Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
สื่อต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร The Economist ของอังกฤษ หรือ Asian Wall Street Journal แห่งสหรัฐอเมริกา ให้ความสนใจประเด็นเรื่อง“ข้าวไทย” และ “ยางพารา”เพราะว่าเป็นสินค้าเกษตรหลักสองตัว ที่มีผลกว้างไกลต่อการแข่งขันในเวทีสากล เพราะเขาวิเคราะห์ว่าราคาข้าวและยางของไทย ที่เป็นสินค้าออกสำคัญและมีผลต่อตลาดโลกไม่น้อยนั้น กลายเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย “ประชานิยม” ที่อาจจะมี “ราคาแพง”เกินกว่าที่จะอุ้มไว้ได้ โดยไม่เกิดผลข้างเคียงที่จะทำให้ต้องเคลื่อนขยับกันหนักหนาพอสมควร เรื่องนี้ไม่มีคนไทยคนไหนไป“ฟ้อง” ฝรั่งให้เสียชื่อประเทศชาติหรอกครับ ความจริงนักข่าวต่างประเทศที่ทำเรื่องการค้าระหว่างประเทศ และจับตาดูเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนนั้น เขาเริ่มเห็นเค้าลางความเปลี่ยนแปลงด้านข้าวและยางมาระยะหนึ่งแล้ว พอรัฐบาลไทยบอกว่าไม่มีปัญหา แม้ว่าโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลจะมีผลส่งให้การส่งออกของข้าวลดลง และทำให้คู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามแซงหน้า (คำร้องเรียนของผู้ส่งออกข้าวไทยได้รับการยืนยันจากการวิเคราะห์ของกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐ ในเวลาต่อมา) สื่อต่างประเทศก็รายงานไปตามนั้นในช่วงแรก แต่เมื่อตัวเลขปรากฏชัดขึ้นว่าราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ และการผลิตข้าวของประเทศคู่แข่งในปีนี้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม  กัมพูชา  พม่า และ อินเดีย เขาก็เริ่มเกาะติดข่าวนี้กันอย่างละเอียดใกล้ชิดมากขึ้นความเห็นหลากหลายในประเทศไทยในเรื่องนี้เอง ก็ทำให้เกิดการวิพากษ์กันอย่างคึกคัก เพราะว่าการจำนำข้าวราคาแพงกว่าตลาดนั้น เป็นนโยบายรัฐบาลที่ประกาศว่าชาวไร่ชาวนาจะต้องมีรายได้มากขึ้น และหากมีปัญหาเรื่องการส่งออกข้าวน้อยลง รัฐบาลบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง จะขายให้มากขึ้นด้วยการทำสัญญารัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ government-to-government ซึ่งแน่นอนว่า ก็ย่อมจะเกิดคำถามต่อมา ว่า รัฐบาลประเทศไหนจะยอมซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยในราคาที่แพงกว่าตลาด หากเขาสามารถซื้อจากตลาดปกติที่ถูกกว่าหากรัฐบาลไทยมีความสามารถในการน้าวโน้มรัฐบาลอื่นเป็นพิเศษก็คงจะเป็นข่าวที่น่ายินดี ซึ่งผู้คนก็กำลังเฝ้ามองติดตามว่าพลังพิเศษที่รัฐบาลไทยจะขายข้าวให้รัฐบาลอื่นในราคาแพงสูงกว่าตลาดได้นั้น จะปรากฏผลทางปฏิบัติได้เมื่อไหร่และอย่างไรตัวเลขหลายชุดของรัฐบาลเกี่ยวกับสต็อกข้าว หรือจำนวนส่งออกที่แท้จริงยังไม่ตรงกันนัก ดังนั้น ทุกฝ่ายก็จึงยังรอให้กระทรวงทบวงกรมและเอกชนเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบกันเพื่อความกระจ่างวอลล์สตรีทเจอร์นัล บอกว่า ราคาข้าวไทย 5% เสนอขายในตลาดโลก $560 ต่อตัน ขณะที่ อินเดีย เสนอขายที่ $420 และ เวียดนาม ขายที่ $408 หนังสือพิมพ์นี้บอกด้วยว่า ณ วันนี้ รัฐบาลไทยมีสต็อกข้าวเปลือกที่รับซื้อจากชาวนาในราคาสูงกว่าตลาดมาก สูงถึง 16 ล้านตันหากว่ารัฐบาลไทยเทขายสต็อกข้าวจำนวนนี้ในตลาดโลก  ราคาก็จะหล่นฮวบ แต่หากเก็บไว้ต่อไป  คุณภาพก็จะเสีย รัฐบาลไทยบอกว่าจะเอาข้าวจำนวนหนึ่งไปใส่ถึงขายให้ประชาชนราคาถูกเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ  และอีกส่วนหนึ่งจะขายให้รัฐบาลอื่นที่พร้อมจะซื้อในราคาที่รัฐบาลไทยต้องการ สื่อต่างชาติอ้างคำพูดของผู้ส่งออกไทย ว่า รัฐบาลต้องการจะขายข้าวออกในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องยอมขาดทุนและถือว่าเป็นการช่วยเหลือชาวนาด้วยเงินภาษีประชาชน  เพราะว่าจะให้ได้ทั้งสองเป้าหมายคือขายข้าวได้กำไร และช่วยเหลือชาวนาได้พร้อมกันไปนั้น เป็นเรื่องมิอาจจะเกิดขึ้นได้ในภาคปฏิบัติอย่างแน่นอน การประกันราคายางก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของคนไทย และคนที่เขาติดตามข่าวคราวเรื่องนี้ ว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่ออุ้มราคายางให้อยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดอยู่ต่ำกว่า 100 บาท มาหลายเดือนแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งของไทยในการผลิตยางก็หนีไม่พ้น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ เวียดนาม ซึ่งต่างก็คาดการณ์ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีนี้   นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรเป็นเรื่องน่าชื่นชมเลื่อมใส ปัญหาอยู่ที่ว่าจะบริหารอย่างไรให้ได้ “ดุลยภาพ” ที่จะทำให้ผู้คนเห็นประโยชน์และปลอดจากข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใส และ “กับดัก” แห่งความฉ้อฉลระหว่างทาง ที่มีหลุมบ่อมากมายเหลือเกิน     ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
Tuesday, 07 August 2012 09:08
เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั้งหมดประมาณ 96 คนจากทั่วโลก มาประชุมที่บ้านช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เพื่อระดมสมองปรับกลยุทธ์การทูตไทย ในภาวะการเมืองและเศรษฐกิจที่แปรเปลี่ยนอย่างหนักหน่วงรุนแรง ย่อมท้าทายความรู้ความสามารถของคนของกระทรวงการต่างประเทศเป็นยิ่งนัก ผมเข้าใจว่าการประชุมอย่างนี้ไม่ได้ทำมาอย่างน้อยก็ 4 ปีแล้ว จะด้วยเหตุผลกลใดมิอาจจะทราบได้ หรืออาจจะมีการประชุมทูตไทยในส่วนต่างๆ ของโลกเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่เป็นการ“ระดมสมอง” ครั้งใหญ่อย่างครั้งนี้ จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ท่านนักการทูตไทยจะต้องบอกกล่าวกับคนไทย ว่า จะวางประเทศไทยเราไว้ตรงไหนของการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนยิ่งนัก และจะทำอย่างไร จึงจะทำให้นโยบายที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็น “การทูตเพื่อประชาชน”เป็นจริงเป็นจังในทางปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่านักการทูตจะต้อง “เท้าติดดิน” และทำหน้าที่สะท้อนความเป็นประเทศไทยมากกว่าแค่เป็น “ผู้รับใช้นโยบายรัฐบาล” ในแต่ละช่วงที่การเมืองเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ผมเข้าใจและเห็นใจคนทำหน้าที่เป็นนักการทูตของไทยในยามบ้านเมืองขัดแย้งกันรุนแรง และไม่สามารถจะอธิบายให้คนต่างประเทศเข้าใจได้ว่า “เกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของคุณ?” เพราะคนไทยอธิบายให้คนไทยฟังกันเองยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องกันเท่าไรด้วยซ้ำ แต่ความเป็นนักการทูต กินภาษีประชาชน และรับใช้ “รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จะต้องดำรงความเป็นมืออาชีพ ที่จะสื่อสารกับคนข้างนอกให้เข้าใจความเป็นไปของ “คนไทย” และ “ประเทศไทย” มากกว่าการเป็นแค่กระบอกเสียงของนักการเมือง ที่บังเอิญเข้ามาปกครองประเทศในช่วงใดช่วงหนึ่ง ความยากลำบากของการทำหน้าที่เช่นนี้ในโลกวันนี้ คือ การที่เทคโนโลยีสารสนเทศ ก้าวหน้ามากถึงขั้นที่ข่าวสารผ่าน social media ไปทั้งโลกได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง โดยที่คนข้างนอกไม่ต้องรอให้สถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ มารายงานให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย หากนักการทูตของเราล้าหลัง ไม่ทันเกม ไม่รู้ว่าโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศเพียงใด ก็แพ็คกระเป๋ากลับบ้านได้ เพราะเด็กรุ่นใหม่ที่คล่องแคล่วกับการใช้เครื่องมือสื่อสารยุคใหม่เขาทำหน้าที่รายงานและสื่อความหมายได้คล่องแคล่วว่องไวกว่าเจ้าหน้าที่การทูตเอง หากไม่ปรับตัวให้ทันกับความล้ำหน้าของวิทยาการด้านนี้ ประเด็นใหญ่ที่ท่านเอกอัครราชทูตจะต้อง “ระดมสมอง” ในจังหวะนี้ เห็นจะมีเรื่องใหญ่ๆ หลายประเด็น เช่น 1. บทบาทไทยในความขัดแย้งระหว่างอาเซียนกันเอง กรณีที่สมาชิกบางประเทศมีข้อพิพาทกับจีน ว่าด้วยการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้...เพราะว่าไทยมีตำแหน่งเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีนจากนี้ไปถึงสามปี และบางประเทศในอาเซียน เช่น อินโดฯ ก็ได้แย่งซีนไทยด้วยการอาสาเป็น “กาวใจ” ไปก่อนหน้านี้แล้ว...จึงมีประเด็นว่าเราพลาดท่าเสียทีในเรื่องนี้อย่างไร จะปรับก้าวย่างให้ทันกับเหตุการณ์มากกว่านี้อย่างไร และจะเป็น “มือประสานสิบทิศ” ที่ทุกฝ่ายไว้วางใจได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร 2. นโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านในทุกมิติที่กำลังจะปรับโฉมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพม่าหรือกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นอินโดฯ หรือ ฟิลิปปินส์ ที่โยงใยไปถึงด้านการเมือง, ความมั่นคงอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ 3. ทิศทางและนโยบายต่อวิกฤติยูโรโซนที่ไทยจะต้องมีแนวทางที่ฉับพลัน ได้ผล และวิเคราะห์ให้รัฐบาลและเอกชนไทยปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่จะต้องมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อไทยเราจากนี้ไปอีกสักระยะหนึ่ง...การทูตกับเศรษฐกิจและความสามารถในการตีความและเจาะเข้าหาเบื้องลึกของด้านนโยบาย ทั้งเอกชนและฝ่ายรัฐของยูโรโซนและยุโรป ที่อยู่นอกยูโรโซนจะเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการทางการทูตไทยอย่างยิ่ง 4. บทบาทของทูตไทยกับการส่งออกและการลงทุนของไทย ในเวทีระหว่างประเทศยิ่งจะมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราเติบโตจีดีพีของประเทศปีนี้ทำท่าว่าจะหดตัวลง การส่งออกมีปัญหา  นโยบายจำนำข้าวภายในประเทศส่งผลต่อการต้องเจรจาขายข้าวรัฐต่อรัฐ ที่มีเงื่อนไขซับซ้อนหลายประการ 5. ตอบคำถามเรื่องยากๆ ของประเทศไทยให้คนข้างนอกฟังอย่างไรจึงจะน่าเชื่อถือ และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลสมจริงสมจัง มิใช่เพียงแค่เป็นการส่งต่อ “แถลงการณ์จากทำเนียบรัฐบาล” เท่านั้นว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติได้อย่างไร  คำว่า“ปรองดอง” หมายถึงอะไร  หรือแม้แต่คำถามง่ายๆ แต่ตอบยากยิ่งว่า “น้ำจะท่วมใหญ่อีกหรือไม่?” นี่เป็นเพียงหัวข้อใหญ่ๆ ที่เห็นได้ชัดว่าเป็น “วาระ” ของนักการทูตไทยในต่างแดนวันนี้ ไม่นับเรื่องยุ่งยากหัวใจที่เกี่ยวพันกับการเมืองในบ้านที่โยงใยไปถึงผู้มีอำนาจทางการเมืองส่วนบุคคล ที่ทำให้นักการทูตไทยกระอักกระอ่วนใจ มิอาจจะทำหน้าที่อย่าง “นักการทูตอาชีพ” อย่างแท้จริงได้  อีกมากมายหลายประเด็นเหลือเกิน     ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
Monday, 06 August 2012 09:10
สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ ต้องถือว่าการจัดงานสัมมนา "ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย" ที่ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 28-29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นการจัดงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากที่สุดนับตั้งแต่ "พรรคเพื่อไทย" ชนะเลือกตั้ง สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ ต้องถือว่าการจัดงานสัมมนา "ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย" ที่ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 28-29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นการจัดงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากที่สุดนับตั้งแต่ "พรรคเพื่อไทย" ชนะเลือกตั้ง นี่เป็นคำพูดของ ส.ส.ภายในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมของพรรคทุกครั้งที่จัดงานสัมมนา อาจจะเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมาสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ในอาการ "ขวัญผวา" การทำกิจกรรมจึงไม่มีใครกล้าเดินหน้า   หลังจากบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษทางการเมือง ทำให้ "มือเก๋าทางการเมือง" กล้าคิดกล้าตัดสินใจหันมาปรึกษาหารือกันฟื้นทำกิจกรรมทางการเมืองเหมือนสมัย "พรรคไทยรักไทย" อีกครั้ง   พ่องานในครั้งนี้ "ภูมิธรรม เวชยชัย" รักษาการผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย หลังจากเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 2 สัปดาห์ ได้โชว์ผลงานติดต่อกันถึง 2 งาน   งานแรกการจัดทำสื่อออนไลน์ เพื่อให้ ส.ส.สามารถสร้างกลไกให้เป็นเวทีขยายออกข้อมูลไปถึงประชาชน, การทำห้องสมุดทักษิณ ชินวัตร และตัดสินใจจัดงานสัมมนา เพื่อต้องการให้สมาชิกแต่ละภาคได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ส่งผ่านไปยัง "ผู้ใหญ่" ให้รับทราบก่อนนำไปแก้ปัญหา   การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้มีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 มาร่วมกิจกรรมกันอย่างมากหน้าหลายตา มีเสียง ส.ส.กระซิบว่า "มาให้ผู้ใหญ่เห็นหน้าช่วงใกล้ปรับคณะรัฐมนตรี"   การจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการเปิดช่องทางให้ "ส.ส.” ได้ระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาการทำงานในพื้นที่ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก “รัฐบาล" หรือรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาหรือรับฟังปัญหา   ในวันแรกของการทำกิจกรรมบนเวทีได้จัดให้ “รัฐมนตรี” ได้นำผลงานเด่นของแต่ละกระทรวงหรือแต่ละคนบอกกล่าวกับสมาชิกพรรคถึงการทำงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีความสำเร็จน่าพึงพอใจแค่ไหน อย่างไร เพื่อให้สมาชิกนำข้อมูลหรือนโยบายที่รัฐบาลได้ทำไปบอกกล่าวกับประชาชนในพื้นที่อีกต่อหนึ่ง   แต่สิ่งที่สมาชิกในห้องประชุมอยากรู้มากที่สุดคือ "บทบาทด้านนิติบัญญัติ" โดยเฉพาะความชัดเจนเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ พรบ.ปรองดองแห่งชาติ" สมาชิกอยากรู้ว่าทางพรรคจะมีทิศทางอย่างไร   โดยเฉพาะ "ผู้ใหญ่" ที่มีอำนาจเด็ดขาด เนื่องจากสมาชิกได้แบ่งความเห็นออกเป็นสองฝ่าย โดย "ฝ่ายฮาร์ดคอร์" เห็นว่า รัฐบาลควรเดินหน้าชนทั้งสองเรื่อง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นควรถอยก่อน เพื่อรอเวลา   โดยฝ่ายที่เห็นควรเดินหน้า เพราะเห็นว่าบางเรื่อง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นนโยบายพรรคต้องเดินหน้าแก้ไขทั้งฉบับ ประกอบกับคำวินิจฉัยของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ก็ไม่ชัดว่าเป็น "คำสั่ง" หรือ "คำแนะนำ"   ดังนั้นควรจะลงมติวาระ 3 ทันทีที่สภาเปิดประชุม ส่วน พรบ.ปรองดองหากเห็นว่าควรเลื่อนออกไปก็ไม่มีปัญหาแต่ไม่ควรถอนร่างออกไปจากวาระ   ซึ่งเรื่องนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้ให้ความเห็นที่ชัดเจน โดย "ยิ่งลักษณ์" ได้ยืนยันพูดชัดเจนว่า "ไม่ถอย แต่ที่ช้าหรือดูเหมือนถอย เพราะต้องการลดความขัดแย้ง"   ขณะที่ "ทักษิณ" ได้วิดีโอลิงค์เข้ามาในงานเลี้ยง ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่า "ต้องประคองให้รัฐบาลอยู่ยาวที่สุด อย่าใจร้อน ต้องนิ่ง สุขุม"   นั่นหมายความว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผ่านร่าง พรบ.ปรองดองแห่งชาติ" รัฐบาลเดินหน้าแน่นอน ไม่ถอนจากวาระ แต่รอเวลาที่เหมาะสม   โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน โดยหัวข้อในการสนทนามี 2 ประเด็นอยู่ในวาระอย่างแน่นอน   ถือว่าได้ข้อยุติเรื่องงานบทบาทการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร!   เรื่องใหญ่ของการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ เดิมทีคิดว่าจะเป็นเรื่องการหาข้อยุติเกี่ยวกับ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับ พรบ.ปรองดอง"   แต่ปรากฏว่าการจัดกิจกรรมสัมมนากลุ่มย่อยให้ ส.ส.แต่ละโซนไปประชุมหารือกันก่อนนำปัญหามาสรุปเสนอต่อที่ประชุมใหญ่กลับได้รับความสนใจ โดยเฉพาะจากสื่อมวลชนไม่ใช่น้อย   เพราะการประชุมย่อย 5 โซน ได้แก่ โซนภาคเหนือ โซนภาคอีสาน โซนภาคกลาง โซนภาคใต้ และโซนกรุงเทพมหานคร แต่ละโซนได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ได้อย่างดุเดือด   โดยลืมไปว่ามีสื่อมวลชนนั่งอยู่ในห้องสัมมนาด้วย!   มีการสะท้อนปัญหาจาก ส.ส.ภาคอีสานเกี่ยวกับการรับจำนำข้าวที่สร้างปัญหาให้แก่ ส.ส.ในพื้นที่ เพราะมีชาวบ้านมาร้องเรียนรวมทั้งเรื่องโรงสีสวมสิทธิ์เอาโควตา, ปัญหามันสำปะหลัง และอ้อย   โดยเฉพาะ "ไพจิต ศรีวรขาน" ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนภาคอีสาน กล่าวว่า ขอให้พรรคเพื่อไทยเร่งแก้ปัญหาราคาข้าว เพราะทุกจังหวัดมีปัญหาเรื่องนี้ รวมถึงการประชุมพรรค ขอให้รัฐมนตรีเข้าประชุมด้วย ถ้าไม่มาฟังแล้ว จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ขณะที่เรื่องงานในสภา พรรคต้องใส่ใจทุ่มเทมากกว่านี้ เพราะสภาคือหัวใจของสนามรบ   นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการแบ่งโซนตามโครงสร้างใหม่ของพรรคไม่คล่องตัว เวลา ส.ส.โทรศัพท์ไปหารัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ รัฐมนตรีไม่รับโทรศัพท์   ได้มีตัวแทนจาก ส.ส.ภาคอีสาน ได้พูดถึงโควตารัฐมนตรีของภาคที่มีน้อยมาก ทั้งที่มี ส.ส.ถึง 104 คน และบางคนที่เป็นรัฐมนตรีตัวแทนของภาคอีสานก็พูดภาษาอีสานไม่ได้ เวลาไปพบปะกับประชาชนก็ไม่ได้ใจ จึงขอให้พรรคพิจารณาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีให้ด้วย   รวมทั้งอยากให้ ส.ส.กับรัฐมนตรีได้ทำงานให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เวลาลงพื้นที่ก็ให้ประสานกับ ส.ส.ในพื้นที่ เวลามีประชุมก็อยากให้รัฐมนตรีมารับฟังหรือส่งตัวแทนมารับฟังปัญหาด้วยทุกครั้ง   การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นการ "เปิดเวที" ให้ ส.ส.ได้ระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน และไม่เคยมี "ผู้ใหญ่" คนไหนมารับฟังและนำปัญหาไปแก้ไข   หลังงานสัมมนาครั้งนี้คงทำให้ ส.ส.หลายคนนอนหลับด้วยความสบายใจมากขึ้น!   .......   (หมายเหตุ : สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)ที่มา :: http://www.komchadluek.net    
Tuesday, 31 July 2012 10:37
  ค่ายรถยนต์ขอเวลา 5 ปี ปรับตัวรับโครงสร้างภาษีใหม่ ย้ำหากเร่งใช้ราคารถยนต์แพงขึ้นแน่ ชี้ต้องลงทุนนับพันล้านปรับการผลิต นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวในงานเสวนา “นโยบายภาษีกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาน ยนต์ไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิต ที่กรมสรรพสามิตร่างขึ้นมาที่กำหนดปริมาณการปล่อยค่า CO2 นั้น ไม่สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาห กรรมยานยนต์ ทั้งนี้เนื่องจากค่า CO2 ที่กำหนดในเบื้องต้น ที่ระบุว่าหากปล่อยค่าไอเสียน้อยกว่า 120 กรัม/กิโลเมตร จะได้ลดภาษีสรรพสามิตลงอีก 5% จากอัตราเดิม แต่หากรถคันใดปล่อยค่า CO2 มากกว่า 150 กรัม/กิโลเมตร จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นอีก 5% นั้น ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ทำได้ยากมาก การกำหนดเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่นี้ ภาคเอกชนต้องการให้หน่วยงานรัฐมองถึงความเป็นจริงและความเหมาะสมด้วยว่า เกณฑ์การปล่อย CO2 ที่กำหนดนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากใช้เกณฑ์ดังกล่าว เชื่อว่าแม้ภาครัฐจะให้เวลาค่ายรถปรับตัว 3 ปี รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ขายในประเทศไทยก็ไม่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ให้ผ่านเกณฑ์นี้ได้ นั่นหมายความว่ารถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม เอกชนต้องการให้มีการหารือกันระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปที่ลงตัวว่าควรจะเป็นอย่างไร โดยระยะเวลาที่ภาคเอกชนต้องการในการปรับตัว คือ 5 ปี นับจากการประกาศใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งก็ยังถือว่าเร็วเกินไป อย่างในประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนี ใช้เวลาประมาณ 10 ปี ถึงจะบังคับใช้ “ผมมองว่าเรื่องนี้รัฐบาลต้องการขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์โดยอาศัยร่างภาษีใหม่นี้ เพราะใน 3-5 ปีนี้ ค่ายรถยนต์ไม่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ให้สอดคล้องกับที่กฎหมายกำหนดขึ้นได้อย่างแน่นอน และประชาชนก็คือผู้ที่จะต้องรับภาระนี้จากราคารถยนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้น” นายศุภรัตน์ กล่าว ทั้งนี้ ค่ายรถยนต์ไม่ได้คัดค้านในเรื่องการกำหนดการปล่อย CO2 แต่ต้องการให้การกำหนดค่าตัวเลขนั้นเหมาะสมมากกว่านี้ เพราะหากใช้เกณฑ์ดังกล่าว คาดว่าค่ายรถยนต์จะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท เพื่อพัฒนาเครื่องยนต์ให้ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว นายศุภรัตน์ กล่าวต่อว่า ในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ใช้เกณฑ์เรื่องการปล่อยค่า CO2 ในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต แต่ใช้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นตัวกำหนดภาษีสรรพสามิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหากใช้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ก็จะเป็นการเปิดเสรีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ต่างๆ ว่าค่ายรถยนต์ใดมีเทคโนโลยีที่ดี ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่ายรถยนต์ขอเวลา 5 ปี ปรับตัวรับโครงสร้างภาษีใหม่ ย้ำหากเร่งใช้ราคารถยนต์แพงขึ้นแน่ ชี้ต้องลงทุนนับพันล้านปรับการผลิต   นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวในงานเสวนา “นโยบายภาษีกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาน ยนต์ไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิต ที่กรมสรรพสามิตร่างขึ้นมาที่กำหนดปริมาณการปล่อยค่า CO2 นั้น ไม่สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาห กรรมยานยนต์ ทั้งนี้เนื่องจากค่า CO2 ที่กำหนดในเบื้องต้น ที่ระบุว่าหากปล่อยค่าไอเสียน้อยกว่า 120 กรัม/กิโลเมตร จะได้ลดภาษีสรรพสามิตลงอีก 5% จากอัตราเดิม แต่หากรถคันใดปล่อยค่า CO2 มากกว่า 150 กรัม/กิโลเมตร จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นอีก 5% นั้น ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ทำได้ยากมาก   การกำหนดเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่นี้ ภาคเอกชนต้องการให้หน่วยงานรัฐมองถึงความเป็นจริงและความเหมาะสมด้วยว่า เกณฑ์การปล่อย CO2 ที่กำหนดนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากใช้เกณฑ์ดังกล่าว เชื่อว่าแม้ภาครัฐจะให้เวลาค่ายรถปรับตัว 3 ปี รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ขายในประเทศไทยก็ไม่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ให้ผ่านเกณฑ์นี้ได้ นั่นหมายความว่ารถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้นแน่นอน   อย่างไรก็ตาม เอกชนต้องการให้มีการหารือกันระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปที่ลงตัวว่าควรจะเป็นอย่างไร โดยระยะเวลาที่ภาคเอกชนต้องการในการปรับตัว คือ 5 ปี นับจากการประกาศใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งก็ยังถือว่าเร็วเกินไป อย่างในประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนี ใช้เวลาประมาณ 10 ปี ถึงจะบังคับใช้   “ผมมองว่าเรื่องนี้รัฐบาลต้องการขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์โดยอาศัยร่างภาษีใหม่นี้ เพราะใน 3-5 ปีนี้ ค่ายรถยนต์ไม่สามารถพัฒนาเครื่องยนต์ให้สอดคล้องกับที่กฎหมายกำหนดขึ้นได้อย่างแน่นอน และประชาชนก็คือผู้ที่จะต้องรับภาระนี้จากราคารถยนต์ที่ปรับเพิ่มขึ้น” นายศุภรัตน์ กล่าว   ทั้งนี้ ค่ายรถยนต์ไม่ได้คัดค้านในเรื่องการกำหนดการปล่อย CO2 แต่ต้องการให้การกำหนดค่าตัวเลขนั้นเหมาะสมมากกว่านี้ เพราะหากใช้เกณฑ์ดังกล่าว คาดว่าค่ายรถยนต์จะต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านบาท เพื่อพัฒนาเครื่องยนต์ให้ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว   นายศุภรัตน์ กล่าวต่อว่า ในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ใช้เกณฑ์เรื่องการปล่อยค่า CO2 ในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต แต่ใช้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นตัวกำหนดภาษีสรรพสามิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหากใช้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ก็จะเป็นการเปิดเสรีเทคโนโลยีเครื่องยนต์ต่างๆ ว่าค่ายรถยนต์ใดมีเทคโนโลยีที่ดี ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี   ที่มา :: http://www.posttoday.com/  
Monday, 30 July 2012 13:19
โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/aksornsri/20120719/462251/เศรษฐกิจจีน-(ยังคง)-สบายดี.html โค้ด  ภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป  ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/opinion/aksornsri/news-list-1.php คำถามยอดฮิตของบรรดาสื่อไทยที่ขอนัดสัมภาษณ์ดิฉันในช่วงนี้ รวมไปถึงนักธุรกิจเอกชน ข้าราชการและแวดวงวิชาการที่ดิฉันได้ไปพบเจอ ก็จะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะส่งผลกระทบต่อจีนมากแค่ไหน ไปจนถึงคำถามสุดกู่ที่ว่า เศรษฐกิจจีนจะเกิดวิกฤตตามไปด้วยหรือไม่  จึงจะขอตอบชัดๆ แบบฟันธงผ่านคอลัมน์นี้ไปเลยว่า  ณ ขณะนี้ เศรษฐกิจจีน (ยังคง) สบายดี แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวและเริ่มเติบโตช้าลงจากที่เคยสูงพุ่งพรวด แต่ขอย้ำว่า มิได้เป็นการ “ถดถอย” ทางเศรษฐกิจนะคะ เมื่อเดือนที่แล้ว ดิฉันได้รับเชิญให้เดินทางไปเมืองกุ้ยหลินของจีนเพื่อบรรยายเรื่อง AEC ให้กับศูนย์ Think-Tank ในสังกัดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำกวางสี ในฐานะเป็น Senior Consultant ของศูนย์ฯ  ทำให้มีโอกาสพบเจอพรรคพวกผู้เชี่ยวชาญจีนหลายคน ดิฉันก็เลยยิงคำถามทำนองเดียวกันนี้ และขอให้ฝ่ายจีนช่วยวิเคราะห์แนวโน้มด้วย  ซึ่งคำตอบที่ได้รับฟังมาน่าสนใจมาก จึงจะขอนำมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์วันนี้ค่ะ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่า  ปีนี้สำคัญอย่างไรสำหรับผู้นำจีนและแวดวงการเมืองจีน  คงจะไม่ใช่เพียงแค่การเป็นปีมังกรนะคะ แต่ปลายปีนี้จะมีการเปลี่ยนถ่ายส่งต่ออำนาจทางการเมืองจากผู้นำรุ่นที่ 4 ไปเป็นรุ่นที่ 5 หรือจะเรียกว่า “จีนผลัดแผ่นดิน” ก็ได้  เรื่องนี้สำคัญมาก  พรรคพวกในจีนได้ให้ข้อสังเกตว่า “ยังไงเสีย ผู้นำจีนและรัฐบาลจีนชุดนี้คงจะไม่ยอมลงจากตำแหน่งไปด้วยภาพลักษณ์ด้านลบแบบ “จบไม่สวย” อย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้  พวกเขาได้สร้างผลงานไว้มากแล้ว ก็ย่อมจะต้องผลักดันเศรษฐกิจจีนอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้ยังคงดูดีต่อไป และเพื่อที่จะฝากจารึกผลงานที่น่าจดจำไว้ก่อนลาจาก”  และผู้เชี่ยวชาญจีนที่คุยด้วยยังได้ฝากประโยคเด็ดทิ้งท้ายว่า “ประเทศนี้ อำนาจพรรคฯ นำเศรษฐกิจ” นอกจากนี้  ประเทศจีนยังมีจุดเด่นของการมีมาตรการและเครื่องมือที่หลากหลายในการนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตต่อไป ซึ่งระบบการเมืองและกลไกต่างๆของรัฐบาลจีน เอื้อให้สามารถ “สั่งการได้จริง” ด้วยค่ะ สำหรับตัวอย่างมาตรการที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในรอบนี้   เช่น มาตรการกระตุ้นตัว C หรือ consumption เร่งการบริโภคในประเทศ  ที่น่าสนใจ คือ การอุดหนุนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานโดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุน 100-400 หยวนต่อคนต่อชิ้นในการซื้อเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์จอแบน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น ส่วนมาตรการกระตุ้นตัว I หรือ investment เพื่อผลักดันการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนก็มีหลากหลายเครื่องมือ  ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการลดสัดส่วนเงินสำรองเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้มีเม็ดเงินออกมาปล่อยเงินกู้ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ที่ไม่พลาด คือ  การกระตุ้นตัว G หรือ Government Spending โดยการทุ่มเทงบประมาณเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล  เช่น  การเร่งอนุมัติโครงการขนาดใหญ่  โครงการพลังงานสะอาด  พร้อมๆ ไปกับการลดตัว T หรือ Tax เช่น การลดภาษีการบริโภค (consumption tax) สำหรับสินค้าหลายรายการและการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศลดกระแสการออกไปช้อปปิ้งสินค้าหรูในต่างประเทศ ที่น่าสนใจเช่นกัน คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 ( จากอัตราปกติร้อยละ 25) สำหรับธุรกิจ SMEs ในจีนที่มีกำไรน้อยและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข เช่น กรณีเป็นผู้ผลิต SMEs ต้องมีจำนวนพนักงานไม่ถึง 100 คน ทรัพย์สินไม่ถึง 30 ล้านหยวน ภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายต่อปี มีมูลค่าต่ำกว่า 300,000 หยวน หรือกรณีเป็นกิจการ SMEs ประเภทอื่น จะต้องมีพนักงานไม่ถึง 80 คน และมีทรัพย์สินไม่เกิน  10 ล้านหยวน เป็นต้น ทั้งนี้  มีรายงานว่า  เม็ดเงินที่รัฐบาลจีนค่อยๆ ทยอยออกมาใช้อัดฉีดเพื่อพยุงและรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านหยวน สำหรับประเด็นวิกฤตยุโรปจะกระทบเศรษฐกิจจีนมากเพียงใด  ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของจีน  และมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20.1 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่ท่าทางจะลากยาวไปอีกนานและทำให้กำลังซื้อในยุโรปลดลงย่อมจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกของจีนไปสหภาพยุโรปต้องลดลงตามไปด้วย มีรายงานตัวเลข 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า การส่งออกของจีนไปกลุ่มสหภาพยุโรปลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้มูลค่าการค้ารวมกับจีนลดเหลือ 163,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยเปรียบเทียบแล้ว ประเทศสหรัฐฯ จึงขยับขึ้นมา (แทนที่สหภาพยุโรป) ในการเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีนด้วยมูลค่าแซงหน้าแบบเฉียดฉิว คือ 165,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี จีนได้ใช้วิกฤตเป็นโอกาส  โดยการหาประโยชน์จากวิกฤตยุโรปในครั้งนี้ด้วยการหันไปเน้นออกไปลงทุนในยุโรปมากขึ้น  กลุ่มทุนจีนทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนขนาดใหญ่ได้ฉกฉวยโอกาสในการออกไปขยายการลงทุนกว้านซื้อและช้อปปิ้งโรงงานราคาถูกในยุโรป รวมไปถึงการเข้าไปควบรวมกิจการต่างๆ ในยุโรปหลายประเทศ  จึงช่างเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะและสอดคล้องกับนโยบาย “เดินออกไป” (Zou Chu Qu) หรือ going global policy ของรัฐบาลจีนที่ต้องการส่งเสริมให้มีการออกไปสร้างอาณาจักรของทุนจีนในต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้ จีนขยับขึ้นเป็นนักลงทุน FDI  ต่างชาติมากติดอันดับ 5 ของโลกไปแล้วค่ะ นอกจากนี้  จีนมิได้ส่งออกหรือพึ่งพาเพียงแค่ตลาดยุโรปเท่านั้น แต่มังกรจีนได้มีตลาดส่งออกที่หลากหลาย โดยเฉพาะการหันมาเน้นตลาดอาเซียน จนสามารถกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน และอาเซียนเองก็ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนด้วยค่ะ โดยสรุป  ดิฉันค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมือรัฐบาลจีนว่า น่าจะ “เอาอยู่” และรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปในรอบนี้ได้  อย่างน้อยภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป  ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่โตแบบพุ่งพรวดเหมือนในอดีต และคาดว่าน่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวเลขเป้าหมายที่รัฐบาลจีนตั้งใจไว้แต่เดิมโดยระบุในแผนพัฒน์ฯ ฉบับ 12 ของจีน (2011-2015) ที่จะหันมาเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาภาคต่างประเทศ และจะย่างก้าวเดินเติบโตอย่างมีคุณภาพ มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตค่ะ โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/aksornsri/20120719/462251/เศรษฐกิจจีน-(ยังคง)-สบายดี.html   โค้ด  ภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป  ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ   http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/opinion/aksornsri/news-list-1.php   คำถามยอดฮิตของบรรดาสื่อไทยที่ขอนัดสัมภาษณ์ดิฉันในช่วงนี้ รวมไปถึงนักธุรกิจเอกชน ข้าราชการและแวดวงวิชาการที่ดิฉันได้ไปพบเจอ ก็จะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะส่งผลกระทบต่อจีนมากแค่ไหน ไปจนถึงคำถามสุดกู่ที่ว่า เศรษฐกิจจีนจะเกิดวิกฤตตามไปด้วยหรือไม่  จึงจะขอตอบชัดๆ แบบฟันธงผ่านคอลัมน์นี้ไปเลยว่า  ณ ขณะนี้ เศรษฐกิจจีน (ยังคง) สบายดี แม้จะมีสัญญาณชะลอตัวและเริ่มเติบโตช้าลงจากที่เคยสูงพุ่งพรวด แต่ขอย้ำว่า มิได้เป็นการ “ถดถอย” ทางเศรษฐกิจนะคะ เมื่อเดือนที่แล้ว ดิฉันได้รับเชิญให้เดินทางไปเมืองกุ้ยหลินของจีนเพื่อบรรยายเรื่อง AEC ให้กับศูนย์ Think-Tank ในสังกัดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำกวางสี ในฐานะเป็น Senior Consultant ของศูนย์ฯ  ทำให้มีโอกาสพบเจอพรรคพวกผู้เชี่ยวชาญจีนหลายคน ดิฉันก็เลยยิงคำถามทำนองเดียวกันนี้ และขอให้ฝ่ายจีนช่วยวิเคราะห์แนวโน้มด้วย  ซึ่งคำตอบที่ได้รับฟังมาน่าสนใจมาก จึงจะขอนำมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์วันนี้ค่ะ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่า  ปีนี้สำคัญอย่างไรสำหรับผู้นำจีนและแวดวงการเมืองจีน  คงจะไม่ใช่เพียงแค่การเป็นปีมังกรนะคะ แต่ปลายปีนี้จะมีการเปลี่ยนถ่ายส่งต่ออำนาจทางการเมืองจากผู้นำรุ่นที่ 4 ไปเป็นรุ่นที่ 5 หรือจะเรียกว่า “จีนผลัดแผ่นดิน” ก็ได้  เรื่องนี้สำคัญมาก  พรรคพวกในจีนได้ให้ข้อสังเกตว่า “ยังไงเสีย ผู้นำจีนและรัฐบาลจีนชุดนี้คงจะไม่ยอมลงจากตำแหน่งไปด้วยภาพลักษณ์ด้านลบแบบ “จบไม่สวย” อย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้  พวกเขาได้สร้างผลงานไว้มากแล้ว ก็ย่อมจะต้องผลักดันเศรษฐกิจจีนอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้ยังคงดูดีต่อไป และเพื่อที่จะฝากจารึกผลงานที่น่าจดจำไว้ก่อนลาจาก”  และผู้เชี่ยวชาญจีนที่คุยด้วยยังได้ฝากประโยคเด็ดทิ้งท้ายว่า “ประเทศนี้ อำนาจพรรคฯ นำเศรษฐกิจ” นอกจากนี้  ประเทศจีนยังมีจุดเด่นของการมีมาตรการและเครื่องมือที่หลากหลายในการนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตต่อไป ซึ่งระบบการเมืองและกลไกต่างๆของรัฐบาลจีน เอื้อให้สามารถ “สั่งการได้จริง” ด้วยค่ะ สำหรับตัวอย่างมาตรการที่รัฐบาลจีนนำมาใช้ในรอบนี้   เช่น มาตรการกระตุ้นตัว C หรือ consumption เร่งการบริโภคในประเทศ  ที่น่าสนใจ คือ การอุดหนุนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานโดยรัฐบาลจะให้เงินอุดหนุน 100-400 หยวนต่อคนต่อชิ้นในการซื้อเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์จอแบน ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องทำความร้อนด้วยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น ส่วนมาตรการกระตุ้นตัว I หรือ investment เพื่อผลักดันการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนก็มีหลากหลายเครื่องมือ  ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการลดสัดส่วนเงินสำรองเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้มีเม็ดเงินออกมาปล่อยเงินกู้ในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ที่ไม่พลาด คือ  การกระตุ้นตัว G หรือ Government Spending โดยการทุ่มเทงบประมาณเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาล  เช่น  การเร่งอนุมัติโครงการขนาดใหญ่  โครงการพลังงานสะอาด  พร้อมๆ ไปกับการลดตัว T หรือ Tax เช่น การลดภาษีการบริโภค (consumption tax) สำหรับสินค้าหลายรายการและการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศลดกระแสการออกไปช้อปปิ้งสินค้าหรูในต่างประเทศ ที่น่าสนใจเช่นกัน คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 ( จากอัตราปกติร้อยละ 25) สำหรับธุรกิจ SMEs ในจีนที่มีกำไรน้อยและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข เช่น กรณีเป็นผู้ผลิต SMEs ต้องมีจำนวนพนักงานไม่ถึง 100 คน ทรัพย์สินไม่ถึง 30 ล้านหยวน ภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายต่อปี มีมูลค่าต่ำกว่า 300,000 หยวน หรือกรณีเป็นกิจการ SMEs ประเภทอื่น จะต้องมีพนักงานไม่ถึง 80 คน และมีทรัพย์สินไม่เกิน  10 ล้านหยวน เป็นต้น ทั้งนี้  มีรายงานว่า  เม็ดเงินที่รัฐบาลจีนค่อยๆ ทยอยออกมาใช้อัดฉีดเพื่อพยุงและรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านหยวน สำหรับประเด็นวิกฤตยุโรปจะกระทบเศรษฐกิจจีนมากเพียงใด  ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของจีน  และมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20.1 ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปที่ท่าทางจะลากยาวไปอีกนานและทำให้กำลังซื้อในยุโรปลดลงย่อมจะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกของจีนไปสหภาพยุโรปต้องลดลงตามไปด้วย มีรายงานตัวเลข 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า การส่งออกของจีนไปกลุ่มสหภาพยุโรปลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้มูลค่าการค้ารวมกับจีนลดเหลือ 163,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยเปรียบเทียบแล้ว ประเทศสหรัฐฯ จึงขยับขึ้นมา (แทนที่สหภาพยุโรป) ในการเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีนด้วยมูลค่าแซงหน้าแบบเฉียดฉิว คือ 165,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี จีนได้ใช้วิกฤตเป็นโอกาส  โดยการหาประโยชน์จากวิกฤตยุโรปในครั้งนี้ด้วยการหันไปเน้นออกไปลงทุนในยุโรปมากขึ้น  กลุ่มทุนจีนทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนขนาดใหญ่ได้ฉกฉวยโอกาสในการออกไปขยายการลงทุนกว้านซื้อและช้อปปิ้งโรงงานราคาถูกในยุโรป รวมไปถึงการเข้าไปควบรวมกิจการต่างๆ ในยุโรปหลายประเทศ  จึงช่างเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะและสอดคล้องกับนโยบาย “เดินออกไป” (Zou Chu Qu) หรือ going global policy ของรัฐบาลจีนที่ต้องการส่งเสริมให้มีการออกไปสร้างอาณาจักรของทุนจีนในต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้ จีนขยับขึ้นเป็นนักลงทุน FDI  ต่างชาติมากติดอันดับ 5 ของโลกไปแล้วค่ะ นอกจากนี้  จีนมิได้ส่งออกหรือพึ่งพาเพียงแค่ตลาดยุโรปเท่านั้น แต่มังกรจีนได้มีตลาดส่งออกที่หลากหลาย โดยเฉพาะการหันมาเน้นตลาดอาเซียน จนสามารถกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน และอาเซียนเองก็ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนด้วยค่ะ โดยสรุป  ดิฉันค่อนข้างเชื่อมั่นและเชื่อมือรัฐบาลจีนว่า น่าจะ “เอาอยู่” และรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปในรอบนี้ได้  อย่างน้อยภายในปี 2012  เศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตต่อไป  ทั้งด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้นำจีนรุ่นที่ 4 ที่ต้องการฝากผลงานและลาจากตำแหน่งอย่างดูดีและสวยงาม รวมทั้งมาตรการหลากหลายที่รัฐบาลจีนทยอยนำมาใช้รักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้จะไม่โตแบบพุ่งพรวดเหมือนในอดีต และคาดว่าน่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.5 ซึ่งจะสอดคล้องกับตัวเลขเป้าหมายที่รัฐบาลจีนตั้งใจไว้แต่เดิมโดยระบุในแผนพัฒน์ฯ ฉบับ 12 ของจีน (2011-2015) ที่จะหันมาเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาภาคต่างประเทศ และจะย่างก้าวเดินเติบโตอย่างมีคุณภาพ มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตค่ะดัชนีสำคัญเศรษฐกิจจีน ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2012   ดัชนีสำคัญ ปี 2011 ครึ่งปีแรก 2012 (มค.-มิย) มูลค่า อัตราเติบโต (%) มูลค่า อัตราเติบโต (%) จีดีพี GDP (พันล้านหยวน) 47,156.4 9.2 1 22,709.8 7.8 1 รายได้เฉลี่ยชาวจีนในเขตเมือง (หยวน) 21,810 8.4 1 12,509 9.7 1 รายได้เฉลี่ยชาวจีนในเขตชนบท (หยวน) 6,977 11.4 1 4,303 12.4 1 การลงทุนสินทรัพย์คงที่ 2 (พันล้านหยวน) 30,193.3 23.8 15,071.0 20.4 ยอดขายปลีกสินค้าบริโภค (พันล้านหยวน) 18,391.9 17.1 9,822.2 14.4 ดัชนี Consumer Price Index :CPI   5.4   3.3 การส่งออก (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) 1,898.6 20.3 954.4 9.2 การนำเข้า (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) 1,743.5 24.9 885.5 6.7 ดุลการค้า (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) +155.1   68.9   การลงทุนจากต่างชาติ FDI ที่ใช้จริง(พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) 116.0 9.7 47.1 3 -1.9 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) 3,181.1 11.7 3,240 1.3 ที่มา  :  สำนักงาน National Bureau of Statistics กระทรวง Ministry of Commerce และสำนักงาน General Administration of Customs หมายเหตุ :  1 อัตรา Real growth    2Urban investments in fixed assets   3 Jan-May  2012
Tuesday, 24 July 2012 09:19
ขณะที่อุตสาหกรรมส่งออกของไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตยุโรปกำลังหายใจพะงาบๆ อเมริกายังไม่ตื่นจากภวังค์ จีนก็เริ่มจะเดินเซๆ หลายๆ ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์หาตลาดใหม่และหันมาพึ่งตลาดในประเทศกันเป็นแถว ตรงกันข้ามกับ ′อุตสาหกรรมรถยนต์′ ที่สวนทางชาวบ้าน เมื่อยอดขายรถครึ่งปีแรกกว่า 6 แสนคันทั้งปีคาดว่าจะสูง 1.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% สูงสุดในรอบ 50 ปี ยุคนี้จึงเป็นยุคทองของ ′ดีทรอยออฟเอเชีย′ อย่างแท้จริง แต่ที่ตัวเลขการบริโภคในประเทศสูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ ถึงขั้น ′ป้ายแดง′ ขาดตลาดผลิตไม่ทัน สาเหตุที่รถขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็ด้วยเนื้อนาบุญ ′นโยบายรถยนต์คันแรก′ ของรัฐบาลสวมวิญญาณ ′ซานตาคลอส′ ยอมเฉือนรายได้จากภาษีสรรพสามิต 3 หมื่นล้านบาท แจกของขวัญให้ผู้ซื้อรถและบริษัทรถยนต์ คนที่ได้ประโยชน์ก็หนีไม่พ้นบริษัทรถยนต์ที่รับไปเต็มๆ ขณะที่ผู้บริโภคต้องยอม ′เป็นหนี้′ ด้านหนึ่งเพราะได้รับยกเว้นภาษีคันละ 1 แสน แต่อีกด้านมันสะท้อนถึงปัญหาระบบการขนส่งมวลชนบ้านเราที่ไม่ตอบสนองผู้บริโภค จะนั่งรถเมล์ก็ไม่ปลอดภัยไม่รู้จะโดนลูกหลงตอนไหน อีกทั้งสกปรก ขาดมาตรฐาน รถไฟฟ้าก็มีไม่เพียงพอ ไม่สะดวกสบาย ลองๆ นึกภาพดูรถใหม่จำนวนกว่าล้านคันทยอยมาเพ่นพ่านบนถนน ปัญหาจราจรจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน แทนที่รัฐบาลจะเร่ง ′การสร้างโครงข่ายระบบขนส่ง มวลชน′ ให้เพียงพอรวดเร็วทันเวลา กลับส่งเสริมให้คน ′เป็นหนี้′ ส่งเสริมให้ ′ซื้อรถ′ ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันมากขึ้นมหาศาล ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุลครั้งแรกในรอบ 15 ปี อย่าลืมสัญญาณวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็สะท้อนจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แม้จะอ้างตัวเลขส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ไม่ได้ชดเชยสิ่งที่ สูญเสียไปเพราะรายได้จากการส่งออกจะเหลือตกถึงประเทศเราบ้างก็มีแค่ ′ค่าแรงงาน′ ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร เพราะรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ใช้แรงงานน้อย ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ก็จะได้จากภาษีนิติบุคคล สำหรับเอสเอ็มอีที่ผลิตอะไหล่ป้อนให้ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทลูกที่ย้ายตามมาจากญี่ปุ่น บริษัทคนไทยจริงๆ มีน้อย เมื่อนำสิ่งที่เราได้กับที่เราเสียมาหักกลบลบกันไม่รู้ว่า งานนี้เราควรดีใจหรือเสียใจดี ขณะที่อุตสาหกรรมส่งออกของไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตยุโรปกำลังหายใจพะงาบๆ อเมริกายังไม่ตื่นจากภวังค์ จีนก็เริ่มจะเดินเซๆ หลายๆ ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์หาตลาดใหม่และหันมาพึ่งตลาดในประเทศกันเป็นแถว ตรงกันข้ามกับ ′อุตสาหกรรมรถยนต์′ ที่สวนทางชาวบ้าน เมื่อยอดขายรถครึ่งปีแรกกว่า 6 แสนคันทั้งปีคาดว่าจะสูง 1.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% สูงสุดในรอบ 50 ปี   ยุคนี้จึงเป็นยุคทองของ ′ดีทรอยออฟเอเชีย′ อย่างแท้จริง   แต่ที่ตัวเลขการบริโภคในประเทศสูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ ถึงขั้น ′ป้ายแดง′ ขาดตลาดผลิตไม่ทัน สาเหตุที่รถขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็ด้วยเนื้อนาบุญ ′นโยบายรถยนต์คันแรก′ ของรัฐบาลสวมวิญญาณ ′ซานตาคลอส′ ยอมเฉือนรายได้จากภาษีสรรพสามิต 3 หมื่นล้านบาท แจกของขวัญให้ผู้ซื้อรถและบริษัทรถยนต์   คนที่ได้ประโยชน์ก็หนีไม่พ้นบริษัทรถยนต์ที่รับไปเต็มๆ   ขณะที่ผู้บริโภคต้องยอม ′เป็นหนี้′ ด้านหนึ่งเพราะได้รับยกเว้นภาษีคันละ 1 แสน แต่อีกด้านมันสะท้อนถึงปัญหาระบบการขนส่งมวลชนบ้านเราที่ไม่ตอบสนองผู้บริโภค จะนั่งรถเมล์ก็ไม่ปลอดภัยไม่รู้จะโดนลูกหลงตอนไหน อีกทั้งสกปรก ขาดมาตรฐาน รถไฟฟ้าก็มีไม่เพียงพอ ไม่สะดวกสบาย   ลองๆ นึกภาพดูรถใหม่จำนวนกว่าล้านคันทยอยมาเพ่นพ่านบนถนน ปัญหาจราจรจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน   แทนที่รัฐบาลจะเร่ง ′การสร้างโครงข่ายระบบขนส่ง มวลชน′ ให้เพียงพอรวดเร็วทันเวลา กลับส่งเสริมให้คน ′เป็นหนี้′ ส่งเสริมให้ ′ซื้อรถ′ ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันมากขึ้นมหาศาล ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุลครั้งแรกในรอบ 15 ปี   อย่าลืมสัญญาณวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็สะท้อนจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด   แม้จะอ้างตัวเลขส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ก็ไม่ได้ชดเชยสิ่งที่ สูญเสียไปเพราะรายได้จากการส่งออกจะเหลือตกถึงประเทศเราบ้างก็มีแค่ ′ค่าแรงงาน′ ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร เพราะรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ใช้แรงงานน้อย ส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ก็จะได้จากภาษีนิติบุคคล   สำหรับเอสเอ็มอีที่ผลิตอะไหล่ป้อนให้ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทลูกที่ย้ายตามมาจากญี่ปุ่น บริษัทคนไทยจริงๆ มีน้อย   เมื่อนำสิ่งที่เราได้กับที่เราเสียมาหักกลบลบกันไม่รู้ว่า งานนี้เราควรดีใจหรือเสียใจดี   ที่มา :: http://www.khaosod.co.th  
Monday, 23 July 2012 11:27
ถ้าใครคิดว่าประเทศไทย เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้, เป็นเรื่องระหว่างจีน กับสมาชิกอาเซียนบางประเทศเช่น ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย และบรูไน เท่านั้น, เห็นจะเป็นการประเมินผิดพลาดแน่นอน เพราะไทยเราแม้จะไม่ใช่ “คู่กรณี” ในเรื่องนี้ แต่ตั้งแต่เดือนนี้ไปสามปี, เรามีบทบาทเป็น “Coordinator” หรือ “ผู้ประสานงาน” ของอาเซียนกับจีน ซึ่งเป็นบทบาทที่เกิดมีความสำคัญขึ้นมาอย่างกะทันหันเพราะสถานการณ์ล่าสุด เหตุที่น่ากังวลเกิดขึ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้งสิบประเทศไม่สามารถตกลงที่จะออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกใน 45 ปีของอาเซียน ซึ่งไม่เคยให้ความไม่ลงรอยในเรื่องไหนออกมาในที่สาธารณะได้ชัดเจนอย่างนี้ ถือเป็นการก้าวถอยหลังของอาเซียนที่ค่อนข้างจะหนักหน่วง เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่าการพิพาทกับจีนของสมาชิกอาเซียนบางประเทศนั้น ได้ก่อให้เกิดรอยแตกแยกอย่างปฏิเสธไม่ได้ เท่ากับอาเซียนยอมให้มหาอำนาจ (ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐ) เข้ามามีอิทธิพลถึงขั้นที่ต้อง“ตกลงที่จะไม่ตกลงกันอย่างเปิดเผย” หลายชาติชี้นิ้วไปที่กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพและประธานหมุนเวียนว่ายอมถูกจีนกดดันให้ไม่ระบุประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้จนทำให้ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ เมื่อออกแถลงการณ์ร่วมไม่ได้ ประเด็นร่วมมืออื่นๆ ที่ปกติจะถูกระบุในแถลงการณ์ร่วมนี้ก็พลอยระงับไปด้วย ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเดินหน้าของอาเซียนที่พยายามจะดิ้นออกจากภาพลักษณ์ของการเป็น “เสือกระดาษ” มาช้านาน การทูตอาเซียนสมัยก่อนนั้นสามารถจะหาทางออกจากความไม่ลงรอยในบางประเด็นเสมอ ด้วยการตัดสินใจไม่เผชิญหน้า และหากเรื่องไหนละเอียดเกินไปสำหรับบางสมาชิก, ประเทศที่เหลือก็จะหลบหลีกให้ และไม่นำเข้าสู่วาระการประชุมเป็นทางการ ถือเป็นการ “พูดคุยกันนอกรอบ” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้าวฉานในมวลหมู่มหามิตร แต่ครั้งนี้เกือบจะเรียกว่า “แตกหัก” กันกลายๆ ทีเดียว เมื่อประเทศไทยรับบทเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีน, จึงมีภาระหนักในการที่จะดำรงตนเป็น “ท้าวมาลีวราช”ในภาวะที่มีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ในภูมิภาคนี้ไม่น้อยเลย ไทยไม่เพียงแต่จะต้องประสานระหว่างอาเซียนกับจีนในกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เท่านั้น หากแต่ยังจะต้องประสานรอยร้าวในมวลหมู่สมาชิกทั้งหลายเสียก่อนแล้วจึงจะประสานต่อไปที่ประเทศจีนได้ เพราะระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนแต่ละประเทศไม่ได้มีเสมอกันหมด เหตุเพราะความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้ทำให้จีนแยกความสัมพันธ์เป็นสองชั้น...ที่มีปัญหาในทะเลจีนใต้กับที่ไม่มีความขัดแย้งเรื่องดินแดนในทะเล ความจริง “การทูตไทย” เคยมีชื่อในด้านของการสามารถ “ประสานสิบทิศ” เพื่อให้เพื่อนพ้องที่มีปัญหากันสามารถไกล่เกลี่ยพูดจากัน ในอดีตเราช่วยให้มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาแล้ว สามารถพบปะเจรจากันได้ในบรรยากาศที่ไทยเราช่วยเป็น “คนกลาง” ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนติดอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อีกทั้งไทยก็จะต้องแสดงให้ประจักษ์ต่อเพื่อนร่วมอาเซียนและมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐ ว่าเรามีความเป็นอิสระและมีวุฒิภาวะในเวทีระหว่างประเทศเพียงพอที่จะทำหน้าที่ “ประสานสิบทิศ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือความท้าทายของประเทศไทยในยามที่สุขภาพการเมืองภายในของเราอ่อนเปลี้ยเพลียแรง และความสามารถด้านการทูตก็พลอยถูกกระทบไปด้วยอย่างน่าเสียดายยิ่ง แต่ไม่ว่าเราจะมีปัญหาในบ้านอย่างไร เมื่อมีภารกิจอันสำคัญในภูมิภาคเช่นนี้ เราก็จะต้องก้มหน้าก้มตาทำให้ได้ นี่คือการพิสูจน์ความเก่งกาจหรืออ่อนแอของไทยเราอีกวาระหนึ่งแล้ว   ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
Friday, 20 July 2012 09:50
แผนธุรกิจดีมีชัยไปกว่าครึ่ง : คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์ การประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิตคงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับบางคน การผันตัวเองจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบการ หรือเรียนจบแล้วก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเลย เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ แม้ว่าจะไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันว่า การพลิกบทบาทสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้จริงหรือไม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนมั่นใจว่าธุรกิจน่าจะไปรอดก็คือการมีแผนธุรกิจที่ดีอยู่ในมือ แผนธุรกิจดีมีชัยไปกว่าครึ่ง : คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง : โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์ การประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิตคงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับบางคน การผันตัวเองจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบการ หรือเรียนจบแล้วก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเลย เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ แม้ว่าจะไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันว่า การพลิกบทบาทสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้จริงหรือไม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนมั่นใจว่าธุรกิจน่าจะไปรอดก็คือการมีแผนธุรกิจที่ดีอยู่ในมือ  เพราะแผนธุรกิจเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายและเป้าหมายที่ต้องการ หากไม่มี อาจทำให้หลงทางหรือไปไม่ถึงดวงดาวได้ ดังนั้น คนที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนอกจากจะต้องมีความกล้า มีวิสัยทัศน์ มีความอดทน ฯลฯ แล้ว ยังต้องรู้จักจัดทำแผนธุรกิจที่ดีไว้โดยมีหัวข้อหลักครอบคลุมในหลายๆ ด้าน ขอ “เล่าสู่กันฟัง” แบบย่อๆ นะครับ ข้อแรกก็คือจะต้องมีเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน ขนาดของตลาด แนวโน้ม โอกาสทางธุรกิจ และความเสี่ยงว่ามีอะไรบ้าง สองก็คือควรมีประวัติย่อของกิจการ บอกความเป็นมาของกิจการ วิสัยทัศน์ พันธกิจ แนวคิดสินค้าและบริการ สามต้องวิเคราะห์สถานการณ์ วิเคราะห์ปัจจัยภายนอก สภาพการแข่งขัน ตลาด ธุรกิจ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม สี่ต้องระบุถึงโอกาสทางธุรกิจ ปัจจัยสู่ความสำเร็จ กลยุทธ์หลัก กลยุทธ์ระดับธุรกิจ ห้ามีแผนการตลาด มีเป้าหมายทางการตลาด มีการแบ่งกลุ่มลูกค้าและกำหนดลูกค้าเป้าหมาย การวางตำแหน่งสินค้า กลยุทธ์สินค้า ราคา การจัดจำหน่าย การส่งเสริมการขาย หกมีแผนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เจ็ดมีแผนการผลิตหรือแผนปฏิบัติการ เช่น สถานที่และทำเลที่ตั้ง การหาแหล่งสินค้า เทคโนโลยีที่ใช้ การขนส่ง การควบคุมคุณภาพ การบริการ แปดมีแผนการจัดการและบริหารบุคลากร เช่น โครงสร้างองค์กร ทีมงาน กำลังคน ระบบการบริหาร เก้ามีแผนด้านการเงิน เงินทุนหมุนเวียน แหล่งที่มาของเงินทุน ผลตอบแทนการลงทุน งบกำไรขาดทุน ฯลฯ และท้ายสุดมีแผนรองรับความเสี่ยงด้านต่างๆ   ปัจจุบันแม้เราจะคุ้นเคยกับคำว่า “แผนธุรกิจ” เป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่มีการทำแผนธุรกิจเป็นลายลักษณ์อักษร มีการทำแผนก่อนลงมือทำงาน บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเปลืองเงิน เปลืองแรง และเสียเวลา แต่หากทำแล้วช่วยให้ธุรกิจไปรอด ก็น่าจะคุ้มค่า เพราะเดี๋ยวนี้โอกาสที่จะเป็นเศรษฐีแบบเสื่อผืนหมอนใบ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ชนิดที่เรียกว่า ทำธุรกิจแบบมวยวัด แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว   ที่มา :: http://www.komchadluek.net    
Wednesday, 18 July 2012 10:21
ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยว ข้องรับผิดชอบในเหตุ การณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะกำหนดยุทธศาสตร์ออกมาอย่างไร หากยังไม่มีการปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรม ยังเป็นยุทธศาสตร์บนหน้ากระดาษ การเดินไปข้างหน้าเพื่อให้บรรลุสันติสุขก็ยังเกิดขึ้นไม่ได้ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีการลอบวางระเบิดขึ้นหลายจุด ทั้งตามที่ปรากฏเป็นข่าวยังระบุว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นผู้กระทำ แสดงว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะการข่าวของทางราชการทราบแล้วว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ยังปฏิบัติการก่อกวนสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นใครบ้าง เมื่อรู้ได้เช่นนี้ก็น่าที่ประชาชนชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะตั้งความหวังได้ว่าโอกาสที่บ้านเมืองที่ตนอยู่อาศัยมาด้วยความสงบสันติสุขมานานนับร้อยปี และมีเหตุการณ์ทำให้ไม่สงบขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มมีเค้าของความสงบเกิดขึ้นแล้ว แต่ประการที่น่าจะรู้ต่อไปคือ เมื่อไหร่ เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีพื้นที่ใดอยู่ในความสงบสันติสุข ทั้งยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกลูกหลงหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายก่อความไม่สงบจะก่อให้เกิดขึ้น เรียกว่าชีวิตและทรัพย์สินยังแขวนบนเส้นด้ายแห่งความไม่ปลอดภัยและหวาดระแวงตลอดเวลา กระนั้นก็ดีดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นจะห่างไปจากการปองร้ายประชาชนทั่วไป ทั้งยังเหตุการณ์มุ่งร้ายหน่วยงานทางเศรษฐ กิจ เช่น ธนาคารเอกชน เป็นต้น ดังรายล่าสุดที่มุ่งทำลายตู้เอทีเอ็มถึง 3 ตู้ในเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือเป็นผู้ถูกลูกหลงมากกว่า ดังนั้น หากหน่วยการข่าวของเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการในหน้าที่จะร่วมมืออย่างจริงจังและใกล้ชิดกว่านี้ ก็น่าเชื่อว่าอาจจะระงับเหตุไม่ให้เกิดขึ้น หรือชะลอการก่อเหตุของฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนที่จะก่อเหตุขึ้น หรือเข้าไปถึงเหตุการณ์ได้ทันทีที่เหตุเกิดขึ้น อาจเป็นเหตุให้จับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันควัน หากเหตุการณ์ครั้งต่อไปเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุไม่สงบขึ้นได้ทันทีทันควัน ก็น่าเชื่อได้ว่าการก่อเหตุไม่สงบน่าจะบรรเทาเบาบางลงบ้าง แม้ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยว ข้องรับผิดชอบในเหตุ การณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะกำหนดยุทธศาสตร์ออกมาอย่างไร หากยังไม่มีการปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรม ยังเป็นยุทธศาสตร์บนหน้ากระดาษ การเดินไปข้างหน้าเพื่อให้บรรลุสันติสุขก็ยังเกิดขึ้นไม่ได้   ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีการลอบวางระเบิดขึ้นหลายจุด ทั้งตามที่ปรากฏเป็นข่าวยังระบุว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นผู้กระทำ แสดงว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะการข่าวของทางราชการทราบแล้วว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ยังปฏิบัติการก่อกวนสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นใครบ้าง   เมื่อรู้ได้เช่นนี้ก็น่าที่ประชาชนชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะตั้งความหวังได้ว่าโอกาสที่บ้านเมืองที่ตนอยู่อาศัยมาด้วยความสงบสันติสุขมานานนับร้อยปี และมีเหตุการณ์ทำให้ไม่สงบขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มมีเค้าของความสงบเกิดขึ้นแล้ว   แต่ประการที่น่าจะรู้ต่อไปคือ เมื่อไหร่       เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีพื้นที่ใดอยู่ในความสงบสันติสุข ทั้งยังไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกลูกหลงหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ฝ่ายก่อความไม่สงบจะก่อให้เกิดขึ้น   เรียกว่าชีวิตและทรัพย์สินยังแขวนบนเส้นด้ายแห่งความไม่ปลอดภัยและหวาดระแวงตลอดเวลา   กระนั้นก็ดีดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นจะห่างไปจากการปองร้ายประชาชนทั่วไป ทั้งยังเหตุการณ์มุ่งร้ายหน่วยงานทางเศรษฐ กิจ เช่น ธนาคารเอกชน เป็นต้น ดังรายล่าสุดที่มุ่งทำลายตู้เอทีเอ็มถึง 3 ตู้ในเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือเป็นผู้ถูกลูกหลงมากกว่า   ดังนั้น หากหน่วยการข่าวของเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการในหน้าที่จะร่วมมืออย่างจริงจังและใกล้ชิดกว่านี้ ก็น่าเชื่อว่าอาจจะระงับเหตุไม่ให้เกิดขึ้น หรือชะลอการก่อเหตุของฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนที่จะก่อเหตุขึ้น   หรือเข้าไปถึงเหตุการณ์ได้ทันทีที่เหตุเกิดขึ้น อาจเป็นเหตุให้จับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันควัน   หากเหตุการณ์ครั้งต่อไปเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุไม่สงบขึ้นได้ทันทีทันควัน   ก็น่าเชื่อได้ว่าการก่อเหตุไม่สงบน่าจะบรรเทาเบาบางลงบ้าง แม้ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว   ที่มา :: คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม  
Tuesday, 17 July 2012 10:49
ใครๆ ก็ห่วงว่าถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ก็จะมีผลกระทบกว้างไกลกว่ายุโรป และสหรัฐ ด้วยซ้ำ เพราะ “มังกรยักษ์” ได้กลายเป็นความหวังหลักของโลก ว่าจะเป็นประเทศที่อุ้มชาติอื่นได้ในยามที่วิกฤติยุโรปทำท่าจะลากยาว ด้วยความกังวลอย่างนี้แหละที่พอตัวเลขอัตราโตทางเศรษฐกิจของจีนสำหรับไตรมาสสองของปีนี้ออกมา 7.6% ก็เกิดความหวั่นไหวกันในหลายวงการทีเดียว ต้องไม่ลืมว่าวันนี้เศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว มิใช่ “ประเทศกำลังพัฒนา” อย่างที่เรียกขานกันมาก่อนหน้านี้ เพราะอัตราโต 7.6% สำหรับจีนนั้นคือตัวเลขต่ำที่สุดใน 3 ปี และต่ำกว่าไตรมาสแรกที่มีอัตราเติบโตที่ 8.1% ยิ่งเปรียบกับเมื่อสองปีก่อนซึ่งมีอัตราโตของจีดีพี อยู่ที่ 10-12% ด้วยแล้วก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัวในหลายประเทศ ที่ต้องพึ่งตลาดจีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่เช่นประเทศในอาเซียนทั้งหลายเป็นต้น รัฐบาลจีนประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ว่า คาดการณ์สำหรับเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 7.5% ซึ่งก็แปลว่าปักกิ่ง ได้ส่งสัญญาณเตือนมายังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแล้วว่าอย่าได้คาดหวังอะไรมากจากจีนในปีนี้ แต่จะไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรในเมื่อการผลิตของจีนเท่ากับ 1 ใน 5 ของโลก และหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างช่วยไม่ได้ ผมถามผู้อำนวยการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ คริสติน ลาร์การ์ด ที่กรุงเทพฯ วันก่อนว่ากลัว “ฟองสบู่จีน” แตกหรือไม่ เธอบอกว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะจากการติดตามอย่างค่อนข้างใกล้ชิดของทีมงานไอเอ็มเอฟ ก็ยังไม่แสดงอาการอะไรที่จะส่อไปในทางที่เศรษฐกิจจีนจะเจอกับแรงกระแทกหนักหน่วงอย่างนั้น แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าจีน มีบทบาทสำคัญในการช่วยยูโรโซน ให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ เพราะเป็นประเทศที่ใหญ่และมีความร่ำรวยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งจีนก็ตระหนักว่าหากปล่อยให้ยูโรโซนเป็นอะไรไป ก็จะมีผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อสหรัฐ และนั่นย่อมแปลว่าตลาดส่งออกใหญ่สำหรับจีนจะมีปัญหาทันที จีนวันนี้เป็นส่วนเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกอย่างผสมกลมกลืน จึงไม่อาจจะหลีกหนีความเสียหายได้หากยุโรปเป็นอะไรไป ผู้นำจีนประกาศหลายครั้งว่าพร้อมจะเข้าไปช่วยยุโรปหากจำเป็น เพราะจีนต้องการจะมีส่วนป้องกันไม่ให้วิกฤติของยุโรปกลายเป็นวิกฤติโลก สหรัฐที่เคยเชื่อกันว่าจะต้องพยายามเข้าไปอุ้มยุโรป ไม่ปล่อยให้เจ๊งต่อหน้าต่อตา แต่เอาเข้าจริงๆ หากอเมริกาเอาตัวเองรอด ไม่มีอันเป็นไปพร้อมกับยุโรปก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ของตนอย่างดีแล้ว ตอนนี้จีนจึงกลายเป็น “พระเอก” ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีม้าขาวให้ขี่หรือไม่ เพราะตัวเองก็เริ่มจะออกอาการอ่อนเพลียแล้วเช่นกัน หกเดือนหลังของปีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีนที่จะต้องประคองสถานภาพของตนเอง ไม่ให้ย่ำแย่ไปกว่านี้ เพราะหากเศรษฐกิจจีนหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะภาวะในยุโรปด้วยแล้ว ประเทศอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาตลาดและการค้าขายกับจีนก็จะพลอยซึมเซาไปด้วย แต่นักวิเคราะห์ที่ติดตามเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิดบอกผมว่ายังไงๆ จีนก็คงพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการ “โหม่งโลก” หรือที่เรียกว่า hard landing เพราะเชื่อกันว่าจีนยังมี “กระสุน” ที่ตุนเอาไว้สำหรับยามฉุกเฉินพอสมควร สัญญาณของความหวั่นไหวของจีนมาจากการปรับลดดอกเบี้ยของจีนสองครั้งในหนึ่งเดือนที่เป็นทิศทางที่ทำให้กูรูเศรษฐกิจทั่วโลกหันมาจับตาจีนด้วยความสงสัยว่าจีนกำลังจะส่งสัญญาณว่าเริ่มมีอาการไม่ค่อยสบายด้วยแล้วใช่หรือไม่ ดังนั้น เมื่อนายกฯ เวินเจียเป่า ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า รัฐบาลจีน ต้องกระตุ้นการลงทุนเพื่อทำให้มีเสถียรภาพสำหรับการเติบโต ก็ทำให้เกิดการคาดเดาว่าปักกิ่ง กำลังเตรียมจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ แต่ผู้นำจีน ก็ต้องระวังไม่ให้ยาแรงไป เพราะหากรัฐทุ่มเงินลงทุนหนักเพื่อป้องกันปัญหา ก็อาจจะดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อก็จะสูงตามมา ดังนั้น ไม่มีประเทศไหนสามารถจะอ้างว่าตัวเองมี “ภูมิคุ้มกัน” หนาแน่นพอที่จะไม่ต้องห่วงว่าโรคร้ายแรงจากยุโรปจะระบาดมาถึงตน จีนอาจจะดูแข็งแรงกว่าคนอื่นอยู่บ้าง แต่ปักกิ่ง ก็เริ่มส่งสัญญาณว่าอย่าได้คาดหวังจากเขามากนัก เพราะกำลังมีอาการไข้บ้างแล้วเหมือนกัน คนไทยเราสร้างบังเกอร์แข็งแกร่งพอที่จะรับพายุเศรษฐกิจรอบใหม่นี้แล้วหรือยัง เอกชนคงจะรอให้รัฐบาลตั้ง “war room” เพื่อปักหลักรับศึกไม่ได้ ต้องคิดหาทางป้องกันตัวเองให้จงหนักเอาไว้   ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
Tuesday, 17 July 2012 09:04
พอศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมาให้ “ยกคำร้อง” เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ยังไม่อาจจะเรียกว่าเป็นการ“ล้มล้างการปกครอง” แต่หากจะแก้ก็ต้องแก้เป็นรายมาตรา และทำประชามติเสียก่อน, ก็มีเสียงเฮจากทั้งสองฝ่าย คู่กรณีต่างก็อ้าง “ชัยชนะ”ของฝ่ายตน ทั้งๆ ที่ผมไม่แน่ใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการเห็น “ความเป็นปกติของบ้านเมือง” นั้นจะเห็นเป็น “ชัยชนะ” ด้วยหรือไม่ เพราะแม้ว่าเมื่อศาลมีคำตัดสินเช่นนี้ออกมาแล้ว, ก็ยังไม่มีอะไรรับรองได้ว่า “ศึกประจัญบาน” ระหว่างคนสองขั้วในบ้านเมืองนี้จะจบลงได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสองฝ่ายยังพยายามจะ “ล้มล้างกันเอง” อย่างเขม็งเกลียว และจะพยายามขุดเอาสิ่งที่ตนได้เปรียบมาเป็นข้ออ้างเพื่อจะเดินหน้าให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน โดยไม่สนใจว่าจะยังทำให้สังคมไทยแตกระแหงหนักหน่วงขึ้นอย่างไร ฝ่ายหนึ่งก็ยังยืนยันว่าเมื่อมีเสียงข้างมากย่อมจะสามารถทำได้ทุกอย่าง และการคงอยู่ขององค์กรอิสระนั้น หากไม่สนองจุดมุ่งหมายของตนก็จะเป็นสิ่งขัดขวาง จำเป็นจะต้องออกกฎหมายกวาดล้างออกไปเสีย และกำหนดกติกาใหม่ที่ฝ่ายตนจะสามารถทำอย่างที่ตนต้องการได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะขัดขวางทุกวิถีทางด้วยรายละเอียดแห่งกฎหมายในทุกประเด็นไม่ว่าจะสร้างปัญหาแห่งความสับสนอย่างไรหรือไม่ จนทำให้คำว่า “ความชอบธรรม” ภายใต้รัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องหมายคำถามอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยไม่อาจจะน้าวโน้มให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นทางออกร่วมกันในกระบวนการ “ปรองดอง” ที่ยิ่งวันจะยิ่งห่างไปจากความเป็นไปได้ สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว, คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ (13 ก.ค.) ที่ผ่านมา อาจจะทำให้ “โล่งอก” ไปได้ชั่วขณะเพราะทำให้บรรยากาศการเมืองลดความตึงเครียดไปได้บ้างชั่วขณะ แต่นี่ย่อมไม่ใช่ “ชัยชนะ” ของสาธารณชนในความหมายที่แท้จริง เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว, ปัญหาพื้นฐานแห่งความขัดแย้งของสังคมไทยยังอยู่ครบถ้วน รอแต่วันจะปะทุ อีกทั้งความกริ่งเกรงว่าต่างฝ่ายต่างจะสร้างเงื่อนไขใหม่เพื่อทำศึกสงครามทางการเมืองทั้งในรัฐสภาและกลางถนนได้อีก คำถามแรกหลังคำวินิจฉัยของศาลก็คือว่าสภาจะเดินหน้าลงมติวาระ 3 ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญที่ “ยกคำร้อง” แล้วให้ความเห็นว่าการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะต้องกลับไปหา “ประชามติ” อีกรอบหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการลงประชามติเป็นปฐม อีกทั้งหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรที่จะแก้เป็นรายมาตรา มิใช่ยกร่างทั้งฉบับ อันเป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่า “ผิดรัฐธรรมนูญ” และ “ล้มล้างการปกครอง” หากเป็นเช่นนี้จริง, ก็เท่ากับเป็นการ “กลับไปนับหนึ่งใหม่” สำหรับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแม้จะกลับคืนสู่กระบวนการนั้น, การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีประเด็น “ล้มล้างการปกครอง” อีก เพราะคำวินิจฉัยของศาลครั้งนี้เพียงบอกว่าข้อกล่าวหาเรื่อง “ล้มล้างการปกครอง” นั้นเป็นเพียงการคาดเดาและประเมินของผู้ร้องเท่านั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง นั่นไม่ได้หมายความว่าหากมีการแก้ไขบางประเด็นในรัฐธรรมนูญ, ข้อกล่าวหาเรื่อง “ล้มล้างการปกครอง” จะไม่เป็นประเด็นขึ้นมาได้อีก คนไทยในสังคมไม่น้อยต้องการให้เรื่องการคงอยู่ของ “องค์กรอิสระ” เป็นประเด็นแห่งการถกเถียงที่สำคัญ เพราะนี่คือหลักแห่งการ “ตรวจสอบ” หรือ checks and balances อันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยในกติกาสากล การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ, บริหาร และตุลาการ ก็เป็นแกนหลักแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มิอาจจะปฏิเสธได้ การคงอยู่ขององค์กรอิสระเช่นศาลรัฐธรรมนูญจึงควรเป็นหัวข้อของการถกแถลงในสังคมอย่างคึกคักและกว้างขวาง มิใช่เพียงแค่การปะทะคารมระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการสำนักหนึ่งกับนักวิพากษ์วิจารณ์จากอีกสำนักหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น, การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการแห่งการ “ตรวจสอบและถ่วงดุล” ที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และ “ความเป็นอิสระ” ของ “องค์กรอิสระ” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่มิอาจจะถูกกำหนดโดย “เสียงข้างมาก” ณ จุดใดจุดหนึ่งของกระบวนการปกครอง เพราะการ “กระจุกตัวแห่งอำนาจ” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่อาจจะมีผลต่อความเป็นอิสระของสามอำนาจแห่งระบอบประชาธิปไตยนั้น ย่อมเป็นอันตรายต่ออนาคตของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง   ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
Monday, 16 July 2012 10:06
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 2 of 11