Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2552 ซึ่งในปีนี้ต้องถือว่ายังอยู่ในช่วงเฉลิมฉลองมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นบทความในวันนี้จึงยังคงเป็นบทความเพื่อการเฉลิมพระเกียรติพระมหาราชเจ้าพระผู้เป็นพ่อของแผ่นดินต่อเนื่องจากเรื่อง “ทรงสรงพระเสโทต่างอุทกธารา” ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา             เพื่อการนี้จึงให้ชื่อบทความวันนี้ว่า “ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข” เนื่องเพราะเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแรกขึ้นเสวยสิริราชสมบัตินั้น ทรงเปล่งพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”             ไม่ทรงตั้งพระองค์อยู่ในฐานะผู้ปกครอง แต่ทรงตั้งพระองค์อยู่ในฐานะผู้ครอง ซึ่งต่างกับฐานะผู้ปกครองตรงจุดสำคัญยิ่งคือความเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับอาณาประชาราษฎรทั้งปวง             และในการครองแผ่นดินนั้น ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการซึ่งประหนึ่งเป็นคำปฏิญาณต่อหน้าเทพยดาอารักษ์และเทพผู้พิทักษ์พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร และพระราชบัลลังก์แห่งพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรไทยว่า จะเป็นการครองแผ่นดินโดยธรรม และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม             กำลัง อำนาจ บารมี เป็นสิ่งสามสิ่ง เป็นเรื่องสามเรื่อง ที่เนื่องกันอยู่ และเป็นลำดับที่สูงขึ้นเป็นลำดับ โดยกำลังต่ำสุด อำนาจเป็นส่วนกลาง และบารมีเป็นขั้นสูงสุด             สัตว์เดรัจฉานเป็นหัวหน้าปกครองก็โดยอาศัยกำลังเป็นสิ่งชี้ขาด และมนุษย์โดยทั่วไปเป็นหัวหน้าปกครองก็โดยอาศัยอำนาจเป็นสิ่งชี้ขาด แต่สำหรับพระมหาราชผู้เป็นธรรมิกราชา จักครองแผ่นดินโดยอาศัยธรรม ที่ก่อและตกผลึกเป็น “บารมี”             นั่นคือทรงเคารพธรรม ทรงปฏิบัติธรรม ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพราะธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข เพื่อยังให้ราชอาณาจักรนี้ร่มเย็นเป็นสุข อุดมสมบูรณ์ ถึงซึ่งความรุ่งเรืองไพบูลย์เป็นนิรันดร             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงข้ามพ้นจากกำลังและอำนาจในฐานะพระประมุข ในฐานะจอมทัพไทย สู่ฐานะแห่งพระมหาราชเจ้าก็โดยธรรมนี้เอง             นับแต่เวลานั้นถึงเวลานี้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงย่อมรู้ซึ้งตรึงใจและสัมผัสได้ด้วยตนเองตลอดชั่วอายุขัยของเราท่านอย่างแจ่มชัดว่า พระมหาราชเจ้าพระองค์นี้ทรงบำเพ็ญ ทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์อยู่ในครรลองแห่งธรรม ไม่เคยผันแปร หรือขาดตอนเลย แม้เวลาสืบทอดต่อเนื่องมากว่า 60 ปีแล้ว             ทศพิธรราชธรรม จักรพรรดิธรรม และพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศแล้วต่อเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดในวัตรปฏิบัติและพระราชกรณียกิจใหญ่น้อยในพระมหาราชเจ้าพระองค์นี้ ซึ่งยากที่จะหาบุคคลใด ผู้นำใด หรือพระมหากษัตริย์ใดๆ ในโลกนี้จะประพฤติปฏิบัติได้เสมอด้วยพระมหาราชเจ้าของชาวไทยพระองค์นี้เลย             เพราะเหตุนี้จึงทรงได้รับการขนานพระสมัญญาว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของพระมหากษัตริย์ทั้งปวง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ เป็นความอิ่มอกอิ่มใจของคนไทยทั้งประเทศ             การครองแผ่นดินโดยธรรมต่างกับการปกครองแผ่นดินโดยอำนาจหรือโดยกำลังอย่างเทียบกันไม่ได้ และเป็นคนละเรื่องคนละโลกเลยทีเดียว             การปกครองโดยอาศัยกำลังในวันนี้ก็ยังมีอยู่ในโลก ใช้กำลังเป็นสิ่งชี้ขาดผิดชอบชั่วดี และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้การปกครองนั้น แม้ว่าเป็นการปกครองของมนุษย์ด้วยกัน แต่การปกครองชนิดนี้ไม่ต่างอันใดกับการปกครองของสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานทุกชนิดก็ล้วนใช้กำลังเป็นสิ่งชี้ขาดในความเป็นหัวหน้าหรือผู้ปกครองของมันด้วยกันทั้งสิ้น             การปกครองโดยอาศัยอำนาจในวันนี้ก็ยังมีอยู่มากในโลก ไม่ว่าอำนาจนั้นจะได้มาโดยวิถีใดหรือระบอบการปกครองใด ก็ถือเอาอำนาจนั้นเป็นสิ่งชี้ขาดผิดชอบชั่วดีและทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้การปกครองนั้น แม้จัดว่าเป็นการปกครองของมนุษย์กับมนุษย์ แต่ก็เป็นการปกครองที่ขาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณหรือความสัมพันธ์ผูกพันทางจิตใจที่มนุษย์พึงมีต่อมนุษย์ด้วยกัน             การปกครองโดยธรรม กระทั่งขั้นสูงสุดคือการครองแผ่นดินโดยธรรมมีอยู่น้อยมากในโลกนี้ ซึ่งถือเอาธรรมเป็นสิ่งชี้ขาดผิดชอบชั่วดี นี่แล้วคือการปกครองที่ประเสริฐ ที่เวไนยสัตว์พึงปกครองเวไนยสัตว์ด้วยกัน             เพราะเหตุนั้นทั่วสากลโลกจึงยอมรับนับถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของพระมหากษัตริย์ทั้งปวง เพราะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม อันเป็นระบอบการปกครองที่เวไนยสัตว์ใช้และปฏิบัติกับเวไนยสัตว์             ในเรื่องของอำนาจ ในเรื่องของการปกครอง และในเรื่องของสงครามนั้น ธรรมคือสิ่งที่ชี้ขาดความสำเร็จหรือล้มเหลว ชี้ขาดการดำรงอยู่หรือความดับสูญ ชี้ขาดแพ้ชนะและปราชัย รวมความก็คือธรรมเป็นสิ่งชี้ขาดทุกสิ่ง             ในคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนหวู่ ได้บัญญัติข้อแรกสุดของบรรพหนึ่งว่า             “ฉะนั้นจึ่งวินิจฉัยด้วยกรณียกิจห้าประการ เปรียบเทียบถึงภาวะต่าง ๆ เพื่อทราบความจริง กล่าวคือ หนึ่ง ธรรม สอง ดินฟ้าอากาศ สาม ภูมิประเทศ สี่ ขุนพล ห้า ระเบียบวินัยและการจัดระบอบการรบ ธรรมคือสิ่งที่บันดาลให้ทวยราษฎร์ร่วมจิตสมานฉันท์กับฝ่ายนำ รวมความเป็นความตายโดยมิได้ระย่อต่อภยันตรายใด ๆ เลย …             กรณียกิจห้าประการนี้ แม่ทัพนายกองย่อมรู้อยู่ทั่วกัน แต่ทว่าผู้รู้จริงจึงชนะ ผู้ไม่รู้จริงย่อมปราชัย             ด้วยเหตุฉะนี้ จึ่งต้องเปรียบเทียบภาวะต่าง ๆ เพื่อทราบความจริง กล่าวคือมุขบุรุษฝ่ายไหนมีธรรม ขุนพลฝ่ายไหนมีสมรรถภาพ ดินฟ้าอากาศอำนวยประโยชน์แก่ฝ่ายใด การบังคับบัญชาฝ่ายไหนยึดปฏิบัติมั่น มวลพลฝ่ายไหนแข็งกล้า ทแกล้วทหารฝ่ายไหนชำนาญศึก การปูนบำเหน็จหรือการลงโทษฝ่ายไหนทำได้โดยเที่ยงธรรม จากเหตุเหล่านี้ ข้าก็พอหยั่งถึงความมีชัยหรือความปราชัยได้แล้ว”             อริราชศัตรูที่มิรู้จักฟ้าดินจึงมีแต่ต้องปราชัย เพราะไม่เข้าใจและไม่กระจ่างในสิ่งที่เรียกว่าธรรม             ในคัมภีร์วิถีแห่งฟ้า ได้บัญญัติเกี่ยวกับการครองตนและครองแผ่นดินไว้เป็นนัยยะสำคัญ แม้ถ้อยคำจะใช้คำว่า “ฟ้า” และไม่ใช้คำว่า “ธรรม” แต่ความหมายของคำว่าฟ้าในคัมภีร์วิถีแห่งฟ้านั้นเนื้อแท้แล้วก็คือธรรมนั่นเอง             ในบทต้นๆ ของคัมภีร์วิถีแห่งฟ้าบัญญัติว่า             “กระทำการใดอย่างสอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้า ย่อมเกิดมงคล             กระทำการใดอย่างสับสน ไม่สอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้า ย่อมเกิดอัปมงคล             การได้รับผลดีก็เพราะครองตัวสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของฟ้า             เกิดวิบัติก็เพราะครองตัวแปลกแยกกับกฎเกณฑ์ของฟ้า             หลักเหตุผลย่อมเป็นไปเช่นนี้ อย่าได้ลงโทษโกรธว่าฟ้าบันดาลเลย”             และอีกบทหนึ่งว่า             “เมื่อรู้การควร ไม่ควร ฟ้าดินย่อมมารับใช้เรา สรรพสิ่งย่อมมารับใช้เรา พฤติกรรมก็ย่อมดีงามเพรียบพร้อม จิตใจก็ย่อมดีงามเพรียบพร้อม ชีวิตย่อมไม่มีภัยอันตรายใดทำร้าย ดังนี้ ปราชญ์จึงว่าคือผู้เข้าถึงฟ้า             ความฉลาดรู้ที่แท้จริงจึงอยู่ที่การไม่กระทำในสิ่งที่ขัดขืนกับธรรมชาติ ภูมิปัญญาที่แท้จริงอยู่ที่การไม่คิดหมกมุ่นในเรื่องขัดขืนกับธรรมชาติ”             อริราชศัตรูเป็นผู้ไม่เข้าถึงฟ้า เป็นผู้ไม่ดำรงตนและดำเนินตามวิถีแห่งฟ้า จึงมีแต่ต้องรับอัปมงคล มีแต่ต้องรับวิบัติและสรรพวินาศทั้งหลายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะนั่นคือวิบากกรรมอันเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำไว้ และย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรมด้วย             อริราชศัตรูเป็นผู้คิด ผู้ทำ และผู้ก่อให้เกิดความจลาจล วิปริตวิปลาสต่าง ๆ ทำให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงไม่เป็นสุข ขุ่นเคืองคับแค้นหมองใจ แผ่นดินร้อนระอุ ไอร้อนแผ่วสะท้อนไปถึงฟ้า ฟ้าไฉนเล่าจะเป็นสุข ดังนี้ไพร่ฟ้าก็ย่อมไม่เป็นสุข             แต่เพราะฟ้าทรงธรรม ทรงเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ และปวงอาณาประชาราษฎร์ ดังนั้นอำนาจแห่งกรรมและกฎแห่งกรรมจึงย่อมต้องทำหน้าที่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ใจคน เสียงการแสดงธรรมของกรรมกำลังก้องกระหึ่มสนั่นหวั่นไหวสะเทือนฟ้าสะท้านดิน แต่ทุรชนนั้นแม้ได้ยินเสียงฟ้าร้องก็หาได้ยินไม่ สำมะหาอะไรกับเสียงแห่งธรรมที่ทุรชนไม่มีวันได้ยินเลย             ดังนั้นใครจะพร่ำเตือนประการใดก็ไม่มีวันบังเกิดสัมฤทธิผล มีแต่ธรรม มีแต่กฎแห่งกรรมเท่านั้น ที่จะสำแดงอานุภาพและพลานุภาพอันเป็นธรรมสัจจะให้ประจักษ์             “ข้าพเจ้าชูแขนขึ้นป่าวประกาศธรรม แต่หามีใครเชื่อฟังข้าพเจ้าไม่             ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข                  แต่ไฉนเล่าจึงไม่มีผู้ใดปฏิบัติธรรม”             ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข เป็นธรรมสัจจะอันประกาศแล้วแก่เทพยดา อินทร์ พรหม มาร มนุษย์ คนธรรพ์ นาค และสัตว์ทั้งหลาย ที่จักไม่มีอำนาจใดผันแปรเปลี่ยนแปลงไปได้เลย             ขอทรงพระเจริญ และทรงพระชนมายุยั่งยืนนานเถิดพระพุทธเจ้าข้า.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 14 December 2009 09:11
              นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วย เสมอในทุกๆที่ แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกหมาตัวหนึ่งกัดนิ้ว แผลฉกรรจ์มาก พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า          คนสนิทกลับตอบว่า " ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก " และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า คนสนิทกลับตอบว่า " ดี หรือไม่ดียากที่จะบอก "          พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก !          วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก แล้วก็มุ่งเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าพระองค์ ได้หลงทางเสียแล้ว แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองใน ป่าแห่งนั้น คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไปบูชายัณ  แต่พวกเขาก็พบว่าพระราชานิ้วขาด จึงรีบปลดปล่อยพระราชา เพราะเชื่อว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์เลย และไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัณ พระราชาจึงตัดสินใจกลับพระราชวังในที่สุด และสุดท้าย พระองค์ก็เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า " ดีหรือไม่ดี ยากที่จะบอก " เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์ พระองค์ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นอย่างแน่นอน          พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา แต่พระราชากลับประหลาดใจ เมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย ในทางตรงข้ามเขากลับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่ท่านขังข้าไว้ ทำไมงั้นหรือ เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องตามท่านไปในป่า และในเมื่อท่านไม่เหมาะจะถูกบูชายัณ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัณ แทนเป็นแน่          อีกครั้งกับคำที่ว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่มีการสรุปได้อย่างแน่นอนว่า ดี หรือ ไม่ดี บางครั้งสิ่งที่ดี อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย ในขณะที่สิ่งที่เลวร้ายอาจกลายเป็นดีได้ สิ่งดีๆอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นกับเรา จงสนุกสนานกับมัน แต่อย่าไปยึดติดกับมัน          จงคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่มาสร้างความประหลาดใจให้กับชีวิตของคุณ อะไรต่างๆ ที่มันเลวร้าย ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณไม่จำเป็นต้องไปเศร้าเสียใจ ในตอนท้าย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายถ้าพวกเราเข้าใจได้อย่างนี้ พวกเราจะพบว่า การใช้ชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย     ที่มา : Forward E-Mail  
Wednesday, 09 December 2009 10:24
เรียนทุกท่าน         เนื่องด้วยข่าวเกี่ยวกับการยกเลิก MOU ปี 2544 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานี้ กระผมใคร่ขอทำความเข้าใจถึงเหตุผลในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจดังกล่าวนี้ เนื่องด้วยข้อตกลงนั้น เป็นข้อตกลงที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของสองประเทศ อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดังกล่าวอีกซึ่งได้กระทำในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารัฐบาลในขณะนั้น และจากข้อเท็จจริงได้ความว่านายฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาได้ประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา         ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าบันทึกความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลหรือ MOU ปี 2544 มีความไม่เป็นกลางและเป็นอุปสรรคต่อการหาข้อยุติในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทางทะเลดังกล่าว ด้วยเหตุที่ว่า(อดีต)ผู้นำรัฐบาลไทยได้มีการทำบันทึกดังกล่าวอันจะมีผลอย่างยิ่งต่อการหาข้อยุติประเด็นปัญหา  ได้เป็นที่ปรึกษาฯของคู่เจรจาอีกฝ่ายหนึ่ง หากจะนำบันทึกความเข้าใจดังกล่าวมาพิจารณาในกรณีดังกล่าวอยู่จะไม่เป็นการรักษาถึงความเป็นกลางและอาจเกิดผลเสียหายต่อประเทศใดประเทศหนึ่งได้ ดังนั้นจึงได้มีประกาศยกเลิก MOU ปี 2544 ด้วยการนี้                 ทั้งนี้แนวทางในการแก้ไขในอนาคต เมื่อมีการประกาศยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวนี้แล้ว โดยนัยอาจเหมือนเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ต่อการยุติปัญหาดังกล่าวตามสายตาของบุคคลภายนอก หากแต่ความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องด้วยทั้งสองฝ่ายต่างทราบถึงศักยภาพพื้นที่ในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิดี อีกทั้งสองประเทศได้มีการเจรจาหาข้อยุติกันอยู่ก่อนแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งและข้อเท็จจริงในทางกฎหมายกอรปกับข้อเท็จจริงทางสภาพภูมิศาสตร์ก็มิได้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด ดังนั้นในการเจรจาหรือวิธีการอื่นใดเพื่อหาข้อยุติในคราวต่อไปนั้นจึงมิใช่เป็นการนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง              จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบพระคุณเป็นอย่างสูง              กวีพล สว่างแผ้ว            ผู้ช่วยคณบดีคณะโลจิสติกส์
Tuesday, 08 December 2009 13:36
          วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2552 ซึ่งในปีนี้ต้องถือว่ายังอยู่ในช่วงเฉลิมฉลองมหามงคลสมัยวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นบทความในวันนี้จึงยังคงเป็นบทความเพื่อการเฉลิมพระเกียรติพระมหาราชเจ้าพระผู้เป็นพ่อของแผ่นดินต่อเนื่องจากเรื่อง “ทรงสรงพระเสโทต่างอุทกธารา” ซึ่งได้ลงตีพิมพ์ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา             เพื่อการนี้จึงให้ชื่อบทความวันนี้ว่า “ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข” เนื่องเพราะเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแรกขึ้นเสวยสิริราชสมบัตินั้น ทรงเปล่งพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”             ไม่ทรงตั้งพระองค์อยู่ในฐานะผู้ปกครอง แต่ทรงตั้งพระองค์อยู่ในฐานะผู้ครอง ซึ่งต่างกับฐานะผู้ปกครองตรงจุดสำคัญยิ่งคือความเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับอาณาประชาราษฎรทั้งปวง             และในการครองแผ่นดินนั้น ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการซึ่งประหนึ่งเป็นคำปฏิญาณต่อหน้าเทพยดาอารักษ์และเทพผู้พิทักษ์พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร และพระราชบัลลังก์แห่งพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรไทยว่า จะเป็นการครองแผ่นดินโดยธรรม และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม             กำลัง อำนาจ บารมี เป็นสิ่งสามสิ่ง เป็นเรื่องสามเรื่อง ที่เนื่องกันอยู่ และเป็นลำดับที่สูงขึ้นเป็นลำดับ โดยกำลังต่ำสุด อำนาจเป็นส่วนกลาง และบารมีเป็นขั้นสูงสุด             สัตว์เดรัจฉานเป็นหัวหน้าปกครองก็โดยอาศัยกำลังเป็นสิ่งชี้ขาด และมนุษย์โดยทั่วไปเป็นหัวหน้าปกครองก็โดยอาศัยอำนาจเป็นสิ่งชี้ขาด แต่สำหรับพระมหาราชผู้เป็นธรรมิกราชา จักครองแผ่นดินโดยอาศัยธรรม ที่ก่อและตกผลึกเป็น “บารมี”             นั่นคือทรงเคารพธรรม ทรงปฏิบัติธรรม ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพราะธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข เพื่อยังให้ราชอาณาจักรนี้ร่มเย็นเป็นสุข อุดมสมบูรณ์ ถึงซึ่งความรุ่งเรืองไพบูลย์เป็นนิรันดร             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงข้ามพ้นจากกำลังและอำนาจในฐานะพระประมุข ในฐานะจอมทัพไทย สู่ฐานะแห่งพระมหาราชเจ้าก็โดยธรรมนี้เอง             นับแต่เวลานั้นถึงเวลานี้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงย่อมรู้ซึ้งตรึงใจและสัมผัสได้ด้วยตนเองตลอดชั่วอายุขัยของเราท่านอย่างแจ่มชัดว่า พระมหาราชเจ้าพระองค์นี้ทรงบำเพ็ญ ทรงประพฤติปฏิบัติพระองค์อยู่ในครรลองแห่งธรรม ไม่เคยผันแปร หรือขาดตอนเลย แม้เวลาสืบทอดต่อเนื่องมากว่า 60 ปีแล้ว             ทศพิธรราชธรรม จักรพรรดิธรรม และพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศแล้วต่อเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดในวัตรปฏิบัติและพระราชกรณียกิจใหญ่น้อยในพระมหาราชเจ้าพระองค์นี้ ซึ่งยากที่จะหาบุคคลใด ผู้นำใด หรือพระมหากษัตริย์ใดๆ ในโลกนี้จะประพฤติปฏิบัติได้เสมอด้วยพระมหาราชเจ้าของชาวไทยพระองค์นี้เลย             เพราะเหตุนี้จึงทรงได้รับการขนานพระสมัญญาว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของพระมหากษัตริย์ทั้งปวง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ เป็นความอิ่มอกอิ่มใจของคนไทยทั้งประเทศ             การครองแผ่นดินโดยธรรมต่างกับการปกครองแผ่นดินโดยอำนาจหรือโดยกำลังอย่างเทียบกันไม่ได้ และเป็นคนละเรื่องคนละโลกเลยทีเดียว             การปกครองโดยอาศัยกำลังในวันนี้ก็ยังมีอยู่ในโลก ใช้กำลังเป็นสิ่งชี้ขาดผิดชอบชั่วดี และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้การปกครองนั้น แม้ว่าเป็นการปกครองของมนุษย์ด้วยกัน แต่การปกครองชนิดนี้ไม่ต่างอันใดกับการปกครองของสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานทุกชนิดก็ล้วนใช้กำลังเป็นสิ่งชี้ขาดในความเป็นหัวหน้าหรือผู้ปกครองของมันด้วยกันทั้งสิ้น             การปกครองโดยอาศัยอำนาจในวันนี้ก็ยังมีอยู่มากในโลก ไม่ว่าอำนาจนั้นจะได้มาโดยวิถีใดหรือระบอบการปกครองใด ก็ถือเอาอำนาจนั้นเป็นสิ่งชี้ขาดผิดชอบชั่วดีและทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้การปกครองนั้น แม้จัดว่าเป็นการปกครองของมนุษย์กับมนุษย์ แต่ก็เป็นการปกครองที่ขาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณหรือความสัมพันธ์ผูกพันทางจิตใจที่มนุษย์พึงมีต่อมนุษย์ด้วยกัน             การปกครองโดยธรรม กระทั่งขั้นสูงสุดคือการครองแผ่นดินโดยธรรมมีอยู่น้อยมากในโลกนี้ ซึ่งถือเอาธรรมเป็นสิ่งชี้ขาดผิดชอบชั่วดี นี่แล้วคือการปกครองที่ประเสริฐ ที่เวไนยสัตว์พึงปกครองเวไนยสัตว์ด้วยกัน             เพราะเหตุนั้นทั่วสากลโลกจึงยอมรับนับถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของพระมหากษัตริย์ทั้งปวง เพราะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม อันเป็นระบอบการปกครองที่เวไนยสัตว์ใช้และปฏิบัติกับเวไนยสัตว์             ในเรื่องของอำนาจ ในเรื่องของการปกครอง และในเรื่องของสงครามนั้น ธรรมคือสิ่งที่ชี้ขาดความสำเร็จหรือล้มเหลว ชี้ขาดการดำรงอยู่หรือความดับสูญ ชี้ขาดแพ้ชนะและปราชัย รวมความก็คือธรรมเป็นสิ่งชี้ขาดทุกสิ่ง             ในคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนหวู่ ได้บัญญัติข้อแรกสุดของบรรพหนึ่งว่า             “ฉะนั้นจึ่งวินิจฉัยด้วยกรณียกิจห้าประการ เปรียบเทียบถึงภาวะต่าง ๆ เพื่อทราบความจริง กล่าวคือ หนึ่ง ธรรม สอง ดินฟ้าอากาศ สาม ภูมิประเทศ สี่ ขุนพล ห้า ระเบียบวินัยและการจัดระบอบการรบ ธรรมคือสิ่งที่บันดาลให้ทวยราษฎร์ร่วมจิตสมานฉันท์กับฝ่ายนำ รวมความเป็นความตายโดยมิได้ระย่อต่อภยันตรายใด ๆ เลย …             กรณียกิจห้าประการนี้ แม่ทัพนายกองย่อมรู้อยู่ทั่วกัน แต่ทว่าผู้รู้จริงจึงชนะ ผู้ไม่รู้จริงย่อมปราชัย             ด้วยเหตุฉะนี้ จึ่งต้องเปรียบเทียบภาวะต่าง ๆ เพื่อทราบความจริง กล่าวคือมุขบุรุษฝ่ายไหนมีธรรม ขุนพลฝ่ายไหนมีสมรรถภาพ ดินฟ้าอากาศอำนวยประโยชน์แก่ฝ่ายใด การบังคับบัญชาฝ่ายไหนยึดปฏิบัติมั่น มวลพลฝ่ายไหนแข็งกล้า ทแกล้วทหารฝ่ายไหนชำนาญศึก การปูนบำเหน็จหรือการลงโทษฝ่ายไหนทำได้โดยเที่ยงธรรม จากเหตุเหล่านี้ ข้าก็พอหยั่งถึงความมีชัยหรือความปราชัยได้แล้ว”             อริราชศัตรูที่มิรู้จักฟ้าดินจึงมีแต่ต้องปราชัย เพราะไม่เข้าใจและไม่กระจ่างในสิ่งที่เรียกว่าธรรม             ในคัมภีร์วิถีแห่งฟ้า ได้บัญญัติเกี่ยวกับการครองตนและครองแผ่นดินไว้เป็นนัยยะสำคัญ แม้ถ้อยคำจะใช้คำว่า “ฟ้า” และไม่ใช้คำว่า “ธรรม” แต่ความหมายของคำว่าฟ้าในคัมภีร์วิถีแห่งฟ้านั้นเนื้อแท้แล้วก็คือธรรมนั่นเอง             ในบทต้นๆ ของคัมภีร์วิถีแห่งฟ้าบัญญัติว่า             “กระทำการใดอย่างสอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้า ย่อมเกิดมงคล             กระทำการใดอย่างสับสน ไม่สอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้า ย่อมเกิดอัปมงคล             การได้รับผลดีก็เพราะครองตัวสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของฟ้า             เกิดวิบัติก็เพราะครองตัวแปลกแยกกับกฎเกณฑ์ของฟ้า             หลักเหตุผลย่อมเป็นไปเช่นนี้ อย่าได้ลงโทษโกรธว่าฟ้าบันดาลเลย”             และอีกบทหนึ่งว่า             “เมื่อรู้การควร ไม่ควร ฟ้าดินย่อมมารับใช้เรา สรรพสิ่งย่อมมารับใช้เรา พฤติกรรมก็ย่อมดีงามเพรียบพร้อม จิตใจก็ย่อมดีงามเพรียบพร้อม ชีวิตย่อมไม่มีภัยอันตรายใดทำร้าย ดังนี้ ปราชญ์จึงว่าคือผู้เข้าถึงฟ้า             ความฉลาดรู้ที่แท้จริงจึงอยู่ที่การไม่กระทำในสิ่งที่ขัดขืนกับธรรมชาติ ภูมิปัญญาที่แท้จริงอยู่ที่การไม่คิดหมกมุ่นในเรื่องขัดขืนกับธรรมชาติ”             อริราชศัตรูเป็นผู้ไม่เข้าถึงฟ้า เป็นผู้ไม่ดำรงตนและดำเนินตามวิถีแห่งฟ้า จึงมีแต่ต้องรับอัปมงคล มีแต่ต้องรับวิบัติและสรรพวินาศทั้งหลายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะนั่นคือวิบากกรรมอันเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำไว้ และย่อมเป็นไปตามกฎแห่งกรรมด้วย             อริราชศัตรูเป็นผู้คิด ผู้ทำ และผู้ก่อให้เกิดความจลาจล วิปริตวิปลาสต่าง ๆ ทำให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงไม่เป็นสุข ขุ่นเคืองคับแค้นหมองใจ แผ่นดินร้อนระอุ ไอร้อนแผ่วสะท้อนไปถึงฟ้า ฟ้าไฉนเล่าจะเป็นสุข ดังนี้ไพร่ฟ้าก็ย่อมไม่เป็นสุข             แต่เพราะฟ้าทรงธรรม ทรงเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ และปวงอาณาประชาราษฎร์ ดังนั้นอำนาจแห่งกรรมและกฎแห่งกรรมจึงย่อมต้องทำหน้าที่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ใจคน เสียงการแสดงธรรมของกรรมกำลังก้องกระหึ่มสนั่นหวั่นไหวสะเทือนฟ้าสะท้านดิน แต่ทุรชนนั้นแม้ได้ยินเสียงฟ้าร้องก็หาได้ยินไม่ สำมะหาอะไรกับเสียงแห่งธรรมที่ทุรชนไม่มีวันได้ยินเลย             ดังนั้นใครจะพร่ำเตือนประการใดก็ไม่มีวันบังเกิดสัมฤทธิผล มีแต่ธรรม มีแต่กฎแห่งกรรมเท่านั้น ที่จะสำแดงอานุภาพและพลานุภาพอันเป็นธรรมสัจจะให้ประจักษ์             “ข้าพเจ้าชูแขนขึ้นป่าวประกาศธรรม แต่หามีใครเชื่อฟังข้าพเจ้าไม่             ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข                  แต่ไฉนเล่าจึงไม่มีผู้ใดปฏิบัติธรรม”             ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข เป็นธรรมสัจจะอันประกาศแล้วแก่เทพยดา อินทร์ พรหม มาร มนุษย์ คนธรรพ์ นาค และสัตว์ทั้งหลาย ที่จักไม่มีอำนาจใดผันแปรเปลี่ยนแปลงไปได้เลย             ขอทรงพระเจริญ และทรงพระชนมายุยั่งยืนนานเถิดพระพุทธเจ้าข้า.www.paisalvision.com
Tuesday, 08 December 2009 09:40
            วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2552 พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นวันชาติ ซึ่งในปีนี้ทั้งรัฐบาลและประชาชนได้พร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองเป็นครั้งใหญ่โตมโหฬารที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา             จึงได้ตั้งชื่อบทความวันนี้ว่า “ทรงสรงพระเสโทต่างอุทกธารา” ซึ่งแปลง่ายๆ ว่าทรงอาบเหงื่อต่างน้ำนั่นเอง             ความอันมีนัยยะดังกล่าวนี้เป็นข้อความเก่า ที่สมัยหนึ่งท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนบทความเฉลิมพระเกียรติพระคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รวมทั้งได้ใช้ในการปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสที่มีการเฉลิมพระชนมพรรษาเช่นเดียวกันนี้             หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นราชนิกูล เป็นปราชญ์และเป็นบัณฑิตคนสำคัญของประเทศ มีความใกล้ชิดและมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นแบบเป็นอย่างให้คนทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติตามมาเป็นเวลาช้านาน             จัดเป็นข้าแผ่นดินที่รู้ร้อนรู้หนาว รู้เจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน รู้เจ็บร้อนด้วยพระมหากษัตริย์ และไม่ยอมให้ผู้ใดกระทบกระทั่งจาบจ้วงล่วงเกินเป็นอันขาด เมื่อใดก็ตามที่มีการจาบจ้วงล่วงเกินหรือกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพแล้ว ถึงแม้จะตัวคนเดียว มีแต่ปากกาเป็นอาวุธ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็พร้อมหาญกล้าท้าทายปกป้องพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย             ไม่เคยคิดถนอมตัวสงวนตนเพื่อผลประโยชน์ใด ๆ ของตนเองเลย น้ำใจดังนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีงามให้กับผองชาวไทยที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ได้ประพฤติปฏิบัติตลอดไป             เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวช และสำนักอยู่ที่วัดบวรนิเวศนั้น ก็หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นี่แหละที่ได้ถวายตัวเป็นคฤหัสถ์พี่เลี้ยง คอยติดตามรับใช้ในระหว่างทรงผนวชนั้น             ดังนั้นในรัชกาลปัจจุบันนี้จึงถือได้ว่าหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช คือบุคคลสำคัญที่ได้รู้ได้เห็นวัตรปฏิบัติและพระราชกรณียกิจทั้งหลายทั้งปวงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ดังที่ทรงประกาศเป็นพระปฐมบรมราชโองการเมื่อครั้งเสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติเมื่อ 60 ปีก่อนโน้น             เพราะรู้เห็นกระจ่างใจเช่นนั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงได้กล่าวและได้เขียนถึงพระองค์ท่านไว้ในครั้งนั้นว่า ทรงอาบเหงื่อต่างน้ำ หรือทรงสรงพระเสโทต่างอุทกธารา             วจนะหรือพจน์อันเป็นภาษาเขียนอาจนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าใครสนใจที่จะเห็นให้เป็นภาพก็สามารถเห็นได้เพราะมีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ภาพหนึ่งซึ่งทรงฉลองพระองค์ชุดลำลองสวมสูท ในพระหัตถ์ถือดินสอ แต่เบื้องพระพักตร์ตรงปลายพระนาสิกมีหยดเหงื่อประดุจหยดน้ำเกาะอยู่และกำลังจะหล่นนั่นแล้วจะเห็นได้ชัดถึงความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายของพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อพสกนิกรของพระองค์             พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงแผ่ปกป้องอาณาประชาราษฎรตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ที่ทรงเสวยสิริราชสมบัตินั้นเป็นอเนกอนันต์นัก ดังนั้นในวันนี้แม้ยังทรงประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่อาณาประชาราษฎร์ก็ยังถวิลหา             เฝ้าตั้งตารอคอยที่จะได้เฝ้ารับเสด็จ ที่จะได้เห็นการเสด็จออกมหาสมาคมเพื่อชมพระบารมีเช่นที่ผ่านมาทุก ๆ ปี             ในมหามงคลสมัยเช่นนี้ ผองชนชาวไทยพึงน้อมนำรำลึกอย่างไรเล่าเพื่อเป็นทางแห่งการตั้งความคิดในการสนองพระเดชพระคุณให้สมกับที่ได้เกิดมาในแผ่นดินนี้             เพราะเหตุที่วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันสำคัญ มีความสำคัญซ้อนกันอยู่ถึง 3 เรื่อง คือเป็นวันชาติที่หลายคนอาจจะลืมเลือนไปแล้ว เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นวันพ่อแห่งชาติด้วย             ดังนั้นผองชนชาวไทยจึงพึงน้อมนำรำลึกในความสำคัญของวันดังกล่าวนี้ในประการดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย             ประการแรก รำลึกถึงชาติและปิตุภูมิหรือแผ่นดินพ่อหรือแผ่นดินเกิดที่ได้กำเนิดเกิดมาในแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่บรรพบุรุษได้ตั้งหลักปักฐานปกป้องคุ้มครองพิทักษ์รักษาไว้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนคนไทยได้อาศัยเป็นแดนเกิด แดนกิน แดนอยู่และแดนตาย เป็นพระคุณล้นฟ้ามหาสมุทร             แผ่นดินไหนในโลกกว้าง แม้ยิ่งใหญ่ศิวิไลซ์เพียงใดก็ตามทีก็ไม่มีแผ่นดินใดที่ให้ความอบอุ่นใจ ให้ความร่มเย็นเป็นสุข ให้ความอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจเหมือนแผ่นดินไทยนี้เลย             ดังนั้นขอผองเราชาวไทยจึงพึงตั้งใจน้อมนำรำลึกสำนึกในบุญคุณแผ่นดิน และต้องใช้หนี้แผ่นดิน ดังที่ประธานองคมนตรีพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวและได้รณรงค์เป็นนิตย์มาว่าเกิดเป็นคนต้องทดแทนคุณแผ่นดินนั่นแล้ว             ประการที่สอง รำลึกถึงพ่อของแผ่นดินคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหาราชเจ้าผู้ทรงทศพิธราชธรรม ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระวิสุทธิคุณ พระผู้ทรงเสียสละและอุทิศพระองค์ทุกสิ่งอย่างเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม             แหล่งน้ำมากหลายที่เสื่อมสิ้นสลายตื้นเขิน ได้รับกระแสพระราชดำริให้ฟื้นฟูสร้างเสริมและจัดทำขึ้นมาใหม่ เพื่อให้อาณาประชาราษฎรและสรรพสัตว์ได้ดื่มกินไม่สิ้นเลย รวมทั้งการฟื้นฟูและสร้างแหล่งทรัพยากรอาหารทั้งในผืนแผ่นดินและในทะเลเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของภักษาหารและมังสาหารของพสกนิกรทั่วราชอาณาจักร             ผืนดินที่ถึงยุคสมัยสิ้นความอุดมสมบูรณ์ก็ได้รับกระแสพระราชดำริให้ปรับปรุงฟื้นฟูตลอดจนพิทักษ์บำรุงรักษาให้คงดำรงและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ในทุกแห่งหน ฟื้นสภาพในนามีข้าวที่เขียวชะอุ่มและชูช่อเหลืองอร่ามในยามออกรวงให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แม้กระทั่งการปรับปรุงบำรุงพระแม่โพสพให้มีพืชพันธุ์ที่ดีและให้ผลมากแก่ผองเกษตรกรทั่วประเทศ             แม้กระทั่งสภาพแวดล้อม อากาศสำหรับหายใจ แม้ใครๆ ก็มองไม่เห็น แต่มิได้เว้นไปจากความใส่พระทัย ได้รับกระแสพระราชดำริให้พิทักษ์รักษาสภาพแวดล้อม พิทักษ์รักษาดินฟ้าอากาศให้เป็นปกติ มีความสดสมบูรณ์ทุกเมื่อ จนทุกลมหายใจเข้า-ออกของอาณาประชาราษฎรล้วนได้รับพระมหากรุณาธิคุณนี้ถ้วนหน้ากัน             แม้ทรงเป็นพระประมุขของชาติ เป็นจอมทัพ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งพระมหากษัตริย์ของโลก แต่ไม่ทรงถืออำนาจเป็นใหญ่ หากถือธรรมเป็นใหญ่ ทรงเคารพธรรม ทรงปฏิบัติธรรม และทรงอาศัยธรรมในการครองแผ่นดิน             ไม่ทรงตั้งฐานะพระองค์เป็นผู้ปกครอง ซึ่งเป็นที่เพรียกร้องต้องการของคนทั้งปวง แต่ทรงตั้งพระองค์เป็นผู้ครองแผ่นดิน เป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับอาณาประชาราษฎรและแผ่นดินที่ทรงครองนั้น กาลเวลากว่า 60 ปี ได้พิสูจน์ความจริงนี้อย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ต่อสากลโลกแล้ว             พระเดชพระคุณนี้จึงล้นฟ้าพระมหาสมุทร อันควรที่ผองชนชาวไทยจักพร้อมใจถวายความจงรักภักดีเป็นกตเวทิตาธรรมสนองพระเดชพระคุณไปตลอดกัลปาวสาน             ประการที่สาม รำลึกถึงพ่อบังเกิดเกล้าคือพ่อผู้ให้กำเนิดชีวิตนี้ การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นเวไนยสัตว์นั้น เป็นบุญล้นวาสนาล้ำกว่าสรรพสัตว์ เพราะบรรดาสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าเหล่าใดก็ไม่มีทางได้สัมผัสกับพระศาสนา ไม่มีทางที่จะได้ลิ้มชิมรสพระธรรมอันประเสริฐ และไม่อาจเข้าถึงซึ่งภาวะสูงสุดอันมนุษย์จะพึงไปได้เลย             การได้เกิดมาเป็นมนุษย์จึงเป็นความประเสริฐนักหนา และที่เกิดมาก็ด้วยพ่อบังเกิดเกล้าเป็นผู้ให้กำเนิด เกิดมาแล้วพ่อก็ปกป้องคุ้มครองดูแลรักษาเคียงคู่อยู่กับแม่ เป็นครูคนแรกที่อบรมสั่งสอนบุตรเริ่มตั้งแต่การกิน การนอน การอยู่ การเรียน การครองตน การครองคู่ แม้กระทั่งหน้าที่การงานทั้งปวง             พ่อบังเกิดเกล้านี่แล้วจึงเป็นพรหมของบุตร เป็นพระอรหันต์ของบุตร ที่แม้นบุตรใดได้ปรนนิบัติ ได้ดูแลรับใช้บำรุงรักษายามแก่เฒ่าชรา ย่อมนับว่าเป็นผู้มีบุญ เพราะมีโอกาสได้บำรุงปรนนิบัติพระพรหมและพระอรหันต์ ใครที่ยังมีโอกาสได้ทำการดังนี้ย่อมนับว่ายังมีบุญมาก อย่าละโอกาสนั้นให้ผ่านพ้นไปโดยไร้ประโยชน์เลย             ขอผองเราได้พร้อมน้ำใจกันรำลึกถึงแผ่นดินพ่อ ถึงพ่อของแผ่นดิน และพ่อบังเกิดเกล้าในประการดังพรรณนานี้เถิด จักบังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตน จักเป็นที่รักของเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง จักเป็นผู้ชนะในที่ทั้งปวง ถึงซึ่งความสวัสดีแล.ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 08 December 2009 09:36
ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานตลาดหลักทรัพย์ไทย ภัทรียา เบจมพลชัย กรรมการผู้จัดการตลาดหุ้น นำเสนอเรื่องเหล่านี้มากว่า 15 ปีแล้ว ตลาดหุ้น ต้นเหตุการพังทลายเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ ความเชื่อมั่นลดลง ทำให้ สภาพคล่องของระบบเสียหายทำให้ ทำให้สถาบันการเงินล้มลงทำให้ ทำให้ภาคการผลิตจริงล้มละลายทำให้ คนตกงานทำให้ ทำให้ค่าเงิน(บาท)เสียหายทำให้ตลาดเงิน(ดอกเบี้ย)ไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ เกิดภาวะหนี้เสียทำให้ มูลค่าหลักประกันล้มลงทำให้ มูลค่าสินทรัพย์ของชาติตกต่ำ ทำให้ เศรษฐกิจของระบบไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ ระบบยากจนลง ตลาดหุ้นไทย ประสบกับเหตุการณ์ ตามที่นำเสนอมาข้างต้นทุกอย่าง ตลาดหุ้นไทย เป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ มาแล้ว ถึง 2 ครั้ง ตลาดหุ้นไทย ทำให้ ประเทศไทยยากจนลง..................................................................ตาม Entries ล่าสุดนี้ ................................................................. .ความผิดปกติของเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/10/05/entry-1 เงินท่วมโลก ..แต่โลกยากจนลง http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/05/18/entry-1 13 ปีการพันตู กับ อภิสิทธิ์ http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/09/22/entry-1 อันตรายจากดัชนีตลาดหุ้นและตลาดหุ้น.. http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/08/27/entry-1SET Index มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง ผันผวนสูง จึงอ่อนแอสูง SET Index เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก จึงถูกควบคุม ถูกปั่น ถูกลากขึ้น-ลง และพังทลายได้ง่าย  ความเชื่อมั่นนายกอภิสิทธิ์ ..ปรี๊ด ..กระฉูด ..พุ่งทะลุเมฆ http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/10/14/entry-1 - @@@ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนทhttp://twitter.com/indexthaiที่มา : www.oknation.net
Wednesday, 02 December 2009 15:00
พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร         นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิ 2000 - 2009(2 ตุลาคม) ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย ทุน สำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิ ที่เห็นนี้ ประกอบด้วยมูลค่า Gold, SDRs, Reserve position in the IMF, Foreign currency reserves and Net Forward Position ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2 ตุลาคม 2009 ทุนสำรองเงินตรา ต่างประเทศ เป็นตัวแสดงถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เมื่อทุนสำรองฯเพิ่มขึ้น แสดงว่าความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น หากทุนสำรองฯลดลง แสดงว่าความเชื่อมั่นลดลง เกิดที่ประเทศใด ก็จะเป็นแบบเดียวกันทุกประการ อธิบายภาพจากกราฟ.. ช่วง 6 ปี รัฐบาลทักษิณ ทุนสำรองฯเพิ่มโดยตลอด แต่ไม่มาก ทักษิณเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆพอสมควร แต่ไม่ถึงกับทราบกลไกทางเศรษฐกิจ ทำให้นำข้อมูลเหล่านี้มาหาประโยชน์ส่วนตน นำมาโฆษณาชวนเชื่อสร้างความเครดิตแก่ตนเอง ทุนสำรองฯในรัฐบาลทักษิณเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง หลังถูกปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน ทุนสำรองฯเพิ่มเร็วขึ้น (รัฐบาลสุรยุทธ์) ช่วง 1 ปี รัฐบาลสุรยุทธ์ หรือรัฐบาลที่มาจากภายหลังที่รัฐบาลทักษิณถูกปฏิวัติ ทุนสำรองฯ พุ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มมากกว่า 6 ปีของรัฐบาลทักษิณ ช่วงประมาณ 1 ปีของรัฐบาลนอมินี คือรัฐบาลสมัคร เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ในช่วงรัฐบาลสมชาย ทุนสำรองฯทรุดลง รัฐบาล อภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลปัจจุบัน เริ่มต้นช่วงปลายปี 2008 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2552 หรือประมาณ 11 เดือนของรัฐบาล ทุนสำรองฯเพิ่มขึ้นโดยตลอด สถานะซื้อขายล่วงหน้าเงินตราต่างประเทศสุทธิ 2000 - 2009(2 ตุลาคม) ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย แสดง ให้เห็นสถานะของการซื้อขายล่วงหน้าเงินตราต่างประเทศ ของไทย ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2552  ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิ ได้ผนวกสถานะซื้อขายล่วงหน้าเงินตราต่างประเทศสุทธิไว้ด้วยแล้ว ทุนสำรองฯสุทธิ ช่วงท้ายใน 5 รัฐบาล SET Index ระหว่างปี 2000 - 2009 ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายภาพจากกราฟ.. การ พังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้เงินไหลออกมาท่วมโลก รวมทั้งไหลเข้ามาประเทศไทย ซึ่งตรงกับช่วงการมาของรัฐบาลทักษิณพอดี แต่รัฐบาลทักษิณไม่ตั้งใจบริหารประเทศ มีวาระซ่อนเร้นเต็มไปหมด ใช้สมองตัวเอง ใช้เวลา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ใช้สถานที่ทางราชการ ใช้เครื่องอำนวยความสะดวกของทางการ ใช้งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายของทางการ ไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามมากที่จะเอารัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอาการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดในกลางปี 2003 เอามาเป็นข่าวดี สวมรอยลากหุ้นขึ้น ศูนย์ แถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล วันพฤหัสบดีที่  31  กรกฎาคม  2546  เวลา  20.30 น. วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศชำระหนี้ธนาคารญี่ปุ่นในภาคกลางวัน และหนี้ไอเอ็มเอฟก้อนสุดท้ายในช่วงเย็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี แสดง "สุนทรพจน์" สุดฝีปากในวันที่ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมด บรรยายถึงความเจริญที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต แสดงถึงความภูมิใจที่ได้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดในรัฐบาลของเขา แต่สำหรับผู้ที่รู้เรื่องกลไกเศรษฐกิจมหภาค ทราบว่าเป็นการสวมรอยพูดให้เครดิตแก่ตัวเอง และคิดนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นอย่างไม่ลดละ บางตอนของสุนทรพจน์ "ทั้ง นี้  ถ้าเราวิเคราะห์กันแล้ว  คงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง  หรือคนใดคนหนึ่ง  แต่เป็นความสะสมของการที่เราไม่ได้ติดตามสถานการณ์  เราไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก  เราไม่ได้มีข้อมูล แล้วก็ใช้ข้อมูลนั้นอย่างใกล้ชิดและชาญฉลาด  จึงทำให้เราถูกบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่ได้พร้อมกับการเปลี่ยน แปลงล่วงหน้า" เป็นสุนทรพจน์ ที่สับสนในตัวเอง บอกว่า "ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใด" แต่ประโยคต่อมา ก็บอกว่า "เป็น ความเหมาะสม เราไม่ได้ติดตามสถานการณ์  เราไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก เราไม่ได้มีข้อมูล แล้วก็ใช้ข้อมูลนั้นอย่างใกล้ชิดและชาญฉลาด จึงทำให้เราถูกบังคับ ให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่ได้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า" ใน ประโยคที่กล่าว บอกเองว่าความผิดเป็นอย่างไร แล้วกล่าวหาว่าไอเอ็มเอฟบังคับประเทศไทย ไม่มีใครบังคับประเทศไทย แต่เพราะประเทศไทยเกิดความผิดพลาดเอง ทำให้ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ อ่านแล้ว ก็ไม่ทราบอยู่ดีว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร แบบไหน อย่างไร และเท่าใด และไม่ได้บอกว่าเอาเงินจากไหนมาใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ ข้ออ้างที่กล่าวต่างๆ กล่าวแบบโมเมในข้อมูลและขาดวิสัยทัศน์ สุนทรพจน์อีกช่วงหนึ่ง "กฎหมาย ทุนรัฐวิสาหกิจ  ก่อนนี้ในกติกาเราต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเงินมาใช้หนี้  แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ  เราจะกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์  เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ  เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายการลงทุน  เพื่อให้เกิดการบริหารงานอย่างมืออาชีพ  และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบได้ทุกระบบ  ซึ่งตรวจสอบจากระบบของตลาดทุนและตรวจสอบด้วยระบบของราชการ  ตรวจสอบด้วยระบบของผู้ถือหุ้นเอง" เปลี่ยนกติกา ง่ายๆ ฟังแล้วก็เห็นว่า ยังไงก็ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ได้ เหมือนกับการปั่นแป๊ะเหรียญ ไม่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย คือต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเดียว แล้วจะปั่นแป๊ะไปทำไม 90 เปอร์เซนต์ของสุนทรพจน์ เป็นเรื่องการคุยโม้โอ้อวด เพ้อฝัน เพ้อเจ้อ และเบี่ยงเบน เพื่อหาทางหรือหาโอกาส ที่จะหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง เช่นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นต้น ปตท.(PTT)คือบริษัทแรกที่รัฐบาลทักษิณแปรรูป เอาเข้าตลาดหุ้น ที่ทำให้ประเทศไทยประสบกับภาวะเงินเฟ้อในเวลาต่อมา การกล่าวสุนทรพจน์ ก็เหมือนกับการพูดทุกๆครั้ง ทำให้คนที่ไม่มีข้อมูล ไม่มีพื้นฐานหลงเชื่อและหลงไหล ไม่มีช่วงใด ที่เป็นสาระ ที่ทำให้เข้าใจว่า จะทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เช่น ไม่ทราบต้นเหตุที่แท้จริงอะไรที่ทำให้ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอมเอฟ ทั้งๆที่ประเทศไทยเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้ง ทำให้ไม่มีการแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ดังนั้นการที่ไทยจะเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งต่อไป ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้อีก การที่สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอ ฟได้หมดก่อนกำหนด 2 ปี เป็นความโชคดี โชคดีจากการพังทลายของตลาดหุ้นอเมริกาและเงินเหรียญสหรัฐ ที่ทำให้เงินไหลเข้าประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณแต่อย่างใด (ลิงค์) สุนทรพจน์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วันที่ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟงวดสุดท้าย ด้วย ความโชคดีที่สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้หมด ประกอบกับสุนทรพจน์จงใจคุยโม้โออวดทะลุโลก นำมาใช้ลากหุ้นขึ้นมาทำประโยชน์ส่วนตนของนักการเมือง มี การไล่ราคาหุ้นขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไล่ทั้งหุ้นรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นก่อนหน้า และเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ไล่ทั้งหุ้นที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นไปสูงสุดในต้นปี 2004 ขึ้นแรงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอาเซียน ขึ้นแรงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นทั้งโลก เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกัน ทักษิณ เอาเรื่องที่ตลาดหุ้นขึ้นแรงและเร็วนี้ มาโฆษณาโอ้อวดบ่อยครั้ง เป็นธรรมดาของคนที่ได้ประโยชน์ส่วนตนจากการสูงขึ้นของตลาดหุ้น จะพูดถึงสิ่งที่ทำให้ตนเองมั่งคั่งขึ้นมาตลอดเวลา ทำให้จับได้ว่า แท้จริงมีผู้อยู่เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น การ เบี่ยงเบนของโลกทุกวันนี้ ทำให้มีการหาประโยชน์ได้ง่าย ใช้นอมินีต่างชาติ ที่ต่างประเทศ เช่นที่มาเลย์เซีย ฟิลิปปินส์ หรือที่ใดๆ เป็นผู้จองหุ้นและซื้อขายหุ้นแทน ทำให้ความมั่งคั่งของคนปั่นหุ้นโผล่ที่ต่างประเทศ โดยไม่ผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย การปั่นหุ้นทำให้ได้กำไรมหาศาลในต้นปี 2004 เมื่อหุ้นตกแรงถึงกลางปี 2004 ก็กลับซื้อหุ้นกลับ แล้วออกกองทุนวายุภักดิ์ ไปช่วยไล่ซื้อหุ้น ทำให้ราคาหุ้นไต่ระดับชึ้นมาอีก นอมินีของนักการเมืองที่ต่างประเทศก็มีกำไรอีก มีการแก้กฎหมาย เพิ่มการถือครองธุรกิจโทรคมนาคมจากไม่เกิน 25 เปอร์เซนต์ เป็นไม่เกิน 50 เปอร์เซนต์ มีการต่อรองการขายราคาชินคอร์ป กับต่างชาติตลอดเวลา พร้อมทั้งมีการปั่นราคาหุ้นชินคอร์ปให้สูงขึ้น เช่น ยกเลิกสัดส่วนการเป็นกรรมการที่ 3 ใน 4 ต้องเป็นคนไทย แล้วให้ต่างชาติเป็นกรรมการได้ 100 เปอร์เชนต์ ทำให้ราคาชินคอร์ปสูงขึ้นมาอีก เรื่องการให้กรรมการบริษัทเป็นต่างชาติได้ 100 เปอร์เซนต์ เป็นที่ถูกใจสิงคโปร์มาก ในที่สุดมีการตกลงขายชินคอร์ป 49 เปอร์เซนต์ ให้เทมาเซ็คแห่งสิงคโปร์ราคาหุ้นละ 49.25 บาท ได้เงินกว่า 73,000 ล้านบาท เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี แต่ก่อให้เกิดผลเสียต่อโครงสร้างการถือหุ้น หรือการเป็นเจ้าของประเทศไทยในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดการขายชาติอย่างง่ายดายในเวลาต่อมา ดูภาพจากกราฟต่อ ตลาดหุ้นรัฐบาลทักษิณ ขึ้นสูงสุดใน 3 ปีแรกเท่านั้น คือสูงสุดในต้นปี 2004 จากนั้นอีก 3 ปี ไม่มีจุดสูงสุดใหม่อีกเลย ผิดกับตลาดหุ้นภูมิภาค และตลาดหุ้นโลก ที่มีจุดสูงสุดใหม่ทั้งโลก จากที่นำเสนอมาข้างต้น ทำให้ทราบว่าตลาดหุ้นในช่วง 3 ปีแรก ขึ้นแรงกว่าประเทศใดๆ เป็นการลากขึ้นมาทำประโยชน์ส่วนตน แต่มันก็คือการทำร้ายตลาดหุ้นไทย "กองทุนวายุภักดิ์" คือซากเดนเครื่องมือที่เกิดขึ้นจากการปู้ยี่ปู้ยำตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นรัฐบาลสุรยุทธ์ ปรับตัวเล็กน้อยหลังปฏิวัติ จากนั้นได้มีการฟื้นตัวขึ้นมาต่อเนื่อง และมีจุดสูงสุดใหม่ สูงกว่าจุดสูงสุดของในรัฐบาลทักษิณ ตลาดหุ้นรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย หรือรัฐบาลนอมินี ตลาดหุ้นพังทลายลงรุนแรง ตลาดหุ้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ กลับฟื้นตัวขึ้นมา หลังการพังทลายลงในช่วงรัฐบาลนอมินี เปรียบเทียบ SET Index : นายกอภิสิทธิ์ ปะทะ อดีตนายกทักษิณ SET Index ของรัฐบาลทักษิณมีทั้งหมด 1,427 วันทำการ ประมาณ 6 ปี (ถึงวันที่ 18 กันยายน 2006) SET Index ของรัฐบาลอภิสิทธิ์มีทั้งหมด 193 วันทำการ (ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2009) เปรียบเทียบ SET Index ช่วงเวลาเท่ากัน วิธีการ โดยการเอา SET Index ตั้งแต่วันแรกของรัฐบาลทักษิณ และของรัฐบาลอภิสิทธิ์ มาปรับฐานให้เท่ากับ 100 เท่ากัน เพื่อเปรียบเทียบกัน ระยะเวลาเท่ากัน เท่ากับ 193 วันทำการ SET Index ของรัฐบาลทักษิณเพิ่มขึ้นมาเป็น 133.86 จุด หรือเพิ่มขึ้นมา 33.86 เปอร์เซนต์ SET Index ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มขึ้นมาเป็น 165.60 จุด หรือเพิ่มขึ้นมา 65.60 เปอร์เซนต์ พิจารณาจากเรื่องทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสุทธิ และ SET Index ความเชื่อมั่นนายกอภิสิทธิ์ สูงทะลุเมฆ   ที่มา : http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/10/14/entry-1      
Wednesday, 02 December 2009 14:51
           ประเทศไทยและคนไทยในวันนี้มีชะตากรรมร่วมกัน และเป็นชะตากรรมที่เปรียบประหนึ่งว่าข้างหน้าก็มีเสือใหญ่ที่น่าเกลียดน่ากลัวจนขนหัวลุกยืนจ้องอยู่ ในขณะที่ข้างหลังก็มีฝูงผีโขมดไล่สูบเลือดกินเนื้อเถือหนังอย่างเลือดเย็น จะไปหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ อยู่กับที่ก็ไม่ได้             มันเป็นเวรกรรมแท้ๆ ของผองชนชาวไทย และมันเป็นชะตากรรมที่กำลังจะทำให้ประเทศไทยที่บรรพบุรุษสร้างสรรค์มาและมีความอุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรืองต้องถึงกาลพินาศหมดสิ้น             เพราะสภาพที่เป็นอยู่ในวันนี้มันไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว มันเป็นสภาวะธรรมที่บ่งชี้ชัดเจนว่า สิ่งใหม่กำลังจะอุบัติขึ้น ความชั่วช้าเลวทรามทั้งแผ่นดินจะต้องถูกกวาดล้างให้หมดสิ้นไป และประเทศไทยที่สงบสุข เจริญรุ่งเรือง และเอื้ออาทรซึ่งกันและกันเหมือนดังอดีตจะปรากฏขึ้น             ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้มีใบสั่ง หรือข้อมูลใหม่ หรือข่าวคราวลึกลับใด ๆ หรอก แต่มันเป็นกฎธรรมชาติสังคมที่ต้องเป็นไปเช่นนั้น             ความเป็นไปตามธรรมชาติสังคมนี้ไม่ใช่เพิ่งมีหรือเป็นของใหม่ แต่มีมานานช้านักหนาแล้ว ดังเช่นที่ปรากฏในบทนำเรื่องของสามก๊ก ก็มีความทำนองว่าแผ่นดินเป็นสุขแล้วก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข เป็นสุขแล้วก็เป็นจลาจลแล้วเป็นศึกอีก หมุนเวียนเปลี่ยนไปเช่นนี้             ผู้มีปัญญาที่เห็นความเป็นไปของธรรมชาติฉะนี้แล้ว ย่อมไม่วอกแวกหวั่นไหวหรือประหวั่นพรั่นพรึงในสิ่งที่จะเป็นไป ประหนึ่งเห็นสตรีมีครรภ์แก่ที่กำลังคลอดบุตร ย่อมไม่หวั่นไหววิตกอันใด เพราะสภาพอันนั้นเป็นสภาพที่ชีวิตใหม่กำลังจะอุบัติขึ้น             จะทำใจได้ยากอยู่บ้างก็ยามเห็นคนกำลังใกล้จะตาย มีอาการเจ็บปวดรวดร้าวทุรนทุราย หรือนอนนิ่งไม่ไหวติง ไม่รู้สึกตัว เพราะสัญญาขันธ์หยุดทำงานไปแล้ว โดยทั่วไปจึงเป็นที่หวาดกลัว เป็นสภาพที่ไม่อยากเป็น ทั้ง ๆ ที่เป็นสภาพโดยทำนองเดียวกันกับการเกิด เพราะความตายก็คือภาวะต่อเนื่องกับการเกิดในสังสารวัฏนั่นเอง             ภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ดับแล้วก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอีก ต่อเนื่องเป็นสันตติอยู่อย่างนี้ จึงถูกเรียกขานว่าเป็นสังสารวัฏ ซึ่งการจะพ้นไปจากภาวะเช่นนี้จะมีได้ก็เฉพาะแต่เวไนยสัตว์คือคนเรา ที่ได้อบรมศึกษาปฏิบัติจนตัดกิเลสสาสวะได้หมดสิ้น ถึงซึ่งฝั่งแห่งอมตะธรรมแล้วเท่านั้น             ความจริงสิ่งที่เป็นไปในบ้านเมืองของเราในวันนี้ก็เหมือนกับละครเรื่องที่กำลังแสดงกันอยู่ เป็นละครเรื่องแปลกตรงที่พระเอกนั้นเป็นหนุ่มเนื้อนวลหน้าหวาน เป็นที่ถูกใจต้องตาของบรรดาแม่ยกทั้งหลาย ลิ้นไรไต่ตอมมิได้เลย หากใครแตะต้องพาดพิงให้เป็นที่ขุ่นเคือง ก็จะถูกบรรดาแม่ยกทั้งหลายกรายกรีดหน้าจนยับเยินไปเลย             คนทั้งหลายต่างก็มองและเชื่อว่าพระเอกของเรานี้เป็นคนดี แม้ยังหนุ่มแก่ความอยู่ก็ตาม แต่ที่แปลกกว่านั้นก็คือผู้คนที่อยู่ร่วมแวดล้อม ไม่ว่าเป็นพวกเก่าดั้งเดิมหรือคนใหม่ที่เข้ามาร่วม ล้วนมีพฤติกรรมไปในทางเดียวกัน             ข่าวคราวเรื่องการกินสินบาทคาดสินบน กินจุบกินจิบ กินไม่เลิกทั้งกลางวันและกลางคืน กินตั้งแต่ปลากระป๋องไปจนถึงรถบัส รถไฟ เครื่องบิน แม้กระทั่งถนน สนามบิน ก็กินกันอย่างไม่บันยะบันยัง จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ต่างอันใดกับยุคสมัยที่คณะละครไทยรักไทยเคยแสดงเมื่อไม่กี่ปีมานี้             เพราะอาการสูบเลือด กินเนื้อ เถือหนัง ดังที่ว่านี้ จึงถูกเปรียบประหนึ่งเป็นฝูงผีโขมดที่โหดหิวกระหายไม่ยอมอิ่ม ไม่ยอมพอ             การทำงานในบ้านเมืองจึงเป็นเรื่องของแถม สิ่งที่ทำจริง ๆ จึงถูกหยิบขึ้นมาประจานว่ามีเพียงแค่ 2 ประการเท่านั้น คือกู้ประการหนึ่ง และโกงอีกประการหนึ่ง จึงเป็นที่มาของชื่อคณะละครโรงใหม่ว่าเป็นคณะกู้กับโกง             เพราะเหตุนี้ภาระหนี้สินของชาติบ้านเมือง ความฝืดเคืองในการทำมาหากินของราษฎร และความเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายและการเบียดเบียนข่มเหงจึงเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง กฎหมายขื่อแปของบ้านเมืองก็ไม่มีใครยอมรับนับถืออีกต่อไป             ใครมือยาวสาวได้ก็สาวเอา ใครมีอำนาจมาก มีพวกมาก ก็ตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ ทำการตามอำเภอน้ำใจ             นี่เป็นสภาพด้านหนึ่งที่เปรียบประหนึ่งด้านหลัง มีฝูงผีโขมดคอยขยี้ขย้ำ ดูดดื่มสูบกินเลือดเนื้อ เถือหนังอย่างน่าสยดสยองยิ่ง สภาพด้านนี้หันกลับไปหาก็ไม่ได้ ยืนอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้ นี่เป็นสภาพการประการแรกของประเทศไทยและคนไทย             ส่วนข้างหน้าเล่า ก็เป็นพวกเก่า เป็นคณะละครโรงเก่าที่เคยมาแสดงแล้ว 5-6 ปี ตลอดระยะเวลาที่แสดงอยู่นั้นฝีไม้ลายมือก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า มีความเก่งกล้าอยู่แค่ 2 เรื่อง คือเรื่องโกงเรื่องหนึ่ง กับเรื่องการแสดงมายาแหกตาหลอกลวงชาวบ้านอีกเรื่องหนึ่ง             เพียงแค่ 5-6 ปี โกงบ้านผลาญเมืองไปร่วม 800,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงจำนวนที่ลิ่วล้อบริวารปล้นชาติปล้นแผ่นดินเอาไปอีกราว ๆ 300,000-400,000 ล้านบาท             เพียงแค่ 5-6 ปี ก็แสดงมายากลต้มตุ๋นชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลจากข้อมูลข่าวสาร จนคนจำนวนหนึ่งหลงเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าบ้าง เป็นพระผู้มาโปรดใหม่คล้าย ๆ กับเป็นพระศรีอาริย์บ้าง ทำให้คนจำนวนหนึ่งฝังหัวลุ่มหลงจนเป็นบ้าเป็นหลัง             เพียงแค่ 5-6 ปี ก็ได้ล้างผลาญชีวิตผู้คนไปหลายพันคน ทั้งกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัดตอนราษฎรด้วยข้อหาค้ายาเสพติด และกรณีการสังหารพี่น้องต่างศาสนาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ มีพฤติกรรมไม่ต่างกับตั๋งโต๊ะจอมทรราชย์ในสมัยสามก๊ก             ตั๋งโต๊ะในสมัยสามก๊กนั้นเพียงเพื่อต้องการสร้างภาพตัวเองว่าสนใจปราบปรามโจรผู้ร้าย ก็ใจดำอำมหิตสั่งลิ่วล้อบริวารให้ไปสังหารประชาชนราบเรียบเป็นตำบล ๆ ไม่ยกเว้นเด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่ ภายใต้ข้อหาว่าเป็นพวกโจร แล้วกวาดต้อนเอาทรัพย์สิ่งศฤงคารทั้งหลายมาจ่ายแจกกันตามอำเภอใจ ภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นทรัพย์สินโจรที่ปล้นไปจากราษฎร จึงต้องเอามาปูนบำเหน็จแก่ผู้มาปราบโจร             คณะละครโรงเก่านั้นถูกรื้อเวทีไล่ออกไปหนหนึ่งแล้ว แต่ยังติดยึดในความหอมหวลแห่งอำนาจวาสนา จึงปรารถนากลับมาแสดงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสบช่องโอกาสที่ละครเร่มาแสดงชั่วคราวอยู่ 2-3 โรง ล้วนแสดงไม่เอาไหน เป็นที่ชิงชังรังเกียจอึดอัดขัดใจของคนดู             แสดงแต่ละช่วงแต่ละทีแทนที่จะมีคำชื่นชมยินดี หรือมีดอกไม้ของขวัญมามอบให้ กลับมีแต่ก้อนอิฐ ก้อนหิน ขวดน้ำ ถุงปลาร้า และถุงอุจจาระขว้างปาไปเกลื่อนทั้งโรง จนต้องเลิกรากันไป             ทิ้งความสกปรก โสโครก โสมม ความสับสนอลหม่าน และความเสื่อมทรุดในทุก ๆ ด้านไว้ข้างหลัง             ดังนั้นความฝังจิตฝังใจในความน่ากลัว ในความป่าเถื่อน ในความโหดเหี้ยมอำมหิต ในความโลภโมโทสัน และในความปลิ้นปล้อนหลอกลวง ซึ่งยังเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจของผู้คน จึงเกิดความวิตกกังวลประหวั่นพรั่นพรึงและหวาดกลัวกันว่า ละครโรงเก่าคณะเก่าที่ขณะนี้โลงเก่าถูกทำลายไปแล้วถึง 2 ใบ และอาศัยโลงใหม่ที่ประดับประดาด้วยแสงไฟและดอกไม้อย่างหรูหรา จะมาแสดงใหม่อีกครั้งหนึ่ง             ผู้คนจึงพากันตกใจแตกตื่น เตรียมมีด เตรียมปืน เตรียมแหลนหลาวหน้าไม้ เผื่อไว้ป้องกันตัว และพร้อมที่จะเข้าตะลุมบอนทุบตีโดยไม่ยอมให้ละครโรงเก่ามาแสดงใหม่อีกครั้งหนึ่ง             ตัวนายโรงละครโรงเก่าเองก็อาจจะรู้ชะตากรรมตนเป็นอันดี ว่าสภาพเช่นนี้ยากที่จะนำละครโรงเก่ามาแสดงใหม่ได้อีก แต่ก็จำใจจำต้องใช้ความพยายามและปลุกเร้าให้กำลังใจแก่บรรดาลิ่วล้อบริวารอยู่ต่อไป             เพราะทรัพย์สินสมบัติที่ได้มาตั้งแต่ครั้งมาแสดงครั้งที่แล้วยังอยู่ในหีบและถูกเก็บไว้หลังโรง จำเป็นที่จะต้องเอาคืน แต่จะมาเอาคืนตามปกติก็ไม่อาจทำได้ เพราะยังค้างค่าเช่าโรง และยังมีตราบาปเป็นราชภัยที่ต้องเข้ามารับโทษในคุกในตะรางเสียก่อน และยังมีคดีติดพันอีกมากมายที่จะต้องชำระสะสาง จึงต้องดิ้นรนเพื่อชำระสะสางภาระติดพันอันมีมาแต่หนหลังให้หมดไป             แต่ยิ่งดิ้นก็เหมือนลิงแก้แห ยิ่งแก้ก็ยิ่งมัดตัว จนกระทั่งมือไม้แขนขาติดแหไปหมด แม้ตัวเองก็ติดอยู่ที่กราบเรือ ใกล้จะตกลงทะเลเต็มทีแล้ว แต่ก็ยังมีพวกหลอกล่อขอเงินใช้คอยให้กำลังใจบำรุงขวัญให้ทำการต่อสู้ต่อไป หลอกไปก็ล้วงกระเป๋าไปเป็นที่เพลิดเพลินใจกันทุกฝ่าย             ดังนั้นสภาพเสือที่ยืนอยู่ข้างหน้าก็น่ากลัวและน่าสยดสยองยิ่ง!             เพราะเหตุนี้สภาพคนไทยและประเทศไทยจึงไม่ต่างกับสภาพที่ฝูงผีโขมดไล่ขยี้ขย้ำ ดูดเลือด กินเนื้อ เถือหนังตามติด ๆ มาข้างหลัง ในขณะที่ข้างหน้าก็มีเสือตัวใหญ่จ้องจะขม้ำอยู่อีก             แต่เชื่อเถิดว่า สวรรค์ทรงความยุติธรรมเสมอ ธรรมะชนะอธรรมเสมอ และความสว่างกำจัดความมืดเสมอ! ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 02 December 2009 09:24
            นายไพศาล พืชมงคล ได้เขียนทวิตเตอร์เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 มอบเป็นของขวัญแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในโอกาสที่ได้มีส่วนสำคัญในการทำให้หยุดการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นของขวัญชิ้นแรกหลังจากเดินออกจากพรรคไทยรักไทย เมื่อ 5 ปีก่อน             ของขวัญชิ้นนี้เป็นคติสอนใจเรื่องคนฆ่าเสือ โดยระบุว่าคติเรื่องนี้เป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่ถ้าหากกระจ่างแล้ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาของทุกฝ่าย รวมทั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  เองด้วย             นายไพศาล พืชมงคล ได้ระบุว่าในช่วงที่เป็นกรรมการการเมืองของพรรคไทยรักไทยในช่วงปี 2547-2548 นั้น ได้เตือนในเชิงยุทธศาสตร์ว่ารัฐบาลและพรรคจะต้องไม่สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งปวง ถ้าหากไม่หยุดสร้างความหวาดกลัว ในที่สุดทั้งรัฐบาลและทั้งพรรคก็จะพากันพังพินาศหมด             และก่อนหน้านี้ก็ได้เขียนทวิตเตอร์ระบุว่า ในระหว่างที่พรรคความหวังใหม่ร่วมและรวมกับพรรคไทยรักไทยนั้น ได้บันทึกทำความเห็นเสนอนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารพรรคในเวลานั้น เป็นบันทึกถึง 478 ฉบับ ที่ถ้าหากมีการรับฟังปฏิบัติเพียง 5 เรื่อง 10 เรื่อง ก็จะไม่มีชะตากรรมอย่างวันนี้             แต่ก็หามีใครเชื่อฟังไม่ จนบางครั้งต้องยกเอาคำรำพึงของเทพแห่งกาลเวลาซึ่งปรากฏเป็นโศลกบทสำคัญในมหาภารตะยุทธ์ขึ้นมารำพึงรำพันว่า             “ข้าพเจ้าชูแขนขึ้นป่าวประกาศธรรม    แต่หามีใครเชื่อฟังข้าพเจ้าไม่             ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข                     แต่ไฉนเล่าจึงไม่มีผู้ใดปฏิบัติธรรม”             คติสอนใจเรื่องคนฆ่าเสือนั้น นายไพศาล พืชมงคล ระบุว่าเป็นคติที่มาแต่โบราณ ที่ผู้นำหรือผู้เป็นกุนซือจะต้องสังวรไว้อยู่ทุกเมื่อ พลั้งเผลอเมื่อไรเป็นอันตรายเมื่อนั้น             คติสอนใจเรื่องนี้มีว่า การที่คนฆ่าเสือนั้นมิใช่เพราะคนเกลียดแค้นชิงชังกับเสือแต่ประการใด แต่ที่คนฆ่าเสือก็เพราะคนกลัวเสือ             คติสอนใจเพียงสั้น ๆ เท่านี้มีนัยยะความหมายที่ลึกซึ้งสำคัญมาก เพราะเป็นวิถีแห่งการดำรงอยู่ เป็นการอยู่โดยรอดปลอดภัยและถึงซึ่งความสวัสดี ไม่เป็นที่เกลียดแค้นชิงชังของเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะเหล่าท่านผู้มีอำนาจวาสนาทั้งปวง             แต่ก็หามีใครเชื่อถือรับฟังไม่ กลับพากันตำหนิติเตียนเยาะเย้ยถากถาง กระทั่งปองร้ายจนต้องเยื้องกรายออกมาจากพรรคไทยรักไทย             มิหนำซ้ำ คนสำคัญระดับนำของพรรคยังเยาะเย้ยถากถางซ้ำเข้าไปอีก ด้วยการไปพูดกับนายเสนาะ เทียนทอง ว่าคนตาบอดมันไม่กลัวเสือ ซึ่งเป็นการตอบคำถามของนายเสนาะ เทียนทอง เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน ว่ามิได้ต้องการแก้ไขจริง ๆ แต่เป็นการทำไปเพื่อหาเสียงเท่านั้น แล้วเหน็บต่อท้ายให้กระแทกมาถึงว่าคนตาบอดมันไม่กลัวเสือ             ซึ่งสะท้อนความคิดจิตใจว่าตั้งอยู่ในความประมาท เหลิงระเริงในอำนาจอย่างเต็มที่ ดูหมิ่นถิ่นแคลนอาณาประชาราษฎร ว่าเป็นแค่คนตาบอด ไม่รู้เท่าทัน หรือถึงแม้จะรู้เท่าทันก็เป็นแค่คนตาบอดที่ทำอะไรเสือไม่ได้             นี่คือการตั้งตนอยู่ในความประมาท ไม่หยุดยั้งม้าไว้ริมผาให้ทันท่วงที สมกับที่ได้เตือนไว้ ทั้ง ๆ ที่บรรดาพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปนั้นย่อมรำลึกได้เป็นอย่างดีว่า พระตถาคตเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องนี้ไว้เป็นอันมาก             ทรงตรัสสอนว่า คนเรานั้นหากยังมีผู้เตือน ก็เป็นผู้ที่มีลาภอันประเสริฐ             ทรงตรัสสอนแม้กระทั่งในปัจฉิมโอวาทว่า จงยังการทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ความประมาทนั้นแหละเป็นบ่อเกิดของความตายและอันตรายทั้งปวง             ดังนั้นจึงแทนที่จะได้รับลาภอันประเสริฐ และป้องกันอันตรายทั้งหลายทั้งปวงตามที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสสอนไว้ให้สมกับความเป็นชาวพุทธ กลับกระตุ้นม้าควบเลยหน้าผาออกไป ในที่สุดผลเป็นอย่างไรก็เห็น ๆ กันอยู่             ความจริงในช่วงนั้นก็มีผู้คนท้วงติงตักเตือนเป็นอันมาก ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ไม่ว่าระดับประธานองคมนตรี หรือพระอริยสงฆ์อย่างหลวงตาพระมหาบัว ซึ่งได้ตักเตือนในฐานะที่ขรัวเจ้าเป็นครูบาอาจารย์ ที่เคยให้อุปการะเป็นอันมากมาแต่ก่อน             แต่นั่นแหละบุรพกรรมนั้นมีอยู่จริงแท้ไม่แปรผัน และเมื่อกรรมอันวินาศมาถึงแล้ว สติปัญญาย่อมวิปลาสแปรปรวนไป รสชาติแห่งพระธรรมและคำเตือนทั้งปวงก็ไม่อาจคุ้มครองป้องกันอันตรายไว้ได้ ย่อมถึงซึ่งวิบัตินานัปการ จนชีวิตเหลือเป็นคนก็แทบไม่เป็นคน เป็นนิทรรศน์อุทาหรณ์ให้คนทั้งหลายทั้งปวงได้พิจารณาศึกษาเรื่องความศักดิ์สิทธ์และความเที่ยงธรรมของกฎแห่งกรรมอย่างชัดเจนที่สุด             นายไพศาล พืชมงคล ได้เขียนทวิตเตอร์ไว้ตอนหนึ่งว่า คำท้วงติงตักเตือนนี้แม้ผ่านวันเวลามา 4-5 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีผลอยู่ อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ทั้งปัญหาชาติบ้านเมือง ปัญหาท่าน ปัญหาตน ซึ่งย่อมเป็นประโยชน์และความสุขแก่คนทั้งหลาย รวมทั้งตนเองและครอบครัว ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายด้วย             ที่ว่าคำเตือนเรื่องคนฆ่าเสือยังมีผลอยู่ก็เพราะว่า แม้ยามนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ครองอำนาจรัฐ แม้ตัวเองก็ต้องร่อนเร่พเนจรอยู่ในต่างแดน ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่พอใจ ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย หงอยเหงาซึมเศร้า ตามวิสัยที่ต้องเป็นไปเช่นนั้น แต่กลับสามารถสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งบ้านทั้งเมือง             สามารถสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นเท่า ๆ กับหรือมากกว่าเมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยยังเป็นรัฐบาลครองอำนาจเรืองกฤษดานุภาพด้วยอำนาจรัฐตำรวจในยุคนั้นเสียอีก             เนื่องเพราะลิ่วล้อบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นมีอยู่ 2 พวก ที่ทำอันตรายและได้ขุดหลุมฝัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่รู้ตัว และไม่หยุดไม่หย่อน             พวกหนึ่งนั้นเป็นพวกโง่แต่ขยัน อีกพวกหนึ่งนั้นเป็นพวกฉลาดแต่ขี้โกง คน 2 พวกนี้หลงผิดหรือหลงถูก คิดว่าการสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในบ้านเมือง สร้างความรุนแรง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความหยาบช้าสามานย์ ต่อทุกชั้นชนและคนทั้งปวงแล้ว จะสร้างความพออกพอใจให้เกิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร             จะทำให้เป็นที่มาแห่งอามิสลาภผลอันเป็นที่พึงปรารถนาจนเป็นที่มาของคำกล่าวขานที่ว่า สู้แล้วรวย รวยแล้วไม่ยอมเลิก เป็นต้น และปรากฏการณ์ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าความเชื่อเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความจริงรองรับแต่ประการใด             เมื่อเป็นอย่างนั้นคน 2 พวกนี้ก็คิดอ่านสรรค์สร้างแผนการต่าง ๆ นานาสารพัดสารพัน เพื่อให้เกิดความรุนแรง ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เพื่อให้กระทบหรือข่มขู่คุกคามต่อพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันองคมนตรี แม้กระทั่งคณะนางสนองพระโอษฐ์ หรือแม้คนอื่นๆ ที่เข้าใจว่าเป็นศัตรูของตน             แผนการสารพัดสารเพนี้บางทีก็อาจทำให้ครึ้มอกเคลิ้มใจไปก็ได้ เพราะฟังผิวเผินก็ดูประหนึ่งว่าสวยหรูวิไลเลิศนักหนา สามารถทำให้กลับมาครองอำนาจในบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องและได้ทรัพย์สินเงินทองที่ถูกอายัดกลับคืน ดังหลักฐานคำกล่าวบางครั้งที่ว่า จะต้องย้อนเหตุการณ์กลับไปก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้น             ดังนั้นการเผาบ้านเผาเมืองเมื่อเดือนเมษายน ปีนี้ การบุกเข้าไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจาอย่างป่าเถื่อนทมิฬมารต่อหน้าสายตาผู้นำร่วม 20 ประเทศ และสื่อมวลชนทั่วโลกจึงเกิดขึ้น             และยังเกิดเหตุทำนองนี้ต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดก็ประกาศระดมคนเสื้อแดง 1 ล้านคน เข้ากรุง แบ่งดาวกระจายเป็น 50 จุด ๆ ละ 20,000 คน โดยไม่แยแสต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่แยแสต่อห้วงมหามงคลสมัยที่คนไทยทั้งประเทศมุ่งถวายความจงรักภักดีแก่องค์พระประมุขเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประกาศใช้ทุกวิถีทางเพื่อปิดบัญชีล้มรัฐบาล             และยังประสานเสียงด้วยการข่มขู่ต่อพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และคนทั้งปวง ด้วยการยกเรื่องการล้มราชวงศ์ของรัสเซีย กระทั่งการล้มราชวงศ์ของฝรั่งเศสที่มีการประหารชีวิตพระบรมวงศานุวงศ์อย่างอำมหิต โดยเรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงมาแก้ปัญหา             แล้วใครจะยอมล่ะ? คนไทยกว่าร้อยละ 90 ของทั้งประเทศ โดยเฉพาะบรรดาผู้ดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติต่างมีความรู้สึกเป็นอย่างเดียวกันว่า ถึงเวลาที่ต้องจัดการกับอริราชศัตรูผู้ก่อการกบฎแล้ว มหกรรมกินโต๊ะจึงเกิดขึ้นเพื่อจัดการกับการเผาบ้านเผาเมืองรอบใหม่ จนในที่สุดแผนนั้นก็ต้องล้มเหลว             แต่มันได้มาซึ่งความหวาดกลัวของคนทั้งปวงที่กำลังกลัวเสืออย่างสุดจิตสุดใจ ซึ่งเป็นไปตามคติว่า เมื่อกลัวมากและไม่มีทางอื่นก็มีแต่ต้องฆ่าเสือเท่านั้น             ดังนั้นจึงได้แต่หวังว่าคติสอนใจเรื่องคนฆ่าเสือจะได้รับการพินิจพิจารณาโดยแยบคายเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายในบ้านเมือง ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้!
Friday, 27 November 2009 13:45
           หลังจากแกนนำคนเสื้อแดงประกาศจัดชุมนุมใหญ่ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ศกนี้ ความเครียดและความหวาดวิตกก็แผ่ปกคลุมราชอาณาจักรนี้อีกครั้งหนึ่ง             คนทั้งปวงต่างพากันหวั่นไหวว่าจะเกิดเหตุรุนแรง จะเกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง และประชาชนชาวไทยจะสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสังเวยความหื่นกระหายในอำนาจของนักการเมือง             ดังนั้นภาวะชะงักงันและถดถอยทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับความทุกข์ในใจของคนไทยทั้งปวง             มันเป็นสิ่งซึ่งพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นแม้ว่าเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ จะมีมากหลาย แต่ไม่ว่าสถานการณ์ใดปัญหาความมั่นคงปลอดภัยย่อมมีฐานะนำและสำคัญที่สุด             เนื่องเพราะหากขาดไร้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยแล้ว เท่ากับฐานรากของการพัฒนาในทุกด้านแม้กระทั่งด้านเศรษฐกิจก็จะเป็นอันพังพินาศหมดสิ้น             ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระยะใกล้คือเหตุการณ์จลาจลเลือดในเดือนเมษายน ได้ชะล้างและทำลายผลพวงในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้ใช้เงินงบประมาณหลายหมื่นล้านให้มลายหายเพียงแค่พริบตา             เพราะเหตุการณ์บ้าระห่ำกระหายเลือดและป่าเถื่อนทมิฬมารที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาบรรดาผู้นำชาติต่าง ๆ เกือบ 20 ประเทศ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก ทำให้เกิดความเข็ดขยาดและหมดความน่าเชื่อถือในเสถียรภาพของรัฐบาล ที่จะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ให้ตกไปได้หรือไม่             ปราชญ์ทางการปกครองท่านหนึ่งจึงกล่าวไว้ว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจนั้นมีกำไร ขาดทุน ในระดับและในภาคส่วนต่างๆ วันนี้ขาดทุน วันหน้าก็หากำไรมาชดเชยได้ แต่ปัญหาความมั่นคงนั้นหากพลาดพลั้งเสียทีก็ไม่มีทางที่จะกลับคืนได้ดังเดิม ยิ่งถึงขั้นสูญเสียเอกราชอธิปไตยด้วยแล้วก็เป็นอันจบสิ้นทุกสิ่งอย่าง             นับแต่รัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้น ดูเหมือนว่าได้มุ่งทุ่มเทให้กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำเป็นไม่ใส่ใจ ไม่แยแสต่อปัญหาความมั่นคงปลอดภัย             แม้เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง เกิดเหตุการณ์ข่มขู่คุกคาม การปฏิบัติงานของรัฐบาล การล่าสังหารประชาชน การก่อเหตุร้ายเพื่อมุ่งร้ายต่อกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า             การใช้ระเบิดสงครามเข้ามายิงในใจกลางพระนคร ระยะห่างจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานไม่กี่ร้อยเมตร นับสิบ ๆ ครั้ง จนผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมาก กลับไม่สามารถป้องกันดูแลความปลอดภัยได้             ล่าสุดก็มีการนำระเบิดสงครามเอ็ม 79 ที่มีอำนาจทำลายล้างร้ายแรง ยิงถล่มเข้าใส่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในระยะห่างจากโบสถ์วัดพระแก้วไม่ถึง 500 เมตร ห่างจากพระบรมมหาราชวังก็ไม่ถึง 500 เมตร โดยจับมือใครดมไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีคนได้รับบาดเจ็บถึง 12 คน             ผู้เกี่ยวข้องบางรายกลับพูดให้คนไทยว้าเหว่ในใจว่า อาวุธเครื่องยิงระเบิดที่ร้ายแรงนี้ใคร ๆ ก็มีได้ ใคร ๆ ก็ยิงเป็น และยากที่จะจับกุมตัวได้ เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดยิ่ง เพราะนี่คือการแสดงท่าทีไม่เอาไหน ไม่รับผิดชอบใด ๆ             ถ้าพูดอย่างนี้ก็หมายความว่า พระตำหนักสำคัญ ๆ พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว ที่พำนักบุคคลสำคัญ ๆ แม้กระทั่งทำเนียบรัฐบาล ก็ถูกคุกคามด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง โดยไม่อาจป้องกันใด ๆ ได้ จะเกิดเรื่องวันไหนสุดแท้แต่ใจของคนร้ายเท่านั้นหรือ             คนที่ดูแลรับผิดชอบความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ ไม่รู้สึกอับอายขายหน้าและไม่รู้สึกรับผิดชอบประการใดบ้างหรือ ในขณะนี้ประชาชนต่างรู้สึกเช่นเดียวกันว่า เป็นการเปลืองข้าวสุกเสียข้าวสารที่ต้องเอาเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชนไปใช้ แต่ไม่สามารถดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชนได้             ปล่อยให้เมืองหลวงและคนไทยทั้งประเทศตกอยู่ภายใต้การคุกคามของอิทธิพลอำนาจมืดที่พกพาอาวุธสงครามร้ายแรงได้ทุกเมื่อทุกหนแห่ง โดยที่ไม่มีผู้รับผิดชอบใด ๆ แก้ไขป้องกันหรือปราบปรามเลย             ในวันนี้ก็ปรากฏข่าวผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านปลุกระดมให้ประชาชนฆ่านายกรัฐมนตรี ทำกันโจ่งแจ้งโจ๋งครึ่ม ประหนึ่งบ้านเมืองไร้ขื่อแป             ในวันนี้ก็ปรากฏข่าวคนกลุ่มหนึ่งประกาศพลิกฟ้าคว่ำดิน ประกาศล้มรัฐบาลนี้ให้ได้ก่อนสิ้นปี ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ โดยไม่แยแสต่อข้อหาความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักร และไม่คำนึงถึงความเสียหายหรือความทุกข์ทรมานใจของคนไทย             ในวันนี้ก็ปรากฏข่าวว่าคนระดับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องการล้มราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียมาเผยแพร่ในลักษณะข่มขู่ว่า ถ้าผู้ปกครองไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ราษฎร ก็จะถูกราษฎรโค่นล้มลงเช่นเดียวกับราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย             การพูดถึงการล้มราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียช่างสอดคล้องต้องกันกับการเผยแพร่การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนออนไลน์ของอังกฤษ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อไม่นานมานี้             แต่มีฐานะและความร้ายแรงมากกว่า เพราะใครที่ได้ฟัง ได้อ่านข่าวเรื่องนี้แล้วก็ย่อมรู้สึกเป็นอย่างเดียวกันว่า มันเป็นการข่มขู่พระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์และรัฐบาล ตลอดจนผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ทุกคน             เป็นการข่มขู่ว่าถ้าไม่ยอมทำตามคนบางหมู่บางเหล่าก็จะเกิดการยึดอำนาจล้มล้างการปกครอง แล้วชะตากรรมอันน่าอเนถอนาจก็จะบังเกิดแก่พระบรมวงศานุวงศ์             เพราะในการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียนั้น นอกจากการล้มล้างและเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วยังมีการกระทำที่โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ นั่นคือการสังหารพระบรมวงศานุวงศ์ชนิดที่กล่าวได้ว่าฆ่าทั้งโคตรนั่นเอง             การที่ผู้มีฐานะเป็นถึงรองประธานสภาผู้แทนราษฎรพูดโดยอ้างที่มาจากคำพูดของคนระดับอดีตนายกรัฐมนตรีในห้วงเวลาและสถานการณ์เยี่ยงนี้จึงถือได้ว่าเป็นการกล่าวอาฆาตและมุ่งร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง             แล้วถามว่าการทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่? ก็ตอบได้ว่าเป็นความผิดชนิดที่มีโทษฉกรรจ์ถึงขั้นประหารชีวิต ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ             เป็นหน้าที่ของทหารและทุกเหล่าทัพ ตลอดจนข้าราชการและประชาชนทุกคนที่จะต้องปกปักรักษาและพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ             และนี่คือโอกาสอันดีที่คนไทยจะได้แสดงความจงรักภักดีด้วยปฏิบัติบูชา และเป็นโอกาสอันดีสำหรับบรรดาผู้กล้าที่จะได้มีโอกาสถวายชีวิตเป็นราชพลี ให้บันทึกลือลั่นไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติอีกบทหนึ่ง             ในวันนี้มีการใช้สื่อมวลชนหลากหลายชนิดบ่อนทำลายพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ ยุยงให้คนไทยฆ่าฟันกัน โดยไม่แยแสต่อความผิดใด ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้ว             ในวันนี้ความรู้สึกของคนไทยล้วนไหวหวั่นว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง กระทั่งอาจล้มกำหนดการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว             เพราะในห้วงเวลาสำคัญนี้คนกลุ่มหนึ่งได้ประกาศจัดชุมนุมใหญ่ ประกาศล้มล้างรัฐบาลให้ได้ จึงจะเลิกเคลื่อนไหว โดยไม่ยำเกรงกฎหมายหรือความเสียหายใด ๆ ที่จะพึงเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองและประชาชน             ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าห้วงระยะเวลาเช่นนี้คือห้วงเวลามหามงคลของประเทศไทยและคนไทย เพราะเป็นห้วงเวลาทั้งเป็นวันชาติและเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีการพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้อาณาประชาราษฎรได้ถวายความจงรักภักดีและมีความรื่นเริงบันเทิงใจหลังจากตรากตรำงานอันหนักมาตลอดทั้งปี             แต่คนเหล่านี้ก็มิได้คำนึงถึง กระทั่งมีพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นว่าหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นหรือความรุนแรงเกิดขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบอันอาจทำให้ต้องเลิกการพระราชพิธีหรือรัฐพิธี หรือพิธีการต่าง ๆ ในมหามงคลสมัยนี้ คนเหล่านี้มีจิตใจเยี่ยงไรย่อมเป็นเรื่องที่คนไทยต้องทำความเข้าใจให้กระจ่าง และไม่ให้มีความคลุมเครือใด ๆ หลงเหลือในจิตใจอีก             สภาพเช่นนี้ต่อให้ทุ่มเทไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจสักเท่าใดก็จะมลายหายสูญไปจนหมดสิ้น และในที่สุดปัญหาความมั่นคงปลอดภัยก็ได้ยกระดับและฐานะความสำคัญขึ้นเป็นลำดับแรกสุดของบ้านเมืองจนได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ก็ตาม             วันนี้ปัญหาความมั่นคงปลอดภัยคือสิ่งชี้ขาดการอยู่หรือการไปของรัฐบาล ชี้ขาดความรุ่งเรืองหรือความดับสูญของราชอาณาจักรและสถาบันสำคัญต่าง ๆ             ดังนั้นจึงมีแต่ต้องบริหารจัดการปัญหาความมั่นคงปลอดภัยให้แล้วเสร็จเป็นลำดับแรกก่อน มิฉะนั้นรัฐบาลนี้ก็จะซ้ำรอยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช.ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 25 November 2009 10:12
               เหลือเวลาอีก 4 วัน รัฐสภาก็จะปิดสมัยประชุมแล้ว และเหลือเวลาอีกเพียง 40 วัน ก็จะถึงวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กันแล้ว แต่บ้านเมืองกลับร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งคำขู่ของแกนนำคนเสื้อแดง ว่าจะปิดบัญชีล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ได้ก่อนปีใหม่             จะมีการจัดชุมนุมใหญ่ระดมพลนับล้านคนมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ศกนี้ และจะชุมนุมไปเรื่อย ๆ รัฐบาลไม่ล้มไม่เลิก แต่ระบุว่าจะยกเว้นให้เฉพาะวันที่ 4 กับวันที่ 5 ธันวาคม ศกนี้ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว             ยังอุตส่าห์แสดงเยื่อใยของความจงรักภักดีโดยที่หารู้ไม่ว่าได้เปิดเผยโฉมหน้าอันล่อนจ้อนออกมาให้เห็นแล้ว ว่าที่บังอาจกระทำการในช่วงเวลาเช่นนี้ก็เพื่อให้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไปพร้อมกันด้วย             นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยประกาศวาทะกรรมอันลือลั่นในการต่อสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นจนไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกแล้ว             คนเสื้อแดงได้พยายามเอาอย่างเอาแบบของกลุ่มพันธมิตรฯ แทบจะทุกฝีก้าว และแทบจะทุกกระบวนท่า แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนกัน และเป็นไปในทางตรงกันข้ามกันเสมอ แต่ก็หามีผู้ใดได้สะกิดใจสำนึกไม่             มาคราวนี้ที่ประกาศว่าถ้าล้มรัฐบาลไม่ได้ก็ไม่เลิกนั้น ไม่อยากจะกล่าวว่าลอกขี้ปากเขามาพูด จึงกล่าวแต่เพียงว่าละม้ายคล้ายคลึงกับลีลากระบวนท่าวาทะกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกแล้ว             เพราะเหตุนี้ความคิดและกระบวนท่าที่ลอกเลียนแบบจึงไม่ใช่ผลึกของสถานการณ์ที่นำมาใช้ในการกำหนดภาระหน้าที่ ตลอดจนยุทธวิธีและกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหว แต่เป็นแค่วาทะกรรมที่พยายามทำให้คล้ายคลึงกันเท่านั้น จึงถือเป็นอันแน่นอนอันใดมิได้             เมื่อวาทะกรรมที่ประกาศปิดบัญชีรัฐบาลก่อนสิ้นปี หากล้มไม่ได้ก็ไม่เลิก เอาแน่นอนอันใดมิได้แล้วจึงต้องมาดูสถานการณ์ที่แท้จริงกันว่าน่าจะเป็นไปในทางใด และผลจะเป็นประการใด             ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวอ้างถึงสิ่งที่พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ช่ำชองโชกโชนด้านการข่าว ได้นำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ เพราะเป็นนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นไปในบ้านเมืองในห้วงเวลานี้ นั่นคือการแฉแผน 4 ประสานเพื่อล้มรัฐบาลที่เป็นข่าวตามสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา             พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน ได้เปิดเผยว่ามีการทำแผน 4 ประสานเพื่อล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมี 4 กระบวนคือ             กระบวนแรก เป็นกระบวนเรื่องรัฐปัตตานี ยุยงผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้วางระเบิดคาร์บอมบ์เพื่อให้เกิดความระส่ำระสาย             กระบวนที่สอง เป็นกระบวนชักศึกเข้าบ้าน สร้างสถานการณ์ปะทะกันทางการทหาร ที่ชายแดนไทย-เขมร ในระดับใกล้กองพล เพื่อดึงกำลังทหารไทยจากกองทัพภาคที่ 1 และภาคที่ 2 ไปรับศึกที่ชายแดน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เกิดช่องว่างทางกำลังขึ้น             กระบวนที่สาม เป็นกระบวนมวลชนจัดชุมนุมก่อความรุนแรงเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการกองทัพ ประกาศปฏิวัติประชาชนแล้วใช้สื่อมวลชนทำปฏิบัติการจิตวิทยา             กระบวนที่สี่ เป็นกระบวนลักไก่ยึดอำนาจ โดยใช้กำลังทหารรับจ้าง ทหารนอกแถว และทหารต่างด้าว             พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน ระบุว่าแผน 4 ประสานล้มเหลวลงก่อนหน้านี้ เพราะผู้เกี่ยวข้องล้วนทำเพื่อเงิน และไร้ฝีมือ ทั้งไม่ประสานกันจริง ๆ รวมทั้งมีความผิดพลาดทางการเมืองเกิดขึ้น             เมื่อเป็นเช่นนี้มิได้หมายความว่าความล้มเหลวที่ผ่านมาจะทำให้แผนดังกล่าวนี้ถูกทำลายไปด้วย เพราะหากมีแผนเช่นนี้แล้วโครงสร้างและการปฏิบัติงานตามแผนก็ย่อมยังมีอยู่ คงเหลือว่าจะนำมาใช้เมื่อใด และพลิกแพลงแต่งเติมเสริมต่อประการใดบ้างเท่านั้น แต่โดยนัยยะสำคัญก็น่าจะอยู่ภายในกรอบ 4 ประสานดังกล่าวนั่นเอง             ทว่า 4 กระบวนอันเป็น 4 ประสานตามแผนนี้ ใช่ว่าจะนั่งนึกเอาเองหรือเดินหมากเอาแต่ข้างเดียวได้ รัฐบาลย่อมมีหูตา ย่อมมีการข่าว และย่อมมีกำลังที่รู้เท่าทันและมีขีดความสามารถที่จะหยุดยั้งสถานการณ์หรือแม้แต่การกำราบปราบปรามได้             เพราะความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และอำนาจรัฐที่ได้รับพระราชทานมานั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ สามารถกำจัดอริราชศัตรูและหมู่ชนผู้ก่อกบฎได้เสมอ             ดังนั้นจึงค่อนข้างจะแน่นอนว่ารัฐบาลคงไม่หูหนวกตาบอดและคงไม่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่เฉย ๆ หากคงคิดอ่านป้องกันแก้ไขไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อใดที่มีการเดินแผน 4 ประสานเพื่อปิดบัญชีรัฐบาล เมื่อนั้นรัฐบาลก็มีความชอบธรรมที่จะปิดบัญชีของผู้ก่อการได้เช่นเดียวกัน             และเป็นความชอบธรรมที่จะปิดบัญชีในลักษณะกบฏในราชอาณาจักรได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย ดังนั้นใครจะปิดบัญชีใคร จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันอย่างใกล้ชิด             นั่นเป็นเรื่องของกระบวนการและวิธีการในการปิดบัญชีล้มรัฐบาล ซึ่งแม้อาจมีข้อปลีกย่อยเพิ่มเติม ก็คงไม่เกินนัยยะสำคัญของ 4 กระบวน 4 ประสานดังที่ว่านั้น แต่จะมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้ เพราะราชอาณาจักรนี้มีอาณาประชาราษฎรอยู่ถึง 64 ล้านคน             เป็น 64 ล้านคนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นผู้มีภารกิจหน้าที่ในการปกปักรักษาบ้านเมือง ตลอดจนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ด้วย จึงมองข้ามปัจจัยประชาชนไม่ได้             จึงต้องมาดูว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้ประชาชนยืนข้างไหน ยืนข้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือว่ายืนข้างระบอบทักษิณ ซึ่งถึงวันนี้สามารถกล่าวได้ชัดเจนแล้วว่าได้เปิดหน้าประกาศศึกกันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจอะไรกันอีกแล้ว             เพราะถึงขนาดเตรียมการและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศที่มีชื่อว่าไทม์ออนไลน์กันถึงขนาดนั้น และมีการประกาศข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความเป็นธรรมกันก็จะต้องล้มครืนลงแบบเดียวกับราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซีย ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังกันอีกต่อไปแล้ว             ปัญหาว่าประชาชนจะยืนข้างไหน? หรือถ้าพูดโดยนัยสิ่งที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศก็คือเลือกยืนข้างสิ่งที่ประหนึ่งเป็นพระเจ้า หรือยืนกับผู้ที่อวดอ้างตนเองว่าสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ยากและความยากจนของประชาชนคือระบอบทักษิณ             ในประการนี้คำตอบกระจ่างชัดอยู่ในตัวว่า มวลมหาประชาชนชาวไทยล้วนมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พร้อมพลีชีวิตเพื่อปกปักรักษาสถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูนและหวงแหนไว้ทุกเมื่อ             คนเสื้อแดงจำนวนมากในบัดนี้ได้ถอนตัวออกจากการร่วมหัวจมท้ายกับระบอบทักษิณ เพราะรับไม่ได้กับปรากฏการณ์หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น             รับไม่ได้กับการที่อดีตนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทยไปยอมเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาของกษัตริย์เขมรเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์             รับไม่ได้กับการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ทำลายเกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตน             รับไม่ได้กับการยอมสยบอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของจอมเผด็จการทรราช ที่เป็นแบบอย่างการขายชาติตนเองให้แก่ต่างชาติคือนายฮวยเซ็ง ซึ่งเป็นที่ชิงชังรังเกียจของประชาชาติไทยทั้งมวล             รับไม่ได้กับการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทยออกเป็นรัฐใหม่ ที่มีจังหวะก้าวแรกคือนครรัฐปัตตานี รับไม่ได้กับการจาบจ้วงล่วงเกินพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ และยังกลับกลอกตีสองหน้ากล้าทำแต่ไม่กล้ารับ หรือยอมรับแต่แสดงอากัปกิริยาขอพระราชทานอภัยโทษทีทำประหนึ่งเป็นเพื่อนเล่น             รับไม่ได้กับการประพฤติตนเป็นข้าทาสเขมรของนักการเมือง ที่ไปค้อมหัวสวามิภักดิ์เขมรในยามที่มีความขัดแย้งระหว่างสองชาติ ตลอดจนการพูดจาสามหาวย่ำเหยียบมาตุภูมิของตน             เหล่านี้คือพลังจักรวาลชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่าโลกนิติ ที่มีพลังทำลายล้างอันยิ่งใหญ่ ที่กำลังโถมทับทำลายอธรรมและอริราชศัตรูให้พังพินาศไปจากจิตใจของประชาชนชาวไทย แล้วจะมีพลังอำนาจใดไปล้มรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนสิ้นปีเล่า?ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 20 November 2009 11:42
หลังการประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองใหม่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ประชาชนชาวไทยจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่อย่าง ชัดเจนขึ้นโดยลำดับ และทำให้ภาพรวมของการต่อสู้ทางการเมืองเป็นการต่อสู้ระหว่างการเมืองเเก่า กับการเมืองใหม่ที่จะมีความเข้มข้นมากขึ้นโดยลำดับเช่นเดียวกัน             ทว่าพรรคการเมืองใหม่ยังเยาว์วัย ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาการสร้างพรรคและการเตรียมความพร้อมเพื่อปฏิบัติภารกิจ ทางการเมืองของตน ทั้งการเมืองเก่าก็ได้เกิดขึ้นและดำเนินมาร่วม 70 ปีแล้ว ดังนั้นแม้กระแสหลักจะเป็นการต่อสู้ระหว่างใหม่กับเก่า แต่ท่ามกลางการต่อสู้นั้นก็ย่อมมีความซับซ้อนและความสับสนอันเป็นผลตกทอดมา จากอดีตมากมายนัก             ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันสมควร ที่จะได้มองถึงความเป็นไปของความสลับซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนี้เป็น ต้นไปสักครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องใจหรือไม่ต้องใจใครก็ได้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แต่อย่างน้อยก็จะเป็นการจุดประกายความคิดให้ได้พิจารณากัน             ความเป็นจริงของการเมืองไทยในขณะนี้เห็นกันอยู่แล้วว่าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ             กลุ่มแรก ได้แก่กลุ่มพรรคการเมืองที่ครองอำนาจรัฐ ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน             ภายในกลุ่มแรกนี้ก็ยังมีความแปลกแยกกันเป็นอันมาก มีทั้งเรื่องที่ร่วมกันได้ และเรื่องที่ขัดแย้งกันดำรงอยู่ และมันจะยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อใด             แต่ในวิถีดำเนินนั้นทั้งความร่วมและความแตกต่างอยู่ที่สิ่งเดียวเท่านั้นคือ ผลประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินและผลประโยชน์ทางการเมือง             สถานการณ์ในกลุ่มแรกในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดได้จับมือ กันอย่างแน่นหนา ประดุจว่าเป็นกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในรัฐบาลก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นห่วงโซ่ข้อกลาง             แต่เป็นห่วงโซ่ข้อกลางประเภทที่ตึงและพร้อมจะขาดกับพรรคที่ตนเองสังกัด ในขณะที่หย่อนและเหนียวแน่นกับพรรคร่วมที่เหลือ โดยในพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็มีความเห็นต่างกันเป็นสองขั้ว คือขั้วผลัดใบกับขั้วศตวรรษใหม่             ความร่วมกันและความแตกต่างกันภายในกลุ่มแรกนี้ได้ส่งผลให้การเมืองและการ บริหารบ้านเมืองไม่อาจเป็นไปโดยราบรื่น และมีประสิทธิภาพได้ ทั้งได้สร้างหน่อเนื้อของความแตกร้าวและความแตกแยกโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขึ้นแล้ว             ทว่าทุกพรรคในกลุ่มแรกนี้ต่างก็เข็ด หลาบกับการร่วมงานทางการเมืองกับระบอบทักษิณ เพราะที่เคยร่วมการงานกันมานั้นก็รู้เช่นเห็นชาติกันเป็นอย่างดีว่าระบอบ นั้นเป็นระบอบผูกขาดของผู้คนในครอบครัวเดียว ที่ใครอื่นใดไม่อยู่ในสายตาทั้งสิ้น ความผูกขาดนั้นยังมีลักษณะกินรวบ และมีความเสี่ยงทั้งการรักษาอำนาจและการใช้อำนาจ จนเข็ดขยาดที่จะต้องเอาอนาคตของตนเองและครอบครัวเข้าไปอยู่ในอุ้งมือ ของกระบวนการยุติธรรม ที่มีคุกหรือความทุกข์ทรมานเป็นอนาคต             ดังนั้นภายในกลุ่มแรกนี้จึงด้านหนึ่งสามารถประสานผลประโยชน์กันได้เพราะ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก และสามารถประสานผลประโยชน์ทางอำนาจกันได้เป็นอย่างดีเพราะไม่เคยมีการจัด ตั้งรัฐบาลชุดใดที่พรรคร่วมมีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่ถึงปานนี้มาก่อนเลย             กลุ่มที่สอง คือระบอบทักษิณที่ปัจจุบันนี้มีกองรบใหญ่อยู่ 3 กอง คือกองรบในสภา ได้แก่พรรคเพื่อไทย กองรบงานมวลชน คือคนเสื้อแดง และกองรบสื่อมวลชน ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงพลังแห่งยุคสมัย ทั้งยังมีทุนรอนมหาศาลและยังมีข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่ยังถวิลหาอำนาจและผล ประโยชน์ซึ่งเคยได้รับเมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยครองอำนาจรัฐ             ทว่ากลุ่มนี้กลับมีจุดอ่อนที่ใหญ่หลวง คือมีศัตรูคู่แค้นมากหลายในขอบเขตทั่วประเทศ ในทุกเหล่าชั้นชน โดยเฉพาะคนบางกลุ่มที่มีเขี้ยวเล็บอยู่ในมือ และยากที่จะประสานความเข้าใจหรือร่วมมือต่อกันได้อีกต่อไป             และ ด้วยจุดอ่อนนี้ก็เคยมีบทเรียนที่เด่นชัดมาแล้ว จากการได้ครองอำนาจรัฐช่วงที่สองในยุคที่ยังเป็นพรรคพลังประชาชนว่า ถึงแม้จะครองอำนาจรัฐได้ แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาอำนาจรัฐได้             กลุ่มนี้และพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศตนเป็นศัตรูทางการเมืองต่อกันอย่าง ชัดเจนว่า จะไม่มีวันที่จะร่วมมือกันเป็นรัฐบาลได้เลย แต่มิได้หมายความว่าการร่วมผลประโยชน์บางอย่างจะเป็นไปไม่ได้             กลุ่มนี้หวังนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่อำนาจโดยปราศจากความผิด ซึ่งทำได้ก็แต่โดย 2 ทางเท่านั้น คือโดยการปฏิวัติรัฐประหาร หรือโดยการเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด             ใน วันนี้หนทางรัฐประหารสำหรับกลุ่มนี้คงยากจะเกิดขึ้นได้ เพราะย่อมไม่มีผู้มีอำนาจทางทหารคนใดที่จะยอมตนเป็นผู้รับจ้างยึดอำนาจเพื่อ ผู้อื่น ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มนี้ย่อมมีบทเรียนมาแล้วอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ในห้วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา             คงเหลือก็แต่หนทางรัฐสภา ซึ่งต้องได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และดูเหมือนว่ากลุ่มนี้จะรู้ดีว่ายากจะดึงพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมได้ เพราะวิบากกรรมอันทำไว้แต่อดีตที่ทำให้เกิดความขยาดมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องมุ่งมั่นที่จะเอาชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นเสียงข้างมาก แต่พรรคเดียว             ความเป็นไปได้มีอยู่น้อยมาก เพราะในวันนี้พรรคภูมิใจไทยได้ครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพลังอำนาจครบเครื่องทุกด้าน และวางเป้าหมายพื้นที่ยุทธศาสตร์เลือกตั้งไว้ที่ภาคอีสาน จึงก่อรูปการกำหนดให้กลุ่มนี้ต้องเสริมกำลังจนต้องไปเชื้อเชิญพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามานำทัพ             ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้กลุ่มนี้ได้กำหนดให้พรรคภูมิใจไทยเป็นศัตรูตัวเอก และพรรคประชาธิปัตย์เป็นศัตรูตัวรองในสมรภูมิรบทางการเมือง             สถานการณ์ในปัจจุบันบ่งชี้ว่าถ้ากลุ่มนี้ไม่สามารถได้รับชัยชนะเด็ดขาดในการ เลือกตั้ง ก็ยากที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ และจะต้องกลายเป็นฝ่ายค้านไปอีกนานเท่านาน ในขณะที่เวลาได้พร่ากำลังรบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้อ่อนลงโดยลำดับ ดังนั้นจึงต้องทำการแข่งกับเวลาแม้ว่าจะต้องสุ่มเสี่ยงก็ตามที             กลุ่มที่สาม คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งในวันนี้ก็มีกองรบในเครือข่ายหลายกอง ไม่ว่าพลังมวลชนของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง องค์กรแนวร่วม เครือข่ายสื่อที่มีเอเอสทีวีเป็นศูนย์กลาง ระบบเศรษฐกิจการเมืองใหม่ที่มีรูปธรรมในการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในขอบเขต ทั่วประเทศ และพรรคการเมืองใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น             ในวันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีนักรบในสภา และไม่มีทุนรอนเป็นกอบเป็นกำ จึงได้แต่อาศัยพลังของมวลชนเป็นที่ตั้ง แต่เพราะการต่อสู้ด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง และดูแคลนไม่ได้             พรรคพลังประชาชนล้มคว่ำไป 2 รัฐบาล ก็เพราะดูแคลนว่ากลุ่มที่สามนี้ไม่มีพลังแล้ว แตกแยกแตกความสามัคคีกันแล้ว จึงฮึกเหิมลำพองทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ และไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แม้ในวันนี้กลุ่มแรกมีอำนาจรัฐ ก็มีอาการที่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับที่พรรคพลังประชาชนเคยมีความคิด มาแล้ว             กลุ่มที่สามเป็นตัวแทนของการเมืองใหม่ ในขณะที่กลุ่มแรกและกลุ่มที่สองเป็นตัวแทนของการเมืองเก่า เพราะเหตุนี้จึงกล่าวว่าในภาพรวมการต่อสู้ในทางการเมืองจะเป็นการต่อสู้ ระหว่างใหม่กับเก่า             ดังนั้นกลุ่มที่สามจึงต้องรับมือกับการโจมตีของกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง กลายเป็นสองรุมหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ภายในภาคส่วนของการเมืองเก่าก็มีความขัดแย้งและมีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่ม แรกและกลุ่มที่สอง จึงก่อเกิดสภาพร่วมและแยกกันของทั้งสามกลุ่มดังนี้             กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลอาจร่วมผลประโยชน์กับกลุ่มระบอบทักษิณได้ แต่ยากที่จะร่วมอำนาจกันได้ เว้นแต่จะไม่มีทางเลือกอย่างอื่นเท่านั้น             ภายในพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมอำนาจกันได้ และร่วมผลประโยชน์กันได้             กลุ่มพันธมิตรฯ ในขณะนี้ไม่มีผลประโยชน์ที่จะร่วมกับใครได้ และด้วยแนวทางการเมืองใหม่ย่อมยากที่จะร่วมผลประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์กับ กลุ่มใด ๆ ได้ จึงมีแต่ต้องมุ่งสร้างพรรคให้ได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเลือกตั้ง เช่นเดียวกัน             ทว่าในทางยุทธวิธีนั้น ก็ใช่ว่าจะร่วมมือกันเฉพาะเรื่องเฉพาะราวไม่ได้             ดัง นั้นการกำหนดและยึดมั่นในปัญหายุทธศาสตร์ทางการเมืองและความพลิกแพลงทาง ยุทธวิธีของทุกกลุ่มนับแต่นี้ไป จึงมีแต่พิสดาร ซับซ้อน และเข้มข้นยิ่งขึ้นกว่าทุกระยะที่ผ่านมา และเป็นเหตุให้ประชาชนเราต้องทำความเข้าใจด้วยความรู้เท่าทันอยู่เสมอ.           ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 04 November 2009 11:09
           ปัญหาการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกลับมาฮือฮา ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แสดงท่าทีกดดันนายกรัฐมนตรีอย่าง หนักหน่วง จนกระทั่งสื่อมวลชนต้องรายงานว่านายกรัฐมนตรีมีอาการเครียดจากท่าทีดังกล่าว นั้น             ถึงขนาดที่ต้องสั่งให้นักการเมืองคนหนึ่งไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ได้พูดแสดงท่าทีเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ผลประการใดกลับไม่ปรากฏ แต่เป็นที่รู้กันว่าคงเป็นดังที่สื่อมวลชนรายงานนั่นเอง             น่าสงสารนายกรัฐมนตรีหนุ่มแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ผู้คนในรัฐบาลพยายามครอบงำกดดันและทำให้คล้ายประหนึ่งว่าเป็นเด็กอมมือ หรือไม่ก็เป็นหุ่นที่สุดแท้แต่กลุ่มตนจะบงการให้เป็นไป อันเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่งของประชาชนชาวไทยทั้งมวล             ทว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็หาใช่คนตัวคนเดียวเปลี่ยวเปล่าแต่ประการใดไม่ ประชาชนจำนวนมากยังคงวางใจว่าเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความจริงใจในการสนองคุณชาติบ้านเมือง             ดังนั้นพลังหนุนจากภาคประชาชนจึงหนุนเนื่องไม่ขาดสาย ให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจทำการในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ยำเกรงต่อพลังมารหรืออำนาจอธรรมใด ๆ ซึ่งได้แต่หวังว่านายกรัฐมนตรีจะคิดเป็น และคิดได้             คือ คิดและตัดสินใจว่าจะตัดสินใจทำการตามพลังมารที่กดดัน ซึ่งจะมีผลต่อการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมือง และจะพาชาติบ้านเมืองไปสู่สภาพสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน สิ้นกษัตริย์ในสักวันหนึ่ง หรือว่าจะตัดสินใจในทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะมีผลต่อการทำนุบำรุงแผ่นดินให้มีความมั่นคงสถาพร ให้อาณาราษฎรมีความร่มเย็นเป็นสุขสืบไป             การตัดสินใจดังกล่าวจะเป็นเครื่องชี้ภาวะความเป็นผู้นำว่าสมกับที่ได้รับ ความไว้วางพระราชหฤทัยโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นเครื่องชี้ถึงความคิดจิตใจของนายกรัฐมนตรีเอง ว่ามีความเป็นอิสระ เป็นไทแก่ตน หรือว่าจะยอมทนเป็นแค่หุ่นเชิดเพียงเพื่อให้ได้มีฐานะว่าเป็นนายกรัฐมนตรี เท่านั้น             แต่ถึงวันนี้ปัญหานี้ก็ดูเหมือนว่ายังไม่สร่างคลายหายไป ยังคงรุมเร้ากวนใจนายกรัฐมนตรีและสร้างความไม่สบายใจให้กับบุคลากรทั้งปวงใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย             ความจริงการแต่ง ตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของ นายกรัฐมนตรี ไม่แตกต่างอันใดกับการตั้งปลัดกระทรวงหรืออธิบดีในกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ซึ่งกระทำกันอยู่เป็นปกติ แต่นายกรัฐมนตรีกลับมีปัญหา แม้เพียงการตั้งระดับปลัดกระทรวงในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนปัญหาคาราคาซัง กระทั่งถึงวันนี้             นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ และต้องรับผิดชอบต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งโดยชอบโดยควรแล้ว บรรดาผู้คนในรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้มีหน้าที่ต้องสนับสนุนให้ นายกรัฐมนตรีได้กระทำและได้แสดงในสิ่งที่รับผิดชอบนั้นอย่างเต็มที่             แต่ ที่มีปัญหาคาราคาซังกันก็เพราะมีไอ้โม่งที่มิรู้จักฟ้าสูงดินต่ำ ไม่คำนึงถึงความมั่นคงสถาพรแห่งราชอาณาจักร แอบอ้างอิงเบื้องสูง เข้าแทรกแซงและแย่งชิงอำนาจในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาไว้กับ พวกตัวเสียเอง             มีความพยายามให้ข่าวแก่สื่อมวลชนทั้งทางตรงและทางอ้อม และปล่อยข่าวอย่างกว้างขวางว่ามีอำนาจพิเศษต้องการหรือสนับสนุนให้คนนั้นคน นี้ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่รู้กระจ่างใจว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีมูลความเป็นจริง และเป็นสิ่งที่จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและราชบัลลังก์             แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ยั้งมือ และใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนผลักดันอย่างกว้างขวางและหนักหน่วงรุนแรง ยิ่งขึ้น จนข่าวร้ายแผ่กระจายไปทั่ว ทำความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตน โกสินทร์             ได้สร้างความเดือดร้อนทุกข์ทรมานจิต ใจให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจนสุดจะทนทาน และเป็นเหตุให้มีการเชิญความจริงบางอย่างแจ้งให้นายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยว ข้องรับทราบว่าการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของ นายกรัฐมนตรี ไม่มีผู้ใดแทรกแซงแย่งชิงหรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ดังที่มีการปล่อยข่าวเล่าขานกันนั้นเลย             มีการยืนยันอย่างขันแข็งว่านอกจากจะไม่มีผู้ใดยุ่งเกี่ยวแทรกแซงหรือแสดง ความประสงค์สนับสนุนคนใดขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว การจะตัดสินใจแต่งตั้งผู้ใดย่อมเป็นอำนาจโดยเฉพาะของนายกรัฐมนตรี ที่เห็นใครเหมาะสมและเป็นคนดีมีฝีมือก็ชอบที่จะแต่งตั้งได้ตามอำนาจหน้าที่             นายกรัฐมนตรีที่ได้รับทราบความจริงแก่หูแก่ตาตนกระจ่างแจ้งก็ได้ใช้ความ พยายามทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมือง และเพื่อให้การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินไปตามอำนาจ หน้าที่             แต่คนเหล่านั้นยังคงดึงดันเดินหน้าตามความคิดและความต้องการของตนต่อไป             จน เป็นผลให้การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องติดกึกอยู่กับที่ แม้กระทั่งเมื่อพลตำรวจเอก ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เกษียณอายุจากราชการแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งผู้รักษาการแทนใหม่ และนายกรัฐมนตรีก็ได้แต่งตั้งพลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ เข้ารักษาการแทน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม มาจนกระทั่งถึงวันนี้             คนทั้งปวงต่างก็มีความยินดีว่าในเมื่อโครงสร้างเดิมของ กตช. ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ การที่นายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจทางบริหารตั้งผู้รักษาการแทนเพื่อยุติปัญหา นี้ก็เป็นสิ่งที่พึงและจำเป็นต้องกระทำ             ถ้าหากนายกรัฐมนตรีมีความมั่นคงต่อการตัดสินใจดังกล่าว สงบนิ่งต่อแรงกดดันที่แม้ขับเคลื่อนตัวอยู่สักปานใด แต่ในที่สุดเมื่อเวลาล่วงไป เรื่องนี้ก็จะคลี่คลายไปโดยตัวของมันเอง จะเรียกว่าเป็นการอาศัยปัจจัยแห่งเวลาในการแก้ไขปัญหาและทำเรื่องใหญ่ให้ เป็นเรื่องเล็กก็ได้             แต่ทว่าคนอีกพวกหนึ่งไม่ยอมหยุด ยังคงเดินหน้ากดดันนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยการประสานรับกันเป็นหลายขบวน พวกหนึ่งก็ให้ข่าวแก่สื่อมวลชนว่าในขณะที่มีการรักษาการจะไม่มีการแต่งตั้ง โยกย้ายตำรวจ             ซึ่งหมายความว่าจะจับเอาตำรวจ ทั้งประเทศกว่า 200,000 คน เป็นตัวประกัน บีบบังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องยอมตามความต้องการของพวกตน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วแม้จะเป็นแค่การรักษาการ แต่ก็มีอำนาจเต็มตามกฎหมายที่จะแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจได้ตามกฎหมายว่าด้วยการ นั้น             หากใครยังเพิกเฉย นายกรัฐมนตรีก็มีอำนาจที่จะใช้อำนาจประธาน กตร. เรียกประชุมเพื่อการแต่งตั้งโยกย้ายได้ตามอำนาจหน้าที่ โดยไม่ยินยอมให้ใครไหนจับเอาตำรวจกว่า 200,000 คน เป็นตัวประกันเป็นอันขาด ซึ่งจะต้องติดตามดูกันต่อไปว่านายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจในทางใด             อีกพวกหนึ่งก็ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนกดดันต่อนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เรียกประชุม กตช. เพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อไปอีก ทั้งยังได้แสดงท่าทีที่สวนทางกับนายกรัฐมนตรีอย่างแข็งกร้าว             ก็รู้กันอยู่ว่าคนที่ออกหน้าแสดงท่าทีเช่นนี้ไม่ใช่ตัวจริง แต่เป็นแค่หุ่นเชิดที่ถูกชักเข้าชนกับนายกรัฐมนตรี เพื่อทำให้นายกรัฐมนตรีกลายเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมหรือเป็นแค่หุ่นเชิด เท่านั้น             ดังนั้นต่อหน้าสถานการณ์เช่นนี้ นายกรัฐมนตรีจึงมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง             หนึ่ง ยึดมั่นในความถูกต้องและอำนาจหน้าที่ ภายใต้ความจำกัดของโครงสร้าง กตช. ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว สนับสนุนให้ผู้รักษาการทำงานอย่างเต็มที่ต่อไปจนกว่าทุกอย่างจะลงตัว             สอง ยอมจำนน ยอมเป็นหุ่นเชิด หรือเป็นเจว็ด ให้แก่พลังมาร ดำเนินการตามความต้องการเยี่ยงเชลยศึกที่กระทำต่อประเทศที่เป็นเจ้าเข้าครอง             สาม ใช้อาญาสิทธิ์ในมือโดยอำนาจของนายกรัฐมนตรีปลดผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการบริหารราชการแผ่นดินสืบไป             นายกรัฐมนตรีจะเลือกทำอย่างไหน ก็คือเลือกเป็นอย่างไหนนั่นเอง!           ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 29 October 2009 11:04
            กระบวนการยุติธรรมนั้นมีความสำคัญต่อบ้านเมืองไม่ต่าง กับแสนยานุภาพทางทหาร เพราะกระบวนการยุติธรรมเป็นขื่อแปของบ้านเมือง ในขณะที่แสนยานุภาพทางทหารเป็นรั้วของบ้านเมือง แต่ทั้งสองกระบวนนี้กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นทุกวัน             แสนยานุภาพของชาติที่ได้ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนปีละกว่าแสนล้าน ก็ถูกตั้งคำถามว่าเหตุไฉนจึงปล่อยให้เขมรยึดครองดินแดนของประเทศไทย และข่มขู่คุกคามหยามศักดิ์ศรีคนไทยอยู่ไม่เว้นในแต่ละวัน             แต่ นั่นก็ตอบได้ว่าแสนยานุภาพของชาติจะพึงใช้ได้ก็แต่โดยรัฐบาล ในเมื่อรัฐบาลห้ามปรามไม่ยอมให้ใช้แสนยานุภาพทางทหาร ปล่อยให้ต่างชาติรื้อหลักถอนรั้วเข้ามายึดครองเสียเฉย ๆ โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ความรับผิดชอบจึงต้องตกอยู่กับรัฐบาล             ซึ่งกฎหมายในส่วนอาญาก็บัญญัติถึงความรับผิดชอบเอาไว้ว่าใครไหนก็ตามทำให้ ดินแดนของชาติตกอยู่ในมือของข้าศึกหรือต่างชาติ ย่อมเป็นความผิดอันฉกรรจ์และมีระวางโทษถึงประหารชีวิต แต่ในวันนี้ เงื้อมมือของกฎหมายก็ไม่สามารถเอื้อมไปถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบเหล่านั้น กลายเป็นคนทำผิดคิดร้ายแผ่นดินกลับอยู่เหนืออำนาจแห่งกระบวนการยุติธรรม             ในวันนี้มีการตั้งคำถามกันทั่วทุกวงการ แม้กระทั่งแม้ค้าขายของในตลาด ถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศว่าจะยังเป็นที่พึ่ง เป็นความหวัง และจะยังให้แผ่นดินนี้เป็นสุขต่อไปได้หรือไม่             มี การตั้งคำถามอย่างเป็นรูปธรรมว่า พวกโกงชาติ พวกขายชาติ พวกปล้นชาติ อย่างมากก็ติดคุก 2 ปี และมีการรอลงอาญา ในขณะที่คนด่าพวกโกงชาติ ด่าพวกขายชาติ ด่าพวกปล้นชาติ ติดคุก 2 ปีเหมือนกัน แต่ไม่รอการลงอาญา แสดงว่าการด่าคนผิดคิดชั่วต่อแผ่นดินต่างๆ นั้นเป็นความผิดหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าพวกโกงชาติ พวกปล้นชาติและพวกขายชาติไปแล้วหรือ             คำถามอย่างนี้ตั้งขึ้นและถามกันไปกว้างขวางมากขึ้นเท่าใดก็กระทบกระเทือนต่อ ขื่อแปของบ้านเมืองเท่านั้น เพราะเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ และไม่มีทางตอบเป็นอย่างอื่น             นอกจากต้องตอบว่าในวันนี้ขื่อแปของบ้านเมืองพังทะลายสิ้นแล้ว             เมื่อขื่อแปของบ้านเมืองพังทะลายลง บ้านเมืองก็ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ สถานการณ์ในยามมีศึกสงคราม แต่หากความยุติธรรมยังดำรงอยู่ บ้านเมืองก็ยังอยู่รอดปลอดภัยได้             แต่เมื่อใดก็ตามที่ขื่อแปบ้านเมืองพังทะลายลงมาแล้ว บ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้ มีแต่จะต้องสร้างกันใหม่ เพราะไม่อาจตั้งความหวังใด ๆ ไว้ได้ว่าเมื่อขื่อแปพังลงมาแล้ว มันจะสามารถกลับไปสู่ที่ตั้งปกติดังแต่ก่อนได้อย่างไร             ยิ่งกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นนั้นพังทะลายลงมาจนไม่เหลือซาก และไม่มีผู้ใดยอมรับนับถืออีกต่อไป             วงการตำรวจไม่เป็นที่พึ่งหวังว่าจะพิทักษ์สันติราษฎร์หรืออำนวยความยุติธรรม ให้แก่บ้านเมืองได้ เพราะแม้แต่ภายในตำรวจด้วยกันเองก็ขาดไร้ซึ่งความยุติธรรม             ตำรวจ นับแสน ๆ คนไม่เคยได้รับความยุติธรรมจากตำรวจด้วยกัน การแต่งตั้งเลื่อนขั้นส่วนมากต้องใช้เงินซื้อขาย บางคนติดยศตำแหน่งอยู่ในที่เดิมมานับ ๆ สิบปี หลายคนทำความดีเท่าใดก็ไม่มีใครเห็น ได้แต่เห็นคนอื่นข้ามหัวไปคนแล้วคนเล่า ด้วยกำลังเงินในการซื้อขายตำแหน่ง             สถาบันอัยการก็เสื่อมโทรมจนฐานะทนายความแผ่นดินสูญสิ้นไปแล้ว กระทั่งใครต่อใครบางคนที่รู้เห็นสำนวนความยังกล้าบังอาจเอาความที่รู้เห็น นั้นไปให้การช่วยจำเลยในศาล ทั้ง ๆ ที่เป็นการผิดกฎหมาย ผิดมารยาท และผิดจรรยาบรรณทางวิชาชีพอย่างร้ายแรงที่สุด             ไม่ต้องรวมถึงการถ่วงรั้งคดี การไม่ทำหน้าที่ทนายความแผ่นดิน และการมีประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการโกงบ้านกินเมืองต่าง ๆ แม้สื่อมวลชนจะเปิดโปงถึงความอัปยศอดสูนี้สักเท่าใด ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น             หน่วย งานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามการโกงชาติ การผลาญชาติ และการโกงบ้านกินเมือง ก็ไม่สามารถแสดงบทบาทได้สมกับฐานะ             วันนี้กระบวนการป้องกันได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ดังที่ปรากฎในรายงานการดำเนินงานของบางหน่วยงานเองว่าขณะนี้การโกงชาติได้ เพิ่มจำนวนขึ้นถึง 30-40% ของงบประมาณ และในปีล่าสุดก็มีการโกงชาติถึง 120,000 ล้านบาท             นี่เป็นแค่ 120,000 ล้านบาท ที่ตรวจพบเท่านั้น และที่ตรวจไม่พบหรือที่ไม่ปรากฏอีกมหาศาลเท่าใดก็ไม่มีใครตอบได้ การที่การโกงชาติระบาดกว้างอย่างนี้ก็คือบทพิสูจน์ว่าระบบการป้องกันได้ล้ม เหลวไปแล้วอย่างสิ้นเชิง             แม้ในส่วนการปราบปราม ก็มีคดีความคั่งค้างจำนวนมากมาย ในขณะที่ออกผลไปดำเนินการได้จำนวนน้อยนิด จนไม่รู้ว่าจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายจากภาษีของราษฎรหรือไม่             ดังตัวอย่างเช่น คดีมหากาพย์การโกงชาติรายบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งเป็นการโกงที่โด่งดังไปทั่วทั้งโลกที่ได้ผลาญเงินชาติไปแล้วกว่า 23,000 ล้านบาท ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครติดคุกเลยแม้แต่คนเดียว             เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน คดีก็จะขาดอายุความ 15 ปีแล้ว แต่ปรากฏว่านักการเมืองโกงชาติบางคนยังคงชูคอลอยนวลอยู่ และยังแอบแฝงบงการโกงชาติโดยไม่หวาดหวั่นต่อกบิลเมืองแม้แต่น้อย             โครงการโกงชาติรายบ่อบำบัดน้ำเสียนี้โกงกันตั้งแต่การซื้อที่ดินที่เอาทะเล ไปออกโฉนดมาขาย โกงกันตั้งแต่แบบแผนการก่อสร้าง ตลอดจนราคาค่าก่อสร้างและผลการก่อสร้าง กระทั่งผลาญเงินชาติไปมากมาย แต่กลับใช้ไม่ได้เลย กลายเป็นอนุสาวรีย์ของมหากาพย์โกงชาติเย้ยหยันกระบวนการยุติธรรมไปทั่วโลก             บรรดา เจ้าหน้าที่ที่ได้ร่วมขบวนการโกงชาติจากโครงการนี้นอกจากจะไม่ถูกลงโทษทัณฑ์ ให้สาสมกับความผิดความชั่วแล้ว ยังคงได้รับการปูนบำเหน็จส่งเสริมให้มีอำนาจในหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไปอีก             นับเป็นการส่งเสริมคนชั่วให้มีอำนาจในบ้านเมืองโดยไม่ใส่ใจต่อกระแสพระราช ดำรัสที่ทรงแนะนำให้ส่งเสริมคนดีให้มีอำนาจในบ้านเมือง             บางคนแก่เฒ่าจนเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่เพราะเคยร่วมขบวนการโกงชาติในโครงการนี้ก็ได้รับการสมนาคุณอย่างดียิ่ง ด้วยการทำนุบำรุงส่งเสริมให้มีบทบาทในหน่วยงานของรัฐต่อไปอีก เป็นแต่หลีกเลี่ยงแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา             มัน น่าเจ็บใจก็คือนักการเมืองโกงชาติคนสำคัญที่ได้โกงชาติขนาดนี้กลับยังมี อำนาจว่าราชการหลังม่านอยู่ในปัจจุบันในกิจการพลังงานของชาติ ที่ดูดเลือดเนื้อประเทศชาติและประชาชนอีกปีละร่วม 400,000 ล้านบาท อย่างหน้าตาเฉย             การโกงชาติจากกิจการพลังงานน้ำมันปีละร่วม 400,000 ล้านบาทนี้หมายความว่าอย่างไร?             หมาย ความว่าคนไทยทั้งประเทศต้องจ่ายค่าพลังงานแพงกว่าปกติที่ควรเป็นถึง 400,000 ล้านบาทนั่นเอง หากคิดเฉลี่ยจำนวนประชากร 63 ล้านคนแล้วก็เท่ากับคนไทยแต่ละคนถูกโกงจากค่าใช้จ่ายพลังงานคนละ 6,349 บาท             ตัวอย่างของมหกรรมโกงชาติที่เกิดขึ้นและยังดำเนินการต่อเนื่องมาถึงวันนี้ คือสิ่งที่บ่งชี้ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ควรเป็นความหวังของ ประชาชนนั้น ผลที่แท้จริงกลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม             ผลแท้จริงคือกำลังกลายเป็นการปกป้องการทุจริตแห่งชาติไปแล้ว เพราะป้องกันก็ไม่ได้ ปราบปรามก็ไม่ได้ผล จึงเป็นต้นเหตุให้คนผิดคิดชั่วและคนโกงชาติฮึกเหิมลำพองไม่ยำเกรงอำนาจแห่ง ความยุติธรรม แล้วทำการโกงชาติ โกงแผ่นดินกันอย่างครึกโครม และครื้นเครงยิ่ง             คนไทยจะหวังอะไรได้อีกเล่า จึงต้องเลิกหวังลม ๆ แล้ง ๆ ได้แล้ว แล้วมาทำในสิ่งที่เป็นจริงเป็นจังกัน นั่นคือการฟื้นฟูสร้างประเทศไทยใหม่ เพื่ออนาคตของลูกไทยหลานไทยสืบไป.หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552
Thursday, 08 October 2009 15:03
ปรัชญาสูงสุดของการถือศีลอดคืออะไร?      วันพฤหัสบดีที่ 03 กันยายน 2009 เวลา 16:01 น. ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์         ที่มา : www.syedsulaiman.net             การถือศีลอดมีมุมมองหลายอย่างที่สามารถค้นหาได้ มีผลประโยชน์มากมายมหาศาลซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลที่ดียิ่งต่อร่างกายและจิตวิญญาณของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุด คือ การถือศีลอดเป็นคุณลักษณะด้านจริยธรรม และเป็นปรัชญาด้านการศึกษาให้กับมนุษย์ด้วย             ผลประโยชน์ที่สำคัญและสูงสุดของการถือศีลอด คือ ทำให้จิตใจของมนุษย์มีความเมตตา มีความยำเกรง ทำให้จิตใจสงบมากขึ้น และทำให้สัญชาติญาณความปรารถนาอันรุนแรง และความต้องการต่างๆของพวกเขาเบาบางลงได้             บุคคลที่ได้ทำการถือศีลอด  แน่นอนเขาจะต้องมีความหิวและกระหาย แต่ทว่าเขาจะต้องงดจากการรับประทาน การดื่ม และงดจากความปรารถนาต่างๆ ของร่างกายเอาไว้ ทั้งๆ ที่เขาสามารถจะรับประทาน  ดื่ม และทำตามสิ่งที่ตนปราถนาได้ตามความพึงพอใจ แต่เมื่อเขาคือผู้ถือศีลอด เขาได้พิสูจน์ให้เห็นโดยการปฏิบัติว่าเขาไม่ใช่สัตว์ที่ถูกขังไว้ในคอก แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ สามารถบังคับจิตวิญญาณ ที่มีแต่ความปราถนา และสามารถเอาชนะความต้องการแห่งตัณหาราคะต่างๆ ของพวกเขาได้ด้วยตัวเอง             ผู้ถือศีลอดได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งความเชื่อ พลังแห่งความรัก พลังแห่งศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นการถือศีลอดไม่ใช่การฝืน ไม่ใช่การบังคับ ไม่ใช่ประเพณีวัฒนธรรม แต่เป็นการน้อมรับพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้าโดยดุษดี             ในความเป็นจริงแล้ว ปรัชญาการถือศีลอดสามารถอธิบายได้หลายแง่หลายมุม  แต่ที่สำคัญที่สุด คือปรัชญาแห่งจิตวิญญาณที่มนุษย์จะได้รับจากการถือศีลอด  มนุษย์มีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายให้กินและดื่มซึ่งอยู่ในการควบคุมของพวกเขาเอง พวกเขาสามารถเอื้อมมือไปหยิบไปฉวยมารับประทานหรือดื่มได้ในทุกโอกาส ที่เขาประสบกับความหิวโหยหรือกระหาย             หากเปรียบเสมือนต้นไม้ที่เติบโตขึ้นใกล้ๆ แหล่งน้ำและอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ต้นนี้ได้รับการสวมกอดและถูกพะเน้าพะนอด้วยความสมบูรณ์อย่างเปรมปรี  แต่หากถูกตัดขาดจากน้ำและอาหารภายในไม่กี่วัน มันก็จะแห้งและเหี่ยวเฉาไปทันที เพราะต้นไม้ต้นนี้ชินอยู่กับการได้รับในสิ่งที่ตนปราถนาอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่าต้นไม้ต้นนี้จะมีความต้านทานน้อยและมีอายุสั้น             ในทางตรงกันข้ามต้นไม้อีกต้นที่เติบโตขึ้นอยู่ระหว่างซอกหินบนภูเขา หรือในท้องทะเลทราย ซึ่งห่างไกลจากน้ำและความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ และถูกรายล้อมไปด้วยพายุร้าย  ถูกแผดเผาด้วยความร้อนจากรังสีของดวงอาทิตย์ ต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวจัด และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกรอบข้าง ตั้งแต่แรกเริ่ม ต้นไม้เหล่านี้จะแข็งแรง ทนทาน และมีแรงต้านทานสูง!             จิตวิญญาณของผู้ที่ถือศีลอดก็เช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบกับต้นไม้สองต้นที่หยิบยกมากล่าว จิตวิญญาณของมนุษย์ที่เปรมปรีอยู่กับความปราถนาต่างๆ ของตัวเอง วันนี้จิตวิญญาณนั้นต้องยินยอม  และยับยั้งความปรารถนาต่างๆ เพียงชั่วคราว ด้วยความตั้งใจที่เข้มแข็ง มั่นคง เพื่อที่จิตวิญญาณนั้น จะสามารถเผชิญหน้ากับความยากลำบาก และเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆที่เกิดขึ้นได้ และเนื่องจากการถือศีลอด ได้ไปควบคุมสัญชาตญาณการไม่เชื่อฟัง อารมณ์ปราถนาฝ่ายต่ำต่างๆของมนุษย์  จึงทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์บริสุทธิ์ขึ้น และสามารถต้านทานความปราถนาต่างๆ ที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความต่ำต้อยได้ในที่สุด             เราสามารถที่จะกล่าวโดยสรุปได้ว่า การถือศีลอด เป็นการยกระดับมนุษย์ออกจากโลกของสัตว์เดรัจฉาน และยกพวกเขาขึ้นไปสู่อาณาจักร หรือดินแดนของมวลมาลาอิกะฮ์ (ทูตสวรรค์) และจะมีฐานะภาพที่สูงส่งกว่าบรรดามวลมะลาอีกะฮ์อีกด้วย ดั่งพระดำรัสของอัลลอฮ์ (ซ.บ) ในซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 183 ว่า يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ               “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้มาก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้มีความยำเกรง”             ในขณะที่ตามความเชื่อของเราที่รู้กันดี ว่าการถือศีลอด คือโล่ป้องกันไฟแห่งนรก ซึ่งเป็นข้ออ้างอิงหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะการถือศีลอดจะนำมนุษย์เข้าสู่การเป็นผู้ที่มีความยำเกรง และเมื่อมนุษย์มีความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลแล้ว มนุษย์ก็จะออกห่างจากการกระทำความผิดทั้งปวง             มีรายงานจากท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อิมามอะลี (อ.) ว่า “สาวกบางคนได้ถามท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ว่า : เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มารร้ายที่คอยลวงล่อเราห่างไกลจากเรา?  ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จึงได้ตอบว่า : การถือศีลอด จะทำให้ใบหน้าของมารร้ายฟกช้ำ การปฏิบัติภารกิจในหนทางของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ทำให้สันหลังของพวกมันหัก การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์ การอุตสาหะในการกระทำความดี จะตัดรากถอนโคนของพวกมัน และการแสวงหาการอภัยโทษจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) จะฉีกเส้นเลือดดำในหัวใจของพวกมันออกเป็นเสี่ยงๆ”             ในหนังสือนะห์ญุลบะลาเฆาะห์ ในหัวข้อที่อธิบายถึงปรัชญาของการทำอิบาดะฮ์ต่างๆ ในเรื่องของการถือศีลอด ท่านอะมีรุ้ลมุมินีน อิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวไว้ว่า “ พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ได้ทรงตรัสว่า การถือศีลอด ก็เพื่ออบรมบ่มนิสัย (คุณลักษณะต่างๆ) แห่งจิตวิญญาณของมนุษย์นั่นเอง”             และอีกรายงานหนึ่งท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้กล่าวไว้ว่า “ในสรวงสวรรค์มีประตูบานหนึ่งที่ชื่อว่า “รัยยาน” (ประตูแห่งความพึงพอใจ) และจะไม่มีผู้ใดผ่านเข้าสู่สรวงสวรรค์ทางประตูบานนี้ได้ นอกจากบรรดาผู้ที่ถือศีลอดเท่านั้น”             ท่านเชคศ๊อดดูก ได้อธิบายถึงรายงานข้างต้นเอาไว้ในหนังสือ อัลมะอานี อัลอัคบัร ของท่านว่า “เหตุผลที่พระองค์เลือกชื่อเฉพาะสำหรับประตูสวรรค์บานนี้ว่า “รัยยาน” ก็เพราะว่า ความทรมานจากความไม่สะดวกสบายสูงสุดของผู้ที่ถือศีลอด นั้นเนื่องมาจากการกระหายน้ำ  เมื่อพวกเขาได้ผ่านประตูบานนี้ไป พวกเขาเหล่านั้นจะถูกทำให้พึงพอใจอยู่ในท่าทีที่จะไม่ประสบกับความกระหายอีกเลยนิรันดร”             และนี้คือปรัชญาขั้นสูงสุดของการถือศีลอดที่มนุษย์จะได้รับ นั่นคือผลพวงแห่งการมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ และยกระดับมนุษย์ออกจากสัตย์เดรัจฉาน กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เข้าสู่ระดับที่สูงส่งกว่ามวลมะลาอิกะห์ แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า จะต้องเป็นการถือศีลอดที่ตรงตามเป้าหมายที่พระองค์วางไว้เท่านั้น มิใช่การถือศีลอดตามประเพณีวัฒนธรรม ที่เข้าใจกันว่า เป็นแค่กฏเกณฑ์ และการอดกินและดื่มเพียงอย่างเดียว.
Thursday, 17 September 2009 17:11
เนื่องในเดือนถือศีลอดในศาสนาอิสลาม อะยาตุลเลาะห์คาเมนี ผู้นำศาสนาสูงสุดแห่งอิหร่านได้กล่าวปราศรัยสำคัญต่อมุสลิมทั่วโลก ดังที่นำมาลงไว้ต่อไปนี้              คำปราศรัยของท่านผู้นำต่อบรรดานักกอรีในเดือนรอมฏอน              วันเสาร์ที่ 05 กันยายน 2009 เวลา 22:19 น. แปลโดย ซะฮ์รอ นูรอัยนีฮ์                ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีนิรันดร อัสสะลามุอาลัยกุมฯ             ประการแรก การมาชุมนุมร่วมกันแบบนี้เป็นที่น่าพอใจและน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า ก่อนอื่น ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่าการมาชุมนุมกันเพื่ออัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอยู่ลึกๆภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินการอ่านอัลกุรอานออกเสียง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและเสนาะหู             ประการที่สอง การมาชุมนุมกันเนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้มาประจวบกับการเริ่มต้นของเดือนรอมฎอนอันประเสริฐพอดี ข้าพเจ้าจึงหวังว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ) ผู้สูงสุดจะทรงพิจารณาให้เราทุกคนอยู่ในกลุ่มผู้ติดตามอัลกุรอาน และโดยความโปรดปรานของอัลลอฮ์ (ซ.บ) ชีวิตเราจะต้องตั้งอยู่บนหลักการของอัลกุรอาน และความตายของเราก็จะต้องเป็นไปตามคำชี้แนะของอัลกุรอานด้วยเช่นกัน             อันดับแรกที่สำคัญที่สุด คือ ความก้าวหน้าที่ดีที่เกิดขึ้นในประเทศ ในเรื่องการแพร่หลายอย่างกว้างขวางของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน และการอ่านอัลกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะ ข้าพเจ้าจึงอยากจะขอขอบคุณบรรดานักกอรีที่น่านับถือทุกท่านที่ได้แสดงการอ่านกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะที่นี่ และเช่นเดียวกันก็อยากจะขอขอบคุณทุกคนที่ได้เตรียมการสำหรับการมาชุมนุมร่วมกันครั้งนี้ด้วย ที่ได้อยู่ท่ามกลางการอ่านอันยอดเยี่ยมนี้ การอ่านอัลกุรอานบางตอนได้แสดงออกมาด้วยวิธีที่เป็นหลักการชั้นสูง ในแง่ของการออกเสียง ท่วงทำนอง ตัจวิด การคำนึงถึงความหมายและความสอดคล้องกันระหว่างน้ำเสียงและความหมายของโองการต่างๆ             ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่เยาวชนของเราได้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างดีในส่วนนี้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี ดั่งที่ข้าพเจ้าได้ชี้ย้ำไปก่อนหน้านี้ ว่าการมาร่วมชุมนุมเช่นนั้นและความพยายามในการส่งเสริมหลักการการอ่านอัลกุรอาน เป็นอารัมภบทของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอ่านของสังคมเรา มันเป็นอารัมภบทที่ช่วยรักษาคน และประเทศจากความห่างเหินที่มีต่ออัลกุรอาน ซึ่งได้ระบาดไปทั่วประเทศของเรา และท่ามกลางประชาชาติในหลายๆปีติดต่อกัน             การมาชุมนุมกันนี้สามารถเสริมสร้างการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอานได้ และมันจะประสบความสำเร็จได้ด้วยกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และแน่นอนว่ามันยังมีอีกยาวไกลก่อนที่คนของเราทุกคน เยาวชน ชายและหญิงจะสามารถพัฒนาความใกล้ชิดกับอัลกุรอานได้ หลังจากนั้นก็เป็นโอกาสที่จะค้นหาข้อมูลในอัลกุรอานสำหรับสถานการณ์ต่างๆในแต่ละวัน สิ่งนี้กระทำได้ก็ต่อเมื่อเขามีความสัมพันอันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน แต่ใช่ว่าใครจะแค่เอาอัลกุรอานมาเปิดและค้นหาสิ่งที่เขาต้องการที่น่าเชื่อถือได้เลยโดยไม่ต้องพัฒนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอ่าน สิ่งนั้นไม่ใช่ข้อตัดสินว่าเขาได้ทำสำเร็จแล้ว             โดยส่วนมากแล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะพบสิ่งที่เขาต้องการ เพราะโดยส่วนมากหัวใจของเขาไม่ได้พัฒนาความคุ้นเคยอย่างใกล้ชิดกับแนวคิดของอัลกุรอาน แต่เมื่อเขามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอานก่อน ก็เป็นไปได้ที่จะทำเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นอารัมภบทของการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน             ข้าพเจ้ามักจะให้คำแนะนำกับบรรดานักกอรีที่รักของเรา คำแนะนำใหม่ๆที่ข้าพเจ้าอยากจะแนะนำในปีนี้คืออยากจะบอกว่าน้ำเสียง และท่วงทำนองในการอ่านอัลกุรอานนั้นไพเราะดี มันทำให้อัลกุรอานฟังดูรื่นหู และเพลิดเพลินใจ และมันยังเพิ่มอิทธิพลของอัลกุรอานอีกด้วย แม้กระนั้น การอ่านอัลกุรอานด้วยท่วงทำนองที่รื่นหูและน่าเพลิดเพลินอาจจะสามารถแสดงออกมาได้สองทางต่างๆกัน ทางที่หนึ่งคือการอ่านออกเสียงโองการเฉกเช่นนักร้อง และการอ่านแบบนี้ก็เป็นประเด็นหลักของนักกอรีที่มีชื่อเสียงบางคนของชาวอียิปต์ และแน่นอนว่าเขาจะได้รับพิจารณาให้มีชื่อเสียงเด่นดังท่ามกลางบรรดานักกอรีทั้งหมด พวกเขาเพียงแต่อ่านออกเสียงโองการจากอัลกุรอาน และทำได้ดีมากในส่วนนี้ พวกเขามีเสียงที่ไพเราะ น้ำเสียงและท่วงทำนองในการอ่านของเขาก็ฟังดูดีทีเดียว             แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรายังสามารถอ่านอัลกุรอานโดยการใช้รูบแบบน้ำเสียงและท่วงทำนองอย่างเดียวกัน ในอีกทางหนึ่งที่มันสามารถสร้างความนอบน้อมในจิตใจของบรรดาผู้ฟังและทำให้ผู้ฟังสามารถรำลึกถึงพระเจ้าได้ด้วย ดังที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า             "และเมื่อพระดำรัสของพระองค์ได้ถูกอ่านแก่พวกเขามันจะช่วยเพิ่มความศรัทธาของพวกเขา" (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 8: 2)             จุดประสงค์ในการอ่านอัลกุรอานก็เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายนี้ เพราะการอ่านแบบนี้สามารถนำคนให้เข้าใกล้ความนอบน้อม และการวิงวอนเฉพาะเบื้องพระพักษต์พระเจ้าได้ และการอ่านอัลกุรอานในลักษณะนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ท่ามกลางบรรดานักกอรีผู้มีชื่อเสียง ยังมีนักกอรีบางคนที่อ่านอัลกุรอานด้วยวิธีนี้ การอ่านของพวกเขาก่อให้เกิดความนอบน้อม             คุณก็ควรสังเกตการอ่านในลักษณะนี้เช่นกัน โดยเฉพาะพวกเธอเด็กหนุ่มที่รักทั้งหลาย ขอขอบคุณมากสำหรับน้ำเสียงอันไพเราะของเธอ และการบรรลุผลสำเร็จเป็นอย่างดีในความชำนาญทางเทคนิคของการอ่านอัลกุรอาน ข้าพเจ้ายังรู้อีกว่าเยาวชนที่รักทุกคนของเรา ยังคุ้นเคยกับความหมายของสิ่งที่พวกเขาได้อ่าน ซึ่งสิ่งนั้นไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญในอดีตกาล เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงต้นปีของการปฏิวัติในทศวรรษแรกนั้นแตกต่างกัน ในเวลานั้น มีบรรดากอรีบางคนที่มีเสียงดี แต่พวกเขามักจะไม่สนใจกับความหมายของสิ่งที่พวกเขาได้อ่าน และโดยความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ความก้าวหน้าที่เราได้ทำในเรื่องนี้ได้นำเยาวชนขึ้นมาอยู่ในแถวหน้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี แต่เธอควรจะเรียนรู้และสังเกตสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวประหนึ่งว่าเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่อ่านเพื่อก่อให้เกิดความนอบน้อม             เมื่อเรามีความนอบน้อมต่อโองการของอัลกุรอาน หัวใจของเราก็จะได้รับอิทธิพลจากทางนำของอัลกุรอานด้วย แต่หัวใจบางคนดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆไม่ว่าเขาจะอ่านโองการในอัลกุรอาน และรู้ทางนำในอัลกุรอานมากน้อยแค่ไหนก็ตาม็็ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับหัวใจดวงอื่นๆ เพราะอัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า             “ดังนั้นผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะแนะนำ เขาก็จะทรงให้หัวอกของเขาเบิกบานเพื่ออิสลามและผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์จะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของเขาแคบ และ อึดอัด ประหนึ่งว่าเขาได้ขึ้นสูงไปยังฟากฟ้า” (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 6: 125)             เราต้องขอดุอาอฺต่ออัลลอฮ์ผู้สูงสุดขอโปรดทรงทำให้หัวใจของเราอ่อนไหวต่อบทเรียนที่เราได้เรียนรู้และให้เราได้รับอิทธิพลจากคำแนะนำและคำตักเตือนจากอัลกุรอาน เราได้กล่าวโองการในอัลกุรอานต่อกันและกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หัวใจของเราก็จะต้องได้รับผลจากโองการเหล่านี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในโองการนี้ที่ได้กล่าวไว้ว่า             “และพวกเจ้าจงยึดศาสนาของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมด” (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 3: 103)             นี่คือหลักคำสอนของอัลกุรอาน และถูกกล่าวแก่เราซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆครั้ง เราได้อ่านคำสอนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อโองการอันบริสุทธิ์นี้ได้ถูกเปิดเผยในใจของเราเหมือนเป็นการดลใจจากพระเจ้า เมื่อหัวใจของเราได้ดูดซับพระดำรัส เมื่อหัวใจของเราได้นำรูปแบบของพระดำรัสนี้มาใช้ และเมื่อจิตใจและจิตวิญญาณของเราอยู่ภายในกรอบของพระดำรัสนี้ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน จะกลายมาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเรา และเราก็จะไม่บ่อนทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ เพียงเพื่อเห็นแก่แรงจูงใจ และเป้าหมายส่วนตัวของเรา และความเป็นหนึ่งเดียวก็จะแสดงตัวมันเองออกมา ถ้าโองการของอัลกุรอานได้ถูกเปิดเผยแก่เราในวิธีที่หัวใจของเราสามารถดูดซับ และเข้าใจพระดำรัส และนำรูปแบบของโองการไปใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระดำรัสต่อไปนี้ได้ถูกอ่านแก่เรา             “และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธศรัทธา เป็นผู้มีเมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง” (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 48: 29)             โองการนี้ไม่ได้หมายความว่าศัตรูจะต้องถูกปราบปราม และถูกเหยียบไว้ใต้เท้าเสมอไป และมันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะบางครั้งมันเหมาะที่จะแปลว่าปราบปรามศัตรูแต่บางครั้งก็ไม่เหมาะที่จะแปลออกมาเช่นนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงเพื่อต่อต้านศัตรู กำแพงต้านศัตรูของคุณต้องไม่อ่อนไหว ป้อมปราการของคุณก็เช่นกันจะต้องไม่ให้ศัตรูผ่านเข้าไปได้ และนั่นคือวิธีการที่คุณควรจะปฏิบัติต่อศัตรู ในทางตรงกันข้าม คุณควรจะมี "ความเมตตา" ในหมู่พวกคุณ จะต้องมีความกรุณปรานีต่อกันและกัน ต้องเห็นอกเห็นใจกันและสุภาพอ่อนน้อมต่อกัน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นพระบัญชาจากอัลกุรอาน              ปัญหาก็คือว่า ทำไมเราจึงล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลกุรอานเหล่านี้เล่า? มันเกิดอะไรขึ้นหรือ? เพราะถ้าหัวใจของเราพร้อมสำหรับแนวทางจากอัลกุรอาน และได้พัฒนาความคุ้นเคยอันใกล้ชิดกับอัลกุรอานแล้ว มันก็เป็นเรื่องง่ายไม่ใช่หรือ ที่เราจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายส่วนตัว หรือความสนใจในวัตถุ หรือความละโมบในอำนาจ และเงินทอง หรือความลำเอียง และสิ่งอื่นๆเช่นที่ว่านั้น ก็จะไม่มีวันทำให้เราลืมหรือมองข้ามคำแนะนำและแนวทางของอัลกุรอานไปได้             ดังนั้น การอ่านและฟังอัลกุรอาน จะต้องค่อย ๆ นำเราไปสู่จุดมุ่งหมายนี้ นั่นแหละคือแนวทางของมัน และนั่นแหละคือคุณลักษณะของอัลกุรอาน ที่เปรียบเสมือนหนังสือที่ส่งลงมาจากสรวงสวรรค์ อัลกุรอานไม่เหมือนหนังสือธรรมดาทั่วไปที่สามารถอ่านได้แค่ครั้งเดียว และเป็นไปไม่ได้ที่จะอ่านอัลกุรอานแค่ครั้งเดียว เรียนรู้ทุกอย่างและวางทิ้งไว้ เพราะอัลกุรอานเปรียบเสมือนน้ำดื่ม มันสามารถให้ชีวิตได้ และคุณก็ต้องการมันตลอดเวลา มันจะเกิดผลแบบค่อยเป็นค่อยไปและอยู่นิรันดร แนวทางของอัลกุรอานจะไม่มีวันสิ้นสุด             และไม่สำคัญว่าคุณจะเรียนรู้อัลกุรอานมากน้อยแค่ไหน อัลกุรอานมีประตูที่ถูกเปิดออกอยู่เสมอ และมีบางสิ่งที่ให้ต้องสำรวจอยู่ตลอดเวลา เช่นนั้นแหละคือหนังสือที่เรียกว่าอัลกุรอาน ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องอ่านอัลกุรอานอยู่ตลอดเวลา เราจะต้องได้มาซึ่งความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน เยาวชนของเราจะต้องอ่านอัลกุรอานด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ และสังเกตเทคนิคต่างๆที่ได้พัฒนามาเพื่อใช้ในการอ่านอัลกุรอาน ดั่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ว่า เยาวชนของเราจะต้องพิจารณาถึงการก่อให้เกิดความนอบน้อม ราวกับว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการอ่านที่ดี             ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่รัก ขอทรงโปรดให้ชีวิตและความตายของเราถูกควบคู่ไปกับอัลกุรอาน ขอโปรดเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเรากับอัลกุรอาน โอ้พระองค์ขอทรงโปรดทำให้หัวใจของเรายอมรับคำแนะนำและความรู้จากอัลกุรอาน             ขอทรงโปรดให้เราเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของการนับถือพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว โอ้พระองค์ด้วยสิทธิของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และครอบครัวผู้บริสุทธิ์ของท่าน ขอทรงโปรดให้เดือนรอมฎอนเป็นมงคลสำหรับประชาชาติของเรา และแก่ประชาชาติของอิสลาม             โอ้พระองค์ ขอทรงโปรดให้อัลกุรอานเป็นที่รู้จักมากขึ้นท่ามกลางบรรดาประชาชาติของอิสลาม เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าที่รัก ขอทรงโปรดประสาทความรัก ความเมตตา และการอภัยโทษแก่พรรพบุรุษของเราด้วย             ความโปรดปรานพระเมตตา และพระพรจากองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จงประสบแด่ท่านทั้งหลาย วัสสะลามุอาลัยกุมวาเราะฮ์มาตุ้ลลอฮ์ วะบารอกาตุฮ์.ที่มา :  http://www.syedsulaiman.net/main/index.php/ซัยยิด-อะลี-คอมาเนอี/82-2009-05-19-12-39-10/215-ramadan-rahbar
Thursday, 17 September 2009 17:10
.1) ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจตามธรรมชาติของมนุษย์ ทำมาหากิน เพื่อมีกินมีใช้ มีเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค มีที่อยู่อาศัย สะสมเผื่อขาดแคลน และสะสมเพื่อให้มั่งคั่ง เพื่อความสุขสบายส่วนตัว และความมีหน้ามีตา เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีการกักตุน มีการเก็งกำไร พยายามให้ได้กำไรมาก มีการเอารัดเอาเปรียบ-   2) ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม คือระบบที่นำ "แรงงาน และ เงินทุน" มารวมกัน "ผลิตผลและผลิตภัณฑ์" ที่ได้ เป็นของส่วนกลาง นำมาใช้และนำมาหาประโยชน์ร่วมกัน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ ยารักษาโรค ก็เป็นของส่วนกลาง เครื่องนุ่งห่มเบิกได้ปีละ 2 ชุด เสื้อผ้าไม่ได้มีมากสีและมากแบบ เรียกระบบนี้ว่า "ระบบสาธารณะโภคี" ไม่มีใครมีสมบัติเป็นของตัวเอง บ้านกับวัดอยู่ด้วยกัน เป็นวัดวาอาราม -ชุมชนบุญนิยม ใช้ชีวิตตามสัมมามรรค เลือกระดับศีลที่จะปฏิบัติตามทิฏฐิของตน ว่าจะปฏิบัติตามศีล 5 ศีล 8 หรือศีล 10 สมถะ ประหยัด มัธยัสถ์ กินน้อยใช้น้อย อาหารเป็นมังสะวิรัติ ส่วนใหญ่รับประทานอาหารวันละ 2 มือ สมณะ สิกขมาตุฉันอาหารวันละมื้อ ทำให้มีเวลาในการทำงานมาก ร้านอาหาร มังสะวิรัติ ที่ซอยนวมินทร์ ชอย 44 ตักข้าวและกับข้าวเอง กับข้าวกี่อย่างก็ได้ จานละ 15 บาท เป็นราคานี้แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ไม่เคยเปลี่ยน บางวันมีผู้มาทำบุญ ก็กินฟรีทั้งร้าน เมื่อก่อนนี้ข้าวเปล่าซื้อกลับบ้านแพ็คละ 2 บาท ราคาถูกมาก คนนอกซื้อไปให้สุนัขกิน ก็เลยขึ้นราคามาเป็นแพ็คละ 5 บาท  -ระบบเงินเดือน และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล   คน ในชุมชนมีความจำเป็นในการใช้เงินไม่เหมือนกัน สามารถตั้งเงินเดือนได้เอง แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน บางคนขอรับ 1,000 บาท 2,000 บาท ทุกคน ทุกระดับ ทำแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครรวยหรือจนกว่าใคร กล่าวได้ว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจเท่ากันทุกคน ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างกัน หรือมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ-คิด เป็น อยู่ คือ ด้วยความเสียสละ ไม่แก่งแย่งชิงดี ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนมีความอบอุ่น มีความสุข  "การเอา" คือบาป "การให้" คือการสร้างบุญ จะเป็นอยู่ด้วยการให้ ให้ทั้งแรงกายแรงใจ ให้ความเอื้ออาทร ให้โอกาส ให้ความเมตตา เด็ก คนชรา คนเจ็บไข้ได้ป่วย จะได้รับการดูและจากคนในชุมชน -การปกครอง เรียกผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบงานสูงว่า "ผู้รับใช้" ยิ่งสูงยิ่งเสียสละมาก ผู้จัดการร้านอาหารมังสะวิรัติ ก็ต้องเก็บกวาดพื้น เช็ดโต๊ะ ล้างจาน เหมือนคนในชุมชนเช่นเดียวกัน ต่างกันจากระบบทุนนิยม ที่มีตำแหน่งใหญ่เล็ก ระดับสูงเงินเดือนสูง ระดับต่ำเงินเดือนต่ำ คนตำเแหน่งสูง จะเป็นคนชี้นิ้วสั่งงาน -การศึกษาคุรุ หรือครู ของโรงเรียนสัมมาสิกขา สอนหนังสือโดยไม่มีค่าตอบแทน นักเรียนก็เรียนฟรี โดยไม่ต้องมีค่าเล่าเรียน ตั้งแต่ระดับประถม ถึงมัธยมปลาย และระดับอาชีวะ คำขวัญของโรงเรียน "ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา" เอาศีลและเป็นงานเป็นตัวนำ ส่วนวิชาทางโลกให้ความสำคัญรองลงไป-การเงิน "กองทุน" ที่เรียกว่า "กองบุญ" แต่จะไม่เป็นไปเพื่อการสะสม พยายามนำไปหมุนเวียนให้เกิดผลผลิต -"ดอกเบี้ย" เรียกว่า "ดอกบุญ" การกู้ยืมเงินกันระหว่างชุมชน ไม่มีดอกเบี้ยระหว่างกัน ส่วนที่ไม่คิดเป็นดอกเบี้ย ถือว่าเป็น "ดอกบุญ"-ต้นทุนทางการเงิน = 0 (ศูนย์) ไม่มีดอกเบี้ย "การรวมเงินไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดเงินกองใหญ่" อาจจะใหญ่เท่าสถาบันการเงิน  -ต้นทุนแรงงาน = 0 (ศูนย์) "การรวมแรงงานไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดแรงงานจำนวนมาก" เงิน กองโตและแรงงานจำนวนมาก ก็คือทุนที่สำคัญ เป็นทุนที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูกมาก นำไปทำให้เกิดการสร้างงานได้มาก ได้ใหญ่ และได้ต่อเนื่อง คนของชุมชนไม่เคยตกงาน มีงานล้นมือ ไม่เป็นภาระของทางการ มีแต่ช่วยเหลือให้สังคมเจริญ อบอุ่น และเป็นสุข-แท้ จริงแล้วชุมชนอโศกเป็นชุมชนที่มั่นคง ชุมชนไม่ชอบคำว่ามั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นคำของทุนนิยม ปี 2548-2549 ทางชุมชนซื้อที่ดินที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ไร่ 140 ไร่ ราคาประมาณ 10 ล้านบาท กาญจนบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยว  ไม่ได้ซื้อมาสร้างกาสิโน แต่ซื้อมาให้ชุมชนดำนาเกษตรอินทรีย์ ใช้น้ำคลองงชลประทานที่มาจากเขื่อน ทำนาปีละ 2 ครั้ง -ทางชุมชนมีที่ดินที่รับบริจากมาก คนมีน้อย ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด-ต้น ทุนความเป็นอยู่ต่ำทุกด้าน ไม่มียาเสพติด ไม่มีขโมย ไม่มีโจร จะทำให้ไม่ต้องมีศาล ไม่ต้องมีอัยการ และไม่ต้องมีตำรวจ "ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ" ตำรวจในพื้นที่ มีไว้เอาไว้ไล่วัวควาย ที่มากินข้าวและพืชผักของชาวบ้าน-คำทักทาย จะใช้คำว่า "เจริญธรรม สำนึกดี" แทนคำว่า สวัสดี หรือ ฮัลโหล  ต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจบุญนิยมต่ำทุกขั้นตอน ไม่มีการบวกกำไรเป็นทอดๆเหมือนในระบบทุนนิยม ทำให้สามารถขายผลิตผลและผลิตภัณฑ์สุดท้าย ที่ราคาต่ำได้ เช่น ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุน หรือแจกฟรี-ต้น ทุนการผลิตในระบบทุนนิยมสูง เนื่องจากมีการบวกกำไรเป็นทอดๆ ยกตัวอย่างเช่นในอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ผลิตน้ำมันและปิโตรเคมี มีบริษัท 3 ระดับ 1) บริษัทนำเข้าน้ำมันดิบ 2) บริษัทโรงกลั่น 3) บริษัทการตลาด -บริษัท นำเข้าน้ำมันดิบบวกกำไรในการขายน้ำมันดิบให้โรงกลั่น บริษัทโรงกลั่นน้ำมันบวกค่าการกลั่น บริษัทการตลาดก็บวกค่าการตลาดในการขายผลิตภัณท์สำเร็จรูป-บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ต้องทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ผูกขาดการผลิต สามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบอีก ยิ่งทำให้ราคาผลิตภัณฑ์สุดท้ายราคาสูงมาก -ปี 2540 เอกชนในระบบทุนนิยม ทั้งภาคการเงินและภาคการผลิต ล้มกันทั้งประเทศ แต่ชุมชนบุญนิยม ไม่ได้ล้มตายตามพวกเขาแต่อย่างใด เศรษฐกิจบุญนิยมเข้มเข็งและแข็งแกร่งมาก"เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจเข้มแข็ง" ของรัฐบาล มีแต่โฆษณาชวนเชื่อ ทำมา 20-30 ปีแล้ว สิ้นเปลืองงบประมาณค่าโฆษณาแต่ละปีมาก ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่เดินหน้าทรุดลงแต่อย่างเดียว จะ ทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่ต้องไปดูที่ไหน ไม่ต้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาชวนเชื่อ ตัวอย่างมีที่ชุมชนอโศก ทั่วประเทศ ในระบบเศรษฐกิจบุญนิยม-THAITANIC ของประเทศไทย จมใต้มหาสมุทร ยากที่จะกอบกู้ขึ้นมาได้ มีแต่ดำดิ่งลึกลงเรื่อยๆ  อาชีพของคนระดับสูง เช่น อาชีพข้าราชการ-นักวิชาการระดับสูง อาชีพพ่อค้า-นายทุน อาชีพนักการเมือง และอาชีพสื่อ ล้วนรุมกันเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติประชาชน เอารัดเอาเปรียบสิ่งแวดล้อม เอารัดเอาเปรียบระบบ       -ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม สามารถนำมากอบกู้ เศรษฐกิจที่ตกต่ำไปกองที่ก้นเหวได้ เช่น..ปิด ตลาดหลักทรัพย์ ที่คอยเอารัดเอาเปรียบระบบ ฉ้อฉลระบบ ปล้นระบบ และนำพาระบบล่มสลาย ปิดกองสลาก ปิดสนามม้า ปิดบ่อนการพนัน ปิดสถานบริการอาบอบนวด ปิดโรงเหล้า โรงเบียร์ ปิดโรงงานยาสูบ เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ และจะอยู่ได้ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข และเข้มแข็งได้ ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม เป็นระบบที่ "ฝืน" ความรู้สึกของสามัญมนุษย์ ที่อยากมั่งมี อยากสะสมสมบัติเป็นของตน จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ แต่หากทำได้ ประเทศมั่นคง ร่มเย็นเป็นสุข   -3) ระบบคอมมูนิสต์ เป็นระบบที่ลอกเลียนระบบสาธารณะโภคีของพระพุทธเจ้า เพียงแต่มีการแบ่งระดับการปกครองเป็นชั้นๆ ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้ไม่เกิดการจูงใจหรือกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการผลิต หากผู้ปกครอง ทำตัวมาเป็น "ผู้รับใช้" ระบบคอมมูนิสต์ก็จะกลายเป็นระบบสาธารณะโภคีที่สมบูรณ์ได้-ระบบ เศรษฐกิจบุญนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจระดับสูง พระพุทธเจ้า เป็นนักเศรษฐศาตร์สุดยอดของโลก ที่โนเบิลไพร๊ชทางเศรษฐศาสตร์ทั้งโลกรวมกัน ก็เทียบพระพุทธเจ้าไม่ได้  -หาก คิด ระบบสาธารณะโภคีในเชิงพาณิชย์ ประเทศใดก็สู้ไม่ได้ แม้แต่ประเทศจีนที่บอกว่าต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ทำให้สามารถเกิดการแข่งขันได้ดี แข่งได้กับทุกประเทศทั่วโลก ทั้งนี้เพราะต้นทุนการผลิตสิ่งของและสินค้าที่ต่ำมากนั่นเอง   ที่มา : http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/08/25/entry-1
Thursday, 17 September 2009 17:06
ปรากฏการณ์ล่าชื่อถวายฎีกาของคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นผิดและเดินทางกลับประเทศ ขณะที่คนอีกกลุ่มก็ตั้งโต๊ะล่าชื่อคัดค้านการถวายฎีกา โดยทำเสมือนหนึ่งว่า ฝ่ายไหนมีมวลชนสนับสนุนมากกว่า ฝ่ายนั้นคือผู้ชนะ ได้ผลักไสให้สังคมไทยยืนอยู่ในภาวะขัดแย้งแตกแยกรุนแรงมากขึ้นไปอีกมากถึงขนาดที่ รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามว่า “เรายังอยากให้มีสังคมไทยอยู่อีกหรือเปล่า?”ในมุมมองของ อาจารย์สุริชัย เห็นว่าฎีกาไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเอาเป็นเอาตายกัน แต่กลับเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ดำรงต่อเนื่องมา และยังบอกถึงแนวทางการขับคลื่อนประเด็นของคนสองกลุ่มนี้ว่า ยังใช้วิธีการไม่ต่างจากเดิม คือ ระดมคนเข้าหากัน และพยายามบอกว่าคนในสังคมนี้คิดแค่ 2 แบบเท่านั้น     รายงานโดย ปกรณ์ พึ่งเนตร       “ฝ่ายหนึ่งทำ ฝ่ายหนึ่งต้านแล้วระดมคน เป็นการเมืองแบบที่คนเข้าใจได้ง่ายก็จริง แต่ปัญหาความขัดแย้งที่กลายเป็นความรุนแรงจะยิ่งทำให้ 2 ฝ่ายหาช่องคุยกันไม่ได้เลย สังคมที่อยู่กันแทบไม่เป็นสังคมแบบนี้ คำถามที่อยากจะตั้งก็คือ เรายังอยากให้มีสังคมไทยอยู่อีกหรือเปล่า หรืออยากให้มีแต่สังคมพวกใครพวกมัน แล้วคนที่ไม่มีพวกจะอยู่อย่างไร ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร แนวทางแบบนี้จะแก้ไขปัญหาชาติได้จริงหรือไม่ แล้วปัญหาพื้นฐานที่แท้จริงของผู้คน เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน น้ำเสีย โลกร้อน จะแก้กันอย่างไร”       รศ.สุริชัย เห็นว่า ภาวะผู้นำของรัฐบาลในเรื่องแบบนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้สังคมไทยตกอยู่ในหลุมเดิม หรือประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ความจริงที่ดำเนินอยู่ก็คือ สภาพของรัฐบาลปัจจุบันก็มีปัญหาเรื่องภาวะผู้นำอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการปล่อยให้กระทรวงบางกระทรวงตั้งโต๊ะล่าชื่อประชาชนเพื่อคัดค้านการถวายฎีกา      “ผมเข้าใจว่าคนทำอาจจะเจตนาดี แต่มาจากมุมมองที่คับแคบจนทำให้หลักใหญ่ของสังคมไทยไม่เกิดสำนึกสาธารณะร่วมกัน ไม่ได้สร้างสติเพื่อปรองดอง แต่กลับเร่งประจันหน้า เรื่องนี้ต้องบอกว่ารัฐบาลไม่นิ่งพอ แถมยังทำให้เกิดการประจันหน้าโดยไม่จำเป็น และยังบั่นทอนโอกาสการลดอุณหภูมิความขัดแย้งในสังคมด้วย คำถามก็คือ ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถคุมอะไรได้เลยใช่หรือไม่ จนเกิดสภาพแบบกระทรวงใครกระทรวงมันแบบนี้”       ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ชี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ขาดภาวะผู้นำเชิงสติและความเยือกเย็น สถานการณ์ปัจจุบันประเทศต้องการยุทธศาสตร์ส่วนรวมเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน แต่รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำไม่เคยจัดให้มีเวทีของการถกปัญหาร่วมกันเลย และหากยังปล่อยให้เกิดการใช้วิธีการแบบที่เป็นอยู่อีก ปัญหาจะยิ่งเลวร้าย      “รัฐบาลไปปล่อยให้การล่าลายเซ็นเป็นเสมือนยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล มันไม่ถูกต้อง ไปเอาโจทย์ที่ 2 โจทย์ตัวแทน โจทย์เทียมมาทำให้เป็นโจทย์จริง อย่าลืมว่าโจทย์จริงในวันนี้คือ ปัญหาเศรษฐกิจ การแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลแทบไม่มีภาวะผู้นำเพื่อวางยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเหล่านั้นเลย มีแต่ลากบ้านเมืองไปติดกับดักเดิม ยิ่งการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันไม่เข้มแข็งด้วยแล้ว ก็น่าห่วงว่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลจะตกลงอย่างรวดเร็ว”       “ตอนเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ นายกฯ มีภาพการเมืองที่มากกว่าการเมืองแบบ 2 ขั้ว ดูเป็นคนเข้าใจการเมืองที่ยึดประโยชน์สาธารณะ มุ่งประโยชน์ของประเทศ ฉะนั้นถ้านายกฯ ไม่ตั้งหลักให้ดีก็จะเสียดุล” รศ.สุริชัย สรุป       แต่ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทางออกที่ รศ.สุริชัย คิดว่ามี ย่อมต้องไม่ใช่การสมานฉันท์แบบยุติธรรมเหมาโหล หรือเอารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง       “ความขัดแย้งทางการเมืองคงแก้ด้วยการยกโทษให้นักการเมืองทั้งหมด หรือด้วยการแก้รัฐธรรมนูญในมาตราที่นักการเมืองไม่ชอบไม่ได้หรอก แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญก็สำคัญ แต่ยังไม่ใช่ขั้นตอนนี้ เพราะจะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่เอาพวกเป็นที่ตั้ง และสังคมไม่เป็นสังคม ใครเห็นต่างคือพวกมัน ไม่ใช่พวกเรา”       ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ชี้ด้วยว่า ทางออกที่แท้จริงต้องไม่ใช่การแยกขั้ว แล้วสร้างความเข้มแข็งให้ขั้วของตัวเองมากที่สุด แต่ 2 ขั้วต้องรู้สึกตรงกันว่า มีบางปัญหาในบ้านเมืองที่ต้องแก้ไขร่วมกันหรือเปล่า แล้วก็เปิดพื้นที่ตรงนั้นเพื่อทำงานร่วมกัน      “ถ้าเรายึดเอาแต่ประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เป็นคนใจแคบ สำนึกพวก แล้วคิดเอาสถาบันกลางให้เป็นพรรคพวกของตัวเอง ทั้งๆ ที่สถาบันกลางเช่นศาล เวลาตัดสินคดีอะไรออกมาก็อาจถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเราไปมองว่าเวลาตัดสินถูกใจก็เป็นพวกเรา ถ้าไม่ถูกใจเป็นพวกโน้น แล้วคิดแบบนี้ตั้งแต่สถาบันล่างสุดจนถึงสูงสุด ต่อไปก็จะไม่มีความร่มเย็นร่วมกันอีกเลยในประเทศไทย”       “อย่าลืมว่าในประเทศนี้ยังมีสาธารณะ มีคนที่ไม่ได้เอาด้วยกับทั้ง 2 ขั้ว และมองว่าทั้ง 2 ขั้วชักจะเกินเลยไปมากแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการกระตุ้นสำนึกประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นคนละส่วนกับประโยชน์พวกพ้อง ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยให้สังคมไทยตั้งหลักได้ ไม่ทำให้สังคมไทยสร้างความไว้วางใจในประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าเดิมได้ ก็ต้องถือว่ารัฐบาลล้มเหลวทางการเมือง” รศ.สุริชัย กล่าว ก่อนจะสรุปทิ้งท้าย      และผลของมันก็ไม่ใช่แค่รัฐบาลอยู่ไม่ได้...แต่ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้!
Thursday, 17 September 2009 17:05
            การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กำลังจะครบ 3 ปีแล้ว และคนเสื้อแดงได้นัดหมายชุมนุมใหญ่เพื่อประณามการรัฐประหารนั้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นไปประการใด จะถึงกับล้มคว่ำรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงไปได้หรือไม่ หรือว่าจะเป็นแค่การชกลมเหมือนที่ผ่านมา             เมื่อได้ดูอาการเร่าร้อนดิ้นรนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โหมกระพือสื่อในเครือข่ายอย่างคึกคัก รวมทั้งการเขียน Twitter และการพูดวิทยุเป็นรายวันในช่วงนี้แล้วก็ชอบกลนัก             ยิ่งได้ฟังคำแถลงของรองโฆษกรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ หวังเผด็จศึกในเดือนกันยายน ศกนี้ ย่อมมีแต่ทำให้คนไทยมีความทุกข์ใจ กังวลใจ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง             ทว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ดำเนินไปอย่างไร ลงเอยอย่างไร ย่อมเป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งนั้น ๆ เพราะใครเล่าจะฝ่ากรรมและหลีกลี้หนีวิบากกรรมไปได้ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม             ในยามนี้จึงสมควรที่จะได้กล่าวถึงการรัฐประหาร 19 กันยา สักครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง เกิดความเสียหายขึ้นในบ้านเมือง และเพื่อที่ทุกคนจะได้ร่วมจิตร่วมใจกันรักษาสถานการณ์ของบ้านเมืองให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของทุกคนในแผ่นดินนี้             อันการรัฐประหารนั้นโดยปกติแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น กระทั่งชิงชังรังเกียจการรัฐประหารด้วยกันทั้งสิ้น แต่การรัฐประหารก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เพราะนับแต่ปี 2475 เป็นต้นมา การรัฐประหารก็เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า             ก่อนการรัฐประหารครั้งล่าสุด ก็มีคนพูดกันว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแล้ว อนิจจา! นี่คือการพูดโดยไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นไป ผลก็คือคำพูดนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงไปแล้วเพราะการรัฐประหารก็ได้เกิดขึ้นแล้ว             การรัฐประหารนั้นเป็นเพียงผลอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากเหตุ ดังนั้นตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยให้เกิดการรัฐประหาร ตราบนั้นการรัฐประหารก็ไม่มีวันหมดสิ้นไป ชีวิตของการรัฐประหารจึงอยู่ที่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั้น             เราประณาม รังเกียจการรัฐประหาร จึงเป็นการประณาม รังเกียจที่ผล โดยไม่เคยและน้อยนักที่จะมองย้อนไปถึงต้นเหตุอันเป็นปัจจัยให้เกิดการรัฐประหาร กระทั่งไม่เคยป้องกันเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั้น             เพราะเหตุนี้เมื่อไม่ดับเหตุ ก็ไม่มีทางดับผลได้ เมื่อเหตุแห่งการรัฐประหารดำรงอยู่ตราบใด การรัฐประหารจึงยังคงอยู่ตราบนั้น เป็นแต่ว่าจะเกิดขึ้นในวันใดเท่านั้น             ดังนั้นถ้าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ชั่วช้าเลวทราม ก็ต้องมองให้เห็นถึงแก่นแท้ว่าเหตุปัจจัยอันใดที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั่นแหละคือความชั่วช้าเลวทรามที่แท้จริง และความชั่วช้าเลวทรามนั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดการรัฐประหารขึ้น             การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการรัฐประหารที่แปลกเพราะเกิดขึ้นโดยการเรียกร้องของประชาชนจำนวนมาก และประชาชนจำนวนมากต่างยินดีปรีดาเมื่อเกิดการรัฐประหารนั้น ถึงกับพากันไปมอบช่อดอกไม้ มอบอาหารและน้ำดื่มให้แก่ทหารที่ปฏิบัติการในการรัฐประหาร จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก             ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นผ่านไปยังไม่นานนัก ทุกคนยังจำได้อยู่ สื่อต่างประเทศทั่วโลกต่างนำเสนอข่าวด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่าเหตุไฉนในประเทศนี้จึงมีผู้แสดงความยินดีชื่นชมการรัฐประหารกันมากมายถึงปานนั้น             จึงทำให้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกต้องสนใจติดตามความเป็นไปในบ้านเมืองของเรา และบางชาติแม้มีอัธยาศัยชอบแทรกแซงกิจการภายในของชาติอื่น ก็ไม่กล้าผลีผลามและไม่กล้าประณาม กระทั่งต้องคล้อยตามกระแสความรู้สึกนึกคิดของชนชาวไทยในครั้งนั้น             นั่นแสดงให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยที่เป็นเภทภัยใหญ่หลวงและเป็นเหตุปัจจัยที่คนไทยไม่ต้องการ ทั้งต้องการโค่นล้มมันให้หมดสิ้นแผ่นดินไทย เพราะเหตุปัจจัยเหล่านั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดการรัฐประหารขึ้น             มามองย้อนไปพิจารณากันในรายละเอียดของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรัฐประหารครั้งนั้น ย่อมสรุปได้ดังต่อไปนี้             ประการแรก นักการเมืองในรัฐบาลนั้นกระทำการละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างออกนอกหน้าหลายคราหลายครั้ง ตีตนเสมอพระมหากษัตริย์ บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และยุยงส่งเสริมให้คนจำนวนหนึ่งคลายลงจากความจงรักภักดี จนเป็นที่โกรธแค้นชิงชังของพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั่วประเทศ             ประการที่สอง นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ทำการขายชาติ ยอมยกอธิปไตยและดินแดนของประเทศไทย ตลอดจนผลประโยชน์แห่งชาติให้กับต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ของกลุ่มตน โดยไม่สนใจไยดีต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งผลจากการขายชาติครั้งนั้นยังก่อเกิดบาดแผลเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งกำลังอักเสบและใกล้กลายเป็นสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในสักวันหนึ่งข้างหน้า             ประการที่สาม นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ฉ้อฉลปล้นชาติ ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างขนานใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย เพียงชั่วเวลาไม่กี่ปีได้ฉ้อฉลปล้นสดมภ์เอาผลประโยชน์ของชาติ ของนักธุรกิจ และของคนไทยไปเป็นประโยชน์ตนและครอบครัวพวกพ้อง เป็นเงินกว่า 800,000 ล้านบาท ในขณะที่ชาติใกล้ล่มจมเต็มที             ประการที่สี่ นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ร่วมกันฉีกรัฐธรรมนูญเกือบหมดทั้งฉบับ ทำให้คณะรัฐมนตรีเป็นแค่ตรายางที่รองรับความปรารถนาของตนเท่านั้น ทำให้รัฐสภาเป็นแค่เสื้อคลุมประชาธิปไตยที่ห่อหุ้มปกปิดความเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภามีฐานะแค่ทาสในเรือนเบี้ย ที่ต้องยกมือและทำทุกสิ่งอย่างตามความปรารถนาของนักการเมือง             ประการที่ห้า นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้เข้าครอบงำแทรกแซงองค์กรอิสระ จนขื่อแปบ้านเมืองถูกทำลายหมดสิ้น กระบวนการตรวจสอบทุกกระบวนการทุกองค์กรกลายเป็นแค่ผงซักฟอก ที่คอยฟอกผิด ฟอกโกง มีฐานะเป็นแค่สีขาวที่คอยป้ายทับกลบเกลื่อนสีดำซึ่งขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง             ประการที่หก นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ยึดเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินและกิจการต่าง ๆ จำนวนมากเป็นสมบัติของตน กระทั่งนำออกไปขายให้กับต่างชาติ โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของราชอาณาจักร             ประการที่เจ็ด นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ใช้อำนาจข่มเหงข้าราชการให้ยอมเป็นทาส บีบบังคับให้ถอนตัวออกมาจากความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยอมรับฐานะพนักงานของรัฐหรือลูกจ้างเท่านั้น กลไกรัฐถูกแปรเป็นกลไกพรรค ในขณะที่กลไกพรรคก็คือครอบครัวของคนตระกูลเดียว             ประการที่แปด นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ทำการแบ่งแยกเข่นฆ่าสังหารประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณ การสังหารโหดชาวไทยมุสลิมจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จุดชนวนกลายเป็นสงครามกลางเมืองต่อเนื่องมาถึงวันนี้ การฆ่าตัดตอนจำนวนมากขยายตัวไปทั่วประเทศ จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่าสงครามในอิรักหลายเท่า และฮึกเหิมลำพองถึงขนาดอุ้มฆ่าประชาชนกลางเมืองได้ตามอำเภอใจ             ประการที่เก้า นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน กีดกันขัดขวางและทำลายการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน แพร่และยัดเยียดข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จแก่ประชาชน จนเกิดความแตกแยกขึ้นทั้งแผ่นดิน             ประการที่สิบ นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ดำเนินการสืบสร้างสันตติวงศ์แห่งอำนาจ ยกโคตรวงศ์พงศาเข้ามายึดครองอำนาจรัฐอย่างกว้างขวาง เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าต้องการยึดครองแผ่นดินเป็นของตน             นี่คือสิบประการที่อาจสรุปได้ว่าเป็นต้นเหตุและเป็นปัจจัยให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มันเป็นเหตุปัจจัยที่ชั่วช้าเลวทรามที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแผ่นดินนี้             เพราะเหตุนี้การรัฐประหารจึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้นเพื่อล้มล้างสะสางเหตุปัจจัยที่เป็นพิษภัยใหญ่หลวงแก่บ้านเมืองเช่นนี้จึงเป็นที่ต้องใจของประชาชน เพราะเหตุนั้นคนทั้งหลายจึงมีความยินดีด้วย             ในโอกาสที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะครบ 3 ปี จึงควรที่จะได้รำลึกนึกถึงเหตุปัจจัยอันสุดยอดเลวทรามที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการรัฐประหารนั้น แล้วร่วมจิตร่วมใจกันป้องกันแก้ไขไม่ให้เหตุปัจจัยนั้นเกิดขึ้นอีก             เมื่อทำลายเหตุปัจจัยของการรัฐประหารได้แล้ว การรัฐประหารก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ในวันนี้ต้องถามว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นหมดไปแล้วหรือว่ายังดำรงอยู่เล่า?             หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2552ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 17 September 2009 16:55
         ในเดือนกันยายนนี้ นอกจากสถาณการณ์ทางการเมืองที่กำลังเดินทางมาถึงจุดที่จะต้องจับตากันอย่างไม่กระพริบแล้ว ปรากฎการณ์ “มุมดาว” หรือการโคจรมาสัมพันธ์กันของดาวภายในเดือนนี้ก็เป็นสิ่งที่เราท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์ก็จำเป็นจะต้องจับตาดูกันอย่างไม่กระพริบเช่นกัน กล่าวคือมีปรากฎการณ์ดวงดาวที่สำคัญๆหลายปรากฏการณ์ด้วยกัน          จากปฏิทินโหรฯ ประจำปี ๒๕๕๒ ตามแนวทางท่านอ.เทพย์ สาริกบุตรบอกปรากฎการณ์ของดาวที่สำคัญๆ ไว้ดังนี้          -    ดาวเสาร์ “ยก” เข้าสู่ราศีกันย์ วันที่ ๑๐ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑.๒๖ น           -    ดาวพลูโตวิกลคติเพื่อที่จะเดินปกติ วันที่ ๑๑ ก.ย. ๕๒ เวลา ๒๓.๕๖ น ที่ ๖ องศา ๓๙ ลิปดา          -    ดาวเสาร์ “เล็ง” ดาวมฤตยู วันที่ ๑๕ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑๙.๕๐ น ที่ ๐ องศา ๔๓ ลิปดา โดยดาวเสาร์สถิตย์ในราศีกันย์และดาวมฤตยูสถิตย์ในราศีมิน          -    ดาวมฤตยู “เพ็ญ” วันที่ ๑๗ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑๖.๔๒ น ที่ ๐ องศา ๓๘ ลิปดา ในราศีมิน          -    ดาวเสาร์ “ดับ” วันที่ ๑๘ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑.๒๓ น ที่ ๐ องศา ๕๙ ลิปดา ในราศีกันย์          -    ดาวจันทร์ “ดับ” วันที่ ๑๙ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑.๔๔ น ที่ ๑ องศา ๕๙ ลิปดา ในราศีกันย์          -    ดาวพุธพักร “ดับ” วันที่ ๒๐ ก.ย. ๕๒ เวลา ๑๗.๐๖ น ที่ ๓ องศา ๓๕ ลิปดา ในราศีกันย์          โดยเมื่อดาวบาปพระเคราะห์ใหญ่ๆมีการโคจรมาทำมุมสัมพันธ์ (ในทางร้าย) เช่นนี้แล้ว เหตุเภทภัยต่างๆนั้นก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ ซึ่งคำพยากรณ์ประจำวันที่คณะครูบาอาจารย์ผู้ทำปฏิทินโหรฯ ก็ได้กล่าวถึง “ภัยธรรมชาติ” ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ โดยขึ้นอยู่กับว่า “ระยะสมผุส” หรือองศาของดาวข้างต้นนั้น ไป “ต้อง” กับดาวเดิมของประเทศใด หรือผู้ใดบ้าง ซึ่งผลก็อาจจะเกิดกับเมืองหรือบุคคลผู้นั้นได้          เมื่อพิจารณาอัตราการโคจรของแต่ละดาวนั้น จะพบว่าปรากฎการณ์บางอย่างไม่ใช่ว่าจะเกิดกันได้บ่อยนัก เช่น ดาวเสาร์ยกย้ายราศีจะเกิดขึ้นทุกๆ ๓๐ เดือนหรือราวสองปีครึ่ง ส่วนปรากฎการณ์ดาวเสาร์เล็งดาวมฤตยูนั้น เมื่อตรวจสอบย้อนหลังไป ๑๐๐ ปีพบว่า ดาวบาปพระเคราะห์ใหญ่สองดาวนี้เคยเล็งกันมาแล้วเพียงแค่ ๑๒ ครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากการโคจรของดาวนั้นช้ามาก โดยดาวมฤตยูจะโคจรราศีละประมาณ ๗ ปี ส่วนดาวมฤตยูเพ็ญและดาวเสาร์ดับนั้นจะเกิดได้ปีละครั้งตามระยะการโคจรของดาวอาทิตย์ในทวาทศราศีจักร ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ใน ๑ รอบการเคลื่อนที่ โดยจันทร์ดับนั้นเกิดเป็นประจำเดือนละครั้ง และดาวพุธดับนั้นเกิดได้เป็นครั้งคราว เพราะดาวพุธโคจรไกล้กับดาวอาทิตย์มากที่สุด จึงมีโอกาสเกิดการดับได้มากกว่าปกติ          จากปรากฎการณ์ของดวงดาวข้างต้นนั้น สิ่งที่น่าสนใจที่เราท่านผู้ศึกษาโหราศาสตร์จะต้องมาขบคิดพิจารณาก็คือ “ตำแหน่งที่เกิด” โดยจะเกิดอยู่ที่จุดไกล้กันมากจนถือว่าเป็นจุดเดียวกันได้  ซึ่งจะเกิดใน นวางค์ลูกแรกราศีกันย์ ยกเว้นดาวพุธที่ดับในนวางค์ลูกที่สอง อีกทั้งตำแหน่งเล็งกันของดาวมฤตยูก็อยู่ในระยะที่ทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศาที่ราศีมินพอดีอีกเช่นกัน ดังนั้น “ผู้ที่มีลัคนา หรือดาวสำคัญๆอยู่ ณ ตำแหน่งดังกล่าวนั้น มีโอกาสที่จะเกิดอุปัทวเหตุเภทภัยได้สูงมากๆ”           ย้อนกลับมาที่เรื่อง “ดาวดับ” และ “ดาวเพ็ญ” อีกครั้งหนึ่ง ท่านที่ไม่เคยศึกษาเรื่องโหราศาสตร์มาก่อนอาจจะไม่คุ้นหูมากนัก โดยเฉพาะเรื่องดาวดับ อีกทั้งโหรหรือหมอดูบ้านเราส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้สมผุสดาวในการทำนายอยู่แล้ว ดังนั้นดาวดับและดาวเพ็ญจึงมักจะละเลยและไม่กล่าวถึงกัน โดย “ดาวดับ” และ “ดาวเพ็ญ” คืออะไรนั้น และปรากฎการณ์ดังกล่าวจะมีผลในการทำนายหรือไม่อย่างไรนั้น ท่านผู้มีปัญญาลองคิดพิจารณาตามที่ผู้เขียนจะอธิบายดังต่อไปนี้           ขั้นแรก การพิจารณาว่าดาวจะ “ดับ” หรือ “เพ็ญ” นั้น ท่านพิจารณาจาก “ระยะเชิงมุม” ของดาวนั้นๆ กับ “ดาวอาทิตย์” เป็นเหตุ เพราะว่าในหมู่ดาวนพเคราะห์และดาวอื่นๆนั้นหาได้มีแสงไม่ เพราะต่างก็เป็นดาวเคราะห์และจะต้องรอรับแสงจากดาวอาทิตย์ทั้งนั้น ดังนั้นดาวอาทิตย์จึงป็น “เจ้าการ” ของปรากฎการณ์ดังกล่าว กล่าวคือถ้าดาวนั้นๆโคจรเข้าไกล้ดวงอาทิตย์จนกุมกันที่องศา ลิปดาเดียวกันเมื่อไร ดาวนั้นๆจะถือว่า “ดับสนิท” ส่วนดาวเพ็ญก็พิจารณากลับกันคือ ดาวที่โคจรจนมีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศากับดาวอาทิตย์เมื่อไรนั้น ดาวนั้นๆ จะถือว่า “เพ็ญ” เช่นดาวจันทร์เพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) หมายความว่า ดาวจันทร์มีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศาจากดาวอาทิตย์เป็นต้น แต่ระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศานี้ จะใช้กับดาวพุธ กับ ดาวศุกร์ไม่ได้ เพราะดาวทั้งสองนี้โคจรอยู่ไกล้ดาวอาทิตย์มากและไม่มีโอกาสที่จะมีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศาดังกล่าว ซึ่งการเพ็ญของดาวทั้งสองจึงพิจารณาในตำแหน่งที่ได้รับแสงของดาวอาทิตย์มากที่สุด หรืออยู่ห่างจากดาวอาทิตย์มากที่สุดนั่นเอง โดยดาวพุธและดาวศุกร์จะอยู่ห่างจากดาวอาทิตย์ได้มากที่สุดประมาณ ๒๘ องศา และ ๔๘ องศาตามลำดับ          โหรรุ่นครูบาอาจารย์ ท่านอ. ประจวบ วัชรปาณ กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญกว่าตำแหน่ง ก็คือแสงของดาว” โดยดาวจะมีกำลังก็ต่อเมื่อมีแสง ซึ่งเมื่อพิจารณาตำแหน่งที่เข้มแข็งที่สุดของดาว หรือตำแหน่ง “อุจน์” ที่เราท่านได้ทราบกันอยู่แล้ว โดยตำแหน่งนี้บุราณาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นตำแหน่งที่ดาวสุกสว่างสดใสที่สุด ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือตำแหน่งอุจน์ของดาวอาทิตย์ในราศีเมษ ซึ่งจะเห็นว่าดาวอาทิตย์อยู่ไกล้โลกมากและร้อนแรงที่สุดเพราะอยู่ในช่วงหน้าร้อนของเดือนเมษายน อีกตัวอย่างที่แสดงว่าแสงของดาวนั้นมีความสำคัญก็คือ การพิจารณาดาวจันทร์ โดยบางตำรากล่าวว่าจันทร์ที่ไร้แสง (ข้างแรม) จะถือว่าเป็นบาปพระเคราะห์เป็นต้น          การพิจารณาดาวดับที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ เมื่อดาวดับ หรือ “อัสตะ” หรือ “อัสตางคต์” ดาวนั้นจะโคจรอยู่ไกล้ดาวอาทิตย์จนแสงของดาวอาทิตย์บดบังจนมองไม่เห็นดาวนั้นๆ โดยในดวงชาตาของผู้ใดที่มีดาวดับ ก็เปรียบเสมือนว่าไม่มีดาวนั้นในดวงชาตา ซึ่งถือว่าให้ทุกข์โทษตามความหมายของดาวและการเป็นเจ้าเรือนของดาวนั้นๆ  และถ้าดาวดับดังกล่าวไม่มีดาวศุภเคราะห์มาเป็นโยคเกณฑร์ที่ดีแล้ว ทุกข์โทษก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลียงไม่ได้ โดยผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตุผู้ที่มีดาวดับในดวงชาตา ซึ่งผู้ที่มีดาวศุกร์ดับ ส่วนมากก็จะหาความสุขในเรื่องโลกีย์ไม่ได้ เพราะดาวศุกร์นั้นมีความหมายเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่มีดาวพุธดับในดวงชาตาที่เห็นได้ชัดเจนทีสุดก็คือ นช.ผู้ที่เป็นต้นตอของความวุ่นวายของบ้านเมืองในขณะนี้นั่นเอง โดยดาวพุธนั้นแทนได้กับการพูดจา การเจรจาพาที โดยเมื่อดาวพุธดับก็จะกลายเป็นคนประเภทปากให้โทษ พูดจาหาความเชื่อถือได้ยาก ประเภทมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกเป็นต้น          อย่างไรก็ตามการพิจารณาว่าดาวจะดับในดวงชาตานั้น มีหลายตำราได้กล่าวเอาไว้ โดยถ้ากุมกันกับดาวอาทิตย์แบบสนิทองศานั้น ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าดับสนิท แต่โดยมากก็จะเริ่มพิจารณาว่าดับ หรือดาวนั้นไร้แสง ก็ต่อเมื่อดาวนั้นๆโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ โดยท่านวางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้          ๑.    ดาวจันทร์ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๒ องศา          ๒.    ดาวอังคาร เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๗ องศา          ๓.    ดาวพุธ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๔ องศา ในวิถีจักรปกติ และ ๑๒ องศา ในวิถีจักรวิปริตพักร          ๔.    ดาวพฤหัสบดี เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๑ องศา          ๕.    ดาวศุกร์ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๐ องศา ในวิถีจักรปกติ และ ๘ องศา ในวิถีจักรวิปริตพักร          ๖.    ดาวเสาร์ เมื่อโคจรเข้าไกล้ดาวอาทิตย์ในขอบข่าย ๑๕ องศา          โดยดาวพระเคราะห์ที่พบใหม่ในภายหลังนั้นท่านไม่ได้กล่าวเอาไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจเรื่องแสงของดาวแล้ว ก็ไม่เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าดาวนั้นๆจะดับหรือไม่ กล่าวคือยิ่งดาวโคจรไกล้ดาวอาทิตย์มากเท่าใด แสงหรือ “การมองเห็น” ของดาวนั้นๆก็จะลดน้อยลงมากเท่านั้น โดยอาจจะใช้การร่วมนวางค์ ร่วมตรียางค์ หรือร่วมนักษัตรของดาวนั้นๆกับดาวอาทิตย์มาพิจารณาก็ได้          อิทธิพลของ “ดาวดับ” และ “ดาวเพ็ญ” กับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน          การพิจารณาดวงจรโดยใช้เรื่องการดับและเพ็ญของดาวมาใช้นั้น สามารถใช้ได้จริงและสามารถพยากรณ์เจาะจงเป็นช่วงเวลาที่จะเกิดเหตุโดยไม่ต้องเหวียงแหทำนายได้ โดยจะต้องพิจารณาดูสมผุสของดาวเดิมตลอดจนจุดศูนย์กลางของภพต่างๆว่าจะถูกจุดดับหรือเพ็ญของดาวจรนั้นหรือไม่ ซึ่งสมผุสของดาวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาทั้งดวงเดิมและดวงจร โดยผู้เขียนได้ฟังหมอดูท่านหนึ่งซึ่งเคยทำงานในสภาสูง โดยท่านได้พยากรณ์ดวงของ นช.ผู้นั้น และท่านวางลัคน์ของ นช. ผู้นั้นไว้ที่ราศีกันย์ โดยท่านพยากรณ์ว่า นช.ผู้นั้นจะดวงไม่ดีถึงสองปีครึ่ง จากการโคจรย้ายราศีของดาวเสาร์ประธานฝ่านบาปพระเคราะห์ที่จะยกย้ายราศีมาร่วมลัคน์ และหมอดูผู้นั้นยังกล่าวอีกว่าดาวมฤตยูเล็งลัคน์ของ นช.ผู้นั้นซึ่งจะทำให้ดวงของ นช.ผู้นั้นไม่ดีถึง ๗ ปี จากการอัตราโคจรของดางมฤตยู ซึ่งหลังจากได้ฟังการทำนายของหมอดูท่านนั้นแล้ว ผู้เขียนก็ได้แต่อมยิ้ม          ถ้าเราพิจารณาหลักตรรกะธรรมดาๆโดยไม่ต้องใช้หลักโหราศาสตร์ก็ได้ ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คนเราดวงมันจะตกถึง ๗ ปี  หรือ จะสองปีครึ่งก็ตาม ตอบว่าก็เป็นไปได้ แต่ก็น้อยมาก ดังนั้นเมื่อผู้ที่ได้ฟังการทำนายดังกล่าวแล้วผลไม่ได้เกิดตามที่ได้ทำนายไว้ ก็จะพาดูถูกดูแคลนว่าวิชาโหราศาสตร์เป็นสิ่งที่เหลวไหลเชื่อถือไม่ได้ กลายเป็นพวกหมอดูเดาสวดไป          ย้อนกลับมาที่เรื่องดาวเสาร์ดับอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยใช้จุดดาวเสาร์ดับนี้ทำนายรัฐนาวาของรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะต้องดับไปพร้อมกับดาวเสาร์ โดยได้เผยแพร่บทความทางเวปไซด์เกี่ยวกับโหราศาสตร์การเมืองแห่งหนึ่ง กล่าวคือในขณะนั้นดาวเสาร์จะดับที่จุดศูนย์กลางภพปุตตะตามดวงภวจักรพอดี ซึ่งดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนกัมมะของดวงเมืองแทนได้กับรัฐบาล และภพปุตตะก็แทนได้กับประชาชน ซึ่งขณะนั้นกลุ่มพันธมิตรกำลังชุมนุมประท้วงอยู่ ปรากฎว่าดาวเสาร์ดับในวันที่ ๔ ก.ย. ๕๑ และรัฐบาลของนายสมัครก็มีอันต้องวิบัติดับสูญไปในวันที่ ๙ ก.ย. ๕๑ เช่นกัน          เมื่อพิจารณาดาวเสาร์ที่กำลังจะดับในวันที่ ๑๘ ก.ย. ๕๒ ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อตรวจสอบจุดที่ดับตลอดจนเกณฑร์ต่างๆของดาวเสาร์แล้วพบว่า จุดดับนี้ไม่ได้โดนดาวสำคัญใดๆ ตลอดจนจุดศูนย์กลางภพของดวงเมือง แต่ดาวเสาร์ก็เป็นตัวแทนของรัฐบาล ดังนั้นเมื่อดาวประจำตัวดับก็อาจจะเกิดความลำบากยุ่งยากได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนักเพราะขณะนี้ดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์ยังจรอยู่ในภพกัมมะคอยคุ้มโทษคุ้มภัยให้อยู่ แต่ที่สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือจุดที่กุมกันของดาวเสาร์และดาวอาทิตย์นี้ไปทำมุม “โยคร้าย” ๑๘๐ องศากับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ซึ่งหมายความว่า ศัตรูเปิดเผยของดวงเมืองจะถูกทำร้ายทำลายจากอิทธิพลของการกุมกันของดาวทั้งสองนี้กลับมาพิจารณาเรื่องดาวเพ็ญอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือเมื่อใดที่ดาวเพ็ญ เมื่อนั้นดาวนั้นจะ “มีกำลังมาก” แต่การมีกำลังในที่นี้ก็ย่อมเป็นไปตาม “ธรรมชาติของดาว” หมายความว่า ถ้าเป็นดาวฝ่ายบาปพระเคราะห์ก็จะส่งผลมากในทางร้าย แต่ถ้าเป็นดาวฝ่ายศุภเคราะห์ก็จะให้คุณอย่างเอนกอนันต์เช่นกัน โดยในวันที่ ๑๗ ก.ย. ๕๒ ก่อนวันที่ดาวเสาร์ดับเพียงวันเดียว ดาวมฤตยูจะมีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศากับดาวอาทิตย์พอดี หมายความว่าจะเกิด “ดาวมฤตยูเพ็ญ” ในราศีมินขึ้น ซึ่งจุดที่เพ็ญนี้อยู่ในขอบข่ายที่ต้องกับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ของดวงเมืองอีกเช่นกัน          ก่อนหน้าที่จะเกิดดาวเสาร์ดับและดาวมฤตยูเพ็ญนั้น ดาวทั้งสองก็มีระยะเชิงมุม ๑๘๐ องศาหรือว่าเล็งกันอยู่แล้วในวันที่ ๑๕ ก.ย. ๕๒ ซึ่งจุดหรือสมผุสองศาที่เล็งกันนั้นก็อยู่ในขอบข่ายที่ต้องกับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ของดวงเมืองอีกเช่นกันด้วย          พิจารณาปรากฏการณ์ดวงดาวที่เกิดจันทร์ดับและพุธพักรดับอีกสองวันต่อมาคือในวันที่ ๑๙ และ ๒๐ ก.ย. ๕๒ ถึงแม้ว่าจุดดับจะเกิดที่ราศีกันย์แต่ว่าตำแหน่งของดาวก็ทำมุมโยคร้าย ๑๘๐ องศากับดาวศุกร์เจ้าเรือนปัตนิ (ศัตรูเปิดเผย) ของดวงเมืองอีกเช่นกันด้วย          กล่าวโดยสรุปจากปรากฎการณ์ของดวงดาวในเดือนกันยายนนี้ “ศัตรูที่เปิดเผยของบ้านเมืองจะต้องถูกทำร้ายทำลายอย่างมิต้องสงสัย” ดังนั้นการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ ก.ย. ๕๒ นี้ ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง          แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เขียนได้ตรวจสอบดวงชาตาของบุคคลสำคัญๆของบ้านเมืองแล้ว พบว่าเจ้านายชั้นสูงมากพระองค์หนึ่งมีตนุลัคน์ซึ่งถือว่าเป็นดาวสำคัญมากดาวหนึ่งสถิตย์ที่ต้นราศีกันย์ตรงตำแหน่งที่เกิดปรากฎการณ์ดวงดาวที่กล่าวมาข้างต้นพอดี ซึ่งถือว่าน่าวิตกกังวลอยู่มิน้อย ตอนนี้มีเพียงดาวพฤหัสบดีที่จรอยู่ที่ราศีมังกรเกณฑร์ ๙ ส่งแสงมาที่จุดดังกล่าวเพื่อบรรเทาทุกข์โทษของดาวฝ่ายร้าย ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอิทธิพลของดาวพฤหัสบดีประธานฝ่ายศุภเคราะห์จะสามารถต้านทานผลของดาวฝ่ายร้ายได้อ้างอิง          ๑.    แนวทางศึกษาโหราศาสตร์ อ.เทพย์ สาริกบุตร          ๒.    โหราศาสตร์ในวรรณคดี อ. เทพย์ สาริกบุตร          ๓.    ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี ๒๕๕๒ ตามแนวทางอ.เทพย์ สาริกบุตร         ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 10 September 2009 14:49
            การพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญได้เวียนมา ถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2552 โดยการพระราชพิธีใหญ่คือพิธีแรกนาขวัญจะจัดขึ้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เหมือนกับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา             เป็นการส่งสัญญาณหมายให้บรรดาพี่น้องผองไทยโดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมได้รู้ว่าวันเวลาเริ่มต้นของการไถหว่านในปีการผลิตใหม่นี้มาถึง แล้ว             จะได้เตรียมการลงมือไถหว่านและปลูกพืช พันธุ์ธัญญาหารกันอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วพระราชอาณาจักร และพักเรื่องการเมือง เรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงไว้ชั่วคราว เพราะหากเวลาล่วงพ้นไปแล้วก็จะไม่ทันกาล และจะทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหายและขาดทุน             การพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้น ประกอบขึ้นด้วย 2 พิธีใหญ่             การพระราชพิธีแรกคือพระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงเป็นประธานในการเฉลิมสมโภชน์พันธุ์พืช โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวและธัญญาพืชอื่น ๆ ซึ่งจะประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาณาประชาราษฎรและเกษตรกรทั่วพระราชอาณาจักร             การพระราชพิธีที่สองคือพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเดิมทีแต่ครั้งโบราณมาพระเจ้าแผ่นดินจะทรงเป็นประธานในการทำพิธีแรกนา ด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเกษตรกรรมอันมีคติสืบเนื่องมาแต่ประเทศอินเดีย และเพื่อเป็นสัญญาณหมายว่าราชอาณาจักรนี้เป็นประเทศเกษตรกรรมที่พระมหา กษัตริย์ทรงเป็นผู้นำในการผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งปวง             ต่อ มาเมื่อมีการรวมการพระราชพิธีทั้งสองเข้าเป็นการพระราชพิธีเดียวกันแล้ว ก็ได้ใช้พืชพันธุ์ธัญญาหารที่ได้ผ่านการพระราชพิธีพืชมงคลส่วนหนึ่งไปใช้ หว่านในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้เก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งตน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ทรงพระราชทานแก่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อมอบแก่ราษฎรต่อไป             การพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจึงนอกจากมีความหมายและนัยยะ สำคัญทางการเกษตรของประเทศแล้ว ยังมีความสำคัญที่บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของ ประชาชาติไทยอีกด้วย             ในทุกปีการพระราชพิธีดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เผยแพร่ออกไปทั่วโลก เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวโลกว่าราชอาณาจักรอันมีนามว่าประเทศไทยในเอเชีย บูรพานี้ช่างมีความเจริญ มีความรุ่งเรือง และมีความสง่างามของความเป็นชาติไทย และเป็นเครื่องดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย             หากพูดในเชิงการท่องเที่ยวก็ต้อง ถือว่าการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญก็คือทรัพยากรการท่อง เที่ยวที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้แทบไม่สามารถดูได้จากที่ไหนอีกแล้ว นอกจากดินแดนอันศิวิไลซ์และเคยยิ่งใหญ่คือราชอาณาจักรไทยแห่งนี้             จึงเป็นเรื่องที่ผองชนชาวไทยจะได้มีความยินดีและภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่และ เจริญงอกงามทางวัฒนธรรมของชาติเราอย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วร่วมจิตร่วมใจสมานฉันท์ธำรงรักษาความดีงามและความเจริญนี้ไว้สืบชั่ว กัลปาวสาน             ทั้งควรเป็นข้อเตือนจิตสะกิดใจให้กับผู้หลงผิดบางกลุ่มบางพวกที่ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิมลุ่มหลงไปกับการโฆษณาชวนเชื่อที่หลอกลวง หมายจะเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรแห่งนี้เป็นรัฐไทยใหม่ ที่จะมีไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาชี้หน้าบงการคนไทยทั้งประเทศ ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะนั่นไม่ใช่ความเป็นไทย และเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ของราชอาณาจักรนี้ไม่มีวันที่จะเห็นดีเห็นงาม ตามไปด้วยเป็นอันขาด             ความหมายของการเริ่มแรกนา อันเริ่มต้นแต่วันการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนั้น นอกจากเป็นการเริ่มต้นของการไถหว่านในฤดูกาลเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารแล้ว ยังหมายความกว้างออกไปถึงการเริ่มต้นการเพาะปลูกพืชพันธุ์ทั้งปวงด้วย             เพราะในวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 นี้แม้หลายพื้นที่ยังไม่ย่างเข้าฤดูฝน แต่ฤดูฝนใหม่ก็ตั้งต้นขึ้นแล้วจากภาคเหนือและภาคอีสาน แล้วจะค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยทยอยมาถึงภาคกลางและภาคใต้โดยลำดับไป             ดังนั้นสัญญาณแห่งฤดูฝนใหม่เมื่อถูกส่งออกไปเช่นนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่พี่น้องผองไทยจะต้องพร้อมเพรียงน้ำใจกันเตรียมการไถหว่าน และปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารทุกชนิดได้แล้ว             โดยเฉพาะการปลูกป่าหรือการปลูกต้นไม้ยืนต้นไม่ว่าชนิดไหน ๆ ซึ่งกำลังรณรงค์กันเป็นการใหญ่ในขณะนี้ เพราะมีผลและความหมายต่อการป้องกันแก้ไขปัญหาโลกร้อน ซึ่งกำลังเป็นมหันตภัยใหญ่ที่จะทำลายล้างมนุษยชาติให้สิ้นสูญได้             มนุษยชาติและพี่น้องผองไทยจึงมีหน้าที่ต้องร่วมกันปลูกสร้างพืชพันธุ์ไม้นานาชนิดให้ทั่วถึงทั้งพระราชอาณาจักรโดยเร็วที่สุด             โดยเฉพาะภาครัฐนั้น ควรจะเร่งดำเนินการให้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้โครงการดี ๆ เนิ่นช้าไป จนพ้นฤดูฝนไปแล้ว ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ เพราะหากปล่อยเวลาเนิ่นช้าไปถึงเวลานั้น เมื่อเข้าฤดูแล้งแล้ว ถึงจะเพาะปลูกประการใดก็ไร้ผล เสียทั้งของ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ และจะไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโลกร้อนได้เลย             เนื่องจากหลักการทางชีววิทยานั้น เซลล์ของพืชทุกชนิดจะขยายตัวเติบโตในฤดูฝนและจะหยุดการเจริญเติบโตในฤดูแล้ง หากปล่อยเวลาจนเข้าหน้าแล้งแล้ว ถึงจะเพาะปลูกไป พันธุ์ไม้ก็ไม่เจริญเติบโต และคงจะแห้งตายหรือไม่ก็โดนไฟป่าไหม้หมด             นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตลอดจนผู้นำทางความคิดของสังคมทุกภาคส่วนจึงควรทุ่มเทรณรงค์เรื่องการปลูก ต้นไม้อย่างแข็งขัน ให้ทันท่วงที อย่าได้ปล่อยให้เวลาเนิ่นช้าไปเป็นอันขาด             และเมื่อจะปลูกพันธุ์ไม้กันแล้วก็ใช่สักแต่ว่าปลูกไปแค่ขอไปที หรือแค่ที่จะได้ใช้จ่ายงบประมาณให้หมดสิ้นไป แต่ควรจะได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดอันจะพึงมีพึงได้โดยเฉพาะคือต้องตั้งความ ประสงค์ให้แน่ชัดว่าการปลูกต้นไม้ในแต่ละพื้นที่แต่ละชนิดนั้นหวังในผลสิ่ง ใด             เพราะในการปลูกพืชพันธุ์ไม้นั้นย่อมต้องมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน ไม่อย่างใดอย่างหนึ่งในประการดังต่อไปนี้คือ             ประการแรก เป็นการปลูกเพื่อหวังกำหนดหรือเปลี่ยนเส้นทางน้ำไหลใต้ดิน ว่าจะกำหนดหรือเปลี่ยนเส้นทางน้ำใต้ดินหรือไม่ จากพื้นที่ไหนไปพื้นที่ไหน เพราะแนวของการปลูกต้นไม้นั้นมีผลต่อการเคลื่อนตัวของน้ำใต้ดินด้วย             ประการที่สอง เป็นการปลูกเพื่อหวังเอาเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์ในวันหนึ่งข้างหน้าซึ่งต้อง เป็นไม้ยืนต้น เป็นไม้เนื้อดีมีราคา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด ไม่ใช่สักแต่ปลูกต้นประดู่กิ่งอ่อนดะหน้าไปดังที่เป็นอยู่ การปลูกตามวัตถุประสงค์ชนิดนี้เหมาะสมที่จะปลูกในพื้นที่อุทยานหรือป่า เสื่อมโทรมหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์หรือเขตต้นน้ำลำธาร ซึ่งต้องไม่ลืมว่าจะต้องมีพันธุ์ไม้ที่ให้ลูกให้ผลสำหรับเป็นอาหารของสัตว์ และนกนานาชนิดด้วย นั่นคือต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์ทางนิเวศน์ควบคู่กันไปด้วย             ประการที่สาม เป็นการปลูกเพื่อหวังเอาผลไม้สำหรับบริโภคของประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยวัตถุประสงค์นี้เหมาะสมสำหรับใช้ในพื้นที่สาธารณะในและนอกชุมชน เพื่ออำนวยประโยชน์และความสุขแก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างถ้วนทั่ว ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความหลากหลายของพันธุ์ไม้ผลและความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ไปพร้อมกัน             ประการที่สี่ เป็นการปลูก เพื่อหวังความสวยงามอันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการปลูกในลักษณะเป็นทุ่งเป็นดง เพื่อให้เกิดความสวยงามและการดึงดูดใจในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีที่หมายปลายทางคือการส่งเสริมรายได้ของราษฎร             ประการที่ห้า เป็นการปลูกเพื่อป้องกันลมฟ้าอากาศ ซึ่งเหมาะสมสำหรับพื้นที่สูงที่ชันหรือที่ชายทะเลเพื่อป้องกันภัยให้กับ ชุมชน ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็จะเป็นภัยจากลมพายุหรือน้ำท่วม ผิดกับบางประเทศที่เขามีพายุทราย เขาก็ปลูกไม้ต้นสูง ๆ เป็นดงเป็นป่าเพื่อให้เป็นม่านหรือกำแพงกั้นพายุทรายนั้นไว้             ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจะได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการปลูกป่าหรือปลูกต้นไม้ไว้เป็น ประการใด และได้บ่มเพาะกล้าพันธุ์ไม้ไว้อย่างหลากหลาย อย่างเพียงพอ และอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ต่าง ๆ บ้างหรือไม่เพียงใด             หาก เตรียมความคิด เตรียมวัตถุประสงค์ เตรียมการและทันการณ์อย่างสอดคล้องต้องกันแล้ว ก็จะทำให้วันพืชมงคลมหาสมัยในปีนี้เกิดประโยชน์และความสุขแก่พี่น้องผองไทย โดยถ้วนหน้ากัน.            หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552            ที่มา - www.paisalvision.com
Thursday, 10 September 2009 14:46
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 10 of 11