Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
            ไม่น่าแปลกอะไรอีกต่อไปกับคำว่า “ประชาพิจารณ์” หรือ Public Hearing ในเมืองไทย มีการพูดกันแพร่หลายมานานหลายปี เป็นที่เข้าใจกันในความหมายว่า เป็นการรับฟังความเห็นจากสาธารณะ หรือพูดแบบง่ายๆ คือ รับฟังความเห็นจากชาวบ้าน ชาวเมือง ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม                           ในวิชาการรัฐศาตร์ มีคำว่า “นโยบายสาธารณะ” (Public policy) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับฝ่ายการเมือง ที่เป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมนโยบายของรัฐ  อย่างเป็นรูปธรรม หมายถึงนักการเมืองที่เข้าไปทำหน้าที่จัดการบริหารด้านนโยบายสาธารณะโดยผ่านตัวกฎหมาย(แต่ประเภท)ตามกลไกของแต่ละรัฐ หรือแต่ละประเทศ ที่เรียกตัวเองว่า ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย                           ในอเมริกา มีระบบงานของสภาคองเกรส จัดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ประชาพิจารณ์โดยตรงเรียกว่า United States congressional hearing หมายถึงกรรมาธิการของสภาแต่ชุดมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการประชาพิจารณ์ต่อตัวบทกฎหมายที่จะออกมา หรือรับนำประเด็นที่เป็นข้อเสนอของสาธารณะกลับสู่การพิจารณาของกรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้องก่อนนำเสนอเพื่ออนุมัติออกเป็นนโยบาย หรือเป็นกฎหมายจากสภาฯ ตามกระบวนการของกฎหมายสูงสุด นั่นคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดไว้                           นี้ขอให้เข้าใจว่า กระบวนการบริหารจัดการด้านนโยบายสาธาณะของอเมริกานั้น มี 2 ฝ่ายทำหน้าที่อยู่ คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ซึ่งปัจจุบัน มีรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ทำหน้าที่นี้อยู่ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะสำคัญๆ แม้ถูกนำเสนอโดยฝ่ายบริหาร แต่ก็ต้องผ่านฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ดี เรียกว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องเห็นพ้องกัน นโยบายสาธารณะ จึงจะคลอดออกมาได้            กระนั้นก็ตาม เมื่อเทียบสัดส่วนของการให้ความสำคัญต่อ “การกำหนดนโนบายสาธารณะ” ของอเมริกาแล้ว แลน้ำหนักย่อมไปตกอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติ (คองเกรส) เห็นได้จาก กรณีที่แม้ประธานาธิบดีใช้สิทธิ์ วีโต้(Veto) หรือยับยั้งกฎหมายที่เสนอโดยคองเกรสก็ตาม แต่หากสมาชิกคองเกรส จำนวน สองในสาม ของทั้งสองสภา ยืนยันในร่างกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายนี้ก็ยังสามารถมีผลหรือสามารถออกมาได้ นั่นคือกระบวนการที่เรียกกันว่า โอเวอร์ไรด์ (Override) แม้ไม่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นการขัดแย้งในทำนองนี้เกิดขึ้น           ทั้งนี้เนื่องจากในระบบการเมืองอเมริกันมักมีการประสานผลประโยชน์ หรือรอมชอม ซึ่งหมายถึงการล็อบบี้ หารือ กันระหว่าง 2 อำนาจ ก่อนหน้าการโหวตหรือลงมติ โดยสืบเนื่องจากผลการประชาพิจารณ์ ในหลายๆรูปแบบ ที่มีก่อนหน้าการโหวตนั้นเองต้องยอมรับว่า ผลพวงจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ตหรือ อนไลน์ ทำให้กระบวนการทำประชาพิจารณ์ เป็นไปอย่างรวดเร็วและประหยัดมากขึ้น โดยเฉพาะในอเมริกาที่บุคคล องค์กร และครอบครัวมีเครื่องคอมพิวเตอร์กับแทบถ้วนหน้า ทำให้เสียงสะท้อนกลับ และเสียงนำเสนอต่อประเด็นต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดกระแสการต่อต้าน หรือเห็นด้วยต่อประเด็นเนั้นๆกระจายออกไปในเวลาไม่นานนัก                           สืบเนื่องจากกระบวนการทางวัฒนธรรมอเมริกัน และเทคโนโลยี ผมขอแบ่งการทำประชาพิจารณ์ ในอเมริกาจากประสบการณ์ของตนเองที่เห็นจากอดีตจนถึงปัจจุบันในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีมานี้ เห็นได้ว่า มีอยู่ 2 แนว  คือ แนวเสนอ –สนอง ย้อนลง และ แนวเสนอ-สนอง ย้อนขึ้น                           แนวเสนอ-สนอง ย้อนลง ก็เหมือนดังที่กล่าวมาข้างต้น คือ จากบนลงข้างล่าง อย่างเช่น คองเกรส    หรือ รัฐบาล มีประเด็นด้านนโยบายที่จะต้องตัดสินใจ ก็จะเปิดเวทีประชาพิจารณ์โดยผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการหน่วยงานที่เป็นทางการก็อย่างเช่น หน่วยงานคองเกรสเองโดยตรง ไม่ก็สถาบันด้านวิชาการ สถาบันวิจัยด้านต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ   ส่วนหน่วยงานที่ไม่เป็นทางการก็อย่างเช่น การทำประชาพิจารณ์ผ่าน“สื่อ”ประเภทต่างๆเป็นต้น เพราะสื่อเองเป็นตัวสะท้อนความคิดเห็นของภาคประชาชนอยู่แล้วด้วย           สำหรับอีกแนว คือ แนวเสนอ-สนอง ย้อนขึ้น ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า สำคัญต่อกระบวนการทำประชาพิจารณ์ในอเมริกาอย่างมาก คือ การนำเสนอประเด็นจากข้างล่างของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ขึ้นสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย โดยมีภาพให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ อย่างง่ายๆ คือ การเข้าไปร่วมรับฟังความเห็นหรือข้อเสนอของกลุ่มต่างๆของสมาชิกสภาคองเกรส ทั้งสมาชิกในส่วนกลาง(ประเทศ) และระดับท้องถิ่น ก่อนที่สมาชิกคองเกรสเหล่านั้นจะนำประเด็นเข้าสู่การพิจารณาในสภา หรือแม้กระทั่งนำไปประชาพิจารณ์ต่อประชาชนกลุ่มอื่นๆ อีกครั้ง           ความน่าสนใจของแนวที่สอง ด้วยเหตุที่ส่วนใหญ่เวทีของการทำประชาพิจารณ์ในหลายๆประเทศ(ที่อ้างประชาธิปไตย) ประเด็นหรือเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการของการฟังความคิดเห็น ถูกนำเสนอจากระดับบน ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายที่มาจากสภา หรือฝ่ายรัฐบาลเสียมากกว่า พูดอีกนัยหนึ่งคือ ฝ่ายที่อยู่ข้างบนเป็นผู้ออกแบบความคิดด้านนโยบายสาธารณะ แล้วเสนอลงมาให้ประชาได้พิจารณ์กัน เสมือนดัง ประเด็นแนวคิดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ ต่อการผ่านไปสู่การกำหนดออกมาเป็นนโยบาย(กฎหมาย หรือกฎเกณฑ์สาธารณะ)            ขอให้นึกคำว่า “การจัดลำดับ” ที่หมายถึงการให้ความสำคัญ หนึ่ง สอง สาม  ต่อประเด็นปัญหาสาธารณะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระหว่างผู้ที่อยู่ข้างบน กับประชาชนที่อยู่ด้านล่าง ย่อมกำหนดลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาไม่เหมือนกันหากว่ากันโดยแท้จริงแล้ว แม้แต่นักการเมือง หรือตัวแทนของประชาชนที่เข้าไปตามระบบ ย่อมให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานะของตัวเองก่อนอื่น เหมือนดังที่นักการเมืองบางประเทศกำลังตั้งหน้าตั้งตา นำเสนอประเด็น “สถานะ” ของตัวเองกันอย่างขะมักเขม้น อยู่ในเวลานี้            คำถามจึงมีอยู่ว่า เวทีพิจารณ์สาธารณะ นั้นถูกใช้เพื่อนำเสนอประเด็นจากข้างบนลงสู่ข้างแต่เพียงทางเดียว ล่ะหรือ?และทำไม เสียงสะท้อนจากข้างล่าง(ประชาชน ,รากหญ้า หรือคำใดเหนือไปจากนี้ก็ตาม) จึงได้รับการใส่ใจรับฟังน้อย?โดยระบบและวัฒนธรรมอเมริกัน ที่อาศัยทั้ง 2 แนว ในการพิจารณ์นโยบายระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยฐานทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน ยังความลงตัวให้เกิดขึ้นในการเสนอและการสนอง อย่างถูกต้อง ตรงจุด ในบริบทแห่งเวทีสาธารณะจนเมื่อมองกลับไปยังเวทีในประเทศไทย แม้เทคโนโลยีการสื่อสารของไทยจะไม่วิวัฒน์ไปมากเท่าอเมริกา แต่ก็เชื่อว่า หาได้ทิ้งห่างกันมากมายแต่อย่างใดไม่            ที่ห่างนั้น เห็นจะเป็นเวทีที่เปิดให้มีแต่นักการเมืองพูดและนำเสนอประเด็นสาธารณะต่างๆ แต่เพียงข้างเดียว ประชาชนผู้ฟังได้แต่ยืนมองดูตาปริบๆ                                   มิหนำซ้ำ บางครั้งยังโดนกลบทับด้วยเสียงของ “นักวิชาการ” ผู้คงแก่เรียน จบเมืองนอกเมืองนา แลมีดีกรีสูง                             ทำไม ? เวทีประชาธิปไตย ถึงได้มีกระบวนการอัน ซับซ้อน ยุ่งมาก เต็มไปด้วย พลอักษร ศัพท์เทคนิคทางวิชาการ เกินไปกว่าวัฒนธรรมและวิถีชาวบ้าน             ทั้งที่เวทีพิจารณ์สาธารณะ ควรเน้นรูปแบบเรียบง่ายในทุกๆส่วน มุ่งสนองเจตจำนงค์ของแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ ในแต่ละภาคส่วนของชุมชน เป็นหลัก             ที่เห็นในอเมริกานั้น มันง่าย แค่กลุ่ม(ผลประโยชน์)พิจารณ์ประเด็น แล้วนำเสนอต่อตัวแทนของพวกเขา หลังจากนั้นแปลงข้อเสนอเป็นญัตติ ก่อนนำเข้าสภา             แน่นอนล่ะ ในกระบวนการดังกล่าวนี้ ย่อมมีการหารือ ล็อบบี้ ระหว่างกันและกันไปด้วยว่า ใครเป็นฝ่ายได้ผลประโยชน์มาก หรือใครเป็นฝ่ายต้องสูญเสียผลประโยชน์ อันถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบ                             ในเมืองไทยนั้น น่าเสียดายต่อจำนวนเงินอันมหาศาล ที่รัฐใช้จัดทำ “โครงการไทยเข้มแข็ง” หากเพียงแค่ปูฐาน หรือวาง “โครงสร้างพื้นฐานระบบประชาพิจารณ์”ให้กับภาคประชาชน หรือภาคชุมชนบ้างก็น่าจะดี                             ทั้งที่ “อินเตอร์เน็ตชุมชน” หรือ “อินเตอร์เน็ตสาธารณะ” ก่อให้เกิดความรู้ และการสื่อสารเสนอ-สนองบน-ล่าง ล่าง-บน อย่างทันท่วงที                              เพราะผมไม่เชื่อว่า ประเด็นที่นักการเมืองและแม้กระทั่งอดีตนักการเมืองนำเสนอทั้งหมด จะสนองต่อความต้องของประชาชนได้ตรง เร็ว ตามความต้องการและตามลำดับความต้องการจริงๆ                             ได้เป็น ได้ตำแหน่งกันขึ้นมา ก็เริ่มออกอาการเข้าฝักกันซะงั้น....ที่มา : สยามรัฐ
Tuesday, 12 January 2010 10:48
 ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีกันในสัปดาห์หน้านี้ คงเหลือแต่ว่าจะปรับกันอย่างไร คือจะปรับกันเฉพาะภายในของพรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าจะปรับไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วย             ความจริงอำนาจในการปรับคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ และเมื่อใดก็ตามถ้านายกรัฐมนตรีเป็นที่ยำเกรงนับถือหรือมีอำนาจจริง ๆ ก็จะไม่มีใครกล้าหือในการปรับคณะรัฐมนตรี             จะมีแต่เสียงพูดว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็มีเสียงว่าไม่ติดยึดในตำแหน่ง สุดแท้แต่นายกรัฐมนตรีจะกรุณา             ดังนั้นการจะดูว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจจริงหรือไม่จริง หรือว่ามีน้ำยาหรือไม่ ก็ให้ฟังเสียงที่เกี่ยวข้องในกรณีมีข่าวว่าจะปรับคณะรัฐมนตรีก็จะเห็นได้ชัด             การจัดตั้งรัฐบาลปัจจุบันนี้เหมือนกับการเล่นหมากกลางกระดาน คือเป็นการจัดตั้งจากการจัดการของคนอื่นหลังจากรัฐบาลก่อนพ้นจากตำแหน่ง การเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้มาด้วยการจัดการของคนอื่น ดังนั้นแม้นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ แต่ก็ไม่อาจตัดสินใจได้โดยลำพัง             หลายครั้งหลายหนที่ผ่านมา แม้นายกรัฐมนตรีมีทีท่าว่าอยากจะปรับคณะรัฐมนตรีก็จะมีเสียงท้วงในเชิงขวาง หรือถ้าพูดแบบชาวบ้านก็ว่ามีคนมองด้วยสายตาแบบตาเขียวปัดๆ หรือไม่ก็พูดว่าคณะรัฐมนตรีทำงานดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ไม่มีการทุจริต ไม่ต้องปรับคณะรัฐมนตรี             เสียงแบบนี้คนที่คุ้นเคยในวงการเมืองก็จะคุ้นเสียงว่าเป็นเสียงของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเสียงนี้แหละที่ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องรอรีรั้งรอไม่สามารถปรับคณะรัฐมนตรีได้             แต่ทว่าความรับผิดชอบทั้งหลายทั้งปวงจากการกระทำของคณะรัฐมนตรี ไม่ว่าข้อครหาเรื่องการกินสินบาทคาดสินบน การปล้นชาติปล้นประชาชน การใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ และความไร้น้ำยาในการบริหาร หรือการเป็นรัฐมนตรีที่โลกลืม      ซึ่งจะต้องได้รับการจัดการแก้ไขนั้น ไม่ได้อยู่ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่อยู่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี             ดังนั้นเสียงป่าวร้องก่นด่าประดุจห่ากระสุนตกจึงไปลงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะเมื่อมีเรื่องราวใด ๆ ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น นอกจากสื่อและผู้คนจะด่าคนทำผิดคิดชั่วแล้ว ในที่สุดก็จะจบการด่าลงตรงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสมอ             และก็เป็นธรรมดาของหมู่บ้านกระสุนตก ย่อมไปถูกคนอื่นที่แวดล้อมใกล้ชิดอยู่ด้วย ไม่ว่าในส่วนตัวคือพ่อแม่ลูกเมีย หรือในส่วนพรรคก็ไปถูกผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคจนเปรอะเปื้อนไปด้วยกันหมด             การเปรอะเปื้อนนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ความจริงที่ทำให้ผู้คนชอกช้ำระกำใจก็คือ การย่ำยีจิตใจประชาชนของนักการเมืองชั่วบางคน ที่แต่ละวันก็คิดแต่จะปล้นชาติ ปล้นประชาชน ทำร้ายบ้านเมือง ซึ่งไม่ต้องเอ่ยชื่อว่าเป็นใคร คนไทยก็ย่อมรู้เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง             คนชั่วเหล่านี้ฮึกเหิมลำพอง ไม่เห็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในสายตา อาจเพราะคิดว่ามีคนคอยเป็นเกราะคุ้มกันให้ก็ได้ ดังนั้นจึงแทนที่จะบันยะบันยัง กลับเดินหน้าโกงบ้านโกงเมือง ทำร้ายชาติบ้านเมืองต่อไปไม่หยุดยั้ง             เพราะเหตุนี้บ้านเมืองจึงย่อยยับอับจน มีความไม่ปกติสุขเกิดขึ้นโดยทั่วไป ทำให้คนไทยทุกหมู่ทุกเหล่าต้องทุกข์ตรมขมขื่นไปตาม ๆ กัน             ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัสตอบการถวายพระพรของทุกสถาบันว่า พระองค์จะเป็นสุขได้ก็เพราะบ้านเมืองมีความเจริญและเป็นปกติสุข             เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจหน้าที่จะต้องทำและปฏิบัติอย่างเต็มกำลังเพื่อให้บ้านเมืองมีความเจริญและเป็นปกติสุข ซึ่งปมเงื่อนสำคัญก็คือการส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจในบ้านเมืองและการป้องกันขัดขวางไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจในบ้านเมือง             รวมไปถึงการกำจัดคนไม่ดีที่มีอำนาจอยู่ในบ้านเมืองให้พ้นออกไปเสียจากอำนาจ เพื่อจะได้ไม่ก่อความวุ่นวายปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมืองและทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข ทำให้กลไกรัฐทั้งหลายทั้งปวงเดินไปตามหนทางที่ถูกต้องได้             ดังนั้นการปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จึงเป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะต้องตัดสินใจในครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง ตลอดจนอนาคตของประเทศชาติและประชาชนด้วย             นั่นคือจะต้องตัดสินใจว่าจะทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุขและเจริญรุ่งเรือง หรือว่าจะยอมจำนนให้บ้านเมืองเป็นกลียุค เต็มไปด้วยการโกงบ้านกินเมืองจนเสื่อมโทรมและสิ้นสลายไปในที่สุด             ไม่ต้องตอบก็คาดหมายได้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องเลือกเอาในทางที่จะทำการสนองพระเดชพระคุณให้บังเกิดผลดีที่สุดแก่บ้านเมือง             แต่ทว่าไม่ใช่เรื่องง่าย หากเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เพราะนักการเมืองชั่วช้าสารเลวนั้น เมื่อมีอำนาจแล้ว หากปลดออกไปก็จะป่วนรัฐบาลจนล่มสลายลงก็ได้ แต่ถ้าหากปล่อยให้มีอำนาจต่อไปก็จะโกงบ้านโกงเมืองและต้องล่มสลายลงไปเหมือนกัน             บทเรียนในการปล่อยให้นักการเมืองโกงชาติทำร้ายบ้านเมืองอยู่ในอำนาจ และจะต้องล่มสลายลงในที่สุดนั้นมีบทเรียนมากมาย และบทเรียนที่เกิดขึ้นในระยะใกล้ที่สุดก็คือ บทเรียนของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลพรรคพลังประชาชน             ดังนั้นถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยอมจำนนเพราะความติดยึดในอำนาจวาสนาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยินยอมให้นักการเมืองชั่วช้าสารเลวอยู่ในอำนาจ ในที่สุดทั้งรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะต้องล้มครืนลงไป เช่นเดียวกับบทเรียนที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วนั่นเอง             พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองมือเก๋า มีอำนาจและมีพลังต่างๆ ขนาดไหน ยังไม่อาจทานทนอยู่ได้ สำมะหาอะไรกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถ้าหากกระทำกรรมซ้ำรอยกันแล้ว จะไม่ได้รับวิบากกรรมเช่นเดียวกัน             ดังนั้นหนทางการปล่อยให้นักการเมืองชั่วช้าสารเลวมีอำนาจในบ้านเมืองเพื่อจะล่มสลายไปด้วยกันนั้นจึงไม่ใช่หนทางอันเกษม             จึงคงเหลือหนทางอีกสายหนึ่ง คือการกำจัดคนไม่ดีออกจากอำนาจ ไม่ให้ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ซึ่งจะต้องเสี่ยงกับการป่วนและการล้มรัฐบาลที่อาจจะเกิดขึ้น              ดังนั้นในการตัดสินใจในเรื่องนี้ จึงต้องปลุกขวัญกำลังใจตนเองให้มีความกล้าหาญ ให้มีความเด็ดขาด และมีคุณธรรมที่เต็มเปี่ยม เพราะธรรมเหล่านี้จักคุ้มครองป้องกันมิให้ได้รับอันตรายและประสพความสวัสดีในที่ทั้งปวง แม้จะเผชิญกับอันตรายก็ย่อมได้รับความปลอดภัยเสมอ             ให้ดูตัวอย่างเมื่อครั้งที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่มีพรรค ไม่มีนักการเมืองในสังกัด แต่กลับทรงพลังอำนาจในการปรับคณะรัฐมนตรี นั่นย่อมมีเหตุผลที่มาและที่สำคัญก็คือความกล้าหาญ ความเด็ดขาดและความมีคุณธรรม จึงทำให้รัฐบาลนั้นอยู่ยั้งยืนยงได้ถึง 8 ปี             ในวันนี้รัฐบาลมีพรรคเป็นหลักเป็นแหล่ง มีเสียงสนับสนุนในสภาไม่น้อย หากจะเปรียบกับยุคพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ แล้ว ย่อมมีความเหนือกว่าอย่างลิบลับ แต่ที่จะเทียบกันไม่ได้ก็อยู่ที่ความเด็ดขาด ความกล้าหาญ และความมีคุณธรรมเท่านั้น             ในวันนี้อาณาประชาราษฎรได้เห็นประจักษ์ถ้วนหน้าแล้ว ถึงความอดทนอดกลั้นและความตั้งใจดีต่อบ้านเมือง ตลอดจนน้ำจิตน้ำใจที่เป็นสุภาพบุรุษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และก็ได้รู้เช่นเห็นชาติเช่นเดียวกันว่านักการเมืองคนไหนชั่วช้าสารเลวที่เป็นภัยอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน             ดังนั้นการจะได้รับการสนับสนุนค้ำจุนจากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่เพียงใด จึงอยู่ที่การทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อประโยชน์และความสุขของมหาชนชาวสยาม ไม่ใช่เพื่อการได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปนาน ๆ             เพราะการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้สำคัญเท่ากับการสร้างผลงานที่เป็นคุณูปการต่อบ้านเมือง หากนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแบบเจว็ดแล้ว แม้วันเดียวก็นานเกินไป             นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยืนอยู่อย่างวีรชนที่ผู้คนค้อมหัวนับถือบูชา หรือว่าจะยืนอยู่อย่างทรชนที่มีแต่คนเหยียดหยามดูหมิ่น กระทั่งอยากถุยน้ำลายใส่ทุกที่ที่พบเห็น ก็อยู่ที่การตัดสินใจคราวนี้แหละ!ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 11 January 2010 12:07
            คนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่าบ้านเมืองของเรานี้ได้ผลาญงบประมาณจากเงินหลวงซึ่งมีที่มาจากภาษีของประชาชน โดยไร้คุณค่า โดยไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ หรือโดยไม่สมกับราคาเป็นจำนวนมากมายมหาศาลยิ่งนัก             เพราะเรามัวแต่วางใจว่ามีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องแผนพัฒนาต่าง ๆ มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความคุ้มและความไม่คุ้มในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ตลอดจนมีหน่วยงานที่กำกับตรวจสอบดูแลการใช้เงินงบประมาณ แต่ที่ไหนได้เหลวเป๋ว เละเฟะ จนแทบไม่น่าเชื่อ             มีการทำการสำรวจศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของนักการเมือง 2-3 คนแล้วปรากฏว่าภายใต้การบริหารจัดการของนักการเมือง 2-3 คนเท่านั้น ได้ล้างผลาญงบประมาณโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์กว่า 60,000 ล้านบาท             เช่น โครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย โครงการทำเขื่อน สนามบินในภาคอีสาน และสนามกีฬาบางแห่งในภาคอีสาน ใช้งบประมาณไปร่วม 60,000 ล้านบาท แต่ใช้สอยอันใดมิได้เลย             หรือถ้าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างก็ในฐานะที่เป็นอนุสรณ์ให้คนไทยทั้งหลายได้จดจำรำลึกว่ายุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง มีนักการเมืองชั่วช้าสารเลวบังเกิดขึ้นในบ้านเมือง แล้วฉ้อฉลปล้นชาติผลาญแผ่นดินเป็นมูลค่ามหาศาล จะได้คิดอ่านป้องกันแก้ไขไม่ให้อันตรายเช่นนั้นเกิดขึ้นกับบ้านเมืองอีก             บทความในวันนี้มุ่งหมายจะบอกเตือนรัฐบาลโดยเฉพาะคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดจนผู้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและราษฎรทั้งปวงให้ได้รู้ทั่วกันว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกล้างผลาญงบประมาณแผ่นดินถึง 700,000 ล้านบาท โดยที่ไม่คุ้มค่าและไม่คุ้มประโยชน์ แบบเดียวกับอนุสรณ์แห่งความชั่วช้าสารเลวอีกแล้ว             และคราวนี้เป็นเรื่องของกิจการรถไฟ โดยรัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการสถาปนาการรถไฟ คือกำหนดเป็นวงเงินถึง 700,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาปรับปรุงเส้นทางรถไฟ และมุ่งโฉมหน้าไปสู่การสร้างรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ ไปถึงปลายทางสุดของแต่ละภาคของประเทศ             โดยมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงรางรถไฟแบบเก่าและระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจัดสรรเงินก้อนแรกเป็นเงินสูงถึง 100,000 ล้านบาท และเพิ่งเพิ่มขึ้นอีก 50,000 ล้านบาท หลังจากพรรคการเมืองพรรคหนึ่งข่มขู่ว่าจะถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล             จึงกลายเป็นว่าในวงเงินปรับปรุงพัฒนารถไฟ 700,000 ล้านบาทนั้น จะใช้เงินก้อนแรกถึง 150,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงรางรถไฟแบบเก่า ตลอดจนระบบสัญญาณต่าง ๆ             ทำไมจึงกล่าวว่าจะเป็นการล้างผลาญงบประมาณแผ่นดินครั้งใหญ่ที่สุดเล่า?             ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อันกิจการรถไฟนั้นเป็นกิจการที่ต้องสร้างวางโครงข่ายให้ทั่วถึงทั้งประเทศอย่างหนึ่ง และต้องเชื่อมโยงกับภูมิภาคหรือประเทศเพื่อนบ้านอีกอย่างหนึ่ง และปมเงื่อนก็คือขนาดความกว้างของรางที่ต้องเป็นขนาดเดียวกัน มิฉะนั้นก็จะเชื่อมโยงแล่นถึงกันไม่ได้             ขนาดความกว้างของรางเป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์รถไฟ เพราะปัจจุบันนี้ขนาดความกว้างของรางรถไฟในโลกไม่ว่าจะเป็นแบบรถไฟธรรมดา รถไฟรางคู่ หรือรถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ล้วนใช้ขนาดรางกว้าง 1.43 เมตรทั้งสิ้น             แต่ประเทศไทยของเราซึ่งได้รับผลกระทบมาตั้งแต่สัญญาเบาริ่ง และการกดดันบังคับจากนักล่าอาณานิคมในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง จึงทำให้รถไฟไทยต้องใช้ขนาดรางกว้างแค่ 1 เมตร และไม่มีการปรับปรุงใด ๆ ให้สอดคล้องกับยุคสมัย จนกระทั่งถึงทุกวันนี้             ในปัจจุบันนี้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยล้วนใช้รางกว้างมาตรฐาน คือรางกว้าง 1.43 เมตรทั้งสิ้น มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังคงใช้รางขนาดกว้าง 1 เมตร ดังนั้นถ้าไม่รีบปรับยุทธศาสตร์รถไฟในเรื่องขนาดกว้างของรางแล้ว กิจการรถไฟไทยก็จะไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับภูมิภาคได้เลย             ขณะนี้ประเทศจีนเป็นเจ้าใหญ่ในเรื่องโครงข่ายรถไฟที่จะเชื่อมทวีปต่าง ๆ ในโลกกับทวีปเอเชีย และในเอเชียด้วยกันก็จะเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างจีนกับประเทศอาเซียน ดังนั้นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟจีน-อาเซียน จึงมีนัยยะสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย             แต่เดิมมานั้นมีการวางกำหนดเส้นทางโครงข่ายรถไฟอาเซียน จากจีนมาลงที่เมืองคุนหมิง แล้วดิ่งตรงผ่านชายแดนไทย-ลาว ตรงลงมาที่จังหวัดพิษณุโลก มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สี่เหลี่ยมอินโดจีน และแยกเป็น 3 สาย             สายหนึ่งลงใต้ ผ่านกรุงเทพฯ ตรงไปออกมาเลเซีย บรูไน และเชื่อมต่อไปถึงสิงคโปร์             อีกสายหนึ่งไปทางซ้าย เข้าพม่า และไปออกท่าเรือน้ำลึกสู่ทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย เพื่อเป็นเส้นทางไปสู่อาฟริกา ตะวันออกกลางและยุโรป             อีกสายหนึ่งไปทางขวา เข้าลาว แล้วแยกไปเวียดนาม ไปสุดสายที่ท่าเรือน้ำลึกของเวียดนามเพื่อออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิคไปญี่ปุ่นและอเมริกา ส่วนอีกแยกหนึ่งไปเขมร ออกสู่ท่าเรือน้ำลึกของเขมร ออกสู่อ่าวไทยและไปได้ทั่วสารทิศ             โดยโครงข่ายนี้ประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์เป็นศูนย์กลางโครงข่ายรถไฟของเอเชียและอาเซียน-จีน จะทำให้เส้นทางคมนาคมต่าง ๆ และต้นทุนในการขนส่งต่าง ๆ เป็นประโยชน์ยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย             เส้นทางนี้จะเป็นรถไฟรางคู่ และมีขนาดรางกว้างแบบมาตรฐาน 1.43 เมตรทั้งสิ้น เพราะเป็นระบบรางที่สามารถรองรับรถขบวนใหญ่ ขนส่งคนและสินค้าได้มาก และใช้ความเร็วได้สูง ตลอดจนมีความปลอดภัยยิ่งกว่าระบบรางกว้าง 1 เมตร ที่ประเทศไทยใช้อยู่             แต่ทว่าประเทศไทยไม่ยอมเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระบบรางเป็นแบบมาตรฐาน และไม่สนใจโครงข่ายนี้ จนในที่สุดต้องถูกตัดทิ้งออกไปจากโครงข่าย ทำให้ประเทศไทยตกรถไฟขบวนนี้ไปแล้ว และจะทำให้อนาคตการขนส่งและต้นทุนของประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่น ๆ จนกระทั่งไม่สามารถแข่งขันกันได้เลย             ทว่ายังไม่สาย ยังอยู่ในวิสัยและเวลาที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ ปัญหาอยู่ตรงที่รัฐบาลจะมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งหรือไม่เท่านั้น แต่เวลามีไม่มากแล้ว นี่คือจุดเป็นจุดตายที่สำคัญของอนาคตประเทศไทย ที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างตั้งแต่วันนี้             โครงข่ายรถไฟดังกล่าวเป็นโครงข่ายรถไฟรางคู่ แต่เป็นรางมาตรฐาน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับระบบรถไฟความเร็วสูง ซึ่งขณะนี้ประเทศจีนเป็นเจ้าโลก และมีต้นทุนในการก่อสร้างถูกที่สุดในโลก             รถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟฟ้า ที่วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งบนระบบรางมาตรฐานที่เป็นระบบรางคู่ ดังนั้นความเร็วจึงมีตั้งแต่ระดับ 0-500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงสามารถได้ความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเป็นระบบที่ใช้สำหรับการขนส่งผู้โดยสารเท่านั้น ต่างกับรถไฟรางคู่ซึ่งเป็นระบบการขนส่งทั้งผู้โดยสารและสินค้าต่าง ๆ             มีต้นทุนค่าก่อสร้างเฉลี่ยประมาณกิโลเมตรละ 600 ล้านบาท อาจจะเห็นว่าแพง เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างถนน แต่ต้องไม่ลืมว่าถนนนั้นยังต้องซื้อรถยนต์มาวิ่งและต้องสิ้นเปลืองพลังงานน้ำมัน ซึ่งกำลังเป็นอันตรายที่วิกฤตยิ่งใหญ่ของชาติอยู่ในขณะนี้ที่ไม่อาจเพิ่มได้อีกแล้ว             โครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาล ที่พูดกันว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 700,000 ล้านบาท และจะก่อสร้างไปทั่วทุกภาคของประเทศ คือกรุงเทพฯ–เชียงราย, กรุงเทพฯ-ปาดังเบซา, กรุงเทพฯ-หนองคาย, กรุงเทพฯ-ระยองนั้น เป็นความเพ้อฝันและโกหกเด็กที่ไม่มีคุณค่าทางความเป็นจริง เพราะเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงภายใต้ระบบรางกว้าง 1 เมตร และจำนวนงบประมาณที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้             ดังนั้นการตั้งงบประมาณเพื่อปรับปรุงกิจการรถไฟให้เป็นแบบรถไฟความเร็วสูงที่จะต้องใช้วงเงินทั้งสิ้น 700,000 ล้านบาท และจะใช้เงินก้อนแรก 150,000 ล้านบาทนั้น จึงนอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ แล้ว อีกไม่นานนักก็จะต้องถูกรื้อทิ้งหรือปล่อยทิ้งค้างไว้เหมือนเสารถไฟโฮปเวลล์ ที่ประจานการคอร์รัปชั่นในบ้านเมืองให้ผู้คนเห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองในขณะนี้             รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องเร่งหยุดแผนการและโครงการใช้เงิน 700,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องใช้เงินก้อนแรก 150,000 ล้านบาทไว้ในทันที และรีบตัดสินใจดังต่อไปนี้             ประการแรก ปรับยุทธศาสตร์รางรถไฟเป็นขนาดมาตรฐานกว้าง 1.43 เมตรทั่วประเทศ และเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟรางคู่ของไทยกับโครงข่ายเส้นทางจีน-อาเซียน โดยใช้เงินกู้จากกองทุนก่อสร้างพื้นฐานของจีน             ประการที่สอง เร่งสร้างรถไฟความเร็วสูง 5 สาย ที่มีความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เชื่อมกรุงเทพฯ-โคราช, กรุงเทพฯ-นครสวรรค์, กรุงเทพฯ-ระยอง, กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี โดยปรับงบพัฒนารถไฟ 700,000 ล้านบาทมาใช้แทน.ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 08 January 2010 13:52
คัมภีร์เต๋าเต๊กเก็งระบุว่า ถ้าไม่อยากผิดหวังก็อย่ามีความหวัง เพราะเมื่อไม่มีความหวังหรือตั้งความหวังไว้กับสิ่งใด ๆ แล้วก็จะไม่มีวันผิดหวังในเรื่องนั้น ๆ แต่กระนั้นก็ยังเป็นวิสัยคนเราที่ต้องมีความหวัง             กระทั่งหลายคนเชื่อว่าความหวังก็ประดุจดังอาหารชนิดหนึ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความกระชุ่มกระชวยกระฉับกระเฉง และหลายคนที่เชื่อแบบนี้ก็ได้กลายเป็นนักเก็งกำไร ไม่ว่าเป็นนักเล่นหุ้น หรือนักเล่นหวย ไม่ว่าจะเป็นหวยบนดิน หวยใต้ดิน หรือล็อตเตอรี่ก็ตามที             แต่ในฐานะที่บ้านเมืองของเราเป็นเมืองแห่งพระศาสนา จะไม่หวังเสียเลยก็ไม่ได้ จะยึดมั่นในความหวังมากก็ไม่ดี จึงควรตั้งความหวังไว้แต่พอประมาณ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความหวังนั้นมากเกินไป เอากันแค่เพียงให้มีเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจตามวิสัยปุถุชนก็เป็นพอ             และขอบอกไว้ตามตรงว่า การลองตั้งความหวังในครั้งนี้ไม่ได้หวังอะไรว่าจะเป็นมรรคเป็นผลเลยแม้แต่น้อย แต่เชื่อว่าจะเกิดผลข้างเคียง คืออาจก่อเกิดเป็นประกายทางความคิดให้แก่การคิดอ่านแก้ไขปัญหาชาติและประชาชนในอนาคตกาล             ในปีใหม่นี้เขาว่ากันว่าเป็นปีเสือดุ เพราะเป็นปีนักษัตรที่เป็นปีขาล แต่ก็ยังเถียงกันไม่เลิกว่าความเป็นปีขาลนั้นจะเริ่มขึ้นเมื่อใด             บ้างก็ว่าเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 บ้างก็ว่าเริ่มก่อนวันตรุษจีน 4-5 วัน บ้างก็ว่าเริ่มตอนวันตรุษจีน บ้างก็ว่าเริ่มตอนวันสงกรานต์ บ้างก็ว่าเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ก็ว่ากันไปตามแต่ที่จะยึดถือ             เพราะในเรื่องนี้แม้เถียงกันมาถึงวันนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานใดเสนอตัวเข้าเป็นผู้รับผิดชอบหาข้อยุติที่ลงตัวและยอมรับกันได้เลย ก็ต้องปล่อยให้เถียงกันไปเรื่อย ๆ แต่เอาล่ะโดยภาพรวมนั้นปีหน้าก็คือปีขาล เป็นปีเสือ แต่จะเริ่มวันไหนก็ตามแต่ใจจะยึดถือกันเถิด             ก็เป็นธรรมดาของเสือย่อมมีตั้งแต่เสือแรกเกิด เสือหนุ่ม เสือแก่ เสือป่วย และเสือตาย มีทั้งเสืออ้วน เสือผอม เสือลำบาก เสือโซ ยกเว้นก็แต่เรื่องเสือกะบาก ที่แม้เป็นเสือก็ไม่ใช่เรื่องของเสือ ดังนั้นเมื่อย่างเข้าปีขาล จะว่าเป็นปีเสือดุเสมอไปย่อมไม่ได้             ปีขาลหมายถึงอังคาร ซึ่งตลอดปี 2553 เป็นอังคารในภาคกลางวัน โคจรระหว่างราศีกรกฎถึงราศีธนู เป็นห้วงเวลาของเสือหลับ เสือพักผ่อน และเสือล่าเหยื่อ ไม่ใช่เรื่องเสือดุแต่ประการใด และเพราะเป็นเวลากลางวันซึ่งเสือนั้นทนร้อนไม่ค่อยได้จึงกลายเป็นเสือลำบาก และมองเห็นตัวได้โดยง่าย จึงเป็นอันตรายกับเสือ             วันก่อนได้กล่าวถึงคติคนฆ่าเสือไว้บ้างแล้ว ว่าคนฆ่าเสือนั้นไม่ใช่เพราะเกลียดแค้นชิงชังแต่ประการใด แต่เพราะคนกลัวเสือจึงฆ่าเสือนั้นเสีย             ดังนั้นในปีหน้าโดยเนื้อหารวมความย่อมถือได้ว่าเป็นปีเสือดับ คือความลำบากร้อนรนทุรนทุรายและอันตรายจะเกิดขึ้นรอบด้าน ในที่สุดก็ถูกคนฆ่าอันเป็นธรรมดาธรรมชาติที่เป็นไปเพราะคนกลัวเสือ             ในวันนี้ก็มีเสียงของคนกลัวเสือดังกระหึ่มขึ้นเป็นระลอก ๆ เช่น น้ำคำของผู้บัญชาการทหารบกที่ว่า ขณะนี้มีความรุนแรงเกินไปแล้วก็ดี น้ำเสียงของสื่อมวลชนใหญ่ระดับสุทธิชัย หยุ่น ที่เขียนลงคอลัมน์กาแฟดำ เรียกร้องให้ประชาชนปกป้องคุ้มครองสื่อจากการคุกคามที่จะมีการบุกไปเยี่ยมก็ดี ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงอาการกลัวเสือ             เมื่อกลัวเสือแล้วก็เตรียมตัวพร้อมระดมพลชักชวนกันให้ป้องกันและฆ่าเสือในที่สุด ในธรรมชาติเป็นเช่นนี้ ในสังคมก็เป็นเช่นนี้ ในปีขาลนักษัตรก็ย่อมเป็นเช่นนี้             นั่นเป็นเรื่องของความเป็นไปแห่งกรรม ที่ใครทำกรรมใดไว้ย่อมต้องรับผลแห่งกรรมนั้น แต่สำหรับชาวบ้านอย่างเราท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียอะไรด้วย มีแต่ต้องรับชะตากรรมเป็นเวรเป็นกรรมหรือเป็นทุกข์เป็นสุขเท่านั้น ก็คงได้แต่ติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใยและความวิตกกังวล ดังนั้นยามนี้จึงเหมาะที่จะมาตั้งความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กันบ้าง             ปีใหม่นี้เราควรจะตั้งความหวังอะไรบ้าง? เพราะกว่า 60 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยบ้าคลั่งโต้เถียงกันแต่เรื่องประชาธิปไตยและเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และวันนี้ก็ผลิดอกออกผลให้เห็นแล้วว่าทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสื่อมโทรม จนกระทั่งวิกฤตถึงขั้นที่บ้านเมืองจะสิ้นสลายเต็มทีแล้ว             ดังนั้นเราควรที่จะมาตั้งความหวังในสิ่งที่จะบังเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนกันบ้างจะไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งพิเคราะห์ดูแล้วก็เห็นว่าหากได้มีการทำให้เกิดขึ้นใน 4-5 เรื่องเหล่านี้ ประเทศไทยและสังคมไทยของเราก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าไป จนหลุดพ้นจากความล้าหลังดังที่เป็นอยู่ ถึงซึ่งความเจริญและความเป็นปกติสุขโดยมิพักต้องสงสัย             ประการแรก เป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินมาก คือเรื่องยุทธศาสตร์รถไฟ ที่ต้องผลักดันให้มีการฟื้นฟูพระบรมราโชบายของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ให้รถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก และปรับเปลี่ยนเป็นระบบรางมาตรฐานกว้าง 1.43 เมตร รวมทั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟไทยเข้ากับสายจีน-เอเชีย ที่จะทำให้จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางรถไฟของเอเซีย และทำให้ประเทศไทยได้มาซึ่งฐานะศูนย์กลางตลาดการค้าของทวีปนี้             ควบคู่กันนั้น ก็ผลักดันให้มีการสร้างรถไฟความเร็วสูง 5 สาย จากกรุงเทพฯถึงโคราช กรุงเทพฯถึงนครสวรรค์ กรุงเทพฯถึงระยอง กรุงเทพฯถึงกาญจนบุรี และกรุงเทพฯถึงประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ระยะทางราว 200 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ สามารถเชื่อมถึงกันได้ในเวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็จะแก้ไขปัญหารากฐานของบ้านเมืองได้ไปกว่าครึ่ง             ประการที่สอง สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติและประชาชนมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านบาท ปลดแอกที่ดิน 100 ล้านไร่ที่หน่วยงานของรัฐยึดครองจากประชาชนคืนแก่ประชาชน คงสงวนไว้สำหรับแผ่นดินเพียง 100 ล้านไร่ก็เหลือเฟือแล้ว             นั่นคือการออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่ที่ดินที่ราษฎรปกครองทำกินในขอบเขตทั่วประเทศ โดยที่ดินเหล่านั้นหน่วยงานของรัฐ 8 หน่วยได้เข้าไปยึดครองเอาเป็นสิทธิ์ และทำให้ราษฎรกลายเป็นผู้ผิดกฎหมาย เป็นต้นเหตุของความยากจน ขาดแคลนและล้าหลังของประเทศและประชาชน             ผลจากการออกเอกสารสิทธิ์ จะทำให้ที่ดิน 100 ล้านไร่ทั่วประเทศพ้นจากความล้าหลัง ขาดแคลน ทำให้ประชาชนได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมูลค่าถึง 6 ล้านล้านบาท เพิ่มความมั่งคั่งแก่ชาติถึง 6 ล้านล้านบาท และเพิ่มรายได้แก่รัฐในทางภาษีอากรปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้พื้นที่อีก 1 ใน 3 ของประเทศเป็นพื้นที่ที่สามารถลงทุน มีการจ้างวานและมีการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองได้             ประการที่สาม ดำเนินการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีรูปแบบเดียวคือรูปแบบเทศบาลทั่วประเทศ ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ เช่น กรุงเทพมหานคร และถอยร่นราชการส่วนภูมิภาคให้เหลือระดับจังหวัด เพื่อประหยัดรายจ่ายแผ่นดิน เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาประเทศ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นกันเองอย่างเต็มรูปแบบเช่นอารยะประเทศ             การปฏิรูปในส่วนนี้จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเกือบทั้งกระบวน โดยเฉพาะตำรวจและอัยการ จะต้องเป็นหลักเป็นฐาน เป็นต้นและกลางกระแสธารแห่งความยุติธรรม ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม กำจัดพาล พิทักษ์ธรรม สร้างความร่มเย็นเป็นสุขในแผ่นดินได้อย่างแท้จริง             เพื่อการนี้ ต้องยุบเลิกองค์กรหลายองค์กรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล รังแต่จะเปลืองข้าวสุก เสียข้าวสาร ผลาญภาษีของประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ โดยการยุบเลิกไปเลย หรือการควบรวม เพื่อให้มีประสิทธิผลทางการปฏิบัติอย่างแท้จริง             ประการที่สี่ กำจัดมะเร็งร้ายของชาติอย่างเฉียบขาด ด้วยการปรับปรุงระบบการปราบปรามการทุจริตเสียใหม่ ให้มีหน่วยงานปราบปรามการทุจริตโดยเฉพาะ กำหนดเป้าหมายการปราบปรามการทุจริตที่กระทำโดยข้าราชการประจำระดับอธิบดีขึ้นไปและนักการเมืองทุกประเภท มุ่งเน้นความร่ำรวยผิดปกติเป็นหลัก สำหรับข้าราชการประจำถ้ามีทรัพย์สินเกิน 10 ล้านบาทถือว่าผิดปกติ ถ้าข้าราชการการเมืองมีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทถือว่าผิดปกติ ให้ประชาชนมีอำนาจกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติได้             หากมีมูลว่าร่ำรวยผิดปกติจริงก็ให้มีผลเป็นการอายัดทรัพย์สินนั้นไว้ แล้วให้ผู้เสียหายมีสิทธิ์พิสูจน์การได้มาว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ และได้เสียภาษีโดยถูกต้องแล้วหรือไม่ หากได้มาโดยไม่ชอบให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐ หากได้มาโดยชอบแต่เสียภาษีไม่ถูกต้องก็ให้กันค่าภาษีพร้อมค่าปรับและเงินเพิ่มไว้ ที่เหลือให้คืนไป โดยต้องพิสูจน์ให้เสร็จภายใน 6 เดือน หากพิสูจน์ไม่ได้ให้ตกเป็นของรัฐ             นี่คือมาตรการและวิธีการที่ชะงัดที่สุดในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นมะเร็งร้ายของบ้านเมืองในทุกวันนี้             หวังลม ๆ แล้ง ๆ เพียงสี่ข้อนี้แหละ สำเร็จลงสักข้อเดียวไม่ว่าข้อใด บ้านเมืองของเราก็จะเปลี่ยนโฉมหน้าไป หลุดออกจากปลักของความวิกฤตและความสิ้นชาติได้อย่างแน่นอน.ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 07 January 2010 10:26
เธออยู่ไหนประชาชน “เธออยู่ไหน?” ปฐมพงษ์ “ฉันอยู่นี่ ที่รักจ๋า”คำกล่าวอมตะ พลเอกแมคอาเธอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐ ที่ได้กล่าวกับนักเรียนนายร้อยเวปอยต์ ( USMA ) ว่า “ Old soldier never die but fade away “ ซึ่งแปลว่า “ทหารแก่ไม่เคยตาย แต่ค่อยๆเลือนหายไป จากความทรงจำ”                          1.   ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 ด้วยความเป็นห่วง ในฐานะประชาชนเต็มขั้นและเป็นนายทหารแก่นอกประจำการของกองทัพ ผมได้ติดตามความเจริญก้าวหน้า ความเสื่อมของบ้านเมืองตลอดมา    โดยเฉพาะตามความเจริญและความเสื่อมของกองทัพ ด้วยความชื่นชมและความห่วงใย            ปรัชญาหรืออดุมคติของกองทัพไทย ในการปฎิบัติงานเพื่อ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน “ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญา เกียรติยศ และเป็นสัจจะธรรมที่ประชาชนเคยชื่นชม แต่บัดนี้ประชาชนเฝ้าดูกองทัพด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและไม่แน่ใจ คำว่า “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน “ของกองทัพมีความหมายเดียวกับคำว่า “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ “ของพันธมิตรประชาธิปไตยที่กำลังต่อสู้ อย่างเข็มแข็ง เสียสละและกล้าหาญ หรือไม่ ?จากการวางเฉยของขุนทหารในกองทัพต่อสถานการณ์การต่อสู้ดังกล่าว     ทำให้เกิดคำถามจากประชาชนทั่วไปว่า“ คุณทหาร ! Where are you ? and Who are you ? “ ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ คุณทหาร ขณะนี้คุณอยู่ไหนและคุณเป็นใครกันแน่” ประชาชนกำลังรอคำตอบจากคุณทหารและขุนทหารและมีคำตอบจากคุณทหารแล้วครับ เมื่อพลเอกปฐมพงษ์  เกษรศุกร์ “ ทหารของพระราชาและประชาชน” ได้ให้คำตอบด้วยเสียงดังฟังชัดว่า“ ฉันอยู่นี่   ที่รักจ๋า”          พลเอกปฐมพล  เกษรศุกร์  เป็นแบบอย่าง นายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อราชวงค์จักรี ต่อผืนแผ่นดินไทย เข้าใจในจิตวิญญาณของทหาร เป็นนายพลเอกที่มีท่าทางเปิดเผย องอาจ และกล้าหาญ ท่านทำให้ประชาชนชาวไทยและผมมีความชื่นชมท่านมากขอแสดงความเคารพและนับถืออย่างยิ่ง          2.    ผมต้องขอทบทวนความทรงจำให้คุณทหารต่อสถานการณ์บ้านเมืองในประวัติศาสตร์ ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ระหว่างปี 2308 – 2310 มีดังนี้          - ผู้มีอำนาจทุศีล ไร้จริยธรรม หลงเหลิงมัวเมาในอำนาจ          - ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง แตกแยกเป็นก๊กเป็นวัง          - บ้านเมืองท้องพระคลังร่ำรวย ไพร่ฟ้ายากจน           - พระเณรเถรชี ประพฤติตนเป็นอาบัติ เพราะศาสนามัวหมอง          - ละเลยข่าวศึก ละเลยประเพณีปกครองทหาร          - ขุนทหารอ่อนแอ แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า          - ทอดทิ้งละเลยหัวเมืองใหญ่น้อย          - กระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน ตราชั่งโอนเอียง           - ยกยอคนชั่ว ทอดทิ้งคนดี          - คนในเมืองหลวงในกำแพงเมือง หลงใหลอบายภูมิ ยึดติดวัตถุ          - ขุนนางประจบสอพลอ เบียดบังบ้านเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน          - ศึกนอกศึกในไส้ศึกบ่อนทำลายบ้านเมือง          คำถาม : คุณทหาร ; คุณรู้หรือเปล่า ?          3.    สถานการณ์บ้านเมือง สมัยรัฐบาลขิงแก่ และคมช. ซึ่งเป็นสถานการณ์การต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่าง          คมช. กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร          อำนาจรัฐ กับ อำนาจเงิน          ธรรมะ กับ อธรรม          ขาว กับ ดำ          อำมาตยธิปไตย กับ ทุนนิยมสามารย์ ฯลฯ          ผลการต่อสู้ : คุณทหารแพ้  หน้าซีด  กลับเข้ากรมกอง          คำถาม : คุณทหาร ; คุณรู้หรือเปล่า ?          4.       สถานการณ์ปัจจุปันเป็นการต่อสู้ระหว่าง          พลังประชาชนกับอำนาจรัฐ+อำนาจเงิน          ธรรมกับอธรรม          ความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง          ความฉลาดกับความฉลาด แกมโกง          กรรมดี กับ กรรมชั่ว          และรอผลกฎแห่งกรรม           คำถาม : คุณทหาร, คุณทราบหรือเปล่า ?          5.     สมการการต่อสู้             5.1    อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน ชนะ พลังประชาชน             5.2    พลังประชาชน + ผู้ถืออาวุธ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน          คำถาม : คุณทหาร , คุณรู้หรือเปล่า          6.    คำตอบและข้อแนะนำ             6.1    “ทหารของพระราชาและทหารของประชาชน” ต้องปฎิบัติเยี่ยง พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายแบบของทหารของพระราชา             6.2    ทหารต้องรีบทำสมการ ข้อ 5.2 ให้สมบูรณ์             6.3    ขุนทหาร รีบทำพิธี เปิดหู เปิดตาและเปิดปาก โดยไม่ชักช้า          คำถาม : คุณทหาร , คุณทำอะไรอยู่ที่มา www.paisalvision.com
Thursday, 07 January 2010 10:16
คุณทหาร : Where are you? And who are you? แปลว่า “คุณทหาร ขณะนี้คุณอยู่ที่ใหน” และ “คุณเป็นใครกันแน่”              จากคำถามที่แหลมคมชวนให้คิด ทำให้ผม “ทหารแก่” คนหนึ่งต้องหยุดคิดเพื่อใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้สามัญสำนึก พิจารณาค้นหา “ตัวตนที่แท้จริง” ของผม และ “ของทหารของชาติ” ว่า “เรา (ทหาร) คือใครกันแน่” ผมได้ค้นพบคำตอบแล้วสรุปได้ดังนี้               ข้อที่ 1. สถานการณ์บ้านเมืองจากประวัติศาสตร์ชาติไทยกรุงศรีอยุธยา พุทธศักราช 2308 - 2310                   - ผู้มีอำนาจทุศีล ไร้จริยธรรม หลงเหลิงมัวเมาในอำนาจ              - ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง แตกแยกเป็นก๊กเป็นวัง              - บ้านเมืองท้องพระคลังร่ำรวย ไพร่ฟ้ายากจน               - พระเณรเถรชี ประพฤติตนเป็นอาบัติ เพราะศาสนามัวหมอง              - ละเลยข่าวศึก ละเลยประเพณีปกครองทหาร              - ขุนทหารอ่อนแอ แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า              - ทอดทิ้งละเลยหัวเมืองใหญ่น้อย              - กระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน ตราชั่งโอนเอียง               - ยกยอคนชั่ว ทอดทิ้งคนดี              - คนในเมืองหลวงในกำแพงเมือง หลงใหลอบายภูมิ ยึดติดวัตถุ              - ขุนนางประจบสอพลอ เบียดบังบ้านเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน              - ศึกนอกศึกในไส้ศึกบ่อนทำลายบ้านเมือง *** มีข้อใหนที่ไม่เหมือนกรุงเทพ พุทธศักราช 2549***        ข้อที่ 2. จิตวิญญาณของทหาร  “ชาติ  เกียรติ วินัย กล้าหาญ และอดทน”                  - ชาติจักอยู่ ถ้าเรารู้จักรักษา                  - ชาติพารา จำต้องมาก่อนสิ่งใด                  - ชาติต้องเจ็บ ก็ต้องเก็บศพกูไป                  - ชาติคงไว้  ให้ทุกหยาดเป็นราชพลี                          - เกียรติของคน อยู่ที่ผลแห่งความหมาย                  - เกียรติละลาย หากความหมาย มันมัวหมอง                  - เกียรตินักรบ อยู่ที่ศพ ผู้ยึดครอง                  - เกียรติแซ่ซ้อง ร้องประกาศ เพื่อชาติเรา                  - วินัยคน อยู่ที่ผลแห่งความหวัง                  - วินัยยัง ช่างดูสวย ด้วยเข้มแข็ง                  - วินัยอยู่ ทัพก็อยู่ สู้เต็มแรง                  - วินัยแล้ง แย้งบังคับ  ก็ทัพโจร                  - กล้าหาญไว้  เราเป็นไทย  ไม่ใช่ทาส                  - กล้าหาญวาด แล้วประกาศ ให้โลกเห็น                  - กล้าหาญอยู่ ที่จะสู้ แม้ยากเย็น                  - กล้าหาญเป็น เน้นที่ชาติ ราชบัลลังก์                 - อดทนไว้ ทำหัวใจ ให้เข้มแข็ง                  - อดทนแบ่ง แหล่งความทุกข์ ที่รุกโหม                  - อดทนเหงา แม้ความเศร้า เข้าจู่โจม                 - อดทนโรม  รันต่อสู้ อยู่ยืนยง          ข้อที่ 3. ปรัชญา และบทสรุปสุดท้าย คือ           “อำนาจรัฐ อยู่ที่ ผู้ถืออาวุธ”          “ผู้ถืออาวุธ คือ ทหารของชาติ” และทหารของชาติต้องมี “จิตวิญญาณของทหาร”           เพิ่มเติมจากข้อที่ 2. คือ “ฉลาด” และ “เสียสละ”          จากบทสรุปทั้ง 3. ข้อข้างบนที่หายไป จึงทำให้เกิดคำถามจากประชาชนว่า           “คุณทหาร ขณะนี้คุณอยู่ที่ใหน และ คุณเป็นใครกันแน่”           ผมค้นหาคำตอบให้แล้วครับ “คุณทหาร” และ “ขุนทหาร” ทั้งหลาย           แต่ยังมีคำถามเพิ่มเติมต่อมาอีกว่า           “คุณทหาร คุณกำลังทำอะไรกันอยู่?”          ขณะนี้กำลังหาคำตอบที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 05 January 2010 10:24
คุณทหารกับคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์           บทนำ          คำปฏิญาณ  คือ การให้คำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์  จริงจัง  และมั่นคงว่า ตนจะปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด เป็นคำสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อแสดงความซื่อสัตย์ สุจริต  และความจงรักภักดีในการที่จะปฏิบัติงานตามหน้าที่ ของตนเอง ของคณะ ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ  ในขณะเดียวกันคำปฏิญาณนั้นก็เป็นการให้คำสัญญาต่อตนเองว่า จะธำรง ไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำปฏิญาณทุกคำพูด ทุกประโยค ด้วยจิตวิญญาณและด้วยจิตใต้สำนึก ของบุคคลเหล่านั้น โดยให้คำปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในโบสถ์ วิหาร หรือต่อหน้าหมู่มหาประชาชน เช่นคำปฏิญาณในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของไทย  คำปฏิญาณของเหล่าอัศวินในประเทศยุโรป และของเหล่าสวามินต่อโชกุนในญี่ปุ่น           คนไทยทุกคนคุ้นเคยและรู้จักคำปฏิญาณตั้งแต่เด็ก คือคำปฏิญาณของลูกเสือสำรอง  คำปฏิญาณของลูกเสือสามัญ เป็นต้น ซึ่งมีคำกล่าวดังนี้“ด้วยเกรียติของข้า  ข้าขอสัญญาว่า          ข้อ 1. ข้าจะจงรักภักดี ต่อ ชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์”        นี่คือ  คำปฏิญาณ ข้อที่ 1. ของ ด.ช.  ด.ญ.  อายุไม่เกิน 15  ปี  คือลูกเสือสำรอง          1.    นอกจากนั้น  ยังมีคำปฎิญาณของสภาผู้แทนราษฎร์ และสมาชิกวุฒิสภา ก่อนเข้ารับตำแหน่ง คำถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่ง  เป็นต้น          2.    ในห้วงเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านมา องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำรัสย้ำให้นึกถึงคำปฏิญาณในการปฏิบัติหน้าที่และทรงเตือนให้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณ อยู่บ่อยคุณทหาร “คุณรู้หรือเปล่า?”          บทตาม          1.    สำหรับสถาบันทหาร ซึ่งเป็นสถาบันหลักของทุกประเทศที่จะปกป้องคุ้มครองและรักษา “ชาติ  ศาสน์  กษัตริย์และประชาชน”  คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของทหารที่ให้ไว้กับพระมหากษัตริย์และประชาชน  เพื่อกระตุ้มต่อมความจำ จิตสำนึกสูงสุดของคำปฏิญาณของทหารมาแสดงให้เห็นดังต่อไปนี้คำปฏิญาณของทหารในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา          “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า (ออกชื่อผู้ถวายสัตย์สาบาน) ขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณตัวต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางมหาสันนิบาตนี้ว่า       ข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นสมาชิกแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชนและต่อหน้าที่ จะปฏิบัติการทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ ความสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศชาติไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่ หากข้าพระพุทธเจ้าประพฤติปฏิบัติฝืนคำสัตย์ปฏิญาณนี้เมื่อใด ขอความวิบัติจงบังเกิดแก่ข้าพระพุทธเจ้าเมื่อนั้นโดยฉับพลันทันที อย่าให้มีความสุขความสวัสดีด้วยประการใดๆ หากข้าพระพุทธเจ้าดำรงมั่นในสัตย์ปฏิญาณนี้ยั่งยืนไป ขออานุภาพพระรัตนตรัยและเทพยดาอารักษ์ พระสยามเทวาธิราช เป็นต้น จงบันดาลความสุขสวัสดีแก่ข้าพระพุทธเจ้าทุกเมื่อ ให้ข้าพระพุทธเจ้ามีความเจริญในหน้าที่ราชการ เป็นกำลังทะนุบำรุงประเทศชาติสืบไป ได้สมตามปณิธานปรารถนาจงทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”          คำปฏิญาณของทหารในวันกองทัพไทย          พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล กระทำในวันที่ 25 มกราคมของทุกปี เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันกองทัพไทย และเดือนมกราคม เป็นเดือนที่ทหารใหม่ที่คัดเลือก เข้ารับราชการทหารได้รับการฝึกศึกษาฝึกบุคคลทำการรบและการฝึกภาคสนามเสร็จสิ้นแล้วพร้อม ที่จะทำการรบ เพื่อป้องกันประเทศชาติ และเป็นวันระลึกถึงวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ได้รับชัยชนะต่อข้าศึก       คำปฏิญาณของทหาร              ข้าพเจ้า (ชื่อและนามสกุล) ขอกระทำสัตย์ปฏิญาณว่า       ข้าพเจ้า จักยอมตาย เพื่ออิสรภาพ และความสงบแห่งประเทศชาติ       ข้าพเจ้า จักรักษาไว้ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย       ข้าพเจ้า จักอยู่ในศีลธรรมของศาสนา       ข้าพเจ้า จะเชิดชูและรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า       ข้าพเจ้า จะเชื่อถือผู้บังคับบัญชา และปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด ทั้งจักปกครองแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยยุติธรรม       ข้าพเจ้า จะไม่แพร่พรายความลับของราชการทหารเป็นอันขาด          คำปฏิญาณของทหารในวันเฉลิมพระชมน์พรรษา          คำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ต่อหน้าพระพักตร์ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นประจำทุกปี มีใจความว่า “....ข้าพเจ้า จะยอมตาย เพื่อรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์เจ้า จะจงรักภักดี และถวายความปลอดภัย ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนชีวิตจะหาไม่ ....” (อ้างถึง : บทความคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ โดย ศ.ดร. ลิขิต  ธีระเวศิน ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)          2.จะเห็นได้ว่า ทุกคำ ทุกถ้อยคำ ทุกประโยค ประกอบเป็นคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นคำมั่นสัญญาที่  มีความผูกพันกับทหารทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติทั้งร่างกาย  และจิตวิญญาณจนชีวิติจะหาไม่          3.  คุณทหารและขุนทหารลองตั้งสติและใช้ปัญญา พิจารณาตัวเองว่า คุณทหารและขุนทหารได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างครบถ้วน  เข็มงวด  ด้วยจิตสำนึกของความเป็นทหาร ต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของทหารและต่อวงศ์ตระกูลของตนเอง  แล้วหรือยังขุนทหาร : ท่านสำนึกหรือเปล่า ?          บทยุติ          1.    ทหารมีหน้าที่ดูแลปกป้อง  คุ้มครอง สี่เสาหลักของประเทศซึ่งประกอบด้วย “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน” ภายใต้คำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อหน้าพระมหากษัตริย์ ต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล และต่อหน้ามหาประชาชน  ที่จะต้องยึดถือคำปฏิญาณเป็นหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เข้มงวด          2.    ทหารต้องทำตัวเป็นหลัก  ไม่ใช่เป็นกลาง  เป็นหลักในการชี้ผิดชี้ถูก  ในเรื่องความถูกและความผิด  สีดำกับสีขาว ธรรมะกับอธรรม  ความดีกับความชั่ว  พิจารณาโดยใช้สติ ปัญญา และกล้าหาญ  ในการแสดงออกโดยการพูด  การเขียน  ในสถานการณ์วิกฤติและชาติต้องการ          3.    หน้าที่ของขุนทหารที่จะต้องยืนบนเส้นของความถูกต้อง  ไม่เอนเอียงไปตามอิทธิพลของนักการเมือง  อำนาจเงินของนักการเมือง  และไม่ยืนคล่อมเส้นของความถูกต้อง เอาตัวรอดแต่ต้อง ทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและความมั่นคงต่อคำปฏิญาณที่เคยให้ไว้กับพระราชา พระราชีนี และประชาชน            4.    คุณทหารและขุนทหาร คุณต้องเป็นทหารของพระราชา  ของพระราชีนี และของประชาชน และกล้าหาญที่จะประกาศด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “ทหารเป็นทหารของชาติ  ของศาสน์        ของกษัตริย์  และประชาชน  ไม่ใช่ทหารของนักการเมือง”          5.    เป็นการกระทำที่ง่ายๆมิฉะนั้น  คุณทหารและขุนทหารจะต้องอับอาย  ลูกเสือสำรอง  ซึ่งเป็น ด.ช. และ ด.ญ.  อายุไม่เกิน 15  ปี  ซึ่งกำลังตะโกนเสียงดังในใจว่า“ด้วยเกรียติของข้า ข้าขอสัญญาว่าข้อ 1. ข้าจะจงรักภักดี ต่อ ชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์”          6.    สมการ การต่อสู้ทางคณิตศาสตร์ ไม่เปลี่ยนแปลง คือ พันธมิตรประชาชน + ผู้ถืออาวุธ  ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน ผู้ถืออาวุธ  คือ ผู้ถืออำนาจรัฐผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพนายกอง ที่อ้างว่าเป็นทหารของพระราชา ของพระราชีนี และของประชาชน ทราบหรือเปล่า ?                                                                                                                            สวัสดี                                                                                                                                    พลเอก  กิตติ  รัตนฉายา                                                                                                                    อดีตแม่ทัพภาคที่ 4                                                                                                                              12 ก.ค.51ที่มา : www.paisalvision.com        
Tuesday, 05 January 2010 10:16
           กลับมาทำงานวันแรกของปีใหม่ 2010...ขอทักทายท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยคำว่า "สวัสดีจงทุกประการ"และเสริมด้วยประโยคของผมเองว่า "ขอให้มีความสุขอย่างพอเพียงตามประสาคนไทย พ.ศ. นี้"แปลว่า อย่าได้ตั้งความหวังสูงเกินไป แต่ก็ไม่หลวมตัวตกหลุมพรางของความขัดแย้งที่ทำลายความสุขสงบของสังคมไทยมาแล้วหลายปี            อย่าประมาท เตรียมไว้สำหรับสิ่งเลวร้ายที่ไม่คาดฝัน แต่ก็ตั้งความหวังดีๆ ไว้ เพราะต้องเชื่อมั่นในความเป็นคนไทยว่าเมื่ออะไรๆ ที่มาถึงจุดเลวร้ายสุดๆ แล้ว มันก็จะต้องกระเตื้องกลับมา            Prepare for the worst, hope for the best คือ วิถีปฏิบัติของคนไทยในปีใหม่นี้อันเหมาะควรที่สุดเพราะเราควรจะเห็นเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ก็ยังมีจุดเปราะบางในหลายๆ ด้านที่ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันระมัดระวังและเตือนกันเองเพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางแห่งความผิดซ้ำซาก ซึ่งหากยังเกิดขึ้นอีก  เราก็จะให้อภัยตัวเองได้ยาก            เปิดมาปีใหม่ก็จะมี "ระเบิดเวลา" ทางการเมืองหลายลูกที่คนไทยจะต้องรับรู้และตระเตรียมเพื่อไม่ให้เกิดผลเสีย จนลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องเสียหายเพิ่มเติม            ผมเชื่อว่าปีใหม่นี้ "วิกฤติมาบตาพุด" จะคลายความรุนแรงเพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มจะเห็นความจำเป็นที่จะต้องทำตามกฎหมาย และร่วมกันสร้างดุลยภาพด้านเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง           ทุกฝ่ายได้บทเรียนแล้วว่า ที่ใครจะคิดว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยววิ่งเต้นได้" นั้น ใช้ไม่ได้กับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยที่ภาคประชาชนจะเพิ่มความเข้มแข็งในบทบาทหน้าที่ของการปกป้อง "สิทธิชุมชน"            ขณะเดียวกัน "ทุนนิยมสุดขั้ว" ที่มุ่งแต่จะทำกำไรสูงสุดโดยไม่สนใจผลพวงต่อสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชาวบ้านนั้น ก็จะไม่สามารถอยู่ยั่งยืนได้อีกต่อไป            พอเปิดมาปีใหม่นี้ก็จะมีการพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายของคดีทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาท ของ ทักษิณ ชินวัตร...ซึ่งจะเพิ่มความร้อนแรงทางด้านการเมืองขึ้นมาอย่างค่อนข้างแน่นอน            สายตาทั้งโลกก็จะเพ่งมาที่ประเทศไทย ว่าจะสามารถดำรงวิถีชีวิตของประชาธิปไตยเคียงคู่ไปกับความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ตลอดไปถึงการเคารพในแนวปฏิบัติแห่งธรรมาภิบาลของสังคมไทยได้หรือไม่?            คนไทยจะต้องพิสูจน์ว่า ไม่อาจจะรับการโกงกินกันในระดับการเมืองสูงสุด ไม่ว่าจะกล่าวอ้างกันด้วยเหตุผลส่วนตัวอย่างไร ขณะเดียวกันก็จะต้องเคารพในสิทธิแห่งการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันในกรณีที่ฝ่ายการเมืองกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอำนาจเก่า อำนาจใหม่ อำนาจในอดีตหรืออำนาจในปัจจุบัน            เคียงคู่ไปกับคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ ก็จะมีกรณียุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่รอการตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ได้มีมติมอบอำนาจให้ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตัดสินว่าข้อกล่าวหาพรรครัฐบาลใหญ่พรรคนี้รับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากเอกชนนั้น ได้กระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่?            แน่นอนว่า อีกคำถามหนึ่งที่ตามมาสำหรับปีนี้ ก็คือ ว่าจะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่หรือไม่? เมื่อไหร่? และจะมีขึ้นหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่?            เหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่ต้อนรับการก้าวเข้ามาของปีใหม่นี้ สร้างความร้อนแรงให้แก่การเมืองของไทยตั้งแต่วันแรกของปีทีเดียวแต่นั่นไม่ควรจะเป็นประเด็นที่สร้างความหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทั้งหมดนี้คือประเด็นที่จะกำหนดว่าเราจะเดินเข้าสู่มิติใหม่ของประเทศ หรือจะยอมจำนนต่อแรงกดดัน หรือการข่มขู่ที่ไร้ขื่อไร้แปของบ้านเมืองไม่มีใครสามารถจะกล่าวอย่างโอหังได้ว่า "ปี 2553 คือปีของผม"            เพราะท้ายที่สุดแล้ว บ้านเมืองจะอยู่รอดและอนาคตของลูกหลานไทยจะรุ่งเรืองได้ ก็ต่อเมื่อเราต่างต้องร่วมกันทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าปี 2553 ต้องเป็นปีของคนไทยที่ต้องการสร้างสันติ มิใช่สำหรับใครที่ต้องการสร้างความปั่นป่วนเป็นเด็ดขาด!ที่มา : www.oknation.net
Monday, 04 January 2010 11:04
        ประชาชาชนชาวไทยทั้งหลาย วันนี้ ขึ้นวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปราถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ทั้งขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่วิตก ห่วงใย แก่การเจ็บป่วยของข้าพเจ้า และแสดงออกโดยประการต่างๆ จากใจจริง ที่จะให้ข้าพเจ้าหายเจ็บป่วยและมีความสุขสวัสดี                ความสุขสวัสดีนี้ เป็นสิ่งที่พึงปราถนาอย่างยิ่งของคนเรา แต่จะสำเร็จผลเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถและสติปัญหา และการประพฤติตัว ปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล                ในปีใหม่นี้จึงขอให้ชาวไทยทุกคนได้ตั้งจิต ตั้งใจให้เที่ยงตรง แน่วแน่ ที่จะประพฤติตัว ปฏิบัติงานให้เต็มกำลังความสามารถ โดยมีสติรู้ตัว และปัญญารู้คิด กำกับอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ จะคิดจะทำสิ่งใดต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ให้รอบคอบ ทำให้ดีให้ถูกต้อง ข้อสำคัญจะต้องระลึกรู้โดยตระหนักว่า ประโยชน์ส่วนรวมนั้นเป็นประโยชน์ที่แต่ละคนพึงยึดถือเป็นเป้าหมายหลักในการประพฤติตัวและปฏิบัติงาน เพราะเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนแท้จริง ซึ่งทุกคนมีส่วนได้รับทั่วถึงกัน ความสุขความสวัสดีจักได้เกิดมีขึ้นทั้งแก่บุคคล ทั้งแก่ชาติบ้านเมืองไทย ดังที่ทุกคนทุกฝ่ายตั้งใจปรารถนา                  ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวไทยเคารพบูชา จงอภิบาลรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากโรคภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และความสำเร็จสมประสงค์ตลอดศกหน้านี้ โดยทั่วกัน
Saturday, 02 January 2010 10:57
                                                                                                         สนานจิตต์ บางสพาน           “ ความตายเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเผชิญ อาตมาคิดอยู่เสมอว่า เวลาความตายมาถึง  เราจะเผชิญความตายอย่างสงบได้อย่างไร …..           พระพุทธศาสนาสอนว่า ถ้าเผชิญความตายด้วยใจสงบหรือวางจิตให้เป็นกุศล จิตก็จะไปสู่สุคติได้…..           เราจึงต้องพิจารณามรณสติเป็นประจำว่าเราจะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง  ความตายเป็นของเที่ยง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า ความตายจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีใครรู้….           คือต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมที่จะแปรผัน ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน          ในปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ฉะนั้นเธอจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม…..             ความไม่ประมาทจึงมีความหมายสองระดับ ในระดับจิตใจคือระลึกว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันไม่เที่ยง มีขึ้นต้องมีลง มีได้ต้องมีเสีย อย่างที่สองเป็นความหมายในระดับการกระทำ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ทอดธุระ อะไรที่จำเป็นต้องทำก็เรียบทำ….             มีวิธีการหลายอย่างที่จะช่วยให้เราตายอย่างสงบได้ วิธีการหนึ่งก็คือฝึกสติอย่างสม่ำเสมอ สตินี้ช่วยได้มาก เพราะว่าเวลาป่วยหนักในระยะสุดท้าย สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือทุกขเวทนาหรือการเจ็บป่วยทางกาย  ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง เอดส์  หรือว่าโรคเรื้อรังทั้งหลาย ทุกขเวทนาทางกายจะแรงกล้ามาก ถ้าเราไม่มีสติ จิตใจเราก็จะทุกข์ตามไปด้วย ทุกข์กายกับทุกข์ใจไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันเสมอไป ปัจจัยหนึ่งซึ่งช่วยให้เราไม่ทุกข์ใจแม้จะทุกข์กายก็คือสตินั่งเอง…..             อีกอย่างที่ช่วยได้ก็คือ นึกถึงสิ่งที่ดีงาม….             สังขารทั้งหลายทั้งปวงมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จุดนี้เป็นการช่วยให้เกิดปัญญาขึ้นมา ถ้าเกิดปัญญาแล้ว ความเจ็บปวดหรือความตายก็มิใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป  คือความตายมันน่ากลัวเพราะว่าเรายังหลงยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นตัวตน ตัวกูของกู ยึดว่านี่เป็นร่างกายของฉัน บ้านของฉัน คนรักของฉัน  เรากลัวว่าเราจะพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเรามีปัญญาเห็นและตระหนักว่ามันไม่มีอะไรที่น่ายึดถือเป็นตัวตน ใจก็วางสิ่งต่าง ๆ ได้  เมื่อวางได้ความตายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป             ความตายกลับเป็นสิ่งที่ดี   คือกลายเป็นตัวเร่งให้เราปล่อยวางเร็วเข้า เพราะขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ ยังสนุกสนานเพลิดเพลิน เราไม่ค่อยปล่อยวางเท่าไหร่ แต่พอเรารู้ว่าความตายจะมาถึงแล้ว ก็จะปล่อยวางได้ง่าย  ทางโลกเขาถือว่าความตายเป็นวิกฤติ แต่พุทธศาสนาถือว่าความตายเป็นโอกาส โอกาสที่จะยกจิตให้สูงขึ้น  เริ่มจากการที่จิตมีสติ มีสมาธิ ไปจนถึงการมีปัญญา อันนี้เป็นสิ่งซึ่งควรจะเตรียมตัวทุกคน ถ้าต้องการตายอย่างสงบ…..                    จิตสุดท้ายก่อนตายต้องเป็นกุศล  คือสงบหรือกำหนดอยู่กับสิ่งที่ดีงาม ความสงบเป็นสิ่งสำคัญ  เป็นเรื่องที่ตัวเองต้องฝึก ถ้าฝึกก็มีโอกาสสงบได้ แต่สงบอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้สว่าง คือมีปัญญาด้วย…..เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง  เข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงไม่น่ายึดถือ ไม่น่าเอามาเป็นตัวตนของเรา   เข้าถึงภาวะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกว่าจิตว่าง  ที่จริงยังมีอีกสำนวนหนึ่งที่ท่านชอบพูดคือ  “ตกกระได พลอยโจน”  ไหน ๆ จะตกกระไดแล้ว ก็กระโจนลงไปเลย ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังหรือเสียดายอะไรทั้งสิ้น ความหมายก็คือ เมื่อจะตายแล้วก็ปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่อาลัยใยดี นี่เรียกว่ารู้จักใช้ความตายให้เป็นประโยชน์……..                    พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีม้าอยู่สี่ประเภท  ประเภทแรก พอเห็นประตักก็เกิดความกลัว เห็นเงาประตักของคนขี่ก็กลัวแล้ว พร้อมที่จะเชื่อฟังคนขี่  จะให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ทำได้  ม้าประเภทที่สองต้องโดนประตักแทงถึงขุมขนถึงจะเชื่อฟังคนขี่ ประเภทที่สามต้องโดนประตักแทงถึงหนังถึงจะเชื่อประเภทที่สี่ต้องโดนประตักแทงถึงกระดูกถึงจะเชื่อ  ยอมทำตามคนขี่             ท่านก็เปรียบเหมือนคนสี่ประเภท  ประเภทแรก  เพียงแค่ได้ข่าวว่ามีคนตายก็เกิดความสังเวชและสนใจที่จะเข้าหาธรรม เพื่อจะได้ไม่ทุกข์กับความตาย  ประเภทที่สองต้องได้เห็นคนตายต่อหน้าถึงจะเกิดความตื่นตัวที่จะเข้าหาธรรม ประเภทที่สามต้องรอให้คนรู้จักคนรักตายเสียก่อนถึงจะสำนึกเข้าหาธรรม ประเภทที่สี่ต้องเจอความเจ็บปวดด้วยตนเองทุกข์ทรมาน โรคภัยคุกคาม หรือเจ็บปางตายถึงค่อยสำนึก คนประเภทที่สี่นี่เรียกว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ถามว่าเราอยากจะเลือกเป็นคนประเภทไหน หรืออยากจะเป็นม้าประเภทไหน ….            (* ตัดทอนจากบทเรียบเรียงคำให้สัมภาษณ์ของ พระไพศาล วิสาโล  โดย  วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์  จากนิตยสาร สารคดี ปีที่ 20 ฉบับที่ 230  เมษายน 2547  ตีพิมพ์ในหนังสือที่แจกเป็นมิตรพลี ในงานฌาปนกิจศพ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ – มด  12 ธค. 2550 – อ้างแล้ว สนจ.)             สวัสดีปีใหม่และขอต้อนรับเข้าสู่สิ่งใหม่ ๆในชีวิตตามอัตภาพ…. สนจ.ที่มา : www.chaoprayanews.com
Tuesday, 29 December 2009 10:05
                        บ้านที่พ่อสร้างบนเส้นทางที่ยั่งยืน           หลังจากวันวารแห่งความวิปโยคสุดจะคาดเดาได้ผ่านพ้นไป๑วันนั้น ผู้คนที่สูญเสียแทบทุกคนราวกับได้ขาดชีวิตและจิตวิญญาณของตนเองไปครึ่งหนึ่ง แต่ทันใดนั้น สิ่งที่ยึดเหนี่ยวสิ่งหนึ่งในหัวใจของคนไทยก็ได้เกิดขึ้น              “ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อสีฟ้าของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เดินเข้ามาหา คุณหญิง ดร. อารมณ์ ท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตตรัง ท่านเป็นกรรมาการของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเข้ามาปึกใหญ่ แจกจ่ายแก่นางพยาบาลและคนไข้ บอกทุกคนว่ำม่ต้องเป็นห่วงในหลวงทรงทราบเรื่องแล้ว ทรงสั่งการแล้ว ทรงตัวแทนคือคุณหญิง อารมณ์ คนนี้มาแล้ว ทุกคนต่างมีสีหน้าดีขึ้น บางคนก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์แล้วเอาขึ้นมากอดแนบอกไว้แน่น”           …..ในหลวงของเรา ทรงมาช่วยแล้ว          คือคำพูดหนึ่งที่สุดจะบรรยายออกมาเป็นภาพได้จากปากของ พิมพ์รพี หรือ น้ำผึ้ง ลุกสาวคนโตของ ส.ส. พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เจ้าของโรงแรม มาริไทม์ ปาร์ค แอนด์ สปา รีสอร์ต โรงแรมที่ตั้งอยู่ที่สูงข้างเขาขนาบน้ำและแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในพื้นที่เมื่อตอนกิดเหตุ           หากแต่ยังไม่แค่นั้น สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่คนไทย ทุกคนจะต้องเรียนรู้ให้ถ่องแท้ก็คือ “หลักแห่งการให้ของในหลวง” ที่ว่าให้นั้น มิใช่ให้เพียงแค่สิ่งของ หรือทรัพย์สมบัติศฤงคารใดๆ อันล้ำค่า ที่มช้แล้วย่อมมีวันหมด ไปตามเงื่อนไขของกาลเวลาเพียงระยะสั้น ทว่า การให้ที่แท้จริงนั้น ควรจะให้อย่างยั่งยื่น มั่นคง และถาวร จนกระทั้งเข้าผู้นั้น ได้ยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตนเองได้อย่างไม่ต้องพึ่งพิงใคร ซึ่งนั้นคือหลักแห่งการให้ที่พอเพียงและมีคุณค่าที่สุดในชีวิต           “..การไปช่วยเหลือประชาชนนั้น ต้องรู้จักประชาชน ต้องรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร ต้องอาศัยความรู้ในการช่วยเหลือ” (จากตอนหนึ่งของพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเรื่อง”การมีส่วนร่วม”)               ไม่แปลกแต่อย่างใดหากจะได้ยินได้ฟังคำตอบจากผู้ประสบภัยที่ได้รับความช่วยเหลือจากตัวแทนของในหลวง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ประทับใจตรงที่การที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนั้น ไม่ได้เป็นการยัดเยียดความช่วยเหลือ แต่เป็นการถามไถ้ก่อนว่าเขานั้นต้องการสิ่งใด และอยากได้รับความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ตามเหตุและผลที่สอดคล้องกับความสูญเสียของคนๆหนึ่ง” จะเห็นได้ว่าความช่วยเหลือชาวบ้านจากโศกนาฎกรรมสึนามึ ในครั้งนั้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนหระมหากษัตริย์ ล้วนเป็นไปตามหลักคิด และหลักทรงงานของในหลวงทุกประการ ราวกับว่าท่านลงมาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านด้วยพระองค์เอง ไม่แปลกใจเลยว่า หากไปสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ จะพบว่าแต่ละคนนั้นจะต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความวาบซึ้งใจไปทุกที เมื่อได้พูดถึงในหลวงของพวกเขาด้วยความรู้สึกในหัวใจ               ด้วยเหตุวิปโยคสุดโทมมนัสใจในครั้งนั้นเป็นเหตุที่อุบัติขึ้นในช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูตรของพระองค์ในพระชนม์มายุ  ๗๗ พรรษา ในการครองราชย์ ๕๕ ปี ที่ทุกปีแล้วคนไทยทุกคนทุกหมู่เหล่า จะต้องเฉลิมฉลองให้พระองค์ ท่ามกลางบรรยากาศที่รื่นเริง แต่ทว่า เหมทื่อเหตุอันน่าเศร้าเกิดขึ้น  ในหลวงก็ได้ทรงสละซึ่งความสุขส่วนพระองค์นั้นไปกับการไว้อาลัยให้แก่ประชาชนที่ต้องสูญเสียไปกับเหตุวิปโยคดังกล่าว หลังทรงทราบข่าวก็ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๓๐ ล้านบาท ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระราชูปถัมป์ เพื่อให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยภาคใต้ จากคลื่นนามิ อย่าง ไม่แบ่งแยกว่าจะต้องจัดสรรให้แก่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่ประสบเหตุเท่านั้น           “การให้” คือแก่นสำคัญของการทรงงานอย่างหนึ่งของพระองค์ ทรงใช้ “หลักสังฆทาน” ซึ่งมีความหมายคือ “ ให้เพื่อให้”  เป็นการให้โดยไม่เลือก ให้เพื่อให้จริงจริง ไม่ได้ให้เพื่อคิดหวังผลตอบแทนว่า เมื่อให้แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ครั้งหนึ่งเคยรับสั่งว่า            “…รู้ไหมว่าทฤษฎีโดมิโนทำไมมาหยุดที่เมืองไทย ทำไมไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่อเมริกันทำนายไว้ หลังจากเวียดนาม เขมรและลาวแตก รู้ไหมว่าทำไมมาหยุดที่นี่ เพราะสังคมเรานั้นเป็นสังคมที่ให้กันอยู่”          ทั้งนี้ ได้ทรงความห่วงใยไปถึงผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติ ทั้งชาวไทย และต่างชาติ ทรงขอให้คนไทยใช้หลักความสามัคคี รักใคร่ ปรองดองกัน ในการแก้ไขปัญหา เพราะหากคนไทยทุกคนมีความสามัคคีกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหาก็จะง่ายขึ้น หลังจากนั้น เกิดภาพปรากฏการณ์ที่น่าประทับใจนั้นก็คือ           มีการ “ให้”  จนหลั่งไหลเป็นธารน้ำใจจากคนไทยทั่วประเทศสู่ ๖ จังหวัดภาคใต้ ที่ต้องสูญเสียในเหตุสึนามิพิโรธ ในครั้งนั้น ยังคงเป็นภาพที่ตราตรึงอยู่ในใจว่าอย่างไรเสีย แม้จะต่างชนชั้นวรรณะกัน คนไทยทุกคนก็พร้อมที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ มีอาสาสมัครที่ไม่เคยรู้จักกัน บางคนที่ไม่เคยคิดที่จะทำเพื่อใครต่างตัดสินใจลงไปช่วยเหลือในพื้นที่แข็งขัน บรรดาทุนที่เคยทำธุรกิจหวังกำไรอย่างโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร สถานให้บริการต่างๆ ล้วนพร้อมใจอุทิศสถานที่อัน โอ่โถงของตัวเองเป็นแหล่งพำนักพักพิงแก่บรรดาผู้ประสบภัยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และได้กลายเป็นศูนย์กลางบัญชาการเฉพาะกิจสำหรับติดต่อประสานงานกับต่างชาติได้อย่างน่ายกย่อง จนคนต่างชาติเมื่อได้กกลับไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนตนเองแล้วล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความมีน้ำใจของคนไทยทั้งนี้ ด้วยแรงบันดาลใจที่สำคัญก็คือ “พ่อหลวงของแผ่นดิน” ผู้นี้นั้นเอง               “เราต้องประสบเหตุไม่ปกติต่างๆ จนทำให้เกิดความวิตก ห่วงใยกัน อยู่ทั่วไป ใกล้สิ้นปีก็เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ทำให้สูญเสียชีวิต  และทรัพย์สินอย่างร้ายแรง  เราคงต้องช่วยเหลือบรรเทาทุกข์  และฟื้นฟูสถานะของบ้านเมืองเป็นการใหญ่   รวมทั้งหาทางป้องกัน  เตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ          อย่างไรก็ตาม เหตุต่างๆนั้น ได้ทำให้เห็นแจ้งถึงน้ำใจของพวกเรา อย่างเด่นชัดว่า ทุกคนในผืนแผ่นดินไทย  ทั้งทหาร ตำรวจ  และพลเรือน มีความสามัคคีกัน  ต่างห่วงใยกันด้วยจริงใจ  ได้แสดงเจตนารมณ์  ที่จะอยู่ด้วยกันโดยสันติสุขและเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนไทยไม่ทิ้งกัน  ต่างพร้อมเพรียงกันเข้าปฎิบัติช่วยเหลือทันทีด้วยความเสียสละ และจริงใจ ไม่เลือกว่าเป็นชาวไทยหรือต่างประเทศ  ข้าพเจ้าอยากกล่าวย้ำกับท่านทั้งหลายเหมือนที่เคยกล่าวมาเมื่อหลายปีก่อนว่า วิถีชีวิตของคนเรานั้น จะให้มีแต่ความปกติสุขอย่างเดียวไม่ได้  ต้องมีทุกข์ มีภัย ผ่านเข้ามาด้วยเสมอ ยากจะหลีกเลี่ยงพ้น ในปีใหม่นี้ข้าพเจ้า จึงขอให้ทุกคนรักษาความสามัคคี และจิตใจอันดีนี้ไว้เป็นนิจ เพราะสิ่งนี้คือคุณลักษณะพิเศษที่ช่วยชาติบ้านเมือง ของเราอยู่รอดปลอดภัย และช่วยให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขมาช้านาน ตราบได้ที่เราทั้งหลายรักษาคุณลักนษณะ นี้ไว้ได้ ก็มั่นใจได้ว่า ชาติบ้านเมืองของเราก็จะดำรงอยู่ตราบนั้น (พระบรมราโชวาท เนื่องในวาระดีถีขึ้นปีใหม่ ประจำปี ๒๕๔๘)           ใช่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด นั้นก็คือการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งที่ในหลวงทรงอยากให้คนไทยทุกคน มี และ รักษาไว้เหมือนเป็นสมบัติ ชิ้นสำคัญ ในการสู้กับปัญหาต่างๆ นอกเหนือจากที่พระองค์ให้ความช่วยเหลือ ทั้งทางเสาหลัก ในการตั้งฐานของชีวิตแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือร่วมใจกันของ สังคม ชุมชน  ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ  อย่างไม่มีกำแพงมากีดกั้น  และนั้นก็คือหัวใจหลักที่ในหลวงทรงสื่อไปถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยทั้งหลาย เป็นหลักปรัชญาที่ทรงฝากไว้ให้คิด และทำความเข้าใจ ให้ถ่องแท้ หากทุกคนต่างเดินตามรอยทางแห่งปรัชญาข้อนี้ เชื่อแน่ว่าความผาสุกที่ยั่งยืนในชีวิต จะเป็นอนาคตที่ปลักหลักรอคอย อยู่เบื้องหน้าอย่างแน่นอน           “…..ใครต่อใคร บอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนร่วม อันนี้ฟังจนเบื่อ           อาจรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมาก็บอกให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม มานึกๆ ในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่า คนที่ให้เพื่อส่วนรวมนั้น มิได้ให้ส่วนร่วมแต่อย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศัยได้”   (จากตอนหนึ่งของพระราชดำรัสในเรื่อง “ประโยชน์ส่วนร่วม”) ที่มา : สำนักข่าวเจ้าพระยา 
Monday, 28 December 2009 11:36
ปลายสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปเมืองจีน ฝ่าฤดูกาลอันหนาวเหน็บเย็นยะเยือกถึงลบสิบกว่าองศาเซนเซียส เพื่อไปดูเรื่องราวเกี่ยวกับยุทธศาสตร์รถไฟในภูมิภาคนี้ ด้วยใจที่รุ่มร้อนพอได้มีความอบอุ่นสู้กับความหนาวได้บ้าง              เหตุที่ต้องไปดูเรื่องรถไฟในยามหนาวระดับที่ปัสสาวะลงพื้นแล้วจะกลายเป็นน้ำแข็งในเวลาไม่กี่นาที ก็เพราะได้ทราบว่ายุทธศาสตร์รถไฟที่กำลังขับเคลื่อนไปในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์นั้นมีทีท่าว่าประเทศไทยของเราจะถูกทอดทิ้งให้เปล่าเปลี่ยวเดียวดายแต่ประเทศเดียว             เนื่องเพราะบรรดาชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถทนรอความหน่อมแน้มเฉื่อยชาล้าหลัง และไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรของประเทศไทย เขาจึงต้องเดินหน้าพัฒนาร่วมกัน             และถ้าเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าเมื่อยุทธศาสตร์รถไฟของภูมิภาคเริ่มเดินหน้าไปแล้ว ประเทศไทยก็จะไม่มีสมรรถนะที่จะแข่งขันกับประเทศใด ๆ ได้ เพราะการขนส่งสินค้าต่าง ๆ จากประเทศไทยไปที่อื่น ๆ จะล่าช้าและแพงกว่าชาติอื่น ๆ ชนิดที่เทียบกันไม่ได้             ในระยะสิบปีมานี้ จีนได้กำหนดยุทธศาสตร์ Look South หรือลงใต้ในการพัฒนาและเชื่อมโยงกระบวนการพัฒนาในภูมิภาค โดยเฉพาะกับประเทศอาเซียน เพื่อรองรับกับการพัฒนาและความเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และประเทศต่างๆ ในอาเซียน             หนึ่งในยุทธศาสตร์ Look South นั้นก็คือการวางโครงข่ายการคมนาคมรถไฟจากจีนผ่านมณฑลยูนนานลงมายังประเทศไทย และแตกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งไปทางตะวันตกสู่พม่า ออกทะเลอันดามัน ซึ่งจีนจะไปทำท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อีกสายหนึ่งไปทางตะวันออกสู่เวียดนาม ลาว และกัมพูชา และออกทะเลที่กัมพูชา โดยจีนจะไปร่วมการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกให้กับกัมพูชาด้วย             โดยยุทธศาสตร์คมนาคมที่ว่านี้ประเทศไทยก็จะมีฐานะเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของการคมนาคมทางบกที่มีรถไฟรางคู่ความเร็วสูงเป็นหลักในการเชื่อมโยงจีนและอาเซียน             แต่ปรากฏว่าประเทศไทยไม่ใส่ใจไยดีเพราะมัวแต่ดำเนินยุทธศาสตร์รถยนต์อย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่สนใจที่จะพัฒนารถไฟ ไม่สนใจที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการคมนาคมทางรถไฟกับจีนและประเทศเพื่อนบ้านตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเลย             เพื่อสนับสนุนต่อแผนยุทธศาสตร์นี้ จีนได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ประเทศอาเซียนเป็นเงินถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้หลายประเทศในอาเซียนได้ใช้เงินกู้จากกองทุนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขน้อย ดังเช่นล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เขมรก็ได้ทำสัญญากับจีนใช้เงินจากกองทุนนี้ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพัฒนารถไฟรางคู่ความเร็วสูงไปเรียบร้อยแล้ว             ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลพม่าเพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ โดยได้ทำสัญญาให้พม่ากู้เงินในวงเงินที่พอเพียงต่อการพัฒนารถไฟในประเทศพม่า             ดังนั้นสถานการณ์ในวันนี้ ประเทศไทยกำลังถูกตัดขาดออกจากเครือข่ายการคมนาคมทางรถไฟระหว่างจีนกับอาเซียน และจะกลายเป็นประเทศที่โดดเดี่ยวที่ไม่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทางรถไฟกับประเทศเพื่อนบ้านหรือกับประเทศจีนได้เลย             จะต้องใช้การขนส่งทางเรือ ทางรถยนต์ และทางอากาศ ซึ่งช้า เสียค่าใช้จ่ายสูง และทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการค้าขายกับประเทศอาเซียนและจีน             นั่นคือไม่เพียงแต่ถูกทอดทิ้งให้ล้าหลังเท่านั้น แต่จะตกเป็นประเทศที่เสียเปรียบและหมดสมรรถนะในการแข่งขันกับประเทศใด ๆ ไปอีกนานเท่านาน และด้วยเหตุนี้ก็จะทำให้ประเทศไทยล้าหลังที่สุดในกลุ่มอาเซียน             เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่เรื่องใหญ่และสำคัญเช่นนี้กลับไม่มีใครสนใจ ทั้งๆ ที่ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหินก็มีการตกลงร่วมกันว่าให้ตั้งคณะทำงานร่วมไทย-จีน เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางด้านโครงข่ายรถไฟ ซึ่งนับถึงวันนี้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้นและยังไม่ไปถึงไหนเลย             สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องรีบดำเนินการก็คือ จะต้องรีบนำพาประเทศเข้าไปเชื่อมโยงการคมนาคมโดยทางรถไฟกับจีนและอาเซียนให้ทันท่วงที ก่อนที่จะถูกทิ้งให้ตกขบวนรถไฟ และจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังและเสียเปรียบที่สุดในอาเซียน             เพื่อการนี้ รัฐบาลไทยจะต้องตัดสินใจทางยุทธศาสตร์สองประการคือ             ประการแรก ต้องเร่งรีบตัดสินใจว่านับแต่นี้ไปประเทศไทยจะใช้รถไฟเป็นหลักในการคมนาคมทางบก โดยเป็นรถไฟรางคู่ความเร็วสูง             ประการที่สอง จะต้องเร่งรีบตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์รถไฟว่าจะต้องปรับเปลี่ยนระบบราง จากระบบ Meter Gauge ที่มีขนาดกว้างของราง 1 เมตร เป็นระบบ Standard Gauge ที่มีขนาดกว้างของราง 1.43 เมตร เพื่อให้รองรับกับระบบรถไฟความเร็วสูงและเพิ่มสมรรถนะในการขนส่งในอนาคตได้ และเชื่อมโยงกับโครงข่ายรถไฟอาเซียนและจีนได้             หากไม่ตัดสินใจทางยุทธศาสตร์สองประการนี้แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะตกลงใจในเรื่องใด ๆ ได้เลย ถึงจะมีการประชุมอะไรต่อไปก็จะหาข้อยุติอันใดไม่ได้ เพราะในขณะนี้ยังมีแนวความคิดที่จะใช้ระบบรางกว้าง 1 เมตรอยู่ต่อไป ผลก็คือจะไม่สามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างเครือข่ายรถไฟจีน-อาเซียน ซึ่งมีความกว้างของราง 1.43 เมตรได้             ไปเมืองจีนเที่ยวนี้ได้ไปทดลองนั่งรถไฟความเร็วสูงจากปักกิ่งไปเทียนสิน ซึ่งเมื่อก่อนนี้ต้องใช้เวลานานมาก แต่ขณะนี้เป็นความเร็วในระยะพัฒนาที่ 7 ของการรถไฟจีน คือมีความเร็วเฉลี่ยที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงใช้เวลาเพียง 20 กว่านาทีเท่านั้น             ที่สถานีรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง มีการปรับปรุงพัฒนาสถานีรถไฟที่ใหญ่โตโอ่อ่าและทันสมัย ในลักษณะเดียวกันกับท่าอากาศยาน ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทยแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าอย่างไหนจะทันสมัยกว่ากัน             การปรับปรุงสถานีรถไฟให้เป็นศูนย์การพาณิชย์ของท้องที่และท้องถิ่น เป็นศูนย์แสดงสินค้าของท้องถิ่นและศูนย์ส่งออกสินค้าของท้องถิ่นกำลังดำเนินไปอย่างคึกคักทั่วประเทศจีน             ระบบการซื้อตั๋วและการตรวจบัตรผ่านใช้ระบบอิเล็คโทรนิคส์ ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด             มีขบวนรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เทียนสิน วิ่งทุก 30 นาที ด้วยความเร็วเริ่มต้นจากศูนย์ และค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นไปจนถึงที่ระดับ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง เป็นผลให้ได้ความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง             รถไฟแต่ละขบวนมี 6 โบกี้ ในจำนวนนี้เป็นรถโดยสารชั้นหนึ่งจำนวน 1 โบกี้และมีตู้เสบียงสำหรับชั้นหนึ่งด้วย ส่วนที่เหลืออีก 5 โบกี้เป็นรถโดยสารชั้นประหยัด เก็บค่าโดยสารคนละประมาณ 300 บาท แต่ละโบกี้จุผู้โดยสารได้ประมาณ 80 คน             กลายเป็นรถไฟความเร็วสูงที่ดำเนินการในเชิงธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ และมีกำไร ในขณะที่การนำร่องรถไฟความเร็วสูงที่ระดับ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ได้ดำเนินการแล้ว ดังเช่นรถไฟจากเซี่ยงไฮ้ไปสนามบินผู่ตง             20 นาทีเศษด้วยความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่มีความนุ่มและเรียบขนาดที่ตั้งแก้วน้ำแล้วไม่กระฉอก ย่อมเป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ไปนั่งรถไฟขบวนนี้มาแล้ว คงจะต้องการและปรารถนาให้มีขึ้นในประเทศไทยของเราเช่นเดียวกัน             จึงได้แต่ฝันว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสร้างประวัติศาสตร์โฉมหน้าใหม่ให้กับประเทศไทย ด้วยการฟื้นฟูนโยบายรถไฟในพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ให้เป็นรถไฟรางคู่ความเร็วสูง ขนาดรางมาตรฐาน 1.43 เมตร และเชื่อมเครือข่ายเข้ากับเครือข่ายทางรถไฟจีน-อาเซียนได้ทันท่วงที             เพื่อรองรับกับเรื่องนี้ รัฐบาลจะต้องกล้าหาญที่จะหยุดโครงการมอเตอร์เวย์และโครงการถนนปลอดฝุ่น โดยปรับเปลี่ยนมาเป็นงบก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ความเร็วสูงระบบรางมาตรฐาน 1.43 เมตร โดยเริ่มต้นครั้งแรก 4 สาย คือ กรุงเทพฯ-โคราช,กรุงเทพฯ-ระยอง, กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ และกรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์             ก็จะทำให้ระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปราวๆ 200 กิโลเมตร จะสามารถไปมาถึงกันได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และจะสามารถหยุดยั้งรายจ่ายด้านพลังงานของประเทศและหนี้สินของประชาชน และนั่นคือโฉมหน้าใหม่ในการพัฒนาประเทศไทยที่จักปรากฏขึ้น.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 28 December 2009 10:54
มาถึงวันนี้ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่นักการเมืองฝ่ายค้านเคยประกาศว่าจะเอาเจ้านายกลับมาปกครองประเทศภายในเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน หรือภายในปี 2552 ได้ล้มเหลวไปหมดแล้ว             ที่เคยขู่รัฐบาลว่าจะไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ก็มีแนวโน้มว่าจะล้มเหลวตามไปเช่นเดียวกัน             เพราะในวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พูดผ่านวิทยุในเครือข่ายแล้วว่า เวลาที่จะกลับมาประเทศไทยคือในเดือนเมษายน 2553 ซึ่งหมายความว่าระยะเวลาต้นปีที่เคยบอกลิ่วล้อบริวารว่าจะกลับมาประเทศไทยนั้น ขณะนี้ได้เลื่อนออกไปอีกครั้งหนึ่งเป็นเดือนเมษายน 2553             คงไม่ใช่การกลับมารับโทษจำคุกหรือมาขึ้นศาลในฐานะจำเลย แต่ที่พูดกันนั้นน่าจะหมายถึงกลับมาโดยไร้ราคีคาวใด ๆ และครองอำนาจเป็นใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในระบบรัฐสภา             เพราะระยะเวลาที่ต้องโทษทางการเมืองตามคำตัดสินของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็ยังเหลืออยู่อีกร่วม 2 ปี ทั้งช่วงเวลาเพียง 4 เดือน ก็ไม่น่าที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นความหมายของเรื่องที่พูดกันจึงไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้             นอกจากต้องตีความว่าเป็นการกลับมามีอำนาจโดยวิถีทางอื่นที่ไม่ใช่หนทางรัฐสภา นั่นคือการยึดอำนาจ ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะนอกจากทางนี้แล้วก็ไม่มีทางที่จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้             ยังมีข้อเท็จจริงที่สนับสนุนการตีความดังกล่าวอีกมากหลาย โดยเฉพาะคำพูดของคนใหญ่คนโตในฝ่ายค้าน เช่นพวกนายทหารเกษียณที่พูดจาส่งสัญญาณค่อนข้างจะชัดเจน             บางคนพูดอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่าขณะนี้พ้นเวลาที่จะเจรจาปรองดองกันแล้ว สถานการณ์มาถึงขั้นใกล้ไคลแมกซ์แล้ว ซึ่งหมายถึงจุดสุดยอดที่จะแตกหักรู้หมู่รู้จ่ากันแล้วนั่นเอง             บางคนก็พูดว่าถ้ารัฐบาลไม่แก้ไขความแตกแยกในชาติก็จะมีคนอื่นมาจัดการ คนอื่นที่ว่านี้ก็มีความหมายชัดอยู่ในตัวว่าหมายถึงผู้ยึดอำนาจนั่นเอง             บางคนก็พูดอย่างชัดเจนว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่ในประเทศไทยแล้ว             คำพูดเหล่านี้สอดรับกันอย่างเป็นกระบวนว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังดำเนินการบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในบ้านเมือง และพวกตนจะได้ครองอำนาจรัฐ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัวว่าหมายถึงการยึดอำนาจจากรัฐบาลปัจจุบัน             นั่นคือเป้าหมายและสิ่งที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นในอนาคตและความจริงก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับประการใด เพราะเรื่องนี้ได้มีการกล่าวขวัญถึง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง เป็นแต่ว่าไม่สำเร็จ             เหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา รวมทั้งการจัดชุมนุมใหญ่เพื่อก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เอื้อให้เกิดผลดังที่พูดถึงกันก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เป็นแต่ว่าไม่สำเร็จ             และวันนี้การปรับขบวนเพื่อดำเนินการครั้งใหม่ในการไปถึงเป้าหมายที่ต้องการก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว             เริ่มขึ้นเพื่อนำไปสู่สถานการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับประเทศในเดือนเมษายน 2553 ตามที่พูดในวิทยุนั่นเอง             เป็นแต่ว่าครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมีการเตรียมการและมีการขับเคลื่อนชนิดที่เรียกว่าชอบกล และดูท่าจะหมายมั่นปั้นมือปิดเกมรัฐบาลเด็กดื้อให้ได้ในคราวนี้             ทว่าการเตรียมการนั้นก็ได้ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายและความปั่นป่วนในบ้านเมืองที่ก่อผลสะเทือนไปทั่ว จนกระทั่งนักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางเข้ามาประเทศไทยกันแล้ว การลงทุนและการค้าขายก็กำลังชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด             ดังนั้นมาดูกันว่าขบวนการอุ่นเครื่องหรือฉากแรกของศึกใหญ่นั้นก่อตัวและกำลังขับเคลื่อนไปในลักษณะใด เมื่อประมวลจากเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นก็พอจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้             เรื่องแรก เกิดการเคลื่อนไหวของกองทัพสื่อสีแดงอย่างกว้างขวางทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสาน ปลุกเร้าปลอบขวัญถึงวันเบ่งบานและการล้มล้างระบอบอำมาตย์ เรียกว่าโหมโรงกันอย่างครึกโครมทั่วทั้งบ้านทั้งเมือง บางแห่งถึงขนาดจัดเลี้ยงโต๊ะจีน เปิดการปราศรัยอย่างโจ๋งครึ่ม             เรื่องที่สอง เกิดปรากฏการณ์ข่มขู่คุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเด่นชัด เช่น             การประกาศข่มขู่นายทะเบียนพรรคการเมืองหรือประธาน กกต. ว่าจะบุกไปเผาบ้านถ้าหากตัดสินว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิด             การประกาศข่มขู่ว่าจะส่งคนเสื้อแดงไปบุกสำนักงานของสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือวิทยุที่เสนอข่าวเชิงลบต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร             การประกาศข่มขู่ว่าจะส่งคนเสื้อแดงไปชุมนุมประท้วงหรือปิดล้อมที่กระทรวงการต่างประเทศ ที่ ป.ป.ช. และที่ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการโทรศัพท์ข่มขู่ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนมาก เพื่อให้ตัดสินปล่อยทรัพย์ 76,000 ล้าน ที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้             การประกาศข่มขู่คนเสื้อเหลืองไม่ให้จัดคอนเสิร์ตที่จังหวัดเชียงใหม่             การข่มขู่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ให้ร่วมมือหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ และชี้นำให้โดดเดี่ยวนายกษิต ภิรมย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการอ้างว่าหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว คนที่ร่วมมือกับรัฐบาลปัจจุบันจะอยู่ได้อย่างไร             การข่มขู่คุกคามแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงขั้นใช้อาวุธสงคราม             การข่มขู่คุกคามนายทหารระดับสูงของประเทศ แม้กระทั่งผู้บัญชาการทหารบก             เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสะเทือนขวัญคนไทยทั่วทั้งประเทศ และข่าวคราวทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้ถูกนำเสนอไปยังสื่อมวลชนต่างประเทศแล้วเผยแพร่ออกไปทั่วโลก             ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในวันนี้มีสภาพเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไร้ขื่อแป มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ความรุนแรง ความไม่ปลอดภัย ที่แผ่ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นมากขึ้นทุกที             สภาพเช่นนี้นักท่องเที่ยวในโลกจึงไม่กล้าเดินทางเข้ามาประเทศไทย ทำให้ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีของประเทศไทยต้องได้รับผลกระทบกระเทือนครั้งใหญ่ และส่งผลให้การลงทุนที่จะเกิดขึ้นในประเทศต้องได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างใหญ่หลวง             เป็นเหตุให้บางประเทศต้องออกคำเตือนนักลงทุนและนักท่องเที่ยวของตนให้ระมัดระวังในการเดินทางมาประเทศไทย             เป็นเหตุให้บางพื้นที่ของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงใหม่กลายเป็นดินแดนสยองขวัญ ที่แม้คนไทยด้วยกันก็พยายามหลีกเลี่ยง ไม่อยากไปท่องเที่ยว หรือไปมาหาสู่เหมือนดังแต่ก่อน             สภาพบ้านเมืองที่ไร้ขื่อแปและบ้านป่าเมืองเถื่อนที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรานี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ทั้งในส่วนการป้องกันและในด้านจัดการแก้ไข             ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในเรื่องนี้เลย ผู้คนในรัฐบาลได้ทอดทิ้งและไม่สนใจไยดีต่อปัญหานี้ วัน ๆ เอาแต่พูดเรื่องอื่น ยกเรื่องอื่นมากลบหรือบังหน้าเพื่อจะได้มีเวลาอยู่ในอำนาจเป็นวัน ๆ  ต่อไป             เพราะเหตุนี้จึงทำให้สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือสภาพไร้ขื่อแปในบ้านเมืองของเราขยายตัวลุกลามจนไม่อาจแก้ไขได้ง่ายๆ อีกแล้ว เป็นไปดังที่นายทหารเกษียณบางคนพูดว่าเลยเวลาที่จะเจรจาปรองดองกันแล้ว ซึ่งหมายถึงจะต้องตัดสินหรือจัดการปัญหากันด้วยความรุนแรงหรือสงครามกลางเมือง             ดังนั้นในวันนี้ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็มีแต่การพูดกันถึงสงครามกลางเมือง พูดกันถึงเรื่องการเตรียมการป้องกันตนภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดให้ พูดกันถึงแต่เรื่องการจัดหาอาวุธเพื่อป้องกันตนเองหรือจัดการกับฝ่ายตรงกันข้ามกับตน             จากสภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน สภาพบ้านเมืองที่ไร้ขื่อแปกำลังจะยกระดับความรุนแรงไปสู่ขั้นใหม่คือสงครามกลางเมือง             คงเหลือแต่ว่าจะเกิดศึกใหญ่แล้วเกิดสงครามกลางเมืองตามมาหรือว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองต่อเนื่องกันไป จนกระทั่งบรรลัยวายวอดหมดสิ้นทั้งแผ่นดินนี้             เหล่านี้คือสภาพการณ์ที่กำลังเคลื่อนตัวไปในยามที่ปีพุทธศักราช 2552 กำลังจะผ่านพ้นไป ปีใหม่ที่จะย่างมาถึงจึงอาจจะเป็นปีแห่งการนองเลือดและความวิปโยคโศกเศร้าครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศเราก็ได้ หากว่ารัฐบาลนี้ยังคงหน่อมแน้มเฉื่อยชาล้าหลังและเหลวไหลดังที่เป็นอยู่.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 28 December 2009 10:52
           การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหลายแสนล้านที่มาบตาพุดได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนักหน่วงที่สุด เปรียบประหนึ่งเป็นวินาศกรรมต่อการลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลก             และแม้เวลาล่วงเลยมาร่วม 3 เดือนแล้ว นับแต่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจนถึงบัดนี้ ก็ไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร             อย่างเร็วที่สุดผู้คนที่เกี่ยวข้องก็พูดว่าจะใช้เวลาอีกราว 4-5 เดือน ก็จะได้ข้อยุติว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เมื่อถึงเวลานั้นโครงการที่ค้างคาอยู่คงจะฉิบหายวายวอดเพิ่มขึ้นเป็นอเนกอนันต์ และโครงการลงทุนใหม่ก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวอีก             ทำไมจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น? และเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่? รวมทั้งจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร? ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และในทางความเป็นจริงนั้นก็ไม่แน่ว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้จะเข้าใจและรู้จริงในเรื่องนี้หรือไม่             เพราะถ้าเข้าใจและรู้จริงคงจะแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นไปนานแล้ว ไม่ต้องมางมโข่งเหมือนตาบอดคลำช้าง และยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกกันอย่างไร โดยปล่อยให้นักลงทุนพังพินาศฉิบหายวายวอดไปต่อหน้าต่อตา             ดังนั้นแม้จะได้พูดเรื่องนี้ผ่านสื่อไปบ้างแล้ว แต่ไม่มีคำตอบหรือเสียงขานรับใด ๆ ก็ยังเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องว่ากล่าวเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันและอาจเป็นทางออกให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในทางที่ถูกที่ควรด้วย             ก่อนอื่นก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า การลงทุนภาคอุตสาหกรรมในบ้านเรานั้น ได้ถืออำนาจบาทใหญ่ไม่ยำเกรงกฎหมายและไม่กลัวใครมานานนักหนาแล้ว เพราะเข้าใจกันว่าการลงทุนอุตสาหกรรมนั้นจะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นเจ้าบุญนายคุณที่ล้นเหลือของประเทศนี้             ดังนั้นการลงทุนอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งผืนดิน ผืนน้ำและอากาศ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมไทยจึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและเพิ่มความรุนแรงมาโดยลำดับ จนกระทั่งกลายเป็นภยันตรายที่ร้ายแรงชนิดหนึ่งของประเทศไปแล้ว             การพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นและดำเนินไปภายใต้ความเป็นจริงอย่างหนึ่งคือ ประเทศไทยมีที่ดินราคาถูก แรงงานราคาถูก ข้าราชการ นักการเมืองและรัฐบาลราคาถูก จึงเป็นช่องทางสร้างกำไรมหาศาลให้แก่นักลงทุนขี้โกงที่ไม่เห็นชีวิตและสุขภาพอนามัย ตลอดจนสภาพแวดล้อมอยู่ในสายตาเลย             มหันตภัยคุกคามประเทศชาติและประชาชนมากขึ้น จนต้องมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ให้การประกอบกิจการอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมต้องได้รับการตรวจสอบและใบรับรองจากหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น             แม้กระนั้นแล้ว ด้วยอำนาจบาทใหญ่และพลังอำนาจของทุนอุตสาหกรรม บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่คุ้มครองประชาชนในด้านสภาพแวดล้อมจึงเป็นได้แค่ตัวกระดาษในหนังสือเป็นส่วนใหญ่ จะมีผลบังคับบ้างก็น้อยนัก             ในขณะที่ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ชีวิตผู้คนล้มหายตายจากและป่วยเจ็บร่วงโรยลงเป็นเบือ โดยไม่มีใครใส่ใจแก้ไขปัญหา             ดังนั้นจึงมีการตราบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ให้มีการคุ้มครองสุขภาพและอนามัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น             ในพลันที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ใช้บังคับ จึงเกิดผลคุ้มครองประชาชนจากผลกระทบของการลงทุนอุตสาหกรรมเป็น 2 อย่าง คือ การคุ้มครองด้านสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง และการคุ้มครองด้านสุขภาพอนามัยอีกอย่างหนึ่ง             การคุ้มครองด้านสภาพแวดล้อมนั้นมีกฎหมายและหน่วยงานดูแลมาแต่เดิมแล้ว ส่วนการคุ้มครองด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนจะต้องมีองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและออกใบรับรองว่าการลงทุนอุตสาหกรรมนั้นไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี             หมายความว่าภายในปี 2551 จะต้องตรากฎหมายให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและออกใบรับรองผลการตรวจสอบโครงการลงทุนอุตสาหกรรมว่าไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการ กระทั่งมาถึงรัฐบาลปัจจุบันนี้ นี่คือต้นเหตุต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น             ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนร้องเรียนแล้วร้องเรียนเล่า ก็ไม่มีใครใส่ใจแก้ไขปัญหา มีแต่หาทางหลีกเลี่ยงกฎหมายด้วยอำนาจบาทใหญ่และผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นวิธีการที่ชั่วช้าสารเลวที่ท้าทายรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และความยุติธรรมในบ้านเมือง             มีการสมคบกันให้มีการตีความจากหน่วยงานอันมีเกียรติเพื่อจะได้ไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กระทั่งสมคบกันออกประกาศบางฉบับเพื่อคุ้มครองการลงทุนอุตสาหกรรม ไม่ให้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไม่ว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเพียงใดก็ตาม             ทว่าศาลปกครองได้สำแดงความยุติธรรมให้ปรากฏ ให้การคุ้มครองประชาชนผู้ทุกข์ยาก โดยมีคำสั่งให้ 76 โครงการที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและใบรับรองด้านสุขภาพอนามัยหยุดโครงการไว้ชั่วคราว             โดยศาลได้ประกาศความยุติธรรมอย่างแจ้งชัดว่าศาลไม่ได้สั่งห้ามการลงทุนอุตสาหกรรม แต่ศาลได้ให้ความคุ้มครองประชาชนจากการลงทุนอุตสาหกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่คำนึงถึงชีวิต สุขภาพอนามัยของประชาชนเท่านั้น             อา! อำนาจแห่งความยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีแรงกดดันมหาศาลด้วยอำนาจแห่งทุนก็ตาม แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ได้อุทธรณ์เรื่องนี้ต่อศาลปกครองสูงสุด            ปรากฏว่าศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยว่า มี 11 โครงการที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จึงให้ดำเนินการต่อไปได้ แต่อีก 65 โครงการจะต้องหยุดโครงการไว้ต่อไปจนกว่าจะได้รับอนุญาตที่ถูกต้อง ซึ่งศาลได้ประกาศในคำวินิจฉัยว่าการคุ้มครองชีวิตและอนามัยของประชาชนจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตด้วย             ถึงกระนั้นแล้วก็มิได้มีการดำเนินโครงการที่ถูกต้อง กลับมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นถึง 4 คณะเพื่อพิจารณาศึกษาหาข้อยุติ และยังไม่รู้ว่าจะมีข้อยุติประการใด ทั้งกว่าจะถึงเวลานั้นการลงทุนภาคอุตสาหกรรมทั้งที่ลงทุนแล้วและที่จะลงทุนต่อไปคงพินาศฉิบหายวายวอดหมดสิ้น             นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเงื้อมมือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นอื่น นอกจากความคิดเห็นของผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องเท่านั้น             แล้วถามว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร? และใครจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่จะเกิดขึ้น?             คำตอบแรกคือ การแก้ไขปัญหานี้ต้องกระทำอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือทั้งฝ่ายผู้ลงทุนและประชาชน             นั่นคือจะต้องรีบออกพระราชกำหนดจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองความปลอดภัยด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการลงทุนอุตสาหกรรม             และเป็นช่วงเวลาเหมาะสมเนื่องจากช่วงนี้กำลังปิดสมัยประชุมสภา รัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนดได้ภายใน 3 วัน 5 วันเท่านั้น แล้วให้บรรดาโครงการทั้งหลายรีบขอรับการตรวจสอบและขอรับใบรับรองผลกระทบด้านสุขภาพ โครงการใดไม่มีผลกระทบก็ดำเนินการไปได้ โครงการใดมีผลกระทบก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้องก่อน เมื่อแก้ไขแล้วก็ดำเนินการไปได้             อย่างนี้ผู้ลงทุนก็ไม่เสียหาย หรือถ้าเสียหายบ้างก็เกิดจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตนเอง ในขณะเดียวกันประชาชนก็ได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพอนามัย             คำตอบที่สอง สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ?             ก็ต้องบอกว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่มีหน่วยงานดำเนินการในเรื่องนี้ จึงทำให้โครงการทั้งหลายไม่ได้รับการตรวจสอบและไม่ได้รับใบรับรองให้ดำเนินการได้ตามกฎหมาย จึงเกิดความเสียหายขึ้น             ความเสียหายนี้บรรดาผู้ลงทุนอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจึงสามารถเรียกร้องหรือฟ้องคดีเอากับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้ตามกฎหมายภายในกำหนดเวลาแห่งอายุความ             ก็ต้องเตรียมใจว่าในเรื่องนี้รัฐอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินนับแสนล้านบาทก็ได้ และพึงเป็นบทเรียนให้แก่บรรดาผู้อหังการ์ที่ทะนงตนในอำนาจทุนและอำนาจวาสนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายได้ตามอำเภอใจด้วย.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 21 December 2009 11:53
           อีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็จะสิ้นปี 2552 และย่างเข้าสู่ปีใหม่ 2553 แล้ว สื่อมวลชนทั้งหลายต่างก็สรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2552 โดยเฉพาะการตั้งฉายาต่าง ๆ ทั้งในส่วนรัฐบาลและส่วนอื่นๆ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งฉายาไปแล้วจะได้ผลอะไรขึ้นมาบ้าง             แต่อย่างน้อยก็จะทำให้เกิดความรู้สึกสนุกเฮฮาในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้บ้างไม่มากก็น้อย             แต่ในน้ำใจลึกของคนทั้งหลายนั้นย่อมอยากจะรู้ว่าบ้านเมืองของเราในปีหน้าจะเป็นประการใด ซึ่งเป็นช่องทางให้บรรดาหมอดูทั้งหลายได้โอกาสพยากรณ์ทำนายทายทักกันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องของเทศกาลที่จะต้องมีขึ้นในเทศกาลเช่นนี้ทุกปีมา             ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้มีความสนใจในการวิเคราะห์ความเป็นไปในบ้านเมือง จึงต้องทำหน้าที่สนองคุณแด่มวลมิตร ทำการวิเคราะห์หรือมองภาพในปีหน้าเพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งความคิดอ่านวิพากษ์วิจารณ์กันสืบไป             ความจริงเรื่องราวที่คนทั้งหลายอยากรู้อยากคาดหมายนั้นมีอยู่เป็นอันมาก ยากที่จะพรรณนาได้หมดจดครบถ้วน เหตุนี้ในเนื้อที่อันจำกัดจึงจำเป็นต้องกล่าวแต่บางเรื่องเท่าที่เห็นว่ามีความจำเป็นและสำคัญ             ประการแรก เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนอยากจะรู้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยังเป็นรัฐบาลต่อไปในปี 2553 หรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าถูกข่มขู่และเผชิญปัญหาสารพัด และเรื่องนี้จะส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นจึงต้องมาลองมองเรื่องนี้เสียก่อน             ดูไปแล้วรัฐบาลนี้ไม่เหมือนรัฐบาลอื่นๆ หากจะเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงที่สุดก็เปรียบได้กับหอยหรือรัฐบาลหอยเหมือนที่เคยพูดถึงกันมาในช่วงปี 2519 เพราะเนื้อหอยนั้นนุ่มนิ่มปวกเปียก แต่กลับมีเปลือกหอยที่แข็งแกร่งยิ่งนัก อุปมาอย่างนี้ก็เป็นที่ให้คิดให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นเสียตั้งแต่ต้น             หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเทียบได้ว่าเป็นรัฐบาลแพหยวก พายุโหม คลื่นซัดประการใดก็ไม่จม คนบางพวกเอาตีนเหยียบก็แล้ว กระโดดกระทืบก็แล้ว แพหยวกนี้ก็ไม่ยอมจม แต่จะให้สุขสบายเหมือนนั่งบนเรือใหญ่ก็ไม่ได้เพราะผู้โดยสารพากันเปียกปอนหนาวยะเยือกอยู่ทุกวันเวลา             ลำพังแต่เนื้อหอยหรือหยวกกล้วยก็คงเป็นเหยื่อเต่า ปู ปลาไปนานแล้ว ดังนั้นใครที่เห็นรัฐบาลนี้เป็นแค่รัฐบาลเด็ก เห็นแต่เนื้อหอยหรือหยวกกล้วยจึงต้องผิดหวังผิดคาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า             นั่นเพราะมีคนมาแสดงเป็นตัวร้ายทำให้คนทั้งหลายเกรงกลัวว่าหากกลับมามีอำนาจแล้วจะถึงกาลสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน สิ้นกษัตริย์ คนทั้งปวงจึงยืนหยัดปกป้องสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไว้จนสุดกำลัง             ดังนั้นใครยิ่งทำตัวเป็นตัวร้าย นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ผลที่แท้จริงจึงกลายเป็นช่วยเหลือให้รัฐบาลแพหยวกนี้อยู่จีรังยั่งยืน จนตัวร้ายจะต้องพ่ายแพ้ภัยตนเองไปในที่สุด             เพราะเหตุนี้จึงได้เตือนจิตสะกิดใจให้ศึกษาทำความเข้าใจยุทธศาสตร์จากธรรมคติสั้น ๆ ที่ว่า “คนฆ่าเสือไม่ใช่เพราะเกลียดเสือ แต่เพราะกลัวเสือ” ซึ่งถึงวันนี้คนบางกลุ่มบางพวกก็ไม่เข้าใจ จึงประพฤติตนเป็นเสือดุ เสือร้าย อยู่ต่อไป และหากไม่หยุดก็คงต้องถูกคนฆ่าตายเป็นแน่แท้             สองปีที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ อดีตที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้ ในปีหน้าก็ย่อมเป็นอย่างนี้ และเพราะอย่างนี้นี่แหละจึงประมาณสถานการณ์ได้ว่า รัฐบาลแพหยวกนี้จะยังคงดำรงสถาพรไปตลอดปี 2553 อย่าได้สงสัยใด ๆ เลย             และที่จะต้องสังเกตจับตาให้ดีคือ ในขณะที่รัฐบาลหอยดำรงอยู่นั้น ได้บังเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นแล้ว คือบังเกิดมุกขึ้นในเนื้อหอย และส่อเค้าว่าจะเป็นที่ยอมรับของผู้คนมากขึ้นทุกวัน จนสักวันหนึ่งมุกเม็ดนี้อาจเป็นที่ชื่นชมและได้รับการยอมรับให้ประดับบนบัลลังก์แห่งอำนาจก็ได้             ไม่เห็นหรือ การจัดงานเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่ใหญ่โตมโหฬารตระการตาจนปวงประชาพากันเป็นสุขและได้มีโอกาสถวายความจงรักภักดีกันถ้วนหน้านั้น เป็นเพราะใครและฝีมือใคร?             ใครที่หวังว่าเปิดสภาแล้วจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วล้มรัฐบาลได้ หรือจะเปิดแนวรบที่สาม เปลี่ยนแปลงการปกครองและล้มรัฐบาลด้วยกำลังอำนาจทางอาวุธ หรือจะใช้พลังมวลชนเข้าทำการ หรือยืมมือคนต่างด้าวท้าวต่างแดนบุกรุกมาตุภูมิของตน ก็อย่าได้หมายว่าจะสำเร็จเลย             ที่พลาดพลั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมาแล้วนั้นมิใช่เพราะคิดแบบเดินหมากรุกข้างเดียวดอกหรือ?             อันยุทธนาการไม่ว่าทางการเมืองหรือทางการทหาร ล้วนมีคู่กระทำการแก่กัน ความคิดฝันแต่อำเภอใจข้างเดียวไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นความจริงขึ้นได้เลย หากเหมาะสำหรับนักเสพกัญชา เพ้อฝันเวลาพี้กัญชามากกว่า             ดังนั้นเมื่อรัฐบาลนี้ยังอยู่ยั้งยืนยงต่อไป อะไร ๆ ที่เป็นผลิตผลของรัฐบาลนี้ดังที่ได้ประสบพบเห็นกันมาในรอบปีที่กำลังผ่านพ้น ก็ยังคงได้ยลได้สัมผัสให้อึดอัดขัดใจกันต่อไป ก็เหมือนนั่งบนแพหยวกนั่นแหละ จมมันก็ไม่จม แต่มันจะเปียกปอนหนาวเหน็บกันถ้วนหน้า             สิริรวมแล้วไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ความแตกแยก แตกสามัคคี การบ่อนทำลายสถาบันต่างๆ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การใช้อำนาจข่มเหงรังแกกัน ยาเสพติดและการฉกชิงวิ่งราว เป็นอยู่อย่างไรในปี 2552 ก็จะเป็นไปอย่างนั้น แต่ขนาดของวิกฤตจะรุนแรงขึ้นในปี 2553 ด้วย             การปรับคณะรัฐมนตรีก็คงหวังคนดีมีฝีมือมาทำงานไม่ได้ จงทำใจไว้เถิดว่าปี 2553 คนไทยจะยังคงนั่งบนแพหยวกสืบไป จะได้ไม่ต้องผิดหวังซ้ำเติมความรู้สึกทุกข์ร้อนให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก             ประการที่สอง สถานการณ์ของโลกจะปรากฏภาพการสิ้นยุคทุนนิยมสามานย์ชัดเจนขึ้น ยุคใหม่ที่เป็นยุคแห่งการแสวงหาอาหารและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจะเป็นกระแสใหญ่ของยุค             ยุคบรรพกาลและยุคเกษตรใช้เวลานับหมื่นแสนปี ครั้นโลกปฏิวัติอุตสาหกรรมกลับมีอายุสั้นลงอย่างน่าใจหาย  แค่ 300 ปี ก็ได้กลายพันธุ์ทำให้โลกเข้าสู่ยุคทุนนิยมที่ล้างผลาญตนเองประดุจดังกองไฟที่ไหม้กินฟืนไม่หยุดยั้ง และจะต้องดับไปในที่สุด             เป็นไปดังที่คาร์ลมาร์ค ปรมาจารย์ใหญ่แห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ได้กล่าวไว้ว่ากำไรซึ่งเป็นเส้นชีวิตของทุนนิยมจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกและจะเป็นตัวทำลายทุนนิยมเสียเอง             ยุคทุนนิยมใช้เวลาไม่ถึงร้อยปีก็ได้ยกระดับกลายเป็นทุนข้ามภพข้ามชาติและกลายเป็นทุนนิยมสามานย์ที่ล้างผลาญทุนเล็กทุนน้อยให้ย่อยยับไปทั้งโลก บ่มเพาะคนให้กลายพันธุ์เป็นนักบริโภคที่ไม่รู้จักความพอ จึงประดุจดั่งกองไฟขนาดใหญ่ที่กินฟืนจนหมดโลก             ในที่สุดทั่วทั้งโลกจึงมีแต่ความยากจน คนยากไร้ เต็มไปด้วยหนี้สินผูกพันล่วงหน้าไปในอนาคตนับ 60-70 ปี ในที่สุดทุนนิยมก็เริ่มล่มสลายลงด้วยวิกฤตเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า ประดุจแผ่นดินไหวครั้งเล็กครั้งน้อยแล้วใหญ่ขึ้นทุกทีจนกำลังมาถึงวาระสุดท้ายที่ใกล้ล่มสลายทั่วโลกแล้ว             ในขณะที่ทุนนิยมกำลังล่มสลาย ประชากรโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง อัตราการบริโภคพุ่งสูงจนผลิตไม่ทันกิน ไม่จำสิ้นก็ต้องสิ้นวาระยุคสมัย เพราะสภาพเช่นนี้ได้กำหนดและก่อเกิดสภาพใหม่ที่ทั่วทั้งโลกกำลังขาดแคลนอาหารและเผชิญหน้าอยู่กับอันตรายใหญ่หลวงของสภาพแวดล้อมทั้งผืนดิน แผ่นน้ำ และแผ่นฟ้า             จนถึงกับคนบ้าเพ้อฝันบางจำพวกได้ฉกฉวยเป็นโอกาสสร้างเรื่องราวหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับวันสิ้นโลกออกมาทำมาหากินกันอย่างครึกโครม ซึ่งแม้ยังไม่เป็นความจริงในวันนี้แต่มันได้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายด้านสภาพแวดล้อมที่กำลังคุกคามมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติของมนุษยชาติ             มันกำหนดให้ยุคสมัยต้องเป็นไปตามสภาพที่เป็นจริง นั่นคือมันได้เปิดฉากยุคสมัยใหม่ที่ทั่วทั้งโลกต้องฝักใฝ่แสวงหาอาหารและน้ำ ตลอดจนการพิทักษ์รักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้ดำรงคงอยู่ให้ดีที่สุดและให้นานที่สุด             เพราะเหตุนั้นทั่วทั้งโลกจึงมุ่งโฉมหน้ามายังประเทศไทยของเรา ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของประเทศที่ผลิตธัญญาหารหล่อเลี้ยงพลโลก และยังมีสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก             ประเทศไทยจะกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ในการช่วงชิงอาหาร น้ำ และอากาศ ผืนแผ่นดินประเทศไทยจะมีคุณค่ามากกว่าทุกระยะที่ผ่านมา นี่คือชะตากรรมของประเทศไทยและคนไทยที่จะต้องพิทักษ์รักษาหวงแหนและจะต้องทำให้ดินแดนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางโลกยุคใหม่ให้จงได้.ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 18 December 2009 10:46
                   10 ถ.นนทรี 5 ยานนาวา กทม. 10120  โทร.02.295.3905  Email:sopon@thaiappraisal.org                                                                                                            7    ธันวาคม   2552 เรื่อง             ประชาชนมาบตาพุดต้องการอุตสาหกรรมต่อไป และโปรดพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย กราบเรียน     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี                                   ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา                                   ประธานวุฒิสภา และรองประธานสภา                                   ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย                                   ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง                                   นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองมาบตาพุด และชุมชน 31 แห่งในเขตเทศบาล                     ตามที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้พยายามแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุด  มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยได้สนับสนุนรัฐาลด้วยการส่งคณะนักวิจัยลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน ศกนี้  และได้สรุปผลการศึกษามานำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการใช้ประโยชน์ต่อไป                     โดยสรุปแล้ว การศึกษานี้พบว่า ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป  ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนในการตัดสินอนาคตของตนเองโดยให้เข้าเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด  สำหรับทางออกที่ควรดำเนินการสำหรับรัฐบาลก็คือ                                        1. ควรดำเนินคดีกับการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายและละเมิดต่อชุมชนโดยเคร่งครัด                     2. ควรจัดทำประชามติเพื่อแสดงฉันทามติและเป็นการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน                                        3. ซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาด                                        4. และรัฐบาลควรพิจารณาเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 67) ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รับฟังเสียงของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ แต่ถือเอาความเห็นขององค์การและสถาบันบางแห่ง                     อนึ่งการสำรวจวิจัยนี้ มูลนิธิขอยืนยันว่าได้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด                     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา                                                                                            ขอแสดงความนับถือ                                                                                         (ดร.โสภณ พรโชคชัย)                                                             ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย              ผลสรุปการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน           ประชาชนในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป            ดร.โสภณ พรโชคชัย           ประธานกรรมการบริหาร  มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย            ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดได้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง จนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งในคดีเกี่ยวกับโครงการอุตสาหกรรม 76 โครงการ <1>  ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จึงส่งอาสาสมัครนักวิจัยออกสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อสะท้อนภาพของปัญหาจากประชาชนเจ้าของพื้นที่จริง                    มูลนิธิหวังว่าข้อค้นพบในการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดการสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเมืองในพื้นที่มาบตาพุด และขอยืนยันว่าการศึกษานี้ดำเนินการด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีอคติ และไม่ได้รับอามิสหรือผลประโยชน์จากผู้ใด           เกี่ยวกับการสำรวจ                   การสำรวจนี้ดำเนินการในช่วงวันที่ 14, 15 และ 22 พฤศจิกายน 2552  การสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบสองขั้น (Two-stage Sampling) โดยการสุ่มในขั้นแรก เป็นการสุ่มชุมชนตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ในระดับชุมชน ได้ 21 ชุมชนจาก 31 ชุมชน  และการสุ่มขั้นที่ 2 คือ การสุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่สุ่มได้ในขั้นที่ 1  สำหรับขนาดตัวอย่างจำนวนครัวเรือน เป็นไปตามสูตรของ Yamane โดยได้ตัวอย่างจริงครั้งนี้ได้ขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 1,107 คน                   ครัวเรือนทั้งหมด 1,107 ครัวเรือนนี้ ครอบคลุมประชากร 3,918 คนจากจำนวนประชากรทั้งหมด 33,492 คน หรือครอบคลุม 11.70% ของประชากรทั้งหมด  ในอีกแง่หนึ่งหากพิจารณาจากจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจะพบว่าจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์จำนวน 1,107 คน เป็นสัดส่วนเท่ากับ 4.7% ของจำนวนประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปมีอยู่ทั้งหมด 23,597 คนในมาบตาพุด <2>  ซึ่งถือเป็นสัดส่วนประชากรที่เพียงพอในการสุ่มที่เชื่อถือได้            ประชาชนต้องการอุตสาหกรรม                   ประเด็นสำคัญที่พึงพิจารณาในเชิงนโยบายก็คือประชากรส่วนใหญ่ (65.3% หรือสองในสาม) ในพื้นที่มาบตาพุดเห็นควรให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่อไป มีเพียงหนี่งในสามที่เห็นว่าควรหยุดขยายอุตสาหกรรม  อย่างไรก็ตามหากนับรวมผู้ที่ยังไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น 22.2% แล้ว จะพบว่า ประชากรที่เห็นว่าควรหยุดขยายตัวมีอยู่ 26.6% หรือเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรที่เห็นควรให้อุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดควรจะขยายตัวต่อไป (51.1%)                   หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า แม้ประชากรที่อยู่อาศัยในพื้นที่เกิน 10 ปี ถึง 55% จะเห็นควรให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป แต่ก็ยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่ 65.3%  นอกจากนี้ แม้กลุ่มประชากรที่เป็นเจ้าของบ้านโดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ส่วนมากจะเห็นควรให้มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อไป  แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ 65.3% เช่นกัน  การนี้แสดงให้เห็นว่า ประชากรส่วนน้อยที่ไม่อยากให้อุตสาหกรรมขยายตัว คงคำนึงถึงความเคยชินในการอยู่อาศัยและการยึดติดกับอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองเป็นสำคัญ            มลพิษกับการเจ็บป่วย                   มักมีการอ้างอิงว่ามลพิษในมาบตาพุด ทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่าง ๆ นานา  การศึกษานี้จึงได้สำรวจความเห็นของประชาชนในประเด็นนี้  โดยพบว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตตามผลกระทบจากมลพิษในเขตมาบตาพุดมีอยู่ทั้งหมด 504 ราย หรือประมาณ 12.86% ของจำนวนประชากรทั้งหมด  ทั้งนี้แยกเป็นสาเหตุจากการทำงานในสถานประกอบการ 92 ราย หรือ 2.35% ของจำนวนประชากรทั้งหมด   ที่เหลืออีก 412 รายหรือ 10.52% ป่วยหรือเสียชีวิตจากการอยู่อาศัยในพื้นที่                     ในการพิจารณาผลกระทบจากมลพิษ ควรพิจารณาแยกกลุ่มผู้ป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษในสถานประกอบการออกก็เพราะผลกระทบจากมลพิษในกรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้มักเป็นผลจากความประมาทและการขาดการควบคุมอาชีวะอนามัยที่ดีในสถานประกอบการ  ดังนั้นในการพิจารณาถึงมลพิษในมาบตาพุดจึงควรเน้นเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการอยู่อาศัยซึ่งมีอยู่ประมาณ 10.52% ของประชากรทั้งหมดเป็นสำคัญ ตารางที่ 1: การเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเพราะมลพิษในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบจาก ป่วยเล็กน้อย ป่วยหนัก เสียชีวิต รวม จำนวนผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษในมาบตาพุด (คน) การทำงานในสถานประกอบการ  78 7 7 92 การอยู่อาศัยในพื้นที่ 385 26 1 412 รวมทั้งหมด 463 33 8 504 สัดส่วนเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดที่สำรวจ 3,918 คน การทำงานในสถานประกอบการ 1.99% 0.18% 0.18% 2.35% การอยู่อาศัยในพื้นที่ 9.83% 0.66% 0.03% 10.52% รวมทั้งหมด 11.82% 0.84% 0.20% 12.86%              อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบการเจ็บป่วยจากทุกกลุ่มพบว่า ส่วนมาก (11.82%) มักเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ เป็นต้น  กลุ่มที่เชื่อว่าป่วยหนักหรือเสียชีวิตเพราะมลพิษ มีเพียง 0.69% ของประชากรทั้งหมดเท่านั้น  ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษมีไม่มากนัก ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อทั่วไปที่ว่ามลพิษได้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในบริเวณมาบตาพุด           จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า สาเหตุหลักของการตายของประชาชนในจังหวัดระยอง ในปี 2548 เป็นเพราะสาเหตุภายนอกการป่วยและการตาย(เช่น อุบัติเหตุ ฆ่าตัวตาย ถูกฆ่าตาย) ถึง 15%  รองลงมาคือสาเหตุจากโรคมะเร็งและเนื้องอก 12.7% และสาเหตุจากโรคติดเชื้อและปรสิต 12.6%  อย่างไรก็ตามสาเหตุการตายจากโรคมะเร็งและเนื้องอกในจังหวัดระยองกลับมีสัดส่วนต่ำกว่าระดับทั่วประเทศ <3>                    อีกประจักษ์หลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่าการเจ็บป่วยเพราะมลพิษในมาบตาพุดยังไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานทั่วประเทศก็คือ การเปรียบเทียบ “จำนวนประชากรที่ป่วยหรือรู้สึกไม่สบายระหว่าง 1 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ พ.ศ. 2550” ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ  โดยพบว่ามีสัดส่วนประชากรที่ป่วยในระดับทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 18.16%  <4>  ในขณะที่ในมาบตาพุด มีประชากรที่ “เจ็บป่วยเล็กน้อย” ในการอยู่อาศัยในพื้นที่เพียง 9.83% เท่านั้นโดยผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาการเพราะมลพิษหรือสาเหตุอื่น เนื่องจากอาการสำคัญคือ เป็นหวัดหรือภูมิแพ้ ซึ่งมักเกิดได้ทั่วไป เป็นต้น                   ในมาบตาพุดยังไม่มีพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ (Contamination Area) จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ เช่น กรณีพื้นที่ปนเปื้อนอันเนื่องมาจากสนามบินเก่า เหมืองแร่ หรืออื่น ๆ   ในการประเมินค่าทรัพย์สิน พื้นที่ปนเปื้อนเหล่านี้มักจะมีมูลค่าต่ำหรือติดลบเพราะต้องบำบัดให้พ้นจากสภาพปนเปื้อน  แต่อย่างไรก็ตามปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษยังไม่ปรากฏให้เห็น  ดังนั้นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะบำบัดให้พื้นที่ปลอดพ้นจากมลพิษ           อย่างไรก็ตาม ประชากรราวสองในสาม (64.2%) เชื่อว่าในมาบตาพุดน่าจะมีมลพิษมากกว่าในตัวเมืองระยอง    แต่ก็มีประชากรเพียง 48.5% ที่คิดจะย้ายออกจากมาบตาพุดหากในอนาคตมีมลพิษมากกว่านี้หรือมากเกินไป  การที่ประชากรยังจะอยู่ในพื้นที่ก็เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจและความเคยชินในการอยู่อาศัยเป็นสำคัญ  โดยประชากรที่อยู่อาศัยเกินกว่า 10 ปี ส่วนมากจะไม่คิดย้ายออกจากพื้นที่                   นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออกหากในอนาคตมาบตาพุดมีมลพิษมากเกินไป มักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาน้อยระดับประถมศึกษา และกลุ่มที่มีรายได้ต่อครอบครัวต่ำ (ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน) เป็นสำคัญ  แต่ในอีกแง่หนึ่ง กลุ่มผู้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยว มีแนวโน้มจะย้ายน้อยกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าในพื้นที่นั่นเอง            ทางออกในความเห็นของประชาชน                   อาจกล่าวได้ว่า แนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษนั้นน่าจะสามารถดำเนินการได้โดยไม่ยาก  จากการสัมภาษณ์ประชาชน พบว่า สาเหตุของมลพิษสามารถสังเกตได้ประจักษ์ชัด ไม่ซับซ้อน  ประชาชนต่างเห็นถึงการกระทำผิดกฎหมายในการปล่อยมลพิษอยู่เนือง ๆ เช่น การปล่อยแก๊สพิษในยามที่อากาศโปร่ง  หรือการปล่อยน้ำเสียโดยไม่บำบัดในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก  ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญถึงอยู่เนือง ๆ                   สำหรับข้อเสนอของประชาชนในพื้นที่ได้แก่:                   1. ประเด็นสำคัญอยู่ที่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องทำปฏิบัติกฎหมายโดยเคร่งครัด จะละเมิดต่อประชาชนไม่ได้ รวมทั้งการสร้างจิตสำนึกแก่พนักงานและผู้บริหารของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมยิ่งขึ้น                   2. การควบคุมไม่ให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการที่ทำให้เกิดการปล่อยมลพิษอยู่เนือง ๆ                   3. การมีคณะกรรมการตรวจสอบมลพิษ โดยมีผู้แทนของประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย                   4. การตรวจสอบการลักลอบปล่อยมลพิษอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือทุกครั้งที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบปล่อยมลพิษ เช่น เวลาฝนตก เป็นต้น                   5. การมีมาตรการลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง                   6. การตรวจสอบอุปกรณ์และเครื่องมือในการบำบัดกากอุตสาหกรรมในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการการพัฒนาระบบขจัดมลพิษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น                   8. ในส่วนภาคประชาชน ควรได้รับการแจกที่กรองน้ำ หน้ากาก และได้รับการตรวจสุขภาพโดยไม่คิดมูลค่าทุกปี รวมทั้งได้รับค่ารักษาพยาบาลเป็นพิเศษจากการอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว                   9. การปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดมลพิษ                  10. การซ้อมอพยพในกรณีเกิดการรั่วไหลของมลพิษสู่ชุมชน                  11. การจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน โดยให้ห่างไกลจากมลพิษ โดยวิธีการขายที่ดินให้กับกิจการอุตสาหกรรม                  12. การจัดการเวนคืนที่ดินของประชาชนเพื่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม                  13. ประชาชนต้องมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทันทีและชัดเจน เพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยโดยตรง                  14. การจัดชุมนุมประท้วงโรงงานที่ปล่อยมลพิษ เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขโดยทันที                   ดังนั้นแนวทางการแก้ไขจึงอยู่ที่การตรวจสอบเพื่อควบคุมการกระทำผิดกฎหมายเช่นนี้อย่างใกล้ชิด  หากทางราชการหรือภาคประชาชนได้จัดตั้งหน่วยงานที่เป็นกลางซึ่งใม่มีส่วนได้ส่วนเสียมาตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมกับการรายงานผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เชื่อว่าการปล่อยมลพิษในรูปแบบต่าง ๆ จะลดน้อยลง                   การที่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความเชื่อว่าโรงงานจำนวนมากทั้งที่เป็นของบริษัทมหาชนหรือไม่ก็ตาม ยังมีการละเมิดกฎหมาย ละเมิดต่อผู้อยู่อาศัยหรือชุมชนโดยรอบนั้น ถือเป็นการประกอบอาชญากรรม และถือเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง  ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และการฟ้องร้องเป็นราย ๆ ไป จึงน่าจะเป็นมาตรการแก้ไขและป้องกันปัญหามากกว่าการเหวี่ยงแห ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน                   กระบวนการสร้างภาพพจน์ที่ดีของอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการไปอย่างจริงจังและตรวจสอบได้ ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นไปตามความเชื่อของประชาชนที่ว่าเป็นการสร้างภาพมากกว่าความตั้งใจจริงในฐานะนักการอุตสาหกรรมมืออาชีพ  ผู้ประกอบอุตสาหกรรมก็ควรที่จะเข้าใจว่า การลดต้นทุนด้วยการแพร่กระจายมลพิษนั้น ย่อมส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมในระยะยาว เพราะจะถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่นั่นเอง            การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์                   โดยที่มีความจำเป็นในการขยายตัวของอุตสาหกรรมในมาบตาพุดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนไทยทั่วประเทศ  ในกรณีนี้อาจมีความจำเป็นต้องซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่ดิน อาคารและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมบางส่วนจากประชาชน โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรม เพื่อมาเป็นพื้นที่ขยายตัวของอุตสาหกรรม และอาจเป็นพื้นที่กันชนกับพื้นที่อยู่อาศัย  อันจะเป็นการป้องกันการได้รับผลกระทบจากมลพิษของประชาชนด้วย  อย่างไรก็ตามการซื้อหรือเวนคืนนี้ ควรจะจ่ายสูงกว่าราคาประเมินเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของทางราชการ และยังควรซื้อเท่ากับราคาตลาด หรืออาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาดในระดับหนึ่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ได้รับผลกระทบย้ายออกโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย                   จากข้อมูลการประมาณการของมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2550 พบว่า มูลค่าตลาดของที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในจังหวัดระยองมีมูลค่ารวมกัน 356,165 ล้านบาท <5>   สำหรับจำนวนที่อยู่อาศัยในจังหวัดระยองตามข้อมูลของสำนักงานทะเบียนราษฎร์ ณ สิ้นปี 2551 มี 295,931 หน่วย แต่ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดมี 33,411 หน่วย <6> หรือเพียง 11.29% จะสังเกตได้ว่าในมาบตาพุดมีที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ใกล้เคียงกับจำนวนครัวเรือน แต่บางหน่วยไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย เป็นการซื้อไว้เก็งกำไร  จึงทำให้ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการซื้อหรือเวนคืนที่ดินมีไม่มากนัก                   จากการวิเคราะห์ตัวเลขและมูลค่าที่อยู่อาศัยข้างต้น จึงอาจกล่าวได้ว่า มูลค่าที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดจึงควรเป็นเงินประมาณ 40,211 ล้านบาท <7>  ด้วยเหตุนี้หากมีการซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องมีการขยายตัวจริง ก็คงมีมูลค่าไม่มากนัก  คณะนักวิจัยคาดว่าคงเป็นเงินไม่เกิน 10% ของมูลค่ารวม หรือเป็นเงินประมาณ 4,000 ล้านบาทเท่านั้น  หากรัฐบาลจำเป็นต้องมีการซื้อที่ดินหรือการเวนคืน จึงมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่และโดยรวมทั่วประเทศ                   คณะนักวิจัยเชื่อว่าประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้พื้นที่อุตสาหกรรมยินดีที่จะย้าย ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งเป็นผู้เช่าซึ่งย้ายที่อยู่อาศัยได้ง่าย  ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ย้ายออกไปแล้ว  จากการสังเกตยังพบว่า เจ้าของบ้าน เจ้าของที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมหรือที่ดินชายหาดที่ตั้งอยู่ติดเขตอุตสาหกรรมจำนวนมาก ไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่มาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว  ส่วนหนึ่งย้ายออกไปซื้อบ้านและที่ดินที่อยู่ห่างไกลออกไป  และหากมีมลพิษมากจริงในอนาคต  ประชาชนย่อมคำนึงถึงสุขภาพของตน  ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยินดีซื้อหรือเวนคืน ณ ราคาตลาด หรือสูงกว่าราคาตลาดตามสมควร โดยไม่ใช้ราคาเพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการซื้อหรือเวนคืน ประชาชนย่อมยินดีย้ายออก  ดั้งนั้นโอกาสในการจัดการพื้นที่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ย่อมสามารถดำเนินการได้                   นอกจากนี้ระบบการคมนาคมขนส่งในมาบตาพุดก็สะดวก  การย้ายห่างออกไปอีกประมาณ 10-20 กิโลเมตร ให้พ้นจากพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษ น่าจะมีความเป็นไปได้สูง โดยเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นไม่มากนัก  และค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยังสามารถคำนวณเป็นค่าชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมได้อีกด้วย            คำถามต่อตัวแทนภาคประชาชน                   การที่ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่เห็นว่าอุตสาหกรรมควรขยายตัวต่อไปเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายนั้น อาจไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่บุคคลในพื้นที่ดังที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 ว่า “ชาวชุมชนมาบตาพุดยื่นหนังสือให้รบ.ทบทวนตั้งกก.4ฝ่าย” <8>  จากข้อมูลของกรรมการภาคประชาชนในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด <9> ทั้ง 4 ท่านคือ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์  รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล  นายสุทธิ อัชฌาศัย และนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ พบว่า น่าจะมีคุณสมบัติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่าผู้แทนภาคประชาชน  โดยในรายละเอียดพบว่า:                   นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ท่านเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันทำงานอยู่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาประจำสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” และบ้านอยู่บางบัวทอง นนทบุรี <10>                   รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ท่านเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร <11>                   นายสุทธิ อัชฌาศัย ท่านเป็นเจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ (NGO: Non-Governmental Organization) ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกและเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ เป็นคนจังหวัดระยอง <12>                   นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ท่านเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดที่ 2 เป็นคนจังหวัดชุมพร มีบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร และทำงานเป็นเจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอเช่นกัน <13>                   ดังนั้น “ผู้แทนภาคประชาชน” ข้างต้น จึงไม่ใช่ผู้แทนของชาวมาบตาพุดซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เลย แต่กลับเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอยู่คนละข้างกับการพัฒนาอุตสาหกรรม  การแต่งตั้งในลักษณะนี้เป็นการแสดงให้เห็นได้ถึงการไม่นำพาต่อความสำคัญและไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เท่าที่ควร   นอกจากนี้ยังไม่ได้ยึดหลักให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง  ใม่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ตัดสินอนาคตของตนเอง  แต่เป็นการถือเอาความเห็นของบุคคลภายนอกเป็นสำคัญ 
Tuesday, 15 December 2009 10:59
 อีกไม่กี่วันก็จะหมดปีเก่า และจะขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2553 แล้ว ตอนนี้ก็มีข่าวว่ารัฐบาลท่านกำลังเตรียมการแถลงผลงานปี 2552 ให้พี่น้องคนไทยเจ้าของประเทศได้รับทราบโดยทั่วกัน             ก็ได้แต่มุ่งหวังตั้งใจให้รัฐบาลสามารถแถลงผลงานได้เป็นเรื่องเป็นราว ได้ตามความเป็นจริงในสิ่งที่ได้ทำให้กับบ้านเมืองและประชาชน             เพราะถ้ารัฐบาลมีผลงานมาก และเป็นประโยชน์จริงแท้แน่นอนแก่ประเทศชาติและประชาชนแล้ว ถึงแม้ว่าไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ใครรู้ หรือแม้ว่าไม่ได้แถลงผลงาน มันก็เป็นผลงานอยู่วันยังค่ำ และย่อมส่งผลสำเร็จนั้นให้บังเกิดประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนโดยตัวของมันเอง             แม้กระนั้นรัฐบาลท่านก็ยังคงต้องแถลงผลงานอยู่ดี และการแถลงผลงานนี้ก็มีการแถลงผลงานอยู่ 2 อย่าง คือรัฐบาลท่านแถลงผลงานให้ประชาชนรับทราบว่าได้ทำอะไรไปบ้างอย่างหนึ่ง กับการแถลงผลงานต่อรัฐสภาซึ่งเป็นหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติอีกอย่างหนึ่ง             รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลต้องแถลงผลงานต่อรัฐสภาปีละ 1 ครั้ง โดยต้องแถลงเปรียบเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ นั่นคือแถลงนโยบายไว้ว่าอย่างไร ในปีหนึ่ง ๆ ได้ทำอะไรไปบ้าง และมีผลอย่างไร             หากพูดโดยรวมก็คือรัฐบาลมีหน้าที่ต้องแถลงผลงานตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งเป็นการแถลงแบบแห้งแล้งอย่างหนึ่ง กับการแถลงผลงานให้ประชาชนทราบเพื่อสร้างความนิยมชมชอบให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ซึ่งย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคตอีกอย่างหนึ่ง             ดังนั้นในห้วงเวลาเช่นนี้ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านรวมทั้งประชาชนทุกภาคส่วนจึงหวังตั้งตารอว่ารัฐบาลจะแถลงผลงานอะไร และเป็นผลงานอย่างไรบ้าง เกิดผลอย่างไรบ้าง จะได้ชุ่มฉ่ำชื่นหัวใจ เพื่อทดแทนกับความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้             ในห้วงเวลาเช่นนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนชาวไทยในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ในการติดตามการแถลงผลงานของรัฐบาล จึงสมควรที่จะได้กล่าวถึงเรื่องราวบางเรื่องเพื่อเป็นข้อสังเกตในการติดตามการแถลงผลงานของรัฐบาล             นั่นคือคอยติดตามดูกันให้ดีว่าในการแถลงผลงานของรัฐบาล ได้มีการแถลงในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และแถลงว่าอย่างไร รวมทั้งเนื้อความที่แถลงนั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงที่เป็นไปหรือไม่ ซึ่งเห็นว่ามีเรื่องสำคัญดังต่อไปนี้คือ             เรื่องแรก คือเรื่องผลงานด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและประชาชน ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของรัฐบาล เพราะรัฐบาลใดก็ตามหากไม่สามารถสร้างผลงานดูแลความมั่นคง ปลอดภัยให้กับประเทศชาติและประชาชนแล้ว รัฐนั้นก็ล้มเหลว รัฐบาลก็ล้มเหลว และผู้คนทั้งปวงก็ล้มเหลว กลายเป็นผู้ตกอยู่ในความเสี่ยงภัยที่มิรู้เป็นตายร้ายดีประการใด แล้วสำมะหาอะไรที่จะต้องไปพูดถึงเรื่องอื่นอีก             ในผลงานด้านนี้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องสำคัญอยู่ 4 เรื่อง คือเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการละเมิดรุกล้ำอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-เขมร ปัญหาการแย่งยึดผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล จำพวกน้ำมันและก๊าซในพื้นที่อ่าวไทย และปัญหาความปลอดภัยของประชาชน             การที่มีอาวุธสงครามร้ายแรงถูกขนเข้ามายิงถล่มใครต่อใครในใจกลางพระนครหลายครั้งหลายหน แล้วจับมือใครดมไม่ได้ ทำให้ทุกสถาบันและทุกผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยงภัยอย่างใหญ่หลวง ไม่มีความปลอดภัยใด ๆ เหลืออยู่อีกเลย แม้ใจกลางพระนครก็ตามที             แม้กระทั่งการปล้นชิงวิ่งราว การอุ้มฆ่า การลอบสังหาร การแพร่ระบาดของยาเสพติด การค้ามนุษย์และการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น แม้กระทั่งพระพุทธรูปอันสถิตอยู่ในพระอุโบสถก็ยังไม่มีความปลอดภัย ถูกคนชั่วตัดเศียรพระเอาไปขายวันแล้ววันเล่า วัดแล้ววัดเล่า โดยหาใครรับผิดชอบไม่ได้เลย             เรื่องที่สอง คือเรื่องฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดินที่กำลังขยายตัวลุกลามระบาดอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าหญ้าคอมมิวนิสต์ในฤดูฝน ทุกกระทรวงทบวงกรม ทุกหน่วยงานทุกหนทุกแห่ง ทุกโครงการ เต็มไปด้วยการทุจริตฉ้อฉล ฉ้อราษฎร์บังหลวง             โกงกันอย่างเอิกเกริก อึกทึกครึกโครมนับหมื่นนับแสนล้าน โกงกันอย่างหน้าตาเฉยทั้งกลางวันและกลางคืน ถึงแม้เจ้าบ้านตื่นลุกขึ้นโวยวายด่าว่า ไอ้พวกโจรชั่วก็ไม่ยี่หระหลบหนีเหมือนที่เป็นมาแต่ก่อน กลับมุ่งมั่นปล้นชิงวิ่งราวต่อไปไม่ยอมหยุด บางครั้งก็คิดประหัตประหารเจ้าทรัพย์เสียอีก             จนโครงการฉ้อฉลปล้นชาติที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ไม่กล้าทำ หรือทำไม่สำเร็จ ก็มีการผลักดันเร่งรัดกันจนสำเร็จแทบทุกโครงการ กระทั่งมีการชงเรื่องตั้งแท่นเพิ่มเงินเพิ่มโครงการเพิ่มงานกันอีกไม่หยุดไม่หย่อน             หรือว่าแค่เวลาปีสองปีที่เหลืออยู่จะเอากันให้สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน ไปเลยหรืออย่างไร? มิน่าเล่ากระบวนการกู้ กู้ กู้ จนไม่ใส่ใจในเพดานวงเงินกู้สาธารณะจึงเกิดขึ้น และยังตั้งหน้ากู้กันเรื่อยไป             ทุกหนทุกแห่ง ทุกหน่วยงาน ทุกโครงการ โกงกันระเบิดเถิดเทิง โกงกันถึงขั้นสูงสุดคือขั้นเซ้งกระทรวงหรือกรมให้เอกชนไปบริหารจัดการกันตามใจชอบแล้ว             สภาพเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องสนองกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้อย่างรีบด่วนและจริงจังที่สุด             มิฉะนั้นแล้วประเทศก็จะเหลือแต่โครงกระดูก ประชาชนก็จะเหลือแต่ก้าง หาความเจริญงอกงามใด ๆ ไม่ได้อีกเลย             เรื่องที่สาม เรื่องความแตกแยกภายในชาติที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤตและกำลังกลายเป็นสงครามกลางเมือง ประหนึ่งว่ามีคนจงใจให้เกิดขึ้น เข้าทำนองยืมมือคนเสื้อแดงบ่อนทำลายสถาบันอันเป็นที่เคารพบูชา เพื่อคนบางกลุ่มบางพวกจะได้ชุบมือเปิบเอาในภายหลัง             ในวันนี้การป้อนกระทั่งกล่าวได้ว่าอัดยัดเยียดข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี กลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาว ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกระบบของการสื่อสาร ก่อให้เกิดความคิดที่ผิด ความเข้าใจที่ผิด ความเชื่อที่ผิด และการกระทำที่ผิดขึ้นอย่างกว้างขวางในขอบเขตทั่วประเทศ แล้วเป็นต้นเหตุให้ผู้คนขัดแย้งแตกแยกแตกสามัคคีกัน             แตกแยกกันถึงขั้นเห็นผู้คนชาติเดียวกันเป็นศัตรูกันและกันที่จะต้องล้างผลาญทำลายล้าง ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญที่สุด เพราะเป็นต้นเหตุของความเสื่อมสลายและความไม่เป็นปกติสุขของบ้านเมือง             เมื่อใดก็ตามที่รัฐสามารถสร้างสรรค์ผลงาน นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกตรงรอบด้านให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงแล้ว พื้นฐานความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารก็จะก่อให้เกิดรูปการทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องราวใด ๆ ไปในทางเดียวกัน รู้ว่าอะไรผิด รู้ว่าอะไรถูก รู้ว่าอะไรชอบ อะไรไม่ชอบ อะไรดีหรือไม่ดี             ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความแตกแยกแตกสามัคคีภายในชาติโดยตรง             ถ้าหากรัฐได้ดำเนินการมีผลงานและประสพความสำเร็จ คนไทยคงไม่ขัดแย้งแตกแยกกันถึงปานนี้             เรื่องที่สี่ การสร้างเสริมคุณธรรม ศีลธรรม และความสำนึกผิดชอบชั่วดีให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง             ที่สำคัญคือการส่งเสริมสนับสนุนให้คนดีมีอำนาจในบ้านเมือง การป้องกันขัดขวางไม่ให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ ทำให้เกิดความไม่สงบวุ่นวายในบ้านเมือง แล้วเป็นอย่างไรเล่า?             ในวันนี้คนดีกี่มากน้อยที่ได้รับการสนับสนุนให้มีอำนาจในบ้านเมือง เพราะข่าวคราวและข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นกลับกลายเป็นว่า คนไม่ดี คนชั่ว คนที่ยอมตัวเป็นข้าทาสบริวารนักการเมือง คนมีมลทินมัวหมอง มีประวัติฉ้อฉลปล้นชาติ ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้มีอำนาจในบ้านเมืองโดยทั่วไปในแทบทุกหน่วยงาน             เอากันแค่สี่เรื่องนี้ก็พอ ขอเพียงพี่น้องประชาชนชาวไทยตั้งใจจับตาคอยดูให้ดีว่าในการแถลงผลงานปีนี้ รัฐบาลท่านจะพูดถึงเรื่องสี่เรื่องนี้หรือไม่ แล้วพูดว่าอย่างไร สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลเองถ้าหากไม่แถลงในสี่เรื่องนี้แล้ว ถึงจะแถลงเรื่องอื่นสักร้อยพันเรื่องก็ไม่อาจเป็นผลงานที่มีคุณค่าใด ๆ กับบ้านเมืองเลย.ที่มา : www.paialvision.com
Monday, 14 December 2009 11:33
            พักนี้ดูเหมือนว่าความดังจะพุ่งไปสู่คนมีสี ไม่ว่าคนมีสีที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว  หรือที่ยังมีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในราชการ แต่ไม่ว่าจะยังมีอำนาจหน้าที่หรือพ้นอำนาจหน้าที่ไปแล้ว ต่างก็ล้วนกินเงินเดือนจากภาษีอากรที่มาจากหยาดเหงื่อของประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น               แต่ทหารนั้นต่างกับข้าราชการอื่นอยู่ตรงที่ไม่ว่าจะพ้นหรือยังไม่พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ก็ยังถือว่าเป็นทหาร คือเป็นทหารในประจำการหรือนอกประจำการ              จึงเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นทหารของประชาชน  ที่มีหน้าที่ต้องทำให้บ้านเมืองเจริญและเป็นปกติสุขตามกระแสพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้             เรื่องราวที่เป็นความดังของคนมีสีที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกว่ามานี้ และที่ต่อเนื่องมาถึงขณะนี้เป็นเรื่องราวในทางลบ  เป็นเรื่องราวที่สร้างความสลดหดหู่ให้กับใจคนและก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่คนไทยโดยทั่วไป             ข่าวหนึ่งเป็นเรื่องคนมีสีที่เกษียณอายุไปแล้วก่อกระแสยกทีมกันไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง  ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของอดีตนักการเมืองที่หลบหนีหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง             ความจริงการที่ใครจะไปสังกัดพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่จะกระทำได้  แต่ที่เกิดเป็นข่าวเชิงลบขึ้นก็เพราะเป็นเรื่องไม่ปกติ เนื่องจากได้แสดงทีท่าอาการว่าจะใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรงกันในทางการเมือง โดยมีทีท่าจะเป็นแนวรบอีกแนวหนึ่งนอกจากแนวรบในสภา และแนวรบบนท้องถนน             มิหนำซ้ำ จากคำพูดจาที่ก้าวร้าวห้าวฮึก  ทำให้คนทั้งหลายฟังแล้วรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงเกรงว่าบ้านเมืองและประชาชนจะได้รับผลกระทบจากความรุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งจากการช่วงชิงอำนาจการเมือง             ข่าวหนึ่งก็เป็นเรื่องคนมีสีที่ยังมีหน้าที่อยู่ในราชการ ออกมาแนะนำให้กองทัพสงบปากสงบคำและนิ่งเฉย อย่ากระดุกกระดิกถ้าหากว่ามีการชุมนุมของคนเสื้อแดง และมีทหารพรานขนอาวุธหนัก เบา ออกมาเป็นการ์ดป้องกันอันตราย โดยเตือนว่าอาจจะมีการยิงกันเกิดขึ้น             เมื่อคนมีสีคนหนึ่งพูดอย่างนั้น ก็ไปกระทบเอากับอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารบก และกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นต้นสังกัด ดังนั้นทั้งปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกจึงต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียว ที่จะต้องได้รับการตรวจสอบทางวินัยทหาร             แต่ในที่สุดก็ถูกสวนกลับอย่างเจ็บปวดรวดร้าวจนสะเทือนเลือนลั่นไปทั้งประเทศ ประหนึ่งว่าประเทศไทยของเรานี้มีกองกำลังทหารอยู่ 2 กอง กองหนึ่งเป็นกองทัพที่ทำหน้าที่ตามทางราชการ กับอีกกองหนึ่งซึ่งเป็นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สามารถตะคอกกรอกหูใส่คนระดับผู้บัญชาการทหารบกได้             เมื่อเป็นเช่นนี้ความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลจึงแผ่ขยายกระจายไปในบ้านเมือง จนผู้คนไม่เป็นอันทำมาหากินและทำให้บรรยากาศแห่งความสุขที่คนไทยมีโอกาสได้รับเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาต้องหยุดชะงักลง             อันการที่คนเราจะพูดจาในลักษณะระรานหรือสวนกันบ้างนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ สติปัญญา และจิตใจของผู้นั้นว่าเป็นประการใด แต่ในบางเรื่องเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้             นั่นคือคำกล่าวของนายทหารคนหนึ่งที่กำลังออกอาการเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้บัญชาการทหารบกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะของคนเสื้อแดงนั้นจะอาศัยแต่การชุมนุมบนถนนไม่ได้ แต่ต้องใช้อาวุธวิเศษ 3 อย่าง             แล้วมีการอธิบายต่อไปว่าอาวุธวิเศษ 3 อย่างนั้นคือ ต้องมีพรรคการเมือง ต้องมีแนวร่วมและต้องมีกองกำลังอาวุธ ทั้งยังวิเคราะห์อีกว่าขณะนี้คนเสื้อแดงมีพรรคการเมืองแล้ว มีแนวร่วมแล้ว แต่ยังไม่มีกองกำลังอาวุธ             ตรงนี้แหละที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่มีนัยยะอันสำคัญอย่างใหญ่หลวง เพราะคำพูดแบบนี้หลายสิบปีเต็มทีที่ไม่มีใครนำมาพูด จนกระทั่งหลายคนลืมไป และคนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร             ความจริงสิ่งวิเศษสามอย่างที่ว่านี้เป็นคำกล่าวของประธานเหมาเจ๋อตง อดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ที่ได้เขียนบทความชี้นำการปฏิวัติจีน ซึ่งนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงระยะที่ยากลำบากที่สุด และเป็นผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในทุกสงคราม กระทั่งได้ครองอำนาจรัฐในแผ่นดินจีนจนกระทั่งถึงทุกวันนี้             ประธานเหมาเจ๋อตงได้ชี้นำต่อทั่วทั้งพรรค ทั่วทั้งกองทัพ และสมาชิกพรรคทั่วทั้งประเทศจีนว่าการปฏิวัติจีนจะประสพชัยชนะได้นั้น จะต้องอาศัยของวิเศษ 3 อย่าง             หนึ่ง จะต้องมีพรรคปฏิวัติพรรคหนึ่งที่ยึดกุมทฤษฎีปฏิวัติคือลัทธิมาร์คเลนินเป็นธงนำ นั่นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เป็นองค์กรนำในการปฏิวัติของประชาชาติจีนทั่วทั้งประเทศ             สอง จะต้องมีกองกำลังติดอาวุธของประชาชนที่ใหญ่โตและเข้มแข็งเกรียงไกรที่อยู่ภายใต้การนำอย่างสัมบูรณ์ของพรรคปฏิวัติ นั่นคือต้องมีกองทัพปลดแอกประชาชน ที่อยู่ภายใต้การนำอย่างสัมบูรณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน             สาม จะต้องมีแนวร่วมอันกว้างใหญ่ไพศาลทั้งในประเทศและในทางสากลเพื่อหนุนช่วยการปฏิวัติจีน             หลังจากการชี้นำในเรื่องนี้แล้ว การจัดกระบวนรบเพื่อการปฏิวัติประเทศจีนก็ตกผลึกในทางความคิดและทฤษฎีอย่างสมบูรณ์ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ได้สร้างและเสริมสร้างอาวุธวิเศษทั้ง 3 อย่างนี้อย่างเอาจริงเอาจัง อย่างเด็ดเดี่ยว จนประสพความสำเร็จ             เป็นผลให้ก่อนสิ้นสุดสงครามปฏิวัติ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนมีสมาชิกและผู้ปฏิบัติงานที่เป็นกองรบร่วม 10 ล้านคน มีกองทัพปลดแอกประชาชนที่ประกอบด้วยกรรมกรชาวนา และประชาชนโดยทั่วไปทั้งนายและพล ตลอดจนกำลังหนุนถึง 24 ล้านคน และมีแนวร่วมอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและในทางสากล              อาวุธวิเศษทั้ง 3 อย่างในการปฏิวัติจีนได้แสดงบทบาทชี้ขาดใน 3 ยุทธการใหญ่ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อสู้กับพรรคก๊กมินตั๋ง             นั่นคือการทำสงครามแตกหักในยุทธการเหลียวเสิ่นที่ปลดแอกภาคอีสาน ในยุทธการหวายไห่ที่ปลดแอกภาคกลาง คือพื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีทั้งหมด และยุทธการสุดท้ายคือยุทธการเป่ยผิง เทียนสิน ที่ปลดแอกเมืองหลวงรวมทั้งปักกิ่ง เทียนสิน เป็นผลให้การปลดแอกประเทศจีนทั่วประเทศสำเร็จลงโดยพื้นฐาน คงเหลือแต่ส่วนน้อยคือการรุกข้ามแม่น้ำแยงซีลงใต้ขับไล่ก๊กมินตั๋งตกทะเลเท่านั้น             หลังจากปลดแอกปักกิ่ง เทียนสิน แล้ว อาวุธวิเศษ 3 อย่างนี้ก็ยังสำแดงอานุภาพต่อไป โดยไม่ขึ้นต่อและไม่เป็นไปตามคัมภีร์พิชัยสงครามใด และไม่เป็นไปตามหลักการยุทธ์ใด ๆ อีกแล้ว             ประธานเหมาเจ๋อตงในฐานะประธานกรรมการทหารกลาง และจอมพลจูเต๋อ ในฐานะผู้บัญชาการใหญ่กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ออกคำสั่งให้ทั่วทั้งกองทัพรุดหน้าไปทั่วประเทศ ปลดแอกประเทศจีนทั่วประเทศอย่างสมบูรณ์ เป็นผลให้กองทัพปลดแอกประชาชนนับล้านเคลื่อนข้ามแม่น้ำแยงซี รุกรบลงสู่ภาคใต้ปลดแอกทั่วประเทศเป็นผลสำเร็จโดยไม่ต้องมีการพักฟื้นกำลัง หรือจัดหน่วย หรือจัดกำลังสำรองหรือการเพิ่มอาวุธยุทโธปกรณ์แต่ประการใด             ทว่าอาวุธวิเศษ 3 อย่างนั้นใช่ว่าจะมีขึ้นได้ตามอำเภอใจของใคร มันเกิดขึ้นและดำเนินไปภายใต้ความเป็นจริงและเงื่อนไขที่แน่นอนของประเทศจีน และสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งต่างกันอย่างลิบลับกับความเป็นจริงของประเทศไทยในวันนี้ และต่างกันอย่างลิบลับกับสถานการณ์ในประเทศไทยในวันนี้             คุณทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยไม่มีคุณสมบัติใดที่จะเป็นพรรคปฏิวัติและไม่เคยมีทฤษฎีปฏิวัติใด ๆ ปรากฏให้เห็น นี่คืออาวุธวิเศษอย่างแรกที่ยังไม่มีขึ้น             พรรคเพื่อไทยไม่มีกองทัพปลดแอกประชาชนที่อยู่ภายใต้การนำของพรรคปฏิวัติที่มีทฤษฎีปฏิวัติ จะมีบ้างก็กำลังคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเคยพิสูจน์ให้ชนชาวไทยเห็นแล้วว่าเป็นผู้มีความสามารถในการก่อความรุนแรงได้เท่านั้น แต่นั่นมิใช่สงครามปลดแอกประเทศไทย นี่คืออาวุธวิเศษอย่างที่ 2 ที่ยังไม่มีขึ้น             พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวร่วมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการปฏิวัติประเทศไทย จะมีบ้างก็กลุ่มคนบางกลุ่มบางเหล่าที่ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะเรื่องเฉพาะราว หรืออย่างดีก็เห็นพ้องต้องกันในบางเรื่อง เช่น ความต้องการของอดีตผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยบางกลุ่ม ที่ต้องการอิงกำลังของคุณทักษิณ ชินวัตร ไปโค่นล้มการปกครองก่อน แล้วค่อยโค่นล้มคุณทักษิณ ชินวัตร ในภายหลังอีกทีหนึ่ง นี่คืออาวุธวิเศษอย่างที่ 3 ที่ยังไม่มีขึ้นเช่นเดียวกัน             ดังนั้นสิ่งที่พูดถึงอาวุธวิเศษ 3 อย่างจึงเป็นแค่การหยิบยืมถ้อยคำจากสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตงมาพูดเอาเองโดยไม่มีความจริงเป็นรากฐานรองรับเลยแม้แต่นิดเดียว.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 14 December 2009 11:31
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 9 of 11