Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
             ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เกิดมาจาก “บุคลากร”หลายคน ไม่ได้ตั้งใจลงมาแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่ลงมาเพื่อต้องการเลื่อนตำแหน่ง เมื่อได้สมใจแล้วก็ลาจากไป            อีกส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เกิดมาจาก “เครื่องไม้เครื่องมือ” ที่ไม่ทันสมัย หรือทันสมัยก็มีการ “คอรัปชั่น” กัน กินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ทำให้ประชาชนต้องสังเวยชีวิตไปกับเรื่องนี้จำนวนมาก            เครื่องตรวจวัตถุระเบิดที่ชื่อว่า จีที 200 ก็เช่นกัน งานนี้ต้องเรียกว่า “ตุ๋นกันทั้งโลก” เมื่อรัฐบาลอังกฤษเมืองผู้ดีสั่งยกเลิกไม่ให้มีการจัดจำหน่ายเครื่องมือชุดนี้กันแล้ว เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบวัตถุระเบิดได้จริง ประเทศไทยเองได้สั่งเรื่องนี้มาเป็นจำนวนมากเช่นกัน ภารกิจหลักเลยนั้น เป็นการตรวจสอบการลอบวางระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้            ก่อนหน้านี้เคยถูกครหาว่า “ไม่มีประสิทธิภาพ” ในการตรวจหาวัตถุระเบิดเหมือนกัน            บางคนเชื่อว่าไม่มีประสิทธิภาพจริง ตั้งแต่ “ชาวบ้าน”ธรรมดา หลายคนไม่เชื่อว่า “จีที 200” นั้นสามารถตรวจหาระเบิดได้ เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้หลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะระเบิดกลางตลาดจังหวัดยะลา เมื่อชาวบ้านแจ้งไปยังทหารให้ลงมาตรวจรถต้องสงสัยว่า มีระเบิดซุกซ่อนอยู่หรือไม่            เจ้าหน้าที่ทหารหิ้วเครื่อง จีที 200 ติดมือมาตรวจสอบอย่างแข็งขันแล้วรายงานผลออกมาว่า “ไม่พบวัตถุระเบิด”            แต่พอหันหลังกลับไปได้ไม่กี่อึดใจ ระเบิดก็ดังสนั่นกลางตลาด มีผู้บาดเจ็บล้มตายหลายคน            ความน่าเชื่อถือสำหรับเครื่อง จีที 200 ในสายตาชาวบ้านกลายเป็นเรื่องติดลบทันที             นอกจากนี้ ข้าราชการฝ่ายปกครองอย่างนายอำเภอสุไหง-โกลก ยังมีความรู้สึกเดียวกับชาวบ้านเหมือนกัน                      นายสมเกียรติ สุวรรณนิมิตร นายอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เคยบอกว่า เหตุการณ์คาร์บอมกลางสี่แยกใกล้โรงแรมเมอลิน เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็นกรณีศึกษาใหม่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานทุกภาคส่วน ต้องทบทวน เนื่องจากด้วยระบบการเฝ้าระวังของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเปรียบเป็นหัวใจสำคัญของการมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวบุคคลนั้น ถือว่าได้รับความร่วมมือที่ดีเยี่ยม ก่อนเกิดเหตุชาวบ้านได้แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับรถต้องสงสัย            “หลังตรวจสอบไม่นาน ไม่มีใครคาดคิดว่า เครื่องมือที่นำมาตรวจสอบนั้น จะมีปัญหาทางเทคนิคขึ้น จึงตรวจไม่พบสิ่งปกติ ทำให้ชาวบ้านทยอยออกมาใช้ชีวิตตามปกติ หลังจากนั้นระเบิดก็ทำงาน”                       นายอำเภอท่านเดิมบอกอีกว่า ประชาชนเป็นหัวใจของทรัพยากรคน ที่มีส่วนสำคัญในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ความไม่สงบ ขณะที่เครื่องจีที 200 เป็นหัวใจด้านเทคนิคของเครื่องมือในการตรวจตรา และเฝ้าระวังเหตุความไม่สงบ ดังนั้น เมื่อเครื่องมือผิดปกติต้องเร่งทบทวนกัน                      ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งยังเชื่อว่า “จีที 200” ยังใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ “หมอผ่าศพ”อย่าง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.นิติวิทยาศาสตร์ ที่บอกว่านำทดลองแล้ว “เชื่อถือได้ว่า มีประสิทธิภาพ”                      ทำให้ทางกองทัพภาค 4 เชื่อว่า “จีที 200” ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น เชื่อว่าเกิดจากตัวทหารที่นำไปใช้เอง เนื่องจากร่างกายไม่พร้อม จึงทำให้เครื่องไม่ตอบสนองในการตรวจหาวัตถุระเบิดนั่นเอง                      เมื่อรัฐบาลอังกฤษสั่งงดจำหน่ายในเรื่องนี้แล้ว ฝ่ายไทยยังจะดันทุลังต่อไปอีกหรือไม่ หรือว่าจะฟ้องร้องเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ต้องติดตามกันที่มา : www.chaoprayanews.com  
Tuesday, 26 January 2010 10:41
          วานนี้ (25 ม.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการ ศาลปกครองกลาง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่             ในโอกาสนี้ นายสุชาติ เวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ด้วย             ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่ตุลาการศาลที่เข้าร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนี้            “ในการปฏิญาณนั้นคนรักษา  คือคนที่ต้องตัดสินอะไรที่ควรไม่ควร ที่ดี ไม่ดี   ท่านที่ปฏิญาณมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ท่านต้องจัดการปัญหาในการปกครองของประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และท่านมีอำนาจที่จะตัดสิน ที่จะพิพากษา ซึ่งหมายความว่าท่านจะต้องชี้แจงว่าอะไรควร อะไรไม่ควร  เป็นงานที่ท่านต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ และมีความซื่อสัตย์สุจริต  เพื่อให้ประเทศชาติมีความเป็นธรรม            ความเป็นธรรมนี้ก็หมายความว่า  ทำอะไรที่เป็นจริง ที่เรียบร้อย ที่จะทำให้ผู้ได้มีความอยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นงานของท่านก็มีความสำคัญไม่น้อย การพิพากษาเป็นงานของผู้เป็นสมาชิกของศาล จะต้องพิพากษาเพื่อความเป็นธรรม  หมายความว่าเป็นอะไรที่เรียบร้อยที่ถูกต้อง ที่ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างดำเนินได้ด้วยดี   เพราะฉะนั้นท่านต้องมีหน้าที่สำคัญ และจะต้องทำตามคำพิพากษา  คำปฏิญาณที่ท่านได้กล่าวในหน้าที่ของท่านต้องจำว่าท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะทำ ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม   อะไรที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ใช่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่าง  การมีความคิดแตกต่างก็มีการตัดสินคดี  เพราะการมีคดี  คือเป็นเรื่องของคนที่มีความคิดแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านต้องมาพิจารณาว่า อะไรที่มีความคิดแตกต่างกัน และให้เห็นว่าอะไรที่ควรจะทำ ที่เป็นกลาง ที่เป็นความจริง  ที่เป็นความยุติธรรม ความยุติธรรมนี้หมายความว่า คน มีติ ใน ธรรม ตัดสินว่าอะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม  บางเรื่องตัดสินไม่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความคิดของตัว ถ้าใครมีทิฐิในทางของตัว  ความยุติธรรมแท้จริงไม่ง่าย  เพราะแต่ละคนมีความดีหรือที่เรียกว่ายุติธรรมแก่ตัว  แท้จริงความยุติธรรมนั้นไม่ได้มีอันหนึ่งอันเดียว  มีหลาย แล้วแต่ความต้องการ มีของแต่ละคน แต่ความต้องการของแต่ละคนต้องต่างกัน แต่ท่านจะต้องอยู่ตรงกลาง  บางทีท่านอาจถูกว่าถูกกล่าวว่าเป็นคนที่ไม่ดี  เพราะว่า ไปตัดสินในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของอีกฝ่าย แต่ถ้าเราอยู่ตรงกลาง อันนี้คือข้อสำคัญของคนที่ทำหน้าที่รักษาความยุติธรรม ต้องเป็นกลาง ความเป็นกลางนี้ยากมาก เพราะว่าต้องมีความที่เป็นกลางนั้นเอง  ท่านต้องไม่ลืมความเป็นกลาง  ไม่ลืมความยุติธรรม            ถ้าท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่ของท่าน แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เท่ากับท่านทรยศต่อความยุติธรรม   การทรยศ  ไม่มีใครอยากจะทำ ท่านอาจถูกมองทำ เป็นความไม่ดี เป็นความน่าเกลียด ฉะนั้นก็ต้องพิจารณาว่า  ท่านปฏิญาณว่าจะรักษาความยุติธรรม ก็ต้องทราบว่า ความยุติธรรมนั้นเป็นอย่างไร  แต่ละคดีก็มีความยุติธรรมของคดีนั้น ซึ่งถ้าท่านพิจารณา แล้วควรคิดว่าอะไรที่ยุติธรรม อะไรที่เป็นกลาง ท่านก็จะชนะในความจริง  ฉะนั้นท่านต้องรักษาความยุติธรรมนี้และปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ เหนียวแน่น  แต่ถ้าท่านไม่มีความกล้าหาญ ไม่ว่าจะประการใดก็ตาม  จะเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรมในตัวท่าน หรือมีความโง่เขลา ควรทำด้วยความฉลาดและทำให้เป็นกลางแท้ๆ   อย่างนี้ท่านก็จะได้ทำตามหน้าที่ที่ท่านได้เป็นผู้พิพากษาให้ศาล ขอให้ท่านพิจารณาให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ได้พิจารณา ตามที่ท่านได้ประสาทวิชาของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ตั้งใจปฏิญาณ ต้องให้ทำตรงๆ จะเป็นทางที่ได้ทำหน้าที่แท้จริงของท่าน ก็ขอให้ท่านปฏิบัติงานของท่านต่อไป ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความฉลาด ด้วยความสามารถที่จะรักษาความยุติธรรม ก็ ขอให้ท่านมีความสำเร็จในกางานการตลอดที่ท่านทำงานและทุกเวลา ทุกเมื่อ จนกระทั่งจะสิ้นชีวิต ต้องรักษาความยุติธรรม ก็ ขอให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นการดีของแต่ละท่านและเป็นการดีของประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติมีความสงบสุขได้ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำเร็จ  ตลอดไป อดทนในหน้าที่ของท่าน ทุกเมื่อจะต้องมีความยุติธรรมอยู่ในตัว ก็ขอให้ความยุติธรรมนี้นำท่านสู่ความสำเร็จ”ที่มา : www.chaoprayanews.com  
Tuesday, 26 January 2010 10:27
รัฐสภาได้เปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปประจำปี 2553 แล้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 ด้วยบรรยากาศที่ห่างไกลจากความเป็นสภาของบัณฑิตอย่างลิบลับ เพราะบรรยากาศเคยเป็นมาอย่างไร ก็คงเป็นไปอย่างนั้น             เมื่อสภาเปิดแล้ว การขับเคลื่อนทางการเมืองในสภาก็ย่อมตามมาเป็นธรรมดา             และเรื่องใหญ่ใจความในช่วงนี้ก็เห็นจะมีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องหนึ่ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกเรื่องหนึ่ง             เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นเรื่องที่ต้องกระทำโดยสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะ ซึ่งในขณะนี้เท่าที่ปรากฏข่าวก็พอสรุปได้ว่าฝ่ายค้านยังจ้องมองหาเวลาที่เหมาะสมอยู่ว่าจะยื่นเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อใด โดยได้กำหนดตัวบุคคลที่จะไม่ไว้วางใจไว้แล้ว 2 คน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ             แต่ยังมีการขู่ประปรายว่ายังมีมากกว่านี้ พร้อมทั้งได้เผยชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคมออกมาด้วย เป็นทีท่าทำให้นักสังเกตการณ์ทางการเมืองได้แต่อมยิ้มว่าลีลาการแย้มชื่อแบบนี้อาจเป็นลีลาตีกินทางการเมืองแบบเก่า             เพราะเมื่อใครเอาอกเอาใจหรือเจรจาต้าอ่วยกันแล้ว ในที่สุด 2 คนนี้ก็คงไม่มีชื่อถูกอภิปราย แต่คนที่จะต้องยืนแป้นเป็นเป้าให้โขกสับนั้นก็คง 2 คนที่ว่านั่นแหละคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ             แต่คอยดูไปเถิด ถึงจะตีฆ้องร้องป่าวประการใด ในที่สุดแล้วเกียรติภูมิของคนอภิปรายกับคนที่ถูกอภิปรายและเรื่องราวที่ผ่านมาก็คงจะให้คำตอบแก่บรรดาคอการเมืองและผู้ติดตามได้ว่าใครกันแน่ที่จะหงายท้องในสภา             เพราะทุกวันนี้บรรดาคอการเมืองหรือผู้สังเกตการณ์นั้นเขาไม่ได้สนใจไยดีกับท่าทีอันธพาลหรือคำพูดก้าวร้าวตีสำนวนแต่ประการใด กลับเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนต่างต้องการรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรกันแน่             ก็คอยดูกันก็แล้วกันว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่จะเป็นฝ่ายถูกตอกหน้าจนหงายท้องในสภา             ส่วนอีกเรื่องหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและกำลังขับเคลื่อนกันอยู่อย่างเต็มกำลังก็คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ             การแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้มีลักษณาการที่แปลกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะไม่ได้เริ่มโดยฝ่ายรัฐบาล และไม่ได้เริ่มโดยหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาในปัจจุบันนี้ แต่เป็นเรื่องของภูตผีปีศาจนอกสภาที่เคลื่อนไหวกันตัวเป็นเกลียว             ก็เป็นที่รู้กันแล้วในขณะนี้ว่าคนที่ริเริ่มขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้คือมังกรเติ้งเมืองสุพรรณ ผู้ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี และไม่ได้มีตำแหน่งบริหารอยู่ในพรรคการเมือง             แต่ลีลาท่วงท่าที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่านี่แหละเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงที่ร่วมรัฐบาลอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็มาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ โดยเชิญนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งก็มีท่วงท่าปรากฏให้เห็นว่าเป็นเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงอีกพรรคหนึ่งมาปรึกษาหารือกัน             แล้วก็เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรค ได้ตกลงกันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตรา นั่นคือมาตราที่ว่าด้วยเขตเลือกตั้งที่จะเปลี่ยนจากเขตใหญ่เป็นเขตเล็กเบอร์เดียว หรือเขตเดียว คนเดียว และอีกเรื่องหนึ่งคือการให้สิทธิ ส.ส. ที่จะไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งการล้วงลูกแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและงบประมาณได้อีกด้วย             รวมความว่าที่จะแก้ไขกันนั้นไม่มีเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเลย แต่เป็นเรื่องประโยชน์ของนักการเมือง เป็นเรื่องของการชงเอง กินเอง หรือที่เรียกกันในสมัยนี้ว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องว่าทำไม่ได้             ถัดมานายบรรหาร ศิลปอาชา ก็เชิญตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งไปปรึกษาหารือในเรื่องเดียวกันอีก แล้วก็แถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าตกลงกันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 เรื่องที่ว่านั้น             จึงเป็นอันว่าตามถ้อยแถลงของนักการเมืองนอกสภา แต่ก็รู้กันว่าเป็นเจ้าของพรรคตัวจริงถึง 3 พรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ ได้ตกลงกันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 เรื่อง             เมื่อเรื่องนี้มีการยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำในรัฐบาลก็แสดงท่าทีว่าเรื่องนี้ไม่ทำให้รัฐบาลล้มเพราะไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของพรรคการเมือง             ก็ต้องประกาศให้คนทั้งหลาย รวมทั้ง กกต. ได้รับรู้โดยทั่วกันว่าขณะนี้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งบางคน ได้เข้ามาครอบงำแทรกแซงบงการพรรคการเมือง และพรรคการเมืองบางพรรคก็ยอมให้คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นเข้ามาครอบงำบงการเสมือนหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรค             การกระทำอย่างนี้มีผู้ไปร้องต่อ กกต. อยู่แล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าและทำให้ปัญหาผีห่าซาตานไม่จบไม่สิ้น และกลายเป็นปัญหาเรื้อรังทางการเมืองอยู่จนถึงวันนี้ และคงจะมีปัญหาต่อไปจนกว่าจะพินาศฉิบหายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน             การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังจากที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่งไปเสวนาดื่มกินกับนายบรรหาร ศิลปอาชา แล้ว แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวเพราะมีการตกลงกันประการใดหรือไม่ย่อมยากที่ใครจะรู้ได้             แต่ก็สอดคล้องกับคำเล่าข่าวลือในวงการเมืองที่ว่า ในวันนี้แนวรบที่จะล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในสภานั้นเป็นอีกแนวรบหนึ่งที่จะละวางสายตาไม่ได้เป็นอันขาด             ความจริงนายบรรหาร ศิลปอาชา นั้นอายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว ทรัพย์สมบัติพัสถานก็มีมากนักหนา ทั้งเคยถูกยึดทรัพย์โดยคณะรัฐประหารมาแล้ว และเคยประสบกับเหตุการณ์ที่ประชาชนต่อต้านถึงขนาดแยกพรรคมาร พรรคเทพ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมาแล้ว             แต่เหตุการณ์เหล่านั้นดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นที่พึ่งที่หวังทางการเมืองของคนไทยเลย เพราะการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ นอกจากการแสดงท่าทีทางการเมืองที่สวนทางกับพรรคแกนในรัฐบาลแล้ว ยังเป็นการแสดงท่าทีที่ไม่แยแสสนใจต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเลย             ไม่คำนึงหรือไม่แยแสว่าใครจะรู้สึกหรือเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการรับลูกทางการเมืองของใครบางคนมาล้มรัฐบาล ทำตัวเป็นอีกแนวรบหนึ่งที่จะล้มรัฐบาลในสภา             ดังนั้นหากบุญกรรมมีจริงแล้ว วิบากกรรมครั้งนี้ก็ย่อมบังเกิดแก่นายบรรหาร ศิลปอาชา ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นคือถ้าเป็นกุศลกรรมก็ย่อมได้รับวิบากกรรมอันเป็นกุศลครั้งใหญ่ แต่ถ้าเป็นอกุศลกรรมก็ย่อมได้รับวิบากกรรมเป็นอกุศลครั้งใหญ่ด้วย             เมื่อลีลาท่าทีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เคลื่อนไหวเปิดการประชุมและได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนในวันที่ 22 มกราคม 2553 เป็นอย่างเดียวกับที่เคยแสดงท่าทีมาแล้วว่าถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะจัดการชุมนุมประท้วงจนถึงที่สุด             เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสุจริต พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการเปิดช่องที่จะมีการแปรญัตติแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีกในมาตราอื่น ๆ หรือหยิบยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ลิ่วล้อบริวาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นคาสภาไว้ มารวมพิจารณาด้วย             จึงเป็นที่มาของความกังขาว่าแผนการแก้รัฐธรรมนูญนั้น แท้จริงแล้วก็เพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นโทษพ้นผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยอมไม่ได้ แตกหักเป็นตายอย่างไรก็ต้องเป็นกัน             แต่มันเป็นห้วงเวลาประจวบเหมาะกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่จะออกมาขับไล่รัฐบาล ดังนั้นเมื่อมองไปที่รัฐบาลแล้วก็ประหนึ่งว่าจะต้องเผชิญหน้าทั้งศึกเหลือง ศึกแดงไปพร้อมกัน แล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกเยาะเย้ยว่าเป็นเด็กดื้อ มีสองมืออันน้อย จะยันปัญหาเหล่านี้ได้ไหวหรือไม่             ใครรับแผนใครมาก็ไม่รู้ล่ะ แต่ดูท่วงท่าลีลาเยื้องกรายในระยะใกล้ ๆ นี้แล้วก็พอจะมั่นใจว่าสองมืออันน้อยนั่นแหละที่จะขจัดปัดเป่าความเลวร้ายในบ้านเมืองให้ผ่านพ้นไปได้ หรือแม้เกินกำลังแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องวิตกทุกข์ร้อนแต่ประการใด             เพราะนั่นหมายความว่าเวลาสุดท้ายของสภาชุดนี้มาถึงแล้ว! เป็นโอกาสดีที่จะได้นับหนึ่งกันใหม่! ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 25 January 2010 10:36
ข่าวสะเทือนขวัญสะท้านโลกในสัปดาห์นี้ นอกจากเรื่องแผ่นดินไหวที่เฮติจนมีคนตายร่วม 200,000 คนแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คงเป็นเรื่องสายการบินแห่งชาติญี่ปุ่นหรือเจแปนแอร์ไลน์ร้องศาลขอให้ตนเองล้มละลาย             เจแปนแอร์ไลน์เป็นสายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น เป็นเกียรติศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นมาเป็นเวลาช้านาน เป็นสายการบินขนาดใหญ่ที่สุดสายหนึ่งของโลก             เป็นสายการบินที่มีเครื่องบินทันสมัย มีจำนวนมาก มีการบริหารจัดการที่ทันสมัย และกว้างไกลที่สุดสายการบินหนึ่งของโลก             เป็นสายการบินที่มีสินทรัพย์และมีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล ไม่ห่างกันเท่าใดกับงบประมาณรายได้รายจ่ายประจำปีของประเทศไทย แต่สายการบินยักษ์ใหญ่ระดับนี้ก็ได้ขอล้มละลายไปเรียบร้อยแล้ว             ถามว่าประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น ไม่ห่วงใย ไม่สนใจ หรือไม่คิดอ่านช่วยเหลือกอบกู้สายการบินแห่งชาติแห่งนี้กันบ้างเลยหรือ? ก็ต้องตอบว่าทั้งประเทศ ทั้งรัฐบาลและชาวญี่ปุ่นล้วนห่วงหวงแหนและคำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของชาติ และล้วนต้องการที่จะพิทักษ์รักษาสายการบินแห่งชาตินี้เอาไว้             เป็นความรู้สึกอย่างเดียวกันกับทุกประเทศและประชาชนของทุกประเทศที่มีต่อสายการบินแห่งชาติของตน หากว่าไม่สิ้นหรือไม่เหลือวิสัยจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีชาติใดหรือใครไหนที่จะยอมให้สายการบินแห่งชาติของตนล้มละลาย             แต่ทว่าแม้ปานนี้แล้ว สายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่นก็ได้ล้มละลายลงแล้ว มันได้ตั้งคำถามต่อสายการบินแห่งชาติต่าง ๆ ทั่วโลกว่ามีโอกาสที่จะล้มละลายซ้ำรอยหรือตามไปกับสายการบินแห่งชาติญี่ปุ่นได้หรือไม่             ไม่ต้องคิดคำนวณอะไรมาก ก็ตอบได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่สายการบินแห่งชาติของชาติอื่น ๆ อาจล้มละลายตามหรือซ้ำรอยสายการบินแห่งชาติญี่ปุ่นก็ได้             และไม่มีข้อยกเว้นสำหรับสายการบินแห่งชาติของประเทศไทย คือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)             นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงจุดยืนต่อปัญหาการดำรงอยู่และการดับสูญของสายการบินแห่งชาติของไทยว่า จะไม่ยินยอมให้สายการบินแห่งชาติของประเทศไทยต้องปิดกิจการหรือล้มละลายเป็นอันขาด             สาธุ! ขอเทพยดาอารักษ์ซึ่งพิทักษ์รักษาราชอาณาจักรนี้ได้อุ้มชูบำรุงความตั้งใจอันใหญ่หลวงนี้ของนายกรัฐมนตรีให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป และทำให้ได้ดังที่ตั้งใจนั้นเถิด             ใช่ นั่นคือความตั้งใจที่องอาจกล้าหาญและเป็นความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยวจริงจัง แต่ทว่าเมื่อคำนึงถึงตัวเราเองแล้ว ก็เกรงว่าความตั้งใจนั้นจะรักษาไว้ได้สักเพียงใด             เพราะประเทศไทยและระบบเศรษฐกิจไทย ตลอดจนฐานะของสายการบินแห่งชาติของไทยสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ พลังเงินและพลังอำนาจในการค้ำจุนช่วยเหลือก็ด้อยกว่าญี่ปุ่นมาก ทั้งปัญหาที่ดำรงอยู่ก็หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าสายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่นหลายเท่า             ดังนั้นจึงเป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่งว่าการบินไทย สายการบินแห่งชาติที่บรรพบุรุษไทยสร้างไว้ให้กับแผ่นดินและคนไทย จะสามารถดำรงคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่?             สายการบินแห่งชาติสายนี้เคยเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศและคนไทยมาช้านาน เคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่สร้างรายได้ให้กับแผ่นดินจำนวนมากในแต่ละปี เป็นหน้าเป็นตาและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติมาเป็นเวลาช้านาน แต่สิ่งเหล่านี้มันได้สิ้นสลายไปแล้ว ที่เด่นชัดก็คือหมดสิ้นไปตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา             นักการเมืองโคตรโกงได้ถือเอาสายการบินแห่งชาติสายนี้เป็นแหล่งทำมาหากินในการปล้นสดมภ์ชาติและประชาชน ยกวงศาคณาญาติและพวกพ้องเข้ามายึดครองครอบงำและปล้นสดมภ์สายการบินแห่งชาตินี้อย่างครึกโครมและอำมหิตที่สุด             ที่ว่าอำมหิตก็เพราะทั้งปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์ไปพร้อมกัน             ที่ว่าฆ่าเจ้าทรัพย์ก็เพราะมีการตั้งสายการบินแห่งชาติเพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่ง เป็นสายการบินประเภทต้นทุนต่ำ แล้วให้อภิสิทธิ์มากหลาย อิงแอบเกาะกินเอาเลือดเนื้อของสายการบินแห่งชาติเดิมไปเป็นของสายการบินแห่งใหม่             ทรัพยากรอันมีค่าของสายการบินเดิม รวมถึงเส้นทางบินที่มีรายได้ดีถูกผ่องถ่ายไปให้สายการบินใหม่ โอนย้ายทรัพยากรบุคคลที่มีฝีมือไปสายการบินใหม่ และเบียดบังเบียดเบียนเพื่อสนับสนุนสายการบินใหม่โดยใช้รายจ่ายของสายการบินเก่า             เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมให้สายการบินใหม่เติบโตมีกำไร และบอนไซสายการบินเก่าให้ผอมโซแห้งเหี่ยว เพื่อให้ล้มละลายตายไปในที่สุด             ครั้นทำการจนสายการบินใหม่เข้มแข็งเกรียงไกรแล้วก็ผ่องถ่ายขายให้กับต่างชาติ นี่เรียกว่ากระบวนการฆ่าเจ้าทรัพย์             ที่ว่าปล้นทรัพย์คือสายการบินแห่งชาติก็เพราะว่า มีการทุจริตฉ้อฉลปล้นสดมภ์อย่างครึกโครมยิ่งกว่ายุคไอ้เสือเอาละวา             ตั้งแผนการซื้อเครื่องบินแบบมั่วยกเมฆทั้งที่รู้ว่าขาดทุน แต่สร้างตัวเลขเป็นกำไร เพื่ออ้างเป็นเหตุผลในการซื้อเครื่องบินราคาแพง โดยมีเงินใต้โต๊ะตกหล่นแก่นักการเมือง ผลที่เกิดขึ้นคือเจ๊งนับหมื่นล้านในเวลาแค่ปีเดียว และเกิดผลเสียหายต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้             กระบวนการจัดซื้อทุกเรื่องทุกระบบทุกรายการแพงลิบลิ่ว เพราะมีการเรียกเงินใต้โต๊ะเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองในอัตราสูงลิ่วถึง 35-40% การจัดหาทั้งปวงจึงได้ของเลวราคาแพง จนเป็นที่เสื่อมเสียและเป็นที่ครหานินทาไม่เคยว่างเว้น             เกิดกระบวนการทุจริตในการเก็งราคาน้ำมันและในการฉ้อฉลจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน จากการจำหน่ายตั๋วในต่างประเทศ จนเกิดผลขาดทุนปีละนับหมื่นล้านบาท             นักการเมืองโกงได้ ผู้บริหารก็โกงได้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงก็โกงได้ เกิดลัทธิเอาอย่างในการโกงและปล้นสดมภ์สายการบินแห่งชาตินี้อย่างคึกคักครึกโครม             บอร์ดบางคนตั้งธุรกิจค้าของเถื่อน ลักลอบขนสินค้าราคาแพงจากต่างประเทศ ใช้อภิสิทธิ์ขนของเถื่อนน้ำหนักเกินจนเครื่องบินจะตกวันไหนก็ไม่มีใครรู้ และใช้อำนาจขนของโดยไม่เสียภาษีต่อเนื่องเป็นเวลานับ 2 ปี ถึงขั้นเปิดร้านขายของหนีภาษีอย่างโจ๋งครึ่ม             เพื่อปกปิดความชั่วช้าสารเลว การเล่นพรรคเล่นพวกก็ตามมา มีการสับเปลี่ยนโยกย้ายพนักงานโดยไม่เป็นธรรมอย่างทั่วด้านเพื่อปกปิดข้อมูลและปิดหูปิดตาประชาชน และส่งเสริมสนับสนุนให้พวกพ้องของผู้มีอำนาจเข้าเสวยสุขและครองตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างทั่วด้าน             ขบวนการทั้งหมดแทนที่จะเป็นขบวนการบริหารเพื่อให้สายการบินแห่งชาติมีความเจริญรุ่งเรือง จึงเป็นขบวนการปล้นสดมภ์ที่ครึกโครมระดับโลก             ผลขาดทุนและปัญหาทางการเงินจึงเกิดขึ้น และมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาโดยลำดับ เป็นผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในท่ามกลางเสียงก่นด่าบรรดาผู้มีอำนาจที่มีอภิสิทธิ์นั่งเครื่องบินฟรีทั้งโคตรตระกูลตลอดกาลนาน             ผลขาดทุนเพิ่มพูนขึ้นจากหลายพันล้านเป็นหลายหมื่นล้าน และทำให้เกิดภาวะขาดเงินหมุนเวียน หรือที่เรียกว่าขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จนต้องมีการออกหุ้นกู้กันไปแล้ว             แม้ปานนั้นแล้วก็มิได้สำนึก ยังตั้งโครงการจัดซื้อเครื่องบินกันจ้าละหวั่น และซื้อกันสารพันสารพัดยี่ห้อสารพัดรุ่น ตามแรงแห่งเงินสินบนใต้โต๊ะ จนก่อสภาพวิปริตในการบริหารสายการบินขึ้น เพราะเครื่องบินแต่ละแบบแต่ละรุ่นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อะไหล่สำรอง เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในยามฉุกเฉินทุกเมื่อ             เพราะเหตุที่สายการบินแห่งชาติมีเครื่องบินร้อยพ่อพันแม่ สารพัดยี่ห้อ สารพัดแบบ สารพัดรุ่น การดำรงสต็อคอุปกรณ์อะไหล่จึงมากมายมหาศาลยิ่งกว่าสายการบินใดในโลก             ทำให้ผลขาดทุนยิ่งเพิ่มพูนขึ้น และทำให้ปัญหาการขาดสภาพคล่องยิ่งรุนแรงขึ้น             พูดแบบชาวบ้านก็คือเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยประจำวันก็ไม่พอ จนเกิดภาวะกดดันอย่างยิ่งต่อสายการบินแห่งชาติ เป็นเหตุให้ข่าวคราวเรื่องล้มละลายหรือปิดกิจการหลุดออกสู่สาธารณะเป็นระยะ ๆ             จนนายกรัฐมนตรีต้องออกมายืนยันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า จะไม่มีการปิดสายการบินแห่งชาตินี้เป็นอันขาด ซึ่งได้อนุโมทนาสาธุการไปแล้ว แต่ก็เกรงว่าสองแขนอันน้อยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะค้ำยันสายการบินแห่งชาตินี้ต่อไปได้ไหวหรือไม่             เพราะล่าสุดนี้มีการขอให้กระทรวงการคลังกู้ยืมเงินมาเสริมสภาพคล่อง หรือนัยหนึ่งก็คือกู้เงินมาจับจ่ายใช้สอยรายวันนับหมื่นล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธจากกระทรวงการคลัง โดยข้ออ้างว่าไม่มีแผนปฏิบัติงานและแผนรายได้รายจ่ายที่ชัดเจน             โอ้พระเป็นเจ้า! สายการบินแห่งชาติที่มีผลขาดทุนร่วมแสนล้านบาท และขาดสภาพคล่องหลายหมื่นล้านบาท และมีภาพลักษณ์ที่ฉาวโฉ่เน่าเหม็นเช่นนี้ ไม่มีแม้กระทั่งแผนรายได้และรายจ่ายที่ชัดเจน จนต้องถูกกระทรวงการคลังปฏิเสธการจัดหาแหล่งเงินกู้             วิกฤตแล้ว! ท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพ เพื่อจะธำรงความตั้งใจของรัฐบาลดังที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ย่อมไม่มีทางอื่นนอกจากรีบปรับปรุงการบริหารสายการบินแห่งชาตินี้ให้พ้นจากการปล้นสดมภ์และจัดให้คนดีมีฝีมือทั้งคณะเข้าไปดูแลรับผิดชอบโดยพลัน ก่อนวันแห่งการล่มสลายตามรอยเจแปนแอร์ไลน์จะเกิดขึ้น!ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 22 January 2010 14:01
กองทัพกับการปฎิรูปการเมือง          บทนำ          ประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งชาติ เมื่อยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Middle Age) ในระบบ ฟิวดัล (Feudalism) นั้น มีรูปของประเทศเป็นแบบราชอาณาจักรตลอดมากว่า 700 ปีราชอาณาจักรนี้เป็นวัฒนธรรมตะวันออกทางการเมืองการปกครองที่ถูกหล่อหลอมเป็นจิตวิญญาณของชาติตลอดมาล่วงถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงประยุกต์ก่อตั้งเป็น ชาติสมัยใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์คุณเอกภาพ 3 ประการ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกแล้วจะไม่มีความเป็นชาติคือ  สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สะท้อนอยู่ในธงไตรรงค์ 3 สีคือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงินสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั้งปวง          ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์ร่วมกับประชาชาชนช่วยกันปกครองประเทศคือ การปกครองแบบราชประชาสมาสัย ตามคติโบราณ          ก่อนปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตย เป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์            ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 จนปัจจุปัน ประเทศไทยเกิดวิกฤติการทางการเมืองหลายครั้ง ล้วนเป็น การเกิดวิกฤติจากรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ตามด้วยการยึดอำนาจ การปฎิวัติรัฐประหาร การพัฒนาทางการเมืองจึงไม่ต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางและไม่มั่นคง  มีขบวนการทำลายสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและมีการเคลื่อนไหว อย่างปิดลับ และอย่างเปิดเผย เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง          ปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศโดยใช้ระบอบเผด็จการรัฐสภา เป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วม เพื่อก่อสงครามกลางเมือง เพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลัก   ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ที่เรียกว่า ขบวนการสาธารณรัฐ มีความมุ่งหมายและดำเนินการโดยยุทธวิธีแนวร่วม เพื่อ “ล้มปืน-ล้มทุน-ล้มเจ้า”          ในสถานการณ์ปัจจุปัน เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ ระบบทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)  ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในอนาคต          รัฐบาลนอมินี          1.  ระบอบทักษิณ (Thaksinocracy) เป็นคำนิยามที่นักวิชาการด้านสังคมศาสตและนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ตั้งขึ้นเพื่อนิยามการปกครองของประเทศไทยภายใต้การปกครองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นระบอบที่ยึดกับความคิดและตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ จนไม่สนใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประเทศแปรสภาพไปอยู่ในรูปแบบของเผด็จการรัฐสภา บ้างก็เรียกแบบการปกครองนี้ว่า "ทักษิณาธิปไตย" ทรราชเสียงข้างมาก", และ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์จากการเลือกตั้ง" ซึ่งทั้งหมดมาจากคำจำกัดความของระบอบทักษิณ  มุ่งโจมตีนโยบายในการบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเพิ่มความชอบธรรมให้กับเหตุการณ์การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นในช่วงพ.ศ. 2548-2549 อย่างไรก็ตาม คำนิยามนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ต้องการขับไล่พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น (1)          2.  วิกฤตจากระบอบทักษิณ             -ระบอบทักษิณ  ยักยอกรัฐธรรมนูญ ยึดครองประชาธิปไตย              -ระบอบทักษิณ  หลงใหลทุนนิยมใหม่จนลืมประเทศชาติ              -ระบอบทักษิณ   โกงกินชาติบ้านเมือง               -ระบอบทักษิณ   ทำให้บ้านเมืองสิ้นความสงบสุข (2)          พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.)          1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People's Alliance for Democracy: PAD) เกิดจากการรวมตัวกันของหลายองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระภาคประชาชน จุดประสงค์หลักของการรวมตัวเพื่อกดดันขับไล่ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจส่วนตัวและคนสนิทและประพฤติผิดอีกหลาย ๆ อย่างอันไม่สมควรในการเป็นผู้บริหารประเทศ โดยประสานงานโดยสุริยะใส กตะศิลา และมีแกนนำ 5 คน ได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, สมศักดิ์ โกศัยสุข, พิภพ ธงไชย, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์          2.  สาเหตุของการกล่าวหา             การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะ ปตท. และ กฟผ. สำหรับ ปตท. เช่น เรื่องการกระจายหุ้นที่ไม่เป็นธรรม ราคาขายหุ้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก สัดส่วนการถือหุ้นของรัฐที่ลดลงมาก การถือหุ้นผ่านกองทุนของต่างชาติ กำไรจากการขายก๊าซให้ กฟผ. ในราคาสูง              การแปรรูป กฟผ. นั้นมีคำสั่งจากศาลปกครองว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2548 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย              การแก้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวี              การคอรัปชั่นในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องสแกนสัมภาระซีทีเอกซ์              การทำพิธีเป็นประธานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม             การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชซึ่งขณะนั้นทรงพระประชวร              การขายหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานโทรศัพท์มือถือ, ดาวเทียมไทยคม, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และสายการบินแอร์เอเซีย ให้กับ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์) โดยซื้อขายในตลาดหุ้นทำให้ไม่ต้องเสียภาษี           3.  สัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะใส่เสื้อสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ และคาดผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า "กู้ชาติ" และผ้าพันคอสีฟ้า ซึ่งเป็นผ้าพันคอพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2549 (1 )กองทัพไทย          สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับ การกอบกู้ชาติ และค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทั้งทุกวันนี้ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ บนแผ่นหินอ่อนว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน          สถาบันกองทัพ ความสัมพันธ์ระหว่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ และกองทัพนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเมืองไทย ดังที่หลายท่านทราบอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสที่ทรงส่งเสียให้ได้เล่าเรียนในต่างประเทศเรียนการทหาร เพื่อจะได้กลับมารับราชการทหารต่อไป เพราะทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนไปในอนาคตอย่างไรก็ยากจะเดาได้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ยังจำเป็นต้องมีทหารอยู่นั่นเอง อย่างไรเสีย เมื่อเป็นทหารแล้ว ก็จะยังมีบทบาทหน้าที่รับใช้ชาติได้อยู่นั่นเอง          อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ที่ผู้ถืออาวุธ กองทัพคือผู้ถืออาวุธและกองทัพมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นจอมทัพ           ปรัชญาในการต่อสู้ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปฎิรูปการเมืองในปัจจุปันนี้ขึ้นอยู่กับองค์กร  3 องค์กร คือ             รัฐบาล             พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย             กองทัพ          สมการการในต่อสู้ เพื่อชนะทางการเมืองเกิดขึ้นดังนี้             พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย = ต่อสู้กับ ระบอบทักษิณ             ต่อสู้กับรัฐบาลนอมินี + อำนาจเงิน             ต่อสู้กับรัฐบาลสมัคร + อำนาจเงิน          นั้นคือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย   ต่อสู้กับ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย   พ่ายแพ้ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          สรุปว่าในการต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับระบอบทักษิณ ( รัฐบาลนอมินี+พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร )นั้นคือ  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อสู้กับ อำนาจรัฐ+ อำนาจเงิน ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย่อมสู้ไม่ได้ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แพ้อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          ในโลกนี้ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุปันมีสัจธรรมที่ต้องยอมรับว่าอำนาจรัฐที่แท้จริง คือ ผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือ กองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจรัฐที่แท้จริง จึงเกิดสมการต่อสู้ใหม่ดังนี้           พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จ เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งกองทัพและพันธมิตรต้องยอมรับและต้องศึกษา และต้องกำหนดยุทธวิธีทำให้สูตรการต่อสู้ให้เป็นจริงโดยเร็วหากต้องการปฎิรูปการเมืองหรือปฎิวัติประชาธิปไตย          บทตาม          อำนาจอธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการซึ่งเป็น อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ ของพระมหากษัตริย์  พระมหากษัตริย์ทรงมอบให้ราษฎร เมื่อปี 2475 ผ่านคณะราษฎรโดยถูกบีบบังคับ  คณะราษฎร จึงยังมีความหวาดกลัวต่ออำนาจเดิม ยังมีความสงสัยในชะตาของตนเอง จึงมีการหวงและสงวนอำนาจไว้เพื่อความปลอดภัยของตนเองไม่ได้ใช้ หลักการปกครองโดยธรรม  ตามคติการปกครองแบบราชประชาสมาสัยคือพระมหากษัตริย์และราษฎรร่วมกันปกครองประเทศเป็นหลัก อันได้แก่ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีซึ่งเป็นการปกครองโดยธรรม เช่น ทศพิศราชธรรม นิติธรรม ศาสนธรรม ซึ่งมีอยู่ในสถาบันพระมหากษัตริย์และ สถาบันศาสนา ล้วนเป็นสถาบันที่ค้ำจุนบ้านเมืองมาตั้งแต่โบราณจึงทำให้เกิด ปัญหาการปกครองบ้านเมืองตลอดมาตั้งแต่ ปี 2475-ปัจจุปัน          การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองจากพระมหากษัตริย์มาสู่ บุคคลหรือกลุ่มบุคคล หรือหลายบุคคล กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวเป็นแบบมีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศโดยเลียนแบบหลักการของรัฐธรรมนูญที่เป็นสาธารณรัฐหรือมหาชนรัฐแบบฝรั่งเศสและแบบตุรกี และต่อมาได้เลียนแบบ หลักการรัฐธรรมนูญของ สวิตเตอร์แลนด์และอียิปต์ ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณีแบบของอังกฤษหรือรัฐธรรมนูญของเดนมาร์ก ฯลฯ ซึ่งเป็นราชอาณาจักร บ้านเมืองของเราจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สับสนวุ่นวาย ขาดความร่มเย็น เป็นสุข เกิดปัญหาต่างๆ ตามกันมามากมาย ทำให้ประเทศเกิด ปัญหารัฐธรรมนูญหรือวิกฤตรัฐธรรมนูญ ตลอดมา          อำนาจรัฎฐาธิปัตย์หรือ อำนาจอธิปไตย ยังคงเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์อาจทรงเรียกคืนหรือ ราษฎรถวายคืน ก็ได้ ซึ่งมีการปฏิบัติกันหลายประเทศในยุโรป เพื่อแก้วิกฤติชาติและเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ          การปกครองแบบประชาธิปไตย ตามคติราชประชาสมาสัย จึงเหมาะสมและสอดคล้องกับสังคม จารีตประเพณีของไทย รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี 2544 มีพฤติกรรมไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  นำไปสู่แนวความคิดที่จะล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์  ในเวลาต่อมาจนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาล ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆ เป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผย ได้ดำเนินการมาตั่งแต่ 2547 ปัจจุปัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป          นพ.ประเวศ วะสี ให้ความเห็นว่า “ทุนใหญ่ ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” โดย             ๑. ใช้เงินขนาดใหญ่ และการสร้างภาพเข้ามายึดอำนาจทางการเมือง ทำให้อำนาจเสียสมดุลอย่างรุนแรง                    ๒. ใช้เงินและอำนาจเข้าแทรกแซงองค์กรต่างๆ ทำให้ตรวจสอบไม่ได้                    ๓. ครอบงำและแทรกแซงสื่อทำให้การรับรู้ของผู้คนไม่ตรงกับความจริง                    ๔. แต่งตั้งญาติ เพื่อนร่วมรุ่น เข้าไปคุมตำแหน่งสำคัญๆ ทางทหาร พลเรือน ธุรกิจ เป็นการทำลายสถาบันให้แตกแยกและอ่อนแอ                    ๕. ความที่เป็น Megamania ต้องการให้ทุกคนทุกองค์กรมาขึ้นกับคนคนเดียว ทำให้ประเทศทั้งประเทศอ่อนแอลง                    ๖. แสวงผลประโยชน์ตามอำเภอใจไม่มีที่สิ้นสุด                    ๗. ใช้เงินแจกผู้คนให้สนับสนุนตน รวมทั้งให้สินบาดคาดสินบน ไม่ให้กลไกตรวจสอบต่างๆเอาผิดตนได้                    ๘. ใช้อำนาจในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สร้างภาพ ให้คนเข้าใจผิด และเข้าไปสู่ความขัดแย้งกัน                 ทั้งหมดนี้ทำให้ชาติอ่อนแอลงทุกๆทาง ทำให้คนขัดแย้งกัน ทำลายสถาบันทางราชการ ทหาร และพลเรือน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ไม่สนใจทำนุบำรุงศาสนาอย่างจริงใจ เพียงแต่ใช้เป็นเครื่องมือเท่าที่จะทำได้            พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้บรรยายพิเศษได้เปิดโปงว่า มีขบวนการที่ไม่หวังดีกำลังนำประเทศไทยไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ว่ามีขบวนการ “ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า” กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในสังคมไทย          ขบวนการล้มปืนนั้นน่าจะหมายถึง การใช้อำนาจการเมืองเข้ามายึดอำนาจในกองทัพ ทำให้กองทัพอ่อนแอ การล้มทุนก็คือการรวบอำนาจกลุ่มทุนให้เหลือเพียงกลุ่มที่เป็นพวกของพรรคเท่านั้น โดยพยายามทำลายทุนของฝ่ายตรงกันข้าม  ส่วนการล้มเจ้าก็คือ การล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ แนวความคิดนี้ ดังกล่าวนี้เป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกับกลุ่มการเมืองเอียงซ้าย ที่แทรกอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอำนาจบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุปันนี้          กองทัพมีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะต้อง ช่วยปกป้องและส่งเสริมประชาธิปไตย ที่แท้จริงให้กลับคืนสู่สังคม ประชาชนก็จะมั่นใจในกองทัพ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน  กองทัพจะต้องกอบกู้ ประชาธิปไตย เสถียรภาพ  ความสงบ และความมั่นคงกลับคืนมาสู่ประเทศชาติ อย่างรวดเร็ว ทันเวลาและถาวร            ระบอบทักษิณตระหนักดีว่า อำนาจและพลังกองทัพเท่านั้นที่จะสามารถขัดขวางการผูกขาดอำนาจในทุกๆด้านของระบอบทักษิณได้และ กองทัพเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้และกองทัพเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัย ชี้ขาดในยามบ้านเมืองประสบกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ว่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ วิกฤติชาติ วิกฤติสังคม ในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน” ฯลฯ          หากมีรัฐบาลโกงกินคอร์รั่บชั่น มีทั้งอำนาจการเมืองบวกกับอำนาจการเงิน ที่มีพิษร้ายแรงยิ่งกว่าอำนาจการเมือง เพียงอย่างเดียว ปัจจัยกองทัพจึงมีความสำคัญเร่งด่วนเป็นทวีคูณ ในการช่วยปกป้องคุ้มครองประชาธิปไตยและประชาชน เพื่อมิให้ถูกรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ทำลายและนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะ ถือเป็นภารกิจแฝงของกองทัพที่จะต้องออกมาแทรกแซง          กองทัพต้องไม่ยอมให้เกิดการรัฐประหารโดยฝ่ายรัฐบาลหรือโดยฝ่ายบริหาร ( Executive coup) เองเพื่อล้มระบอบประชาธิปไตยโดยการทำรัฐประหารตนเองเพื่อปิดปากประชาชน และการเคลื่อนไหวทุกๆด้านๆของประชาชน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา           กองทัพถือปัจจัยที่สำคัญที่สุด และมีอำนาจชี้ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน มีวิกฤติการณ์ร้ายแรง สืบเนื่องโดยตรงจากความขัดแย้ง รัฐบาลที่เป็นเผด็จการและขาดความชอบธรรมและเพื่อปกป้อง “ชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ”ซึ่งตกอยู่ในภาวะสถานการณ์อันตรายยิ่ง ต้องตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เร่งด่วนว่า กองทัพจะอยู่ข้างใด หากกองทัพเพิกถอนการสนับสนุนค้ำจุนรัฐบาล ไม่ยินยอมใช้กำลังปราบปรามประชาชน รัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมย่อมล่มสลาย          และสิ้นอำนาจอย่างแน่นอนที่สุด เช่นในกรณีกองทัพโปรตุเกส ทำให้รัฐบาลเผด็จการ พลเรือนขาดความชอบธรรมล่มสลายในพริบตา เมื่อปี 2517           กองทัพต้องอยู่บนเส้นของความถูกต้อง ความเป็นกลางจึงไม่มีและมีไม่ได้ เพราะการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ความจริงกับความเท็จ ความดีกับความชั่ว ธรรมกับอธรรม ซ้ายกับขวา ล้วนหมายถึงการต่อสู้ที่ไม่มีคำว่าเจ๊าหรือเสมอกัน จะมีได้ก็ฝ่ายหนึ่งชนะกับอีกฝ่ายหนึ่งแพ้เท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดเป็นเพราะว่าการต่อสู้ที่ไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะย่อมหมายถึงการต่อสู้ที่ ไม่บรรลุผลตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้          การแยกทหารออกจากการเมืองไม่ได้หมายความว่า ทหารจะไม่สนใจการเมือง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์ทางการเมือง ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศชาติและของระบอบประชาธิปไตย ตรงกันข้าม  การแยกทหารออกจากการเมือง หมายถึง การที่ทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซง ก้าวก่าย บงการ การบริหารประเทศของรัฐบาลในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองต้องประสพกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ กองทัพจะอยู่นิ่งเฉยมิได้ จะปัดความรับผิดชอบต่อประชาชนไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์และความขัดแย้งระหว่างบรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองมาทำลายประเทศและประชาชน (3)          บทสรุป          ในโลกนี้ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุปันอำนาจรัฐที่แท้จริง คือ ผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือ กองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจรัฐที่แท้จริง และเป็นปัจจัยชี้ขาดจาก สมการการต่อสู้          1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แพ้  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน เป็น     2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          ดังนั้นหากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการเป็นฝ่ายชนะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเป็นแนวร่วมกับกองทัพ  จะต้องทำให้กองทัพเข้ามาสนับสนุน ต้องทำให้กองทัพ กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นฝ่ายเดียวกันให้ได้ หากทำไม่ได้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้          เคล็ดลับอยู่ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะทำอย่างไรให้กองทัพมาร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อทำให้ สมการการต่อสู้ สมบูรณ์ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ รัฐบาล + พ.ต.ท.ทักษิณ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          กองทัพจะต้องตระหนักว่า มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทหารจะต้องร่วมมือกับพลังประชาธิปไตยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกันกับกองทัพ คือป้องกันและรักษา ชาติ  ศาสน์ กษัตริย์และประชาธิปไตย นำไปสู่การปฎิรูปการเมือง หรือการปฎิวัติประชาธิปไตย          จำเป็นอย่างยิ่งที่ กองทัพจะต้องหันมาใช้วิธีทางการเมืองที่จะส่งสัญญาณและสร้างความกดดันต่อรัฐบาล ถ้าจำเป็นและเป็นทางเลือกสุดท้าย กองทัพจะต้องแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประเทศชาติ ตลอดจนความตั้งใจจริงในอันที่จะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อจะกอบกู้อธิปไตยและความสงบสุขของบ้านเมือง อาณาประชาราษฎร์ ให้กลับสู่ภาวะปกติ เฉกเช่น กองทัพโปรตุเกส และกองทัพตุรกี           กองทัพจะต้องอยู่ข้างประชาชนและเป็นกองทัพของพระราชาและพระราชินีด้วยการปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชา ด้วยศรัทธา จงรักภักดี ด้วยวิธีอย่างสูงสุด ยิ่งยวดกองทัพ สามารถมีบทบาทในการพิทักษ์ประชาธิปไตย โดยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรมและศาลยุติธรรมของประเทศ ร่วมกับประชาชนได้อย่างสมเกียรติภูมิเมื่อเกิดวิกฤติร้ายแรงในบ้านเมือง กองทัพต้องสามารถแสดงจุดยืน เรียกร้องอย่างเด็ดขาดต่อฝ่ายบริหารให้เคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบยุติธรรมของบ้านเมืองและปฎิเสธการทำลายชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนในชาติ ตลอดจนการใช้อำนาจโดยมิชอบของนักการเมือง          หน้าที่สำคัญที่สุดของกองทัพก็คือ การปกป้องดูแลรักษา กติกาสังคมประเทศชาติให้มีเสถียรภาพ สันติสุขความเป็นธรรมและความก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยไตย          ผู้บัญชาการทหารทุกระดับชั้นยศจะต้อง ไม่ขัดขวาง และต้องให้การสนับสนุนแนวความคิดการปฎิรูปการเมืองและการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอย่างแข็งขัน โดยผู้บัญชาการทหารต้องไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนักการเมือง ต้องเห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาประชาธิปไตยและความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รักษาและเปิดโอกาสให้การเมืองภาคประชาชน ซึ่งจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปสู่การปกครองแบบราชประชาสมาสัยโดยแท้จริง และเป็นผู้ทำตามสมการการต่อสู้เพื่อเอาชนะ ให้เป็นจริง คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          กองทัพไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งทางการเมืองที่ต้องพิทักษ์รักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน กองทัพประกอบด้วยเสรีชนในเครื่องแบบ กองทัพย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่า ในสภาพการณ์พิเศษ ประเทศชาติและประชาธิปไตยจะอยู่รอดได้อย่างไร กองทัพต้องทำอะไรบ้าง          การรัฐประหารในตุรกีและการปฏิวัติในโปรตุเกส ได้ตอกย้ำให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถทำลายประชาธิปไตยได้ การปฏิวัติ/รัฐประหาร ก็สามารถนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่บ้านเมืองได้เช่นกันอ้างถึง(1 )  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  - วิถิพิเดีย(2 )   หยุดระบอบทักษิณ – นายแก้วสรร  อติโพธิ(3 )   กองทัพกับประชาธิปไตย – ท่านทูตสุรพงษ์  ชัยนามที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 22 January 2010 13:55
ปัญหา แนวทางนำประเทศออกจากวิกฤติการเมืองและการปฏิรูปการเมือง          ข้อเท็จจริง          1.ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์ร่วมกับประชาชาชนช่วยกันปกครองประเทศคือ การปกครองแบบราชประชาสมาสัย ตามคติโบราณ          2.ก่อนปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตย เป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์            3.ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 จนปัจจุปัน ประเทศไทยเกิดวิกฤติการทางการเมืองหลายครั้ง ล้วนเป็น การเกิดวิกฤติจากรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ตามด้วยการยึดอำนาจ การปฎิวัติ รัฐประหาร การพัฒนาทางการเมืองจึงไม่ต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางและไม่มั่นคง            4.มีขบวนการทำลายสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและมีการเคลื่อนไหว อย่างปิดลับ และอย่างเปิดเผย เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง          5..อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ที่ผู้ถืออาวุธ กองทัพคือผู้ถืออาวุธและกองทัพมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นจอมทัพ           6. ในสถานการณ์ปัจจุปัน เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ ระบบทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)  ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในอนาคต          ข้อพิจารณา          1. อำนาจอธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการซึ่งเป็น อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ ของพระมหากษัตริย์  พระมหากษัตริย์ทรงมอบให้ราษฎร เมื่อปี 2475 ผ่านคณะราษฎรโดยถูกบีบบังคับ  คณะราษฎร จึงยังมีความหวาดกลัวต่ออำนาจเดิม ยังมีความสงสัยในชะตาของตนเอง จึงมีการหวงและสงวนอำนาจไว้เพื่อความปลอดภัยของตนเองไม่ได้ใช้ หลักการปกครองโดยธรรม  ตามคติการปกครองแบบราชประชาสมาสัยคือพระมหากษัตริย์และราษฎรร่วมกันปกครองประเทศเป็นหลัก อันได้แก่ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีซึ่งเป็นการปกครองโดยธรรม เช่น ทศพิศราชธรรม นิติธรรม ศาสนธรรม ซึ่งมีอยู่ในสถาบันพระมหากษัตริย์และ สถาบันศาสนา ล้วนเป็นสถาบันที่ค้ำจุนบ้านเมืองมาตั้งแต่โบราณจึงทำให้เกิด ปัญหาการปกครองบ้านเมืองตลอดมาตั้งแต่ ปี 2475-ปัจจุปัน          2.การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองจากพระมหากษัตริย์มาสู่ บุคคลหรือกลุ่มบุคคล หรือหลายบุคคล กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวเป็นแบบมีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศโดยเลียนแบบหลักการของรัฐธรรมนูญที่เป็นสาธารณรัฐหรือมหาชนรัฐแบบฝรั่งเศสและแบบตุรกี และต่อมาได้เลียนแบบ หลักการรัฐธรรมนูญของ สวิตเตอร์แลนด์และอียิปต์ ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณีแบบของอังกฤษหรือรัฐธรรมนูญของเดนมาร์ก ฯลฯ ซึ่งเป็นราชอาณาจักร บ้านเมืองของเราจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สับสนวุ่นวาย ขาดความร่มเย็น เป็นสุข เกิดปัญหาต่างๆ ตามกันมามากมาย ทำให้ประเทศเกิด ปัญหารัฐธรรมนูญหรือวิกฤตรัฐธรรมนูญ ตลอดมา          3. อำนาจรัฎฐาธิปัตย์หรือ อำนาจอธิปไตย ยังคงเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์อาจทรงเรียกคืนหรือ ราษฎรถวายคืน ก็ได้ ซึ่งมีการปฏิบัติกันหลายประเทศในยุโรป เพื่อแก้วิกฤติชาติและเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ          4.การปกครองแบบประชาธิปไตย ตามคติราชประชาสมาสัย จึงเหมาะสมและสอดคล้องกับสังคม จารีตประเพณีของไทย          5. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี 2544 มีพฤติกรรมไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  นำไปสู่แนวความคิดที่จะล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์  ในเวลาต่อมาจนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชออกมาต่อต้านรัฐบาล ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆ เป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผย ได้ดำเนินการมาตั่งแต่ 2547 ปัจจุปัน           6. ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับระบอบทักษิณ ( รัฐบาลนอมินี+พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร )นั้นคือ  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อสู้กับ อำนาจรัฐ+ อำนาจเงิน ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย่อมสู้ไม่ได้ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แพ้อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          7. ในโลกนี้ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุปันอำนาจรัฐที่แท้จริง คือ ผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือ กองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจรัฐที่แท้จริง จึงเกิดสมการต่อสู้ ดังนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          ดังนั้นหากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการเป็นฝ่ายชนะ จะต้องทำให้กองทัพเข้ามาสนับสนุน เป็นฝ่ายเดียวกันให้ได้ หากทำไม่ได้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้          8.เคล็ดลับอยู่ที่จะทำอย่างไรให้กองทัพมาร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อทำให้ สมการการต่อสู้ สมบูรณ์ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ รัฐบาล + พ.ต.ท.ทักษิณ ชนะ  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          9.ในสถานการณ์ปัจจุปัน ถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติของชาติ คือ กองทัพมีภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ จะต้องใช้มาตรการที่จำเป็นเป็นในอันที่จะปกปักษ์รักษาประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ไม่ให้ถูกยำยีเหยียบย่ำทำลาย โดยอำนาจอันฉ้อฉลของนักการเมืองและกลุ่มอันธพาลที่ได้รับการว่าจ้างมา          10.กองทัพจะต้องตระหนักว่า หลังจาก 7 ปีที่ผ่านมาของนโยบายประชานิยม และการคอรั่บชั่นโกงบ้านกินเมืองที่เป็นพิษ ของระบบทักษิณสังคมไทยในปัจจุปันได้กลายเป็นสังคมที่ไร้เหตุผลก้าวร้าว วุ่นวายและอลหม่าน มุ่งใช้ความรุนแรง สังคมไทยไม่ควรต้องทนทุกข์กับความฉ้อฉลชั่วร้ายของนักการเมืองเหล่านี้ต่อไปกองทัพต้องทบทวนอย่างจริงจังว่าขณะนี้  ชาติ  ศาสน์ กษัตริย์และรัฐธรรมนูญ กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย          11.กองทัพจะต้องตระหนักว่า มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทหารจะต้องร่วมมือกับพลังประชาธิปไตยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกัน คือป้องกันและรักษา ชาติ  ศาสน์ กษัตริย์และประชาธิปไตย          12.จำเป็นอย่างยิ่งที่ กองทัพจะต้องหันมาใช้วิธีทางการเมืองที่จะส่งสัญญาณและสร้างความกดดันต่อรัฐบาล ถ้าจำเป็นและเป็นทางเลือกสุดท้าย กองทัพจะต้องแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประเทศชาติ ตลอดจนความตั้งใจจริงในอันที่จะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อจะกอบกู้อธิปไตยและความสงบสุขของบ้านเมือง อาณาประชาราษฏร์ให้กลับสู่ภาวะปกติ          13.กองทัพจะต้องอยู่ข้างประชาชนและเป็นกองทัพของพระราชาและพระราชินี          ข้อเสนอแนะ          1.เห็นควรมอบให้คนที่ทำคุณงามความดีในบ้านเมือง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่แสวงหาตำแหน่งหรืออำนาจ ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ทหาร ข้าราชการหรือประชาชน รวมตัวกันขึ้นเป็น คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้โดยการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่เป็นอุปสรรคพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยเพื่อไม่ให้ ตกเป็นเหยื่อของพรรคการเมืองนอกกฎหมาย          2.ทหารไม่จำเป็นและไม่ควร ปฎิวัติ รัฐประหาร  แต่ต้องแสดงพลังแฝง ( Implied force) ล้มล้างรัฐบาลนอกกฎหมาย พรรคพลังประชาชน โดยร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและศาล สามารถดำเนินการได้ทันทีหาก ผบ.ทบ. วางเฉย เป็นใจ ไม่ขัดขวาง แม่ทัพ ผบ.พล. ซึ่งเต็มใจที่จะแสดงจุดยืนกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอันที่จะปกป้องประชาธิปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย์  โดยทำให้เกิด สุญญากาศทางการเมือง และมอบให้ คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย เข้าสวมอำนาจชั่วคราว ซึ่งรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรขาดความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งหรือกระทำการเปลี่ยนแปลงใดๆตามรัฐธรรมนูญได้          3.คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย จะต้องขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ขอพระราชทานงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เช่นหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร หรือถวายอำนาจคืนเป็นต้น          4.สำหรับวุฒิสภา ปัจจุปันสามารถอยู่ได้ต่อไปตามวาระ เพื่อทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภารวมกัน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย          5.เพื่อประโยชน์ในทางสังคมจิตวิทยาและการบริหาร สมควรขอโปรดเกล้าให้จัดตั้ง สภาหรือคณะที่ปรึกษาแผ่นดิน ขึ้นประกอบด้วย  อดีตนายกรัฐมนตรี 3 นาย อดีตประธานศาลฎีกา 3 นาย อดีตประธานรัฐสภา 3 นาย อดีตผู้บัญชาการทหาร 3 นาย เป็นอย่างน้อย เพื่อให้คำแนะนำ ปรึกษา ท้วงติง คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย          6.คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย สภาหรือคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ประธานวุฒิสภาจะร่วมกัน ทำหน้าที่สรรหานายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติเป็นประชาธิปไตย โดยขบวนการที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ประธานวุฒิสภานำชื่อขึ้นโปรดเกล้า ฯ          7.ในขณะยังไม่มีคณะรัฐมนตรีให้ คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย ปฏิบัติหน้าที่คณะรัฐมนตรีและให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงที่ตนสังกัด          8.คณะกรรมการพื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย แต่งตั้งกรรมการอำนวยการเฉพาะกิจขึ้นตามความจำเป็นของสถานการณ์และความเร่งด่วนของปัญหา เช่น คณะกรรมการอำนวยการความมั่นคง  คณะกรรมการอำนวยการเศรษฐกิจ การคลังและการเงิน  คณะกรรมการอำนวยการวัฒนธรรม การศึกษา  การสาธรณสุข และสวัสดิการ    คณะกรรมการอำนวยการการเมืองภาคประชาชนและการประชาสัมพันธ์          9.ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือ วิวัฒนาการทางความคิดใหม่ ( new paradigm)ที่ผ่านการตรวจสอบแนวคิด ( concept ) ข้อมูล หลักการทางกฎหมาย และการปรึกษาหารือระหว่างนักวิชาการ ตุลาการ และทหารระดับผู้บัญชาการและผู้คุมกำลังส่วนหนึ่ง เห็นว่าน่าจะเป็นวิธีการที่จะนำประเทศออกจากวิกฤต และตั้งต้นการปฎิรูปไปสู่ระบอบราชประชาสมาสัยหรือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ที่แท้จริงได้          10.ปัจจัยของความสำเร็จ คือ              10.1 .ผู้บัญชาการทหารบกจะต้อง ไม่ขัดขวาง และต้องให้การสนับสนุนแนวความคิดนี้อย่างแข็งขัน โดยผู้บัญชาการทหารบกต้องไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนักการเมือง ต้องเห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาประชาธิปไตยและความเป็นอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รักษาและเปิดโอกาสให้การเมืองภาคประชาชน ซึ่งจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปสู่การปกครองแบบราชประชาสมาสัยโดยแท้จริง และเพื่อให้เป็นตามสมการการต่อสู้เพื่อเอาชนะ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน             10.2. มีกฤษฎาภินิหาร อันบดบังมิได้เกิดขึ้น  ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 22 January 2010 13:54
แผนปฏิบัติการกุหลาบเหลืองThe yellow Rose Action Plan           1.  สถานการณ์          ก. พฤติกรรมของรัฐบาล          1)  การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายยามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.           2)  ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี          3)  ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย          4)  การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ          5)  วิกฤติสภา  สภาล่ม 3 ครั้งสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่          6)  รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล )โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความเชื่อถือ  มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้          ข. คณะฟื้นฟูประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  ประกอบด้วย          1)  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย          2)  กองทัพ          3)  กลุ่มสนับสนุน ( ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน )          ค. สถานการณ์เฉพาะ          1) พธม.ได้ทำการต่อสู้เพื่อขับไล่รัฐบาลนอมินีในระบอบทักษิณ แม้สามารถขับไล่รัฐบาลนอมินีสมัคร สุนทรเวส สำเร็จแต่ต้องกลับมาต่อสู้กับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต่อไป โดยยังไม่สามารถตอบคำถามว่าสถานการณ์จะจบอย่างไร จบเมื่อไร          2) การต่อสู้ทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ พธม. ตกอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบและอ่อนกำลังลง เนื่องจากการ พธม.ต่อสู้กับพลังที่เหนือกว่าคือ “อำนาจรัฐ+อำนาจเงิน” ซึ่งฝ่ายระบอบทักษิณได้ใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินอย่างกว้างขวางโดยตรงต่อ ข้าราชการ ประชาชนและสื่อมวลชน อย่างได้ผล          3) แนวความคิดในการต่อสู้ การใช้ทรัพยากรในการต่อสู้ ไม่มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ไม่หลากหลาย และไม่มีความความพลิกแพลงโดยเฉพาะ แนวทางใน “การบริหารจัดการ”การต่อสู้ “ เอกภาพในทางการต่อสู้”   “การสร้างมวลชน” และ “แนวร่วม”ในการต่อสู้ ฯลฯ          4) พธม.ใช้กลยุทธหลักในการต่อสู้ คือ การปราศรัยบนเวที ถ่ายทอดสดโดย ASTV วิทยุบางสถานีและอาศัยหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ในเครือข่ายผู้จัดการซึ่งยังไม่กว้างขวาง เพียงพอที่จะนำข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน ทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพได้อย่างกว้างขวาง และได้ผล          5) พธม.มีกลุ่มผู้สนับสนุนประกอบด้วย บุคลากรบุคคล ( ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจทหารและประชาชน ) ทุกระดับชั้น ทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ชั้นกลาง ชั้นสูง และทรัพยากรอื่นๆอีกมากมาย หลากหลาย แต่ พธม.ไม่ได้พิจารณานำมาใช้ในการต่อสู้เอาชนะระบบทักษิณอย่างกว้างขวาง จริงจัง ในการสร้างแนวร่วม สร้างพวก สร้าง พธม. ให้แข็งแกร่ง ยิ่งขึ้นอย่างมีระบบ ในสถานการณ์ต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน และพลังการต่อสู้เปรียบเทียบที่เสียเปรียบฝ่ายตรงข้าม          6) ยุทธวิธีดาวกระจายเป็นยุทธวิธีการต่อสู้ที่เหมาะสมหากได้นำมาพิจารณาและปรับปรุง(1) รูปแบบ  (2) ขนาด  (3) วิธีการ และ (4) เป้าหมายที่ชัดเจน พลิกแพลง แหลมคม และได้ผลโดยปฏิบัติต่อพธม.  แนวร่วม พธม. ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และฝ่ายตรงข้ามกับ พธม. โดยต้องใช้แนวปรัญชา“แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง” ในการดำเนินการ2.  ภารกิจ          พธม. ใช้ชุดปฏิบัติการกุหลาบเหลือง ปฏิบัติการจิตวิทยาต่อฝ่ายเราและฝ่ายตรงข้าม  เพื่อสร้างแนวร่วม แย่งชิงมวลชน เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขัดขวางและทำลายระบบทักษิณ สร้างการเมืองใหม่และพื้นฟูระบบประชาธิปไตย แบบราชประชาสมาสัย คือพระมหากษัตริย์กับราษฎร์ ร่วมกันปกครองประเทศตามคติธรรมาธิปไตยแบบโบราณ3. แนวความคิดในการปฏิบัติ          ก. จัดตั้ง ชุดปฏิบัติการขนาดที่เหมาะสม และจำนวนที่เหมาะสมปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อแย่งชิงประชาชน เป็นบุคคล เป็นกลุ่มบุคคล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเพิ่มพลัง พธม. และประสบชัยชนะตามเป้าหมาย ดำเนินการโดยปฏิบัติการตามยุทธวิธี “ดาวกระจาย” เข้าไป “ปรับทุกข์ ผูกมิตร” ต่อบุคคล กลุ่มบุคคล ส่วนราชการ สถานทูต เอ็นจีโอ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ สร้างความเข้าใจในสถานการณ์ ด้วยการสนทนา ชี้แจง แจกจ่าย VCD และเอกสาร เพื่อทำให้ พธม. มีมิตรมากขึ้น มีศัตรูน้อยลง ตามแนวทาง “ ทำศัตรูให้เป็นมิตร” โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติและแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน          ข. ชุดปฏิบัติการ “กุหลาบเหลือง” ประกอบด้วย สุภาพสตรี ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ เพื่อให้เกิดพลังทางสังคม และความเชื่อถือ ปฏิบัติงานในทางลับและทางเปิดเผย ต่อเป้าหมายตามความสำคัญและความเร่งด่วน          4.  การปฏิบัติ          ก)  ขั้นตอนการปฏิบัติ             1)ขั้นการประสานงานจัดตั้งชุดปฏิบัติการและการปรับแนวความคิด             2)ขั้นการวางแผน             3)ขั้นการปฏิบัติ             4)ขั้นการประมวลผลและขั้นการทบทวนและการปรับแผนปฏิบัติการ          ข) การประสานการปฏิบัติ             1) ต้องมีความเชื่อมั่นต่อสูตรทางคณิตศาสตร์ไปสู่ความสำเร็จ คือ             พธม. + กองทัพ  ชนะ  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน             2) การทำแนวร่วมกับกองทัพเป็นบุคคล เป็นหน่วย ถือเป็นความเร่งด่วนสูงสุด             3) การสร้างความเข้าใจในแนวทาง การต่อสู้ การจัดทำเอกสาร แจกจ่าย การกำหนด เป้าหมาย การกำหนดความเร่งด่วนการปฏิบัติต่อเป้าหมาย  การจัดตั้งชุดปฏิบัติ ฯลฯ เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ             4) การประสานงาน ระหว่าง พธม. กองทัพ และกลุ่มผู้สนับสนุน มีความจำเป็นและมีความสำคัญยิ่ง             5)การปฏิบัติต้องสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ Action Plan                  5. โครงสร้างการจัดชุดปฏิบัติการ “กุหลาบเหลือง” ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 21 January 2010 10:07
  แผนปฏิบัติการAction Plan           1.  สถานการณ์          ก. พฤติกรรมของรัฐบาล             1)  การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายยามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.              2)  ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี             3)  ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย             4)  การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ             5)  วิกฤติสภา  สภาล่ม 3 ครั้งสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่             6)  รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล )โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความเชื่อถือ  มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้        ข. คณะฟื้นฟูประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  ประกอบด้วย             1)  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย             2)  กองทัพ             3)  กลุ่มสนับสนุน ( ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน )          2.  ภารกิจ          ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราอาณาจักรไทย โดยการปฏิรูปการเมือง ไปสู่การปกครองระบบประชาธิปไตย ตามคติราชประชาสมาสัย คือพระมหากษัตริย์ กับ ราษฎร ร่วมกันปกครองประเทศ          3.  แนวคิดในการปฏิบัติ          ก.  คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  คัดเลือกบุคคลที่เคยทำคุณความดีให้กับบ้านเมือง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่แสวงหาตำแหน่ง หรืออำนาจ ไม่ว่าเป็นพลเรือน ทหาร ข้าราชการหรือประชาชาชน จำนวนหนึ่ง เป็น “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย”เพื่อรักษาสถาบัน พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยใช้อำนาจกองทัพ ร่วมกับพลังประชาชน ที่กำลังเคลื่อนไหวต่อสู้และปกป้อง  “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และรัฐธรรมนุญ” ใช้ “อำนาจกองทัพสวมอำนาจรัฐ” ในกรณีเกิด “สุญญากาศทางการเมือง” หรือ “เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง”หรือ “ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง”          ข.   คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  เข้าไปสวมอำนาจชั่วคราว ขอพระราชทานงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เช่นหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี และหมวดที่ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฏร หรือถวายพระราชอำนาจคืน          ค.  สำหรับวุฒิสภา ให้คงอยู่ต่อไปจนครบวาระเพื่อทำหน้าที่ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภารวมกัน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย          ง.  จัดตั้งคณะหรือสภาที่ปรึกษาแผ่นดิน ประกอบด้วย อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานศาลฎีกา อดีตผู้บัญชาการทหาร เพื่อให้คำ แนะนำ ปรึกษา ท้วงติง “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย”          จ. ในขณะที่ยังไม่มีคณะรัฐมนตรี “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย” ปฏิบัติหน้าที่ คณะรัฐมนตรี และให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงที่ตนสังกัด          ฉ.  คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  คณะที่ปรึกษาแผ่นดิน ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฏีกา จะร่วมกันสรรหา นายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติเป็นประชาธิปไตย เพื่อให้ประธานวุฒิสภาโปรดเกล้ารับสนองพระบรมราชโองการ          ช.   “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย”แต่งตั้งกรรมการเฉพาะกิจขึ้นตามความจำเป็นของสถานการณ์และความเร่งด่วนของปัญหา เช่น คณะกรรมการความมั่นคง คณะกรรมการอำนวยการเศรษฐกิจ การคลังและการเงิน คณะกรรมการอำนวยการเมืองภาคประชาชนและการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ          ซ.  ใช้เวลาในการปฏิวัติประชาธิปไตยและปฏิรูปการเมืองใหม่ 2-3 ปี            4.  กลยุทธ          ก.  คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการและประสานงานประกอบด้วยผู้แทนและเจ้าหน้าที่จาก “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย” กองทัพ  พธม. ควบคุมการปฏิบัติ ให้บรรลุเป้าหมาย          ข.  กองทัพ          ทหารผลัดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงผ่านการใช้พลังอำนาจแฝง (implied  force) ทุกรูปแบบที่จำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ทางการเมืองที่กำหนดไว้ อาทิ แสดงจุดยืนสนับสนุนพลังประชาชนโดยตรงและโดยอ้อม การแสดงออกโดยการให้สัมภาษณ์ การแสดงเจตนารมณ์ การแถลงการณ์ ประกาศจุดยืน โดยผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการกองกำลังทหาร เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าประสงค์หลักดังนี้          1)  ทำให้นายกรัฐมนตรีลาออก โดยวิธีบังคับและพูดจา โดยผู้บัญชาการกองกำลัง ( แม่ทัพ ผบ.พล.  ผบ.กรม. ผบ.พัน )          2)  ออกประกาศภาวะฉุกเฉินโดยมีทหารเข้ารักษาความสงบในภาวะสถาการณ์ฉุกเฉิน          3)  “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย” ผบ.เหล่าทัพ รวมกับ พธม. ประกาศแนวทางปฏิรูปการเมือง           4)  “คณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย” เข้าเฝ้าถวายพระราชอำนาจคืน หรือขอพระราชทานงดการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา          5)  กองทัพถอนตัว ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์          ค.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย          1)  ดำเนินการเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง สร้างพลังมวลชน สร้างแนวร่วมกับกลุ่มการเมือง กลุ่มเอ็นจีโอ ฯลฯ           2)  ขยายงานการเมืองภาคประชาชนไปยังต่างจังหวัด ทั่วประเทศ          3)  ประชาสัมพันธ์ การเมืองใหม่ การปกครองแบบราชประชาสมาสัย          4)  ประสานงานกับคณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทยและกองทัพโดยใกล้ชิด โดยแต่งตั้งผู้ประสานงานอย่างเป็นทางการ          5)  ปฏิบัติตามขั้นตอนร่วมกับคณะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทยและกองทัพ          ง.  กลุ่มผู้สนับสนุน          1)  ให้การสนับสนุนการปฏิบัติการทุกขั้นตอน          2)  จัดตั้งผู้ประสานงาน          3)  ปฏิบัติงานตามขั้นตอนร่วมกับ คณะฟื้นฟูฯกองทัพ          จ.  การประสานงาน          1)  ทุกส่วนจะต้องมีแผนการปฏิบัติการของตนเองที่สอดคล้องกันโดยมีขั้นตอนและรายละเอียดในการปฏิบัติ          2)  จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานและเจ้าหน้าที่ติดต่อประจำแต่ละส่วน          3)  สูตรสำเร็จ          พธม. +  กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          การจัดองค์กร          ขั้นการปฏิบัติ          ขั้นที่ 1 ขั้นการจัดองค์กรการประสานงาน          ขั้นที่ 2  ขั้นการวางแผน          ขั้นที่ 3 ขั้นการปฏิบัติ          ขั้นที่ 4 ขั้นฟื้นฟูที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 21 January 2010 10:06
บทวิเคราะห์สถานการณ์ สงครามครั้งสุดท้าย ระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย           สถานการณ์เฉพาะ          1.  สถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤติชาติ  วิกฤติความมั่นคง ของสถาบันชาติ  สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความสุข ความสงบ ของประชาชนชาวไทย โดยพฤติกรรมของรัฐบาลตั้งแต่ ปี พ.ศ.2544 – ปัจจุบัน คือการกระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยการพยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ การใช้องค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ ลบล้างกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะ เช่นใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เคลื่อนไหวต่อต้าน ทำลายชื่อเสียง บิดเบือน ความน่าเชื่อถือของอำนาจตุลาการ องค์กรกลาง ปปช. กกต. ฯลฯ เป็นต้น          2.   รัฐบาลขัดขืน เมินเฉย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คำสั่งศาล ในหลายกรณี          3.   สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง จากขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการใช้สื่อทุกชนิดปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง          4.   กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย          ข้อเท็จจริง          1. ก่อนปี พ.ศ.2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ.2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์          2. ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2475 จนปัจจุบัน ประเทศไทยเกิดวิกฤติการทางการเมืองหลายครั้ง ล้วนเป็นการเกิดวิกฤติจากรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ตามด้วยการยึดอำนาจ การปฏิวัติ รัฐประหาร การพัฒนาทางการเมืองไม่ต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางและไม่มั่นคง          3. สถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤติชาติ วิกฤติความมั่นคง ของสถาบันชาติ สถาบันชาติ สถาบันศาสนาพระมหากษัตริย์ และความสุข ความสงบ ของประชาชนชาวไทย โดยพฤติกรรมของรัฐบาลตั้งแต่ ปีพ.ศ.2544 -ปัจจุบัน คือการกระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญโดยการพยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ การใช้องค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ ลบล้างกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเช่นใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เคลื่อนไหวต่อต้าน ทำลายชื่อเสียง บิดเบือน ความน่าเชื่อถือของอำนาจตุลาการ องค์กรกลาง ปปช.  กกต.ฯลฯ เป็นต้น          4. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายารัฐมนตรี รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี2544 มีพฤติกรรมไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่แนวคิดที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเวลาต่อมาจนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต้านรัฐบาลขบวนการล้มล้างสถาบัพระมหากษัตริย์ ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆเป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน          5. พฤติกรรมของรัฐบาลนอมินี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์             1) การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการกพยายามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.               2) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี             3) ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย             4) การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ             5) วิกฤติสภา สภาล่ม 3 ครั้ง สมาชิกไม่ครบองค์ประชุม สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่             6) รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล ) โดนยึดโดย พธม.รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ แต่ยังไม่มีการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองใดๆทั้งสิ้น          6. สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับการกอบกู้ชาติ และค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทั้งทุกวันนี้ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ บนแผ่นหินอ่อนว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน”          สถาบันกองทัพ ความสัมพันธ์ระหว่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ และกองทัพนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเมืองไทย ดังที่หลายท่านทราบอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสที่ทรงส่งเสียให้ได้เล่าเรียนในต่างประเทศ เรียนการทหาร เพื่อจะได้กลับมารับราชการทหารต่อไป เพราะทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนไปในอนาคตอย่างไรก็ยากจะเดาได้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ยังจำเป็นต้องมีทหารอยู่นั้นเอง อย่างไรเสียเมื่อเป็นทหารแล้ว ก็จะยังมีบทบาทหน้าที่รับใช้ชาติได้อยู่นั้นเอง          7. อำนาจรัฐที่แท้จริง อยู่ที่ผู้ถืออาวุธ กองทัพคือผู้ถืออาวุธและกองทัพมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย และทหารคือทหารของพระราชาและพระราชีนี ไม่ใช่ทหารของนักการเมือง          8. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมเพื่อปกป้อง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” อย่างเปิดเผย เข็มแข็ง เสียสละและกล้าหาญ          9. สูตรความสำเร็จของการต่อสู้                พธม. + กองทัพ = ชนะ  ระบอบทักษิณ                พธม. + กองทัพ = ชนะ  รัฐบาล + อำนาจเงิน                พธม. + กองทัพ = ชนะ  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน              10. กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ”          11. กฤษดาอภินิหาร อันบดบังมิได้ ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ ยิ่งยวด และสูงสุด ต่อประชาชนชาวไทย ทุกหมู่เหล่า และทุกสาขาอาชีพ              ข้อพิจารณา          1. ในสถานการณ์ปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง จากขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยมีการใช้สื่อทุกชนิดปฏิบัติอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะ อินเตอร์เน็ต ไม่น้อยกว่า1,200 เวปไซด์ โดยไม่มีการป้องกันปราบปรามจากผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง จากรัฐบาลและกองทัพ          2. มีขบวนการ “ ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ”เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐกำลังเคลื่อนไหวและเพิ่มบทบาทขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน          ขบวนการล้มปืนนั้นน่าจะหมายถึง การใช้อำนาจการเมืองเข้ามายึดอำนาจในกองทัพ ทำให้กองทัพอ่อนแอ การล้มทุนก็คือการรวบอำนาจกลุ่มทุนให้เหลือเพียงกลุ่มที่เป็นพวกของพรรคเท่านั้น โดยพยายามทำลายทุนของฝ่ายตรงกันข้าม  ส่วนการล้มเจ้าก็คือ การล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ แนวความคิดนี้ ดังกล่าวนี้เป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกับกลุ่มการเมืองเอียงซ้าย ที่แทรกอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอำนาจบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันนี้          กองทัพมีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะต้อง ช่วยปกป้องและส่งเสริมประชาธิปไตย ที่แท้จริงให้กลับคืนสู่สังคม ประชาชนก็จะมั่นใจในกองทัพ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน  กองทัพจะต้องกอบกู้ ประชาธิปไตย เสถียรภาพ  ความสงบ และความมั่นคงกลับคืนมาสู่ประเทศชาติ อย่างรวดเร็ว ทันเวลาและถาวร            3. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานครบหกเดือนเมื่อ 20 พ.ย. 2551 ความยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ พธม. อ่อนแรง โดยเฉพาะประชาชนที่ใส่เสื้อเหลืองมาร่วมเรือนหมื่นประจำทุกวัน ประชาชนเหล่านี้มาชุมนุมด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ชุมนุมเพื่อปกป้องพระราชา  พระราชินี  และสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติตนเป็น “ ทหารเสือ พระราชาและพระราชินี”          4. การชุมนุมในวันที่ 23 พ.ย. 2551 พธม. ประกาศอย่างชัดเจนว่า เป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย อาจจะมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ในวันที่ 7 ต.ค. 2551 หากรัฐบาลใช้ตำรวจออกมาปราบปรามและทหารวางเฉย          5. กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และไม่ทำหน้าที่ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปล่อยให้ พธม. ปฏิบัติหน้าที่แทนกองทัพอย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย ยืดเยื้อยาวนาน บนความขาดแคลน ด้วยความเสียสละ และอดทน          6. ในโลกนี้ตั้งแต่โบราณ มนุษย์ถ้ำจนถึงปัจจุบัน อำนาจรัฐที่แท้จริง  คือผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือกองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจที่แท้จริง และเป็นปัจจัยชี้ขาดในสงครามครั้งสุดท้าย คือ                กองทัพ + พธม. = ชนะ รัฐบาล + อำนาจเงิน                กองทัพ + พธม. = ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          7. หากการต่อสู้ครั้งสุดท้าย พธม. เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นั้นคือ ประชาชนใส่เสื้อเหลืองผู้เสียสละ และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในอนาคตจะไม่มีผู้ใดออกมาป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์  สถาบันพระมหากษัตริย์จะตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่งยวด          ข้อเสนอแนะ          พิจารณาการใช้กฤษดาอภินิหาร อันบดบังมิได้ แก้ไขสถานการณ์วิกฤติที่กำลังจะเกิด โดยมอบให้ ผู้บัญชาการหน่วยทหารแก้ไขสถานการณ์ ออกมาปกป้องประชาชน ผู้ออกมาปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 1, ผบ.พล. 1 หรือผู้มีอำนาจในกองทัพที่เป็นทหารของพระราชาและพระราชินีที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 21 January 2010 10:03
   ดร.สมิทธ  ธรรมสโรช  -  โสรัจจะ นวลอยู่  อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กับ โหรชื่อดังฉายา "นอสตราดามุสเมืองไทย" ทำนายตรงกัน กลางปีนี้ประเทศไทยเจอสึนามิถล่มหนักแน่ๆ...  หลังจากเป็นที่ฮือฮากับรายงานข่าวจากต่างประเทศ เมื่อคณะผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาจากประเทศไอร์แลนด์เหนือ นำโดย ศาสตราจารย์จอห์น แมคคลอสคีย์ สถาบันวิจัยนิเวศวิทยาแห่งมหาวิยาลัยอัลส์เตอร์ ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการที่ขึ้นชื่อว่าทำนายเหตุการณ์สึนามิได้แม่นยำมากที่สุด ได้ส่งจดหมายเตือนภัยว่าอาจจะเกิดคลื่นยักษ์ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวถล่มชายฝั่งเกาะสุมาตราในอนาคตอันใกล้   คำเตือนที่ว่านั้นยิ่งสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคนไทย เมื่อมันมาตรงกับคำทำนายของนักวิชาการและโหราศาสตร์ชื่อดังก่อนหน้านี้ ที่ว่าสึนามิจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ที่สำคัญประเทศไทยจะได้รับความเสียหายมากมายกว่าสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547   ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์สอบถามไปยัง ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ผู้ที่เคยทำนายว่าประเทศไทยจะเกิดสึนามิครั้งใหญ่อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ โดยเขาเห็นด้วยกับคำเตือนของศาสตราจารย์สถาบันวิจัยนิเวศวิทยาแห่งมหาวิยาลัยอัลส์เตอร์ ไอร์แลนด์เหนือ และว่าถ้าเกิดสึนามิครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบผู้คนจะล้มหายตายจากมากมายกว่าครั้งที่แล้วมาก  "ปีที่แล้วผมมีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมกับนักวิจัยญี่ปุ่น ซึ่งเขาก็พูดถึงเรื่องของศาสตราจารย์จอห์น แมคคลอสคีย์ ออกมาบอกว่าอีกไม่นานจะเกิดสึนามิอีกครั้ง ในส่วนประเทศไทย จะได้รับผลกระทบมากๆ เพราะว่ารอยเลื่อนแผ่นดินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 มันเลื่อนแค่เศษ 1 ส่วน 4 เท่านั้น ดังนั้นจะเหลืออีกเศษ 3 ส่วน 4 ที่ยังไม่เกิด ซึ่งแผ่นดินมันค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาทางเหนือระหว่างเกาะนิโคบาและเกาะอันดามัน โดยการเลื่อนในครั้งนี้มันจะเขยิบเข้ามาใกล้กับชายฝั่งของประเทศไทยมากขึ้นจากครั้งที่แล้ว"  ดร.สมิทธ กล่าวต่อว่า ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้อง 9 ริกเตอร์เหมือนกับครั้งที่แล้ว เรียกว่าขอให้เกิดสึนามิขึ้นเมื่อใด ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมหาศาล   "คำนวณง่ายๆ ว่าสึนามิครั้งที่แล้วมันไกลจาก 6 จังหวัดภาคใต้ถึง 1,200 กิโลเมตร แต่รอยเลื่อนอีกเศษ 3 ส่วน 4 มันอยู่ใกล้ประเทศไทยเพียง 300-400 กิโลเมตา ดังนั้นถ้าเกิดสึนามิขึ้นไม่ว่าจะกี่ริกเตอร์ ประเทศไทยจะได้รับความเสียหายมากกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน"  ถามว่าจังหวัดไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ดร.สมิทธ  กล่าวว่า คงไม่พ้น 6 จังหวัดที่โดนสึนามิครั้งที่แล้วถล่ม  "ที่น่ากลัวที่สุดก็ไล่ไปตั้งแต่ จ.ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง และสตูล และเรื่อยลงไปอีกซึ่งมันจะกินพื้นที่มากๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดปัจจัยหลักก็ต้องดูจุดเกิดสึนามิที่แน่นอนอีกที ซึ่งไม่มีใครพยากรณ์ได้ตรงเป๊ะๆ แต่รวมๆ แล้ว 6 จังหวัดที่ว่าโดนผลกระทบมหาศาลมากๆ ถ้าไม่เฝ้าระวัง ซึ่งเรื่องนี้ในการประชุมเรื่องสึนามิที่ประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วเราพูดกันเยอะ แต่ก็เขาก็ไม่ได้บอกชัดเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทย ระบุแต่ถ้าเกิดสึนามิอีกครั้ง ตั้งแต่พม่าโดนหมด อย่างแผ่นดินไหวที่เฮติในครั้งนี้ บางคนก็พยากรณ์ว่าอีกนานจะเกิด 10-100 ปี แต่ผมเชื่อว่ามันพยากรณ์ไม่ได้ อยู่ๆ มันเกิดตูมขึ้นมา ภายใน 1-5 ปีนับจากนี้อาจไม่เกิดก็ได้ หรืออาจจะเกิดพรุ่งนี้ก็ได้ ไม่มีใครพยากรณ์ได้ ประเทศไทยก็เหมือนกัน แต่เราก็ทำได้แค่ระวังตัว"  สำหรับวิธีป้องกัน อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยก็ต้องมีระบบเตือนภัยที่ดี ซึ่งอาจจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ซึ่งเห็นคนในพื้นที่บอกว่า ทุ่นเตือนภัยก็แบตฯ หมด หอเตือนภัยก็ใช้การได้ไม่หมด ทั้งนี้ ตนคงพูดอะไรไม่ได้มาก เพราะโดนรัฐฟ้องอยู่ข้อหาหมิ่นประมาท  "สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ปัจจุบันผมทำมูลนิธิเตือนภัยโดยไม่หวังกำไรทำงานคู่ขนานไปกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐ โดยมูลนิธิเรามีหน้าที่เตือนภัยทำเหมือนกับศูนย์เตือนภัยพิบัติทุกๆ อย่าง โดยเรามีเครือข่ายจากลูกทุ่งเน็ตเวิร์คกระจายเสียงทั้งหมด 81 สถานี ทั้งเอฟเอ็ม เอเอ็มทั่วประเทศที่จะติดตามความเหตุการณ์พร้อมกับเตือนภัยได้ 24 ชั่วโมง โดยมีสถานีวิทยุให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายสนุนค่าใช้จ่าย"  สุดท้าย ดร.สมิทธ ฝากไปถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยว่า มูลนิธิจะพยายามเตือนให้ทราบล่วงหน้าว่า ภัยธรรมชาติชนิดไหนจะเกิดขึ้นที่ไหน เราจะทำให้ดีที่สุดขอให้ติดตามรับฟังเครือข่ายและสถานีวิทยุของเรา โดยสามารถสอบถามและแจ้งเหตุได้ที่ โทร.0-2888-2215 ได้ 24 ชั่วโมง  ด้านโหรชื่อดัง นายโสรัจจะ นวลอยู่ ฉายานอสตราดามุสเมืองไทย ผู้ที่เคยทำนายประเทศไทยจะเกิดสึนามิใหญ่ อีกทั้งยังฟันธงอีกว่า กลางปีนี้ประเทศไทยจะมีสึนามิอีกครั้ง กล่าวว่า  "ตามดวงดาวจริงแล้วมีเกณฑ์กลางปีนี้ 100% ซึ่งผมดูจากดวงดาวแล้ว กลางปีนี้ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะว่าดาวที่สำคัญอย่าง ดาวเสาร์ อยู่ในภพอริของดวงเมือง อีกทั้งราหูมาอยู่ในภพที่ 9 ซึ่งตรงนี้มีผล มากๆ คือดาวสองดวงนี้ทำมุมกัน แล้วดาวพฤหัสก็เกี่ยวกับน้ำ พฤหัสอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ค่อยดี อย่างไรก็ดี ผมก็คิดว่าเป็นไปได้ว่าประเทศไทยมีโอกาสใกล้เคียงจะเกิดทั้งแผ่นดินไหวแล้วก็เกิดสึนามิด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่ง หรือแถบอันดามันตั้งแต่ระนองลงไปอันตรายมากๆ"  เมื่อถามถึงวิธีป้องกัน โหรชื่อดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยากมากๆ เพราะว่ามันเป็นกฎแห่งดวงดาว ที่มาบรรจบกับภัยธรรมชาติ   "สิ่งที่เตือนได้นอกจากการทำบุญแล้ว ผมอยากให้ภาครัฐใส่ใจตรวจสอบเครื่องเตือนภัยต่างๆ ให้สมบูรณ์แบบ ส่วนประชาชนก็ต้องคอยระมัดระวังฟังศูนย์เตือนภัย ซึ่งอาจจะทำให้เหตุการณ์ที่หนักหนาสาหัสในกลางปีนี้ทุเลาลงไปได้" นายโสรัจจะกล่าวที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
Wednesday, 20 January 2010 10:53
             เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสอ่านบทความประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนากิจกรมการพลเรือนทหารบก ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๓ มกราคม บทความดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ นำเสนอให้ทราบถึงจิตวิญญาณของนายทหารกิจการพลเรือน เพื่อหวังให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานทหารดังกล่าว คือ การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนเมื่อประสบความเดือดร้อน การพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ การดำเนินการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท และการปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ไว้ยิ่งชีวิต             ถ้าหากนำจิตวิญญาณดังกล่าว พร้อมทั้งคำกล่าวปฏิญาณตนเอง  ของทหารต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย  ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม โดยตอนหนึ่งระบุว่า” ข้าพเจ้า…….. จักเทิดทูน และรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า”  มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับการกระทำของกองทัพ ในขณะนี้แล้ว เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงจะไม่ค่อยชื่นชมเท่าไรนัก กับภาพพจน์ที่ถูกสังคมมองว่า กองทัพมีความอ่อนแอในการทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการปล่อยปะละเลยให้นายทหารบางคนแสดงพฤติกรรมข่มขู่ผู้บังคับบัญชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพในกองทัพ ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ จะส่งผลให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของความเป็นทหารจะตกต่ำ และอาจนำไปสู่วิกฤติศรัทธาขึ้นกับกองทัพไทยในอนาคต ซึ่งถ้าหากเกิดศึกสงครามขึ้นมาเมื่อใด กองทัพก็อย่าคาดหวังอะไรมากนักที่ประชาชน ในพื้นที่ส่วนหลังจะส่งขวัญและกำลังใจไปให้  อย่าหวังว่าจะมีคนไทยไปสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วย เพราะทุกวันนี้ผู้นำเหล่าทัพ มีนโยบายโดดเดี่ยวตัวเองจากประชาชน เพราะ แยกแยะไม่ออก ระหว่างเรื่อง การเมือง กับเรื่องบ้านเมือง ทำให้กองทัพไทย ไร้ซึ่งจิตวิญญาณของนักรบไทย            ในฐานะที่เป็นคนไทยผู้หนึ่งที่มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์บ้านเมือง และความมั่นคงของสถาบันที่สำคัญต่อชาติ จึงใคร่ถือโอกาสในวันกองทัพไทย ประจำปี ๒๕๕๓ นี้ นำเสนอ ข้อแนะนำบางประการที่จะทำให้กองทัพไทยได้รับความร่วมมือและศรัทธาจากประชาชนคนไทยที่สำนึกในบุญคุณของแผ่นดินเกิดดังนี้            ๑.      การสร้างเอกภาพในกองทัพ ปัจจุบันกองทัพตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง จากผู้ที่ไม่หวังดี และมีทัศนคติ ที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ พร้อมทั้งพยายามยุยงให้ทหาร มีความคิดคล้อยตามเพื่อที่จะเข้าร่วมเคลื่อนไหวด้วย กอปรกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ทำให้กำลังพลในหน่วยงานมีความเห็น และการแสดงออกทางการเมืองที่แตกต่างกัน เป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของกองทัพ            ดังนั้น กองทัพควรที่จะเผยแพร่ข่อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อให้กำลังพลทราบข้อเท็จจริงของปัญหาในแต่ละเรื่องที่เป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อป้องกันมิให้กำลังพล ถูกครอบงำด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้คล้อยตามกับข้อมูลที่ปราศจากความจริง หรือถูกบิดเบือน โดยอาจจะใช้เวลาประชุมช่วงบ่ายวันพุธของแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้พบปะ สนทนาแลกเปลี่ยนความคิด และรับฟังปัญหาของกำลังพลในรูปแบบของการจัด “เสนาสนเทศ”              ๒.      ตะหนักถึงความหวังดีของประชาชน การที่กองทัพมุ่งให้ความสำคัญ เพียงเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ กับภาคเอกชนเพียงเพื่อขอรับการสนับสนุนให้เข้าร่วมกิจกรรมในโอกาสต่างๆ เพียงหวังสร้างภาพ รวมทั้งการจัดทำโครงการอบรมสัมมนา ด้วยการเกณฑ์บุคคลจากกลุ่มต่างๆ เเละกำลังพลให้เข้าร่วมตามจำนวนที่กำหนดไว้นั้น ยังไม่น่าที่จะทำให้กองทัพประสบความสำเร็จ ในงานกิจการพลเรือนได้ เพราะผู้ที่เข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ นั้นมาด้วยกาย มาด้วยความจำเป็น มาด้วยหน้าที่ จะมีสักกี่คนที่มาด้วยใจ            ดังนั้นมวลชนของกองทัพ ควรที่จะคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าปริมาณ คุณภาพในที่นี้คือ การที่ประชาชนมาร่วมกิจกรรมด้วยใจ จากเหตุการณ์บ้านเมืองในเวลานี้เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ ยังคงยึดมั่นใน สถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พร้อมที่จะเข้าร่วมแสดงพลังแห่งความรักชาติ และแสดงออกถึงความจงรักภักดี แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่โดยตรง กลับไม่แสดงออก หรือแสดงออกอย่างอ่อนแอเมื่อมีภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้คนไทย เริ่มให้ความชื่นชมน้อยลง เพราะในขณะนี้ดูเสมือนว่าไม่มีผู้นำกองทัพคนไหนที่แสดงออกถึงจิตวิญญาณ ของความเป็นชายชาติทหารเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นได้            กองทัพ ควรที่จะแยกมิตร แยกศัตรู ของบ้านเมืองให้ออก เพราะสถานการณ์ในปัจจุบัน คนที่เป็นอริราชศัตรู ได้เปิดเผยตัวตนให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นกองทัพควรที่จะได้ทบทวน และปรับเปลี่ยนท่าทีของตนเอง ด้วยการยอมรับ และเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชนชาวไทยที่ยอมเสียสละเพื่อแผ่นดิน เพื่อความดี เพื่อหวังให้ชาติ บ้านเมืองหลุดพ้นไปจากสิ่งชั่วร้ายที่เกิดจากนักการเมืองที่มุ่งแสวงหาอำนาจเพื่อผลประโยชน์โดยมิชอบ            ๓. ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างฉับพลัน การแสดงออกถึงความจงรักภักดีของกองทัพที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ผ่านมา ยังคงเน้นความสำคัญในด้านการเทิดทูนด้วยการจัด พิธีกรรมและการเผยแพร่พระราชกรณียกิจในรูปแบบของงานนิทรรศการเป็นหลัก   แต่ในขณะที่มีการกระทำในลักษณะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และจาบจ้วงสถาบันอย่างรุนแรงนั้น กองทัพมิได้แสดงออกเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบอย่างชัดเจนว่า ได้ดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อปกป้องสถาบันฯ                 สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากกองทัพ ก็คือ ควรที่จะจัดทำหรือ รวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง  นำมาหักล้างข้อกล่าวหาในการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อสถาบันฯ โดยที่นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือนและนายทหารฝ่ายการข่าว ต้องประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงประเด็นที่นำมาจาบจ้วงสถาบันฯ เพื่อที่จะจัดทำข้อมูลโต้ตอบได้อย่างมีเหตุ มีผล ทันเวลา โดยใช้สถานีวิทยุ และโทรทัศน์ของกองทัพ มาเป็นประโยชน์ในการที่จะรักษาความมั่นคงภายในของบ้านเมือง ภายในราชอาณาจักรไทยไว้ให้ได้            ข้อแนะนำที่ได้เสนอมานี้ เป็นไปด้วยความปรารถนาดีที่อยากจะเห็นกองทัพกลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นกองทัพที่มีจิตวิญญาณของทหารที่ยึดมั่นในคำกล่าวปฎิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลอย่างแท้จริง ที่มา : www.chaoprayanews.com
Tuesday, 19 January 2010 10:59
ในขณะที่บทความนี้ลงตีพิมพ์ เหตุการณ์สุริยุปราคาครั้งล่าสุดก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะเป็นสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 เวลาราวบ่าย 2 โมงครึ่ง ไปสิ้นสุดเอาเกือบบ่าย 3 โมง             เป็นอุปราคาที่มองเห็นในบางที่บางจุด สำหรับในประเทศไทยเห็นได้ที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่             ในขณะที่กำลังเกิดอุปราคานั้น มีคนเขียนทวิตเตอร์ถามขึ้นในทวิภพว่า การที่ราหูอมอาทิตย์ในครั้งนี้ จะเป็นสัญญาณดีร้ายประการใด             ก็ได้เขียนตอบไปตามประสาของนักเล่นทวิตเตอร์ที่ใครถามอะไรกันมา หากพอมีความรู้จะตอบได้ก็ต้องช่วยกันตอบ เพื่อทำให้ทวิภพหรือโลกใบเหลี่ยมของชาวเว็บทั้งหลายเป็นโลกที่อำนวยประโยชน์และความสุขแก่มนุษย์ แทนที่จะเป็นโลกของการทะเลาะเบาะแว้ง หรือแสดงอารมณ์ไม่เข้าท่าต่าง ๆ นานาต่อกัน             ได้เขียนตอบไปว่า อุปราคาคราวนี้ไม่เกี่ยวกับราหู             ในสมัยโบราณนั้น มีความเชื่อว่าอุปราคาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจันทรุปราคา หรือสุริยุปราคา เป็นเรื่องที่เทพอสูรตนหนึ่งที่มีชื่อว่าราหูได้ไล่จับพระจันทร์และพระอาทิตย์มาอมไว้ จึงทำให้พระอาทิตย์และพระจันทร์มืดดำไป             จึงเป็นที่มาของพิธีกรรมและกระบวนการในการช่วยพระจันทร์และพระอาทิตย์ด้วยการทำเสียงดังเพื่อไล่ราหู ไม่ว่าด้วยการจุดประทัด ตีกลอง และร้องตะโกนว่าช่วยจันทร์ ช่วยอาทิตย์             เมื่อยามอยู่ในวัยเด็กก็ได้รับคติความเชื่อเช่นนี้มาเหมือนกัน เคยออกไปตีกลองร้อง “ช่วยจันทร์เจ้าเอ๋ย” หรือไม่ก็ “ช่วยอาทิตย์เจ้าเอ๋ย” อยู่หลายครั้งหลายหน             แต่เมื่อได้ร่ำเรียนอะไรต่อมิอะไรมากขึ้นก็ได้รู้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับราหู เพราะเทพอสูรที่มีชื่อว่าราหูนั้นไม่ได้อยู่ในจักรราศี แต่เป็นอีกเรื่องอีกราวหนึ่งต่างหาก เพียงแต่ชื่อมาพ้องกันกับดาวพระราหู ซึ่งใช้ในการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์             การที่เกิดอุปราคาก็เพราะว่าไม่ดวงจันทร์หรือโลก ได้ไปขวางแสงของพระอาทิตย์ หรืออีกนัยหนึ่งโคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันทั้งพระอาทิตย์ โลก พระจันทร์             ถ้ายามที่โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันนั้น โลกอยู่ระหว่างกลาง เงาของโลกก็จะไปบังดวงจันทร์ ก็จะเกิดเป็นจันทรุปราคา แต่ถ้าดวงจันทร์อยู่ระหว่างกลาง ดวงจันทร์ก็จะบังแสงจากดวงอาทิตย์ ก็จะเกิดเป็นสุริยุปราคา             จะเป็นอุปราคาเต็มดวงหรือไม่เต็มดวงก็ขึ้นอยู่กับวิถีการโคจรว่าอยู่ในแนวเส้นตรงที่ตรงดิ่งกันหรือว่าเบี่ยงเบนออกไปมากและน้อย และจะเห็นในพื้นที่ใดของโลกก็ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นอยู่ในแนวที่จะเห็นดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ ณ เวลานั้น ๆ หรือไม่             เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอ ๆ เพราะในแต่ละปีนั้นดวงจันทร์โคจรรอบโลก และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ย่อมมีจังหวะจะโคนที่วิถีโคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันหลายครั้ง บ้างก็โลกอยู่กลาง บ้างก็ดวงจันทร์อยู่กลาง จึงเกิดเป็นอุปราคาขึ้น             กล่าวโดยรวม อุปราคาทั้งปวงล้วนเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลก โคจรตามวิถีโคจรอันเป็นไปตามธรรมชาติ หาได้มีสิ่งใดหรือผู้ใดบันดาลให้เป็นไปแต่ประการใดไม่ และมิได้ส่งผลใด ๆ ต่อการกระทำของคน             เพราะคนเราจะทำการใดย่อมขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการกระทำนั้น โดยรวมกล่าวได้ว่ากิเลสนั่นแล้วคือเหตุปัจจัยของการกระทำต่าง ๆ ของคน และเมื่อทำกรรมอันใดลงไปแล้วก็ย่อมมีวิบากกรรมเกิดขึ้นเสมอ นี่ก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่นตามความต้องการของใคร             ในวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 ที่เกิดสุริยุปราคานั้น ไม่เกี่ยวกับพระราหูหรือดาวราหู เพราะในวันนั้นดวงอาทิตย์โคจรอยู่ที่ราศีมังกร ที่ระยะ 1 องศา 10 ฟิลิปดา ในขณะที่ดาวราหูโคจรอยู่ที่ราศีธนู ระยะ 26 องศา 10 ฟิลิปดา ถ้าหากวัดเป็นระยะทางก็ไกลกันอักโข จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกันดังที่มีผู้ตั้งคำถามแต่ประการใด             คือไม่ได้เกี่ยวข้องในแง่ที่ราหูเป็นเทพอสูรอมพระอาทิตย์ หรือในแง่ดาวเดือนในจักรราศีที่พระราหูทับพระอาทิตย์แต่ประการใดเลย             ในวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553 ในช่วงที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ในราศีมังกร ที่ระยะ 1 องศา 10 ฟิลิปดานั้น ดวงจันทร์ก็โคจรรอบโลกอยู่ และ ณ เวลาประมาณ 14 นาฬิกานั้น ดวงจันทร์ก็โคจรเข้าสู่ราศีมังกร             โคจรเคลื่อนคล้อยไปตามจักรราศีตั้งแต่ 0 องศาเริ่มไป 1 ฟิลิปดา แล้วโคจรเรื่อยไปจนถึง 1 องศาเศษ ๆ วิถีโคจรของดวงจันทร์ซึ่งกำลังโคจรรอบโลกอยู่นั้นก็ไปขวางทางแสงจากพระอาทิตย์เข้าพอดี             จึงทำให้แนวที่ดวงจันทร์ขวางดวงอาทิตย์นั้นเกิดเงามืดขึ้น นั่นคือเมื่อมองจากพื้นโลกไปยังดวงอาทิตย์ก็จะเห็นเงามืด นั่นแหละเป็นดวงจันทร์ที่อยู่ในแนวเดียวกันคั่นกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ จึงขวางทางเดินของแสง แล้วทำให้เห็นเงามืดขึ้น             ปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้ ในทางดาราศาสตร์เฉพาะส่วนที่นำมาใช้กับการพยากรณ์ในทางโหราศาสตร์จะเรียกว่าจันทร์ดับ เพราะมีหลักวิชาการคำนวณว่าเมื่อวันเวลาใดก็ตามที่ดวงจันทร์โคจรเข้าไปอยู่ในวิถีหรือแนวเดียวกันกับดวงอาทิตย์ ในระยะที่ห่างกันไม่เกิน 1 องศาแล้ว ถือว่าวันเวลานั้นเป็นวันเวลาพระจันทร์ดับ             ผลคำนวณทางดาราศาสตร์ที่ถือเอาอาทิตย์อุทัย ที่อำเภอพิบูลย์มังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ตามแบบฉบับของนายทองเจือ อ่างแก้ว คำนวณได้ว่าเวลาที่จันทร์ดับนั้นคือเวลา 13.48 นาฬิกา             เพราะเหตุที่ดวงจันทร์โคจรเร็วกว่าพระเคราะห์อื่น ๆ ในวันที่ 15 มกราคม ศกนี้ ดวงจันทร์จึงโคจรผ่านวิถีดาวหลายดวง นั่นคือโคจรผ่านพระราหูในเวลา 0.04 นาฬิกา ผ่านพระศุกร์เมื่อเวลา 04.25 นาฬิกา เริ่มเข้าแนวรัศมีของพระอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 8.31 นาฬิกา และดับสนิทในเวลา 13.48 นาฬิกา             แต่เพราะพื้นที่อันเป็นแนวเดียวกันนั้นไปใกล้เคียงเอาที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่เห็นดวงอาทิตย์ไม่พร้อมกับอำเภอพิบูลย์มังสาหาร เมื่อคำนวณเป็นเวลาปัจจุบันจึงต่างกันหลายนาที             แล้วถามว่าการมีอุปราคาและการที่พระจันทร์โคจรทับดาวต่าง ๆ หลายดวงในวันเดียวกันเช่นนี้ ได้ส่งผลอะไรกับโลกมนุษย์ของเราบ้าง?             ดวงจันทร์นั้นโคจรอยู่ใกล้โลกมากที่สุด แรงดึงดูดของโลกกับดวงจันทร์มีผลกระทบต่อน้ำ ยามใดที่ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกตรงกับพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำใด ๆ ไม่ว่าทะเลหรือมหาสมุทร ก็จะส่งผลให้น้ำไหลหลั่งมารวมกัน ทำให้เกิดสภาพน้ำขึ้น นี่เป็นกฎธรรมชาติ             ทว่ามนุษย์เรานี้ก็มีน้ำในตัวเป็นส่วนมาก ดังนั้นการโคจรของดวงจันทร์จึงส่งอิทธิพลกับน้ำในตัวมนุษย์ด้วย             ดังเช่น การมีระดูหรือประจำเดือนของสตรีนั้น หากรู้เวลากำเนิดวางลัคนาได้แม่นยำแล้ว นักคำนวณผู้ปรีชาจริงก็จะสามารถคำนวณวันเวลามีประจำเดือนของสตรีนั้นเพื่อคำนวณการตั้งครรภ์ได้ และนี่คือรากฐานของวิชาการให้ฤกษ์เรียงหมอน             นอกจากดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อน้ำในร่างกายมนุษย์แล้ว ยังมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกและความคิดจิตใจของมนุษย์ด้วย             พึงสังเกตว่าพิธีกรรมสำคัญหรือการแสดงพระธรรมสำคัญ ๆ ในพระพุทธศาสนานั้น พระตถาคตเจ้าผู้ทรงเป็นสัพพัญญูและทรงรู้แจ้งโลกได้ถือเอาวันพระจันทร์เพ็ญเป็นวันทำพิธีกรรมหรือแสดงพระธรรมสำคัญ ๆ ทั้งสิ้น             เช่น ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นปฐมเทศนาในวันเพ็ญเดือน 8 ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันเพ็ญเดือน 3 ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานในวันเพ็ญเดือน 12 เป็นต้น             ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังที่แสดงมานี้ความจริงไม่ใช่เรื่องลี้ลับหรือมหัศจรรย์อันใด เพราะส่องกล้องดูด้วยตาก็เห็นได้ บางครั้งไม่ต้องส่องกล้องก็มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือผู้มีปัญญาวิชาคุณก็รู้ได้ด้วยการคำนวณ ดังเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณอุปราคาล่วงหน้าที่อำเภอหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันลือเลื่องในครั้งกระโน้น             แต่ก็มีคนบางกลุ่มบางพวกลุ่มหลงงมงาย ถือเอาการโคจรของดวงดาวว่ามีผลมีอิทธิพลต่อบ้านเมืองและมนุษย์ บางคนก็ถึงกับวางแผนป่วนบ้านชิงเมืองกันในวันที่ 15 มกราคม 2553 ตามคำแนะนำของพวกหมอดู ซึ่งในวันนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีความหมายใด ๆ เลย และไม่มีคุณค่าในทางความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย             แต่ความจริงที่เห็นนั้นลองมองดี ๆ เถิด ก็จะเห็นว่าอุปราคานั้นได้แสดงธรรมให้เห็นอย่างแจ้งชัด ดังที่พระตถาคตเจ้าเคยตรัสไว้ว่า พระอาทิตย์และพระจันทร์อันมีฤทธิ์ ย่อมเศร้าหมองได้ด้วยเมฆหมอกฉันใด ผู้มีอำนาจก็อาจเศร้าหมองได้ด้วยผู้คนแวดล้อมฉันนั้น.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 18 January 2010 13:29
" กองทัพเป็นกลางอยู่แล้ว และกองทัพไม่ได้เป็นพวกใคร กองทัพมีจุดยืนที่ชัดเจน และทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงก็ด่าผมมาโดยตลอด แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ถือว่าดีเสียอีก เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด่า ก็จะหาว่าเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อถูกรุมด่าทั้งสองฝ่ายถือว่าดีแล้ว "             คำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา             จากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 10 ม.ค.2553             ถ้าฟังเผิน ๆ ต่อคำพูดดังกล่าวก็ดูว่าดีที่ทหารไม่ยุ่งกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่เป็นพวกใคร กองทัพเป็นกลาง             แต่ถ้าฟังแล้วนำมาพินิจพิเคราะห์ ก็จะเห็นว่าคำพูดดังกล่าวเป็นคำพูดที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เป็นคำพูดที่ยังไม่เข้าใจในหน้าที่จริง ๆ ของทหาร ซึ่งกำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ ว่าทหารจะต้องทำอะไรบ้าง             รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 77 ว่าดังนี้             " รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และเขตบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็นและเพียงพอเพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ "             กำหนดชัดเจนถึงหน้าที่ของทหาร             นำไปแยกแยะให้เข้าใจว่าทหารมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้างต่อประเทศชาติและประชาชน และต้องทำหน้าที่นั้นให้บรรลุผล             คำว่า "เป็นกลาง" นั้นไม่ได้มีความหมายว่าต้องอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถูกต้องชอบธรรม เหมือนตำรวจมีหน้าที่จับผู้ร้าย ถ้าผู้ร้ายทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ต้องจับผู้ร้ายนั้นมาลงโทษ ไม่ใช่กลัวผู้ร้ายด่า             ในความผิดความถูกไม่มีความเป็นกลาง             ต้องเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง             ถ้าไม่เลือกเลยสักข้างก็หมายความว่าเป็นคนไม่รู้จักผิดจักถูก เป็นคนเอาตัวรอด ซึ่งคนที่ทำอย่างนี้ถ้าไม่มีหน้าที่อะไรกำกับให้ต้องทำแล้วคงไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นคนที่มีหน้าที่กำกับแต่ไม่ทำตามหน้าที่ของตนแล้ว คนประเภทนี้ใช้ไม่ได้             พูดถึง "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" แล้ว ถ้าจะมองด้วยใจที่เป็นธรรมจากพฤติกรรมต่างๆของการแสดงออกที่ผ่านมา ย่อมกล่าวได้ว่า "เสื้อเหลือง" กับ "เสื้อแดง" มีพฤติกรรมและการกระทำที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนหลายประการ สรุปได้ดังนี้             1. ความมุ่งหมายสำคัญของการรวมตัวกันของพวก "เสื้อเหลือง" แต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ก็เพื่อขัดขวางการกระทำที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ของบุคคลบางกลุ่มบางพวก ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อส่วนรวมในบ้านเมือง และป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ได้รับผลกระทบกระเทือนจากการกระทำของบุคคลบางกลุ่มบางพวก ซึ่งต้องการล้มล้าง             แต่พวก "เสื้อแดง" รวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก โดยเฉพาะปกป้องคนคนเดียวคือนักโทษหนีคุกคนนั้นให้พ้นผิดและกลับเข้ามามีอำนาจต่อไปอีก โดยไม่แยกแยะความดีความชั่ว แม้กระทั่งการจาบจ้วงสถาบันสูงสุด             2. ตลอดระยะเวลาของการรวมตัวหรือการชุมนุมของพวก "เสื้อเหลือง" ไม่มีการกระทำรุนแรงด้วยการเผาหรือทำลายทรัพย์สินทั้งของทางราชการและของเอกชนให้ได้รับความเสียหาย ไม่เคยข่มขู่คุกคามในการสร้างความรุนแรง หรือไล่ฆ่า             แต่พวก "เสื้อแดง" ทำตรงข้ามทุกอย่าง             3. ความเสียสละของพวก "เสื้อเหลือง" ที่เข้าร่วมหรือรวมตัวกันชุมนุมทุกครั้ง สูงส่งน่ายกย่องมากกว่าพวก "เสื้อแดง" เพราะมากันทุกสารทิศด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวแม้กระทั่งการบริจาคสมทบทุนดำเนินงาน รวมทั้งการเสียชีวิตจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวตรงกันข้ามทุกอย่างกับพวก "เสื้อแดง" ที่มากันด้วยอามิสสินจ้างในแต่ละครั้ง             เพียง 3 ข้อใหญ่ๆก็พอจะรู้ว่าฝ่ายใดเป็นอย่างไร ฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด และฝ่ายใดปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์             ความมั่นคงของชาติบ้านเมืองแทบทุกด้านในขณะนี้ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพวกใส่เสื้อสีอะไรเห็นจะตอบได้ไม่ยาก โดยเฉพาะความมั่นคงแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนี้กำลังถูกบ่อนเซาะอย่างหนักทุกรูปแบบ แม้กระทั่งทางสื่อทั้งวิทยุและทีวี.ของพวก "เสื้อแดง" ที่กระจายแพร่หลายไปทั้งในเมืองและชนบท             ใครมีหน้าที่ในการแก้ไข ปกป้อง และจัดการกับปัญหานี้ โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงจะอยู่เฉยๆ หรือปล่อยปละละเลยไม่ได้ โดยเฉพาะคนเป็นทหารซึ่งมีหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญ             ทหารที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ไม่ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารตามความหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อยู่ไปก็เท่านั้น เสียดายภาษีชาวบ้าน.                                                                                                  วันที่ 15/1/2010 ขอขอบคุณที่มาจากเว็บไซต์ www.naewna.comที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 18 January 2010 13:27
Friday, 15 January 2010 10:26
แนวทางการปฏิบัติของทหารต่อวิกฤติ            สถานการณ์เฉพาะ           1. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี 2544  มีพฤติกรรมไม่จงรักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์  นำไปสู่แนวคิดที่ล้มล้างสถาบัพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างพระมหากษัตริย์ ในเวลาต่อมา จนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต้านรัฐบาลขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆเป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน            2. พฤติกรรมของรัฐบาลนอมินี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์             1) การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างขนวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่น TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อขององค์กรกลาง ปปช. กกต.             2) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรม คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี             3) ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย             4) การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบบทักษิณ             5) วิกฤติสภา สภาเล่ม 3 ครั้ง สมาชิกไม่ครบองค์ประชุม สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่             6) ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ (ทำเนียบรัฐบาล) โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ มีอำนาจ แต่บริหารไม่ได้ แต่ยังไม่มีการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น           3. สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับการกอบกู้ชาติและค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทังทุกวันนี้หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ บนแผ่นหินอ่อนว่า”เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน”           4. กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และไม่ทำหน้าที่ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปล่อยให้ พธม. ปฏิบัติหน้าที่แทนกองทัพอย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย ยืดเยื้อยาวนาน บนความขาดแคลน ด้วยความเสียสละ และอดทน           5.ในโลกนี้ตั้งแต่โบราณ มนุษย์ถ้ำจนถึงปัจจุบัน อำนาจรัฐที่แท้จริง คือผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือกองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจที่แท้จริง และเป็นปัจจัยชี้ขาดในสงครามครั้งสุดท้าย คือ           กองทัพ + พธม.          = ชนะ รัฐบาล + อำนาจเงิน           กองทัพธรรม + พธม. = ชนะอำนาจรัฐ + อำนาจเงิน           6. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานครบหกเดือนเมื่อ 20 พ.ย. 2551 ความยืดเยื้อยาวนานทำให้ พธม. อ่อนแรง โดยเฉพาะประชาชนที่ใส่เสื้อเหลือมาร่วมเรือนหมื่นประจำทุกวันประชาชนเหล่านี้มาชุมนุมด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุมนุมเพื่อปกป้องพระราชา พระราชินี และสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความภาคภูมิใจการปฏิบัติตนเป็น “ทหารเสือ พระราชาและพระราชินี”            7. การชุมนุมตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. 551 เป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย อาจจะมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ในวันที่ 7 ต.ค. 2551 หากรัฐบาลใช้ตำรวจออกมาปราบปรามและทหารวางเฉย            8. หากการต่อสู้ครั้งสุดท้าย พธม. เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นั้นคือ ประชาชนใส่เสื้อเหลืองผู้เสียสละ และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นผ่ายแพ้พ่ายแพ้ ในอนาคตจะไม่มีผู้ใดออกมาป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์จะตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่งยวด           2. ภารกิจกองทัพ ยุติบทบาทอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ร่วมกับ พธม. เพื่อนำประเทศออกจากสถานการณ์วิกฤติ           3.การปฏิบัติ                   ก. แนวความคิดในการปฏิบัติ กองทัพใช้พลังอำนาจผู้ถืออาวุธและอำนาจแขวง กดดันและขับไล่ ยึดอำนาจรัฐ ยุติบทบาทอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ โดย ผบ.หน่วยกำลังระดับกองทัพภาค กองพล กรม และกองพัน เป็นแกนนำในการปฏิบัติการเพื่อนำประเทศออกจากสถานการณ์วิกฤติโดยเร็ว           ข.หนทางปฏิบัติที่ 1 ผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.ทบ, ผบ.ทร , ผบ.ทอ.) จะต้องตัดสินใจยุติบทบาทอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ โดย             1) การเจรจาบีบบังคับให้นายกรัฐมนตรีลาออก             2) แถลงการณ์ไม่สนับสนุนรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์             3) ประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อแก้วิกฤติ ของชาติ             4) ใช้หน่วยระดับกองพล กรม กองพัน รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ           ค. หนทางปฎิบัติที่ 2  แม่ทัพภาค , ผบ.พล.              1) ประกาศจุดยืนเป็นทหารของพระราชา และพระราชาชินี มีภารกิจป้องกันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชน             2) เสนอแนต่อ ผบทบให้ตัดสินใจให้แก้ปัญหาวิกฤติ ของชาติด้วยพลังอำนาจของกองทัพโดยด่วน             3) แถลงการณ์และประกาศจุดยืนของทหารผ่านสื่อมวลชนทุกประเภทอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะโทรทัศน์ของรัฐบาล             4) ประกาศกฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางกฎหมาย             5) ควบคุม บังคับบัญชาหน่วย ระดับกรม และกองพัน ปฏิบัติตามแผนรักษาความสงบแห่งชาติ           ง. หนทางปฏิบัติที่ 3 ผบ.กรม , ผบ.พัน             1) ประกาศจุดยืนเป็นทหารของพระราชา และพระราชินี มีภารกิจป้องกันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชน             2) เสนอแนะต่อแม่ทัพภาค ผบพลให้ตัดสินใจ ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยใช้พลังอำนาจกองทัพโดยด่วน              3)  แถลงการณ์และประกาศจุดยืนของทหารผ่านสื่อทุกประเภทอย่างเป็นทางการ   โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ของรัฐบาล             4) ประกาศกฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้ได้มา อำนาจของทางกฎหมาย โดยเฉพาะผู้บังคับหน่วยระดับกองพันก็สามารถประกาศกฎอัยการศึกได้             5) ยึด ควบคุมสถานสำคัญ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ของชาติ             6) ควบคุมตัวนายกรัฐมนตรี รมต. สส. สว. และบุคคลสำคัญตามความเหมาะสม           4. การประสานการปฏิบัติ             1) ดำเนินการ “แผนปฏิบัติการAction Plan”             2) ดำเนินการ “แนวทางการออกจากวิกฤติการเมืองและการปฎิรูปการเมือง”ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 14 January 2010 09:29
Wednesday, 13 January 2010 15:53
เด็กเอ๋ยเด็กชินต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกันหนึ่งนับถือตระกูลหนาสองรักษาความเลวมั่นสามเชื่อโคตรเหง้าพจมาxสี่วาจานั้นต้องสร้างความร้าวฉานห้ายึดมั่นข้างพวกกูหกเป็นผู้รู้รักคนพาลเจ็ดต้องอิจฉาเข้าสันดาx ต้องมานะบากบั่น ขมขู่คนค้านแปดรู้จักโกงสะบัดเก้าตระบัดสัตย์ตลอดกาลน้ำใจนักกินเมืองล้างผลาญ ให้เหมาะแก่การสมัยชาติทักษิณาสิบทำตนให้ไร้ประโยชน์ ล้อบาปบุญคุณโทษ เร่งขายชาติศาสนา เด็กสมัยชาติทักษิณาจะเป็นเด็กที่พาชาติล่มจมเอย   ผู้เอ๋ย ผู้ใหญ่ (เนื้อเพลง) เนื้อร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง โดย บรรณ สุวรรณโณชิน Solo Guitar by ต้น Dezember Speak by ดช.เหนือเมฆและดญ.อาริดา * ผู้เอ๋ย ผู้ใหญ่...ต้องทำอะไร 10 อย่างด้วยกัน ผู้เอ๋ย ผู้ใหญ่...ต้องทำอะไร ลองมานั่งฟังกัน หนึ่ง ต้องรักเด็กๆ สอง อย่ามัวเที่ยวผับ เธค สาม อย่าหมกมุ่นเซ็กส์ สี่ หยุดแบ่งเค้กให้กับพวกพ้อง ห้า ร้องให้เลิกบุหรี่ หก เมาแล้วขับมันไม่ดีซ้ายทีขวาทีทำคนอื่นเดือดร้อน เจ็ด วอนให้เลิกตีกัน ยึดติดสถาบัน ทำไมกันเล่า แปด เลิกมัวเมายาเสพติด เก้า อย่ามัวคิดบ้าหวย พนันบอล สิบ คิดให้ดีก่อน ทำได้ค่อยสอนเด็กนะ ผู้ใหญ่ เนื้อเพลง ผู้เอ๋ย ผู้ใหญ่ ฟังเพลง คลิกที่นี่ครับ http://musicstation.kapook.com/newmusic ... hp?id=6965 เครดิต http://www.baichasong.com/   http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000003023&#Commentที่มา : Forwarded message
Tuesday, 12 January 2010 11:47
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 8 of 11