั้งแรกคือการชุมนุมก่อจลาจลเผาเมืองหน้าบ้านประธานองคมนตรีในปี 2550 ถัดมาครั้งที่สองคือการชุมนุมก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมืองทั้งที่พัทยาและ กรุงเทพฯ มีพื้นที่เสียหายขยายวงเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกนับร้อยเท่า             ครั้งล่าสุดคือการชุมนุมใหญ่ 12 มีนาคม – 19 พฤษภาคม 2553 คราวนี้เป็นการชุมนุมเผาบ้านระเบิดเมืองที่ทำงานประสานกันของแก้วสามดวง คือทั้งพรรคการเมือง มวลชนและกองกำลังอาวุธ จนบ้านเมืองวอดวายเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นจากครั้งแรกนับแสนเท่า             นี่ก็มีข่าวค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องรอปีหน้าฟ้าใหม่ เพียงแค่เดือนหน้าก็จะมีการชุมนุมใหญ่อีกแล้ว คราวนี้จะเผาที่ไหน จะระเบิดที่ไหน จะป้องกันแก้ไขประการใด ยังคงเป็นเรื่องที่ประหวั่นพรั่นใจของคนไทยทั้งประเทศ             การปรับคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นจะมีส่วนในการป้องกันแก้ไขหรือเตรียมรับมือ กับมหันตภัยของประเทศไทยและคนไทยที่กำลังก่อเค้าครั้งใหม่ขึ้นหรือไม่เพียง ใด อีกไม่นานก็คงจะได้เห็นกัน             และเพราะเหตุที่การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้คงจะไม่ใช่เพราะผลกระทบจากการทำ งานที่ผิดพลาดหรือล้มเหลวของรัฐมนตรีที่ปรากฎขึ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการปรับตามแนวความคิดของนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่ก่อนหน้าการอภิปรายไม่ ไว้วางใจแล้ว ดังนั้นจึงน่าจะเป็นการปรับที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและสมรรถนะในการ ทำงานของรัฐบาลเป็นสำคัญ แถมพ่วงด้วยการแก้ปัญหาค้างคาภายในพรรคอีกด้วย             และโชคอาจจะเข้าทางของคนรูปหล่อเพราะอยู่ดีไม่ว่าดีกลุ่มการเมือง สามกลุ่มในพรรคเพื่อแผ่นดิน หลงเล่ห์ลิ้นคำลวงนักการเมืองใหญ่แห่งโคราชแล้วโหวตสวนรัฐบาล โดยเชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลล้มครืนลงมา             ก็ไม่ต้องไปสมเพชเวทนาอะไรกัน เพราะนักการเมืองเหล่านั้นไม่เคยดูเอเอสทีวีจึงไม่ทราบคำพยากรณ์สองข้อของ นายไพศาล พืชมงคล ที่เคยพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงโปรดเกล้าฯ ตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงหลงเชื่อคำลวงนั้นได้ง่าย ๆ             เชื่อเถิดว่าถึงจะปรับคณะรัฐมนตรีโดยริบเอาตำแหน่งของสามกลุ่มการเมืองใน พรรคเพื่อแผ่นดินแล้ว รัฐบาลนี้ก็ไม่มีวันล้มครืนลงมาได้ ชะดีชะร้ายคะแนนเสียงของรัฐบาลอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเสียอีก และจะได้แก้ปัญหาบางอย่างที่รกรุงรังอยู่ก่อนหน้านี้ด้วย             การถูกปรับออกจากรัฐบาลของสามกลุ่มการเมืองมาถึงตอนนี้ก็อาจจะนึก ออกว่าผลประโยชน์แท้จริงนั้นจะตกได้แก่นักการเมืองใหญ่ของโคราช ที่จะสามารถใช้ความได้เปรียบในการเป็นรัฐบาลกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งวันนี้อาจเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกันแล้วอย่างสะดวกดาย             เป็นวิสัยการเมืองแบบน้ำเน่าที่ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีผู้ต้องการเป็นรัฐบาล มันมีอยู่เต็มไปหมด ทั้งในกลุ่มอื่นของพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งในพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ อย่างน้อย ๆ ก็มีคนรอคอยจ้องจะเสียบอยู่ถึง 30 คน             ดังนั้นที่มังกรการเมืองเช่นนายเนวิน ชิดชอบ เผยว่าไม่ต้องห่วงคะแนนเสียงจะลดลง เพราะจะสามารถหาเสียงอื่นมาทดแทนนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินเลยแต่ประการใด หากเป็นความจริงที่มีตัวเลขนิ่งอยู่ในมือแล้วอย่างน้อยก็ 30 คน ขึ้นอยู่กับว่าจะเอามาใช้เมื่อใดเท่านั้น             แม้กระทั่งลูกมุ้งของสามกลุ่มการเมืองที่ถูกปรับออกไปก็ไม่แน่ว่าจะเดินเข้า ไปอยู่ในบัญชีร่วมกับ 30 คนนั้นหรือไม่ เมื่อใด             และไม่ต้องห่วงว่าคะแนนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลจะลดลง ฝ่ายค้านต่างหากที่น่าห่วงใยยิ่งกว่า             เพราะขณะนี้เท่าที่ปรากฏก็มี ส.ส. ฝ่ายค้านอย่างน้อย 3 คนที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดินร้ายแรง คือข้อหาก่อการร้าย ซึ่งจะต้องถูกควบคุมและอาจถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี ไปจนกว่าจะเปิดสภา             เมื่อสภาเปิดแล้วก็ยังขึ้นอยู่กับว่าประธานสภาจะขอให้ปล่อยตัวหรือ ไม่ หากประธานสภาไม่ขอให้ปล่อยตัวหรือสภาไม่ลงมติคุ้มครองแล้ว ส.ส.เหล่านั้นก็จะถูกขังในระหว่างคดี และอาจหมดสภาพการเป็นผู้แทนราษฎร คะแนนเสียงก็จะหายไป             แต่มันคงไม่ใช่ 3 คนแค่นี้ เพราะคดีอาญาข้อหาก่อการร้ายนั้นเมื่อมีการตั้งข้อหาเป็นขบวนการก่อการร้าย แล้ว ใครเป็นสมาชิกขบวนการนั้นหรือสนับสนุนช่วยเหลือขบวนการนั้นไม่ว่าด้วยประการ ใด ๆ ก็มีความผิดฐานก่อการร้ายด้วยเช่นเดียวกัน             ดังนั้นสมาชิกของแก้วดวงแรกในการยึดอำนาจประเทศไทยคือพรรคการเมืองที่ได้ เข้าร่วมสนับสนุนการระเบิดบ้านเผาเมือง ไม่ว่าโดยการขนคน โดยการสนับสนุนทางการเงิน โดยการปลุกระดมทั้งบนเวทีปราศรัยและนอกเวทีปราศรัยและอื่นๆ ก็อาจถูกหวยร่วมขบวนกันไปด้วย ซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่า 20 คนก็ได้             ดังนั้นแม้จะมีการปรับสามกลุ่มการเมืองออกจากการร่วมรัฐบาล แต่เสียงของรัฐบาลผสมก็น่าจะยังคงแน่นปึ้กปั้ก สามารถตีกรรเชียงรัฐนาวาไปจนครบเทอมโน่นแหละ!ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 11 June 2010 11:27
            เหตุการณ์เผาบ้านระเบิดเมืองผ่านไปไม่ทันนาน ผู้คนทั้งประเทศก็ต้องประหวั่นพรั่นพรึงอีกครั้งหนึ่ง จากคำขู่ที่ว่ารัฐบาลเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อใด ก็จะมีการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง             เพราะการชุมนุมใหญ่เมื่อเมษาทมิฬและการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมาได้สร้างความ รู้สึกหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะมีการเผาบ้านระเบิดเมืองตามมา จึงเป็นที่หวาดหวั่นว่าหากมีการชุมนุมใหญ่ครั้งใหม่เหตุการณ์เผาบ้านระเบิด เมืองก็จะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก             ดังนั้นความ เรียกร้องต้องการที่ส่งผลและกดดันให้รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสถานการณ์ของบ้าน เมืองเพื่อให้มีความมั่นคงและความปลอดภัยจึงขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและมี พลานุภาพมาก จนรัฐจะไม่เหลียวแลและไม่ป้องกันแก้ไขเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว             เพราะเหตุนี้จึงสมควรที่จะประเมินการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงระหว่างวันที่ 12 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 สักครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย             ว่าผลที่เกิดขึ้นโดยรวมนั้นเป็นอย่างไร ให้ผลกับผู้เกี่ยวข้องอย่างไร และสมควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกหรือไม่             ก็ต้องตั้งต้นจากการประกาศเจตนารมณ์ของบรรดาแกนนำก่อนหน้าการชุมนุมใหญ่ว่า เป้าหมายหลักในการชุมนุมนั้นคือการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยมีเนื้อหาคือการ ยึดอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงการปกครอง และตั้งรัฐไทยใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกปิดหรือลึกลับซับซ้อนประการใดอีกแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่มีการประกาศต่อสาธารณะโดยเปิดเผยครั้งแล้วครั้งเล่า             เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว ได้มีการประกาศต่อสาธารณะโดยเปิดเผยว่า จะมีการใช้เครื่องมือสามประการ หรือที่เรียกกันว่าแก้วสามประการ คือ             ประการแรก พรรคการเมือง ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมาย โดยใช้กลไกในรัฐสภาทั้งในการรุกทางการเมือง ในการปกป้องผลประโยชน์ของการเคลื่อนไหวโดยรวม และในการได้มาซึ่งอำนาจรัฐถ้าหากโอกาสอำนวย ซึ่งจะเป็นพรรคไหนนั้นคงไม่ต้องกล่าวเพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปดีอยู่แล้ว             ประการที่สอง มวลชนที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องและปฏิบัติการ ด้านมวลชนทุกรูปแบบ รวมทั้งการขยายความคิด ความเชื่อ การจัดตั้งมวลชน การยกระดับมวลชนที่นิยมเชื่อถือในความคิดเป็นผู้ปฏิบัติงานแล้วเป็นแกนนำและ ขยายการเคลื่อนไหวต่อไป ซึ่งจะเป็นมวลชนสีไหนนั้นก็คงไม่ต้องกล่าวเช่นเดียวกัน             ประการที่สาม กองกำลังอาวุธที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองป้องกันการเคลื่อนไหวของ มวลชน ตลอดจนการสกัดหยุดยั้งขัดขวางหรือทำลายมวลชนกลุ่มอื่น ๆ ไม่ให้เคลื่อนไหวที่ขัดแย้งกับตน กระทั่งจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธขนาดใหญ่ และมีอาวุธสงครามร้ายแรงนานาชนิด ซึ่งจะเป็นกองกำลังแบบไหน อยู่ที่ไหนและเคลื่อนไหวอย่างไรก็คงไม่ต้องกล่าวอีกเพราะได้ปรากฏการเคลื่อน ไหวให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในศักดามาแล้ว             เพื่อบรรลุเป้าหมายโดยการใช้แก้วสามประการ จึงมีการประกาศนัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 โดยประกาศให้ผู้เข้าร่วมได้รู้กันเป็นการทั่วไปว่าจะระดมคน 1 ล้านคนเข้ากรุงเทพฯ เอาขวดมาคนละใบสำหรับใส่น้ำมันคนละลิตร ด้วยน้ำมัน 1 ล้านลิตรนี้ก็จะสามารถเผากรุงเทพฯ ให้เป็นทะเลเพลิง             เหล่านี้คือสิ่งที่ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ ทั้งในรูปของการปราศรัยบนเวที การขยายผลโดยสื่อในเครือข่าย การฝึกซ้อมและการปฏิบัติที่เป็นจริง             การชุมนุม ได้ยกระดับขึ้นโดยลำดับ ตั้งแต่การเริ่มต้นตอนแรก ๆ ที่เรียกว่าศึกสิบทัพและยกระดับการชุมนุมเข้าสู่ปฏิบัติการที่ประสานการ เคลื่อนไหวของแก้วสามประการอย่างแนบแน่นและเป็นเนื้อเดียวกัน             รัฐบาลได้ใช้กลไกอำนาจรัฐและจำนวนคนครั้งใหญ่ที่สุดหลังจากเสร็จสิ้นยุค สงคราม คือมีการใช้กำลังประมาณ 1 แสนคน ด้วยงบประมาณวันละกว่า 100 ล้านบาท             การชุมนุมได้สิ้นสุดลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ภายใต้วาทะกรรมใหม่ที่เป็นมายาภาพทางการเมือง 2 คำ คือ การขอคืนพื้นที่ และการกระชับพื้นที่ ที่มีเนื้อหาจริง ๆ คือกระบวนการกดดันให้มีการยุติการชุมนุมนั่นเอง             มีการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงและเพิ่มเป็นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ที่เหลืออีกขั้นเดียวก็จะเป็นขั้นการประกาศใช้กฎอัยการศึก             แต่ แล้วก็ไม่สามารถหยุดยั้งภารกิจที่ได้มีการประกาศก่อนหน้านั้นได้ มีการระเบิดบ้านเผาเมืองจนกรุงเทพมหานครเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่สถาปนา กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงินประมาณ 150,000 ล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายที่เป็นผลกระทบอีกสุดคณานับ             ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตายร่วมร้อย เจ็บร่วม 2,000 คน มีปฏิบัติการต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้ทหารเป็น หลัก กับกองกำลังอาวุธซึ่งเป็นแก้วดวงที่สาม มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมากและในพื้นที่กว้างขวางที่สุดในกรุงเทพ มหานคร เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกัน             การ ชุมนุมได้สิ้นสุดลงไปแล้วประหนึ่งว่าละครฉากเผากรุงเทพฯ ได้ปิดฉากลงไปตอนหนึ่ง แต่มิได้หมายความว่าละครอันเป็นมหากาพย์นั้นจะจบลงอย่างสิ้นเชิง ถึงกระนั้นก็อาจประเมินผลที่เกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้             ประการแรก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทีมงานจำนวนหนึ่งถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายและข้อหาอื่นๆ อีก มีผู้เกี่ยวข้องถูกออกหมายจับเพื่อดำเนินคดีอาญาร่วม 400 คนแล้ว เป็นสถานะใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549             ประการที่สอง ด้วยฐานะผู้ต้องหมายจับในข้อหาก่อการร้าย จึงทำให้ปัญหาฐานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวพ้นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนานาชาติ ที่เป็นภาคีสนธิสัญญาต้านการต่อการร้ายของสหประชาชาติ ซึ่งมีสมาชิก 197 ประเทศ เป็นผลให้พื้นโลกอันกว้างใหญ่ถูกจำกัดให้แคบลงเหลือพื้นที่ที่พอจะเดินทางไป ไหนมาไหนได้ประมาณ 10 ประเทศเท่านั้น และล่อแหลมต่ออันตรายหลากหลาย ไม่ว่าการลอบสังหาร การถูกจับเรียกค่าไถ่ หรือการถูกตำรวจสากลจับกุมนำส่งประเทศไทย             ประการที่สาม เพราะการล้มตายและบาดเจ็บ ตลอดจนความสูญเสียสุดคณานับที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดความเคียดแค้นชิงชัง ชนิดที่ยากที่จะลืมเลือนลบล้าง กระทั่งกลายเป็นความอาฆาตพยาบาทจ้องจองล้างจองผลาญ             จ้อง จองล้างจองผลาญกับผู้คนในรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและจ้องจองล้างจองผลาญ กับครอบครัว ตลอดจนวงศาคณาญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระทั่งอาจทำให้ผู้คนในครอบครัวและวงศาคณาญาติไม่สามารถใช้ชีวิตปกติใน ประเทศไทยได้อีกต่อไป             ประการที่สี่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นตัวเงินมหาศาลนัก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นของประเทศและทุกสถาบันในประเทศอย่างลึกซึ้ง เปิดช่องให้ชาติต่าง ๆ ที่หวังผลประโยชน์จากประเทศไทยเข้ามายุ่มย่ามแทรกแซงหมายครอบงำและแบ่งแยก ประเทศไทยอย่างน้อยก็เพื่อยึดครองผลประโยชน์ของชาติเป็นประโยชน์ของตน นับเป็นมหันตภัยร้ายแรงของประเทศชาติ             ประการที่ห้า ธุรกิจ เศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กิจการต้องพินาศย่อยยับนับหมื่นราย คนทำงานตกงาน และได้รับผลกระทบกว่า 50,000 คน ตกเป็นภาระแก่รัฐที่ต้องจัดการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายนั้นเป็น มูลค่าไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท             ประการที่หก ได้แสดงและทำลายความเชื่อถือต่อสถาบันตำรวจจนยับเยินที่สุด นับแต่มีตำรวจขึ้นในประเทศไทย และก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในชาติอย่างกว้างขวางไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ซึ่งแม้ตั้งใจจะเยียวยาแก้ไขก็ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน             เพียงหกประการดังที่ได้แสดงมานี้ คือผลกระทบและความเสียหายมหาศาลที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา แต่มันก็เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศไม่ปรารถนา ไม่ต้องการ และเคียดแค้นชิงชังที่มันเกิดขึ้น             แต่มันก็เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่มีการกล่าวขวัญ มีการบอกกล่าว มีการตักเตือน มีการอ้อนวอนร้องขอจากทั่วทุกสารทิศ แต่ผู้เกี่ยวข้องหลักหาได้สนใจรับฟังหรือเห็นอกเห็นใจหรือใส่ใจที่จะป้องกัน แก้ไขแต่ประการใด             พวกหนึ่งก็ตั้งหน้าแย่งชิงอำนาจ แม้จะต้องเผาบ้านระเบิดเมืองจนพินาศย่อยยับ อีกพวกหนึ่งก็ตั้งหน้ารักษาอำนาจและไม่สนใจไยดีว่าจะมีการระเบิดบ้านเผา เมืองจนพินาศย่อยยับ มิหนำซ้ำยังฉวยโอกาสที่ผู้คนสนใจกับวิกฤตของบ้านเมือง ทำมาหากินและแสวงหาผลประโยชน์บนความพินาศย่อยยับของบ้านเมืองนั้น             วันนี้วิกฤตใหญ่เพิ่งจบฉากหนึ่งลงไป แต่ฉากใหม่ก็ส่อเค้าว่าจะเกิดอีกแล้ว วิกฤตอันเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติในวันนี้จึงเป็นอันพ้นวิสัยที่จะ พึ่งพาอาศัยพรรคการเมืองหรือนักการเมืองใด ๆ อีกต่อไปแล้ว             หาก พระสยามเทวาธิราชมีจริง ก็มีแต่ต้องดลบันดาลใจให้คนไทยทั้งประเทศสามัคคีสมานฉันท์ร่วมกับกองทัพซึ่ง เป็นหลักค้ำจุนประเทศชาติและราชบัลลังก์ เข้ารับภาระและผลักดันในการฟื้นฟูชาติและนำความสงบสุขอย่างถาวรกลับคืนมาสู่ แผ่นดินนี้อีกครั้งหนึ่ง. ที่มา : www.paisalvision.com
Saturday, 05 June 2010 10:27
            แม้ว่าท่านเจ้าคุณพุทธทาสจะปฏิญาณว่าจะไม่กระทำ อิทธิฤทธิ์อีก และมุ่งเน้นประกาศพระศาสนามาตลอดชีวิต แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่ามีการใช้อิทธิฤทธิ์อย่างเงียบ ๆ แต่ไม่ใช่กระทำในลักษณะอวดอ้างให้ปรากฏต่อภายนอก             เนื่องจากปีหนึ่งท่านเจ้าคุณอาพาธ และได้รักษาอาพาธด้วยยาสมุนไพร แต่มีตัวยาบางอย่างที่ไม่สามารถหาได้ในพื้นที่ภาคใต้และมีอยู่เฉพาะใน พื้นที่ภาคอีสานแถว ๆ ย่านวัดหนองป่าพง อันเป็นสำนักของหลวงพ่อชา หรือหลวงปู่ชา พระอริยสงฆ์สายป่าที่มีนามกระฉ่อนและมีสานุศิษย์ชาวต่างประเทศมากมาย             ในเวลานั้นไม่ได้มีโทรศัพท์ ไม่ได้มีเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ที่พระมหาเถระทั้งสองรูปนี้จะติดต่อสื่อสารถึง กันได้เลย แต่ในภาวะที่ต้องการตัวยาสำคัญนั้นก็มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ชานำตัวยานั้นจาก ภาคอีสานลงไปมอบให้ที่สวนโมกข์เป็นที่อัศจรรย์             เหตุการณ์ในครั้งนั้นว่ากันว่าพระมหาเถระทั้งสองรูปนี้ได้ติดต่อถึงกันโดย ทางจิต หรือที่เรียกกันเป็นปัจจุบันสมัยว่าโทรจิต ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไรแล้ว เพราะมีข่าวคราวให้เป็นที่รู้กันบ่อยครั้งว่าพระมหาเถระในปัจจุบันนี้ที่ สามารถกระทำได้ก็มีอยู่หลายรูป             นานมาแล้วเคยเขียนเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้สมเด็จพระ ญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งยังเป็นที่พระศาสนโสภณติดต่อนิมนต์พระมหาเถระสายป่าในภาคอีสานมา ทำการพิธีสงฆ์เป็นการส่วนพระองค์             ในกาลครั้ง นั้นอาจเป็นไปได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่สามารถกระทำได้ด้วย พระองค์เอง แต่ในกาลบัดนี้นั้นต่างกัน เรื่องราวเกี่ยวกับการสนทนาธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระมหาเถระ บางรูปก็มีปรากฏเป็นข่าวให้ได้รู้ได้ยินกันเนือง ๆ             ท่านเจ้าคุณประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์เนิ่นนานปีแล้ว ก็ได้ปฏิญาณตนเป็นพุทธทาสและประกาศพระธรรมวินัยที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดง ทรงบัญญัติไว้แก่ชาวโลก             แรกเริ่มปฐมบทนั้นเหตุมีมาแต่อาราธนาของท่านเจ้าคุณพระยานิติศาสตร์ไพศาล ซึ่งดูแลรับผิดชอบการศึกษาอบรมของกระทรวงยุติธรรมและมีบทบาทสำคัญในองค์กร พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้อาราธนาท่านเจ้าคุณขึ้นมาเทศนาที่กรุงเทพฯ             ท่านเจ้าคุณไม่ได้เทศนาตามแบบอย่างที่พระเทศน์กันอยู่ แต่ได้ใช้รูปแบบการแสดงปาฐกถาธรรมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศ             ที่ฮือฮายิ่งกว่านั้นก็คือบทแสดงธรรมอันโด่งดังโดดเด่นที่กล่าวได้ว่าช็อควงการพระศาสนาอย่างถึงรากถึงโคน             ท่าน เจ้าคุณได้ปาฐกถาธรรมในเรื่องวิถีแห่งพุทธธรรม และตามมาด้วยปาฐกถาธรรมอีกบทหนึ่งเรื่องภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม เนื้อความโดยสรุปก็คือสอนให้ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ไม่ติดยึดในสิ่งไร ๆ ไม่ว่าบาปบุญคุณโทษ หรือพระพุทธรูปบูชา             เท่านั้นแหละฝ่ายปฏิปักษ์ของพระศาสนาก็ได้ช่อง โหมประโคมโจมตีท่านเจ้าคุณว่าอบรมสั่งสอนนอกทางพระพุทธศาสนา กระทั่งกล่าวหาว่าท่านเจ้าคุณเป็นคอมมิวนิสต์             กระแสการกล่าวหาอึกทึกครึกโครม จนชาวพุทธบางส่วนก็เกิดความหวั่นไหว แต่คนไทยบางกลุ่มกลับมองจ้องด้วยสายตาเป็นมัน หมายจะเอาท่านเจ้าคุณเป็นพวกเพื่อช่วยเหลือประกาศลัทธิที่ยึดมั่นถือมั่น อยู่             พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกำลังเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยสงครามกลางเมืองและ สงครามจรยุทธ์ รู้ว่าท่านเจ้าคุณมีผู้คนเลื่อมใสศรัทธา มีปฏิปทาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงหวังจะกล่อมเกลาบังคับให้ท่านเจ้าคุณเข้าเป็นพวก เพื่อช่วยประกาศลัทธิคอมมิวนิสต์             วันหนึ่งกองทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยก็ได้ยกพวกกันไปที่สวนโมกข์ราวตี สอง หมายจะจัดการกับท่านเจ้าคุณตามความประสงค์แห่งตน แต่ไปถึงก็ต้องตะลึงงันเพราะท่านเจ้าคุณออกมายืนรออยู่ก่อนแล้ว และกล่าวทักทายว่าท่านมารอสหายอยู่ชั่วยามหนึ่งแล้ว             ท่านเจ้าคุณเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า ที่จะให้ท่านไปช่วยสอนนั้นจะสามารถช่วยเหลือให้คนไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้             ท่านเจ้าคุณก็ถามต่อว่า เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้คนหมดความโลภ ความโกรธ และความหลงได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้             ท่านเจ้าคุณถามต่อว่า เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้คนไม่เบียดเบียนกัน ไม่เข่นฆ่าประหัตประหารกัน ไม่ลักทรัพย์ ไม่เมามาย ไม่ผิดลูกผิดเมียกันได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้             ท่านเจ้าคุณถามอีกว่า เป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะทำให้หมดความทุกข์ หมดความหดหู่เหี่ยวแห้งใจ หมดความอาฆาตพยาบาทต่อกันได้หรือไม่ พวกนั้นก็บอกว่าไม่ได้             ท่านเจ้าคุณจึงบอกว่า ได้ปฏิญาณตนเป็นพุทธทาสเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ อุดมการณ์ของอาตมาจึงเป็นอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน ส่วนอุดมการณ์ของพวกท่านก็มีอุดมการณ์ว่าจะรับใช้ประชาชน เราต่างก็มีอุดมการณ์อย่างเดียวกัน เพียงแต่วิธีแตกต่างกันใช่หรือไม่ คนพวกนั้นก็ตอบว่าเป็นอย่างนั้น             ท่านเจ้าคุณก็ถามอีกว่า เมื่อต่างก็มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชนเหมือนกัน แตกต่างกันก็แต่วิธีการ พวกท่านจะให้อาตมาใช้วิธีการแบบของอาตมาหรือแบบของท่าน             คนพวกนั้นก็บอกว่า คอมมิวนิสต์มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน แต่วิธีการของท่านเจ้าคุณให้ผลมากกว่า ก็ขอให้ท่านเจ้าคุณใช้วิธีของท่านต่อไป             มาถึงตอนนี้ท่านเจ้าคุณก็บอกว่าอุดมการณ์ไหน ๆ แม้อุดมการณ์ประชาธิปไตยก็ต้องรับใช้ประชาชน ต้องถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่             ท่าน เจ้าคุณได้ยืนยันว่าประชาชนมีกิเลส และบ้าบอก็มีมาก ถ้าหากถือประชาชนเป็นใหญ่และประชาชนเหล่านั้นบ้าบอคอแตกก็จะทำฉิบหายวายวอด หมด ซึ่งเนื้อความตอนนี้ท่านเจ้าคุณก็เคยพูดกับคณะของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในกาลต่อมาด้วย ดังที่มีปรากฏเป็นแผ่นซีดีและหนังสือให้ได้รู้ทั่วกันแล้ว             ท่านเจ้าคุณได้อรรถาธิบายในกาลต่อมาว่า สิทธิเสรีภาพก็มีทั้งดีและไม่ดี คือมีทั้งฝ่ายสัมมาและฝ่ายมิจฉา นั่นคือสิทธิเสรีภาพที่รับใช้ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสิทธิเสรีภาพที่เป็นสัมมา แต่สิทธิเสรีภาพในการทำลายชาติบ้านเมือง ซึ่งถ้าเป็นปัจจุบันนี้ก็ย่อมหมายความรวมถึงสิทธิเสรีภาพในการป่วนเมือง ในการสร้างความแตกแยกแตกสามัคคีและในการเผาบ้านเผาเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพแบบ มิจฉา             ท่านเจ้าคุณได้พร่ำสอนเป็นอันมากว่า การปกครองไม่ว่าในระบบไหน ๆ หากไม่ถือธรรมเป็นใหญ่ ไม่เคารพธรรมและไม่เป็นธรรมแล้ว การปกครองนั้น ๆ ก็ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับความสามัคคีหรือความสมานฉันท์หรือการปรองดอง หากไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่เป็นไปโดยธรรมแล้ว ล้วนใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น             เพราะในหมู่โจรก็มีความสามัคคี มีความสมานฉันท์และมีการปรองดองกัน หรือในหมู่บัณฑิต ในหมู่สัตบุรุษก็มีความสามัคคี มีความสมานฉันท์ มีความปรองดองกัน แต่เนื้อหาและผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง             ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ความปรองดองในหมู่โจรย่อมเป็นไปเพื่อการเบียดเบียน แต่ในหมู่บัณฑิต ในหมู่สัตบุรุษย่อมเป็นไปเพื่อความสงบร่มเย็น             คำ สอนเหล่านี้เมื่อถึงเวลาบัดนี้ก็ยังทันสมัย และจะสามารถขีดเส้นแบ่งได้ชัดเจนว่าอย่างไหนเป็นฝ่ายสัมมา อย่างไหนเป็นฝ่ายมิจฉา และสามารถท้าทายต่อความรู้ ความคิดเห็นของบรรดานักวิชากลวงได้อย่างสง่างาม             ซึ่งจะให้มีความสามัคคี มีความสมานฉันท์ มีความปรองดองระหว่างธรรมกับอธรรม ระหว่างดีกับชั่ว ระหว่างผิดกับถูกนั้น ไม่มีทางปรองดองกันได้ มีแต่ต้องแสดงความถูกต้อง แสดงความถูกผิดให้กระจ่างแก่ใจคนเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้             ระบอบประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน ในวันนี้สำนักวิจัยสำคัญของสหรัฐก็ได้แฉโพยกันเองแล้วว่า ไม่เหมาะสมกับประเทศในเอเซียและในประเทศไทย เพราะมิได้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท มิได้คำนึงถึงการซื้อเสียงและการใช้อำนาจอิทธิพล ตลอดจนการคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นด้านหลักที่ปกคลุมประเทศในเอเซียอยู่             สำนักวิจัยนี้จึงได้ชี้ว่า ประเทศในเอเซียจึงพากันปฏิเสธประชาธิปไตยแบบที่สหรัฐต้องการให้เป็นแทบจะ สิ้นเชิงแล้ว แม้กระทั่งคนซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ปฏิเสธประชาธิปไตย แบบตะวันตกนั้นแล้ว             ท่านเจ้าคุณพุทธทาสจึงได้ นำเสนอระบอบการปกครองที่เรียกว่าธรรมาธิปไตย คือการปกครองที่ถือเอาธรรมเป็นใหญ่และผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เป็นวัฏฏะอยู่ระหว่างการรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การคอร์รัปชั่น และการรัฐประหาร ดังที่เป็นอยู่ตลอด 78 ปี ที่ผ่านมาของประเทศไทย.     ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 01 June 2010 12:02
            บทความวันนี้เป็นบทความแบบอาจารยะปูชาต่อท่านเจ้า คุณพุทธทาส ซึ่งครบวันคล้ายวันชาติกาลของท่านไปเมื่อวานนี้ แต่มาลงพิมพ์เอาในวันนี้ ก็เพราะต้องเป็นไปตามวาระที่จะลงได้ ซึ่งคงไม่ช้าเกินไป             ขอท่านทั้งหลายที่มีความสนใจในธรรม ในพระศาสนา ลองคิดพิจารณาปฏิปทาของท่านเจ้าคุณโดยแยบคายเถิด ก็ย่อมบังเกิดประโยชน์ใหญ่ทั้งแก่ตน แก่ท่านเป็นแน่แท้             ท่าน เจ้าคุณพุทธทาสล่วงลับดับขันธ์ไปนานแล้ว แต่ท่านเจ้าคุณยังไม่ตาย ซึ่งเมื่อครั้งที่ท่านเจ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็พร่ำสอนเป็นอันมากว่าเกิดมาเป็นคนทั้งทีอย่ากลัวตาย ต้องพยายามตายเสียก่อนตาย             ท่านเจ้าคุณสอนว่าร่างกายที่แตกดับสลายไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ แต่คนเราไปยึดถือและกลัวต่อความตายก็เพราะไม่เข้าใจความจริง กระทั่งไม่ยอมคิดว่าตัวเองจะต้องตายในสักวันหนึ่ง             เหตุที่คนกลัวตายก็เพราะว่ามีความยึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายนี้เป็นตัวเรา เป็นของเรา จึงมีความรักห่วงหวงแหนไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บและไม่อยากตาย อยากให้เป็นหนุ่มเป็นสาวไม่เสื่อมคลายไปนิรันดร แต่นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เลย             ท่านเจ้า คุณจึงพร่ำสอนว่า เมื่อใดละถอนความยึดมั่นถือมั่นเสียได้แล้ว เมื่อนั้นก็เป็นอันตายก่อนตาย ถึงแม้ตายก็จะยังไม่ตาย ตัวท่านเจ้าคุณเองก่อนจะดับขันธ์ก็ได้ฝากความไว้ทั้งในรูปคำสอนและบทกลอนว่า ตัวท่านเจ้าคุณยังไม่ตาย และจะไม่มีวันตาย             เพราะธรรมโฆษณ์ทั้งปวงอันท่านเจ้าคุณได้แสดงแล้วจะยังอยู่เป็นนิรันดร์ และยังเว้าวอนอีกว่าเมื่อท่านตายไปแล้วก็ให้ปฏิบัติกับท่านเหมือนหนึ่งว่า ท่านยังอยู่ ให้มานั่งสนทนาธรรมกัน มีปัญหาทางธรรมก็มาเสวนาหาความจริงกัน เหมือนกับว่าท่านนั่งฟังอยู่ด้วย             แม้ในงานเผาศพของท่าน ท่านก็ได้ฝากคำเทศน์ไว้เพื่อเทศนาให้กับสหธรรมิกและเพื่อนชาวพุทธทั้งหลาย ที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานเผาศพนั้น ก็เป็นคำเทศน์เรื่องความตาย             และเมื่อวานนี้เอเอสทีวีผู้จัดการก็ได้ทำเป็นรายการพิเศษ พรรณนาประวัติและงานของท่านเจ้าคุณ รวมทั้งได้เอาวิดีโองานเผาศพท่านเจ้าคุณมาฉายให้ดู ฉายให้เห็นในขณะที่เพลิงกำลังลุกไหม้รอบ ๆ โลงที่ใส่สังขารท่านเจ้าคุณไว้             แล้ว ก็มีเสียงเทศน์ของท่านเจ้าคุณเหมือนกับว่าท่านเจ้าคุณยังอยู่จริง ๆ และได้เทศน์สอนพุทธบริษัททั้งหลาย โดยให้ดูตัวอย่างของจริงจากศพของท่านที่กำลังถูกเผาด้วยเปลวเพลิงที่โชติ ช่วงอยู่นั้น             ก็ต้องบอกว่ารายการพิเศษดังกล่าวเป็นรายการพิเศษที่ดีเลิศรายการหนึ่งของเอ เอสทีวีผู้จัดการเท่าที่ได้เห็นมาในปีนี้ และน่าที่จะได้ทำเป็นแผ่นซีดีจำหน่ายจ่ายแจกให้ผู้สนใจได้นำไปดูและศึกษาหา ความรู้จากความจริงอันนั้น             เขียนมาถึงตอนนี้ก็ต้องขอร้องผู้คนในกองบรรณาธิการว่าอย่าได้ตัดความออกเสีย ด้วยหวังว่าเมื่อผู้บริหารได้พบได้เห็นแล้วก็อาจจะช่วยคิดพิจารณาทำประโยชน์ ให้เกิดขึ้น             รายการพิเศษดังกล่าวถือได้ว่ามีผลต่อการเจริญมรณานุสติอย่างหนึ่ง ทำให้คนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท และอาจส่งผลให้คนไม่กล้าทำผิดคิดชั่วหรือฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดิน เพียงเท่านี้ก็จะบังเกิดประโยชน์ใหญ่แก่ประเทศชาติและประชาชนแล้ว             เคย ถามพลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งได้เดินทางไปร่วมงานวันล้ออายุในปีที่ท่านเจ้าคุณดับขันธ์ว่าแท้จริง แล้วท่านเจ้าคุณดับขันธ์ในวันที่ 27 พฤษภาคม หรือว่าวันหลังจากนั้นกันแน่             เหตุที่ต้องถามอย่างนั้นก็เพราะว่าได้เขียนบทความไว้ล่วงหน้าก่อนวันล้ออายุ นั้นราว ๆ ครึ่งเดือน ถึงเรื่องราวที่ท่านเจ้าคุณเคยป่วยหนักแล้วคณะแพทย์หลวงได้อัญเชิญรับสั่งใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปอาราธนาท่านเจ้าคุณ ว่าอย่าเพิ่งดับขันธ์ ขอให้อยู่ช่วยจรรโลงพระศาสนาต่อไปก่อน             ในกาลนั้นท่านเจ้าคุณได้รับอาราธนา โดยมีเงื่อนไขว่าจะดำรงขันธ์อยู่ตราบเท่าที่สังขารจะอำนวยได้ หลังจากนั้นอาการป่วยหนักก็หาย และท่านเจ้าคุณก็ได้กลับมาประกาศพระศาสนาสืบต่อมาอีกหลายปี             กระทั่งถึงปีหนึ่งใกล้จะสิ้นปี และเป็นห้วงเวลาก่อนจะถึงวันงานล้ออายุของท่านเจ้าคุณประมาณ 5 เดือน มีงานและมีการเทศนาที่สวนโมกข์             ในครานั้นจู่ ๆ ท่านเจ้าคุณก็ปรารภต่อพุทธบริษัททั้งหลายว่า ได้รับอาราธนาพระเจ้าอยู่หัวไว้ว่าจะยังไม่ตาย แต่บัดนี้ล่วงมาหลายปี สังขารชำรุดทรุดโทรมมาก และกิจอันพึงทำก็ได้ทำหมดแล้ว จะขออำลาท่านทั้งหลายแล้ว             สิ้นเสียงท่านเจ้าคุณก็มีสายลมเย็นยะเยือกพัดปกคลุมทั่วทั้งสวนโมกข์ ใบไม้ ดอกไม้ร่วงเกรียวกราวปลิวไปตามสายลม พุทธบริษัททั้งนั้นพากันร่ำไห้             เพราะเข้าใจตามประสาชาวพุทธว่า คำพูดอย่างนั้นในยามนั้นมิได้เป็นการพูดเล่นหรือเป็นความหมายอย่างอื่น หากเป็นการปลงอายุสังขาร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ปลงอายุสังขารสามเดือนก่อนที่จะเสด็จดับขัน ธปรินิพพาน             แต่ปรากฏว่าหลังจากท่านเจ้าคุณปรารภอย่างนั้นแล้ว สุขภาพอนามัยของท่านเจ้าคุณก็ยังคงเป็นปกติดี ทั้งผิวพรรณก็ผ่องใสกว่าแต่กาลก่อนด้วยซ้ำไป จนใกล้ถึงวันงานล้ออายุ หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวกันเกรียวกราวถึงการเตรียมงานครั้งใหญ่ ซึ่งใครต่อใครก็จะพากันไปร่วมงานสำคัญนั้น             ช่วง ก่อน 15 วันที่จะถึงวันล้ออายุ ก็ได้เขียนบทความบทหนึ่งว่าก็แลเมื่อท่านเจ้าคุณได้ปลงอายุสังขารแล้ว เห็นจะไม่ดำรงขันธ์ไว้นาน อย่างมากที่สุดก็จะไม่เกินวันอันเป็นชาติกาลคือวันที่ 27 พฤษภาคม             ทั้งยังเขียนอีกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยตรัสไว้ว่าผิวกายของผู้บรรลุธรรมขั้นสูงนั้นจะผ่องใส ใน 3 กาล คือเวลาที่ตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุธรรมกาลหนึ่ง ในเวลาที่ประกาศพระสัทธรรมเป็นครั้งแรกกาลหนึ่ง และในยามที่จะดับขันธ์อีกกาลหนึ่ง อาการของท่านเจ้าคุณที่กลับคืนแข็งแรงและมีผิวพรรณผุดผ่องเปล่งปลั่งกว่าแต่ ก่อนนั้นก็เป็นอาการที่จะดับขันธ์นั่นเอง             และปรากฏว่าเมื่อถึงวันงานล้ออายุ ท่านเจ้าคุณก็รู้สึกไม่สบายเป็นปัจจุบัน ท่านได้ล้วงกุญแจตู้ต่าง ๆ ออกจากสบง แล้วมอบให้กับพระอุปัฏฐาก พร้อมกับสั่งว่าป่วยคราวนี้ไม่ต้องไปรักษาแล้ว ท่านเจ้าคุณบอกว่าจะตายเหมือนกับการปิดสวิตซ์ไฟฟ้า คือปิดปุ๊บก็ดับปั๊บ             หลังจากนั้นท่านก็หมดสติ แต่คนทั้งหลายไม่ยอมให้ท่านตาย พาไปส่งโรงพยาบาล ไปปั๊มหัวใจ ใส่อ๊อกซิเจนและทำอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ซึ่งเป็นการฝืนคำสั่งของท่านเจ้าคุณทั้งสิ้น และในที่สุดก็มีการประกาศการดับขันธ์ของท่านเจ้าคุณหลังจากวันที่ 27 พฤษภาคม ไปแล้วหลายวัน             เหตุนั้นจึงได้ถามพลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งได้ไปร่วมงานขณะนั้นด้วย เพราะมีโอกาสที่จะถามเนื่องจากปีนั้นพลตรี จำลอง ศรีเมือง เดินทางมาหาเสียงเลือกตั้งถึงสำนักงาน             ก็ได้ ถามกันตรง ๆ ว่าในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง รู้เรื่องขันธ์ห้าเป็นอันดี ก็อยากจะทราบว่าท่านเจ้าคุณดับขันธ์ในวันไหนแน่ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ยืนยันว่าท่านเจ้าคุณดับขันธ์ในวันที่ 27 พฤษภาคม แต่ที่ถูกนำส่งไปโรงพยาบาลนั้นเป็นแต่เพียงร่างที่ไม่ประกอบด้วยขันธ์ห้าครบ แต่ประการใด จึงต้องถือว่าท่านเจ้าคุณดับขันธ์ในวันที่ 27 พฤษภาคม นั่นเอง             ท่านเจ้าคุณเป็นพระมหาเถระที่ฉลาดในการสอน ว่ากันว่าท่านเจ้าคุณบรรลุถึงอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์และมีลีลาท่วงทำนองการสอน เช่นเดียวกับพระสารีบุตร พระอัครสาวกฝ่ายขวาในสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า             คนทั้งหลายเข้าใจแต่เพียงว่าท่านเจ้าคุณชำนาญเฉพาะการปริยัติ แต่แท้จริงแล้วท่านเจ้าคุณถึงพร้อมด้วยสิกขาทั้งสาม ทั้งสองมิติ คือถึงพร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา มีความบริสุทธิ์งดงามหมดจดในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้าทุกประการ             น้อยนักที่จะมีคนรู้ว่าท่านเจ้าคุณนั้นแม้ได้บรรลุธรรมขั้นสูงโดยหนทางปัญญา วิมุต แต่ด้วยการปฏิบัติอย่างหนักหน่วงเนิ่นนานปี พลังอำนาจแห่งจิต สมาธิ ฌานและอิทธิบาทก็ได้เจริญงอกงามขึ้นตามธรรมดาธรรมชาติของการปฏิบัติในพระ ศาสนานี้             ในระหว่างที่ท่านเจ้าคุณปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์อยู่ในป่าพุมเรียง สุราษฎร์ธานีนั้น แต่ละวันท่านจะสำรวจและบันทึกภาวะจิตว่ามีราคะ โทสะ โมหะหรือไม่ ลดน้อยถอยลงเป็นอย่างไร และทุกวันหลังจังหันแล้ว ท่านจะเอาบาตรไปล้างที่ลำธาร เอามือกวาดข้าวจุ่มลงไปในน้ำ ฝูงปลาก็มากินข้าวในมือด้วยอานุภาพแห่งเมตตาอันหาประมาณมิได้             วัน หนึ่งท่านเจ้าคุณนึกอยากทดลองผลการปฏิบัติในวิชชาบางประการที่พระบรมศาสดา ทรงสอนไว้ จึงทำสมาธิเพ่งฌานเจริญอิทธิบาท ตั้งความปรารถนาแล้วก็ยื่นมือไปในอากาศ ปรากฏเป็นฝูงปลามาปรากฏอยู่ในมือเป็นที่อัศจรรย์             ท่านเจ้าคุณได้สัมผัสกับวิชชาอันมีมาในพระศาสนาแล้ว ก็เจริญตามรับสั่งพระบรมศาสดาที่ไม่ทรงสรรเสริญการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ ตั้งปณิธานแต่บัดนั้นว่าได้สัมผัสกับอิทธิปาฏิหาริย์แบบกระจุ๋มกระจิ๋มแล้ว แต่ไม่เห็นประโยชน์ จึงปฏิญาณว่าจักไม่ทำเช่นนี้อีกต่อไป             ดัง นั้นท่านเจ้าคุณจึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นพระสุปฏิปันโน เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ และได้ประพฤติปฏิบัติอย่างบริบูรณ์สมคำปฏิญาณอีกประการหนึ่งที่ว่าจะเป็น พุทธทาสคือทาสของพระพุทธเจ้าดังนี้.     ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 31 May 2010 11:13
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าจะมีแรงกดดันจากต่างประเทศมากมาย จนรัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข             ด้านหนึ่งต้องคอยแก้ข่าวต่าง ๆ ในทางอัปมงคลนานาชนิด ที่ถาโถมเข้ามาประดุจว่ามีมนต์สั่งให้เกิดขึ้น             อีกด้านหนึ่งต้องคอยทำความเข้าใจกับองค์กรสหประชาชาติและนานาชาติที่มีทีท่า ว่าจะวุ่นวายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยมากขึ้นทุกที             ใน ขณะเดียวกันนั้นก็มีการเผาบ้านระเบิดเมืองกันอึกทึกครึกโครม ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด จนควันไฟและเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ว ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้เลย             ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ ไม่มีใครคิดอ่านป้องกันแก้ไขหรือหยุดยั้งเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมา ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นต่อไปเลย มีก็แต่การโต้วาทีตีฝีปากแก้ตัวกันจ้าละหวั่น             อันไหนแก้ตัวไม่ได้เพราะฝืนกับความจริงมากนักก็รับสารภาพเสียทีหนึ่งว่านึกไม่ถึง หรือคาดไม่ถึง หรือว่าประเมินต่ำไป             เป็น คำแก้ตัวที่ใช้ไม่ได้ทุกสถาน เพราะถ้านึกไม่ถึง หรือคาดไม่ถึง หรือประเมินต่ำไปก็แสดงว่าไม่มีความสามารถหรือไว้วางใจให้ดูแลรักษาบ้าน เมือง คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและประชาชนไม่ได้ ถ้าเป็นประการนี้อยู่ไปก็รังแต่จะเป็นพิษภัยต่อบ้านเมือง             หรือถ้านึกถึงอยู่ก่อนแล้ว คาดไว้ก่อนแล้ว หรือประเมินถูกต้องแล้ว ดังที่ปรากฏเป็นวาทะกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากถูกเยาะเย้ยมาหลายครั้ง หลายหนว่าคาดไว้แล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่             เพราะถ้าเป็นประการนี้ก็แสดงว่าไม่มีฝีไม้ลายมือและไร้ความสามารถในการระงับ ดับเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะหยุดยั้งบรรเทา             แต่ไม่ว่าจะแก้ตัวกันแบบไหน กรุงเทพฯ ก็ถูกเผาไปแล้วเกือบ 40 จุด มีความเสียหายเกิดขึ้นหลายหมื่นล้านบาท ไม่รวมความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบอื่น และยังไม่รวมการเผาสถานที่ราชการในต่างจังหวัดอีกนับสิบจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน             เหตุที่การเป็นไป ถึงเพียงนี้ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ ก็เกิดขึ้น แต่ปรากฏเค้าให้เห็นมาอย่างน้อย 2 ปีแล้ว และตลอด 2 ปีมานี้ก็มีคนพูดถึง มีการตักเตือน มีการตะโกนใส่ กระทั่งกระชากหน้าว่ากันตรง ๆ ว่าถ้ามัวจะทำตัวแบบนกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกทรายแล้วบอกว่าไม่เห็นเสือแล้ว ในที่สุดคงถึงกาลสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เป็นแน่แท้             แต่ก็ไม่มีใครสนใจ มิหนำซ้ำคนพูด คนเตือน ในเรื่องเหล่านี้กลับถูกกล่าวหาว่าร้ายป้ายสีจนเสียผู้เสียคนไปก็มีเป็นอันมาก             เหลือแต่พวกเดียวเท่านั้นที่ยังเชิดหน้าชูคอฉกฉวยโอกาสร่ำไปคือพวกนักสันติ วิธีและพวกนักวิชากลวง ที่ทำตัวเป็นตาอยู่จนบ้านเมืองพินาศถึงเพียงนี้             แต่ทว่าการทำกรรมนั้นย่อมมีวิบากกรรมเสมอ วันนี้หัวโจกนักสันติวิธีก็ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อน             ถูก เปิดโปงว่าแท้จริงไม่ใช่ชาวพุทธ แต่ไปลากเอาวัดปทุมวนารามมาเป็นแหล่งซ่องสุมพักพิงของกลุ่มป่วนเมือง และกองกำลังอาวุธ จนเป็นที่ซ่องสุมอาวุธจำนวนมหาศาล ดังที่ ศอฉ. ได้ประกาศผลการตรวจอาวุธให้ได้รู้กันทั่วไปแล้ว             เขตอภัยทานที่อ้างกันกลายเป็นเขตหลังของสงคราม และในที่สุดก็หวุดหวิดที่จะเกิดระเบิดทำลายทั้งวัด และฆ่าผู้คนที่เข้าไปอยู่ในนั้นทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นความคิดที่อำมหิตแท้ ๆ             แต่บ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง ฝ่ายทหารได้รู้เท่าทันแผนการจึงไม่ส่งกำลังเข้าไปในวัด ไม่เปิดช่องให้ระเบิดทำลายวัดและฆ่าคน แล้วโยนผิดให้กับทหารดังที่เตรียมการกันไว้             แม้กระนั้นบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจที่เผอิญไปล่วงรู้ความจริง เข้าก็ถูกฆ่าปิดปากไปหลายคน ซึ่งผลการชันสูตรของหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ก็ได้ยืนยันแล้วว่าเป็นการ สังหารโหดกันในวัดนั่นเอง             วันนี้คำถามดัง ๆ ถึงหัวโจกนักสันติวิธีที่ลากเอาวัดเข้ามาจนหวิดจะกลายเป็นแดนฆ่าคนว่าจะรับ ผิดชอบอะไรบ้าง และมีวาระซ่อนเร้นสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่อย่างไร             ลองนึกดูเถิด ถ้ามีการจุดชนวนระเบิดจนพระอุโบสถและกุฏิวิหารต่าง ๆ ตลอดจนผู้คนที่เข้าไปอยู่ข้างในวัด ไม่ว่าพระสงฆ์ในวัดหรือฆราวาสที่เข้าไปโดยเข้าใจว่าเป็นเขตอภัยทานจะล้มหาย ตายจากพินาศเพียงไหน             แล้วฝ่ายทหารจะไม่ต้องแก้ ตัวกันโดยยากลำบากนักหนาดอกหรือ? ทั้งรัฐบาล ทั้งกองทัพ ก็จะพากันยับเยินไปด้วยกัน ในขณะที่จิตใจชาวพุทธก็จะหดหู่สลายไป เพราะจิตใจอำมหิตของหัวโจกนักสันติวิธีคนนอกศาสนาคนเดียวนี้             ควันไฟและเสียงระเบิดแม้จะจางลงบ้าง แต่การกวาดเก็บและตรวจสอบวัตถุระเบิด ตลอดจนอันตรายต่าง ๆ จากซากปรักหักพังและกลุ่มคนที่จ้องทำลายเจ้าหน้าที่ก็ยังดำรงอยู่ เป็นเหตุให้การกวาดเก็บและตรวจสอบต้องดำเนินไปอย่างช้า ๆ             นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็เล็งการดีอย่างน่าใจหาย จู่ ๆ ก็มาประกาศว่าบ้านเมืองสงบมากแล้ว ต่อไปนี้จะเดินหน้าแผนปรองดองและฟื้นฟูจิตใจ             ใครได้ยินได้ฟังก็พากันตกใจ เพราะคงคาดไม่ถึงอีกแล้วกระมังว่า ณ เวลาบัดนี้กองกำลังอาวุธที่ปฏิบัติการอยู่และที่ยังไม่ได้เข้ามาปฏิบัติการ ก็ยังไม่ได้หายไปไหน และจะมาปฏิบัติการใหม่เมื่อใดก็ยังไม่รู้             ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาลที่ตรวจพบก็ยังไม่รู้ว่ามีแหล่งที่มาจากไหน จึงมากมายมหาศาลปานฉะนี้ และกระบวนการที่จะนำพาอาวุธขนาดที่พอแก่การใช้ได้ของกองทัพภาคเข้ามาในที่ ชุมนุมได้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้             ไม่รู้ไม่ เป็นไร แต่ถ้าทำตัวเป็นนกกระจอกเทศ เอาหัวซุกทรายเสียเฉย ๆ อันตรายทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่พ้นที่จะตกแก่บ้านเมืองและประชาชนต่อไปอีก             ที่สำคัญคือ อาวุธที่ตรวจพบแล้วกับที่ยังไม่ตรวจพบก็ไม่รู้ว่าอย่างไหนจะมีมากกว่ากัน และการจัดเตรียมอาวุธมากมายมหาศาลเช่นนี้มันบอกอะไรเล่า?             เพราะแม้อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นพูดไม่ได้ แต่มันก็บอกความหมายได้ว่าอาวุธนั้นมีสำหรับให้คนใช้ อาวุธมีเท่าใดก็บ่งบอกว่ามีคนอยู่เท่านั้นเป็นอย่างน้อย ดังนั้นปริมาณของอาวุธที่พบแล้วกับที่ยังไม่พบ เมื่อนับย้อนไปเป็นจำนวนคนที่ใช้อาวุธก็น่าตื่นตระหนกตกใจสักเพียงไหน             อย่าง นี้หรือที่จะพูดได้ว่าบ้านเมืองสงบมากแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่เล็งการดีจนเป็นที่มาแห่งความประมาทและจะพาชาติไป พินาศวายวอดดอกหรือ? เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันก็พินาศย่อยยับมากพอชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนเลยนับแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์             ดังนั้นบ้านเมืองจะสงบหรือสงบมากแล้วนั้นจึงไม่ใช่ฐานะที่เป็นจริงหรือเป็น ไปได้เลย และเพราะความเป็นไปไม่ได้นี่เอง จึงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในต่างประเทศด้วย             เพราะอำนาจต่อรองแท้จริงของคนที่อยู่ต่างประเทศนั้นไม่ได้อยู่ที่ล็อบบี้ ยิสต์หรืออยู่ที่การใช้สื่อต่างประเทศ ที่จะโหมกระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทยและคนไทยแต่อย่างใด             อำนาจต่อรองแท้จริงนั้นอยู่ที่ความสงบเรียบร้อย ความเป็นปกติสุขและความมีเสถียรภาพในบ้านเมืองต่างหาก             ถ้าบ้านเมืองได้รับการดูแลแก้ไขให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อยเป็นปกติสุขและมี เสถียรภาพ สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ สมเป็นประเทศนิติรัฐที่มีความเป็นนิติธรรม คนที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่มีทางที่จะมีอำนาจต่อรองอะไรได้เลย             แต่ที่ยังเคลื่อนไหวและเพิ่มอำนาจต่อรองอยู่ได้ก็เพราะสามารถทำการจนกระทั่ง เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ไม่เป็นปกติสุข จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยกำลังกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว             อำนาจต่อรองของรัฐบาลก็อยู่ที่ตรงนี้เช่นเดียวกัน เพราะถ้าจัดการบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อยเป็นปกติสุขและมีเสถียรภาพแล้ว สหประชาชาติหรือชาติไหน ๆ ก็ไม่มีทางเข้ามาแทรกแซงครอบงำประเทศไทยได้             ดังนั้นจึงต้องวางจุดหนักอยู่ที่การจัดการให้บ้านเมืองเรียบร้อยเป็นปกติสุข และมีเสถียรภาพ ไม่ได้อยู่ที่โวหารโต้วาทีหรือตีฝีปากหรือล็อบบี้ยิสต์แต่ประการใด             แต่ ดูไปแล้วประเทศไทยคงยังไม่สิ้นเวรกรรม เพราะควันไฟ เสียงระเบิดยังไม่ทันสร่าง เสื้อแดงกลุ่ม 24 มิถุนา ก็ประกาศมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ กันอีกแล้ว เวรกรรมแท้ ๆ!ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 27 May 2010 13:47
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 6 of 11