Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
       สงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ มิได้อยู่ที่กิเลสตัณหาความต้องการของมนุษย์ที่อยากให้มันเป็นจริงขึ้นมา หากอยู่ที่เงื่อนไขจำเป็นในด้านต่าง ๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องปรุงแต่งและเป็นสาเหตุให้มันเกิดขึ้น (ในทางเป็นจริง มิใช่ในจินตนาการของฝ่ายที่กระสันอยากให้มันเกิดขึ้น)       ก่อนจะศึกษาพิจารณาถึงความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทย จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อนว่าอะไรคือปรากฏการณ์ของสิ่งที่เรียกว่าสงครามกลางเมืองอะไรคือเงื่อนไขจำเป็นต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ตลอดจนอะไรคือผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการเกิดสงครามกลางเมือง        1.  อะไรคือสงครามกลางเมือง       ไม่ว่าจะเป็นตำราวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตำราวิชาด้านรัฐศาสตร์ของสำนักความคิดใดก็ตาม ล้วนให้คำอธิบายปรากฏการณ์ของสงครามกลางเมืองที่มีเนื้อหาเหมือนกันทั้งสิ้น พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้       1.1 สงครามกลางเมืองคือ ความขัดแย้งที่รุนแรงและยืดเยื้อที่เกิดขึ้นภายในประเทศ(เช่น สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาซึ่งยืดเยื้อยาวนานถึง 4 ปี ค.ศ. 1861-1865)       1.2 เป็นเพราะลักษณะเด่นของสงครามกลางเมืองคือ การต่อสู้ด้วยอาวุธที่มีความยืดเยื้อภายในประเทศ จึงทำให้สงครามกลางเมืองแตกต่างจากการรัฐประหารและสงครามระหว่างประเทศ ตลอดจนแตกต่างจากความรุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างชุมชนต่างศาสนา เชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์       1.3  โดยทั่วไปกล่าวได้ว่า สงครามกลางเมืองจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งที่รุนแรง (ขัดแย้งที่มีการจับอาวุธประหัตประหารระหว่างกัน) ระหว่างฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจรัฐกับฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ (รัฐบาล) ซึ่งสภาพขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงดังกล่าวเป็นผลโดยตรงบีบให้ประชาชนทั่วไปซึ่งอยู่ระหว่างกลางของความขัดแย้งดังกล่าวจำต้องพิจารณากำหนดท่าทีแน่ชัดต่อสงครามกลางเมืองเพื่อหาทางปกป้องผลประโยชน์ ชีวิตและทรัพย์สิน และหลีกเลี่ยงการต้องตกเป็นเหยื่อของสงครามกลางเมือง ด้วยการเลือกข้างเพื่อความอยู่รอด  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สงครามกลางเมืองคือความขัดแย้งที่รุนแรงและมีอิทธิพลดึงดูดประชาชนทั้งประเทศเข้าสู่ภาวะขัดแย้งรุนแรง และมีผลทำให้ประเทศแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนที่สุด       1.4  ลักษณะการเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไปในสงครามกลางเมืองอาจเป็นทางตรง (ร่วมจับอาวุธทำการสู้รบโดยยืนอยู่ข้างฝ่ายที่ตนสนับสนุน) หรือทางอ้อม (สนับสนุนในรูปให้กำลังใจฝ่ายที่ตนสนับสนุน)       1.5  กล่าวโดยทั่วไปได้ว่า สงครามกลางเมืองมีหลายประเภท โดยพิจารณาจากเป้าประสงค์หลักของคู่ขัดแย้ง เช่น สงครามกลางเมืองเพื่อการแบ่งแยกดินแดน สงครามกลางเมืองเพื่อการรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สงครามกลางเมืองเพื่อปลดแอกจากการตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอาณานิคม และสงครามกลางเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครอง เป็นต้น        1.6  ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมืองประเภทใดก็ตาม ล้วนมีปัจจัยด้านลัทธิ-อุดมการณ์ ทางเศรษฐกิจ-การเมือง และ/หรือปัจจัยลัทธิชาตินิยมเข้ามาเป็นเครื่องชี้นำอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าประสงค์หลักของฝ่ายที่ต้องการทำความเปลี่ยนแปลง และที่แน่ชัดที่สุดคือ ไม่มีสงครามกลางเมืองที่ไหนในโลกนี้ที่เป็นไปเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาส่วนบุคคล ทั้งนี้ผลลัพธ์ของสงครามกลางเมืองมักจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์อันใหญ่หลวง (ไม่ว่าทางบวกหรือลบ ก้าวหน้าหรือถอยหลัง) ของแต่ละประเทศที่เกิดสงครามกลางเมือง       1.7  ไม่มีสงครามกลางเมือง ไม่ว่าเกิดขึ้นในประเทศใดก็ตามที่จะสามารถรอดพ้นหรือปลอดจากการถูกแทรกแซง (ไม่โดยตรงก็ทางอ้อม) จากประเทศหรือกลุ่มประเทศภายนอก (ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากสงครามกลางเมือง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจและกลุ่มประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศที่สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นหรือกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกันกับประเทศประสบกับสงครามกลางเมือง ประเทศเหล่านี้ย่อมต้องมีความสนใจและห่วงใยเป็นพิเศษกับพัฒนาการและผลลัพธ์จากการสิ้นสุดของสงครามกลางเมือง และย่อมจำต้องหาทางเข้ามามีอิทธิพลกำหนดทิศทางของสงครามกลางเมืองเพื่อให้เป็นไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่เข้ามาแทรกแซงให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างกว้างขวางจากสงครามกลางเมืองในประเทศที่ตกเป็นเป้าของการแทรกแซงจากภายนอก       1.8  บทบาทและท่าทีของฝ่ายที่สามหรือปัจจัยที่สาม (ประเทศหรือกลุ่มประเทศภายนอกประเทศที่เกิดสงครามกลางเมือง) นับว่ามีความสำคัญมากและสามารถเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากสงครามกลางเมือง ทั้งการแทรกแซงจากภายนอกไม่ว่าทางตรง (ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เข้าแทรกแซงส่งกองกำลังทหารเข้ามาช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ขัดแย้งกันในสงครามกลางเมือง) หรือทางอ้อม (ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่เข้ามาแทรกแซงให้ความช่วยเหลือสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในรูปของความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการทูต เป็นต้น) กล่าวได้ว่า ความช่วยเหลือจากภายนอกไม่ว่าในทางตรงหรือทางอ้อม ล้วนเป็นการแทรกแซงทั้งสิ้น ตัวอย่างการให้ความช่วยเหลือด้านการเมืองและการทูตคือ การสนับสนุนให้ฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจรัฐจัดต้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศผู้ให้การสนับสนุน ส่วนการสนับสนุนโดยตรงแก่ฝ่ายขัดแย้งในสงครามกลางเมืองมีมากมายในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ สงครามกลางเมืองในรัสเซียหลังชัยชนะของการปฏิวัติบอลเชวิค สงครามกลางเมืองในจีนก่อนชัยชนะของการปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์จีน สงครามกลางเมืองในเลบานอนช่วงระหว่าง ค.ศ. 1976-1986 สงครามกลางเมืองในสเปนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามกลางเมืองในปากีสถานที่นำไปสู่กำเนิดของประเทศบังกลาเทศ สงครามกลางเมืองในบอสเนียหลังสิ้นสุดสงครามเย็น และอีกมากมายในมุมต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปแอฟริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ทั้งหมดนี้เป็นผลโดยตรงจากอำนาจรัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง        2.  เงื่อนไขที่จำเป็นต่าง ๆ นำไปสู่สงครามกลางเมือง       กล่าวโดยสรุปได้ว่า เงื่อนไขที่จำเป็นต่าง ๆ ที่สามารถนำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองในแต่ละประเทศ พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้       2.1  การเป็นรัฐที่อ่อนแอจนถึงขั้นเป็นรัฐที่ล้มเหลวสืบเนื่องโดยตรงจากการที่อำนาจรัฐขาดความชอบธรรมทุกด้าน ไม่ได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น การสนับสนุนและความเข้าใจจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ตลอดจนกลไกต่าง ๆ ของรัฐ ทั้งที่เป็นเครื่องมือเพื่อการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมพฤติกรรมของประชาชนภายใต้ระเบียบ กฎกติกาสังคม (coercive apparatus) และที่เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้าใจในสังคมนำไปสู่การให้ความสนับสนุนนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล (ideological apparatus) ล้วนล้มเหลวไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการสั่งการของรัฐบาลไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ       2.2  โครงสร้างอำนาจจะมีลักษณะเป็นโครงสร้างอำนาจของระบบอุปถัมภ์ อำนาจรัฐมิได้อยู่กับรัฐบาล (ส่วนกลาง) แต่จะกระจายอยู่กับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น (กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ อันธพาล มาเฟีย) รัฐจำต้องพึ่งพาและขอความร่วมมือจากอำนาจและอิทธิพลเถื่อนเหล่านี้ในการสร้างสภาวะความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ประชาชนไม่สามารถพึ่งพาอำนาจรัฐได้ในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย  การเมืองจะมีลักษณะเป็นการเมืองแบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และในเมื่อรัฐไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างแท้จริง รัฐก็จะถูกประชาชนมองว่ารัฐ (รัฐบาล) เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และขาดความชอบธรรมจะปกครองประเทศ ตลอดจนจะไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน       2.3  รัฐที่อ่อนแอจะเต็มไปด้วยคอรัปชั่น การโกงกินอย่างมโหฬารในทุกระดับของโครงสร้างอำนาจ รัฐอ่อนแอมิใช่เพียงในแง่ขาดความชอบธรรมเท่านั้น แต่สถาบันต่าง ๆ ของรัฐก็มีความอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพอย่างมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป ไม่ว่าในด้านใด รัฐที่อ่อนแอยังส่งเสริมให้เกิดระบบการโกงกินเล็กกินน้อยอย่างไม่ขาดสายในระบบราชการ ระบบราชการมักเป็นตัวอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน       2.4  เมื่อรัฐอ่อนแอถึงที่สุดก็จะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว ซึ่งอาการของรัฐที่ล้มเหลว (failed state) ที่เห็นได้ชัดจะตกอยู่ในสภาพการณ์ พอสรุปได้ดังนี้              2.4.1 เป็นรัฐที่หมดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงในทุก ๆ ด้าน              2.4.2 รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อการกดขี่อย่างเข้มข้น อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเป็นไปเพื่อเป้าประสงค์ประการเดียวคือ การได้อยู่ในอำนาจให้นานที่สุด การใช้อำนาจ (ที่ปราศจากความชอบธรรม) มิได้เป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาเลวร้ายต่าง ๆ ที่มีขึ้น หากแต่เพื่อหวังกลบเกลื่อนปัญหาต่าง ๆ ทั้งเพื่อสยบแรงต่อต้านจากประชาชน              2.4.3 กลุ่มผู้นำฝ่ายอำนาจบริหาร (รัฐบาล) อยู่ในสภาพโดดเดี่ยว หลุดจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ฟังฝ่ายใดนอกจากลิ่วล้อ สมุนรับใช้และบริวารที่สอพลอใกล้ตัวเท่านั้น              2.4.4 สถาบันการปกครองทั้งหลายของรัฐเป็นอัมพาต หยุดปฏิบัติหน้าที่              2.4.5 อำนาจหน้าที่ปกครองหลุดจากมือของรัฐ ถูกผ่องถ่ายไปยังกลุ่มอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง (ทั้งที่ติดอาวุธและไม่ติดอาวุธ)              2.4.6 รัฐมีอธิปไตยก็เพียงในด้านรูปแบบและเปลือกภายนอกเท่านั้น (ข้างในกลวงทั้งสิ้น) อำนาจรัฐแตกสลายกระจายไปอยู่กับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นซึ่งไม่ขึ้นกับรัฐและอยู่เหนือรัฐ              2.4.7 กองทัพแห่งชาติ (ซึ่งถือเป็นสิ่งบ่งบอกที่เป็นรูปธรรมแท้จริงของอำนาจอธิปไตยในมือของรัฐ) แตกสลาย และจะหันไปรับจ้างพึ่งบารมีผู้ปกครองหรือผู้มีอิทธิพลระดับท้องถิ่น กองทัพไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองประเทศได้ เพราะไม่มีผู้ใดมีอำนาจอันชอบธรรมที่สั่งการได้ รัฐกลายเป็นตัวบุคคล อำนาจอธิปไตยไปอยู่กับผู้มีอำนาจ และกลุ่มอิทธิพลระดับท้องถิ่น ไม่ใช่รัฐบาลและประชาชน       3.  ผลลัพธ์จากสงครามกลางเมือง       เมื่อใดก็ตามที่อำนาจรัฐได้ล่มสลายแล้ว (เพราะรัฐขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงเนื่องจากไม่ยอมหรือไม่สามารถใช้อำนาจอันชอบธรรมเพื่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง) ประชาชนจะตกอยู่ในสภาพเดือดร้อน สิ้นหวัง เสี่ยงต่อภัยอันตรายร้ายแรงจากทุกด้าน ขาดที่พึ่ง ต้องดูแลตัวเอง เมื่อนั้นคือการเข้าสู่ฉากของสงครามกลางเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ และตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาฝ่ายที่เดือดร้อนที่สุดที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามกลางเมือง เสียชีวิตมากที่สุดคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มิได้       มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งรุนแรงในสงครามกลางเมือง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง กล่าวคือ ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศหรือกติกาสากลที่จะเข้ามาดูแลกำกับการสู้รบในรูปแบบของสงครามกลางเมือง เพราะสงครามกลางเมืองไม่ใช่เป็นสงครามระหว่างประเทศที่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องใช้บังคับต่อคู่กรณีสงคราม  สงครามกลางเมืองเป็นการสู้รบที่ปราศจากขอบเขต ข้อจำกัด และกฎกติกา        นักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี นักบวช นักบุญทั้งหลายก็ช่วยอะไรไม่ได้ (นอกจากนั่งสวดมนต์ภาวนาให้มันสิ้นสุดลงโดยเร็วเท่านั้น) ทั้งนี้สงครามกลางเมืองไม่มีการแยกแยะทหารจากพลเรือนผู้มีอาวุธกับผู้ไม่มีอาวุธ       ประชาชนไม่มีทางเลือกมาก บางกลุ่มอาจยอมอดทนจำนนต่อสภาพมิคสัญญี ไม่คิดต่อต้านฝ่ายใด ใช้ความเงียบอยู่นิ่งเฉยเพื่อเข้าแลกกับการได้มาซึ่งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บางกลุ่มอาจหนีออกนอกประเทศ บางกลุ่มอาจรวมตัวกันจับอาวุธขึ้นต่อต้านกับฝ่ายที่พวกตนไม่เห็นด้วย (เช่น การเข้าร่วมทำการปฏิวัติ/รัฐประหาร หรือร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นต้น)       สงครามกลางเมืองส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเลื่อมใสนิยมวัฒนธรรมความรุนแรง โดยเชื่อมั่นว่าความรุนแรงไม่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าประสงค์สุดท้าย (การได้มาซึ่งอำนาจเพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม) แต่ยังเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์ที่เป็นเพียงผู้ชมมาเป็นมนุษย์ผู้มีส่วนร่วมดำเนินการทำความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง       4.  สรุป จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ หากศึกษาพิจารณาจากข้อเท็จจริง ตามปรากฏในข้อ 1, 2 และ 3 ข้างต้น ย่อมไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะกล้ายืนยันอย่างหนึ่งอย่างใดได้ และย่อมเป็นที่ประจักษ์พอประมาณอยู่แล้วว่า แม้เหตุการณ์ตั้งแต่พัทยา 2552 มาจนถึงสี่แยกราชประสงค์ 2553 จะมิใช่       ปรากฏการณ์ของสงครามกลางเมือง หากเป็นลักษณะของการต่อต้านอำนาจอันชอบธรรมของรัฐในระบอบประชาธิปไตย เป็นการประท้วงที่ผิดกฎหมาย เพราะได้พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าโดยใช้อาวุธสงครามและความรุนแรง เป็นการจงใจก่อการจลาจลอย่างชัดเจนเพื่อหวังบ่อนทำลายและโค่นรัฐบาลที่มีความชอบด้วยกฎหมายและชอบธรรม และที่เกิดขึ้นเช่นนี้สาเหตุสำคัญที่สุดเป็นเพราะอำนาจรัฐมีความเสื่อมมาโดยตลอด       สืบเนื่องโดยจากความไร้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเป็นสำคัญ  ดังนั้นหากรัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจในอำนาจรัฐอันชอบธรรมให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ หากการบังคับใช้       กฎหมายเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ อย่างไม่ต่อเนื่อง อย่างมีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง และอย่างประมาทเลินเล่อ โอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศไทยก็ไม่ใช่เป็นเรื่องไกลเกินจริง  
Tuesday, 25 May 2010 10:20
            การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ร่วม 2 เดือน ได้ยุติลงโดยการเข้าสลายของทหารเมื่อเช้าตรู่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แต่ไม่ทันที่ทหารจะได้เข้าสลาย แกนนำก็ยอมมอบตัวพร้อมกับประกาศสลายการชุมนุม             หลังประกาศสลายการชุมนุมและเข้ามอบตัวแล้ว ยังมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและถ่ายทอดสดโดยฟรีทีวีหลายช่อง แสดงเหตุผลว่าเป็นแค่การยอมสลายตัวแต่ไม่ใช่การยอมแพ้             มีการประกาศอย่างชัดเจนที่ถ่ายทอดไปทั่วประเทศว่า การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป และขอให้ต่อสู้กันต่อไป จนกว่าจะบรรลุถึงอุดมการณ์             และอุดมการณ์ที่ว่านั้นก็คือสิ่งที่ได้ประกาศมาแล้ว คือการยึดอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงการปกครอง และสร้างรัฐไทยใหม่             ไม่รู้ว่าสื่อมวลชนจะคาดคิดกันบ้างหรือไม่ว่า นี่คือการเปิดโอกาสอย่างยอดให้กับการส่งสัญญาณบางอย่าง หลังจากที่สื่อของกลุ่ม นปช. ถูกรัฐบาลปิดกั้นมาระยะหนึ่งแล้ว             เพราะทันทีที่สิ้นเสียงคำประกาศนั้น ก็เกิดการเผาบ้านเผาเมืองขึ้นต่อเนื่องกันเป็นลูกระนาด ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด             ไม่มีใครคิดฝันมาก่อนเลยว่าศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่มีชื่อเสียงและสำคัญที่สุดของประเทศที่ก่อตัวก่อตั้งขึ้นหลังสถาปนากรุง รัตนโกสินทร์ไม่นานเท่าใดนักและเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรือง ของกรุงเทพมหานครจะถูกเผาผลาญจนวายวอดเป็นจุณ             อาคาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า อาคารชุด ธนาคาร และบ้านเรือนของราษฎรจำนวนมากในย่านราชประสงค์ สยามสแควร์ ถูกเผาไหม้จนเปลวไฟและควันไฟมืดครึ้มไปทั้งกรุงเทพฯ ตลอดวันที่ 19 พฤษภาคม 2553             โรงหนังสยาม โรงหนังสกาล่า ซึ่งเป็นโรงหนังเก่าแก่ เป็นสัญลักษณ์ของสยาม สแควร์มากว่า 30 ปีแล้วถูกเพลิงไหม้จนวายวอดและถล่มลงมา ทำให้คนที่เคยมีความหลังอยู่กับโรงหนังทั้งสองแห่งนี้ต้องรู้สึกสลดใจอย่าง ล้ำลึก             เหตุการณ์เกิดขึ้นกลางวันแสก ๆ แต่ไม่มีใครห้ามปราม ไม่มีใครป้องกัน ไม่มีใครแก้ไข คงปล่อยให้มีการวางเพลิง ปล่อยให้มีการเผา ปล่อยให้เพลิงไหม้ จนวายวอด             เฉพาะ ที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั้นต้องเผากันถึง 3 ครั้ง 3 ครากว่าจะไหม้ไฟ ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรนักหนา หรือเคียดแค้นอะไรกันนักหนา จึงต้องพยายามเผาศูนย์การค้าแห่งนี้ หมายให้ถล่มราบเป็นหน้ากลอง             นอกจากการเผาเมืองในกรุงเทพมหานครแล้ว ก็ยังขยายพื้นที่ออกไปเผาสถานที่ต่างๆ ในต่างจังหวัดอีกมากมายหลายจุด ทั้งสถานที่ราชการ ทั้งอาคารสถานที่ของเอกชน             และยังมีการปล้นสะดมอาคารร้านค้าต่างๆ ประหนึ่งว่ากรุงเทพมหานครนี้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน             เริ่มตั้งแต่ทุบประตู เข้าไปขนข้าวของ และทำลายข้าวของจนหมดเกลี้ยง แม้กระทั่งการบุกเข้าไปจับกุมพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้วปล้นข้าวของจาก นั้นก็เผาจนวอดวายเป็นจุณ             ที่น่าแปลกใจก็คือ การบุกขึ้นไปเผาสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าเป็นโทรทัศน์ฟรีทีวีที่เลือกข้างและมีพิธีกรหรือผู้จัดรายการที่ เลือกข้างเอียงกะเท่เร่ ปลุกขวัญสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง แล้วป้ายผิดให้พวกอื่นๆ ว่าเป็นคนชั่ว คนร้ายไปหมดก็ยังถูกเผา จนกระทั่งต้องหยุดการถ่ายทอด             ทุกแห่งที่เกิดเพลิงไหม้ก็มีกระบวนการสกัดขัดขวางไม่ให้เข้าไปดับเพลิง บางแห่งแม้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดับเพลิงก็ถูกยิงสกัดจนเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือต้องบาดเจ็บล้มตาย             การเผา การปล้น ที่เกิดขึ้นนั้นทำกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ตั้งแต่กลุ่มละ 30-50 คน ไปจนถึง 100-200 คน ซึ่งถ้ามองจำนวนแล้วก็ไม่มากนัก ไม่น่าจะเกินกำลังความสามารถของเจ้าหน้าที่ได้ แต่เหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีการป้องกันขัดขวางหรือแก้ไขใด ๆ เลย             และพร้อม ๆ กับการเผากรุงเทพมหานคร การเผาในต่างจังหวัดก็เกิดขึ้นไล่เลียงกันเป็นลูกระนาด             กลุ่มที่บุกไปเผาในต่างจังหวัดนั้นก็คล้ายคลึงกับกลุ่มที่บุกเผาในกรุงเทพฯ คือมีกลุ่มละประมาณ 30-50 คนบ้าง 100-200 คนบ้าง             การ เผานั้นเริ่มต้นเป็น 2 แบบ แบบแรกเริ่มต้นด้วยการเผายางรถยนต์ด้านนอกสถานที่ก่อนแล้วเข้าไปเผาทีหลัง แบบที่สองเป็นการเอาน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปราดเผาโดยตรง             กระบวนการที่เผาแบบนี้และวิธีการที่เผาแบบนี้มีความคล้ายคลึงกันหมดทุกแห่ง ประหนึ่งว่ามีการร่ำเรียนซักซ้อมฝึกฝนกันมาก่อน และสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้             ว่าในการจัดตั้งโรงเรียนการเมืองนั้น ก็ได้มีการสอนทั้งหลักสูตรการเมืองและการทหาร ตลอดจนการทำลายล้างต่าง ๆ ซึ่งได้ขยายตัวกว้างขวางโดยปีเศษที่ผ่านมานี้ก็มีการเปิดโรงเรียนการเมือง ถึง 400 กว่าแห่ง             ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีคนที่เรียนรู้วิธีการเหล่านี้ปรากฏตนขึ้นเป็นจำนวนมาก             เห็นได้จากการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการตั้งป้อมปราการสำหรับป้องกันตนและป้องกันการเข้าสลายการชุมนุม กลยุทธ์ในการรวมตัว ในการสลายตัว กลยุทธ์ในการปฏิบัติการปิดถนน ในการเผาล้อยางรถยนต์เพื่อเป็นม่านกำบังตนและทำให้เกิดการตื่นตระหนก             ยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงปฏิบัติการของกองกำลังอาวุธ ที่ได้แสดงอานุภาพที่ไม่ธรรมดาเพราะสามารถยืนหยัดรับมือกับเจ้าหน้าที่ได้ ต่อเนื่องหลายวันโดยไม่มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำเลย             ยุทธภูมิราชประสงค์และพื้นที่ข้างเคียงเป็นยุทธภูมิจริง ๆ มิใช่สิ่งที่แค่ตั้งเป็นชื่อบทความให้อ่านกันสนุก ๆ เพราะเวลาที่ผ่านมานั้นความจริงก็ได้เผยตัวให้เห็นถึงยุทธภูมิราชประสงค์และ พื้นที่ข้างเคียงอย่างชัดเจน             ว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างกองกำลังสองฝ่าย คือกองกำลังของรัฐบาลกับกองกำลังของรัฐไทยใหม่ ที่ต่อสู้กันด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง             จะต่างกัน บ้างก็ตรงที่กองกำลังของรัฐบาลนั้นปฏิบัติการในลักษณะตามแบบแผน ในขณะที่กองกำลังของรัฐไทยใหม่ปฏิบัติการในลักษณะสงครามจรยุทธ์ในเมือง             ใครสนใจเรื่องนี้ก็ต้องไปทำความเข้าใจเรื่องการสงคราม ต้องไปทำความเข้าใจเรื่องสงครามจรยุทธ์ และต้องทำความเข้าใจเรื่องการทำสงครามจรยุทธ์ในเมืองด้วย             เพราะสิ่งที่เรียกว่าสงครามนั้นไม่ใช่แค่ทหารถืออาวุธสู้กันแล้วจึงจะเป็นสงครามดังที่คนทั้งหลายคิดและเข้าใจกัน             ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะรู้จักสงครามกันถึงแก่น แท้แค่ไหน หรือจะรู้จักชนิดของสงครามครบถ้วนหรือไม่ หรือเข้าใจแต่เพียงว่าสงครามอะไรก็เหมือนกัน หรือว่ามีแต่เพียงชนิดเดียวเท่านั้น             ความจริง สิ่งที่เรียกว่าสงครามนั้นมีมากมายหลายชนิด เช่น สงครามปฏิวัติ สงครามปฏิปักษ์ปฏิวัติ สงครามปฏิวัติประชาชาติ สงครามแบบแผน สงครามจรยุทธ์ สงครามจรยุทธ์ในเมือง สงครามยืดเยื้อ สงครามจรยุทธ์ประจำถิ่น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแปรขบวนของสงครามต่าง ๆ             เช่น การแปรขบวนจากสงครามจรยุทธ์เป็นสงครามแบบแผน เป็นต้น             กฎเกณฑ์ รูปแบบ และวิธีการในการดำเนินสงครามแต่ละชนิดจึงต่างกัน รูปแบบสงครามบางชนิดอาจถูกข่มหรือถูกทำลายได้โดยรูปแบบของสงครามบางชนิด             ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ ปัญหาทางยุทธวิธี เข็มมุ่ง กลยุทธ์ การยุทธ์และการรบ ซึ่งแต่ละชนิดของสงครามก็ใช้ต่างกันและด้วยความมุ่งหมายที่ต่างกัน             วันนี้การชุมนุมได้ปิดฉากลงไปแล้ว เริ่มปรากฏภาพชัดเจนว่าสิ่งที่จะเข้ามาแทนที่คือสงครามกลางเมือง ที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ส่งสัญญาณการทำสงครามกองโจรแล้ว             ดังนั้นอนาคตประเทศไทยจึงน่าห่วงใยและน่าสงสารอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมานั้นก็สุดแสนจะอเนจอนาถ เนื่องจากเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พม่าเข้ายึดกรุงแล้วจึงเผาเมือง เผาวัดวาอารามและพระพุทธรูปสำคัญจนหมดสิ้น แต่วันนี้ถูกเผากรุงทั้งที่ยังไม่เสียกรุง             ครั้งกระโน้นเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองเพราะขุนหลวงขี้เรื้อน หรือครั้งนี้จะต้องเสียกรุงรัตนโกสินทร์ในน้ำมือนักการเมืองขี้เรื้อน?             น่าสงสารประเทศไทย!ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 21 May 2010 11:23
           ในท่ามกลางวิกฤตและหายนะที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองในขณะ นี้ มีนักสันติวิธี นักวิชาการ และผู้ที่แสดงความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง โดยการเสนอให้หาทางออกจากวิกฤตและหายนะ โดยการเจรา โดยสันติวิธี โดยสมานฉันท์ หรืออะไรต่อมิอะไรทำนองนี้มามากมายแล้ว             แต่ไม่เคยได้ผล และผู้คนเหล่านั้นตั้งแต่ระดับคุณหมอประเวศ วะสี ลงมาก็ได้สูญเสียฐานะผู้นำทางความคิดของสังคมไปจนหมดสิ้น ยิ่งระดับนักวิชาการกระจอกงอกง่อยด้วยแล้วก็ถูกตราหน้าด้วยว่าเป็นแค่นัก วิชากิน นักวิชาเกิน หรือนักวิชากลวง             เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าความคิดเห็นใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่สามารถหาทางออกได้จริงให้กับสังคมและ บ้านเมืองของเราแล้ว ยิ่งเสนอมากก็ยิ่งเผยขี้เท่อมาก และยิ่งเคลื่อนไหวมากก็ยิ่งถูกเหยียดหยามมากขึ้น             คน บางพวกคาดหวังว่าวิกฤตและหายนะนี้จะจบสิ้นลงอย่างรวดเร็ว บ้างก็คาดหวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมามีอำนาจในบ้านเมือง เรืองกฤษดานุภาพยิ่งกว่าใคร บ้างก็คาดหวังว่าสถานการณ์แบบนี้ต้องอาศัยเวลา มิฉะนั้นจะเกิดความรุนแรงและความเสียหายมหาศาล             แล้วเป็นอย่างไรเล่า? หากจะนับตั้งแต่เวลาความขัดแย้งปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2548 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ประเทศไทยและสังคมไทยได้ผ่านความคาดฝัน ความคาดคิด และผ่านข้อเสนอต่าง ๆ ของผู้คนเป็นอันมาก แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ใครปรารถนาเลย มันเป็นดังที่มันเป็นอยู่             และมันจะเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป จนกว่าส่วนที่เป็นหลักของปัญหาหมดสิ้นไป ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นสภาพการณ์ของประเทศไทยและสังคมไทยในวันนี้จึงสมควรได้รับการบ่งชี้ ให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรกันแน่ คนไทยเราจะได้ไม่ตั้งอยู่ในความเพ้อฝัน หรือความหวาดหวั่น หรือความยอมจำนน โดยที่ไม่ยอมใช้สติปัญญามองให้เห็นอนาคตที่จะเป็นไปในบ้านเมือง             ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าบ้านเมืองเราที่มีวิกฤตยืดเยื้อจนก่อเกิดเป็นหายนะ ครั้งใหญ่ในคราวนี้ใหญ่หลวงเสมอด้วยเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง และมันจะยืดเยื้อต่อไป             ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เล่า? ทำไมการนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมืองด้วยแรงใจจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จึงไม่สามารถบรรลุผลในเร็ววัน และทำไมเล่ารัฐไทยใหม่ของขบวนการแม้วแดงจึงยังไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้ สำเร็จ             ก็ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่า ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ขบวนการคนเสื้อแดงซึ่งได้ก่อตัวในปี 2550 ได้ขยายตัวเติบใหญ่จนตั้งหลักปักฐานได้ แต่ก็ยังมีขอบเขตและปริมาณที่จำกัดมาก ครั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดตั้งขึ้นแล้ว ก็ได้ปล่อยปละละเลยในทุกประการ เอื้ออำนวยให้ขบวนการคนเสื้อแดงขยายตัวเติบใหญ่เป็นประวัติการณ์              ถึง กับมีการประกาศโดยเปิดเผยในปลายปี 2552 ว่า ของวิเศษสามอย่างในการปฏิวัติได้มีพร้อมแล้ว คือมีพรรคการเมือง มีแนวร่วมประชาชน และมีกองกำลังติดอาวุธหรือกองทัพแดง             การเคลื่อนไหวได้ขยายตัวเติบใหญ่และเข้มแข็งขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งสามารถหยุดยั้งการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ไม่ให้ดำเนินการตามปกติได้ และภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงก็ได้ก่อตัวทะมึนขึ้นเหนือประเทศไทยตั้งแต่บัดนั้น แต่รัฐบาลก็ยังคงเพิกเฉยละเลยดังเดิม             ทั้งๆ ที่เหตุการณ์เมษาทมิฬ ปี 2552 ควรจะได้บทเรียนและบทสรุปที่ชัดเจนแล้วว่าความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนั้นหา ใช่การเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพหรือประชาธิปไตยใด ๆ             แต่ มันเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อการช่วงชิงอำนาจรัฐ ซึ่งต่อมาก็ได้ประกาศตัวประกาศตนอย่างชัดเจนว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อโค่น ล้มการปกครองปัจจุบัน และสร้างรัฐไทยใหม่ โดยระบุว่าจะเป็นการทำสงครามทางชนชั้นระหว่างชนชั้นไพร่กับชนชั้นอำมาตย์             นี่คือความจริงที่ได้เผยตัวเองและประกาศต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย แต่พวกเพ้อเจ้อไม่สนใจและไม่เข้าใจ ยังคงเพ้อฝันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องยุบหรือไม่ยุบสภา หรือเรื่องเจรจาลม ๆ แล้ง ๆ             ความจริงที่เปิดเผยออกมานั้นแท้จริงแล้วได้ตบหน้านักสันติวิธีพวกที่จอมปลอม กับพวกที่โง่งมงายกับพวกที่ฉวยโอกาสหลายฉาดใหญ่ทีเดียว!             กระบวน การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจึงไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างการปกครองปัจจุบัน ช่วงชิงอำนาจรัฐและสร้างรัฐไทยใหม่             และวันนี้อำนาจรัฐไทยใหม่ก็ได้ก่อตั้งขึ้นแล้วใจกลางพระนคร มีราชประสงค์เป็นศูนย์กลาง แผ่พื้นที่ยึดครองไปทั้งสี่ทิศ ทิศละ 1-2 กิโลเมตร และมีการตั้งฐานที่มั่นมวลชน 3 จุดใหญ่ตรึงกรุงเทพมหานครไว้ คือ ที่ปทุมธานี สมุทรปราการ และนนทบุรี-อยุธยา โดยใน 40 จังหวัดของภาคเหนือและภาคอีสานมีการจัดตั้งมวลชนและกองกำลังอาวุธระดับกอง ร้อยประจำในทุกจังหวัดแล้ว             แผนงานการโค่นล้มอำนาจรัฐปัจจุบันเพื่อจัดตั้งรัฐไทยใหม่ได้เตรียมการชนิดทำ ศึกใหญ่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 ซึ่งได้ประกาศชัดเจนว่าจะระดมมวลชนล้านคน รถจำนวน 100,000 คัน ใช้น้ำมันคนละลิตร เข้ามาเผากรุงเทพมหานครให้ราบเป็นหน้ากลอง             ความ เคลื่อนไหวคึกคักครึกโครมที่พัฒนามาเป็นลำดับนั้นมิได้ทำให้รัฐบาลตระหนัก หรือตื่นตัวขึ้นมาทำหน้าที่ที่จะต้องทำ จนแม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัสเรื่องคนลืม หน้าที่และไม่ทำหน้าที่กับคณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมแล้ว แต่คนที่ไม่ยอมทำหน้าที่และลืมหน้าที่ก็มิได้สำนึก             ทว่าของวิเศษสามอย่างที่จะใช้ในการยึดประเทศไทยนั้น มันไม่ใช่ของวิเศษแท้ แต่เป็นของปลอม เพราะ             ประการแรก ไม่มีพรรคปฏิวัติที่มีทฤษฎีปฏิวัติเป็นองค์กรนำ มีแต่พรรคผีโม่แป้ง ที่ไร้ความคิดจิตวิญญาณในการปฏิวัติ หรือแม้การทำหน้าที่รับใช้ประชาชน             ประการที่สอง ไม่มีกองทัพปฏิวัติที่อยู่ภายใต้การนำอย่างสัมบูรณ์ของพรรคปฏิวัติ มีแต่กองกำลังรับจ้าง และกองกำลังนักเลงหัวไม้ หรืออย่างมากก็เป็นกองกำลังจรยุทธ์เล็ก ๆ ที่ปฏิบัติงานโดยมีอามิสหรือผลตอบแทนเป็นที่ตั้ง หาได้มีอุดมการณ์ปฏิวัติแต่ประการใดไม่             ประการที่สาม ไม่มีแนวร่วมปฏิวัติ มีแต่ขบวนการผีโม่แป้ง ที่ประดุจดังหุ่นฟาง ยามต้องมนต์ปลุกเสกก็จะออกมาเต้นแร้งเต้นกา ยามสิ้นแรงมนต์ก็กลับกลายเป็นหุ่นฟางดังเดิม ไม่ได้สำนึกในความรู้จักผิดชอบชั่วดี และถึงแม้จะมีผู้บริสุทธิ์ใจบ้าง ก็มีจำนวนไม่มากนัก เพราะคนบริสุทธิ์และมีความคิดอ่านเพื่อบ้านเมืองจริง ๆ จะมีใครที่ไหนเล่าที่จะยอมเป็นลูกน้องทางความคิดและสวามิภักดิ์ต่อการนำของ พวกสภาโจ๊ก หรือพวกดีเจตามจังหวัดต่าง ๆ             เพราะ สามประการดังกล่าวนี้ไม่ใช่ของแท้ ดังนั้นถึงจะโหมระดมพลังทั่วด้านสักเพียงใด จะทุ่มเททรัพยากรเงินทองลงไปสักเท่าใด มันก็ได้เท่าที่เห็น นั่นคือไม่มีพลังเพียงพอที่จะสามารถโค่นล้มอำนาจรัฐ ยึดอำนาจรัฐ และก่อตั้งรัฐไทยใหม่ขึ้นมาได้             ในฟากรัฐบาลเล่า ก็ยังไม่ทำอะไร แม้สถานการณ์จะเบิกฟ้าประชาโลกที่สามารถคว้าชัยชนะและนำชาติบ้านเมืองกลับ สู่ความสงบได้แล้ว ก็ไม่ทำอะไร ได้แต่โต้วาทีตีฝีปากไปวัน ๆ             การ ไม่ทำอะไรนั้นได้แสดงเหตุผลว่า หากทำอะไรลงไปก็จะเกิดความรุนแรงเพราะเป็นความยุ่งยากและจะเกิดความสูญเสีย และความเสียหายมาก รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการนองเลือดในหมู่คนไทยด้วยกัน             ช่างเป็นเหตุผลที่สวยหรูดูดี แต่เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าและไร้สาระอย่างยิ่ง เพราะการรับมือกับการโค่นล้มการปกครอง การยึดอำนาจรัฐ และการสร้างรัฐไทยใหม่นั้น มีที่ไหนบ้างที่จะไม่รุนแรง มีที่ไหนบ้างที่ไม่ยุ่งยาก มีที่ไหนบ้างที่ไม่สูญเสีย เสียหาย หรือนองเลือด             วันนี้ไม่นับการเหยียบศพประชาชนขึ้นไปมีอำนาจ โดยนับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลมาถึงวันนี้ ความรุนแรงได้ทวีความรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด จน 47 ประเทศทั่วโลกออกคำสั่งให้พลเมืองของเขางดเดินทางมาประเทศไทย และระบุว่าไทยเป็นแดนอันตราย             แต่ละวันมีเสียงระเบิดและเสียงปืนดังกึกก้อง แม้ใช้กำลังทหารและเจ้าหน้าที่เข้าระงับยับยั้งก็มีการตอบโต้ด้วยกำลังอาวุธ และอาวุธสงครามร้ายแรง มีจำนวนคนตายร่วม 30 มีจำนวนคนเจ็บร่วมพัน เป็นการนองเลือดครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย             เพราะใช้เหตุผลเช่นนี้ แล้วไม่ทำอะไรเลย จึงไม่สามารถนำประเทศกลับสู่ความเป็นปกติสุขได้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่สามารถเอาชนะเด็ดขาดได้ จึงก่อเกิดสภาพยืดเยื้อและก่อเกิดสภาพรัฐซ้อนรัฐขึ้น ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในขณะนี้             หายนะอันยืดเยื้อคือสถานการณ์ที่เป็นจริง ที่ครอบงำประเทศไทยและสังคมไทยเราอยู่ในขณะนี้!ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 19 May 2010 14:39
ใครที่ได้ฟังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารสั่งการตามประกาศภาวะฉุกเฉินที่ยอมรับ สารภาพกันอย่างโจ่งแจ้งว่า เป็นการยากที่จะสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์แล้วก็ต้องช่วยกันปลงอย่างน่า สมเพชเวทนาและน่าอเนจอนาถใจ             คือต้องปลงเสียให้ได้ว่าตราบใดที่รัฐบาลนี้ยังมีอำนาจบริหารบ้านเมืองอยู่ ก็ต้องมีอำนาจรัฐแดงของรัฐไทยใหม่อยู่กลางใจธุรกิจของประเทศ คือที่ราชประสงค์ และต้องเตรียมรับความพินาศฉิบหายวายวอดไว้ให้พร้อม             เพราะนั่นคือการยอมรับสภาพว่าหมดสติปัญญาความสามารถและฝีไม้ลายมือที่จะ แก้ไขปัญหารัฐซ้อนรัฐที่ดำรงอยู่ในบ้านเมืองของเราแล้ว             ดัง นั้นหากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สำนึกขึ้นมาได้ก็ดี หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สำนึกขึ้นมาได้ก็ดี ว่าบ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ ก็สมควรที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะต้องเวนคืนอำนาจให้กับคนอื่นที่มีสติปัญญาความสามารถ หรือไม่ก็ต้องถอนอำนาจไปมอบให้คนอื่นที่จะสามารถนำประเทศเข้าสู่ความสงบสุข ได้             หรือไม่ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นเจ้าของประเทศนี้ที่ไม่ สามารถยอมรับให้บ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ต้องแก้ไขปัญหากันเอง โดยที่ต้องไม่มีคนที่เป็นอุปสรรคหรือเป็นหัวตอที่ขัดขวางการแก้ไขปัญหา             หรือไม่ก็ช่วยกันอุดหนุนค้ำจุนอัญเชิญให้นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ได้ออกมาประกาศตนชัดเจนแล้วว่าถ้ารัฐแก้ปัญหาไม่ได้ ก็จะนำทัพร่วมกับประชาชนแก้ไขปัญหาเอง             ขอเทพยดาซึ่งรักษาพระนครได้บำรุงรักษาคำพูดของนายเนวิน ชิดชอบ ให้ดำรงคงความสัตย์และมาช่วยกันกำจัดปัญหาของบ้านเมืองด้วยเถิด             อย่าได้ตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์นายเนวิน ชิดชอบ ไปตลอดกาลนานเลย ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ บางทีก็อาจจำเป็นที่จะต้องอาศัยคนแบบนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเนื้อแท้ก็คือผู้สำเร็จราชการทางทหาร มหาดไทย และตำรวจตัวจริงไม่ใช่หรือ             ในวรรณคดีเรื่องขุนแผนนั้น ยามศึกสงครามมาประชิดรพระนครและพวกขี้เท่อไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ต้องถอดขุนแผนออกจากตะรางไปทำการศึกกู้บ้านกู้เมืองก่อน             ในสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวง ครั้นถึงกาลที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงบทพระราชนิพนธ์เรื่อง รามเกียรติ์ติดขัด ในตอนที่เกี่ยวกับขนาดรถที่นั่งของทศกัณฑ์ ก็เคยโปรดเกล้าฯ ให้ถอดสุนทรภู่ออกจากคุกหลวงมาช่วยคิดอ่านแก้ไขในเรื่องนี้             หรือ ใครที่เคยอ่านผู้ชนะสิบทิศของยาขอบก็คงจะจำกันได้ว่า เมื่อครั้งที่เจ้าจะเด็ดติดคุกต้องอาญาแผ่นดินและมีศึกมาประชิดพระนคร พระมหาเถรกุโสดอก็ได้ถวายพระพรแนะนำให้พระเจ้ามังตราถอดจะเด็ดออกจากคุกหลวง ไปทำศึกจนได้ชัยชนะ             สำมะหาอะไรกับนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งวันนี้แค่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็แลเมื่อพวกขี้เท่อทั้งหลายลืมหน้าที่และไม่ทำหน้าที่ ทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเตือนแล้ว คนทั้งปวงจึงต้องร่วมไม้ร่วมมือกันเองเพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจาก อันตราย             ดังนั้นยามนี้เมื่อนายเนวิน ชิดชอบ ประกาศตัวออกมา ก็ต้องลองดูทีท่าว่าจะทำอย่างไร คือจะทำจริงตามที่พูด หรือแค่พูดเพื่อสนองคุณใครที่กระทรวงคมนาคมได้รับงบประมาณซ่อมบำรุงรถไฟถึง 195,000 ล้านบาท ถ้าทำดีก็ต้องเอาใจช่วยกันตามประสายากของคนไทยในยามนี้             เมื่อได้ยินคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงความบ้อท่าไร้น้ำยาในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติบ้านเมืองแล้ว ก็นึกถึงคำพูดของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ที่เคยพูดปรามาสเอาไว้เมื่อต้นสัปดาห์นี้             เส ธ.แดง พูดแบบฟันธงว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ศอฉ. จะไม่มีทางเข้ามาสลายการชุมนุมโดยเด็ดขาด เพราะถ้าหากเข้ามาสลายการชุมนุมก็ต้องใช้กำลังถึง 40,000 คน แต่รัฐบาลมีกำลังแค่ 6,000 คน             ใครจะดูหมิ่นสติปัญญาความสามารถของ เสธ.แดง ก็ตามที แต่เท่าที่รู้จักกันมาก็ต้องพูดว่าในบรรดาคนขี้เท่อที่รับผิดชอบบ้าน เมืองอยู่ในขณะนี้ มิได้มีผู้ใดที่เก่งกาจกล้าหาญและมีปัญญาในทางการสงครามเสมอด้วย เสธ.แดง เลย             ดังนั้นการที่ เสธ.แดง ปรามาสดังกล่าวก็ควรแก่ฐานะของคนที่ควรถูกปรามาสแล้ว นั่นคือปรามาสว่าคนเหล่านั้นโง่เขลาเบาปัญญา หากจะคิดแก้ไขปัญหาก็คงใช้วิธีระดมกำลังเข้ามาแก้ไขปัญหา คือถือเอาปริมาณมากชนะน้อยเป็นหลัก             ความจริง เสธ.แดง ยังให้เกียรติคนเหล่านั้น เพราะแท้จริงแล้วในขณะนี้มีการจัดเตรียมกำลังมากกว่า 40,000 คน ตามที่ เสธ.แดง ปรามาสไว้เสียอีก แต่เมื่อการบัญชาไร้น้ำยา กำลังกว่า 40,000 คนนั้นก็เป็นได้แค่กองกำลังที่ตั้งนิ่งอยู่ในหน่วย แทบจะไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาให้กับชาติบ้านเมืองเลย             นี่แล้วโลกนิติจึงเปรียบเปรยเอาไว้ว่า ฝูงราชสีห์ที่มีหมูเป็นหัวหน้า จะไม่สามารถรบชนะฝูงหมูที่มีราชสีห์เป็นหัวหน้าได้             แต่ก็ต้องเตือนไว้ด้วยว่าฝูงหมูอย่าได้ชะล่าใจนัก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ฝูงราชสีห์ตระหนักรู้รับผิดชอบขึ้นมาว่าเป็นราชสีห์ ไหนเลยจะยอมให้หมูหมามานำฝูงได้ ก็จะรุมกันขย้ำหรือไม่ก็กระทืบไล่หมูออกจากฝูง แล้วให้ราชสีห์เข้านำทัพแทน เมื่อนั้นแหละฝูงหมูก็จะย่อยยับอับจนในพริบตา             ความจริงยุทธภูมิราชประสงค์นั้นก็เคยกล่าวขวัญกันมาตั้งแต่เริ่มชุมนุมแล้ว พวกหนึ่งก็ว่าเป็นชัยภูมิที่เลิศล้ำ แต่อีกพวกหนึ่งก็ว่าราชประสงค์นั้นแม้นับได้ว่าเป็นทำเลการค้าที่เลิศ แต่เป็นยุทธภูมิที่ถือได้ว่าเป็นมรณะภูมิโดยแท้             เพราะสามารถเข้าตีได้ถึง 9 ใน 10 ทิศ ยกเว้นก็แต่ทางใต้ดินที่ไม่อาจดำดินเข้าโจมตีได้ แต่วันนี้ก็ไม่แน่นัก เพราะท่ออุโมงค์ต่าง ๆ ก็มีอยู่เป็นอันมาก             มาดูกันว่ายุทธภูมิราชประสงค์นั้นยากแก่การเข้าสลายการชุมนุมดังที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวไว้หรือไม่             ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจสภาพว่ายุทธภูมิราชประสงค์ในขณะนี้ตั้งเวทีชุมนุมเป็น ศูนย์กลาง อยู่ตรงจุดตัดของถนนราชดำริ และถนนพระราม 1 กับถนนเพลินจิต มีการขยายพื้นที่ยึดครองออกไปทั้ง 4 ทิศ ทิศละประมาณ 1-2 กิโลเมตร             มีทางเข้า-ออกใหญ่รวม 6 ทาง คือเข้ามาทางถนนพระราม 1 ทางถนนเพลินจิต ทางถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ทางถนนอังรีดูนังต์ ทางถนนราชดำริ และทางถนนวิทยุ             เป็นพื้นที่กว้างขวาง และยากแก่การระดมมวลชนมานั่งประจำหรืออยู่กันหนาแน่นได้ ดังนั้นจึงต้องแยกย้ายกันไปปักหลักรักษาจุดและด่านสำคัญ คือ จุดเวทีชุมนุมและประตูด่านทั้ง 6 และใช้สวนลุมพินีรวมทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นที่พักผ่อน             เพราะเหตุที่มีคนไม่พอ จึงต้องตั้งค่ายคูประตูหอรบแทบทุกด่าน จะเข้า-ออกก็ลำบากขัดสนยิ่งนัก ดังนั้นในประตูด่านใหญ่ทั้ง 6 ด่าน จึงเป็นด่านปิดเสีย 4 ด่าน ที่ว่าด่านปิดนี้ก็คือด่านที่ตั้งค่ายคูประตูหอรบ ยากแก่การเข้า-ออก ซึ่งหมายความว่ายากสำหรับผู้ชุมนุมที่จะเข้า-ออกได้ด้วย             ดัง นั้นประตูที่แม้ตั้งด่านแต่เป็นประตูเปิดสำหรับเข้า-ออกอย่างแท้จริงก็คือ ประตูด้านถนนอังรีดูนังต์และถนนราชดำริ ที่จรดกับถนนพระราม 4 ดังนั้นในพื้นที่ทั้งหมดและด่านทั้งหมด ต้องถือว่าด่านอังรีดูนังต์และด่านราชดำริคือประตูเข้า-ออก และเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเคลื่อนไหวของยุทธภูมินี้             เหตุนี้เมื่อใดที่ด่านอังรีดูนังต์และด่านราชดำริไม่สามารถใช้เป็นทาง เข้า-ออกหรือเป็นประตูเปิดได้แล้ว เมื่อนั้นยุทธภูมิราชประสงค์ก็จะแตกหรือตั้งอยู่ไม่ได้             ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวกขี้เท่อทั้งหลายรับสารภาพออกมานั้น ขอถามหน่อยเถิดว่าได้เห็นปมเงื่อนเป็นตายของยุทธภูมินี้หรือยัง?             ด่านทั้งสองนี้ยังมีนัยยะสำคัญต่อการกดดันคุกคาม ต่อการจราจรตลอดแนวถนนพระราม 4 สีลม สาธร สุริวงศ์ และเยาวราช ถึงแม้ไม่บุกเข้าไปในย่านเหล่านี้ แต่ผลที่แท้จริงก็คือย่านเหล่านี้ต้องปิดกิจการหรือได้รับผลกระทบโดยหลีก เลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้ผลเสียหายเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและรุนแรงเพิ่มขึ้นจากพื้นที่ที่ ถูกยึดครอง             นอกจากนั้นด่านทั้งสองนี้ยังคุกคามและส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อประชาชนผู้ใช้สวนลุมพินี และต่อสถานศึกษามากหลายในย่านนี้ กดดันประชาชนจำนวนมากให้ได้รับความเดือดร้อน             ดัง นั้นถ้ารัฐบาลจะเอาพื้นที่คืน และสลายด่านอังรีดูนังต์และด่านราชดำริได้ ก็เท่ากับว่าได้ควบคุมยุทธภูมิราชประสงค์ไว้ในกำมือ จะทำให้ยุทธภูมินี้ตั้งอยู่ต่อไปไม่ได้ เท่ากับปิดปากขวดไว้ แมลงในขวดไหนเลยจะอยู่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น             และยังทำให้พื้นที่ตั้งแต่แนวถนนพญาไท อังรีดูนังต์ ราชดำริ วิทยุ สีลม สาธร สุริวงศ์ และเยาวราช พ้นจากการถูกคุกคาม             ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นกระดานหมากรุก หากเอาพื้นที่สองด่านนี้คืนแล้ววางม้าวางโคนไว้ที่สวนลุมพินี และตลอดแนวถนนอังรีดูนังต์ ศูนย์กลางชุมนุมก็จะถูกกดดันจนเข้าตาจน             ไม่ต้องใช้กำลังถึง 40,000 คนหรอก เมื่อยึดจุดยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ได้แล้ว แค่กำลัง 1 กองพัน ก็เหลือล้นที่จะนำบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุขแล้ว!หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 13 May 2010 10:36
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมไม่เครียด สติยังไม่แตก และยังไม่สิ้นหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าของไทย              ผมเป็นพุทธและเป็นนักวิทยาศาสตร์ จึงรู้ดีว่า กาลเวลากลืนกินสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรยั่งยืน และไม่มีมนุษย์คนใดหรือสังคมไหนหลีกพ้นจากความเป็นอนิจจัง              เตรียมตัวให้ดีเถิดครับ หาก 3,038 คำของนายกฯ อภิสิทธิ์เมื่อคืนวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาเมื่อใด เมืองไทยจะกลายเป็นสาธารณรัฐภายใน 5 ปี              ก่อนจะถึง 5 ปี แล้วแต่เหตุการณ์ จะเกิดสงครามกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ คนไทยจะห้ำหั่นกันเอง มีเพื่อนบ้านรับจ้างอย่างน้อยพม่ากับเขมรมาช่วย เป็นไปตามบ่วงกรรมและบาปร่วมของคนไทยในอดีต              ขอโทษเถิดครับ ผมยังไม่เคยทำนายอนาคตการเมืองไทยผิดเลยสักครั้งเดียว              ในครั้งรัฐบาลพลเอกชาติชาย ผมทำนายว่าจะเกิดปฏิวัติกลางอากาศและเกิดนองเลือดครั้งสำคัญ              ในครั้งรัฐบาลสุรยุทธ์เร่งรัดจะเลือกตั้งให้ได้ในเดือนธันวาคม 2550 ผมพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะให้เลื่อน ได้รวมบทความมาตีพิมพ์เดือนตุลา-พฤศจิกา 2550 เรื่อง “เลือกตั้งน้ำเน่า..เราจะพากันไปตาย”              การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกาของรัฐบาลอภิสิทธิ์จะน้ำเน่ากว่าเดิมแน่นอน และในเวลา 4 เดือนเศษ รัฐบาลดาวลูกไก่จะปฏิรูปอะไรไม่ทันสักอย่าง เพราะจะต้องทุ่มเท หาเสียงตามธรรมนิยมของแก๊งเลือกตั้งทั้งมวล              ตุลาคม 2552 ผมพิมพ์บทความเรื่อง “หมาตัวไหนอยาก (ให้) แก้รัฐธรรมนูญวะ” ประท้วงการที่นายกรัฐมนตรีพาพวกนักการเมืองต้องห้ามเข้าไปประชุมที่บ้านพิษณุโลกเพื่อวางโรดแมปอนาคตการเมืองไทย (ในเงื้อมมือมาร)              บทความอีก 2 ฉบับไล่หลังกันมาในสัปดาห์เดียวก็คือ เรื่อง “การเมืองหมาๆ คือปัญหาหลักของแผ่นดิน” เพราะสภาและ ครม.ไทยไม่คำนึงถึงการออกกฎหมายและการบริหารตามหลักรัฐธรรมนูญและ ประชาธิปไตย มัวแต่สาละวนล้างมลทินให้นายใหญ่และจ้องจะถลุงงบประมาณแผ่นดิน จึงกลายเป็นปัญหาหลักของบ้านเมือง              ในเดือนพฤษภาคม 2552 ผมเขียนเรื่อง “ชำระล้างความโสโครกของสภาผู้แทนราษฎรเดี๋ยวนี้” เพราะ ผมเชื่อมั่นว่าสภาชุดนี้ เปรียบเทียบกับสภาในอารยประเทศ และของไทยเอง เป็นชุดที่โสมมที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย เราคงเห็นบทบาทของสมาชิกสภานี้แล้วในการชุมนุมของ นปช.ที่ราชประสงค์ และก่อนหน้านั้นนับไม่ถ้วนครั้ง เป็นสภาที่ไม่สนใจและไม่เคยออกกฎหมายเลย และแม้แต่จะตั้งหัวหน้าฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญก็ละเลยไม่กระทำเสียดื้อๆ              ในเดือนมีนาคมปีเดียวกันผมเขียนเรื่อง “สภาจกเปรต” เพราะว่าพฤติกรรมของสภานั้น สุดที่จะเรียกเป็นอย่างอื่นได้              ในเดือนเมษายน 2551 ผมเขียนบทความชุด 4 เรื่อง “ให้แก้รัฐธรรมนูญโดยสภาน้ำเน่า ระวังเราจะพากันไปตาย”              และผมได้เขียนอีกหลายครั้งว่าหากองค์ประกอบผู้นำและนักการเมืองเป็นอย่างนี้ คนไทยก็เตรียมตัวดูมหกรรมคนไทยฆ่ากันตายโดยไม่ผิดกฎหมายได้ ทั้งนี้เพราะผู้นำขาดความกล้าหาญที่จะบังคับใช้กฎหมาย              ผมยังยืนยันนะครับว่า ด้วยองค์ประกอบและพฤติกรรมที่ยังเหมือนเดิมของผู้นำและนักการเมืองเยี่ยงนี้ เราจะต้องฆ่ากันเป็นเบือ ไม่ก่อนก็หลังเลือกตั้งพฤศจิกายน 2553 นี้ และในไม่ช้าระบอบทักษิณจะชนะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่าง แน่นอน              ทางเลี่ยงหรือทางเลือกเหลืออยู่ทางเดียว คือ ต้องเปลี่ยนองค์ผู้นำและองค์ประกอบของนักการเมืองเสียก่อนและทำการปฏิวัติ ประชาธิปไตย ด้วยการปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจสังคมและการเมืองแบบถอนรากถอนโคน แต่สามารถทำโดยสงบและสันติได้โดยอาศัยปัญญาสมาธิและพระบารมี              ผมได้พูดไว้เพียง 2 วันก่อนที่นายกฯ อภิสิทธิ์จะออกโรดแมปในวันที่ 3 พฤษภาคม นี้ ว่า              “การแก้ปัญหาแบบกดปุ่มให้เกิดความสงบชั่วคราว การตั้งรัฐบาลแห่งชาติเฉพาะกาล  การยุบสภา หรือรัฐบาลลาออกตามฝ่ายกบฏ หรือแม้กระทั่ง การเลือกตั้งเมื่อสภาครบวาระ ล้วนแล้วแต่ จะเร่งวันสุดท้ายของสถาบันและประชาธิปไตยทั้งสิ้น”              ผมพูดใน “ประเทศไทยบนทาง 3 แพร่ง : สงครามกลางเมือง รัฐประหาร หรือปฏิวัติประชาธิปไตย” ว่า “หากการปฏิวัติประชาธิปไตยไม่เกิด ทางที่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะดำรงอยู่ได้นั้นแทบจะมองไม่เห็น”              ขอโทษด้วยเถิด ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ผมคิดว่าโรดแมปของท่านจะนำไปสู่ 2 ทางแพร่งแรกอย่างแน่นอน              ขอโทษด้วยเถิด คนไทยหลากสีและกองทัพ Facebook เกือบ 5 แสนคนที่เชียร์ไม่ให้นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภา ท่านจะต้องออกแรงอีก ถ้าไม่อยากเดินต้องรวบรวมรายชื่อและบัตรประจำตัวเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ฟังท่านบ้าง ทำอย่างไร ให้หมอตุลย์บอกอีกทีก็ได้              ถ้านายกฯ ไม่ฟัง ท่านต้องชุมนุมครั้งใหญ่แบบผู้ดีทั่วประเทศและทั่วโลก อย่าให้เหมือนเสื้อแดง ให้มันรู้ไปว่าระหว่างผู้ดีกับขี้ครอกนายกฯ จะอยู่ข้างไหน              ท่านผู้อ่านที่เคารพ ทำใจให้ได้ แผ่เมตตาให้นายกฯ และอย่าถอย ต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ              ฟังนิทานเรื่องดาวลูกไก่คลายเครียดก่อนดีกว่าครับ              “ตำนานไทยเล่าว่า มีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในป่า วันหนึ่งมีพระธุดงค์ผ่านมา คิดจะหาอาหารไปถวาย แต่เนื่องจากอยู่ในป่าไม่มีอาหารดีๆ จึงหารือกันจะฆ่าไก่ที่เลี้ยงไว้เพื่อไปทำอาหารถวาย แม่ไก่ได้ยินก็สั่งเสียลูกไก่ทั้งหกตัวให้รักษาตัวให้ดี ตัวเองต้องแทนคุณตายายที่เลี้ยงดูมา เมื่อถึงเวลาตายายฆ่าแม่ไก่ ลูกไก่ก็กระโดดเข้าเตาไฟตายตามแม่ไปด้วย เทพยดาเห็นแก่ความกตัญญู จึงให้แม่ไก่และลูกไก่ทั้งหมดขึ้นไปเป็นดาวอยู่บนฟ้าเพื่อเตือนใจคน”              กลุ่มดาวลูกไก่อยู่กันเป็นกระจุกใกล้ๆ ดาวธง ฝรั่งเขานับได้ 7 ดวง จึงตั้งชื่อกลุ่มดาวกลุ่มนี้ว่า “Seven Sisters” หรือพี่น้องเจ็ดสาว แต่ดวงที่ 7 ดูด้วยตาเปล่าไม่ค่อยจะเห็น              ดาวลูกไก่จรัสแสงในวงการเมืองไทยตอนนี้มีชื่อว่า อภิสิทธิ์ กอปร์ศักดิ์ สาทิตย์ ศิริโชค ชัยวุฒิ ปณิธาน ส่วนดวงที่ 7 มองไม่ค่อยเห็น ลองช่วยกันเดาซิครับว่าเป็นใคร              น่าเสียดายที่ลูกไก่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในกำมือตากับยาย อยู่กับตายาย ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่ดาวลูกไก่กระจุกนี้อยู่ในกำมือขี้ครอก คางคก จกเปรต ตายแล้วจะตกนรกเพราะเป็นผู้ทำลายอนาคตประเทศชาติและสถาบัน เพราะความเขลาขลาดเอาตัวรอด              เช้าวานนี้ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสอนภาษาไทย ยกเอาคำว่า “ขี้ครอก” ขึ้นมาอธิบาย คนขี้ครอกนั้นคือคนที่ชั่วช้าสารเลวสุดๆ ยิ่งกว่าไพร่หลายเท่า ความเลวของขี้ครอกทำให้ผู้ดีสะอิดสะเอียนรังเกียจและไม่อยากเห็น จึงพากันหลบไปเดินก้มหน้าอยู่ในซอย ปล่อยให้พวกขี้ครอกเดินเต็มถนนราชประสงค์ไปหมด สมกับคำพังเพยว่า “ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน”              ส่วนคางคกนั้น ผมมิได้หมายถึงพวกที่เลือดหัวไม่ตกแล้วไม่รู้จักสำนึก แต่ผมหมายถึงพวก “คางคกขึ้นวอ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ต่ำต้อยแต่บังเอิญได้ดี จึงทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ได้แต่กระดกหัวเชิดคออยู่ในเครื่องแบบอันสง่างามติดเหรียญตราเต็มหน้าอก              สำหรับจกเปรตนั้น ผมได้อธิบายหลายครั้งแล้วในบทความก่อนๆ โปรดกลับไปอ่านจะได้เข้าใจว่ายิ่งกว่าสัมภเวสีและกระสือที่ “ชนะไหนเข้าด้วยช่วยกระพือ” ก็คือพวกจกเปรตนี่เอง              ก่อนจะจบเรื่อง “ดาวลูกไก่ในกำมือขี้ครอก คางคกและจกเปรต” ผมขออธิษฐานให้คนดีทุกสีเสื้อสามัคคีปรองดองกัน ทำการเคลื่อนไหวการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าให้ตกไปอยู่ในกำมือของขี้ครอก คางคก และจกเปรตเหมือนกับดาวลูกไก่ทั้งเจ็ด              ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น อย่าเพิ่งพากันสิ้นหวังและจงแผ่เมตตาให้ดาวลูกไก่              อย่าหวังพึ่งดาวลูกไก่เลย ช่วยตนเองกันเสียก่อนเถิด แล้วพระผู้เป็นเจ้าจะช่วย              สรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ย่อมต่างก็มีหน้าที่จะต้องกระทำ ก่อนที่กาลเวลาจะกลืนสรรพสิ่งไปด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น              จงกระทำหน้าที่เถิด อย่ามัวกลัวกันอยู่เลย
Tuesday, 11 May 2010 16:26
          ไม่จำเป็นต้องเคยเรียนวิชาสงครามจิตวิทยา เพียงแต่ใช้สามัญสำนึก ท่านผู้อ่านก็คงจะรู้ว่า ขณะนี้เมืองไทยกำลังเผชิญกับสงครามจิตวิทยาครั้งใหม่ และครั้งใหญ่ ที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารกำลังทำกับคนไทยทั้งประเทศ          สงครามจิตวิทยาหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า psychological warfare นั้น เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของการกบฎของ (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวาร ทำโดยการแพร่ ข้อมูลข่าวสาร ทั้งที่เป็นความจริงและเท็จ เพื่อให้ประชาชนหวาดกลัว  ระแวงสงสัย สับสน หรือเข้าใจผิดในรัฐบาล  เมื่อการกบฎถึงขั้นสุกงอม และเขาลงมือใช้กำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชนิดอย่างเต็มขนาด ประชาชนจะได้ไม่ร่วมมือกับรัฐบาล แต่จะนั่งดูเฉย ๆ  เพียงเท่านั้นฝ่ายกบฎก็จะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด          สงครามจิตวิทยาของ (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารนั้น ใช้ทุกคนและทุกอย่างเป็น อาวุธ ใช้อย่างมีแผน ใช้กับ คนทุกชั้นในสังคม และไม่จำกัดรูปแบบ  เขาใช้สื่อทุกชนิด อย่างต่อเนื่อง กว้างขวาง และไม่หยุดยั้ง ใช้ทั้งสิ่งพิมพ์ ใบปลิว เครื่องขยายเสียง วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และปากต่อปาก  การแพร่กระจายข้อมูล ข่าวสารกระทำโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ไม่ว่าเป็นความจริงหรือเป็นเท็จ  ขอให้เสียหาย แก่ฝ่ายตรงกันข้ามได้เป็นพอ  แม้จะจับได้ว่าโกหกก็ช่างมัน ใช้วิธี ของพาฟโลฟ (Pavlov) นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งพิสูจน์ว่าสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งคนด้วย อาจเห็น ผิดเป็นถูกได้ หากจิตถูกกำหนดหรือบังคับให้ต้องรับรู้อยู่อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ต่อเนื่อง และนาน ๆ  (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารใช้วิธีนี้ กรอกหูกรอกตาประชาชน ด้วยการ โกหกมดเท็จซ้ำ ๆ ซาก ๆ  โดยหวังว่าประชาชนจะหลงเชื่อ โดยไม่จำเป็นต้องนึกถึง เหตุผล  และก็ปรากฏว่ามีคนหลงเชื่อไปแล้วเป็นจำนวนไม่น้อย          คงจะรู้กันแล้วว่า วัตถุประสงค์ของการกบฎที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารกำลัง ทำอยู่นี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อไปอีกแล้ว แต่เป็นการ ล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขลง แล้วสถาปนาระบอบ “ประชาธิปไตย” ใหม่ขึ้นแทน และตั้ง “รัฐไทยใหม่” ขึ้น  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น เขาใช้ฐานะที่แตกต่างกันของคนในประเทศเป็นเครื่องมือ จัดชั้นใหม่ในสังคมไทยเป็นชั้น “อำมาตย์” และชั้น “ไพร่”  ยั่วยุย้อมประชาชนให้เข้าใจผิดว่า “อำมาตย์” คือข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในพระองค์หรือใกล้พระองค์  ส่วน “ไพร่” คือประชาชนที่ กำลังถูก “อำมาตย์” ย่ำยีกดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบ          ใน ขณะเดียวกัน (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารก็พยายามทำลายสถาบันพระมหา กษัตริย์ ด้วยการโฆษณาลบหลู่จาบจ้วง ใส่ความ และให้ร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี และข้าราชการในพระองค์อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง          การพยายามทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ครั้งล่าสุด กระทำโดยให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส เฝ้าทูล ละอองธุลีพระบาท เพื่อ “ขอพึ่งพระบารมีช่วยยุติความขัดแย้ง อันจะนำไปสู่การ นองเลือดครั้งใหญ่”  ที่ว่าเป็นการพยายามทำลายก็เพราะทั้ง (พ.ต.ท.)ทักษิณ พล.อ. ชวลิตและนายสมชายย่อมรู้ดี ว่าการระงับวิกฤตการณ์เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และ รัฐบาลกำลังทำหน้าที่นั้นอยู่  โดยรัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรง มีพระราชอำนาจ และไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะระงับวิกฤตการณ์ใด ๆ เว้นเสียแต่เมื่อวิกฤต การณ์นั้นถึงขั้นที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะใช้บังคับได้เท่านั้น จึงจะทรงมี พระบรมราชวินิจฉัยได้ “ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (มาตรา ๗ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน)          (พ.ต.ท.)ทักษิณ พล.อ.ชวลิต นายสมชาย หรือผู้ช่วยคนทั้งสามวางแผน รู้ดีอยู่ แล้วว่าทรงทำไม่ได้ แต่ก็ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเฝ้า ฯ  ผมทายว่า หากไม่พระราชทาน  (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารก็จะแพร่ข่าวโกหกว่า “ไม่มีพระมหา กรุณาธิคุณ” (ขอยืมมาจากแถลงการณ์ของ พล.อ.ชวลิต เมื่อ ๒๒เมษายน ที่ผ่านมา) ไม่ทรงเห็นใจ และทรงปล่อยให้ประชาชนทนทุกข์ทรมาน  แต่ถ้า (สมมติว่า) พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาระงับความขัดแย้ง ด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญ ก็คงจะมี ข่าวโกหกแพร่ออกไปทันทีว่า ทรงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง          ขอให้สังเกตด้วยว่า พร้อม ๆ กันกับที่ พล.อ.ชวลิตและนายสมชายขอพระราช ทานเฝ้า ฯ แกนนำกลุ่ม นปช.เสื้อแดงก็โกหกและปรักปรำบนเวทีอย่างเปิดเผยว่า ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ “สั่ง” พล.อ. อนุพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง          นี่ เป็นอีกเพทุบายหนึ่งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการใช้สงคราม จิตวิทยาอย่างสอดคล้องกันของ (พ.ต.ท.)ทักษิณ และบริวาร ซึ่งไม่มีกติกา ไม่เคารพ กฎเกณฑ์ หลักศีล ธรรม หรือจริยธรรมอย่างใดทั้งสิ้น แต่ทำเพื่อให้ตนชนะอย่างเดียว          น่าเสียดายที่สื่อทั้งของรัฐและเอกชนบางส่วนไม่ตระหนักว่า เรากำลังเผชิญ กับการกบฎของ (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวาร ซึ่งกำลังใช้สงครามจิตวิทยาในการกบฎ  สื่อต่าง ๆ จึงช่วยพวกกบฎเผยแพร่และจำหน่ายการโกหกมดเท็จอย่างเมามันเป็นประจำ          เป็นหน้าที่ของเราเอง ที่จะต้องใช้สติปัญญาและวิจารณญาณ ในการฟังและ อ่านสิ่งที่สื่อกำลังป้อนและขายให้เรา  ไม่รีบลงความเห็นหรือเชื่อ และไม่รีบแพร่ข่าว ก่อนที่จะรู้แน่นอนว่าเป็นความจริง หรือเป็นการโกหกมดเท็จ          ถ้าเราแพ้สงครามจิตวิทยาที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณและบริวารกำลังทำกับเราอยู่ พวกกบฎก็จะชนะ การกู้ชาติจะทำได้ด้วยความลำบากแสนสาหัส จนเลือดตาและ เลือดตัวกระเด็น.
Friday, 07 May 2010 11:23
ไทยอยู่บนทาง 3 แพร่ง จะไปทางไหน ดูเหมือนจะตีบตัน              1. คือ สงครามการเมืองเกิดขึ้นแล้ว ไม่รู้จะยุติอย่างไร มีโอกาสหนักยิ่งขึ้น              2. คือ การรัฐประหารยึดอำนาจ กองทัพ กำลังรอเงื่อนเวลาและเงื่อนไข ของ 1              3. คือ ปฏิวัติประชาธิปไตย ทำอย่างไร หากมีปัญญาสมาธิ ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก              หากการปฏิวัติประชาธิปไตยไม่เกิด ทางที่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะดำรงอยู่ได้นั้นแทบจะมองไม่เห็น              การแก้ปัญหาแบบกดปุ่มให้เกิดความสงบชั่วคราว การตั้งรัฐบาลแห่งชาติเฉพาะกาล การยุบสภาหรือรัฐบาลลาออกตามฝ่ายกบฏ หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งเมื่อสภาครบวาระ ล้วนแล้วแต่จะเร่งวันสุดท้ายของสถาบันและประชาธิปไตยทั้งสิ้น              วิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้นำและกลไกในรัฐบาล ทหาร ตำรวจ พากันทำลายกฎหมาย จงใจหรือหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณมาจนถึงปัจจุบัน              พระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นเช่นเดียวกับนักปราชญ์เพลโตว่า ความสุขจำเริญของบ้านเมืองขึ้นอยู่กับการที่บุคคลทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ของ ตนให้ดี และไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่น              ขออัญเชิญพระราชดำรัสให้เป็นอนุสติแก่สังคม ดังนี้              1. “ขอให้พยายามที่จะปฏิบัติงานให้ดีที่สุด เพื่อให้เมืองไทย มีความเรียบร้อย มีความสุข ถ้าทำไม่ดี จะเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูง หรือคนที่ทั่วไป ทำไม่ดี คนหนึ่งคนใด ก็ทำให้ประเทศชาติ ล่มจมได้ ท่านมีหน้าที่สูง ที่จะให้ประเทศชาติ ดำเนินไปด้วยดี” (ในวันอภิสิทธิปฏิญญาณตนเป็น นรม. 22 ธ.ค.2551)              2. “ในระยะนี้บ้านเมืองของเรา เรียกว่าบ้านเมืองกำลังล่มจม ไม่รู้ว่าจะไปไหน ไปอย่างไร” ฯลฯ-ฯลฯ “ ระยะเวลาที่ผ่านมา เรารู้สึกว่า บ้านเมืองเรากำลังล่มจม เพราะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร” (21 ส.ค.52)              3. “ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคง เป็นปกติสุข.. ความเจริญมั่นคงทั้งนั้น จะสัมฤทธิผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติรู้ตัว ด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริตจริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น              จึงขอให้ท่านทั้งหลาย ในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคนทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด”( 5 ธค.52)              4. “การที่ประเทศมีผู้ที่ตั้งใจทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แสดงว่า มีเจ้าหน้าที่ในประเทศที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติหน้าที่รักษาเอาไว้ ซึ่งความเรียบร้อยของประเทศ ” (25 เม.ย.53 คณะผู้พิพากษา)              พิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่างด้วยความเป็นธรรมยิ่งแล้วส่อว่านายกรัฐมนตรี กับ ผู้บัญชาการทหารบกปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว (ทำไม่ดี คนหนึ่งคนใด ก็ทำให้ประเทศชาติล่มจมได้) ทำให้โลกตราหน้าไทยเป็นประเทศล้มเหลว หรือ failed state น่าเศร้ามาก              แต่เศร้าที่สุด แม้กองทัพศัตรูก็จะไม่กระทำ ก็คือ การที่พวกกบฏแดงพากันบุกเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนกระทั่งต้องปิดย้ายคนไข้รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชไปโรงพยาบาลอื่น              ขณะนี้บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป หลายจังหวัดตกอยู่ภายใต้การคุกคามขู่เข็ญ ตำรวจพึ่งไม่ได้ทั่วประเทศ ซ้ำร่วมกักขบวนรถไฟมิให้กองทหารเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่และจับทหารเอาไว้ เป็นตัวประกัน              ผู้คนพากันเบื่อหน่ายรัฐบาลและกองทัพ ที่เอาแต่ประกาศว่า “ไม่สลาย ไม่ฆ่าประชาชน ยึดหลักสากลบันได 7 ขั้น ขอพื้นที่คืน”              “การขอพื้นที่คืน” กลายเป็นวาทกรรมหลอกลวงใหม่เหมือนกับ “การคืนอำนาจให้กับประชาชน”              ไม่มีการปราบกบฏที่ไหนในโลกที่จะทำได้ด้วยการยกมือไหว้หรืออ้าปากขอ ไม่มีการปราบกบฏที่ไหนในโลกที่จะสำเร็จได้ด้วยการตั้งกรรมการสุมหัวกัน ประชุมเฉกเช่น ศอฉ. หากแต่จะต้องใช้กฎหมายด้วยความเด็ดขาดต่างหาก              ขณะนี้โลกเขามองออกและจับโกหกได้ว่า นปช.ต้องการ “ล้มล้างรัฐบาล เปลี่ยนแปลงการปกครอง และสถาปนารัฐไทยใหม่” ทำการกบฏก่อการร้าย มิใช่ขบวนการประชาธิปไตยที่ยึดสันติอหิงสาหากมีการกระทำข่มขู่ หลอกลวง ใช้อาวุธและกำลัง โกหกปลิ้นปล้อน พร้อมกับคุยโวว่าตนพร้อมเพราะมีหลักสาม คือ พรรค (เพื่อไทย) มวลชน และกองกำลัง              หาก รัฐบาลและกองทัพยังมองไม่ออกว่านี่เป็นภัยต่อชาติและราชบัลลังก์ รัฐบาลและกองทัพก็จะนำชาติและราชบัลลังก์ไปสู่ภาวะยอมจำนนอย่างแน่นอน              ทางออกที่พวกกบฏเรียกร้องเพื่อซื้อเวลาคือเจรจา ยุบสภาและรัฐบาลลาออก จึงมิใช่ทางออกของประเทศอย่างแน่นอน              ไฉน สังคมไทยมองไม่เห็นว่า แท้จริงพรรคเพื่อไทยมิได้ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติเพราะพรรค ยกเว้นงบประมาณไม่เคยออกกฎหมายเลยแม้แต่ฉบับเดียว พรรคไม่ยอมตั้งหัวหน้าฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ ส.ส.ไปสร้างม็อบและปลุกระดมมวลชน เป็นแกนนำ นปช. ฯลฯ เพราะวัตถุประสงค์หลักคือ ล้างมลทิน คืนทักษิณสู่อำนาจ อันเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤต              การที่จะหวังให้ส.ส.พรรคนี้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมือง แม้กระทั่งการตั้ง ส.ส.ร. หรือเชิญบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมแก้วิกฤต ย่อมเป็นไปไม่ได้              หลายประเทศสำคัญ องค์กรประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและโลก ต่างก็เรียกร้องให้ประเทศไทยหาทางออกที่ทีสันติ และกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็วที่สุด              สิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำเรียกร้องนั้นก็คือ เงื่อนเวลาของการใช้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด และการปฏิวัติประชาธิปไตยที่จะนำไทยไปสู่สันติและความวัฒนาถาวรอย่างแท้จริง              การปฏิวัติประชาธิปไตยนั้นมิได้หมายความถึงการยึดอำนาจเสมอไป การปฏิวัติดังกล่าวอาจกระทำได้ด้วยกำลังปัญญาและความกล้าหาญเช่นเดียวกัน              ขอยกตัวอย่างบทความของผมที่เชื่อมโยงกับเรื่องนี้              1. การเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้องครบตามครรลองรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยปี 2550 เปิดโอกาสให้พรรคไทยรักไทยรวมตัวกันอยู่เพื่อต่อสู้เรียกอำนาจคืนจนเกิด วิกฤตปัจจุบัน ในหนังสือเรื่อง “เลือกตั้งน้ำเน่าเราจะพากันไปตาย” พ.ย. 50              2. การทำงานโมเดล คมช. (ซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ในกาลต่อมาก็ไม่ต่างกันเลย ซ้ำแย่กว่าที่ปล่อยให้ขบวนการแดงแข็งแรงขึ้นเป็นสิบๆ เท่า) จะทำให้ทักษิณชนะในสงครามแย่งประชาชน บทความ “ใครจะชนะสงครามแย่งประชาชน : ระบอบทักษิณหรือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” 17 ต.ค. 49 โมเดลนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง การทำงานของรัฐบาลและกองทัพ ทำให้โมเดลนี้เดินหน้าไปเรื่อยๆ เหมือนระเบิดเวลา              3. 9 มี.ค. 53 เรื่อง “รหัสแก้วิกฤต” ผมเสนอว่าควรพึ่งพระปัญญาบารมีนำพระราชดำรัลต่างๆ ไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชดำรัสเรื่องพระราชอำนาจ และเรื่องสุญญากาศ ในขณะเดียวก็ให้ศึกษาความคิดของนายกฯ อภิสิทธิ์เรื่อง “มาตรา 7 ข้อเสนอเพื่อปฏิเสธการนองเลือดและรัฐประหาร” บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่นายกฯ จะต้องตัดสินใจว่าจะคอยการนองเลือดหรือสงครามกลางเมืองที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งจะนำไปสู่การรัฐประหารอย่างแน่นอน หรือจะปฏิบัติตามพระราชกระแส “ในทางกลับกัน ถ้าทางรัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระราชทานคำปรึกษา หรือถ้าทรง เห็นว่าพระองค์ควรจะพระราชทานคำปรึกษาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศชาติและ ทุกข์สุขของราษฎรไม่ว่าในเรื่องใด พระมหากษัตริย์ก็จำเป็นต้องพระราชทานคำปรึกษานั้นให้กับรัฐบาล” (พระราชดำรัส)              4. เห็นไหมว่าองค์พระประมุขทรงพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ แต่รัฐบาลเล่าพร้อมหรือยัง หรือว่าจะกีดกันพระองค์เพราะอ้างว่าไม่ต้องการให้ระคายเคืองเบื้องพระ ยุคลบาท ปล่อยให้โมฆะนายกฯ ทั้งสองจาบจ้วงจะเข้าเฝ้าฯ ผมเขียนเรื่อง “ราชประชาสมาสัยคือคำตอบสุดท้าย” (6 เม.ย.53) เรียกร้องให้ประมุขผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โปรดอย่าเข้าใจ ผิดว่า ราชประชาสมาสัยคือการถวายคืนพระราชอำนาจ หรือการกลับคืนสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือการดึงพระมหากษัตริย์ให้ลงมาเล่นการเมือง              หามิได้ ราชประชาสมาสัย คือการที่ปวงชนชาวไทย พลเมืองทั่วไป ข้าราชการ รัฐบาล และพระประมุข ต่างก็มีหน้าที่และส่วนร่วมในการปกครอง แบบพึ่งพาร่วมมือซึ่งกันและกันตามหลักรัฐธรรมนูญ ครรลองประชาธิปไตยและนิติราชประเพณี              ราช ประชาสมาสัยคือการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยไม่ต้องยึดอำนาจ แต่กองทัพประชาชนและกองทัพแห่งชาติจะต้องเข้าใจและมีส่วนร่วมสนับสนุนอย่าง เข้มแข็ง
Friday, 07 May 2010 11:19
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี   โรดแมบ ของนายกอภิสิทธิ์ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม 2553 ไม่ใช่โรดแมบแรก โร ดแมบ เคยมีมาก่อนหน้าครั้งหนึ่งแล้วในเดือนเมษายน 2552 หลังเหตุการณ์เผากรุงเทพฯ ในวันสงกรานต์ 2552 ผู้เขียนได้สะท้อน ความคิด ความเชื่อและการกระทำของนายกอภิสิทธิ์ไว้ เป็นตัววัดภาวะความเป็นผู้นำของนายกอภิสิทธิ์ในครั้งแรก (ที่นี่: เหี่ยวทั้งประเทศ หลังประชุม 2 สภาฯ 2 วัน (เม.ย. 2552) http://bit.ly/cWq8uO) โรดแมบที่ 1/2552 มีสาระดังนี้ 1) ให้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินทันที2) ให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง3) ให้ทุกฝ่ายหยุดละเมิดสถาบัน4) ให้ตั้งกรรมกลางเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงสงกรานต์เลือด (ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงอีก)5) ให้ตั้งกรรมกลางเพื่อเสนอสูตรแก้ไขกติกาการเมือง (คิดแก้กฎหมาย เพื่อตัวเอง) ชาว บ้านได้อะไร ? ไหนละเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย คนเสื้อแดงมีหรือโดนข้อหาอะไรบ้าง นายกอภิสิทธิ์ไม่ได้พูดถึง ความเสียหายจากการเผาบ้านเผาเมืองของกลุ่มนปก.แต่พูดว่าก็ยัง "ชุมนุมได้ ภายใต้กรอบกฎหมาย" ที่บอกว่าให้ยุติความรุนแรง ก็ไม่ยุติ พบว่ามีความรุนแรงมากกว่าเดิม ให้ทุกฝ่ายหยุดละเมิดสถาบัน หยุดกันหรือไม่ พบว่าละเมิดสถาบันมากกว่าเดิม ที่ให้ตั้งกรรมกลางเพื่อ สืบหาข้อเท็จจริงสงกรานต์เลือด ก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีคนให้ความร่วมมือ และไม่สามารถกล่าวโทษกลุ่มแกนนำได้ ผิดกับการที่พธม.เข้ายึดสนามบิน มีการกล่าวโทษบรรดาแกนนำครบถ้วน ฝ่ายแกนนำนปก.ก็รู้สึกว่านายกอภิสิทธิ์ท้าทาย จึงเป็นที่มาของการเริ่มชุมนุมของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงอีก รู้ ได้ว่า นายกอภิสิทธิ์ พลิกจากมวยได้เปรียบ มาเป็นมวยรอง นำพาประเทศชาติตกเป็นรองฝ่ายอวิชชาชาติ หรือตัวเองก็เป็นฝ่ายอวิชชาเช่นเดียวกับเขา ฝ่ายแกนนำนปก.ก็รู้สึกว่า นายกอภิสิทธิ์ท้าทาย จึงกลับมาชุมนุมในเวลาอันรวดเร็ว มีสื่อทีวี มีสื่อสิ่งตีพิมพ์ ปลุกระดมเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดความแตกแยกทางความเชื่อมากขึ้น ทุกระดับชั้น ทั่วประเทศ มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้า นักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มล้มล้างสถาบัน กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เข้าร่วมกลุ่มนปก.มากขึ้น  ก่อให้เกิดปัญหาบานปลายรุนแรง อย่างที่เห็นได้ทุกวันนี้ ต้องถือว่าเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ปรัชญาของนายกอภิสิทธิ์โดยตรง โรดแมบที่ 2/2553  มีสาระดังนี้1. การเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์โดยทุกฝ่าย2. การปฏิรูปประเทศเป็นหัวใจการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม การสร้างความเท่าเทียมกัน3. ข่าวสารที่นำเสนอไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง โดยมีกลไกอิสระควบคุม4. คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบทุกกรณี5. แก้ปัญหาทางการเมือง กลไกให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แก้ไขรัฐธรรมนูญ กำหนดวันเลือกตั้ง วันอาทิตย์ 14 พฤศจิกายน  2553(สรุปโดย ชัยวัฒน์ สุรวิชัย) จะเห็นได้ว่าสาระโรดแมบของการแก้ปัญหาปี 2553 คล้ายกับปี 2552 รัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหา ที่ตนเองมีส่วนก่อให้เกิดการบานปลายที่รุนแรง แบบไม่เต็มใจ หรือแบบขายผ้าเอาหน้ารอด หรือพอให้ผ่านพ้นไปวันๆ กระทั่งมีการประกาศพรก.ฉุกเฉินร้ายแรงที่สุด มีศอฉ. ไม่ช่วยเป็นผลในทางปฏิบัติ  มีการฮึดแก้ปัญหาเป็นพักๆ แต่ล้มเหลวทุกครั้ง ไม่ว่าการขอพื้นที่คืนจากกลุ่มผู้ชุมนุมวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่มีคนตาย 25 คน คนเจ็บ 868 คน การพยายามจับแกนนำ 3 คน ที่โรงแรมเอสซีปาร์คก็ล้มเหลว การป้องกันพื้นที่ย่านสีลมก็มีการตายและเจ็บ มีการบุกเข้าไปตรวจค้นภายในตึกโรงพยาบาลจุฬา แล้วก็ปิดเส้นทางเข้าออกรพ. กลุ่มคนที่อ้างตัวเป็นกลุ่มเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด มีการตั้งด่านตรวจคนและรถที่ผ่าน แทนที่ตำรวจทหารตรวจสอบคนที่ผ่านไปมา กลายเป็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงตั้งด่านตรวจสอบตำรวจและทหารที่ผ่านไปมาแทน เรียก "ขอนแก่นโมเดล" มีการบุกไปเผาเรือเผาบ้านชุมชนราชธานีอโศก ฯลฯ  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ติดกลุ่มผู้คิดล้มล้างสถาบัน มีกลุ่มลุ่มผู้ก่อการร้าย และกลุ่มล้มล้างสถาบัน เพิ่มขึ้นมา  หลักนิติรัฐถูกละเมิด ใช้การไม่ได้ เกิดกลุ่มคนหลายสี และการกลับมาของพธม. รัฐบาลมีความอ่อนแอต่อการใช้ ต่อการกำกับดูแลสื่อ สรุปว่ารัฐบาลทำงานในส่วนความแตกแยกของคนในชาติน้อยมาก ส่วนที่ลงมือทำก็ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง ผลที่สุด ก็ตามมาด้วยโรดแมบ 5 รายการ ที่ผ่านมาล้มเหลวทุกเรื่อง แล้วเชื่ออย่างไรว่า โรดแมบ 5 ประการ ของปี 2553 จะไม่ใช่โรดแมบสู่นรกอเวจี เท่าที่ติดตามกระแสหลักในสังคม ตลอดเดือนเมษายน 2553 ที่สะท้อนออกมาตามโหวตในรูปแบบต่างๆ ใน 2 เรื่องหลักคือ 1) ไม่ให้ยุบสภา2) ให้สลายการชุมนุม ปรากฎว่านายกอภิสิทธิ์ ทำไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว คือมีจะการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และไม่มีการสลายการชุมนุม (ตามกระแสหลักเสนอ) มี เสียงสะท้อนว่า นายกอภิสิทธิ์ ทำตามข้อเสนอของบรรดานายทุนไม่กี่ตระกูล ที่มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่ธุรกิจของพวกเขาเสียหาย ทำอย่างไรก็ได้ ให้เลิกชุมนุม ประชาชนต้องมาก่อน ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด นายกอภิสิทธิ์ไม่เคยฟังเสียงชาวบ้านและประชาชนทั่วไป แต่อย่างใด การปรองดองชาติ เกิดจากการตกลงกันในทางลับระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มแกนนำ เป็นเพียงการปรองดองระหว่างรัฐบาลและกลุ่มแกนนำ ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกระแสหลักของสังคม กล่าวว่าเป็นการปรองดองของผลกลุ่มประโยชน์ ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของชาวบ้าน มี การละเมิดกฎหมาย รุนแรงและกว้างขวาง หลักนิติรัฐล้มเหลวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีความตั้งใจที่จะใช้หลักนิติรัฐให้เกิดความเป็นธรรม แล้วการปรองดองชาติจะเกิดได้อย่างไร แล้วยังคิดปรองดองกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายอีก ประหนึ่งว่านำความดีไปรวมกับความชั่ว เอาความถูกต้องไปรวมกับความผิด เรื่องเช่นนี้จะเป็นกลยุทธการปรองดองชาติที่ดีได้อย่างไร หลักนิติรัฐใช้การไม่ได้ การปรองดองที่ไม่ได้มาจากความรู้ความเข้าใจ ประเทศชาติประชาชน ไม่ได้อะไร เป็นซุกขยะไว้ใต้พรมเพิ่มขึ้นอีก ปัญหา มีมาต่อเนื่องทุกรัฐบาล นับเป็นเวลา 78 ปีแล้ว มาจากการแย่งอำนาจและแย่งผลประโยชน์ของคนระดับบน โดยเอาพ่อหลวง ประเทศชาติ ประชาชนมาเป็นข้ออ้าง และเอาชาวบ้านมาเป็นเหยื่อ รัฐบาลชวน-2 ล้มเหลว เป็นที่มาของรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลใดมา ก็ล้วนแต่ซ้ำเติมปัญหาให้ชาติ นายกบอกให้คนไทยอดทน ทนจนเหลืออดแล้ว อดทนแล้วกลับได้โรดแมบปรองดองกับคนทำผิดกฎหมาย หรือปรองดองกับโจร นี่หรือคือผลตอบแทนจากการอดทน โรดแมบปี 2552 ก็เห็นแล้วว่า ก่อให้เกิดปัญหาบานปลาย เกิดความเสียหายมากแค่ไหน ดูเนื้อหาสาระของโรดแมบปี 2553 แล้ว ไม่ได้ต่างจากโรดแมบปี 2552 โรดแมบปี 2553 ก็จะเกิดความบานปลายต่อเนื่อง แบบไม่รู้จบ ซึ่งอาจจะรุนแรงและเลวร้ายมากกว่าเดิม ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยที่มา : http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2010/05/05/entry-1
Thursday, 06 May 2010 15:39
     ปรัชญา  หรือแนวความคิดที่ให้มีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปให้องค์กรท้องถิ่นนั้น  เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่าคนในท้องถิ่นรู้และเข้าใจปัญหาของท้องถิ่นของเขาได้ดีกว่า  คนนอกท้องถิ่น ดังนั้น      รัฐจึงต้องกระจายอำนาจและหน้าที่ในการบริการสาธารณะและการพัฒนาท้องถิ่นให้แก่องค์กรท้องถิ่นไปดำเนินการ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพดีกว่า องค์กรท้องถิ่นของไทย เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อมีกฎหมาย จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 และต่อมารัฐบาลได้ออกกฎหมาย สภาตำบล สุขาภิบาลและสภาจังหวัด ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งท้องถิ่น โดยกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นนั้นจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งก้าวไปอย่างช้ามาก     ต่อมาเมื่อ 7 กรกฎาคม  2526   ผมได้เสนอร่างกฎหมายสภาตำบลโดยมีวัตถุประสงค์ให้เปลี่ยน                สภาตำบล เป็น องค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งถูกต่อต้านและคัดค้านอย่างหนักแต่ก็ได้พยายามและต้องใช้เวลานานถึง 11 ปี จึงเป็นผลสำเร็จเป็นกฎหมายเมื่อปลายปี  2537  และเมื่อกระทรวงมหาดไทยมีประกาศจัดตั้ง อบต.เต็มทั่วประเทศแล้วนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ก็บังคับ ให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนองค์กรกึ่งท้องถิ่นให้เป็นองค์กรท้องถิ่นสมบูรณ์แบบ   กล่าวคือ ให้เปลี่ยนสุขาภิบาล เป็น เทศบาลตำบล และให้เปลี่ยน สภาจังหวัด เป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด      นับถึงวันนี้  (พ.ศ. 2553) ไทยเรามี องค์กรท้องถิ่น ดังนี้1.  องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 75 แห่ง มีหน้าที่รับโอนงานราชการภูมิภาคบางส่วนมา ดำเนินการ2.  เทศบาล 2,006 แห่ง มีประชากร 20 ล้านคน3.  องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 5,770 แห่งมีประชากร 36 ล้านคน4.  กรุงเทพมหานคร 1 แห่ง มีประชากร 7 ล้านคน5.  เมืองพัทยา 1 แห่ง มีประชากร 0.1 ล้านคน                       รวมองค์กรท้องถิ่น 7,853 แห่ง มีประชากร 63.1 ล้านคน      พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16 บัญญัติว่า ให้เทศบาล เมืองพัทยา อบต. มีอำนาจและหน้าที่ทำงาน  31 อย่าง เพื่อบริการสาธารณะ พัฒนาและดูแลทุกข์สุขของราษฎรทุกคนที่อยู่ในเขตท้องถิ่นของตน อย่างทั่วถึงทุกครัวเรือนและทุกคนอย่างใกล้ชิด ซึ่งนับรวมราษฎรที่อยู่ในเขตเทศบาล เมืองพัทยา และ อบต. แล้ว  มีราษฎรรวม  56.1 ล้านคน       ส่วนราษฎรใน กทม. อีก 7 ล้านคนนั้น กฎหมาย กทม. ก็ให้ผู้ว่า กทม.มีอำนาจและหน้าที่บริการสาธารณะ พัฒนาและดูแลทุกข์สุขของราษฎรทุกคนใน กทม. อยู่แล้ว     และในวันนี้ เราจะเห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่น คือ นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต. นายกเมืองพัทยา ผู้ว่า กทม. ต่างก็ทำงานในหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน เพราะว่าถ้าไม่แข็งขัน คราวหน้าก็จะไม่ได้รับเลือก และเราจะเห็นข่าวท้องถิ่นดีเด่น ที่ได้รับรางวัลจากสถาบันพระปกเกล้า จากคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ จากกรมส่งเสริมการปกครองท้อถิ่นอยู่เสมอ ซึ่งเป็นที่น่ายินดี     แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรท้องถิ่นที่ถูกฟ้องร้องเรื่องทุจริตก็มีจำนวนไม่น้อย ซึ่งการมีการฟ้องร้องนั้น เป็นสิ่งที่ดี เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความตื่นตัวของประชาชนในท้องถิ่น ที่จะมีส่วนช่วยกันตรวจสอบ เพื่อให้องค์กรท้องถิ่นบริหารงานอย่างถูกหลักธรรมาภิบาล     อย่างไรก็ดี มาถึงวันนี้ เรามองเห็นอนาคตของ อปท.ที่จะเดินก้าวหน้าอย่างมั่นคงแล้ว กล่าวคือ     คณะกรรมการการกระจายอำนาจเตรียมเสนอร่างกฎหมาย  4  ฉบับ คือ ประมวลกฎหมายท้องถิ่น กฎหมายบุคลากรท้องถิ่น กฎหมายรายได้ท้องถิ่น และกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งถ้าผ่านรัฐสภาแล้ว จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้นทันที เพราะจุดอ่อนของ อปท. ที่มีอยู่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น     ในโอกาสนี้  มูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขอเสนอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด ขึ้นในทุกจังหวัด  คณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยผู้บริหารฝ่ายท้องถิ่น  ผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายเอกชน และฝ่ายรัฐ  ที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ     แผนพัฒนาเศรษฐกิจ นั้นมีงาน 3 ด้าน คือ ด้านการเกษตรกรรม เช่น การตั้งหัวหน้าส่วนประมง ปศุสัตว์ เป็นต้น ด้านการอุตสาหกรรม เช่น การตั้งหัวหน้าส่วนแปรรูปผลิตผลเกษตร และด้านการพาณิชยกรรม และบริการ เช่น การตั้งหัวหน้าส่วนแลกเปลี่ยนสินค้า หัวหน้าส่วนท่องเที่ยว เป็นต้น     แผนพัฒนาสังคม นั้นมีงาน 2 ด้าน คือ ด้านการศึกษา เช่น การตั้งหัวหน้าส่วนศึกษาพื้นฐาน อาชีวะศึกษา เป็นต้น และด้านการสาธารณสุข เช่น การตั้งโรงพยาบาล เป็นต้น       เมื่อมีแผนแล้วนั้น งานการพัฒนาก็จะมีทิศทางที่ชัดเจน การจัดทำโครงการพัฒนาด้านต่างๆ และการจัดตั้งงบประมาณ ก็จะเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้น และตรงเป้าหมายดีขึ้น     หวังว่าผลจากการจัดตั้งคณะกรรมการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดดังกล่าว จะทำให้องค์กรท้องถิ่น คือ อบจ. เทศบาล และ อบต. ในทุกจังหวัด สามารถแบ่งเบาภาระของรัฐบาลกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนี่คือ อนาคตท้องถิ่นไทย ที่คาดหวัง  
Friday, 09 April 2010 10:17
นช.ทักษิณ ชินวัตร “สวัสดีครับ พี่น้องที่เคารพรักครับ วันนี้ พบกันวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน วันนี้เป็นวันศุกร์นะครับ พรุ่งนี้ก็เป็นวันเสาร์ ผมจะงดวันเสาร์-อาทิตย์ แล้ววันจันทร์หน้าก็พบกันใหม่ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปยูกันดาครับ ก็ผมอยู่ดูไบคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็เดินทางไปยูกันดาไปเปิดธุรกิจที่โน่นครับ เพราะว่าก็ 3 ปีกว่าครับ ไม่มีอะไรทำ เหงา ก็ต้องหาอะไรแก้ ทำเพื่อฆ่าเวลา พร้อมกับว่าต้องหาเลี้ยงชีพครับ ไม่รู้ว่าเขาจะกลั่นแกล้งผมไปถึงไหน จะลำบากไปถึงไหน ยังไงก็ต้องช่วยตัวเองไว้ก่อน เกิดมาแล้วก็ต้องดิ้นรน ช่วยตัวเองไป         ผมจะไปเปิดธุรกิจที่ยูกันดา ก็คือ ธุรกิจแรกที่จะเปิดก็คือเป็นลอตเตอรี่ครับ ผมก็คิดว่าจะช่วยคัดเลือกเด็กเก่งๆ จากยูกันดาส่งไปเรียนที่เมืองไทยบ้าง โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหลาย ก็อยากจะช่วยเขาเรื่องนี้ด้วย ก็เอาโครงการคล้ายๆ ลอตเตอรี่ที่ทำในเมืองไทยนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จะช่วยคัดเด็กเก่งๆ ไปสองด้าน อีกด้านหนึ่งด้านกีฬาฟุตบอลส่งไปฝึกที่อเคเดมี่ที่อังกฤษ .. ฯลฯ”       ข้อ ความดังกล่าว เป็นคำพูดของนักโทษชาย หนีคุก ทักษิณ ชินวัตร พูดในรายการโทรทัศน์ออนไลน์ (ThaksinliveRadio) ของคืนวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ที่มา: http://www.ustream.tv/recorded/4664723 ก่อนหน้านั้น นิตยสารไทม์ส ก็เคยตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ทักษิณ คงจำได้ ที่มีเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย ได้กล่าวถึง “ได้ใบอนุญาตทำสลากกินแบ่งที่ยูกันดา ฟิจิ แองโกลา” มาแล้ว       ผู้ เขียนมีความไวต่อเรื่องอบายมุข คนอื่นอาจจะไม่ได้ยิน (เห็น) สิ่งที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ แต่ผู้เขียนได้ยิน ทั้งนี้เพราะทราบถึงกลไก ความเสื่อม ความเลวร้าย จากอบายมุขนั่นเอง        อบายมุข ผู้คนเมื่อพูดถึงอบายมุข มักอ้างถึงพระไตรปิฎก อ้างถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องนี้สามารถอธิบายเป็นกลไกประโยชน์ของระบบได้       “ระหว่าง คนดำนากับคนขายหวย (หรือลอตเตอรี่) สมมติว่าต่างคนต่างทำอาชีพของตนอย่างเดียว คนดำนาก็ดำนา คนขายหวยก็ขายหวย ไม่ข้ามมาทำอาชีพของฝ่ายตรงกันข้าม หากคนดำนาตาย คนขายหวยจะตายด้วย เพราะไม่มีข้าวกิน แต่หากคนขายหวยตาย ชาวนาจะไม่ตาย เนื่องจากยังมีข้าวกิน”       นั่นคือ อาชีพของชาวนาก่อให้เกิดผลผลิตต่อระบบ เป็นประโยชน์ต่อระบบ อาชีพขายหวยไม่ก่อให้เกิดผลผลิตต่อระบบ ไม่เป็นประโยชน์ต่อระบบ อาชีพการขายหวยเป็นอาชีพที่เอารัดเอาเปรียบชาวนา เอารัดเอาเปรียบระบบ ขูดรีดทรัพยากรไปจากระบบ สมมุติ ว่าทางการประกอบธุรกรรมนี้เอง เช่นนำรายได้จากหวยไปสนับสนุนการศึกษา การกีฬา หรือสาธารณะกุศล ทำให้เกิดประโยชน์แก่ระบบในทางที่เบี่ยงเบน เช่นการศึกษาและการก๊ฬาเจริญเท่าใด ก็ต้องขายหวยมากเท่านั้น เอารัดเอาเปรียบระบบมากขึ้นไปอีก เอาอกุศลไปสร้างกุศล ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การกีฬาและการศึกษา ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น กระกระตุ้นการกีฬาและการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ควรทำ  อกุศลไม่ทำเลย ดีที่สุด ยูกันดา ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ มีประชากร 32 ล้านคน และมีรายได้ต่อหัว ประมาณ 1,150 เหรียญ ประมาณหนึ่งในสี่ของรายได้ประชากรไทย 76% ประชากรมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าระดับขีดเส้นความยากจน ที่สหประชาชาติกำหนดไว้ที่ 2 เหรียญต่อวัน       ทักษิณ โอ้อวดตลอดเวลา ว่าตนเองไปเป็นที่ปรึกษาในหลายประเทศ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการไปหาช่องทางทำมาหากินของตนมากกว่า เช่น คำพูดที่ว่า “พร้อมกับว่าต้องหาเลี้ยงชีพครับ” ทักษิณนอกจากไม่ได้ไปช่วยให้คำปรึกษาอะไรต่อยูกันดาแล้ว ยังนำอบายมุขเข้าไปในยูกันดาอีก ไม่ได้ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของยูกันดาดีขึ้น ประเทศยูกันดายากจนอยู่แล้ว ยิ่งไปซ้ำเติมในเขายากจนลงอีก       นี่คือนักโทษชายหนีคุกที่ชื่อ ทักษิณ เขาไม่สนใจว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศยูกันดาจะจนลงอย่างไร เขาทำเพื่อประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เขาทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ตนเอง ใจร้ายกับประเทศไทยไม่พอ ยังมีใจอำมหิตกับประเทศยูกันดาอีก        สมเด็จ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ของไทย ทรงรักต้นไม้มาก จะเป็นต้นไม้ที่ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศพม่า พระองค์ท่านก็ทรงรัก พระองค์ทรงไม่เห็นด้วยกับนายทุน นักการเมือง ที่เข้าไปตัดไม้ที่ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ตรัสว่า "นักวิชาการก็ไม่ยับยั้งคนที่เข้าไปตัดไม้ประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ เกิดการตัดไม้ที่ประเทศเพื่อนบ้าน" ผิด กับนักโทษชายหนีคุก ทักษิณ ชินวัตร ก็รู้แล้วว่ายูกันดาประเทศยากจน ยังออกแบบ ออกอุบาย ออกอบายมุขไปขูดรีดทรัพยากรจากประชาชนและประเทศชาติยูกันดาอีก เป็น ไปได้ว่านักโทษชายทักษิณ ไม่รู้ถึงกลไกความเสื่อมจากอบายมุข หรือไม่ก็ กิเลศ โลภะ โมหะ โทษะ ครอบงำ จนหน้ามืด มองไม่เห็นสิ่งดีสิ่งชั่ว เป็นการเขลาโดยสุจริต       ใครรู้จักผู้บริหารของประเทศยูกันดา โปรดนำสารนี้ไปแจ้งแก่เขาด้วย       ทักษิณ เคยใช้คำพูดลวงหลอกเรื่องการทำหวยบนดินที่ประเทศไทยมาแล้ว แล้วก็เอาเงินรายได้จากหวยบนดินไปทัวร์นกขมิ้น แจกไปตามชุมชนต่างๆที่มีอยู่ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด และก็นำคำพูดในแบบเดียวกันนี้ไปใช้กับยูกันดา “ผมก็คิดว่าจะช่วยคัดเลือกเด็กเก่งๆ จากยูกันดา ส่งไปเรียนที่เมืองไทยบ้าง โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหลาย ก็อยากจะช่วยเขาเรื่องนี้ด้วย ก็เอาโครงการคล้ายๆ ลอตเตอรี่ (หวยบนดิน) ที่ทำในเมืองไทย นะครับ”       ที่ ประเทศไทย ทักษิณยังใช้มิจฉาวาจาล่อหลอกคนไทยเพื่อขายหวยบนดินมาแล้ว คนไทยส่วนหนึ่งยังหลงสรรเสริญการขายหวยบนดินของทักษิณ ทักษิณเอาวิธีการเดียวกันไปใช้ที่ยูกันดา       มีฟอร์เวิร์ดเม ลเล่าบอกว่า ช่วงที่ทักษิณทำหวยบนดินที่ประเทศไทย ทักษิณถูกหวยทุกงวด โดยวิธีการกันโพยที่ยังไม่ได้เขียนไว้ส่วนหนึ่ง ทันทีที่หวยออกเบอร์อะไร ก็เขียนเบอร์นั้นใส่โพย ทำให้ถูกหวยทุกงวด        เจ้ามือลอตเตอรี่ไม่มีเจ๊ง มีแต่ได้อย่างเดียว ดูกองสลากกินแบ่งฯ ของประเทศไทยเป็นตัวอย่าง       ทักษิณ ไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจที่มีการแข่งขัน แต่ร่ำรวยจากธุรกิจสัมปทานในรูปแบบต่างๆ แต่อย่างเดียว และตอนนี้เขาก็ได้สัมปทานลอตเตอรี่ของประเทศยูกันดา เป็นเจ้ามือลอตเตอรี่เอง นักโทษทักษิณกำลังจะมั่งคั่งจากธุรกิจอบายมุขลอตเตอรี่ที่ประเทศยูกันดา       คนบาป ไปถึงไหน ก็สร้างบาปที่นั่น คนเช่นนี้อยู่ที่ไหน ผ่านไปทางใด ที่นั่นก็เสื่อม ก็ล่มจม ที่มา : http://www.oknation.net/blog/indexthai/2010/04/05/entry-1 
Wednesday, 07 April 2010 11:12
เขียนที่นอกคุก       โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง หลานรัก              ก่อนอื่นลุงต้องกล่าวขอโทษหลานๆ ด้วย              สาเหตุที่ลุงต้องเขียนจดหมายมาถึงหลาน ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่รู้จักกัน, แต่พ่อของหลานรู้จักลุงดี และเราพูดกันตรงๆ มาตลอด ไม่มี “ขี้จุ๊” กัน   ลุงเป็นฝ่ายให้กำลังใจ ในยามที่คุณพ่อของหลานท้อแท้ เพราะตั้งใจ ทุ่มเท แต่ผลไม่ได้ดั่งใจ .... ในช่วงที่คุณพ่อได้มาอาศัย พรรคพลังธรรม เป็นบันไดทางลัด จนสามารถไต่เต้าเป็น นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย              คือ วันที่ 26 ก.พ.2553 ที่คุณพ่อแต่งชุดดำไว้ทุกข์ให้กับการกระทำของตนเองต่อประเทศไทยที่มีบุญคุณ อย่างยิ่งต่อเราคนไทย และตอนท้ายกล่าวว่า :- “ขอโทษอีกครั้งครับลูกๆ, คุณหญิง. ผมเสียใจ ผมดันทุรังเข้าการเมือง” ประโยคนี้สำคัญมาก ที่ลุงจำต้องเขียนจดหมายมาถึงหลาน เพื่อให้ความจริง สร้างสติปัญญาให้หลาน; ให้เคารพความจริง “มากกว่า” ความเท็จที่หลอกลวงและ  ให้รักและตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวม “มากกว่า” เรื่องนิยายส่วนตัว และช่วยให้หลานและคุณแม่ ช่วยให้สติ เตือน “คุณพ่อ” ไม่ให้ใช้อารมณ์ โลภะ โทสะ โมหะ หลอกล่อ เอา “ความไม่รู้” จับประชาชนมาเป็นตัวประกัน. เพื่อสนองตัณหาของคุณพ่อ              หลานๆ อย่าเพิ่งโกรธลุง, เพราะถ้าใช้อารมณ์แบบคุณพ่อ อาจจะไม่เข้าใจความปรารถนาดีของลุง, อาจจะไม่พอใจ ด่าต่อว่า “ลุง” ว่า มาซ้ำเติมความทุกข์ ความไม่เป็นธรรมที่คุณพ่อได้รับจากศาล, แต่ หากหลานมีสติ ใช้ปัญญาพิจารณา : หลานจะรู้ความจริง แล้วจะสามารถช่วย “คุณพ่อ” คนที่เคยดีกลับมาเป็นคนดีได้ใหม่              ความจริง หลานๆ จะสามารถเข้าใจความจริงทั้งหมดได้ จากคนใกล้ชิดที่สุดของหลาน          คือ “คุณแม่” ซึ่งรู้ทุกอย่างเกือบหมด ทุกการกระทำและพฤติกรรมของคุณพ่อ และอีกคน         คือ “คุณพ่อ” ที่รู้ทุกอย่างหมด ทุกการกระทำ และพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งเรื่องที่ทุก               คนที่เป็นภรรยาไม่ชอบที่สุด          เรื่องที่ลุงจะให้สติหลานๆ เป็นเรื่องที่ลุง “เป็น Primary” มิใช่ Secondary คือ:-รับรู้โดยตรง             พื้นฐานของคุณพ่อ เป็นคนดี อยากทำดี ตั้งใจจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง หลังจากประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ              “ผมพอแล้วครับ, ประเทศให้ผมมากแล้ว (ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ) ต่อไปนี้ ผมจะขอตอบแทนคุณแผ่นดิน ... หากผมทำให้ประเทศเจริญขึ้น ผมก็ได้ทางอ้อมอยู่แล้ว (จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น), ขอให้...มาช่วยกันนะครับ”              คำกล่าวที่เหมือนกับการเปิดเทปพูด ในการไปพูดชักชวนคนมาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย              แต่มาฟังต่อ...              “หากไม่มี บิ๊กจ๊อด (พล.อ.สุนทร) ผมก็คงไม่มีวันนี้ (ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ)”              หลานคงรู้ว่าเป็นเรื่องการให้สัมปทาน... ซึ่งคุณพ่อต้องให้อะไรจึงได้มา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งนักธุรกิจที่ดีและกล่าวอวดตัวว่าดี “ไม่ควรทำ”              ข้อดีของคุณพ่อ คือ ความตรงไปตรงมา เปิดเผย (เก็บความลับไม่อยู่) ไม่ว่าเรื่องถูกหรือเรื่องผิด แต่ข้ออ่อนหรืออาจจะเป็นข้อดี คือ คนใกล้ชิดจะรู้ว่าคุณพ่อคิดและทำอะไร ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดี (คุณสมบัติข้อนี้: คนพลังธรรมจะรู้ดี เพราะประสบพบเห็นด้วยตัวเองบ่อยๆ)              คุณพ่อเป็นนักธุรกิจจริงๆ เต็มตัว คิดและทำทุกเรื่องในเชิงธุรกิจ ไม่มีเรื่องของบุญคุณ ความดี ...              *หลานคงรู้จัก ผู้ใหญ่ที่คุณพ่อเรียกว่า “คุณอา” ซึ่งพ่อชอบจะพูดให้ทุกคนทราบว่า พ่อเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณคน “ถ้าไม่มีคุณอา... ผมก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จทางการเมือง” คุณพ่อในช่วงเป็นนายตำรวจ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ติดตาม เดินหิ้วกระเป๋าให้, แต่ต่อมา “คุณอา... เป็นคนไม่รู้จักพอ ผมตอบแทนจนเกินพอแล้ว ยังเอาผมไปอ้างไปพูดว่ามีบุญคุณต่อผม ไม่รู้จักจบจักสิ้น เป็นคนใช้ไม่ได้” (นักการเมืองรุ่นเก๋า เพื่อนสนิทของพี่ ไขแสง สุกใส, คุณพ่อของนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง, เป็นคนเล่าให้ฟัง)                     ในเรื่องเฉพาะของผู้ชายที่มีกิเลสหนา, คนใกล้ชิดที่สุดของหลานๆ และคุณพ่อ, คงกลุ้มใจมาก ถึงนำเรื่องไปขอคำแนะนำจากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ (นะจ๊ะ) ซึ่งจากคำตอบ ทำให้ “คนนั้น” เข้ามาจัดการในเชิงกฎหมาย...              คุณพ่อที่ชอบกล่าวคำ “ขอโทษ” บ่อยๆ ต่อลูก และคุณหญิง, เคยเล่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้หลานๆ ฟังหรือเปล่า              คนพลังธรรมในช่วงที่ต้องเสียสละตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ และหัวหน้าพรรคให้คุณพ่อ (คนดี:คนเด่น:คนดัง:ในทัศนะของผู้สถาปนาพรรค) ได้ฟังคำขอโทษบ่อยๆ .              ในครั้งแรกก็ “ขลังและศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ” แต่ตอนท้ายๆได้สรุปว่า เป็นคำที่นักเลือกตั้งชอบใช้กล่าวอ้าง แต่ไม่ได้มีจิตสำนึกอย่างแท้จริง              ยังไม่จบ มีอีกแยะ, หลานๆ อย่าใช้อารมณ์กับลุงน่ะ ฟังต่อไป              หากหลานเป็นเจ้าของบริษัท มีพนักงานเก่าแก่ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ และทำงานให้บริษัทอย่างดี และมีเพื่อนสนิทของหลาน ตั้งบริษัททำงานอย่างเดียวกัน มาเป็นคู่แข่ง และทำทุกรูปแบบเพื่อให้ชนะการประมูลหลานจะเข้าข้างใคร?              ลุงรู้ว่า “หลาน ซึ่งเป็นคนดี”  คงจะเลือกพนักงานของหลาน!              แต่หลานรู้ไหมว่า มีคนที่หลานรู้จักดี และมีบุญคุณสูงสุดต่อหลาน, กลับไปเข้าข้างเพื่อนสนิท ทำให้คนเก่าแก่คนนั้นไม่พอใจ และลาออกจากบริษัทไป              หลานลองถามคุณพ่อดูซิว่า รู้จัก “คนนั้น” ไหม?              เขาเป็นหัวหน้าพรรค, เหตุเกิดในการเลือกตั้งใหญ่, จังหวัดที่เกิดเหตุอัปยศนั้นคือ กำแพงเพชร.              ก่อนนั้น เขามอบให้ “คุณจรัส” (ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ลาว) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการเลือกตั้งของพรรคภาคเหนือ พร้อมคำสำทับที่หนักแน่นว่า “พี่จรัส ผมทุ่มไม่อั้น พี่จัดการเลย เพื่อศักดิ์ศรีของคนเหนือ”             ผู้สมัครคนนั้นเป็นคนพอมี ประกอบกับชื่อเสียงของพรรคพลังธรรม ทำให้ได้รับการตอบรับอย่างดี จนคะแนนนำ อดีตเจ้าของพื้นที่ที่เป็นเพื่อนสนิทของเขา แต่แล้ว เกิดเรื่องบัดซบเลวทรามอย่างที่ไม่มีหัวหน้าพรรคการเมืองใดกล้าทำ, เขาสั่งตัดการสนับสนุนผู้สมัครของพรรค, ซึ่งโกรธมาก ทำการประท้วง เผาป้าย... และผู้สมัครคนอื่นๆ ก็ถูกตัดงบลง, ทำให้คุณจรัส เศร้า และเสียหายมาก ในฐานะผู้รับผิดชอบ และเป็นผู้รับหน้า.              ลุงได้จังหวะคุยกับ “เขา” คนนั้น “ทำไมหัวหน้าทำอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ”              หัวหน้ามีสีหน้าไม่พอใจ แต่พอตั้งสติได้ ก็พูดออกมาว่า “พี่ชัยวัฒน์, ผมเคารพพี่ ซึ่งเป็นคนมีอุดมการณ์... แต่พี่ยังเป็นละอ่อนทางการเมือง, งานการเมืองนั้น บางครั้งเรื่องนอกพรรคสำคัญกว่าเรื่องในพรรค. ต่อไปพี่ชัยวัฒน์ จะเรียนรู้เอง”              หลานรู้จักนิสัยที่แท้จริงหรือสันดานของหัวหน้าพรรคพลังธรรมที่ชื่อ “ทักษิณ” ไหม              ลุงคงไม่เล่าต่ออีก เพราะ “หลานเป็นคนดี ... แต่หลานยังเป็นละอ่อนทางการเมือง” จะเสียความรู้สึก รับไม่ได้, แต่ต่อไป “หลาน” จะเรียนรู้เอง          แต่ลุงขอจบด้วยเรื่องสุดท้าย ถึงความฉลาดยิ่งของพ่อ ที่เซียนการเมืองเรียกว่า “พี่”              ทำไมพ่อจึงลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังธรรม              ลุงยกย่องพ่อที่มีจิตวิญญาณของนักธุรกิจ การตลาด ยุคอัศวินโลกที่สามที่รู้จริง “ก่อนจะทำอะไร จะหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่สุดๆ ทั้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูล ทีมวิจัยทำโพลล์ หรือแม้แต่ต้องจ่าย...”              หัวหน้าทักษิณคุยกับพรรคพลังธรรมบางคนว่า “พรรคพลังธรรม เป็นพรรคที่ดีที่สุด เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ แต่การไม่ซื้อสิทธิขายเสียง การไม่จาบจ้วงกล่าวเท็จ มันไม่สอดคล้องกับสังคมไทย ชาวบ้านยังไม่ฉลาดพอ... ผมขอให้เว้นวรรควิธีการของพลังธรรมชั่วคราว ผมจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมดสำหรับการเลือกตั้ง และหลังจากได้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจัดการได้แล้ว ค่อยมาใช้วิธีการแบบพลังธรรม”        แต่ พลตรีจำลอง และเสียงส่วนมากไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า “เป็นการกระทำไม่ถูกต้อง และวิธีการที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถนำมาซึ่งหลักการที่ถูกต้องได้” ลุงเห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าทักษิณ ในการวิเคราะห์สังคมและการเลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหา, วิธีคิดของหัวหน้าทักษิณ เป็นวิธีคิดแบบนักธุรกิจเก็งกำไร เป็นนักเลือกตั้ง มิใช่นักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม และรัฐบุรุษ              คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้ รู้แต่เพียงว่า หัวหน้าพรรคพลังธรรมคนนี้ สร้างความอัปยศอดสูแก่ชาวพลังธรรม นักการเมือง และประชาชนไทย ที่คนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค เป็นคนที่คนทั้งพรรคฝากความหวังให้ กลับทิ้งพรรคในขณะที่มีการเลือกตั้ง เสมือน “แม่ทัพที่ทิ้งทหารยามศึก”               แต่คนไทยลืมง่าย ถูกหลอกง่าย              คุณพ่อเข้าใจความจริงที่น่าอับอายนี้ของคนไทยดี และก็ได้นำมาใช้อย่างได้ผล แม้กระทั่งเมียและลูก              งานวิจัยหัวเรื่องที่มีคุณค่าที่สุดของหลานๆ คือ:-        “คนที่ไม่มีธรรมาภิบาล จะเป็นนักธุรกิจที่ดีได้ไหม              คนที่ไม่เคยต่อสู้ - เพื่อประชาธิปไตย จะมาเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ไหม เขาเป็นเพียงหัวหน้าครอบครัว เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดีได้ แต่เขาไม่สามารถเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นนักธุรกิจที่ดี และสำคัญที่สุดไม่สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นความหวังของประชาชน ได้”               หลานๆ จะเป็นผู้เดียวที่จะทำหน้าที่เป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ และลูกที่ดีของแผ่นดิน “โดยขอให้พ่อยอมรับความเป็นจริง” มีสำนึกในความผิดต่อชาติ ต่อแผ่นดิน ต่อประชาชน              ยอมมารับโทษชดใช้กรรมที่ทำไว้              นี่คือจิตใจที่กล้าหาญ เสียสละ คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว! ที่หลานควรมี              ลุงเชื่อมั่นในตัวหลาน หลานทำได้ เพราะหลานเป็นคนเก่ง คนฉลาด อายุยังน้อย ยังสามารถหาเงินได้คนละหลายหมื่นล้าน และพ่อเป็นคนรักครอบครัว โดยเฉพาะอุ๊งอิ๊ง ที่หน้าตาเหมือนพ่อราวกับถอดมา และขอให้แม่ร่วมมือด้วย              หากหลานทำได้ จะเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นลูกกตัญญู              อย่าให้พ่อต้องหลงผิด ทำความเลว ทำร้ายประชาชน และทำลายประเทศชาติไปมากกว่านี้ ดึงพ่อออกมาจาก โลภะ โทสะ โมหะ  อวิชชา และมิจฉาทิฐิ  เอาพ่อออกห่างพวกบริวารห้อมล้อม ที่มีแต่ยกย่องเชิดชู แต่ขาดความจริงใจ เอาแต่ผลประโยชน์ ทำให้พ่อขาดข้อมูลที่เป็นจริง และหลงทำผิด              พ่อเอาจากสังคม โกงแผ่นดินมามากมายมหาศาล ตลอดชีวิต ทั้งการทำธุรกิจสัมปทาน และทำการเมืองสามานย์, มูลค่าที่นักธุรกิจใหญ่และนักวิชาการประเมินว่าคงมากกว่า 2 แสนล้าน             ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะมีเงินไปลงทุนต่างประเทศ และขาดทุน๑ เงินไปให้พรรค และเสื้อแดงมากมาย๑ เงินเหลืออยู่ที่ตัว + เมีย +ลูกอีกมาก๑เงินที่ถูกยึดไป 4.6 หมื่นล้าน แค่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของเงินที่โกงชาติไป              คิดดูแล้ว “มิใช่ ศาล + คตส. + ป.ป.ช.+ไม่ให้ความเป็นธรรม” (ตามที่พ่อกล่าว) แต่กลับกลายเป็นว่า “พ่อไม่ได้ให้ความเป็นธรรม แก่ความยุติธรรมมากกว่า” เงินที่เหลือยังจะทำให้ หลาน พ่อ แม่ ใช้ชีวิตอย่างเศรษฐีได้อีกหลายชาติ แต่ถ้ารักเมืองไทยจริง อย่างที่พ่อของหลานมักจะพูดติดปาก ก็กลับมาเป็นเศรษฐีใหญ่ในคุกประเทศไทยได้ เพียงไม่ถึง 20 ปี, หมั่นทำตัวดีๆ เป็นนักโทษชั้นดี ก็จะได้ลดโทษอีก              สุดท้าย ลุงหวังในตัวหลานที่จะเป็นลูกกตัญญู ช่วยชี้ทางธรรมให้แก่คุณพ่อ “ผู้หลงผิด” ให้กลับเนื้อกลับตัว  มาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี เป็นประชาชนที่ดีอีกครั้งหนึ่ง         ด้วยรักและปรารถนาดีอย่างแท้จริงกัลยาณมิตร ชัยวัฒน์ สุรวิชัย   มีนาคม 2553
Tuesday, 30 March 2010 14:55
1  ศาลฏีกา2  ศาลอาญา3  ธนาคาร กรุงเทพ สีลม4  ธนาคาร กรุงเทพ นานา5  ธนาคารกสิกรไทย นานา6  ธนาคารไทยพาณิชย์ สนงใหญ่7  พระบรมหาราชวัง8  รพ ศิริราช9  เมเจอร์ รัชโยธิน10 บิ๊กซี ราชบูรณะ11 เซ็นทรัลเวิล์ด12 เซ็นทรัลลาดพร้าว13 ตลาด พรานนก14 ตลาด มีนบุรี15 ตลาด ดาวคะนอง16 ตลาด ปัฐวิกรณ์17 แยก อรุณอัมรินทร์ 18 แยก ร่มเกล้า (สี่แยก) 19 แยก เกษตรนวมินทร์20 แยก เกษตรนวมินทร์ ตัดลาดปลาเค้า21 แยก เกษตรนวมินทร์ ตัดวัดประดิษฐ์มนูธรรม22 แยก นวมินทร์23 แยก นราธวาสตัดสีลม24 แยก สีลมตัดพระรามสี่ (รพ. จุฬา)25 สี่แยกสะพานควาย26 สี่แยกคลองเตย27 ถนน รามคำแหง28 ถนน รามอินทรา ตัด สุวินทวงศ์29 ที่ว่าการ กทม30 สวนลุม31 รร ปทุมวัน ปริ๊นเซส32 ช่างกล ปทุมวัน33 ช่างกล อุเทนถวาย
Tuesday, 30 March 2010 09:46
ที่   NAT TV Los Angeles          ทักษิณ เศรษฐีหลายแสนล้านจะมาเป็นผู้นำต่อสู้เพื่อชนชั้น คงไม่ใช่          รายการ เหตุบ้าน เหตุเมือง ค่ำวันศุกร์ที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๓   คุณวิทยา สมิตทันต์ พิธีกรผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวถึงประเด็นใหญ่ คือการพิพากษาคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  และการประกาศชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อ  แดงในวันที่ ๑๔ มีนาคม นี้  จึงได้เรียนถาม รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนนิด้าถึงสถานการณ์การชุมนุมกลางเดือนนี้ว่า จะมีปัจจัยอะไรที่จะเกิดหรือไม่เกิดความรุนแรง  ได้รับการชี้แจงจาก อ.ทวีศักดิ์  ว่า หลังจากศาลคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ๔.๖ หมื่นล้านแล้ว ครอบครัวของคุณทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การชุมนุมในวันที่ ๑๔ มีนาคม  ศกนี้  การเคลื่อนไหวคงเริ่มกันจากวันที่ ๘ มีนาคม และจะชุมนุมยืดเยื้อนานแค่ไหนยังไม่ชัดเจน การชุมนุมตั้ง แต่วันที่ ๘ มีนาคม เป็นต้นไปและจะเคลื่อนสู่กรุงเทพฯ วันที่ ๑๔ มีนาคม นี้อาจารย์ให้ความเห็นว่าอาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้จากปัจจัยใหญ่สองประการ  ประการแรกซึ่งเป็นเหตุปัจจัยใหญ่สุดก็คือ ความต้องการของคุณทักษิณและคนเสื้อแดงว่าต้องการชุมนุมอย่างสันติ หรือต้องการให้เกิดความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง  ถ้าเดินตามแบบของนิติรัฐ คุณทักษิณ ก็ต้องเข้าสู่ระบอบผลการตัดสินพิพากษา และจะมีผลต่อเนื่องไปสู่คดีอาญา คดีแพ่ง เป็นสิบคดี   ฉนั้น ถ้าต้องการจะให้เกิดความรุนแรงเพื่อการกดดันให้รัฐบาลลาออก หรือยุบสภานี้ก็เป็นเป้าหมายสำหรับคุณทักษิณ ซึ่งถ้าเขายึดตรงนี้ ปัจจัยนี้จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่รุนแรง  ปัจจัย ที่สองก็จะช่วยทำให้ไม่เกิดความรุนแรงก็คือ ความอดทนอดกลั้น ของรัฐบาลแล้วก็การบังคับใช้กฏหมายของรัฐบาลต้องเคร่งครัด และทำโดยรวดเร็ว ถ้ามีใครทำผิดกฏหมายต้องดำเนินการทันที นี้ก็จะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ สภาวะปกติได้          คุณวิทยา ได้เรียนถามถึงความคิดเห็นของ อ.ทวีศักดิ์ ว่า มีความคิดเห็นอย่างไรต่อบทบาทของรัฐบาล ต่อวิกฤติการทางการเมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย  ได้รับคำตอบว่า บทบาทของรัฐบาลต่อวิกฤติทาง  การเมืองของแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไป ถ้าเราได้ติดตามจะเห็นว่าตั้งแต่ ๑๔ ตุลา ๑๖ ตุลา ๑๙  และก็ พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕  และที่กำลังจะเกิดขึ้นกลางเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ นี้  ถ้าเราแยกแยะดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ๑๔ ตุลา และ พฤษภาทมิฬ นั้น รัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ผู้ชุมนุมต่อต้านกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจและก็ประเด็นของการทุจริตคอรัปชั่น  เพราะฉนั้นมันเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัฐบาลในตัว  ปัญหากับกลุ่มที่มาชุมนุม  เราจะเห็นว่ารัฐบาลก็พยายามจะรักษาอำนาจของตนเองไว้ รัฐบาลในสถานการณ์ เช่นนั้นก็จะใช้ความรุนแรงเสียเอง  แต่ถ้ามาดู ๖ ตุลา ๑๙  เป็นวิกฤติทางการเมืองที่มันเกิดขึ้นจากนักศึกษามา  ชุมนุมต่อต้านการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม แล้วมีประชาชนขวาจัดมาต่อต้านนักศึกษา และเกิดมีการ ปะทะกัน รัฐบาลของ มรว. เสนีย์  ปราโมช ในขณะนั้นไม่ใช่ปัญหาของการขัดแย้งก็พยายามจะควบคุมดูแล แต่ ก็ไม่สามารถจะใช้อำนาจรัฐที่ตนเองมีอยู่ กำกับดูแลให้เข้าสู่สถานการณ์ปกติได้ จึงได้เกิดการปฏิรูปการปกครอง โดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่  ทีนี้กลับมาดูสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องยอมรับความจริงว่า รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ต้องมารับดูแลปัญหาการขัดแย้งในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ที่ถูกประชาชนขับไล่เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่น และการใช้อำนาจเกินขอบเขต เช่น การปราบปรามยาเสพติด ฆ่าตัดตอน ในตอนนั้น ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครบ้างเป็นนักค้ายาเสพติดหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตไป ซึ่งคาดว่า ๒๕๐๐ กว่าคน  ส่วนเรื่องคอรัปชั่นก็เป็นที่ประจักษ์ เมื่อศาลคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินพิพากษาให้ยึดทรัพย์ ๔.๖ หมื่นล้าน ซึ่งเป็นการทุจริตเชิงนโยบายในขณะที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจหน้าที่  เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทของตนเอง ถ้าท่านได้ติดตามการพิพากษาของศาลฯ จะเห็นได้อย่างชัดเจน เกิดขึ้นใน สมัยคุณทักษิณ แต่มาตัดสินในช่วงรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์  ซึ่งจะเห็นได้ว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ใช่คู่กรณี  ส่วนการชุมนุม  ของคนเสื้อแดงกลางเดือนมีนาคมนี้ เพื่อขับไล่รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์และพุ่งเป้าไปที่อำมาตย์ แต่อำมาตย์ของ คุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร  เพราะฉนั้น มันดูผิดฝาผิดตัว ซึ่งรัฐบาลอยู่ในฐานะที่จะต้องควบคุมดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดความรุนแรง ไม่ใช่คู่กรณี ก็ต้องช่วยกันให้กำลังใจรัฐบาล          คุณวิทยาได้ถามต่อว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้เกิดการยึดอำนาจเหมือนยุค คมช. ๑๙ กันยา ปี ๔๙ หรือไม่ อ.ทวีศักดิ์ ชี้ว่า เรื่องการยึดอำนาจไม่อยากจะพูดถึง เพราะว่าสังคมอยากเดินไปตามกติกาที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง  แต่ถ้ามาดูสถานการณ์ที่คนไม่ยอมรับกลไกที่มีอยู่ มันก็อาจจะไปเกิดสภาวะการยึดอำนาจขึ้นได้  ถ้ากลางเดือนมีนาคมมี การชุมนุมนำไปสู่สภาวะอาณาธิปไตย คือมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ถูกกำหนดมอบหมายกันมาและก็ไม่เปิดเผย เช่น การ วางเพลิงตามสถานที่สำคัญต่างๆ  หรือปาระเบิดตามสถานที่ราชการที่สำคัญๆ  และรัฐบาลดูแลไม่ได้ สภาวะที่ไม่รู้ว่าใครจะดูแลควบคุมสถานการณ์ ตลอดจนปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้าตามที่รัฐบาลได้เปิดเผยไม่ได้คาดเดา เอาเอง ซึ่งรัฐบาลก็รู้อยู่แล้วว่าสถานที่เหล่านี้เป็นจุดเสี่ยงที่กลุ่มคนชุมนุมอาจกำหนดเป็นเป้าหมายที่จะไปดำเนินการ สภาวะเช่นนี้ก็เป็นจุดล่อแหลม ถ้ารัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฏหมายในการควบคุมสั่งการตำรวจ ทหาร หรือพลเรือนโดยเฉียบพลันเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะปรกติได้ ผู้ที่มีอำนาจก็อาจดำเนินการ จุดสำคัญอีก  ประการหนึ่ง คือ ปัจจุบันนี้สถาบันหลักของการปกครอง เราแยกอำนาจเป็นสามฝ่าย คือ รัฐบาล นิติบัญญัติ   ตุลาการ  ถ้ารัฐบาลไม่สามารถบริหารหรือบังคับใช้กฏหมายได้ สภาก็ล่มแล้วล่มอีก เป็นอยู่เช่นนี้  ผู้ที่มีอำนาจก็ อาจเข้าดำเนินการแทน นี่ก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวะเสี่ยงที่ทำให้เกิดอะไรก็ได้          คุณวิทยาได้ถามต่อว่า ประชาชนทั่วไปทั้งฝ่ายตรงข้ามสีแดง และกลุ่มพลังเงียบ ควรมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์วิกฤติทางการเมือง และหากมีการยึดอำนาจอีกครั้ง  อ.ทวีศักดิ์ ได้ชี้ประเด็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงตามที่ได้ประกาศว่าจะมากันหลายเส้นทางเพื่อเข้ากรุงเทพฯ  ฉนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลเฝ้าระวังชุมชนของตนเองได้ ช่วยเป็นหูเป็นตา และถ้ามีอะไรผิดสังเกตุก็สามารถแจ้งไปที่  Call Center  ได้ตามที่รัฐได้กำหนดไว้  ๑๕๕๕   และสามารถป้องกันชุมชนได้แต่ย้ำว่าในชุมชนเท่านั้น  นอกชุมชนควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ทหารที่มีหน้าที่ปกป้องดูแล ส่วนกรณีบอกว่ามีการยึดอำนาจอีกครั้ง ภาคประชาชนควรทำอย่างไร  ถ้าพูดกันตอนนี้คงจะเร็วเกินไป เพราะที่มาของการยึดอำนาจมันมีที่มาที่ไป มีเหตุหลายลักษณะ มีทั้งทำเพื่อฉกฉวยโอกาส และทำเพื่อส่วนรวม เมื่อถึงตอนนั้น ภาคประชาชนควรมีท่าทีที่ชัดเจน          สุดท้ายขอฝากพี่น้องคนไทยในต่างประเทศทุกคนช่วยกันชี้แจงเพื่อนฝูงทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ว่า การกระทำของคุณทักษิณ ไม่ได้ทำเพื่อชนชั้น เพราะคุณทักษิณ เป็นเศรษฐีหลายแสนล้าน จะมาเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อชนชั้นคงไม่ใช่ นอกจากทำเพื่อตนเองและเครือข่ายมากกว่า  ขอให้ทุกคนช่วยกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะได้รู้ถึงเหตุการณ์อย่างแท้จริง          สมัชชาประชาชนไทยแห่งอเมริกาเหนือและรายการเหตุบ้าน เหตุเมือง ขอขอบพระคุณอาจารย์ทวีศักดิ์     สูทกวาทิน เป็นอย่างยิ่งที่มาพูดคุย ให้ข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อพี่น้องชาวไทยในสหรัฐอเมริกาในโอกาสนี้
Monday, 29 March 2010 15:41
สรุปรายงานสัมภาษณ์ คุณวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น ( คปต  ) ที่  NAT TV Los Angeles             คำพิพากษาของศาลฯ บอกให้ชาวโลกรู้ว่า คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย             รายการเหตุบ้าน เหตุเมือง ค่ำวันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ คงจะต้องพูดคุยกันถึงคดียึดทรัพย์ที่ได้ตัดสินไปเมื่อวานที่ประเทศไทย โดยคุณรังสิต คงจันทร์ ได้เรียนถามคุณวีระ สมความคิด ถึงความรู้สึกหรือการตอบรับ ต่อผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ว่าเป็นอย่างไร สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่  และในส่วน ตัวของคุณวีระ มีความเห็นอย่างไร  ได้รับการชี้แจงจากคุณวีระ สมความคิด ว่าเรื่องนี้ คุณวีระเองได้ให้สัมภาษณ์  และมีการพูดคุยกับสื่อมวลชนบางแห่งตั้งแต่ช่วงเช้า และเชื่อว่าคงจะตัดสินให้ยึดทรัพย์บางส่วน ไม่ใช่ว่า   รู้ผลการตัดสินล่วงหน้า แต่เป็นผลจากการได้พูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นฝ่าย คตส. หรือฝ่ายทีมทนายความของคุณทักษิณซึ่งเป็นเพื่อนกัน ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง และเหตุผลประกอบต่างๆ ตลอดจนรายละเอียดว่าผลออกมาคงจะเป็นไปในทำนองนี้  ถ้ายึดทั้งหมดก็ดูจะเป็นปัญหาและตอบสังคมลำบากว่าเงินทุนของเขาจะต้องถูกยึดด้วยหรือ แต่ถ้าจะยึดทั้งหมดจริงๆ ก็ไม่น่าเกลียด เหมือนกับเงินที่โจรนำไปทำความผิดหรือนำไปซื้อยาบ้า ทางกฏหมายแล้วก็สามารถยึดได้ทั้งหมด  แต่เมื่อศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ก็ดี ก็จะทำให้คนเสื้อแดงไม่สามารถใช้เป็นเหตุที่จะลุกขึ้นมาก่อเหตุวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วในขณะนี้ และต้องยอมรับว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเสียงข้างมาก  (๗ ต่อ ๒ )  ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว  และการพิพากษาครั้งนี้ละเอียดมากไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  แม้แต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ  ก็ยกมาอ้างอิงอย่างถี่ถ้วน  ศาลได้ทำหน้าที่อย่างละเอียดรอบคอบ สิ่งนี้เป็นการแสดงถึงคุณภาพของศาลไทยมีมาตรฐานระดับโลก  จะทำให้นักกฏหมายทั่วโลกต้องยอมรับถึงคำพิพากษาตัดสินในคดีนี้ ถึงแม้กฏหมายจะแตกต่างกัน  แต่หลักของความยุติธรรม หลักของเหตุผลที่จะตอบคำถามได้จะเหมือนกันหมดทั้งโลก  นักกฏหมายอ่านแล้วจะต้องยอมรับ และยากต่อการที่จะปฏิเสธการวินิจฉัยของศาลไทย  ถือว่าแสดงถึงมาตรฐานของศาลไทย นักกฏหมายทั้งโลกที่ติดตามคดีนี้ ไม่สามารถจะมากล่าวหาว่าศาลไทยลำเอียง เหมือนศาลของกัมพูชาที่ตัดสินคดีของคนไทย คุณศิวลักษณ์ เมื่อเร็วๆ นี้  และที่ผ่านมาคุณทักษิณ  ก็ยอมรับ และได้เข้าต่อสู้คดีมาโดยตลอด  และขบวนการยุติธรรมก็เปิดโอกาสให้คุณทักษิณต่อสู้คดีนี้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ปิดกั้น  และการไต่สวนคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ถือว่า  โจทย์และจำเลย มีฐานะเท่าเทียมกัน สามารถที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ระบบกล่าวหาที่ศาล  นั่งรอให้ผู้กล่าวหาไปหาพยานหลักฐานมากล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาโดยที่ศาลไม่ต้องทำอะไร หรือจำเลยก็ต้องพยายามหาข้อแก้ตัวมายืนยันกับศาล เพื่อให้ศาลเชื่อว่าตัวเองไม่ผิด  แต่ในระบบไต่สวน ศาลไม่ได้นั่งรอการกล่าวหาของอัยการ หรือการแก้ต่างของจำเลยอย่างเดียว  ศาลก็ถามเองได้ และแสวงหา ค้นคว้าหลักฐาน  ด้วยตนเอง  จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยที่ออกมาถือว่ายอดเยียมมาก  ขอยกตัวอย่างเมื่อเริ่มวินิจฉัย มติที่เป็นเอกฉันท์ ดังนี้             ประการที่หนึ่ง  มติที่ศาลพิจารณาคดีนี้ว่า  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานี้มีอำนาจหรือไม่  มติเป็นเอกฉันท์  ๙-๐  ว่า ศาลฎีกานี้มีอำนาจที่จะพิจารณาคดีนี้ได้             ประการที่สอง  วินิจฉัยว่า คตส. มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบหรือไม่  มติเป็นเอกฉันท์  ๙-๐  ว่า  คตส.  มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบ             ประการที่สาม  มาเรื่องของการที่ว่า คำร้องนี้ควบคุมหรือไม่  มติเป็นเอกฉันท์  ๙-๐  ว่า  คำร้องนี้ควบคุม การฟ้องของอัยการควบคุม             ประการที่สี่  ประเด็นที่คุณทักษิณ ปกปิดอำพรางหุ้น มีนอมินี่หรือไม่  มติเป็นเอกฉันท์  ๙-๐ เชื่อว่า  คุณทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ยังเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ที่ขายให้บริษัทเทมาเส็ค ๑,๔๑๙  ล้านหุ้น  การแปรสัมปทานเอื้อผลประโยชน์ให้ชินคอร์ป หรือไม่  อันนี้ เป็นเสียงข้างมากว่าเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป  ทำให้รัฐเสียหาย  และขบวนการแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีระบบเติมเงิน หรือ  PREPAID  ทำให้รัฐเสีย หายหรือไม่  เสียงข้างมากบอกว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ  AIS  และการเชื่อมต่อสัญญาณ หรือ ROMMING  เอื้อประโยชน์หรือไม่  เสียงข้างมากก็เห็นว่า คุณทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จาก การแก้ไขสัญญา  และจานดาวเทียมเอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ปหรือไม่  เสียงข้างมากเห็นด้วยว่าเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป และบริษัทไทยคม  และการปล่อยเงินกู้ให้กับพม่า เอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ปหรือไม่  เสียงข้างมากเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับชินแซทเทอไรท์ และธุรกิจบริษัทในเครือชินคอร์ป  และในที่สุดก็มีมติสรุปเสียงข้างมาก  ๗-๒  ให้ยึดเงิน  ๔.๖  หมื่นล้าน  ส่วนที่เหลือ  ๓.๐  หมื่นล้าน คืน ให้กับผู้ถูกร้อง             คุณรังสิต คงจันทร์  ได้ถามต่อว่าการกระทำผิดกฏหมายจนเป็นสาเหตุให้ถูกยึดทรัพย์หลายกรณีที่  สร้างความเสียหายให้แก่รัฐ จะสามารถฟ้องเป็นคดีอาญาได้หรือไม่ และใครจะเป็นผู้ดำเนินการได้  ได้รับคำตอบจากคุณวีระ สมความคิด ว่าในกรณีนี้ จะต้องไปดูกันต่อตามข้อกฏหมายว่าจะดำเนินการได้หรือไม่  ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ  ตนเองไม่ใช่นักกฏหมาย จึงไม่แน่ใจที่จะให้คำตอบได้ แต่ทราบข่าวว่าทางด้าน ปปช.  โดยท่านอาจารย์ วิชา มหาคุณ  จะยกเอาเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จของคุณทักษิณมาดำเนินการ             สุดท้าย คุณวีระ สมความคิด  ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องคนไทยในสหรัฐอเมริกา และในต่างประเทศ ที่เป็นห่วงประเทศชาติบ้านเมือง  สิ่งที่พวกเราทำกันมาโดยการที่พยายามเปิดโปงการทุจริตคอรัปชั่นจนเป็นที่ประจักษ์แน่ชัด เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาออกมาโดยเสียงข้างมากให้ยึดทรัพย์  ๔.๖  หมื่นล้าน ที่ได้มาจากการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งศาลได้พิพากษาว่าคุณทักษิณ ผิดทุก  ประเด็นตามข้อกล่าวหาของอัยการสูงสุด ตรงนี้ก็จะได้เป็นการบอกคนทั้งโลกว่า สิ่งที่พี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งทำมา ไม่ได้เป็นการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย มันเป็นความจริงทุกประการ             รายการเหตุบ้าน เหตุเมืองและสมัชชาประชาชนไทยแห่งอเมริกาเหนือขอขอบคุณ คุณวีระ สมความคิด เป็นอย่างยิ่งที่มาพูดคุยในวันนี้.ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 18 March 2010 10:46
       จากการติดตามความเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปรากฏว่าแนวรบสื่อในโลกไซเบอร์ของเครือข่ายเสื้อแดงถูกรุกจนถอยร่น จากกลุ่มนักรบไซเบอร์ที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็แทบไม่กล้าปรากฏตัวในโลกไซเบอร์        ในอดีตนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนักธุรกิจในยุคที่สาม ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและมีเครือข่ายด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งยุค นับแต่ตั้งพรรคไทยรักไทยก็ได้ใช้สื่อและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไม่ว่าเว็บไซต์ อินเตอร์เน็ตและอื่น ๆ เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลมาก และดำเนินการอยู่แต่ฝ่ายเดียว จนกล่าวได้ว่าได้ครองมาร์เก็ตแชร์หรือครองตลาดเกินครึ่งมาตลอด        หลังจากเอเอสทีวีได้ยืนคนละฝั่งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว การต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารก็ได้แพร่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่มีการปฏิวัติและหลังจากนั้นก็ยังคงปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงครองความเป็นหนึ่งในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการใช้สื่อและเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ        ทว่าในท่ามกลางและการต่อสู้ 193 วันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว ชนชั้นกลางและปัญญาชนจำนวนมากได้ตื่นตัวและเข้าสู่แนวรบมากขึ้น ในขณะที่คนชั้นล่างก็ให้ความตื่นตัวสนใจมากขึ้น จึงเกิดการเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ขึ้นเป็นสองแนว คือแนวรบแดงกับแนวรบเหลือง และต่อมาบรรดาผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็ได้เข้าร่วมในการใช้สื่อในโลกไซเบอร์มากขึ้น โดยในตอนแรก ๆ เป็นเรื่องต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างทำ และสภาพการณ์ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น คือมีการเชื่อมโยง       ประสานงานกันมากขึ้น และมีการเคลื่อนไหวดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ในขณะที่แนวรบแดงนั้นล้วนต้องอาศัยรากฐานและกำลังจากอำนาจเก่าเป็นหลัก ส่วนนักรบในโลกไซเบอร์ที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้นต่างคนต่างทำเองและด้วยกำลังของตนเอง แต่เมื่อผนึกกำลังกันแล้วก็ก่อเกิดเป็นกระแสใหญ่        ล่าสุดปรากฏว่าเครือข่ายโลกไซเบอร์ที่ใช้สื่อทุกประเภทได้เกิดการเปลี่ยนดุลกำลังทางพื้นฐานแล้ว ปริมาณของสื่อในโลกไซเบอร์ของฝ่ายผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้เติบใหญ่ขยายตัว ตลอดจนประสานงานและเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ในระดับที่ไม่ด้อยกว่าเครือข่ายเดิม และรุกโจมตีทั่วด้าน ทำให้คนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์ไม่สามารถขยายข้อมูลได้ฝ่ายเดียวดังแต่ก่อนแล้ว และเมื่อมีการตอบโต้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร ความจริงก็ยิ่งเปิดเผยออกไปมากขึ้น ทำให้ฝ่ายผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้เปรียบ         นอกจากนั้น นักรบในโลกไซเบอร์ฝ่ายรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อได้รับทราบวิธีการที่เอเอสทีวีนำเสนอแนะนำแล้ว ก็ได้เปิดฉากรุกโจมตีโดยตรงไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังเช่นการโจมตีทางทวิตเตอร์ จนทำให้เกิดการปั่นป่วนไปทั่ว และถึงกับทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกอาการอารมณ์เสีย หรือต้องหยุดการเขียนทวิตเตอร์บ่อยครั้ง ยังปรากฏอีกว่านักรบไซเบอร์ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้ประสานการตีโต้หรือรุกเข้าตีบุคคลหรือคณะบุคคลหรือกลุ่มหรือเครือข่ายเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้แกนนำเสื้อแดงในโลกไซเบอร์หลายคนต้องใช้วิธีการบล็อคหรือหยุดการเคลื่อนไหว และเป็นผลให้ในขณะนี้ในทวิตเตอร์นั้น ขบวนนักรบไซเบอร์ผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้เริ่มเข้ายึดครองพื้นที่เป็นด้านหลัก และยังได้รุกเข้าไปเคลื่อนไหวในเว็บไซต์สำคัญ ๆ ของเสื้อแดงแทบทุกแห่ง จนต้องมีการตั้งคนสำหรับลบข้อความหรือบล็อคข้อความมากขึ้น           สถานการณ์ ณ ปัจจุบันนี้จึงอาจสรุปว่าฝ่ายเสื้อแดงไม่สามารถครองการเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ได้ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว ในขณะที่นักรบในโลกไซเบอร์ฝ่ายผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้ขยายตัวเติบใหญ่ และเปิดฉากการรุกยึดครองพื้นที่ตีโต้และเปิดการรุกอย่างทั่วด้านอยู่ในขณะนี้         ยิ่งมีการปะทะกันด้านข้อมูลข่าวสารมากเท่าใด การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือการให้ข่าวเท็จก็ถูกเปิดเผยออกมามากขึ้น และไม่ว่าเสื้อสีไหน เมื่อได้รับทราบความจริงอย่างเดียวกันแล้ว ปัญหาความเข้าใจผิดก็จะค่อย ๆ คลี่คลายไป และเมื่อนั้นความสามัคคีภายในชาติก็อาจฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของประชาชน โดยที่รัฐบาลยังไม่ตื่นที่จะใช้สื่อของรัฐในการนำความจริงออกมาบอกกล่าวให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ และนี่คือปมเงื่อนสำคัญในการนำพาประเทศกลับสู่ความเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง
Friday, 26 February 2010 13:40
20 กุมภาพันธ์ 2553เรียน พี่น้องสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย          เนื่องในโอกาสที่สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ได้ทำการเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่อง13 สยามไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพัฒนาก้าวไกลครั้งยิ่งใหญ่ ขององค์กรภาคประชาชน ที่สามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงได้เป็นผลสำเร็จ แม้ต้องฟันฝ่าอุปสรรค ความยากลำบาก ด้วยประการทั้งปวงทั้งที่ผ่านมาและในวันข้างหน้า เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่น ร่วมมือ ร่วมใจของพี่น้องสมัชชาฯและผู้รักชาติทั้งหลาย สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะก้าวไปด้วยความมั่นคงและเติบโต เข้มแข็งอย่างแน่นอน          สมัชชาประชาชนไทยแห่งอเมริกาเหนือจึงขอแสดงความยินดีอย่างปลื้มปิติมา ณ ที่นี้และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนจุดมุ่งหมายและทุกกิจกรรมของสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยตลอดไป          และในโอกาสนี้ ขอแสดงความยินดีกับคุณไพศาล พืชมงคล ซึ่งเป็นบุคคลที่มีค่ายิ่งของสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยและประเทศชาติ ที่ได้รับรางวัลนักเขียนบทความดีเด่นประจำปี 2553 เป็นความภูมิใจของพี่น้องสมัชชาฯเราเป็นอย่างยิ่ง และถือโอกาสนี้กราบเรียนส่งกำลังใจอันอบอุ่น มายังท่านพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน นักต่อสู้เพื่อบ้านเมืองที่กล้าหาญจนเป็นที่หวาดหวั่นของคนบางกลุ่ม ขอให้ท่านยืนหยัดต่อสู้เพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างเข้มแข็งตลอดไป          ท้ายนี้ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องสมัชชาฯกรุงเทพมหานครที่ได้เปิดสำนักงานที่ทำการถาวรและได้ใช้พื้นที่นี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทยต่อไป                                                                                                                                                            ด้วยรักและศรัทธายิ่ง                                                               สมัชชาประชาชนไทยแห่งอเมริกาเหนือ                                                     LOS ANGELES CALIFORNIA และ COLORADO  
Tuesday, 23 February 2010 11:19
          ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายที่ต่อต้านการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และที่สนับสนุน (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ระบอบทักษิณได้พยายามนำประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นมาใช้ข่มขู่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และในประเด็นนี้          มีนักวิชาการบางท่านได้เขียนบทความเกี่ยวกับรัฐบาลพลัดถิ่นเรื่อง อาทิ “รัฐบาลพลัดถิ่นตามกฎหมายระหว่างประเทศ” เขียนโดย รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนาพานิช ซึ่งหากผู้อ่าน (ที่ได้อ่านบทความนี้) ไม่มีพื้นฐานความรู้เพียงพอในเรื่องนี้ก็อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนและเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ารัฐบาลพลัดถิ่น  เพื่อความกระจ่างผู้เขียนจึงขอแสดงความคิดเห็นต่อบทความดังกล่าว โดยสรุปดังนี้          1.  ถึงแม้ว่าฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้พยายามเน้นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยจงใจละเว้นที่จะศึกษาพิจารณาในข้อเท็จจริงที่ว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาแท้จริงของระบบประชาธิปไตย อีกทั้งการเลือกตั้งมิใช่เป็นปัจจัยสำคัญทำหน้าที่ชี้ขาดว่าระบอบการเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตย เพราะทั้งระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยและไม่ประชาธิปไตย          ต่างก็มีการเลือกตั้งทั้งนั้น เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงหนทางเข้าสู่อำนาจที่ทุกฝ่ายที่ประสงค์ได้อำนาจรัฐ          ในมือย่อมมุ่งดำเนินการทำให้การเข้าสู่อำนาจดูมีความเป็นประชาธิปไตยและมีความชอบธรรม แต่การประสบความสำเร็จในการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยผ่านการเลือกตั้งหาใช่เป็นสิ่งที่จะประทับตราให้ความชอบธรรมโดยอัตโนมัติให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรืออีกนัยหนึ่งผลของ          การเลือกตั้งหาใช่เป็นสิ่งที่จะบ่งบอกว่ารัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมีความเป็นประชาธิปไตย และจะไม่สามารถทำร้าย ทำลาย และละเมิดระบบประชาธิปไตย กล่าวโดยสรุปคือ ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณให้ความสำคัญและสนใจเน้นเกี่ยวกับประชาธิปไตยเพียงในด้านรูปแบบเป็นสำคัญ หาได้ให้ความสนใจและความสำคัญกับด้านเนื้อหาของการเมืองในระบบประชาธิปไตย (เช่น เรื่องหลักนิติรัฐ/นิติธรรม           ธรรมาภิบาล กลไกตรวจสอบถ่วงดุล สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและของสื่อมวลชน การไม่แทรกแซงองค์กรอิสระ การเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการไม่ผูกขาดอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ เป็นอาทิ)           2.  ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นนั้น ฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณจงใจ ละเว้นที่จะทำความเข้าใจศึกษาความรู้และข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับบริบท เงื่อนไข เหตุผล ที่มาที่ไปของการ          มีรัฐบาลพลัดถิ่น ตลอดจนนโยบาย ปฏิกิริยาท่าที และผลประโยชน์ของแต่ละประเทศที่ให้การสนับสนุนรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นในแต่ละห้วงเวลา แต่ละยุคสมัยของการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ           หากแต่มุ่งไปเน้น (อย่างผิดข้อเท็จจริง และอย่างผิดพลาด) และอาศัยประเด็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศ          มาเป็นปัจจัยสำคัญชี้วัดกำหนดว่ารัฐบาลพลัดถิ่นจะมีหรือไม่มีขึ้นมาขึ้นอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ หาได้ตระหนักถึงบริบท เงื่อนไข และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสภาวะทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองภายในของแต่ละประเทศ และปัจจัยภายนอก ตลอดจนไม่เข้าใจหรือจงใจละเว้นที่จะทำความเข้าใจและยอมรับในข้อเท็จจริง (ที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้) ที่ว่า การมีหรือไม่มีรัฐบาลพลัดถิ่น และหากมีขึ้นมาจะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว มิได้อยู่ที่กฎหมายระหว่างประเทศ หากแต่อยู่ที่ปัจจัยสภาพแวดล้อม บริบท และเงื่อนไขทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ปรากฏในประเทศ (ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลพลัดถิ่น) และสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งรัฐบาลพลัดถิ่นจะเกิดขึ้นได้และได้รับการรับรองจากนานาประเทศมากน้อยเพียงใด มิได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักทางข้อกฎหมาย หากขึ้นอยู่กับปัจจัยและ          ประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิยุทธศาสตร์ หรือที่เรียกว่าผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละประเทศว่าจะได้รับการตอบสนองมากน้อยเพียงใดจากการสนับสนุนและให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นสำคัญ อีกทั้งไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับประเด็นเรื่องประชาธิปไตยถูกละเมิด ถูกทำลาย ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเรื่องของการที่ฝ่ายคิดจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นฝ่ายที่ถูกทำให้หลุดจากอำนาจจากการรัฐประหาร ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับการส่งเสริมสนับสนุนประเด็นว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ตลอดจนไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเรื่องของการสนับสนุนธรรมาภิบาลและหลักนิติรัฐ/นิติธรรม            กล่าวโดยสรุปก็คือ ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่จะมีนโยบายและท่าทีสนับสนุนรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นจะตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติที่มีในแต่ละยุคสมัย แต่ละห้วงเวลา แต่ละบริบท และเงื่อนไขที่ปรากฏในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การนำเอาเรื่องของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ/นิติธรรม จริยธรรม ความชอบธรรม มาอ้างในการสนับสนุนให้การรับรองรัฐบาลพลัดถิ่น ล้วนเป็นเหตุผลทางการเมืองทั้งสิ้น และล้วนเป็นข้ออ้างเพื่อใช้บดบังกลบเกลื่อนเหตุผลแท้จริง นั่นก็คือผลประโยชน์แห่งชาติ ไม่ใช่กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่มีกลไกที่จะทำหน้าที่บังคับให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตาม ตรงกันข้ามกฎหมายระหว่างประเทศถูกประเทศต่าง ๆ นำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ หรือภูมิยุทธศาสตร์ของตนทั้งสิ้น เป็นเช่นนี้มาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าในยุคสงครามเย็นหรือยุคหลังสงครามเย็น (ตัวอย่างเพื่อนำมาอ้างเพื่อพิสูจน์ทราบความจริงในประเด็นข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นในช่วง 70 ปีที่ผ่านมามีมากมายจนนับไม่ถ้วน)         3.  โดยข้อเท็จจริงแล้ว เรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นปรากฏการณ์ที่มีให้เห็นชัดแจ้งก็ในยุคสงครามโลกครั้งที่สองกับยุค 46 ปีของสงครามเย็น ด้วยเป็นยุคของความขัดแย้งและการต่อสู้ทางด้านลัทธิอุดมการณ์เป็นสำคัญ รัฐบาลพลัดถิ่นที่มีขึ้นในทั้งสองยุคดังกล่าว (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นของ Charles de Gaulle และรัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์ในกรุงลอนดอน รัฐบาลพลัดถิ่นไต้หวัน และของกลุ่มประเทศบอลติค Latvia Lithuania Estonia และอื่น ๆ) ล้วนเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นที่ได้รับการรับรองและสนับสนุนที่มาจากเหตุผลทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ (ideological reasons) เป็นสำคัญ           เป็นเรื่องของเหตุผลและผลประโยชน์ด้านการเมืองความมั่นคงมากกว่าอย่างอื่น (ต่อต้านลัทธิฟาสซิส นาซี และคอมมิวนิสต์) ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของประชาธิปไตย ความชอบธรรม หลักนิติรัฐ/นิติธรรม และสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ระบอบการเมืองการปกครองของกลุ่มประเทศที่สังกัดอยู่ในโลกค่ายเสรีประชาธิปไตยกว่า 80% ล้วนมีระบอบเผด็จการ ไม่ทหารก็พลเรือนปกครองประเทศทั้งสิ้น แต่ก็ได้รับการสนับสนุนยกย่องว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายโลกเสรี เพราะมีนโยบายร่วมหัวจมท้ายต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์กับสหรัฐฯและฝ่ายกลุ่มประเทศตะวันตก          4.  ปัจจุบัน (ยุคหลังสงครามเย็นหรือยุคโลกาภิวัตน์) ไม่มีบริบทและเงื่อนไขที่จะส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้อย่างสะดวกและง่ายเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่สองและยุคสงครามเย็น ด้วยเหตุผลสำคัญสรุปได้ดังนี้             4.1  ไม่มีความขัดแย้งระหว่างลัทธิ เศรษฐกิจ-การเมืองดำรงอยู่ (เพราะปัจจุบันระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและระบบการเมืองเสรีประชาธิปไตยครองความเป็นใหญ่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์)             4.2  ประชาคมระหว่างประเทศหันกลับมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังและอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นกับการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักการว่าด้วยการเคารพในอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการไม่แทรกแซงในกิจการภายในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน             4.3  สังคมอารยะประเทศยอมรับทั่วกันว่าสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงก้าวหน้าของส่วนรวมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเคารพหลักการไม่แทรกแซงในกิจกายภายในของกันและกัน รวมทั้งยอมรับร่วมกันว่าประชาชนของแต่ละสังคมประเทศมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะกำหนดระบอบการเมืองของประเทศตนได้อย่างเสรี ปราศจากการแทรกแซง บีบบังคับ กดดัน บ่อนทำลาย (ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม) จากภายนอก ตลอดจนยอมรับในเรื่องของการดำรงอยู่ของความหลากหลายด้านความคิด วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม และอัตตลักษณ์ของแต่ละสังคมประเทศว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการส่งเสริมให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้             4.4  ประชาคมระหว่างประเทศตระหนักดีว่าการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจ ความสามัคคี ปรองดองระหว่างประเทศ ไม่ใช่เป็นวิธีการปกป้องรักษาเสถียรภาพ สันติภาพ และความมั่นคงของโลก ไม่ใช่เป็นวิธีการที่จะช่วยปกป้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ตรงกันข้ามหากประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนเห็นดีเห็นชอบกับการสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลพลัดถิ่นได้อย่างง่ายดายและอย่างกว้างขวาง ยิ่งเป็นการทำลายสันติภาพเสถียรภาพ และความมั่นคงของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในทุกระดับอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
Friday, 19 February 2010 11:09
           นับตั้งแต่ เสธ.คนดังจุดพลุข่าวการรัฐประหารแล้ว การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเพื่อต่อต้านการรัฐประหารก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและคึกคัก ถึงกับนัดไปชุมนุมที่กระทรวงกลาโหมและที่หน้าหน่วยทหารทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน             ในขณะเดียวกัน สื่อมวลชนบางสำนัก นักวิชาการบางค่ายก็ออกมาประสานเสียงไปในทางเดียวกันว่า ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ก็จะเข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร             พูดราวกับว่าทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นคือทางปฏิวัติรัฐประหารอย่างนั้นแหละ!             บ้างก็ให้เหตุผลว่าถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็จะทำให้การยึดหรืออายัดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เป็นการไม่ชอบ บ้างก็ว่าจะเป็นเหตุให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหรือสามารถเคลื่อนไหวด้านต่างประเทศอย่างกว้างขวาง กระทั่งจะมีคนไทยเข้าร่วมอีกเป็นจำนวนมาก             คำพูดอย่างนี้คือคำขู่ทหารว่าอย่าทำรัฐประหารเท่านั้น ไม่สามารถแปลหรือถอดความหมายเป็นอย่างอื่นได้เลย แต่สิ่งที่ทำกันนั้นไม่ว่าการด่าว่าเหยียดหยามทหารก็ดี การคุกคามกดดันต่อทหารชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนก็ดี กลับเป็นสิ่งตรงกันข้ามเพราะเป็นเรื่องการยั่วยุให้เกิดการรัฐประหาร             ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้จึงต้องลองคิดพิจารณากันให้ดีว่าถ้าเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร จะเป็นการเข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือเข้าทางใครกันแน่?             ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าถ้าการปฏิวัติรัฐประหารนั้นกระทำโดยลิ่วล้อบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่านั่นแหละเป็นการเข้าทางอย่างแท้จริง             แล้วถามว่ามีการปูทางนี้ไว้บ้างหรือไม่? ก็ต้องตอบว่ามี แค่นำข่าวนำมาปะติดปะต่อกันก็อาจเห็นเป็นภาพใหญ่ถึงการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธในหลายจุดหลายพื้นที่ ซึ่งการจัดตั้งกองกำลังแบบนี้คงไม่ใช่แค่เพื่อเป็นการ์ดหรือเพื่อเอาไปเย็บปักถักร้อยหรือทำไร่ไถนาเป็นแน่แท้             ก็ต้องบอกว่านั่นคือกระบวนการเตรียมการทางด้านกำลังเพื่อปฏิวัติรัฐประหารอยู่เหมือนกัน และถ้าทำได้สำเร็จก็นับว่าเข้าทาง แต่ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้วก็กล่าวได้ว่าทางสายนี้ไม่มีใครเดิน และเป็นไปไม่ได้ เพราะมีแต่หญ้ารกรุงรังและเต็มไปด้วยอสรพิษนานาชนิด             แต่ถ้าการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นจากฝ่ายอื่น ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจำแนกได้เป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ต้องการอำนาจ และพร้อมที่จะฮั้วกับใครก็ได้ฝ่ายหนึ่ง กับฝ่ายที่ต้องการกอบกู้ฟื้นฟูชาติให้กลับสู่ความเป็นปกติสุขอีกฝ่ายหนึ่ง             ฝ่ายแรกนั้นคงตัดทิ้งไปได้ เพราะถูกหยามน้ำหน้า ถูกตัดแข้งตัดขาจนแต๋วแตกไปนานแล้ว และที่ผ่านมาใคร ๆ ก็เห็นแล้วว่าได้ทำให้เกิดความเสียหายกับชาติบ้านเมืองและกองทัพขนาดไหน จึงไม่เป็นที่พึ่งที่หวังอันใดให้กับใครได้เลย             จึงเหลืออยู่เพียงฝ่ายเดียว คือฝ่ายที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งยังมีอยู่มากทั่วทั้งกองทัพและทุกเหล่าทัพ เพราะเป็นฝ่ายที่มีเลือดเนื้อและชีวิตเป็นทหารแท้ มีความสำนึกในคำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ถือตนเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นทหารของประชาชน             ดังนั้นหากจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารก็น่าจะมาจากพลังรักชาติในกองทัพ ที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองตกอยู่ในสภาพล่มจมล่มสลาย กระทั่งกลายเป็นสงครามกลางเมือง หรือก้าวไปสู่สภาพสิ้นแผ่นดิน สิ้นชาติ สิ้นกษัตริย์             หากเกิดขึ้นจากฝ่ายนี้ เบื้องต้นก็จะเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทางและไม่เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลย             ดังนั้นความรู้สึกหวาดผวาวิตกต่อการปฏิวัติรัฐประหาร จึงเป็นความหวาดผวาเพราะรู้ว่ากรณีไม่เข้าทางที่ต้องการนั่นเอง             เพราะฉะนั้นแกนนำบางพวกจึงออกคำสั่งให้แกนนำในพื้นที่ต่าง ๆ ระดมคนเข้ากรุง บ้างก็สั่งให้เอาน้ำมันเชื้อเพลิงติดตัวเข้ามาด้วยคนละลิตรเพื่อเผาบ้านเผาเมืองตลอดจนยึดศาลากลางจังหวัดและปิดการจราจร             และยังสั่งด้วยว่าถ้าแกนนำถูกจับหรือสั่งการไม่ได้ ก็ให้ปฏิบัติการได้โดยอิสระ ซึ่งประหนึ่งเป็นความกล้าหาญและเสียสละสูงสุด แต่ถ้าดูบทเรียนเมื่อเดือนเมษายน ก็จะเข้าใจได้ว่าเมื่อสถานการณ์คับขันมาถึงแกนนำคงสั่งการไม่ได้เพราะเผ่นหนีกันหมด ดังนั้นจึงให้ประชาชนออกหน้าต่อสู้แทน ถ้าดีก็จะกลับมา ถ้าร้ายก็จะหายหน้าไป เหมือนกับบางคนที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่ต่างประเทศในขณะนี้             จากปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่าหากเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ย่อมไม่ใช่เข้าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นที่หวาดผวาของผู้ก่อการเคลื่อนไหวป่วนบ้านป่วนเมืองอยู่ในขณะนี้ จึงพยายามขัดขวางป้องกันมิให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารทุกวิถีทาง             แล้วถามต่อไปว่าถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร จะไม่กระทบต่อคดียึดทรัพย์ดอกหรือ? ก็ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับว่าทำเป็นหรือทำไม่เป็น เพราะถ้าวางหมากเพื่อจะทำมาหากินกันต่อไป ก็สามารถวางหมากเพื่อให้เกิดผลกระทบในทางที่เป็นคุณได้ แต่ถ้าทำการโดยถูกต้องด้วยอำนาจแห่งรัฏฐาธิปัตย์ ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นและนอกเหนือจากนั้นก็อาจถูกยึดเข้าหลวง แบบเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์             ดังนั้นหากมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น จึงมีแต่จะเป็นผลเสียต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ตลอดจนอาจเกิดผลกระทบต่อทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งทรัพย์สินของนักการเมืองร่วมรัฐบาลในยุคนั้นอีกด้วย             หากจะถามต่อไปว่าถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร จะไม่เป็นทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้เป็นเหตุอ้างเคลื่อนไหวในต่างประเทศดอกหรือ?             ก็ในวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศและเคลื่อนไหวตลอดมา หากจะเคลื่อนไหวต่อไปก็ไม่ได้แตกต่างกันที่ตรงไหน ขึ้นอยู่กับว่าอำนาจรัฐใหม่ที่เกิดขึ้นจะดำเนินงานด้านต่างประเทศให้เป็นมรรคเป็นผลทันท่วงทีและเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ต่างหาก             อย่าไปคิดว่ามหาอำนาจจะต่อต้านคัดค้านการปฏิวัติรัฐประหารเสมอไป กรณีมูชาราฟของปากีสถานและกรณีฮอนดูรัสที่เพิ่งผ่านไปหยก ๆ ก็คือตัวอย่างอันพึงเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์             เพราะชาติมหาอำนาจทั้งหลายนั้นน้ำใจแท้หาได้คำนึงถึงเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารไม่ มิหนำซ้ำในหลายที่หลายแห่งของโลกก็อยู่เบื้องหลังสั่งการให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารด้วยซ้ำไป             การสนับสนุนหรือการคัดค้านจากต่างชาติขึ้นอยู่กับการเจรจาและการประสานผลประโยชน์ ซึ่งผู้มีอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ย่อมมีพลังอำนาจต่อรองมากหรือน้อยกว่าคน ๆ หนึ่งซึ่งเร่ร่อนจรจัดอยู่ในต่างประเทศเล่า             ที่กล่าวมาทั้งนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่ได้เข้าทางใคร และไม่ใช่ทางของใคร หากจะเข้าทางก็เข้าทางของทหาร ดังนั้นการใด ๆ ที่ยั่วยุเหยียดหยามย่ำยีทหาร จึงนอกจากไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ แล้ว ยังเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนเหล่าแกนนำทั้งหลาย             ดังนั้นแม้จะรู้ว่าสถานการณ์ยามนี้จะไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น แต่เพราะความหวาดผวาจึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวใหญ่ โดยมีข้ออ้างว่าต่อต้านการรัฐประหาร             ในขณะเดียวกันก็หวังผลลึกทางการเมือง ซึ่งเดินหน้าปูทางจนมีความหวังถึงกับใครบางคนเตรียมตัวเตรียมตนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีกันแล้ว             จับตาดูกันให้ดี ๆ เมื่อการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารเป็นที่มั่นใจแล้ว เมื่อนั้นก็จะมีการยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ล้มรัฐบาล ณ กาลบัดนั้น ดีไม่ดีพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจจะยกพวกถอนตัวก็ได้             หรือถึงหากจะไม่ถอนตัวก็เกิดความระส่ำระสายขึ้นภายในรัฐบาล จนกระทั่งการบริหารงานขลุกขลักแล้วประชาชนจะก่นด่าเตลิดเปิดเปิง ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยมิพักต้องสงสัย.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 08 February 2010 09:55
ความเห็น           1. รูปแบบ- ใช้สีแดง เพื่อเน้นความเป็นสีแดง พรรคสีแดงของเจ้าของป้าย ทั้งสองป้าย- สื่อให้เห็นความสัมพันธ์ทางรูปแบบของ ป้ายสองป้ายคือ ป้ายของ นช.ทักษิณ และ ป้ายของนายกเทศมนตรีสุรวุฒิ เชิดชัย- สื่อให้เห็น เจ๊เกียว แม่ของอัสนีเชิดชัย  สส.พรรคเพื่อไทย และพี่ชายของสุรวุฒิเชิดชัย - ป้ายทั้งสองติดตั้งกลางเมือง แบบท้าทายความเป็น นช.ทักษิณและการท้าทายกฎหมายไทย พร้อมกับที่สัมพันธ์กับป้ายของนายกเทศมนตรีตามกฎหมายไทยที่เหมือนกับว่า กำลังสนับสนุนเต็มที่ต่อ นักโทษหนีคดี            2. เนื้อหาและนัยยะทางการเมือง ของป้าย- พยายามสื่อว่า ในที่สุด สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้หันมาหรือต้องหันมาสนับสนุน สุรวุฒิ เชิดชัย ทั้งที่เคนต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายทางการเมืองท้องถิ่นกันมาแล้ว- สื่อว่า นัการเมืองโคราชทุกระดับ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ไม่ได้สนใจผลประโยชน์ของประชาชนอย่างที่ตนกล่าวอ้างแต่อย่างใด ไม่เคยมีอุดมการณ์หรือจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนเพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่อย่างใด- สื่อไปในทางลบต่อ สุวัจน์ ที่ทำให้เห็นว่า แม้จะอยู่พรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็หันมาจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ เพราะ สุรวุฒฺคือน้องชายอัสนี สส พรรคเพื่อไทย และ สส พรรคเพื่อไทยคือผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่การเคลื่อนไหวปั่นป่วนของ มวลชนสีแดง ด่าทอป๋าเปรม เผาโลงและกระทการหยาบช้าหยาบคายต่อองคมนตรี- สุวัจน์ กำลังจะให้การสนับสนุน แก่พรรคการเมืองเพื่อไทย ที่กำลังมีประเด็นเรื่อง การจาบจ้วงและต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่สื่อจำนวนมากได้อ้างอิงและยกหลักฐานมาเสนอไว้- หมายความว่า สุวัจน์และพรรครวมใจไทย อาจจะหันไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ทุกเมื่อ  อันอาจหมายความว่า สุวัจน์ พร้อมจับมือกับทุกคนแม้ว่า คนๆนั้นจ้องทำลายและทำร้าย สถาบันพรุะมหากษัตริย์และล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยืเป็นประมุข- เนือ้หาในป้ายเขียนทำนองว่า อยากร่ำรวยมีเงินทองต้องประหยัด ขณะที่นักการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศนั้น กลับร่ำรวยมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นคดโกง อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน  การร่ำรวยแบบนี้กำลังได้รับความนิยม ซึ่งเท่ากับว่าได้ทำลายศิลธรรมจริยะรรมของสังคม หากโจรที่ปล้นชิงประเทศชาติจนตนร่ำรวยบนทรัพย์ของแผ่นดิน สามารถยกศิลธรรมสั่งสอนประชาชนทั้งหลายได้ ก็หมายความว่า ประชาชนก้ไม่ต้องสนใจปฏิบัติตามศิลธรรมทั้งหลายได้  แต่อาจจะยกศิลธรรมพูดกันให้โก้หรูเพื่ออำพรางหรือทำให้ศิลธรรมกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปได้            3. เบื้องหลัง ที่มา และที่ไป ของป้าย- เหมือนกับเป็นการล๊อคคอตีเข่า ขึ้นป้ายไปล่วงหน้าจากนักการเมืองพรรคเพื่อไทย ที่กระทำต่อสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยมีข่าวมาว่า ผู้ที่ถูกอ้างรูปขึ้นป้ายคู่กับเด็กรุ่นหลังนี้ ไม่ได้รับการรับรู้มาก่อนจากนักการเมืองใหญ่- ข่าวว่ามีการขอเงินนับแสนบาทจากนักการเมืองใหญ่ เพื่อนำไปสมทบทุนให้เทศบาลไปเที่ยวภาคใต้กัน และอาจจะถุกนำเอาข้อมูลมากล่าวว่า  เพื่อขอให้ขึ้นรูปคู่กับเด็กนักการเมืองท้องถิ่นรุ่นหลัง นักกาเรมืองใหญ่ถึงกับต้องจ่ายเงิน อันแสดงความเหนือกว่าในพ.ศ.นี้ ของนักการเมืองเด็ก ที่มีต่อนักการเมืองทีแก่กว่า- ทำป้ายก่อน แล้วแจ้งภายหลัง คือ เทคนิคของนักการเมืองที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย แล้วเหตุไฉนนักการเมืองใหญ่ ที่เก๋าๆ จึงหลงเล่ห์นี้ไปได้            4. ความรู้สึกของประชาชน- เบื่อหน่าย ความเละเทะของการเมืองไทยและการเมืองประเทศ ที่นักการเมืองอยากทำอะไรก้ได้ โดยไม่ต้องสนใจความรู้สึกของประชาชน- คนรักชอบคุณสุวัจน์ก็สับสนว่า กำลังทำอะไร เพื่ออะไร หรือว่า ไปยอมอยู่ใต้ร่มธงของพรรคเพื่อไทย เผื่อจะได้ร่วมรัะฐบาลหากมีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งเหมือนสมัยที่ " ยอมเลิกพรรค เพื่อไปรวมอยุ่กับ พรรคไทยรักไทย " ในสมับนั้น จนได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี- ฯลฯ           นครราชสีมา/เกษม  ชนาธินาถ            รายงานข่าว ที่บริเวณทางแยกการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือภาษาถิ่นที่ชาวโคราช จะนิยมเรียกกันว่า " ห้าแยกหัวรถไฟ " ถ.จอมสุรางค์ยาตร์ ตัดกับ ถ.พิบูลละเอียด เขตเทศบาลนคร นครราชสีมา พื้นที่ส่วนบุคคล ในสิทธิครอบครองของ " อัสนี ดีไซด์ " นายอัสนี  เชิดชัย สส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลูกชายคนโปรดของ เจ้เกียว นางสุจินดา  เชิดชัย จุดที่ติดตั้งป้ายโฆษณาไวนิล ขนาดความยาว 20 เมตร สูง 10 เมตร ได้สร้างนัยยะทางการเมือง เป็นเครื่องหมายคำถามของคนโคราช ที่ต่างฉงนกับรูปภาพ และข้อความ ที่แสดงบนป้าย ซึ่งมีรูปนายสุรวุฒิ  เชิดชัย นายกเทศบาลนคร นครราชสีมา แกนนำกลุ่มประสานมิตร ก้าวหน้า กับ นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ อดีต รองนายกรัฐมนตรี หน.กลุ่มโคราชชาติพัฒนา อยู่คนละฝั่ง ตรงกลางมีข้อความว่า ความร่ำรวยมั่งคั่ง  เกิดจากความประหยัด ” ซิน เจีย ยู่ อี่ ซิน นี่ ฮวด ใช้ “ อยู่ด้านล่างสุด ซึ่งบุคคลทั้งสอง ชาวโคราช ที่มีการศึกษา และรู้เท่าทัน จะทราบดีว่าทั้งสองกลุ่มเป็นเกาเหลาทางการเมือง และไม่มีโอกาสที่จะจับมือจูบปากทางการเมืองได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญป้าย และข้อความ ผู้ที่จะได้รับอานิสงฆ์ผลบวกทางการเมืองก็คือนายสุรวุฒิ ฯ มิใช่นายสุวัจน์ ฯ อย่างแน่นอน                 นายสุรวุฒิ  เชิดชัย นายกเทศบาลนคร ฯ เปิดเผยว่า ป้ายดังกล่าว ตนเป็นผู้สั่ง เพื่อนำไปติดตั้งประชาสัมพันธ์งานเทศกาลตรุษจีนที่เทศบาลนครนครราชสีมาจะจัดขึ้นในวันที่ 13 ก.พ.นี้ โดยใช้สถานที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ( ย่าโม ) ภายใต้ชื่องาน “ มหัศจรรย์วันตรุษจีน เฮง เฮง  เฮง ”  เพื่อเป็นการสานต่อประเพณีที่ดีงาม  และวัฒนธรรมไทย – จีน  ให้คงอยู่จนถึงอนุชนรุ่นหลัง  กิจกรรมภายในงานชมการแสดงแสง  สี  เสียง  เรื่อง Flashback  The  Dragon  ตอน  เปิดตำนานมังกร  ชมการแสดงเชิดสิงโต    การแสดงเชิดมังกร  เอ็งกอ  การแสดงโชว์จากทีมสตั๊นท์  ชมภาพยนตร์กลางแปลง  การแสดงขับร้องเพลงจากชมรม  สมาคม  มูลนิธิในจังหวัดนครราชสีมา  จัดพิธีไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยะ  มหกรรมอาหารจีน  อาหารดีเมืองโคราช  ไฮไลท์ของงานมีการแจกทองคำแท้ทุกวัน นายสุวัจน์ ฯ อดีต นายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่ชาวโคราช ให้การยอมรับ ที่ผ่านมาได้ทำคุณประโยชน์ให้กับท้องถิ่นไว้มาก จึงได้เชิญชวนให้มาร่วมทำหน้าที่เป็นประธานเปิดงานร่วมกัน ไม่ได้มีเบื้องหลังทางการเมืองแต่อย่างใด สิ่งที่คณะผู้บริหารเทศบาลนคร ฯ ดำเนินการ ก็เพื่อต้องการให้ท้องถิ่น มีความสมานฉันท์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนให้ชาวโคราช ได้มีส่วนร่วม ผลประโยชน์อยู่กับพี่น้อง ประชาชน ก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามทุกเรื่อง หากมีการร้องขอ และมีโอกาส " ส่วนความเป็นไปได้ ที่ทั้งสองกลุ่มการเมือง จะจับมือทำงานร่วมกัน กลุ่มประสานมิตร ก้าวหน้า และครอบครัวเชิดชัย พร้อมเสมอ หากสิ่งที่ดำเนินการ ท้องถิ่นได้ประโยชน์ และบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า " นายกเทศบาลนคร ฯ กล่าวย้ำ                ทางด้านนายวัชรพล  โตมรศักดิ์ สส.เขต พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของป้ายดังกล่าวว่า เริ่มแรก ตนได้รับการติดต่อจาก นายอัสนี  เชิดชัย สส.ฯ พรรคเพื่อไทย ที่เคยทำงานร่วมกันในสภา อบจ.นครราชสีมา ว่าอยากจะขอพบนายสุวัจน์ ฯ แกนนำพรรค ฯ เพื่อเชิญมาทำหน้าที่เป็นประธานเปิดกิจกรรมวันตรุษจีน ซึ่งตนวิเคราะห์แล้ว มิใช่สิ่งที่เสียหาย จึงเป็นผู้ประสานให้มีการติดต่อพูดคุยกัน โดยผ่านทางนายพิมล  พิทักษ์ศิลป์ เลขานายสุรวุฒิ ฯ นายกเทศบาลนคร ฯ และมาทราบภายหลังนายสุวัจน์ ฯ ไม่ได้ติดภารกิจอะไร จึงได้รับปากจะมาร่วมงาน                นายวัชรพล ฯ หรือ สส.โต กล่าวต่ออีกว่า ต่อมานายอัสนี ฯ ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่า จะขอขึ้นป้ายที่มีรูปภาพ และข้อความ ดังกล่าว โดยอ้างได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้ว หากจะเปลี่ยนแปลงใหม่ก็จะต้องใช้เวลาพอสมควร และยังเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ จึงไม่สามารถทักท้วงได้ทัน หลังได้มีการติดตั้งป้ายแล้ว ทุกวันนี้ก็จะมีคนรู้จักมักคุ้น และชาวบ้าน โทรศัพท์มาสอบถามถึงที่มาของป้ายนับร้อยสาย ด้วยมารยาททางการเมือง แม้นนายสุวัจน์ ฯ จะไม่ได้เคืองขุ่น หรือไม่พอใจ ก็ยังตัดพ้อมาว่า ต่อไป การจะดำเนินการอะไร ขอให้ทุกคนจำไว้เป็นบทเรียนสำคัญ โดยจะต้องมีการสอบถามให้ชัดเจนมากกว่านี้      
Thursday, 04 February 2010 10:17
บรรยากาศการประชุมสภาตลอดสองปีที่ผ่านมาย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาและความรู้เห็นของคนไทยทั้งประเทศแล้วว่าเป็นสภาแห่งการโต้แย้งและทะเลาะวิวาท ไม่ปรากฏภาพ “บัณฑิต” ให้เห็นเลย             พระตถาคตเจ้าทรงตรัสว่าที่ประชุมใดที่ไม่มีบัณฑิต ที่นั่นย่อมไม่ถือว่าเป็นสภา ดังนั้นแม้จะมีชื่อเรียกตามตัวหนังสือว่าเป็นสภา แต่เมื่อไม่มีบัณฑิตอยู่ในที่ประชุม ในทางธรรมย่อมต้องถือว่าที่นั่นไม่เป็นสภา             และความจริงก็คือนอกจากไม่เป็นสภาแล้ว ยังมีสภาพไม่ต่างอะไรกับบ่อนไก่หรือเวทีมวย และถ้ากล่าวให้ถึงที่สุดบ่อนไก่หรือเวทีมวยยังดีเสียกว่า เพราะไม่มีการด่าว่า ไม่มีการทะเลาะวิวาท คงมีแต่การต่อสู้ตามกฎกติกาที่วางไว้             แต่สภาของเรานั้นลักษณะการต่อสู้เป็นแบบมวยหมู่ ไม่มีกฎ ไม่มีกติกา ไม่มีเหตุผล แม้ผู้เป็นประธานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่ตกลงกันไว้ในข้อบังคับก็ไม่สามารถกำกับการประชุมให้ถูกต้องได้และไม่มีผู้ใดเชื่อฟัง             การทะเลาะเบาะแว้ง ถึงขนาดขู่จะชักปืนมายิงกัน ไม่มีกฎ ไม่มีกติกา ไม่มีเหตุผล ไม่มีการเคารพผู้เป็นประธานหรือผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ จึงมีลักษณะที่ไม่ต่างกับฝูงสุนัขกัดกันแต่ประการใด             ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดายงบประมาณ ทั้งในส่วนที่เป็นเงินเดือน ทั้งในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่าย และยิ่งเสียดายงบประมาณที่จะจัดสรรไปสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ว่าเป็นเรื่องเสียของเสียเวลาเปล่า เพราะถ้าเป็นเรื่องของฝูงสุนัขกัดกันแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องไปสร้างรัฐสภาให้โอ่อ่าด้วยเงินจำนวนมหาศาลเช่นนั้นเลย             สภาพเช่นนี้จึงไม่ใช่ที่พึ่งที่หวังในการเป็นหลักของการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองได้             เป็นธรรมดาของฝูงสุนัข ย่อมไม่สามารถก่อสร้างพระเจดีย์ได้ มีแต่จะขี้เยี่ยวให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนเหม็นคาวฉาวโฉ่แค่นั้นเอง สภาพอย่างนี้จะมีหรือไม่มี ล้วนแล้วแต่ไร้ความหมาย             ขณะนี้ถึงกาลสมัยเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปแล้ว เป็นโอกาสที่ฝ่ายค้านจะสามารถยื่นอภิปรายทั่วไปเพื่อขับไล่รัฐบาลได้ และขับไล่กันได้ง่าย ๆ โดยจะมีการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาพร้อมกับการอภิปรายทั่วไปนั้นด้วย             ถ้ารัฐบาลแพ้เสียงในสภา รัฐบาลก็เป็นอันล้มครืนลงไป และคนที่ได้รับการเสนอชื่อในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็จะได้รับการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป             ในสถานการณ์เช่นนั้น จึงบังเกิดการเคลื่อนไหวของอสูรกายทางการเมืองขึ้น ดังที่มีข่าวแพลม ๆ ออกมาให้เห็นว่าอสูรกายทางการเมืองบางตนได้ไปรับงานจากอสูรกายด้วยกันเพื่อมาสลายพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าด้วยการถอนตัวหรือด้วยการทรยศหักหลังก็ตามที             แค่การรับงานมาทำให้คนหักหลังกัน หรือเบี้ยวกันก็ต้องถือว่าเป็นงานที่ชั่วช้าสารเลว ไม่ใช่งานสร้างสรรค์หรือที่จะบังเกิดคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนเลย             อสูรกายบางตนถูกขับพ้นออกจากวงการเมืองไปแล้ว เพราะประพฤติชั่ว ทำลายการปกครองของบ้านเมือง จนศาลรัฐธรรมนูญต้องระบุในคำพิพากษาว่าเป็นภัยต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพียงนี้แล้วก็ควรจะหดหัวหดหางซุกรูไปจนกว่าจะหมดเวลาที่ศาลท่านกำหนดไว้             แต่อสูรกายนั้นกลับไม่สำนึกในบาปบุญคุณโทษ ไม่คิดถึงบาปกรรม กลับก่อกรรมทำเข็ญให้บ้านเมืองซ้ำเติมจากที่เป็นวิกฤตใกล้กลียุคให้รุนแรงขึ้นอีก             เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทรยศหักหลังพรรคประชาธิปัตย์ แล้วทำให้รัฐบาลนี้ล้มลง โดยตัวเองและพวกพ้องได้รับผลประโยชน์ แต่ต้องสังเวยด้วยความพินาศฉิบหายของสถาบันทั้งหลายของชาติ             สภาพเช่นนี้จึงเป็นสภาพที่ประหนึ่งว่าประเทศไทยได้เดินทางมาถึงทางสามแพร่ง เป็นจุดสำคัญที่ผู้คนในบ้านเมืองจะต้องทำความเข้าใจและใคร่ครวญถึงทางไปให้ดีว่าจะไปทางไหนกัน             แพร่งแรก ก็คือพรรคร่วมรัฐบาลยังสามารถฮั้วตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงกันต่อไปได้ แม้ว่าจะมีความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาถึงขั้นแทบไม่เผาผีกันแล้ว ซึ่งถ้าหากเป็นไปในทางสายนี้ ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าค่าตอบแทนในการร่วมหอลงโรงกันต่อไปนั้นก็คือผลประโยชน์แห่งชาติที่จะต้องจ่ายในจำนวนที่สูงที่สุด และลือลั่นที่สุดด้วย และในที่สุดผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ทั้งปวงก็คงยอมทนต่อไปไม่ได้อยู่ดี             แพร่งที่สอง ซึ่งเป็นที่จับจ้องกันอยู่ในขณะนี้ว่าจะมีการยุบสภา เพราะการที่พรรคประชาธิปัตย์ลงมติข้างมากไม่เข้าร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็คือการทิ้งทวนหรือการเกหมดหน้าตักว่าเป็นไรก็เป็นกัน จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่าจะมีการยุบสภา ทางสายนี้ตัดทิ้งไปได้ เพราะมีหรือที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์จะไม่รู้ว่ายามที่เปิดสมัยประชุมรัฐสภานั้น ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเมื่อใดก็ยุบสภาไม่ได้เมื่อนั้น ดังนั้นการเดินหน้าเผชิญกับความขัดแย้งโดยไม่แยแสว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ดำรงภาพพจน์ที่งดงามไว้ ก็คือท่าทีที่ไม่กลัวการยุบสภา และไม่มีการยุบสภานั่นเอง             ไม่สังเกตกันบ้างหรือว่าแม้จะเกิดความขัดแย้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญถึงเพียงนี้แล้ว ฝ่ายค้านก็ยังไม่กล้ายื่นญัตติไม่ไว้วางใจเพื่อตรึงกางเขนป้องกันไม่ให้รัฐบาลยุบสภา             ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มังกรการเมือง ผู้มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ และจมูกสุดแสนจะไว ได้กล่าวไว้อย่างแหลมคมว่ารัฐบาลจะอยู่ไปได้อีก 20 เดือน พูดง่ายๆ ก็คืออยู่ไปจนครบวาระนั่นแหละ นี่อะไรกัน             เป็นการอ่านหมากการเมืองขาดสะบั้นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับพรจากสวรรค์ให้มีอายุขัยเท่ากับอายุของสภา เพื่อแก้ไขบรรเทาปัญหาของบ้านเมือง             อายุขัยแห่งอำนาจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คืออายุขัยของรัฐสภาชุดนี้ นี่คือสิ่งที่ฟันธงตามคำกล่าวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไว้ได้เลย             เพราะเหตุนั้น ฝ่ายค้านจึงยังละล้าละลัง พะว้าพะวังในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถึงจะยื่นก็คงไม่มีใครทรยศหักหลังหรือถอนตัว             เพราะนั่นคือการบั่นทอนอายุขัยของสภา และนำชีวิตชีวาเข้าไปเสี่ยงในสิ่งที่มองไม่เห็น             ดังนั้นแม้จะมีการวิ่งเต้นกันคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นระดับพลเอก หรือระดับคุณหญิง หรือระดับนักการเมืองมือเก๋าหรือมือเก๊า และไม่ว่าจะมีการเสนอผลประโยชน์และตำแหน่งประการใด ก็ไม่มีพรรคร่วมคนไหนกล้าถอนตัว             วันนี้กล่าวได้แล้วว่าแผนการทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทรยศหักหลังกันและถอนตัวนั้น ล้มเหลวไปไม่เป็นท่าแล้ว ใครที่รับงานนี้มาจะหน้าหงิก หน้าหงาย หน้างอประการใด หรือจะหลบลี้หนีหน้าประการใด ก็สังเกตกันเอาเองเถิด             แพร่งที่สาม คือแพร่งที่จะไปสู่การรัฐประหาร ตามชะตากรรมของบ้านเมืองที่มีการวางลัคนาให้ดาวพระอังคารเป็นศูนย์พาหะนำหน้าลัคนาในดวงเมือง             ดังนั้นไม่ว่าหน้าไหนหากกล่าวว่าไม่มีรัฐประหารก็เป็นคำกล่าวที่โง่ที่สุด หรือไม่ก็เป็นคำกล่าวที่เชื่อถือไม่ได้             เพราะคำพูดของผู้มีอำนาจที่เชื่อถือไม่ได้และห้ามมิให้เชื่อถือนั้นมีอยู่ 3 เรื่อง คือเรื่องประกาศสงคราม เรื่องลดค่าเงิน และเรื่องการรัฐประหาร ไม่ว่าพูดว่ามีหรือไม่มี ทำหรือไม่ทำ เป็นเรื่องต้องห้ามมิให้รับฟังเชื่อถือทั้งสิ้น             แต่ขณะเดียวกัน ใครคิดทำการรัฐประหารก็โง่เต็มที ที่ว่าโง่นี้ไม่ใช่เพราะจะไปเข้าทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ประการใด เพราะในวันนี้ไม่มีทางสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงมีแต่ “ท่า” คือหากไม่ใช่ท่าอากาศยานก็ต้องเป็นท่าเรือเท่านั้น             การรัฐประหารนั้นคือการใช้แสนยานุภาพหรือกำลังทางทหารเข้าจัดการแก้ไขปัญหาอำนาจรัฐ ซึ่งเมื่อกล่าวถึงที่สุดแล้วก็เป็นแค่วิธีหนึ่งในหลาย ๆ วิธีที่มีอยู่เท่านั้น             การใช้วิธีรัฐประหาร บางครั้งก็ได้ผลดี บางครั้งก็ไม่ได้ผลดี การได้ผลดีหรือไม่ดีไม่ได้อยู่ที่วิธี แต่อยู่ที่คนปฏิบัติ อุปมาดั่งคนใช้สิ่วใช้ขวาน หากเป็นคนมีฝีมือก็สามารถประดิษฐ์สิ่งสร้างสรรค์สวยงามเป็นงานศิลป์ชั้นสูงได้ แต่หากไร้ฝีมือ แค่ทำไม้ตีหมาก็ยังหาความงดงามแม้แต่น้อยไม่ได้             ผู้มีปัญญาย่อมสามารถเลือกสรรวิธีและใช้วิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในทางที่จะเป็นผลดีแก่บ้านเมืองและประชาชนได้             มีคำคมของหลักวิชากระบี่ว่า อันเซียนกระบี่นั้น แม้ในมือถือกิ่งไม้ใบหญ้าก็สามารถเปล่งอานุภาพประดุจเป็นกระบี่วิเศษได้ แต่สำหรับมือกระบี่ชั้นกระจอกงอกง่อย ขี้ขลาด ตาขาว โลภโมโทสัน ต่อให้ถือกระบี่วิเศษก็กลับไร้คุณค่า ประหนึ่งถือกิ่งไม้ใบหญ้าเท่านั้นเอง             ประเทศไทยในสถานการณ์ที่มาถึงทางสามแพร่งนี้ จะไปกันทางไหน จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องติดตามจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตและอนาคตของประเทศและประชาชน รวมทั้งคนไทยทุกคนด้วย.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 01 February 2010 10:58
สัปดาห์ที่แล้วมาจนถึงสัปดาห์นี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่นกันอย่างคึกคัก และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ไปตามความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์บวกลบของแต่ละคน แต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นความรู้สึกในภาพรวมของสังคมว่าไม่ยินยอมให้ประเทศไทยมีรัฐบาลพลัดถิ่น             ดังนั้นใครที่หูไม่หนวก ตาไม่บอด และยังมีสติสัมปชัญญะดี ไม่มีอาการวิปริตวิปลาส ก็ย่อมฟัง ย่อมเข้าใจ และย่อมรู้ได้กระจ่างใจ             เรื่องรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นมาโด่งดังขึ้นมาก็เพราะคำพูดคำจาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนดังแห่งยุคสมัย ที่ถ้าหากเป็นสินค้าแล้วปะยี่ห้อนี้ก็เป็นอันว่าได้รับความสนใจแน่ คือได้รับความสนใจทั้งทางบวกและทางลบ ชนิดที่น่าทึ่งทีเดียว             อยู่ดีไม่ว่าดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้วิดีโอลิ้งค์เข้ามาพูดกับคนเสื้อแดง ซึ่งไปตากลมหนาวลม ๆ แล้ง ๆ อยู่ที่เขายายเที่ยง ว่าถ้าทหารปฏิวัติก็พร้อมจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น             ทำให้เกิดเสียงวี๊ดว๊ายกระตู้ฮู้เฮฮาปาร์ตี้กันอย่างครื้นเครง ในท่ามกลางหมู่คนเสื้อแดง โดยที่หารู้ไม่ว่ายังพอมีบุญหลงเหลืออยู่บ้างที่มีถ้อยคำบางคำกำกับไว้ หาไม่แล้วก็จะกลายเป็นกบฎต่อราชอาณาจักรไทยไปแล้ว             ที่รอดตัวไปก็เพราะมีคำว่า ถ้าทหารปฏิวัติ กำกับอยู่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่แน่นอน ทำให้ถ้อยคำที่ว่าพร้อมจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นเรื่องไม่แน่นอน ไม่ถึงขั้นเป็นความพยายามกระทำความผิด จึงเอาผิดอะไรไม่ได้             เพราะความผิดฐานกบฎต่อราชอาณาจักรนั้นเพียงแค่ขั้นพยายามกระทำความผิด หรือเตรียมการที่จะกระทำความผิดก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว และเป็นความผิดมีโทษฉกรรจ์นักหนาถึงขั้นประหารชีวิต             ถ้าเป็นสมัยก่อน การกบฎนั้นมีโทษประหารถึง 7 ชั่วโคตร คือนอกจากตัวผู้กระทำความผิดต้องถูกประหารชีวิตแล้ว ยังไล่ขึ้นบนไปอีก 3 ชั่วโคตร คือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงชวดหรือทวด และไล่ลงล่างอีก 3 ชั่วโคตร คือลูก หลาน เหลน รวมเป็น 7 ชั่วโคตร และต้องริบทรัพย์สินเป็นราชบาทด้วย             แม้ในปัจจุบันนี้หากใครต้องข้อหากบฎต่อราชอาณาจักรแล้ว อย่าคิดว่าความผิดจะติดอยู่แค่ตัวเอง มันยังส่งผลกระทบกระเทือนไปกว้างขวางนัก ให้ดูอาการที่โยนก้อนหินลงไปในสระแล้วเกิดแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างอย่างไร การเป็นกบฏต่อราชอาณาจักรก็มีผลกระทบกระเทือนอย่างนั้น             และถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้น แรงกระเพื่อมผลกระทบก็ยิ่งหนักหน่วงรุนแรงด้วย จะรุนแรงไปถึงไหน กระทบไปถึงไหน อย่างไร ก็ลองนึกคิดกันเอาเอง หรือแม้นหากจะสงสัยก็ไต่ถามพวกหัวหมอคอทนายก็ได้             เอาเป็นว่าเรื่องตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนั้นมาดังฮือฮาขึ้นก็เพราะคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ยังไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานกบฎต่อราชอาณาจักร เพราะมีเงื่อนไขที่ไม่แน่นอนกำกับไว้ จึงรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด พวกสานุศิษย์ทั้งหลายจึงควรที่จะได้คิดตั้งสติกันไว้ให้จงดี             ดังนั้นเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่น ณ เวลานี้จึงเป็นแค่คำพูดเอามันส์ โดยแฝงเงื่อนไขที่ไม่นอนและไม่จริงจังอะไรเอาไว้ด้วย ยังถือเป็นแก่นสารอะไรไม่ได้             และถ้าจะให้ฟันธงกันในวันนี้ ก็ฟันธงได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่มีวันตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นไม่ได้             เหตุผลเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดก็คือ ถ้าจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นก็คงตั้งเสียตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันยึดอำนาจโน่นแล้ว แต่ที่ไม่ตั้งกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ก็เพราะไม่มีเจตนาที่จะตั้งนั่นเอง และถึงวันนี้ก็ไม่มีเงื่อนไขใดที่จะตั้งได้             เรามาทำความเข้าใจกันถึงเรื่องรัฐบาลพลัดถิ่นกันสักหน่อยหนึ่ง เพื่อที่จะได้เกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง เรื่องไหนเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเพ้อฝัน หรือว่าเป็นเรื่องพูดกันเอามันส์สนุกปาก             อันรัฐบาลพลัดถิ่นนั้น ชาวโลกรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีตั้งแต่กรณีที่มีมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันเนื่องจากกองทัพของฝ่ายอักษะเข้ายึดครองประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ทำให้รัฐบาลของประเทศนั้น ๆ ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองในประเทศของตนเองได้             ต้องหลบหนีออกไปตั้งหน่วยบริหารอยู่ในต่างแดน จึงเป็นที่มาและจึงได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น             ในระยะใกล้ ๆ มานี้ก็มีกรณีรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในตะวันออกกลาง เมื่อครั้งที่กองทัพอิรักกรีฑาทัพเข้าไปยึดครองประเทศคูเวต เป็นเหตุให้รัฐบาลของคูเวตไม่สามารถบริหารบ้านเมืองในประเทศของตนได้ ต้องเคลื่อนย้ายไปตั้งหลักปักฐานอยู่ในอังกฤษ             และได้ใช้สำนักงานลงทุนแห่งชาติคูเวตซึ่งมีที่ทำการอยู่ในอังกฤษเป็นที่ทำการของรัฐบาลพลัดถิ่น ทำการต่อสู้กับกองทัพอิรัก จนในที่สุดเมื่ออิรักต้องถอนทัพกลับ รัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจึงได้กลับมาบริหารบ้านเมืองดังแต่ก่อน             เพราะเหตุนี้ความเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นจะมีขึ้นได้ก็ต้องอาศัยเงื่อนไขข้อแรก คือ ต้องมีฐานะเป็นรัฐบาลอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย ขาดตอน แต่รัฐบาลนั้นไม่สามารถบริหารบ้านเมืองในดินแดนของประเทศตนได้ ต้องอพยพไปตั้งหลักปักฐานบริหารอยู่ในต่างแดน             แล้วถามว่าในวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีฐานะเป็นรัฐบาลหรือไม่? ก็ตอบได้ว่าไม่มีฐานะเป็นรัฐบาล โดยความเป็นนายกรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 แล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ได้ยอมรับฐานะที่ถูกยึดอำนาจและพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ความเป็นนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา             การเดินทางเข้ามาประเทศไทยในยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็คือการยอมรับฐานะแค่พลเมืองของประเทศไทยที่ไม่มีฐานะตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารัฐบาลอย่างชัดเจนที่สุด             ดังนั้นถึงแม้ตัวจะอยู่ในต่างประเทศ แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีเงื่อนไขอันใดที่จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้             ในประการถัดมา ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งไม่ว่าในสถานการณ์ไหน พระมหากษัตริย์ก็ทรงดำรงฐานะประมุขแห่งรัฐ             รัฐบาลทั้งหลายล้วนเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดขึ้นโดยพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีประกอบขึ้นเป็นคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล             ไม่มีใครตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้นอกจากที่เห็นในลิเก หรืออาการประหลาด ๆ ของคนวิปริตหรือคนบ้าบางคน ที่เที่ยวเรียกตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ตามข้างฟุตบาธ             ดังนั้นในวันนี้จึงไม่มีทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะตั้งตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้เลย             เมื่อไม่มีทางที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงจะอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่มีฐานะเป็นรัฐบาล และเมื่อไม่มีฐานะเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นได้             ในประการถัดมาอีก ต่อให้เป็นรัฐบาลอยู่แล้ว การจะเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นได้นั้นไม่ใช่นึกเอาเอง หรือตั้งตนเอาเองได้ แต่ต้องมีประเทศหรือดินแดนที่จะไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทำการบริหารบ้านเมืองได้             วันนี้ยังไม่มีประเทศไหนที่ประกาศยินยอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แม้ประเทศเขมรหรือสวาซิแลนด์ก็ไม่เคยแถลงหรือประกาศในลักษณะนั้น มีแต่ถูกอ้างข้างเดียว             สภาพอย่างนี้จึงยังเทียบไม่ได้กับอดีตนายพลโบเมียะหรือเจ้ายอดศึกที่ประกาศตนเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นต่อสู้กับรัฐบาลพม่าเลย             ในประการที่สำคัญที่สุดคือ การจะเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นได้นั้น นอกจากจะต้องมีฐานะเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่บริหารบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง และมีรัฐหรือดินแดนที่จะไปตั้งหลักปักฐานบริหารบ้านเมืองแล้ว ยังต้องมีกองทัพของตนเอง และยังต้องได้รับการรับรองจากประชาคมโลกหรือแม้แต่องค์การสหประชาชาติด้วย             และในวันนี้ก็ไม่มีสถานะเช่นนั้นดำรงอยู่ ขืนไปยืนประกาศอยู่กลางทุ่งหรือตามชายแดนว่าเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น ก็มีแต่จะถูกแสนยานุภาพของกองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและของประชาชนเข้าบดขยี้จนไม่เหลือซากเท่านั้นเอง. หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 29 January 2010 10:42
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 7 of 11