Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
เพอร์เฟ็กต์ สตอร์ม หรือมหาพายุกำลังตั้งเค้าที่ยูโรโซน ซึ่งอาจสร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจโลกมากกว่า เมื่อเทียบกับการล่มสลายของ "เลห์แมน บราเธอร์ส" วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ เมื่อครั้งวิกฤตการเงินในปี 2551 หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) "นายปีเตอร์ แพรท" ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตหนี้ยูโรโซนในขณะนี้เลวร้ายและหยั่งลึกมากกว่าวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2551 ที่ส่งผลให้เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องเดินสู่ชะตากรรมล้มละลาย และฉุดลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่โหมดถดถอย การออกมาเตือนแบบตรงไปตรงมาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในบรัสเซลส์ เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณอันตรายที่กำลังปะทุ เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปนอายุ 10 ปี ซึ่งทะลุโซนอันตรายที่ระดับ 7% ส่วนผลตอบแทบพันธบัตรอิตาลีก็ดีดเหนือ 6% ความวิตกเพิ่มขึ้นเมื่อแดนกระทิงดุทำท่าจะต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินเต็มรูปแบบ จากที่ได้รับเงินอุ้มภาคธนาคารราว 1 แสนล้านยูโร ขณะที่โรมก็ออกอาการว่าจะเป็นโดมิโนตัวถัดไปที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจของยุโรปและทั้งโลก นอกเหนือจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และไซปรัส ซึ่งต่างขอรับความช่วยเหลือทางการเงินไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้รอดพ้นจากชะตากรรมล่มสลาย ประธานอีซีบี "มาริโอ ดรากี" ก็ส่งเสียงเตือนว่า เหล่าผู้นำไม่มีเวลาที่จะเสียแล้วในการพยายามจัดการกับวิกฤต หลังจากการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปเมื่อปลายเดือนมิถุนายน เพิ่งตกลงก้าวแรกที่จะช่วยยื้อลมหายใจยุโรป โดยคลอดแผนตั้งกลไกร่วมเพื่อเข้ามาดูแลภาคธนาคารภายในปีนี้ ทั้งที่ประชุมกันมา 19 นัด นับจากเกิดวิกฤตในกรีซ ยังไม่นับรวมท่าทีคัดค้านของฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางบางอย่าง รวมถึงเยอรมนีที่ไม่เต็มใจกับการอุ้มชูธนาคารและประเทศที่มีปัญหาโดยไร้เงื่อนไขที่เข้มงวด ซึ่งล้วนตอกย้ำความเห็นที่แตกแยกในยูโรโซน ความกังวลว่าฝันร้ายซ้ำรอยเลห์แมนฯ อาจกลับมาหลอนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ยังเกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงจุดชนวนดินระเบิดในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ทั้งปัจจัยในยูโรโซนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งรอบ 2 ในกรีซ ซึ่งยังต้องลุ้นว่าจะนำพาประเทศเป็นไปในทิศทางไหน รวมถึงการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของผู้นำเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้ง 4 เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน เศรษฐกิจในยูโรโซนที่ชะลอตัว และมาตรการรัดเข็มขัดที่กระทบกับขีดความสามารถในการผลิตของภูมิภาคนี้ ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่มีส่วนกำหนดชะตากรรมของยุโรป ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างชัดเจน หรือการหดตัวด้านการคลังในสหรัฐที่เริ่มปรากฎเค้าลางให้เห็น สอดคล้องกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล "ศาสตราจารย์นูเรียล รูบินี" ที่เพิ่งทวีตล่าสุดว่า เพอร์เฟ็กต์ สตอร์ม หรือพายุใหญ่ที่น่าจะพัดถล่มเศรษฐกิจโลกในปี 2556 เริ่มตั้งเค้าให้เห็นแล้ว ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม รูบินีทำนายชะตากรรมเศรษฐกิจโลกไว้ล่วงหน้า ว่าไม่น่าจะรอดพ้น "เพอร์เฟ็กต์ สตอร์ม" โดยประเมินจาก 4 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ติดหล่ม ปัญหาหนี้ในยุโรปที่ยังไม่คลี่คลาย การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน รวมถึงความขัดแย้งกรณีของอิหร่านและชาติตะวันตก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ก็จะรวมตัวกลายเป็นพายุที่กระหน่ำเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ความวิตกต่อวิกฤตหนี้ยูโรโซน ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกสลายของสกุลเงินยูโร และความเสียหายอย่างหนักที่จะตามมาจากการล่มสลายอย่างไร้ระเบียบแบบแผน ทำให้การล้มละลายของเลห์แมนฯ กลายเป็นปัญหาจิ๊บๆ Tags : เพอร์เฟคสตอร์ม เพอร์เฟ็กต์ สตอร์ม หรือมหาพายุกำลังตั้งเค้าที่ยูโรโซน ซึ่งอาจสร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจโลกมากกว่า เมื่อเทียบกับการล่มสลายของ "เลห์แมน บราเธอร์ส" วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ เมื่อครั้งวิกฤตการเงินในปี 2551   หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) "นายปีเตอร์ แพรท" ตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตหนี้ยูโรโซนในขณะนี้เลวร้ายและหยั่งลึกมากกว่าวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2551 ที่ส่งผลให้เลห์แมน บราเธอร์ส ต้องเดินสู่ชะตากรรมล้มละลาย และฉุดลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่โหมดถดถอย   การออกมาเตือนแบบตรงไปตรงมาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในบรัสเซลส์ เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณอันตรายที่กำลังปะทุ เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปนอายุ 10 ปี ซึ่งทะลุโซนอันตรายที่ระดับ 7% ส่วนผลตอบแทบพันธบัตรอิตาลีก็ดีดเหนือ 6%   ความวิตกเพิ่มขึ้นเมื่อแดนกระทิงดุทำท่าจะต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินเต็มรูปแบบ จากที่ได้รับเงินอุ้มภาคธนาคารราว 1 แสนล้านยูโร ขณะที่โรมก็ออกอาการว่าจะเป็นโดมิโนตัวถัดไปที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจของยุโรปและทั้งโลก นอกเหนือจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และไซปรัส ซึ่งต่างขอรับความช่วยเหลือทางการเงินไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้รอดพ้นจากชะตากรรมล่มสลาย   ประธานอีซีบี "มาริโอ ดรากี" ก็ส่งเสียงเตือนว่า เหล่าผู้นำไม่มีเวลาที่จะเสียแล้วในการพยายามจัดการกับวิกฤต หลังจากการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปเมื่อปลายเดือนมิถุนายน เพิ่งตกลงก้าวแรกที่จะช่วยยื้อลมหายใจยุโรป โดยคลอดแผนตั้งกลไกร่วมเพื่อเข้ามาดูแลภาคธนาคารภายในปีนี้ ทั้งที่ประชุมกันมา 19 นัด นับจากเกิดวิกฤตในกรีซ   ยังไม่นับรวมท่าทีคัดค้านของฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางบางอย่าง รวมถึงเยอรมนีที่ไม่เต็มใจกับการอุ้มชูธนาคารและประเทศที่มีปัญหาโดยไร้เงื่อนไขที่เข้มงวด ซึ่งล้วนตอกย้ำความเห็นที่แตกแยกในยูโรโซน   ความกังวลว่าฝันร้ายซ้ำรอยเลห์แมนฯ อาจกลับมาหลอนเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ยังเกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงจุดชนวนดินระเบิดในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ทั้งปัจจัยในยูโรโซนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งรอบ 2 ในกรีซ ซึ่งยังต้องลุ้นว่าจะนำพาประเทศเป็นไปในทิศทางไหน รวมถึงการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของผู้นำเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้ง 4 เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน เศรษฐกิจในยูโรโซนที่ชะลอตัว และมาตรการรัดเข็มขัดที่กระทบกับขีดความสามารถในการผลิตของภูมิภาคนี้   ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่มีส่วนกำหนดชะตากรรมของยุโรป ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างชัดเจน หรือการหดตัวด้านการคลังในสหรัฐที่เริ่มปรากฎเค้าลางให้เห็น   สอดคล้องกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล "ศาสตราจารย์นูเรียล รูบินี" ที่เพิ่งทวีตล่าสุดว่า เพอร์เฟ็กต์ สตอร์ม หรือพายุใหญ่ที่น่าจะพัดถล่มเศรษฐกิจโลกในปี 2556 เริ่มตั้งเค้าให้เห็นแล้ว   ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม รูบินีทำนายชะตากรรมเศรษฐกิจโลกไว้ล่วงหน้า ว่าไม่น่าจะรอดพ้น "เพอร์เฟ็กต์ สตอร์ม" โดยประเมินจาก 4 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ติดหล่ม ปัญหาหนี้ในยุโรปที่ยังไม่คลี่คลาย การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน รวมถึงความขัดแย้งกรณีของอิหร่านและชาติตะวันตก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ก็จะรวมตัวกลายเป็นพายุที่กระหน่ำเศรษฐกิจโลกในปีหน้า   ความวิตกต่อวิกฤตหนี้ยูโรโซน ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกสลายของสกุลเงินยูโร และความเสียหายอย่างหนักที่จะตามมาจากการล่มสลายอย่างไร้ระเบียบแบบแผน ทำให้การล้มละลายของเลห์แมนฯ กลายเป็นปัญหาจิ๊บๆ   Tags : เพอร์เฟคสตอร์ม
Thursday, 12 July 2012 12:01
ผมนั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่ มุ่งสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา กัปตันเที่ยวบินนั้นประกาศว่า “เครื่องบินเราจะต้องบินวนเหนือท่าอากาศยานประมาณ 20 นาที เพราะรันเวย์ด้านตะวันตกกำลังซ่อมอยู่...” สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ก็เกิดความโกลาหลที่สนามบิน ทับซ้อนขึ้นมา เพราะนอกจากจะต้องซ่อมรันเวย์หนึ่งข้างแล้ว รันเวย์อีกด้านหนึ่งก็เกิดทรุดลงไป ทำให้เที่ยวบินจำนวนมากทั้งขาขึ้นและขาลงต้องเสียเวลากันยาวนาน นับจากครึ่งชั่วโมงถึงสองชั่วโมงกันทีเดียว ก่อนหน้านี้ไม่นาน มีการปิดบางส่วนของด่านตรวจศุลกากรเพื่อติดตั้งอุปกรณ์อะไรบางอย่าง คิวของผู้โดยสารยาวเหยียดจนกลายเป็นเรื่องโจษขานกันไปทั่วว่าการท่าอากาศยานและหน่วยตรวจคนเข้าเมืองประสานงานกันอย่างไร จึงทำให้เกิดความอลหม่านที่สนามบินได้เพียงนั้น สนามบินนานาชาติเป็น “หน้าต่าง” เข้า-ออกของประเทศ ประสิทธิภาพของการบริหารสนามบินเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการบริหารท่าอากาศยานอย่างยิ่ง คำอธิบายจากผู้บริหารการท่าอากาศยานว่าด้วยความขลุกขลักที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาหลายเดือน ฟังแล้วไม่น่าจะมาจาก “มืออาชีพ” ที่จะต้องมีคณะกรรมการประเมินการทำงานด้วย KPI (key performance index) ที่วัดได้อย่างชัดเจน เพราะตอนที่คิวตรวจคนเข้าเมืองยาวเหยียด จนหลายคนตกเครื่องบินนั้นก็ไม่มีคำอธิบายอะไรที่พอจะฟังได้ นอกจากว่าฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองต้องปิดหลายทางผ่าน เพราะต้องติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าได้คำนึงถึงปัญหาสำหรับผู้โดยสารไว้อย่างไรบ้าง และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เครื่องบินหลายร้อยหลายพันเที่ยวที่ผ่านสนามบินสุวรรณภูมิจะต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง และผู้โดยสารเป็นหมื่นเป็นแสนได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ต้องนับความเสียหายที่เกิดจากการเสียภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่มีทางเลือกไปใช้สนามบินของประเทศอื่นได้ หากมีความเหน็ดหน่ายกับเรา การอ้าง “ตรวจคนเข้าเมือง” หรือ Immigration ว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เสมือนหนึ่งว่าหากเป็นหน่วยราชการแล้ว จะทำอะไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเอกชนและต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ในโลกวันนี้ ความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการไม่ใช่เรื่องที่ใครจะยอมรับและยอมทนได้อีกต่อไป ยิ่งพอถึงเรื่อง “ปิดรันเวย์” ซ่อม ยิ่งเข้าใจได้ยากว่ามีการวางแผนการซ่อมแซมรันเวย์ในภาพรวมอย่างไร  ที่อ้างว่า “ใช้มา 6 ปีแล้ว ต้องซ่อมบ้าง” ก็มิใช่คำอธิบายที่ผู้โดยสารจะต้องฟัง เพราะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสนามบินจะต้องจัดแจงและบริหารการซ่อมแซมให้เป็นจังหวะที่ไม่กระทบต่อการบริหารประจำวันของสายการบินทั้งหลาย อีกทั้งเราก็ไม่ได้ยินก่อนหน้านั้นว่าจะมีการปิดรันเวย์เพื่อซ่อมแซม หรือจะให้ใช้สนามบินดอนเมืองเพื่อรับกับการซ่อมรันเวย์สุวรรณภูมิอย่างไรหรือไม่ และไม่มีคำอธิบายว่าความเสียหายที่ทำให้เกิดหลุมในรันเวย์อีกด้านหนึ่งขณะที่ซ่อมรันเวย์ตะวันตกนั้นเป็นความบังเอิญหรือเป็นปัญหาอื่นที่หนักหน่วงกว่าที่เรารับทราบ คำกล่าวอ้างของผู้บริหารการท่าอากาศยานที่ว่า “รันเวย์เครื่องบินก็เหมือนถนนทั่วไป เมื่อใช้มากและบ่อยก็ย่อมจะต้องทรุดลง” นั้นฟังดูน่ากลัว เพราะเครื่องบินแต่ละลำมีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์ที่วิ่งบนถนนหลายเท่า อีกทั้งมาตรฐานความปลอดภัยของคนนั่งเครื่องบินย่อมจะต้องสูงกว่าการนั่งรถบนท้องถนนแน่นอน ที่บอกว่า “ใช้ยางมะตอยเหมือนกัน” ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้บริหารสุวรรณภูมิอธิบายปัญหาสุวรรณภูมิแบบขอไปทีเท่านั้น เมืองไทยเคยประกาศจะให้ “สุวรรณภูมิ” เป็น “ฮับ” หรือ “ศูนย์กลาง” การบินของภูมิภาคนี้ แต่ฝีไม้ลายมือและประสิทธิภาพของการบริหารสนามบินของเรายังต่ำชั้นกว่าของเพื่อนบ้านนัก  เอาแค่สองสนามบินใกล้บ้านเราที่ผมเพิ่งประสบมาด้วยตนเอง คือ สนามบินใหม่ย่างกุ้ง ของพม่า และคุนหมิงของจีน ก็เห็นภาพแล้วว่าเรากำลังถูกบีบจากทุกๆ ด้าน ทั้งจีนที่มีเงินมากมายและมีแผนการขยายเครือข่ายการบินอย่างคึกคักและกว้างขวาง ทั้งพม่าที่กำลังเร่งฝีเท้าเพื่อตามเราให้ทันอย่างกระตือรือร้น ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์ที่ปรับปรุงตนเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยยอมให้เราแซงหน้าได้ในเรื่องความสามารถในการบริหาร และยกระดับคุณภาพบริการเพื่อสร้างความประทับใจ ให้กับต่างชาติอย่างต่อเนื่องและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะเรามัวแต่ “บินวน” ไปมาอย่างที่เห็นกันอยู่นี่แหละ   ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com/
Wednesday, 11 July 2012 20:49
นักวิชาการทีดีอาร์ไอฟันธง อีก10ปีเศรษฐกิจไทยพังเหมือนกรีซ หากรัฐบาลยังเดินหน้าทุ่มนโยบายประชานิยม เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ซึ่งมี นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ส.ว.สรรหา เป็นประธานกรรมาธิการ มีวาระพิจารณาศึกษา และวิเคราะห์นโยบาย ประชานิยมของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยได้เชิญ นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ นายวิชัย พยัคโส คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี เข้าให้ข้อมูล นายสมชัย กล่าวว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความเข้มข้นกว่านโยบายประชานิยมสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเนื่องจากใช้งบประมาณที่สูงกว่า เช่น นโยบายบ้านหลังแรก นโยบายรถคันแรก จึงเป็นผลให้โครงการประชานิยมขณะนี้ ทำลายระบบกลไกตลาด และเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ส่วนบุคคลที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชาชนยุคนี้เป็นกลุ่มคนชั้นกลางระดับบนขึ้นไป ส่วนคนจนที่สุดในสังคมไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง “ผมมองว่าหากประเทศไทยยังคงทำแต่เรื่องนโยบายประชานิยม ไม่เกิน 10 ปีเศรษฐกิจของประเทศไทยจะล่มสลายเหมือนอย่างในประเทศกรีซ เพราะโครงการประชานิยม ส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคอย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อ เกิดหนี้สาธารณะรุนแรง และทำลายระบบกลไกของตลาด ซึ่งโครงการประชานิยมของไทยที่เข้าข่ายทำลายกลไกตลาดสูงมาก คือ โครงการรับจำนำข้าว”นายสมชัยกล่าว นายวิชัย กล่าวว่า จากการสำรวจเรื่องของคนว่างงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ รอบเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนคนว่างงาน 3.6 แสนคนโดยในจำนวนดังกล่าวเป็นคนจบการศึกษาใหม่ถึง 1.5 แสนคน และในปี 2555 จะมีบุคคลที่จบการศึกษา กว่า 3.5 แสนคน จึงกลายเป็นปัญหาว่ากลุ่มดังกล่าวจะทำงานที่ไหน “ตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ ได้ส่งสัญญาณให้รัฐบาลไทยรับรู้ ถึงปัญหาการว่างงานที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะรับรู้หรือไม่ เนื่องจากในระบบการเมืองที่แบ่งขั้วชัดเจน เขาต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ความนิยมจากประชาชน ดังนั้นต่อจากนี้ไปประชานิยมจะมีมากขึ้น เพราะเขาต้องการอำนาจทางการเมืองให้เหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น ซึ่งประเด็นนี้ผมมองว่าเป็นอันตรายมาก”นายวิชัย กล่าว นักวิชาการทีดีอาร์ไอฟันธง อีก10ปีเศรษฐกิจไทยพังเหมือนกรีซ หากรัฐบาลยังเดินหน้าทุ่มนโยบายประชานิยม   เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ซึ่งมี นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ส.ว.สรรหา เป็นประธานกรรมาธิการ มีวาระพิจารณาศึกษา และวิเคราะห์นโยบาย ประชานิยมของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยได้เชิญ นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ นายวิชัย พยัคโส คณบดีคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี เข้าให้ข้อมูล   นายสมชัย กล่าวว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีความเข้มข้นกว่านโยบายประชานิยมสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเนื่องจากใช้งบประมาณที่สูงกว่า เช่น นโยบายบ้านหลังแรก นโยบายรถคันแรก จึงเป็นผลให้โครงการประชานิยมขณะนี้ ทำลายระบบกลไกตลาด และเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ส่วนบุคคลที่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชาชนยุคนี้เป็นกลุ่มคนชั้นกลางระดับบนขึ้นไป ส่วนคนจนที่สุดในสังคมไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง   “ผมมองว่าหากประเทศไทยยังคงทำแต่เรื่องนโยบายประชานิยม ไม่เกิน 10 ปีเศรษฐกิจของประเทศไทยจะล่มสลายเหมือนอย่างในประเทศกรีซ เพราะโครงการประชานิยม ส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคอย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อ เกิดหนี้สาธารณะรุนแรง และทำลายระบบกลไกของตลาด ซึ่งโครงการประชานิยมของไทยที่เข้าข่ายทำลายกลไกตลาดสูงมาก คือ โครงการรับจำนำข้าว”นายสมชัยกล่าว   นายวิชัย กล่าวว่า จากการสำรวจเรื่องของคนว่างงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ รอบเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนคนว่างงาน 3.6 แสนคนโดยในจำนวนดังกล่าวเป็นคนจบการศึกษาใหม่ถึง 1.5 แสนคน และในปี 2555 จะมีบุคคลที่จบการศึกษา กว่า 3.5 แสนคน จึงกลายเป็นปัญหาว่ากลุ่มดังกล่าวจะทำงานที่ไหน   “ตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ ได้ส่งสัญญาณให้รัฐบาลไทยรับรู้ ถึงปัญหาการว่างงานที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะรับรู้หรือไม่ เนื่องจากในระบบการเมืองที่แบ่งขั้วชัดเจน เขาต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ความนิยมจากประชาชน ดังนั้นต่อจากนี้ไปประชานิยมจะมีมากขึ้น เพราะเขาต้องการอำนาจทางการเมืองให้เหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น ซึ่งประเด็นนี้ผมมองว่าเป็นอันตรายมาก”นายวิชัย กล่าว   ที่มา :: http://money.impaqmsn.com  
Wednesday, 04 July 2012 11:33
ทิศทางการเมือง-หลังวิกฤต"รธน." การเมือง ข่าวสด สังคมกำลังจับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครอง คาดกันว่าศาลฯ น่าจะมีคำวินิจฉัยในไม่ช้า หลังนัดไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค.นี้ มีคำถามว่าถ้าศาลฯ วินิจฉัยว่าการแก้ไขไม่ขัดมาตรา 68 ขั้นตอนจากนี้จะเป็นอย่างไร หรือหากชี้ว่าขัดมาตรา 68 รัฐบาลและรัฐสภาต้องทำอย่างไรต่อไป มีผลกระทบต่อบุคคล องค์กรใดบ้าง มีคำตอบจากฝ่ายสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ′นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา หลังการไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค. ศาลฯน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาก่อนวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป 1 ส.ค. เชื่อว่าศาลน่าจะมีคำวินิจฉัยโดยเร็วอยู่แล้ว เพราะถ้าปล่อยไว้นานเกินอาจกลายเป็นข้อครหาของสังคมได้ ถ้าผลคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่ขัดมาตรา 68 แล้ว ก็ไม่มีปัญหา ศาลฯจะแจ้งมายังสำนักงานเลขธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ก่อนที่รัฐสภาจะเปิดลงมติวาระ 3 ต่อไป หลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ นายกฯต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 150 เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เลย เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแล้วจากนั้นก็ให้มีดำเนินการตรา พ.ร.ฎ.ภายใน 15 วัน เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ภายใน 90 วัน โดย กกต.จะเป็นผู้จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 75 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.มีผลบังคับใช้ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งก็ให้นำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว.มาใช้บังคับ และประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง จำนวน 99 ส.ส.ร. ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง ส.ส.ร.มีเวลาทำงานอีก 240 วัน นับแต่วันที่มีการประชุมครั้งแรก ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและเสนอต่อประธานรัฐสภา โดย กกต.ต้องกำหนดวันทำประชามติด้วย ภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน เพื่อถามความเห็นของประชาชนก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯอีกครั้ง ครั้งนี้ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวายด้วยตัวเอง และยังเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งนำความตามบัญญัติ มาตรา 150 และ 151 มาบังคับใช้โดยอนุโลม แต่หากศาลฯ ตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยมีข้อความทั้งหมดขัดหรือแย้งแล้ว ให้ถือว่าร่างดังกล่าวเป็นอันตกไปตามมาตรา 154 (2) วรรค 3 ทันที รัฐสภาก็ไม่สามารถเดินหน้าลงมติวาระ 3 ต่อไปได้ ซึ่งรัฐสภาอาจจะมีวิธีแก้ไข โดยการขอแก้ไขบางมาตราเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลฯ เพราะหากยังดึงดันเดินหน้าต่อก็เท่ากับเข้าสู่วรรค 2 ของมาตรา 68 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยอาจมีผู้ร้องขอศาลฯ ให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองได้ ซึ่งจะไม่กระทบต่อสมาชิกภาพ ส.ส.เท่านั้น แต่อาจกระทบต่อ ส.ว.ที่ร่วมโหวตผ่านร่างแก้ไขในวาระ 1 และ 2 ด้วย ในอีกภาพหนึ่งจำนวนสมาชิกในสภาก็จะไม่ถึงครึ่งจนสามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้อีก อย่างไรก็ตาม เรื่องการฟ้องร้องส.ส. ส.ว.ที่ร่วมลงมติ ต้องมองว่ากระทำในนามฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ไม่ใช่ในนามของพรรคการเมือง ดังนั้น ก็ต้องถูกตัดสิทธิ์ด้วยกันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ผู้ขอเสนอแปรญัตติก็ถือว่าร่วมเดินหน้ามาด้วยกันนั่นเอง แล้วอย่างนี้ใครจะฟ้องใครได้ ในส่วนของนายกฯ เชื่อว่าจะรอดพ้น รวมไปถึงผู้ไม่ได้ออกเสียงลงมติ เพราะนายกฯไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หรือเป็นกรรมการบริหารพรรค ตามที่วรรค 3 มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ′สดศรี สัตยธรรม กกต. อดีตส.ส.ร.50 จุดประสงค์ที่แท้จริงของ มาตรา 68 หรือก็คือมาตรา 67 ของร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผู้ร่างคือส.ส.ร.50 ต้องการให้มาตรานี้เป็นมาตราหลักที่จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารในอนาคต มีการพูดคุยกันว่าในอดีตเกิดปัญหาการปฏิวัติรัฐประหารมาหลายครั้งแล้ว ไม่ควรเกิดขึ้นมาอีก ควรมีบันไดหนีไฟไว้สักทางหนึ่ง จึงเกิดมาตรา 68 นี้ขึ้นมา ช่วงของการแปรญัตติ มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แม้จะเป็นมาตราเดียวกับมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ก็มีการถกเถียง อภิปรายแปรญัตติกันนานที่สุดมาตราหนึ่ง ช่วงแรกมีการเสนอว่า นอกจากมี′สภาผู้แทนราษฎร′ แล้วก็ควรมี ′สภาผู้ใหญ่′ เพื่อเป็นผู้ดูแลสภาผู้แทนราษฎรอีกชั้นหนึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤต คือ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ระบุว่ากรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤต เหตุการณ์คับขัน หรือเกิดสถานการณ์จำเป็นอย่างยิ่งในทางการเมือง ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็เกิดกระแสต้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจนถูกแปรญัตติตกไป นี่คือที่มาของมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีประเด็นเชื่อมโยงถึงการยุบพรรคตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 94 (1) ที่ระบุพรรคใดที่มีการกระทำล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ หากศาลฯ วินิจฉัยเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งส.ส.ร.3 เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 68 การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็ต้องหยุดและล้มไปในทันที แม้จะผ่านวาระที่ 1 และ 2 มาแล้วก็ตาม หลังจากนั้นก็จะมีการตีความผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะถือว่ามีความผิดไปด้วยหรือไม่ รวมถึงพรรคการเมืองที่ผู้เสนอนั้นสังกัดก็จะถือว่ามีความผิดตามไปด้วยหรือไม่ และ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะได้รับผลกระทบถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยหรือไม่ หากศาลฯวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นไปในแนวทางล้มระบอบการปกครองก็ต้องมีการวินิจฉัยต่อ ส่วนนายกฯ แม้ว่าจะไม่เป็นหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากหนึ่งในผู้ถูกร้องในครั้งนี้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วย นายกฯที่ถือว่าเป็นหัวหน้าครม.ก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่อาจถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญก็ต้องได้รับผลกระทบทั้งหมด แต่เรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้นเป็นเพียงการดูตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งหมดต้องรอศาลฯตีความ หากจะมองลึกเข้าไปอีกก็ต้องมีการตีความว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องการกับแก้ไขครั้งนี้ทั้งหมดจะมีความผิดไปด้วยหรือไม่ นั้นก็คือ ส.ส.ที่ลงมติรับร่างแก้ไขในวาระ 1 และ 2 รวมถึง ส.ว. ที่มีส่วนร่วมในวาระ 2 ด้วย และอาจโยงไปถึงผู้แปรญัตติไว้ทั้งหมด จึงเป็นเรื่องต้องรอการตีความในอนาคต แต่หากศาลฯวินิจฉัยแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 แล้วส่งผลให้เกิดส.ส.ร. ไม่ขัดมาตรา 68 การดำเนินการของรัฐสภาก็จะไปต่อได้ ลงมติในวาระ 3 ได้ทันที ซึ่งจะเป็นไปตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ เมื่อประกาศในราชกิจจนุเบกษาแล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีผลบังคับใช้ นำไปสู่การเลือกตั้งส.ส.ร. เมื่อได้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.เสร็จ แล้ว ให้กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และคัดเลือกส.ส.ร.ที่มาจากที่ประชุมของรัฐสภา ส.ส.ร.ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 180 วัน เมื่อแล้วเสร็จส่งให้ประธานรัฐสภาเมื่อได้รับร่างแล้ว ให้ส่งร่างดังกล่าวไปยังกกต.ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รัฐสภาได้รับร่างนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ กกต.ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ และให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติภายในไม่เกิน 60 วัน แต่ไม่น้อยกว่า 45 วัน เมื่อทำประชามติแล้วเสร็จ กกต.ก็จะประกาศผลภายใน 15 วัน หากประชาชนลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ สังคมกำลังจับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองคาดกันว่าศาลฯ น่าจะมีคำวินิจฉัยในไม่ช้า หลังนัดไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค.นี้   มีคำถามว่าถ้าศาลฯ วินิจฉัยว่าการแก้ไขไม่ขัดมาตรา 68 ขั้นตอนจากนี้จะเป็นอย่างไรหรือหากชี้ว่าขัดมาตรา 68 รัฐบาลและรัฐสภาต้องทำอย่างไรต่อไป มีผลกระทบต่อบุคคล องค์กรใดบ้าง มีคำตอบจากฝ่ายสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.′นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา  หลังการไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค. ศาลฯน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาก่อนวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป 1 ส.ค. เชื่อว่าศาลน่าจะมีคำวินิจฉัยโดยเร็วอยู่แล้ว เพราะถ้าปล่อยไว้นานเกินอาจกลายเป็นข้อครหาของสังคมได้   ถ้าผลคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่ขัดมาตรา 68 แล้ว ก็ไม่มีปัญหา ศาลฯจะแจ้งมายังสำนักงานเลขธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ก่อนที่รัฐสภาจะเปิดลงมติวาระ 3 ต่อไปหลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ นายกฯต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 150 เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เลย   เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแล้วจากนั้นก็ให้มีดำเนินการตรา พ.ร.ฎ.ภายใน 15 วัน เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ภายใน 90 วันโดย กกต.จะเป็นผู้จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 75 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.มีผลบังคับใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งก็ให้นำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว.มาใช้บังคับและประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง จำนวน 99 ส.ส.ร. ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันเลือกตั้งส.ส.ร.มีเวลาทำงานอีก 240 วัน นับแต่วันที่มีการประชุมครั้งแรก ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและเสนอต่อประธานรัฐสภาโดย กกต.ต้องกำหนดวันทำประชามติด้วย ภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน เพื่อถามความเห็นของประชาชนก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯอีกครั้ง   ครั้งนี้ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวายด้วยตัวเอง และยังเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งนำความตามบัญญัติ มาตรา 150 และ 151 มาบังคับใช้โดยอนุโลมแต่หากศาลฯ ตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยมีข้อความทั้งหมดขัดหรือแย้งแล้ว ให้ถือว่าร่างดังกล่าวเป็นอันตกไปตามมาตรา 154 (2) วรรค 3 ทันที รัฐสภาก็ไม่สามารถเดินหน้าลงมติวาระ 3 ต่อไปได้ซึ่งรัฐสภาอาจจะมีวิธีแก้ไข โดยการขอแก้ไขบางมาตราเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลฯเพราะหากยังดึงดันเดินหน้าต่อก็เท่ากับเข้าสู่วรรค 2 ของมาตรา 68 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยอาจมีผู้ร้องขอศาลฯ ให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองได้  ซึ่งจะไม่กระทบต่อสมาชิกภาพ ส.ส.เท่านั้น แต่อาจกระทบต่อ ส.ว.ที่ร่วมโหวตผ่านร่างแก้ไขในวาระ 1 และ 2 ด้วย ในอีกภาพหนึ่งจำนวนสมาชิกในสภาก็จะไม่ถึงครึ่งจนสามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้อีก   อย่างไรก็ตาม เรื่องการฟ้องร้องส.ส. ส.ว.ที่ร่วมลงมติ ต้องมองว่ากระทำในนามฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ไม่ใช่ในนามของพรรคการเมือง ดังนั้น ก็ต้องถูกตัดสิทธิ์ด้วยกันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ผู้ขอเสนอแปรญัตติก็ถือว่าร่วมเดินหน้ามาด้วยกันนั่นเอง แล้วอย่างนี้ใครจะฟ้องใครได้ในส่วนของนายกฯ เชื่อว่าจะรอดพ้น รวมไปถึงผู้ไม่ได้ออกเสียงลงมติ เพราะนายกฯไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หรือเป็นกรรมการบริหารพรรค ตามที่วรรค 3 มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้   ′สดศรี สัตยธรรม  กกต. อดีตส.ส.ร.50  จุดประสงค์ที่แท้จริงของ มาตรา 68 หรือก็คือมาตรา 67 ของร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผู้ร่างคือส.ส.ร.50 ต้องการให้มาตรานี้เป็นมาตราหลักที่จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารในอนาคตมีการพูดคุยกันว่าในอดีตเกิดปัญหาการปฏิวัติรัฐประหารมาหลายครั้งแล้ว ไม่ควรเกิดขึ้นมาอีก ควรมีบันไดหนีไฟไว้สักทางหนึ่ง จึงเกิดมาตรา 68 นี้ขึ้นมาช่วงของการแปรญัตติ มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แม้จะเป็นมาตราเดียวกับมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ก็มีการถกเถียง อภิปรายแปรญัตติกันนานที่สุดมาตราหนึ่ง  ช่วงแรกมีการเสนอว่า นอกจากมี′สภาผู้แทนราษฎร′ แล้วก็ควรมี ′สภาผู้ใหญ่′ เพื่อเป็นผู้ดูแลสภาผู้แทนราษฎรอีกชั้นหนึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤต คือ ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ระบุว่ากรณีที่ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤต เหตุการณ์คับขัน หรือเกิดสถานการณ์จำเป็นอย่างยิ่งในทางการเมือง  ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว  แต่ก็เกิดกระแสต้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจนถูกแปรญัตติตกไป นี่คือที่มาของมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน   มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีประเด็นเชื่อมโยงถึงการยุบพรรคตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 94 (1) ที่ระบุพรรคใดที่มีการกระทำล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้  หากศาลฯ วินิจฉัยเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งส.ส.ร.3 เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 68 การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็ต้องหยุดและล้มไปในทันที แม้จะผ่านวาระที่ 1 และ 2 มาแล้วก็ตามหลังจากนั้นก็จะมีการตีความผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะถือว่ามีความผิดไปด้วยหรือไม่ รวมถึงพรรคการเมืองที่ผู้เสนอนั้นสังกัดก็จะถือว่ามีความผิดตามไปด้วยหรือไม่ และหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะได้รับผลกระทบถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยหรือไม่หากศาลฯวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นไปในแนวทางล้มระบอบการปกครองก็ต้องมีการวินิจฉัยต่อ   ส่วนนายกฯ แม้ว่าจะไม่เป็นหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากหนึ่งในผู้ถูกร้องในครั้งนี้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วย นายกฯที่ถือว่าเป็นหัวหน้าครม.ก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่อาจถูกตีความว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญก็ต้องได้รับผลกระทบทั้งหมดแต่เรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้นเป็นเพียงการดูตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งหมดต้องรอศาลฯตีความหากจะมองลึกเข้าไปอีกก็ต้องมีการตีความว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องการกับแก้ไขครั้งนี้ทั้งหมดจะมีความผิดไปด้วยหรือไม่ นั้นก็คือ ส.ส.ที่ลงมติรับร่างแก้ไขในวาระ 1 และ 2 รวมถึง ส.ว. ที่มีส่วนร่วมในวาระ 2 ด้วย และอาจโยงไปถึงผู้แปรญัตติไว้ทั้งหมด จึงเป็นเรื่องต้องรอการตีความในอนาคต  แต่หากศาลฯวินิจฉัยแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 แล้วส่งผลให้เกิดส.ส.ร. ไม่ขัดมาตรา 68 การดำเนินการของรัฐสภาก็จะไปต่อได้ ลงมติในวาระ 3 ได้ทันที  ซึ่งจะเป็นไปตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ เมื่อประกาศในราชกิจจนุเบกษาแล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีผลบังคับใช้ นำไปสู่การเลือกตั้งส.ส.ร. เมื่อได้มีการเลือกตั้งส.ส.ร.เสร็จ แล้ว ให้กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และคัดเลือกส.ส.ร.ที่มาจากที่ประชุมของรัฐสภา   ส.ส.ร.ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 180 วันเมื่อแล้วเสร็จส่งให้ประธานรัฐสภาเมื่อได้รับร่างแล้ว ให้ส่งร่างดังกล่าวไปยังกกต.ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รัฐสภาได้รับร่างนั้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ กกต.ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงลงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ และให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติภายในไม่เกิน 60 วัน แต่ไม่น้อยกว่า 45 วัน เมื่อทำประชามติแล้วเสร็จ กกต.ก็จะประกาศผลภายใน 15 วันหากประชาชนลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภานำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ   ที่มา :: การเมือง ข่าวสด  
Monday, 02 July 2012 21:48
"ครั้งอดีตเป็นอดีตไปแล้วหรือ ไยพลิกฟ้าด้วยฝ่ามืออันหยาบกร้าน ไยไปเคารพศักดินาเผด็จการ กลายเป็นเหลืองอันธพาลท่านพันตา"   เก้าโมงเช้าวันพฤหัสบดี "สหายศรชัย" อดิศร เพียงเกษ ตั้งใจอ่านบทกวี ที่เขียนสดๆ ผ่านรายการ "ตรงไปตรงมา" ทางสถานีเอเชียอัพเดท ฝากไปถึง "สหายพันตา" สุรชัย จันทิมาธร โดยมี "สหายตะวัน/สหายไพรำ" วิสา คัญทัพ นั่งฟังอยู่ข้างๆ เหตุที่อดิศรต้องจับปากกาวิพากษ์สหายพันตา ก็สืบเนื่องจากบทกวีที่ว่าด้วยเรื่อง "สีแดง" จากเฟซบุ๊ค ของ ท.เสน สัญจร (นามปากกาของสุรชัย) จะว่าไปแล้ว ในอดีตแห่งการต่อสู้บนทางปืน "อดิศร" กับ "สุรชัย" ก็ไม่เคยพาดพันกันสักเท่าใด อยู่กันละที่ คนละทาง คนละ "สถานะ" ทางจัดตั้ง หลัง 6 ตุลาคม 2519 สุรชัยกับชาวคาราวาน เข้าป่าตรงรอยต่อเลย-หนองบัวภู กลายเป็น "นักรบวัฒนธรรม" ประจำหน่วยศิลป์ เขตงานภูซาง ก่อนจะย้ายไปอยู่หน่วยศิลป์ 82 บนภูพยัคฆ์ (ฐานที่มั่นน่าน) ส่วน ทองปักษ์ เพียงเกษ อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ พาครอบครัว (รวมทั้งอดิศร) ข้ามโขงไปพำนักอยู่กับพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พป.ปล.) แล้วก็ถูกส่งไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในฐานะ "แนวร่วม" พคท.ตั้งสำนัก A 30 ไว้ที่แขวงอุดมไซ สปป.ลาว เพื่อรับรอง "แนวร่วม" จากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ และปัญญาชนชั้นนำ วิสา คัญทัพ ก็มีสถานะเป็นแนวร่วม จึงได้ตั้งวงดนตรีร่วมกับ "อดิศร" ที่สำนัก A 30 ทั้งร้องทั้งแต่งเพลง แล้วก็ส่งไปออกอากาศทางสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ราวปี 2521 เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคพี่น้อง แนวร่วม พคท.บางกลุ่มแยกตัวออกมาอยู่ใต้ร่มธงพรรคประชาชนปฏิวัติลาว รวมถึง "ทองปักษ์" ก็พาครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ที่เวียงจันทน์ เดิมทีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มีโมเดล "ยึดอีสาน" ประสาน "ยึดพนมเปญ" แต่ พคท.ไม่เอาด้วย เนื่องจากผู้นำพรรคไทยเชื่อฟังพรรคจีน มิใช่มีสำนึกรักชาติเหมือนนิยายที่อดีต สมาชิก พคท. สายลุงชิต เขียนแก้ต่างไว้ในเว็บไซต์ของ พคท. (ยุคปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง) จึงทำให้ "ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย" ไม่ได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นเหมือนกรณี "แนวร่วมประชาชาติประชาชนกัมพูชา" ที่ประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลเขมรแดง "อดีตแนวร่วม พคท." ในอุปถัมภ์ของพรรคลาว จึงได้เขียนแถลงการณ์ประณาม "มหาอำนาจฮั่นปักกิ่ง" ที่สมคบกับรัฐบาลไทย หนุนพวกปฏิกิริยา (เขมรแดง เขมรสีหนุ เขมรเสรี) บ่อนทำลายรัฐบาลปฏิวัติกัมพูชา โดยการนำของ "เจียซิม-เฮงสัมริน-ฮุนเซน" จริงๆ แล้ว พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคประชาชนกัมพูชา และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ สหพันธ์อินโดจีนของ "ลุงโฮ" บังเอิญพรรคจีนดึงพรรคไทยไปอยู่ใต้กรงเล็บมังกร จึงทำให้ผู้นำมังกรน้อย วาดหวังที่จะให้ "พรรคพี่น้องอินโดจีน" ก่อการยึดไทยให้ได้ หลังจากการโค่นสมุนปักกิ่งที่พนมเปญ แม้ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย จะกระทำการไม่สำเร็จ แต่ "ตัวละคร" ที่เคยเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคไทยในสมัยนั้น ยังได้รับการดูแลจากพรรคพี่น้องอินโดจีนในฐานะมิตรสหาย อย่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 สหายศรชัยต้องปลีกวิเวกออกจากราชประสงค์ ไปหลบภัยอยู่ในลาว ก็ได้รับการดูแลจากพรรคลาว ทั้งบ้านพักอาศัย และมอบเงินให้ใช้จ่ายเดือนละ 1 ล้านกีบ (โดยประมาณ) ต่อจากนั้น เขาก็ไปพำนักอยู่ในพนมเปญร่วมกับแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ จึงไม่แปลกที่สหายศรชัย จะแต่งเพลงสรรเสริญประชาชนกัมพูชา ทำนองเดียวกับสหายไพรำ เขียนเพลงสดุดีฮุนเซน สหายศรชัย ยังฝันที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนราชอาณาจักรกัมพูชา! เก้าโมงเช้าวันพฤหัสบดี "สหายศรชัย" อดิศร เพียงเกษ ตั้งใจอ่านบทกวี ที่เขียนสดๆ ผ่านรายการ "ตรงไปตรงมา" ทางสถานีเอเชียอัพเดท ฝากไปถึง "สหายพันตา" สุรชัย จันทิมาธร โดยมี "สหายตะวัน/สหายไพรำ" วิสา คัญทัพ นั่งฟังอยู่ข้างๆ   เหตุที่อดิศรต้องจับปากกาวิพากษ์สหายพันตา ก็สืบเนื่องจากบทกวีที่ว่าด้วยเรื่อง "สีแดง" จากเฟซบุ๊ค ของ ท.เสน สัญจร (นามปากกาของสุรชัย)   จะว่าไปแล้ว ในอดีตแห่งการต่อสู้บนทางปืน "อดิศร" กับ "สุรชัย" ก็ไม่เคยพาดพันกันสักเท่าใด อยู่กันละที่ คนละทาง คนละ "สถานะ" ทางจัดตั้ง   หลัง 6 ตุลาคม 2519 สุรชัยกับชาวคาราวาน เข้าป่าตรงรอยต่อเลย-หนองบัวภู กลายเป็น "นักรบวัฒนธรรม" ประจำหน่วยศิลป์ เขตงานภูซาง ก่อนจะย้ายไปอยู่หน่วยศิลป์ 82 บนภูพยัคฆ์ (ฐานที่มั่นน่าน)   ส่วน ทองปักษ์ เพียงเกษ อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ พาครอบครัว (รวมทั้งอดิศร) ข้ามโขงไปพำนักอยู่กับพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พป.ปล.) แล้วก็ถูกส่งไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในฐานะ "แนวร่วม"   พคท.ตั้งสำนัก A 30 ไว้ที่แขวงอุดมไซ สปป.ลาว เพื่อรับรอง "แนวร่วม" จากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคแนวร่วมสังคมนิยมฯ และปัญญาชนชั้นนำ   วิสา คัญทัพ ก็มีสถานะเป็นแนวร่วม จึงได้ตั้งวงดนตรีร่วมกับ "อดิศร" ที่สำนัก A 30 ทั้งร้องทั้งแต่งเพลง แล้วก็ส่งไปออกอากาศทางสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.)   ราวปี 2521 เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคพี่น้อง แนวร่วม พคท.บางกลุ่มแยกตัวออกมาอยู่ใต้ร่มธงพรรคประชาชนปฏิวัติลาว รวมถึง "ทองปักษ์" ก็พาครอบครัวทั้งหมดมาอยู่ที่เวียงจันทน์   เดิมทีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มีโมเดล "ยึดอีสาน" ประสาน "ยึดพนมเปญ" แต่ พคท.ไม่เอาด้วย เนื่องจากผู้นำพรรคไทยเชื่อฟังพรรคจีน มิใช่มีสำนึกรักชาติเหมือนนิยายที่อดีต สมาชิก พคท. สายลุงชิต เขียนแก้ต่างไว้ในเว็บไซต์ของ พคท. (ยุคปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง)   จึงทำให้ "ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย" ไม่ได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นเหมือนกรณี "แนวร่วมประชาชาติประชาชนกัมพูชา" ที่ประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลเขมรแดง   "อดีตแนวร่วม พคท." ในอุปถัมภ์ของพรรคลาว จึงได้เขียนแถลงการณ์ประณาม "มหาอำนาจฮั่นปักกิ่ง" ที่สมคบกับรัฐบาลไทย หนุนพวกปฏิกิริยา (เขมรแดง เขมรสีหนุ เขมรเสรี) บ่อนทำลายรัฐบาลปฏิวัติกัมพูชา โดยการนำของ "เจียซิม-เฮงสัมริน-ฮุนเซน"   จริงๆ แล้ว พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคประชาชนกัมพูชา และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ สหพันธ์อินโดจีนของ "ลุงโฮ"   บังเอิญพรรคจีนดึงพรรคไทยไปอยู่ใต้กรงเล็บมังกร จึงทำให้ผู้นำมังกรน้อย วาดหวังที่จะให้ "พรรคพี่น้องอินโดจีน" ก่อการยึดไทยให้ได้ หลังจากการโค่นสมุนปักกิ่งที่พนมเปญ   แม้ขบวนปฏิวัติประชาชนไทย จะกระทำการไม่สำเร็จ แต่ "ตัวละคร" ที่เคยเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคไทยในสมัยนั้น ยังได้รับการดูแลจากพรรคพี่น้องอินโดจีนในฐานะมิตรสหาย   อย่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 สหายศรชัยต้องปลีกวิเวกออกจากราชประสงค์ ไปหลบภัยอยู่ในลาว ก็ได้รับการดูแลจากพรรคลาว ทั้งบ้านพักอาศัย และมอบเงินให้ใช้จ่ายเดือนละ 1 ล้านกีบ (โดยประมาณ) ต่อจากนั้น เขาก็ไปพำนักอยู่ในพนมเปญร่วมกับแกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ   จึงไม่แปลกที่สหายศรชัย จะแต่งเพลงสรรเสริญประชาชนกัมพูชา ทำนองเดียวกับสหายไพรำ เขียนเพลงสดุดีฮุนเซน สหายศรชัย ยังฝันที่จะเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนราชอาณาจักรกัมพูชา!   ที่มา :: http://www.manager.co.th      
Saturday, 30 June 2012 08:53
แนวโน้มการฉ้อฉลด้วยกลโกงเพื่อจะสอบเป็นตำรวจ และครู ของไทยเราสะท้อนถึงความตกต่ำ ทางด้านจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพที่น่าตกใจยิ่ง ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ปราบคนร้าย จับโจร และช่วยเหลือคนดี ครูคือหัวใจของการศึกษาที่เป็นหลักของการสร้างเยาวชนให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นอนาคตของประเทศ แต่การสอบเข้าเรียนเพื่อจะเป็นตำรวจและครู กลับกลายมีเรื่องอื้อฉาวที่ตอกย้ำความเหลวแหลก ของสังคมไทยอย่างน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน ประเด็นการสอบเข้าตำรวจแล้วโกงถึงขั้นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องสั่งยกเลิกการสอบเข้ารับราชการตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศทั้งหมดเพราะมีการทุจริตการสอบ ต่อมาก็มีความเป็นห่วงใยของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีนี้ว่าการสอบครูผู้ช่วย อาจจะมีการทุจริตกันได้อีก จึงมีการวางมาตรการป้องกันกันอย่างแข็งขัน หนึ่งในมาตรการนั้นคือรถไปรษณีย์ขนข้อสอบไปยังจุดกระจายข้อสอบ 8 จุดนั้นมีรถตำรวจอารักขาตลอดเส้นทาง จากนั้นนำข้อสอบไปเก็บไว้ในห้องมั่นคง มีตำรวจอารักขาตลอด 24 ชั่วโมงก่อนที่เขตพื้นที่การศึกษา และตัวแทน สพฐ. ซึ่งมีกุญแจคนละชุด ชุดละ 3 ดอก จะมาไขช่วงเข้าก่อนเวลาสอบ ก่อนเข้าห้องสอบมีตำรวจชายและหญิงคอยสแกนอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารผู้เข้าสอบ หากพบความผิดปกติ จะให้ผู้เข้าสอบถอดถุงเท้าและรองเท้า ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับที่ใช้กับการสอบนายสิบตำรวจ พร้อมกันนั้น จะมีตำรวจประจำสนามสอบละ 1 นายคอยตรวจตรา และผู้เข้าสอบไม่สามารถออกนอกห้องสอบจนกว่าจะหมดเวลา แม้จะทำข้อสอบเสร็จก่อน เท่านั้นไม่พอ ยังมีการประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดส่งรถโมบายจังหวัดละ 2 คันคอยตรวจจับคลื่นความถี่เพื่อป้องกันการทุจริตการสอบ อ่านมาตรการป้องกันการโกงข้อสอบของคนที่จะเป็นตำรวจและครูของประเทศนี้แล้วไม่ต่างอะไรกับการปฏิบัติต่ออาชญากรที่จงใจจะก่อเหตุร้ายที่กระทบต่อความสงบสุขของบ้านเมือง อย่างไรอย่างนั้นเลย ถามว่าทำไมจิตสำนึกของคนจะเป็นครูและตำรวจจึงหดหายไปจากความถูกต้องและเป็นธรรม ตอบได้ว่าเป็นเพราะคุณภาพของผู้ปกครองบ้านเมืองและผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนชั้นนำของสังคม” ได้สร้างตัวอย่างทางเลวให้เห็นมาตลอด คนโกงได้ดิบได้ดี คนดีกลายเป็นเสียงส่วนน้อยในสังคม... คำว่า “ความสำเร็จ” ในสังคมไทยวันนี้คือคนที่สร้างความร่ำรวยและอำนาจให้กับตนเองโดยไม่สนใจว่าวิธีการที่ได้มา ซึ่งความสำเร็จที่ว่านี้ซ่อนเร้นอยู่เรื่องฉ้อฉลกลโกงอย่างไร เมื่อนักการเมืองประกาศว่าหลักการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย คือ “The end justifies the means” ก็เท่ากับว่าทุกอย่างไปตัดสินกันตรงปลายทาง ไม่สนใจว่าระหว่างเดินทางนั้นจะโกงกินใคร ข่มเหงรังแกใคร เล่นวิธีการสกปรกอย่างไร แปลว่าค่านิยมของสังคมไทยอยู่ที่การสร้างความร่ำรวย ได้ตำแหน่งแห่งหนก็พอ ผู้คนจะเคารพนับถือยกย่องว่า “เก่ง” ไม่ต้องสนใจว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” นั้นจะผิดกฎหมายและเลี้ยวลดออกนอกกติกาอย่างไร นี่คือ ที่มาก็การที่วันนี้เราเห็นแนวโน้มของความเชื่อที่ว่า “ใครโกงได้โกงไป...อย่าให้เขาจับได้เป็นพอ” อย่างนี้อนาคตของบ้านเมืองมืดมนแน่นอนครับ แนวโน้มการฉ้อฉลด้วยกลโกงเพื่อจะสอบเป็นตำรวจ และครู ของไทยเราสะท้อนถึงความตกต่ำ   ทางด้านจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพที่น่าตกใจยิ่ง   ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ปราบคนร้าย จับโจร และช่วยเหลือคนดี   ครูคือหัวใจของการศึกษาที่เป็นหลักของการสร้างเยาวชนให้เติบใหญ่ขึ้นมาเป็นอนาคตของประเทศ   แต่การสอบเข้าเรียนเพื่อจะเป็นตำรวจและครู กลับกลายมีเรื่องอื้อฉาวที่ตอกย้ำความเหลวแหลก ของสังคมไทยอย่างน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน   ประเด็นการสอบเข้าตำรวจแล้วโกงถึงขั้นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องสั่งยกเลิกการสอบเข้ารับราชการตำรวจชั้นประทวนทั่วประเทศทั้งหมดเพราะมีการทุจริตการสอบ   ต่อมาก็มีความเป็นห่วงใยของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีนี้ว่าการสอบครูผู้ช่วย อาจจะมีการทุจริตกันได้อีก จึงมีการวางมาตรการป้องกันกันอย่างแข็งขัน   หนึ่งในมาตรการนั้นคือรถไปรษณีย์ขนข้อสอบไปยังจุดกระจายข้อสอบ 8 จุดนั้นมีรถตำรวจอารักขาตลอดเส้นทาง จากนั้นนำข้อสอบไปเก็บไว้ในห้องมั่นคง มีตำรวจอารักขาตลอด 24 ชั่วโมงก่อนที่เขตพื้นที่การศึกษา และตัวแทน สพฐ. ซึ่งมีกุญแจคนละชุด ชุดละ 3 ดอก จะมาไขช่วงเข้าก่อนเวลาสอบ   ก่อนเข้าห้องสอบมีตำรวจชายและหญิงคอยสแกนอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารผู้เข้าสอบ   หากพบความผิดปกติ จะให้ผู้เข้าสอบถอดถุงเท้าและรองเท้า ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับที่ใช้กับการสอบนายสิบตำรวจ พร้อมกันนั้น จะมีตำรวจประจำสนามสอบละ 1 นายคอยตรวจตรา และผู้เข้าสอบไม่สามารถออกนอกห้องสอบจนกว่าจะหมดเวลา แม้จะทำข้อสอบเสร็จก่อน   เท่านั้นไม่พอ ยังมีการประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดส่งรถโมบายจังหวัดละ 2 คันคอยตรวจจับคลื่นความถี่เพื่อป้องกันการทุจริตการสอบ   อ่านมาตรการป้องกันการโกงข้อสอบของคนที่จะเป็นตำรวจและครูของประเทศนี้แล้วไม่ต่างอะไรกับการปฏิบัติต่ออาชญากรที่จงใจจะก่อเหตุร้ายที่กระทบต่อความสงบสุขของบ้านเมือง อย่างไรอย่างนั้นเลย   ถามว่าทำไมจิตสำนึกของคนจะเป็นครูและตำรวจจึงหดหายไปจากความถูกต้องและเป็นธรรม   ตอบได้ว่าเป็นเพราะคุณภาพของผู้ปกครองบ้านเมืองและผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนชั้นนำของสังคม” ได้สร้างตัวอย่างทางเลวให้เห็นมาตลอด   คนโกงได้ดิบได้ดี คนดีกลายเป็นเสียงส่วนน้อยในสังคม...   คำว่า “ความสำเร็จ” ในสังคมไทยวันนี้คือคนที่สร้างความร่ำรวยและอำนาจให้กับตนเองโดยไม่สนใจว่าวิธีการที่ได้มา ซึ่งความสำเร็จที่ว่านี้ซ่อนเร้นอยู่เรื่องฉ้อฉลกลโกงอย่างไร   เมื่อนักการเมืองประกาศว่าหลักการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย คือ “The end justifies the means” ก็เท่ากับว่าทุกอย่างไปตัดสินกันตรงปลายทาง ไม่สนใจว่าระหว่างเดินทางนั้นจะโกงกินใคร ข่มเหงรังแกใคร เล่นวิธีการสกปรกอย่างไร   แปลว่าค่านิยมของสังคมไทยอยู่ที่การสร้างความร่ำรวย ได้ตำแหน่งแห่งหนก็พอ ผู้คนจะเคารพนับถือยกย่องว่า “เก่ง” ไม่ต้องสนใจว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” นั้นจะผิดกฎหมายและเลี้ยวลดออกนอกกติกาอย่างไร   นี่คือ ที่มาก็การที่วันนี้เราเห็นแนวโน้มของความเชื่อที่ว่า “ใครโกงได้โกงไป...อย่าให้เขาจับได้เป็นพอ”   อย่างนี้อนาคตของบ้านเมืองมืดมนแน่นอนครับ   ที่มา :: http://www.bangkokbiznews.com  
Friday, 29 June 2012 09:43
ช่วงนี้เห็นประกาศรับตำแหน่ง “กรรมการอำนวยการ” ของหลายรัฐวิสาหกิจที่ว่างลงและบางแห่งก็ว่างมาหลายเดือน ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ เหตุเพราะคนดีคนเก่งที่ตัดสินใจเข้าไปทำงานเป็น CEO ของรัฐวิสาหกิจนั้นต้องคิดหนักไม่น้อย เพราะเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าหากคุณไม่มีเส้นสายทางการเมือง, ก็อย่าได้ริคิดอ่านจะสมัครเข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ของบ้านเมืองนี้ เพราะเขาไม่ได้คัดเลือกที่คุณสมบัติและความสามารถหรือประสบการณ์ที่แท้จริง หากแต่ผู้มีอำนาจทางการเมืองเขากำหนดเอาไว้แล้วจะให้ใครเขาไปทำงานในตำแหน่งนั้น เพราะเขาสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ อีกทั้งคนที่จะทำงานตำแหน่งเช่นนี้จะต้องสามารถรับใช้นักการเมืองด้วยการให้เกิดประโยชน์กับเขาหรือพรรคพวกของเขาหรือพรรคการเมืองของเขา คนดีคนเก่งจริงๆ นั้นเขาถือว่าตนเองเป็นมืออาชีพ, ทำงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพนั้นๆ และจะไม่ยอมให้ใครที่มีอำนาจทางการเมือง มาสั่งให้เขาทำในสิ่งที่ผิดหลักการบริหาร หรือร้ายกว่านั้นคือผิดจริยธรรมแห่งการเป็นนักบริหารที่ผู้คนเขาเคารพนับถือกัน สังเกตไหมว่าในคำประกาศเชิญชวนให้คนมาสมัครตำแหน่งซีอีโอ ของรัฐวิสาหกิจนั้น จะไม่ค่อยมีการระบุว่าผู้สมัครต้องมี “ความเป็นมืออาชีพ และไม่อยู่ใต้อาณัติของอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด” ถ้าผมร่างกฎกติกาที่จะกระตุ้นให้คนดีคนเก่งของบ้านเมืองมาเสนอตัวทำงานเพื่อยกมาตรฐานของรัฐวิสาหกิจของประเทศจะกำหนดเรื่องจริยธรรมเป็นคุณสมบัติข้อแรก เพราะเราต้องเชื่อก่อนว่าใครที่มาทำงานส่วนรวมต้องกล้าต่อสู้ และต่อต้านคอร์รัปชันโดยเฉพาะการใช้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจสูบเงินออกมาใส่กระเป๋าของนักการเมืองที่วิ่งเต้นให้เขาเข้ามารับหน้าที่นี้ เป็นโชคร้ายอย่างยิ่งของคนไทยที่คนที่เก่งที่สุด ดีที่สุด ไม่เข้ามาทำงานการเมือง และคนที่มีฝีไม้ลายมือที่สุดของประเทศจะไม่เสนอตัวเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อสามารถจะแข่งขันกับคนอื่น สมัยหนึ่ง คนที่มีสมองปราดเปรื่องที่สุดมีความมุ่งมั่นอยากจะทำงานสาธารณะเพราะเชื่อว่าความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาควรจะเป็นประโยชน์กับสาธารณะ ไม่ควรจะไปทำมาหากินส่วนตัวเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับเฉพาะตนและครอบครัวของตน แต่เมื่อเจอกับความเหลวแหลกของอิทธิพลการเมือง คนดีๆ นั้นหากไม่ท้อแท้สิ้นหวังก็เสียผู้เสียคน เพราะนานๆ หากจิตใจไม่เข้มแข็งจริงก็อาจจะยอมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชั่วร้ายของการเมือง ที่ตักตวงผลประโยชน์ของผู้เสียภาษีมาเป็นของตนหรือของพรรคพวกตน ยิ่งหากเชื่อการสำรวจความเห็นหลายครั้งในช่วงหลังว่าคนรุ่นใหม่เห็นว่าการ “คอร์รัปชัน” เป็นสิ่งที่ “ยอมรับได้” หากตนได้ประโยชน์ ก็ยิ่งเชื่อได้ว่าคนเก่งคนดีที่ยึดมั่นในหลักการแห่งความถูกต้องจะน้อยลงไปอย่างชัดเจน หรือคนที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจน้อยลงไปอย่างนี้ เชื่อได้เลยว่าการสร้างชาติบ้านเมืองเพื่อให้ยืนอยู่แถวหน้าในเวทีระหว่างประเทศของเรานั้นกำลังจะกลายเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น เพราะเหตุนี้เอง ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งเห็นจำนวน “ศรีธนญชัย” มากกว่า “พันท้ายนรสิงห์” ในสังคมไทย ช่วงนี้เห็นประกาศรับตำแหน่ง “กรรมการอำนวยการ” ของหลายรัฐวิสาหกิจที่ว่างลงและบางแห่งก็ว่างมาหลายเดือน ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ เหตุเพราะคนดีคนเก่งที่ตัดสินใจเข้าไปทำงานเป็น CEO ของรัฐวิสาหกิจนั้นต้องคิดหนักไม่น้อย   เพราะเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าหากคุณไม่มีเส้นสายทางการเมือง, ก็อย่าได้ริคิดอ่านจะสมัครเข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ของบ้านเมืองนี้ เพราะเขาไม่ได้คัดเลือกที่คุณสมบัติและความสามารถหรือประสบการณ์ที่แท้จริง   หากแต่ผู้มีอำนาจทางการเมืองเขากำหนดเอาไว้แล้วจะให้ใครเขาไปทำงานในตำแหน่งนั้น เพราะเขาสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ อีกทั้งคนที่จะทำงานตำแหน่งเช่นนี้จะต้องสามารถรับใช้นักการเมืองด้วยการให้เกิดประโยชน์กับเขาหรือพรรคพวกของเขาหรือพรรคการเมืองของเขา   คนดีคนเก่งจริงๆ นั้นเขาถือว่าตนเองเป็นมืออาชีพ, ทำงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพนั้นๆ และจะไม่ยอมให้ใครที่มีอำนาจทางการเมือง มาสั่งให้เขาทำในสิ่งที่ผิดหลักการบริหาร หรือร้ายกว่านั้นคือผิดจริยธรรมแห่งการเป็นนักบริหารที่ผู้คนเขาเคารพนับถือกัน   สังเกตไหมว่าในคำประกาศเชิญชวนให้คนมาสมัครตำแหน่งซีอีโอ ของรัฐวิสาหกิจนั้น จะไม่ค่อยมีการระบุว่าผู้สมัครต้องมี “ความเป็นมืออาชีพ และไม่อยู่ใต้อาณัติของอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด”   ถ้าผมร่างกฎกติกาที่จะกระตุ้นให้คนดีคนเก่งของบ้านเมืองมาเสนอตัวทำงานเพื่อยกมาตรฐานของรัฐวิสาหกิจของประเทศจะกำหนดเรื่องจริยธรรมเป็นคุณสมบัติข้อแรก   เพราะเราต้องเชื่อก่อนว่าใครที่มาทำงานส่วนรวมต้องกล้าต่อสู้ และต่อต้านคอร์รัปชันโดยเฉพาะการใช้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจสูบเงินออกมาใส่กระเป๋าของนักการเมืองที่วิ่งเต้นให้เขาเข้ามารับหน้าที่นี้   เป็นโชคร้ายอย่างยิ่งของคนไทยที่คนที่เก่งที่สุด ดีที่สุด ไม่เข้ามาทำงานการเมือง และคนที่มีฝีไม้ลายมือที่สุดของประเทศจะไม่เสนอตัวเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อสามารถจะแข่งขันกับคนอื่น   สมัยหนึ่ง คนที่มีสมองปราดเปรื่องที่สุดมีความมุ่งมั่นอยากจะทำงานสาธารณะเพราะเชื่อว่าความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาควรจะเป็นประโยชน์กับสาธารณะ ไม่ควรจะไปทำมาหากินส่วนตัวเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับเฉพาะตนและครอบครัวของตน   แต่เมื่อเจอกับความเหลวแหลกของอิทธิพลการเมือง คนดีๆ นั้นหากไม่ท้อแท้สิ้นหวังก็เสียผู้เสียคน เพราะนานๆ หากจิตใจไม่เข้มแข็งจริงก็อาจจะยอมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชั่วร้ายของการเมือง ที่ตักตวงผลประโยชน์ของผู้เสียภาษีมาเป็นของตนหรือของพรรคพวกตน   ยิ่งหากเชื่อการสำรวจความเห็นหลายครั้งในช่วงหลังว่าคนรุ่นใหม่เห็นว่าการ “คอร์รัปชัน” เป็นสิ่งที่ “ยอมรับได้” หากตนได้ประโยชน์ ก็ยิ่งเชื่อได้ว่าคนเก่งคนดีที่ยึดมั่นในหลักการแห่งความถูกต้องจะน้อยลงไปอย่างชัดเจน   หรือคนที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจน้อยลงไปอย่างนี้ เชื่อได้เลยว่าการสร้างชาติบ้านเมืองเพื่อให้ยืนอยู่แถวหน้าในเวทีระหว่างประเทศของเรานั้นกำลังจะกลายเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น   เพราะเหตุนี้เอง ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งเห็นจำนวน “ศรีธนญชัย” มากกว่า “พันท้ายนรสิงห์” ในสังคมไทย   ที่มา :: http://www.bangkokbiznews.com    
Thursday, 28 June 2012 09:33
ประเด็น นาซา เข้ามายึดฐานบินอู่ตะเภา 2 เดือน ดูจะเกิดจากช่องว่างในจุดอ่อนเหล่านี้ และนำมาซึ่งบทสรุปโครงการล้มเลิก" เป็นเรื่องถูกต้องที่รัฐบาลตัดสินใจชะลอออกไป..เพราะสังคมยังมีข้อสงสัยและ "ความเชื่อ" ตรงกันข้ามกับรัฐบาลอีกจำนวนมาก หากยังดันทุรัง ความจริงบางอย่าง อาจจะถูกวาทกรรม แย่งพื้นที่ความเชื่อของคนในสังคมไปในที่สุด และจะกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาลได้โดยง่าย ที่สำคัญ..ปมเรื่องความมั่นคง หากบริหารจัดการความรู้สึกของสังคมไม่ได้ อาจเสี่ยงต่อการปะทะ ก่อความขัดแย้งในสังคมได้ทุกเวลา คำแถลงของ "อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา" ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์การมหาชน) หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น่าจะสะท้อนความรู้สึกของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี "นักวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกันหากจะต้องเดินหน้าไป และเมื่อมีความขัดแย้งในสังคม มันจะต้องชั่งทุกๆ ด้าน แม้เรื่องนี้จะต้องชะลอไปบ้าง และจะทำให้เกิดภาพลักษณ์แปลกๆ กับนานาชาติ แต่เราก็ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสังคมไทย" ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.) มีมติให้ใช้กลไกรัฐสภา นำข้อเสนอองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) เข้ามาใช้สนามบินอู่ตะเภา เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 โดยรัฐบาลหวังว่าจะ... "ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดให้สังคมไทยเข้าใจร่วมกัน" นั่นเท่ากับว่า "ในปีนี้นาซาไม่สามารถเข้ามาสำรวจ และศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อภูมิอากาศของอาเซียนในประเทศไทยช่วงเดือน ส.ค.ถึง ก.ย.นี้ได้" เพราะประเด็นนี้มีความอ่อนไหว ไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่สุ่มเสี่ยงจะเกิดความระแวงระหว่างจีนกับสหรัฐมากขึ้น และที่สำคัญบทเรียนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของผู้นำไทยในหลายครั้ง ล้วนเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของมหาอำนาจ "ทีม" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี...คงไม่คิดจะเสี่ยง "แบบนักพนัน" อย่างที่พี่ชาย ตัดสินใจในหลายครั้ง เข้าพิจารณาในสภา เป็นทางออกที่ลดกระแสคนในสังคมได้ระดับหนึ่ง ..แต่หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารเกมรับ..จากเกมรุกของสหรัฐได้อย่างไร โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ "เห็นด้วย" ปมอู่ตะเภา แม้ประเทศจีนจะไม่ยืนยันต่อสาธารณชนว่า "ไม่พอใจ"..แต่น้ำเสียงที่สะท้อนออกมา พอจะคาดเดาได้ว่าทุกย่างก้าวของสหรัฐที่เล่น "เชิงรุก" ในแถบเอเชียนั้นเป้าหมายเพื่อกลับเข้ามาขยายอิทธิพลอีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องการลดบทบาทของจีนนั้นเอง "เอเชียกำลังเป็นที่สนใจของประเทศทั้งหลายรวมทั้งสหรัฐ เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีวิสัยทัศน์ด้านยุทธศาสตร์ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะต้องการมีส่วนพัวพันกับภูมิภาคนี้มากขึ้น..อาเซียนสามารถจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของ “การปรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ๆ ในเอเชียตะวันออก” และจีนยืนยันจะสนับสนุนนโยบาย “การยึดแนวสายกลาง” ของอาเซียนต่อไปอย่างแข็งขัน" ฟู่ หยิง รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของจีนให้สัมภาษณ์พิเศษนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่น ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จีน พยายามกระตุ้นให้อาเซียน "ยืนหยัด" และสร้างพลังจากตัวเอง แทนที่จะเลือกยืนใต้เงาของสหรัฐอย่างอดีต...และสัญญาณเหล่านี้อยู่ที่ว่าแต่ละประเทศเลือกที่จะเชื่อและทำตามมากน้อยแค่ไหน เลือกต่อต้านจีน..อย่างฟิลิปปินส์ กรณีทะเลจีนใต้  เลือกผลักทุนจีน อย่างที่พม่าปฏิบัติ เลือกอย่างสิงคโปร์ที่เปิดทางให้สหรัฐเข้ามาใช้ฐานทัพได้เต็มที่ เป็นต้น ไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งสองประเทศ..ตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือเลือกยืนข้างใดข้างหนึ่ง ย่อมที่จะสุ่มเสี่ยง ในสถานการณ์ของโลกที่อ่อนไหว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี...พึงระวัง ที่มา :: http://www.bangkokbiznews.com
Wednesday, 27 June 2012 11:55
จะนำเรื่อง "อู่ตะเภา" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นน่าจับตาและวิเคราะห์ เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการทูตและการทหารอย่างปฏิเสธไม่ได้ อู่ตะเภา มีทั้งมิติองค์การนาซา และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ที่เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกันและไม่ได้รู้เรื่องกันมาก่อน เดิมทีดูเหมือนจะเร่งร้อน เพราะรัฐมนตรีกลาโหมและแม่ทัพนายกองพากันไปพบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พัทยา ก่อนการประชุม ครม. สัญจรเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อจะหารือกันเรื่องนี้เมื่อคนระดับประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมพ์เซย์ มาเมืองไทยเองเพื่อพบนายกฯ และพูดคุยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ แต่แล้วก็ไม่ได้นำเข้าวาระการประชุม ครม. โดยมีเหตุผลทางการว่ายังต้องเก็บรายละเอียด เพื่อความรอบคอบในการพิจารณา แต่แล้วผ่านมาอีกไม่กี่วัน รัฐมนตรีต่างประเทศสุรพงษ์ ก็บอกนักข่าวว่าทางสถานทูตสหรัฐส่งสารมาบอกว่า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ตัดสินภายในวันที่ 26 มิถุนายน (คือวันนี้) เห็นทีองค์การนาซาเขาจะขนอุปกรณ์มาอู่ตะเภาเพื่อทำเรื่องสำรวจชั้นเมฆและมรสุมไม่ทัน จึงจะถอนตัวจากโครงการนี้ คุณสุรพงษ์ บอกว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะรีบนำเสนอ ครม. วันนี้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อไทย เท่ากับว่านาซาขีดเส้นตายมาและเราก็กลัวตายจึงต้องรีบพิจารณาให้ แต่ไม่แน่ชัดว่าประเด็นอู่ตะเภาอีกมิติหนึ่ง คือ ที่กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ จะขอใช้เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัตินั้น จะนำเข้าเสนอ ครม. ในวันนี้เหมือนกันหรือไม่ เรื่องนี้มีประเด็นที่ยังสับสนเพิ่มเติมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเดิมทีนั้นเข้าใจกันว่าสหรัฐเป็นผู้เสนอมา และกำลังอยู่ในการพิจารณาความเหมาะสมของฝ่ายไทย ที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็มีประเด็นเป็นห่วงกังวลอยู่เพราะหวั่นว่า จีน จะมีความรู้สึกว่าไทยเราจะกลายเป็นเครื่องมือของอเมริกาในการปิดล้อมหรือสกัดกั้นจีนเขา ตอนผมสัมภาษณ์นายพลเดมพ์เซย์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน น้ำเสียงก็เป็นไปในทำนองว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้นำเสนอ เพื่อให้รัฐบาลไทยพิจารณา แต่ผมดูรายการ "ตอบโจทย์" ทางไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ยินชัดๆ ที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คริสตี้ เคนนี้ ตอบคำถาม คุณณัฏฐา โกมลวาทิน เรื่องอู่ตะเภา ว่า "เรื่องนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้เสนอให้สหรัฐเข้ามา และเรากำลังหารือกันอยู่ อาจจะเกิดปีหน้า หรืออีกห้าปีก็ได้ เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันพิจารณา..." ซึ่งทำให้เกิดภาพอีกด้านหนึ่งว่าไทยเป็นฝ่ายเชิญชวนเขาเข้ามา ไม่ใช่เป็นการขอของสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภาแต่ประการใด หากเป็นเช่นนี้ก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจเดิมของคนที่ติดตามข่าวที่เข้าใจว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้กดดันเรียกร้องและต้องการจะมาใช้อู่ตะเภา และฝ่ายไทยกำลังต้องใคร่ครวญอย่างรอบด้าน เพราะหวั่นว่าจีนจะเข้าใจผิดว่าไทยกระโดดไปอยู่ข้างสหรัฐ เพื่อจะมาล้อมจีนทางทะเล ท่านทูตเคนนี้ ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์นี้ว่า "เรื่องนี้ริเริ่มโดยฝ่ายไทย..." ซึ่งย่อมทำให้การวิเคราะห์เรื่องนี้ปรับเปลี่ยนไปอีกทิศทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง และหากฝ่ายไทยเป็นคนเชิญชวนสหรัฐ ก็ต้องย้อนกลับไปค้นหาความจริงว่าเป็นเรื่องที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลใด และมีเหตุผลกลใดที่จะทำเช่นนั้น ข่าวอีกกระแสหนึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเสนอต่อ "ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน" เมื่อประมาณสองปีก่อน...และ คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้นบอกวันก่อนว่าได้เสนอเรื่องนี้กับอาเซียนและสหรัฐ ไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับไทย และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องตอบคำถามประชาชนคนไทยว่ามีที่มาที่ไปและเหตุผลอันใด เพราะความกระจ่างและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เริ่มจะก่อความสับสนมากขึ้นทุกที ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com วันนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต   จะนำเรื่อง "อู่ตะเภา" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นน่าจับตาและวิเคราะห์ เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการทูตและการทหารอย่างปฏิเสธไม่ได้     อู่ตะเภา มีทั้งมิติองค์การนาซา และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ที่เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกันและไม่ได้รู้เรื่องกันมาก่อน     เดิมทีดูเหมือนจะเร่งร้อน เพราะรัฐมนตรีกลาโหมและแม่ทัพนายกองพากันไปพบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พัทยา ก่อนการประชุม ครม. สัญจรเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อจะหารือกันเรื่องนี้เมื่อคนระดับประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมพ์เซย์ มาเมืองไทยเองเพื่อพบนายกฯ และพูดคุยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ     แต่แล้วก็ไม่ได้นำเข้าวาระการประชุม ครม. โดยมีเหตุผลทางการว่ายังต้องเก็บรายละเอียด เพื่อความรอบคอบในการพิจารณา     แต่แล้วผ่านมาอีกไม่กี่วัน รัฐมนตรีต่างประเทศสุรพงษ์ ก็บอกนักข่าวว่าทางสถานทูตสหรัฐส่งสารมาบอกว่า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ตัดสินภายในวันที่ 26 มิถุนายน (คือวันนี้) เห็นทีองค์การนาซาเขาจะขนอุปกรณ์มาอู่ตะเภาเพื่อทำเรื่องสำรวจชั้นเมฆและมรสุมไม่ทัน จึงจะถอนตัวจากโครงการนี้     คุณสุรพงษ์ บอกว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะรีบนำเสนอ ครม. วันนี้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อไทย เท่ากับว่านาซาขีดเส้นตายมาและเราก็กลัวตายจึงต้องรีบพิจารณาให้     แต่ไม่แน่ชัดว่าประเด็นอู่ตะเภาอีกมิติหนึ่ง คือ ที่กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ จะขอใช้เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัตินั้น จะนำเข้าเสนอ ครม. ในวันนี้เหมือนกันหรือไม่     เรื่องนี้มีประเด็นที่ยังสับสนเพิ่มเติมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเดิมทีนั้นเข้าใจกันว่าสหรัฐเป็นผู้เสนอมา และกำลังอยู่ในการพิจารณาความเหมาะสมของฝ่ายไทย ที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็มีประเด็นเป็นห่วงกังวลอยู่เพราะหวั่นว่า จีน จะมีความรู้สึกว่าไทยเราจะกลายเป็นเครื่องมือของอเมริกาในการปิดล้อมหรือสกัดกั้นจีนเขา     ตอนผมสัมภาษณ์นายพลเดมพ์เซย์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน น้ำเสียงก็เป็นไปในทำนองว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้นำเสนอ เพื่อให้รัฐบาลไทยพิจารณา     แต่ผมดูรายการ "ตอบโจทย์" ทางไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ยินชัดๆ ที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คริสตี้ เคนนี้ ตอบคำถาม คุณณัฏฐา โกมลวาทิน เรื่องอู่ตะเภา ว่า     "เรื่องนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้เสนอให้สหรัฐเข้ามา และเรากำลังหารือกันอยู่ อาจจะเกิดปีหน้า หรืออีกห้าปีก็ได้ เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันพิจารณา..."     ซึ่งทำให้เกิดภาพอีกด้านหนึ่งว่าไทยเป็นฝ่ายเชิญชวนเขาเข้ามา ไม่ใช่เป็นการขอของสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภาแต่ประการใด     หากเป็นเช่นนี้ก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจเดิมของคนที่ติดตามข่าวที่เข้าใจว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้กดดันเรียกร้องและต้องการจะมาใช้อู่ตะเภา และฝ่ายไทยกำลังต้องใคร่ครวญอย่างรอบด้าน เพราะหวั่นว่าจีนจะเข้าใจผิดว่าไทยกระโดดไปอยู่ข้างสหรัฐ เพื่อจะมาล้อมจีนทางทะเล     ท่านทูตเคนนี้ ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์นี้ว่า "เรื่องนี้ริเริ่มโดยฝ่ายไทย..." ซึ่งย่อมทำให้การวิเคราะห์เรื่องนี้ปรับเปลี่ยนไปอีกทิศทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง     และหากฝ่ายไทยเป็นคนเชิญชวนสหรัฐ ก็ต้องย้อนกลับไปค้นหาความจริงว่าเป็นเรื่องที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลใด และมีเหตุผลกลใดที่จะทำเช่นนั้น     ข่าวอีกกระแสหนึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเสนอต่อ "ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน" เมื่อประมาณสองปีก่อน...และ คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้นบอกวันก่อนว่าได้เสนอเรื่องนี้กับอาเซียนและสหรัฐ ไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับไทย     และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องตอบคำถามประชาชนคนไทยว่ามีที่มาที่ไปและเหตุผลอันใด     เพราะความกระจ่างและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เริ่มจะก่อความสับสนมากขึ้นทุกที   ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com  
Tuesday, 26 June 2012 10:09
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีร่วมบรรยายในงานสัมมนาระดับชาติ "ปราชญ์สยาม นาม ′คึกฤทธิ์′"มีอยู่ช่วงหนึ่ง นายอานันท์ อดีตนักการทูต กล่าวว่า "มีเหตุการณ์หนึ่ง ตอนนั้นผมเป็นทูตอยู่ที่วอชิงตัน สหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นมีการสู้กันของเขมรหลายฝ่ายไทยและอเมริกาสนับสนุนเขมรฝ่ายหนึ่งตอนนั้นมีกรณีที่เรือรบขนาดใหญ่ของอเมริกาใช้น่านน้ำไทยผ่านไปสู่น่านน้ำเขมรและแผ่นดินเขมรเมื่อมีการใช้ไทยเป็นฐาน รัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ประกาศนโยบายว่าต่อไปถ้าอเมริกาใช้น่านน้ำไทยหรือแผ่นดินไทยผ่านจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลก่อนรวมทั้งได้เรียกตัวทูตกลับประเทศ เพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจนี่เป็นการเมืองระหว่างประเทศ(ก่อนที่ทหารอเมริกาจะถอนกำลังออกจากประเทศไทยในเวลาต่อมา)" นายอานันท์ กล่าวว่า หลังจากที่ถูกเรียกตัวกลับประเทศได้ระยะหนึ่ง รัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีนโยบายเปิดความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อพยายามถ่วงดุลย์อำนาจของมหาอำนาจ อีกประการหนึ่งตอนนั้นจีนสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งสร้างความกังวลให้ไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2518 ผ่านมาแล้ว37ปีแต่ประวัติศาสตร์กำลังจะย้อนรอยมาหลอกหลอนเราอีกขณะนี้สหรัฐฯมีความประสงค์ที่จะย้อนกลับมาขอใช้ฐานทัพในไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อู่ตะเภา ซึ่งเป็นทำเลจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งตามแผนภูมิการรบของสหรัฐฯในการในการเผชิญหน้ากับจีน เพราะว่าแสนยานุภาพของสหรัฐฯอยู่ที่กองทัพเรือบรรทุกเครื่องบิน จำต้องมีที่แวะบำรุงกำลังเสริมทางด้านลอจีสติคส์ ขณะนี้สหรัฐฯหงายไพ่ให้เห็นแล้วว่ากำลังดำเนินนโยบายปิดล้อมจีนอยู่ในภูมิภาคเอเซีย-ปาซิฟิค โดยมีทหารสหรัฐฯประจำการที่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ที่สำคัญเวียดนามได้กลับลำแล้ว แม้ว่าในอดีตเคยเป็นศัตรูสู้รบกันกับสหรัฐฯในสมัยสงครามเวียดนาม โดยทางเวียดนามได้ตกลงที่จะให้ร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯอย่างเต็มที่แล้วในการปิดล้อมจีน เขมรก็มีทีท่าจะไปเข้าข้างสหรัฐฯ แม้ว่าที่ผ่านมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนค่อนข้างจะสูง อินโดเนเชียซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของอาเซี่ยน ยังไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะเลือกข้างสหรัฐฯหรือจีน ส่วนมาเลย์เซียค่อนข้างจะชัดว่ามีนโยบายไปทางประเทศมุสลิม ไม่เอาสหรัฐ เหลือแต่ประเทศไทยและประเทศพม่าที่ยังไม่ค่อยจะลงตัว เราถึงได้เห็นว่าสหรัฐฯและพันะมิตรโลกตะวันตกพยายามที่จะเกี่ยวก้อยกับรัฐบาลทหารของพม่าอย่างเต็มที่เพราะว่าพม่าซึ่งมีประตูออกไปทางทะเลอันดามัน เป็นจุดยุทธศาสตร์อีกแห่งหนึ่งในการปิดล้อมจีน เมื่อปลายอาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวลือผสมจริงว่าทางสหรัฐฯกำลังจะตกลงเซ็นสัญญาทางทหารกับกระทรวงกลาโหมของไทยที่สิงคโปร์ โดยสหรัฐฯขอใช้ฐานทัพอู่ตะเภาเพื่อความร่วมมือทางภัยพิบัติธรรมชาติ นั้นเป็นข้ออ้างบังหน้า สอดคล้องกับการที่นายเลออน พาเน็ตตา รมว กลาโหมของสหรัฐฯเดินทางมาสิงคโปร์พอดีเพื่อเข้าร่วมประชุมShangri-la Dialogue ซึ่งเป็นเวทีถกเรื่องความมั่นคง การทหารในภูมิภาค และทางสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัดอยู่ทุกปี นายเพ็นเนตต้าพูดอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯกำลังเคลื่อนย้านแสนยานุภาพทางยุทธนาวีมาภูมิภาคเอเชีย-ปาซิฟิค เพราะว่าเวทีสงครามกำลังจะเริ่มต้นที่นี่ สหรัฐฯไม่ต้องการให้จีนผงาดมาท้าทายความเป็นจักรววรดิของตนเอง ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่แต่ภายในประเทศไทยกำลังแตกแยกทะเลาะกันเรื่องปรองดอง เสื้อแดงเสื้องเหลือง การมาเยือนของอองซานซูจี มีการตัดสินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแท้ที่จริงเหตุการณ์ทั้งมวลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมากลบข่าวเจรจาลับฐานทัพที่สิงคโปร์นี่เอง สถานการณ์น่าห่วง เพราะถ้าสหรัฐนตั้งฐานทัพในไทยได้ จะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ประเทศไทยจะเป็นสมรภูมิของการรบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็คบค้าสมาคมกับจีนอยู่ดีๆ แล้วจะประกาศเป็นศัตรูกับจีนได้อย่างไรโดยไม่ใช่เรื่อง ดูปากีสถานเป็นตัวอย่าง ก่อนสหรัฐฯบุกอัฟกานิสถาน ใช้ปากีสถานเป็นฐาน ตอนนี้ปากีสถานรับผลกระทบเต็มๆ มีเรื่องตายก่อการร้ายทุกวัน เรื่องสหรัฐฯจะใช้ฐานทัพในไทย เราต้องไม่ยอม ภัยกำลังมาแล้ว ขอบคุณที่มา::คอลัมน์หน้าต่างอาเซี่ยนในคมชัดลึก
Monday, 18 June 2012 10:56
Panel to discuss use of U-Tapao - The Nation http://shar.es/sqcCw via @sharethis > เอาจนได้ ประวัติศาสตร์กำลังจะย้อนรอย ขณะนี้้ ซีเรียกำลังจะเป็นสมรภูมิแล้ว เพราะว่ากองกำลังทหารต่างชาติหมื่่นกว่านายได้แทรกซึมเข้าไปในประเทศเรียบร้อยแล้ว กองกำลังทหารต่างชาติและกบฎภายในประเทศพยายามจะล้มประธานาธิบดีอาซัด โดมิโนตัวสำคัญก่อนที่จะลุยอิหร่านเป็นรายต่อไปเหมือนๆกับที่ได้ล้มลิเบีย อิรัค อัฟกานิสถาน มาแล้วแต่จะล้มซีเรียคงจะไม่ง่าย เพราะว่าจีนและรัสเซียได้ออกมาเตือนว่าถ้าซีเรียถูกรุกรานจากภายนอก จะส่งกองกำลังไปช่วยสงครามจะขยายวงกว้าง RT @jew_ndu: @ThanongK ทหารชาติไหนครัับ > เจ้าของบ่อน้ำมันรายใหญ่และพันธมิตรโลกตะวันตก @RT_com: Pentagon finishes contingency plans for Syria invasion http://bit.ly/Mwg4mj > เตรียมบุกซีเรียแล้ว@Ann_Forever ความตรึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังพุ่งสู่จุดอันตราย เพราะมีโอกาสมากที่สงครามจะขยายวงกว้าง กระทบมาถึงประเทศไทยด้วยอิหร่านจะต้องช่วยยันซีเรียให้ถึงที่สุด ก่อนที่ตัวเองจะเป็นเป้ารายต่อไปของอภิมหาสงครามที่กำลังก่อตัวทมึนอยู่ข้างหน้าซีเรียสนับบสนุนกลุ่มเฮซบอเลาะห์ มุสลิมปีกหัวรุนแรงที่เลบานอน ซึ่งเป็นศัตรูหลักของอิสราเอลเฮซบอเลาะห์ต้องการทำลายยิวให้สิ้นทรากยิวก็อยากจะบุกบอมบ์อิหร่านให้รู้แล้วรู้รอดที่ระเบิดขาขาดก่อการร้ายในซอยคลองตัน สุขุมวิท 71 เมื่อต้นปีนี ยิวบอกว่าเป็นพวกเฮซบาเลาะห์ต้องการทำลายยิวในไทยสุดท้ายเรื่่องเงียบไปเหมือนเป่าสากทังยิว ซีเรีย อิหร่านต่างก็กำลังเผชิญหน้ากันอย่างตรึงเครียดโดยมีมหาอำนาจคอยหนุน แบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนใครดีใครอยู่คงได้เห็นกันในเร็ววันนี้้แต่ประเด็นที่สำคัญ ถ้าสหรัฐฯและพันธมิตรบุกซีเรีย ไทยจะถูกดึงเข้าไปร่วมวงด้วยหน้าสิ่ว หน้าขวานอู่ตะเภาจะเป็นฐานทัพสหรัฐฯเพราะว่าสหรัฐฯ จำต้องใช้อู่ตะเภาเป็นฐานบำรุงกำลัง ลอจีสติกศ์ เป็นที่เติมน้ำมัน ใช้ดาวเทียมเพื่อบังคับเครื่องบินไร้คนขับเชื่อมโยงกับสงครามอิหร่านที่จะตามมา และการปิดล้อมจีนในภูมิภาคนี้ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญในภูมิภาคนี้ ในอภิสงครามที่กำลังก่อตัวขึ้นมา Thai-US Panel to discuss use of U-Tapao - The Nation http://shar.es/sqcCw ข่าวนี้เป็นข่าวสำคัญที่กำลังจะตัดสินความเป็นความตายของประเทศไทย เพราะว่ารัฐบาลปูกำลังยอมให้สหรัฐฯใช้อู่ตะเภาเป็นฐานในการทำอภิมหาสงครามประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญในภูมิภาคนี้ ในอภิมหาสงครามที่กำลังก่อตัวขึ้นมาเรื่องความร่วมมือป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติระหว่างไทยและสหรัฐฯที่อู่ตะเภาเป็นนิทานหลอกเด็กขณะนี้ได้ข่าวว่าทางอเมริกาเริ่มขนคน อุปกรณ์ทางทหารเข้ามาประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีการตรวจสอบ เรากำลังชักศึกเข้าบ้าน ผู้นำอิหร่านได้ประกาศก้องว่า มือผู้ใดที่ทำร้ายมุสลิม มือผู้นั้้นจะถูกตัดให้ขาด ไม่รู้ว่าคนที่เซ็นเอ็มโอยูเรื่องอู่ตะเภากับสหรัฐฯ รู้เรื่องนี้หรือเปล่า จีนก็ออกมาเตือนไทยอย่างลับๆว่า แล้วไทยยังคงเป็นมิตรกับจีนหรือเปล่ารัฐบาลปูกำลังนำพาประเทศไทยเข้าสู่มหันตภัยเพราะว่าเรากำลังเลือกข้าง แทนที่จะวางตัวเป็นกลางในอภิมหาสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นเขมรฉลาดกว่าไทยเยอะ มือซ้ายรับความช่วยเหลือจากจีน มือขวาก็รับจากอเมริกา เล่นได้ทั้งนั้นอินเดียบอกกับอเมริกาอย่างไม่เกรงใจว่า ยูอยากจะรบกับจีนก็เรื่องของยู แต่อย่าเอาไอไปเกี่ยวข้องด้วยอินเดียบอกสหรัฐฯด้วยว่า ห้ามเอาดินแดน หรือทะเลของไอ เป็นฐานของยูในการรบกับจีนสหรัฐฯถึงกับใบ้แดกแต่ไทยกำลังทำตัวไร้เดียงสา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ช้างสารกำลังจะฟัดกัน เราเป็นมดต้องรุ้จักหลบหลีกในหญ้าแพรกได้ข่าวว่าทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าพบนายกฯปูเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยที่ เราจะยอมให้สหรัฐฯใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทัพแต่คงจะไม่มีผลอะไรมาก เพราะว่าปูได้ตัดสินใจแล้วเป็นเรื่องส่วนตัวปูทั้งนั้น คือ 1. อยู่ฝ่ายสหรัฐฯได้ประโยชน์ 2. มีสหรัฐฯหนุนเสถียรภาพของรัฐบาล โคบร้าโกลด์ฝึกทหารแล้วอยู่ต่อยาวไปเลยโคบร้าโกลด์ที่เราจะฝึกทหารร่วมกันสหรัฐฯและพันธมิตรเพื่อนบ้านที่เมืองไทยจะเป้นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญเพราะทหารสหรัฐฯจะส่งทหารเข้าร่วมฝึกเต็มพิกัด รวมทั้งขนอาวุธเข้ามาอู่ตะเภาด้วย @paisalvision: การฝึกคอบบร้าโกลที่ภาคเหนือเที่ยวนี้มาแปลก ๑ สหรัฐขนทหารเข้ามากที่สุดจาก ๕ พัน เป็น ๓๐,๐๐๐ คนและมีทหารยิวอีก ๕ พันคน อาวุธหนักเพียบ มาแล้วคงจะอยู่ยาวเลย ตอนที่ไทยอนุมัติให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพอู่ตะเภาสมัยรัฐบาลถนอม ก็ตกลงกันแค่กระดาษแผ่นเดียว ไปๆมาๆ ประเทศไทยกลายเป็นฐานทัพของสหรัฐฯในการถล่มอินโดจีน มีเครื่องบินB-52สามารถบรรทุกระเบิดได้300ตันมาลงเติมน้ำมัน ตอนนั้นเราไม่มีอำนาจอธิปไตย เป็นเมืองขึ้นทางทหาร เพราะเครื่องบินเขาจะขึ้นจะลง จะขนอาวุธอะไรมา เขาไม่แจ้งให้เราทราบ ตอนนี้คงไม่ต่างกันมาก ถ้าเรายอมให้สหรัฐฯใช้อู่ตะเภาเป็นฐานภัยพิบัติ ต่อไปอู่ตะเภาจะเป็นฐานทัพสหรัฐฯอย่างสมบูรณ์แบบโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ถึงตอนนั้นจะสายเกินไป เพราะว่าจีนจะทะยอยลดระดับความสัมพันธ์ทางการค้า การทูตกับไทย ประเทศมุสลิมทั้งหลายที่กำลังรวมตัวกันต่อต้านสหรัฐฯและพันธมิตร ก็จะถือว่าเราเป็นศัตรูกับเขาไปด้วย ตอนนี้ทหารไทยอ่อนแอมาก @paisalvision: น่าเศร้านะครับ ตลอดแนวชายแดนลึกเข้ามา ๑๐ กิโลเมตร ไม่มีทหารไทยเลยแม้แต่คนเดียว...เขมรตรึงกำลังตลอดแนว โดยมีทหารฝรั่งเป็นพี่เลี้ยง RT @JesJueJang: @thanongk อย่าใช้คำว่าทหารไทยอ่อนแอค่ะ เพราะทหารพร้อมแต่นายไม่พร้อมต่างหากเล่า > คอย LC? ประเทศมุสลิมทั้งหลายที่กำลังรวมตัวกันต่อต้านสหรัฐฯและพันธมิตร ก็จะถือว่าเราเป็นศัตรูกับเขาไปด้วยตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนกับตอนสงครามเวียดนาม ตอนนั้นเป็นสงครามจำกัดวงเฉพาะในอินโดจีน ไม่ได้ขยายวงกว้าง แต่ตอนนี้สงครามจะขยายวงกว้าง มีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนาเป็นสงครามโลกครั้งที่3 ปิดสภาหนีอู่ตะเภา RT @mokin27: . @ThanongK เรื่องอู่ตะเภา คุณกษิตลงนามในรัฐบาลคุณ @Abhisit_DP ไม่ใช่หรือครับ ทำไมมาโบ้ยว่าเป็นรัฐบาลชุดนี้หรือครับ? > ไม่ได้โบ้ย @mokin27 ใครเซ็นเอ็มโอยูหรือเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบหมดที่จริงเรื่องอู่ตะเภาเป็นเรื่องใหญ๋ เป็นความเป็นความตายของประเทศจำต้องได้รับการถกเถียงกันในสภาฯ ท้ายที่สุดแล้วจะเข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 หมายความว่ารัฐสภาฯจะเป็นผู้อนุมัติหรือไม่อนุมัติ เรื่องอู่ตะเภา เพราะเป็นเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศ @tanya981สภาฯปิดสมัยประชุมเพราะหนีเรื่องอู่ตะเภา! ! ! ! ! @tanya981 บางพวกคิดว่าสภาฯใหญ่กว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเอาเป็นเอาตาย แต่พอเป็นเรื่่องอู่ตะเภาความเป็นความตายของประเทศ กลับตีชิ่งหนีความรับผิดชอบ @tanya981ไทยแพ้สงครามการเงินแต่มีไส้ศึกรวย สงครามก่อการร้ายภาคใต้+ส.กลางเมืองไม่เกิดเพราะพระบารมีปกเกล้าฯ ส่วนสงครามชักศึกเข้าบ้านวัดกันที่อู่ตะเภา @tanya981ประวัติศาสตร์บันทึกการพ่ายศึกสงครามส่วนใหญ่เกิดจากคนในชาติเป็นไส้ศึก เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นขณะนี้และอนาคตก็เช่นเดียวกัน แล้วใครเป็นใครในอภิมหาสงครามครั้งนี้? พูดกันอย่างกว้างๆตะวันออกและตะวันตกกำลังจะเผชิญหน้ากันเพื่อตัดสินว่าใครจะเป็นผู้นำโลกในหลายๆร้อยปีที่จะตามมา ที่ผ่านมา400-500ปีตะวันตกครองโลกผ่านวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่า การทหารที่เข้มแข็งกว่า อันนำมาสู่ลัทธิล่าอาณานิคมผู้นำโลกตะวันตกหรือโลกเสรีขณะนี้คืออังกฤษ สหรัฐฯ ผู้นำโลกตะวันออกคือจีนและรัสเซีย ฝ่ายแรกมีอาวุธทันสมัยกว่า มีแสนยานุภาพที่น่าสะพรึงกลัว ฝ่ายหลังได้เปรียบที่ประชากรมากกว่าหลายเท่า อาวุธเทคโนโลยี่ไม่ห่างกันมาก ฝ่ายตะวันออกหลักจะมีจีน รัสเซีย ประเทศในกลุ่มโซเวียตเดิม อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน อัฟกานิสถาน และมุสลิมหลักๆ ฝ่ายตะวันตกคืออังกฤษ สหรัฐฯ ยิว ซาอุฯ พันธมิตีตะวันออกกลางและ นาโต้ ดูกันดีๆ เหมือนกับเป็นสงครามครูเสดสมัยใหม่ ถ้าเราดำเนินนโยบายต่างประเทศผิด ประเทศไทยจะล่มจมทันที เพราะฉะนั้นเราต้องต้านการใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทัพสหรัฐฯ ถ้าเราชักศึกเข้าบ้าน การก่อการร้ายจะตามมา ไม่รู้ว่าผู้ก่อการร้ายมาฝังตัวกันแล้วหรือยัง สถานการณ์น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง
Monday, 18 June 2012 10:33
ผมไม่รู้ว่านักการเมืองทั้งฝ่ายค้านกับรัฐบาล สนใจว่าชาวบ้านร้านถิ่นเขารู้สึกอย่างไร กับการผลักดันให้เกิด “วิกฤติรอบใหม่” ในบ้านเมือง เป็นวิกฤติของการแข่งกันเป็น“ศรีธนญชัย” เพื่อจะเอาชนะทางการเมืองและสร้างความได้เปรียบของฝ่ายตน เพื่อจะได้ครองอำนาจเท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้างสมองให้หลงเชื่อตามนั้นอึดอัดและหงุดหงิดกับสภาวะบ้านเมืองเต็มประดาเพียงใด ท้ายที่สุด สิ่งที่นักการเมืองทำให้เกิดขึ้นก็คือความหน่ายระอากับสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็น“ประชาธิปไตย” ในระบอบรัฐสภา เพราะหากประเมินจากสิ่งที่ได้เห็นในรัฐสภาในจังหวะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเรื่อง พ.ร.บ. ปรองดอง ก็เป็นการยืนยันตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ถือว่า “ผลประโยชน์ของประชาชน” อยู่เหนือวาระแอบแฝงของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย การตีความแตกต่างกันระหว่างพรรคเสียงข้างมากในสภา กับศาลรัฐธรรมนูญ ว่าใครมีสิทธิยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก  การที่พรรคการเมืองในสภาแย้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจสั่งระงับ กระบวนการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสามก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด หรือการที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแตกต่างไปจากเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะสร้างให้เกิดวิกฤติของบ้านเมือง หากทุกฝ่ายเคารพในจิตวิญญาณแห่งระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องเคารพในความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง และการหาทางออกให้บ้านเมืองจะต้องกระทำอย่างมีกติกา อารยะ และการคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนส่วนใหญ่ แต่วิธีการแสดงออกถึงซึ่งความไม่เห็นพ้องทุกวันนี้ มิได้เป็นไปตาม “กฎ กติกา มารยาท”ของสังคมที่เจริญแล้ว  นั่นคือ การแสดงเหตุและผลเพื่อให้เจ้าของประเทศและเจ้าของอธิปไตยได้รับทราบและใช้วิจารณญาณของตนเองอย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของการตีความของแต่ละฝ่ายที่ไม่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายตรงกัน คือ การทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ หลายประเทศที่เขาเจริญแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำไป อังกฤษเรียก common law และรัฐธรรมนูญสหรัฐมีไม่กี่ประเด็น เพราะเขาถือว่าหากมีการตีความไม่ตรงกัน ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร ก็มีฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตีความตัดสิน แต่ความวุ่นวายที่เราเห็นในสังคมไทยวันนี้ คือ การไม่มีใครยอมใคร หากฝ่ายใดไม่พอใจในการตีความของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะใช้วิธีการโห่ฮาป่า ปลุกม็อบ เผชิญหน้าด้วยกำลังและการข่มขู่ข่มเหงนอกสภาที่ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นผู้มีอารยธรรมทางการเมืองยุคใหม่ได้ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก็ใช้วิธีการ “เถื่อน” อย่างนี้ในการแสดงออกถึงความไม่พอใจของตน แทนที่จะอธิบายความเห็นที่แตกต่างด้วยเหตุและผล ที่จะน้าวโน้มให้ประชาชนได้เห็นคล้อยตามตนเองตามครรลองของประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ความจริง หากเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภายืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิจะมาระงับการพิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสาม และศาลยืนยันจุดยืนตรงกันข้าม และต่างฝ่ายต่างจะเดินหน้าตามแนวทางของตน ก็เป็นสิทธิที่ต่างฝ่ายต่างจะดำเนินไปได้ เพราะยึดการตีความที่ต่างกัน และไม่ยอมแลกเปลี่ยนวิธีการที่จะหาทางออกร่วมกัน หากต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะเดินบนเส้นทางของตนบนเหตุผลของตน ก็ต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาต่อสังคม แต่ไม่ควรที่จะกระทำการอะไรออกนอกกรอบแห่งความเป็นผู้มีความเคารพในความเป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันในเรื่องนี้ย่อมตระหนักว่าหาก “งัดข้อ” กันถึงที่สุด เส้นทางของฝ่ายต่างๆ ก็จะไปบรรจบกันที่ “ทางตัน” ที่ไม่มีทางออกให้บ้านเมืองอยู่ดี ถึงจุดนั้นฝ่ายต่างๆ ก็ต้องรู้ว่าพวกเขาต่างก็มีส่วนจุดให้เกิดวิกฤติรอบใหม่ และจะต้องตอบประชาชนว่าทำไปเช่นนั้นเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์แห่งตนเท่านั้น เมื่อเรื่อง “ปรองดอง” กลายเป็น “ตลกร้าย” และการแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็นเรื่อง “ทางข้า ใครอย่าขวาง” ประเทศไทยก็กล่าวอำลากับ “สันติสุข” อย่างถาวรได้เลย วันใดที่เรามีสติพอที่จะถามตัวเองว่า “เราปล่อยให้บ้านเมืองเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ก็จะสายไปเสียแล้ว   ขอบคุณเนื้อบทความ :: http://www.bangkokbiznews.com
Tuesday, 12 June 2012 09:21
นักวิเคราะห์มองแอปเปิลกำลังจะเสี่ยงครั้งใหญ่ เมื่อตัดสินใจถอดแผนที่ "กูเกิล แมพส์" และหันไปใช้แผนที่ของตัวเองแทน นักวิเคราะห์หลายคนลงความเห็นว่า การที่แอปเปิลมีแผนจะถอดแผนที่ "กูเกิล แมพส์" แอปฯ คุณสมบัติยอดเยี่ยม และหันมาใช้แผนที่ของตัวเองแทน ถือเป็น "ความเสี่ยงมหาศาล" ของค่ายแอปเปิล เพราะ "แผนที่" เป็นหนึ่งในแอพพลิเคชันที่มีการใช้งานมากที่สุด โดยอย่างน้อยๆ แผนที่จะผูกติดไปกับอีเมล์ บริการรับส่งข้อความ และเบราเซอร์ซาฟารี ดังนั้น หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ก็จะส่งผลดีทั้งกับผู้ใช้ และตัวบริษัทแอปเปิลเอง ทั้งยังจะทำให้สามารถสปีดตัวทิ้งห่างคู่แข่งตัวฉกาจ อย่างมือถือแอนดรอยด์ได้ แต่ในทางกลับกันหากโชคร้าย ไม่เป็นดังที่คาด แอปเปิลก็พัง แต่คำถาม คือ แอปเปิลเคยทำพลาดพลั้งมาก่อนหรือไม่ นายเจย์ ยาโรว์ บรรณาธิการอาวุโสบิสซิเนสอินไซเดอร์ กล่าวว่า แอปเปิลเคยมีสถิติการทำผิดพลาดมาก่อนในอดีต โดยเฉพาะอย่างเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น "สิรี" ซอฟต์แวร์สั่งการด้วยเสียง ที่อดีตเจ้าหน้าที่แอปเปิล บอกว่า เป็นสิ่งที่น่าอายมากสำหรับชาวแอปเปิล ขณะที่ผู้ใช้จำนวนมากไม่ชอบ เนื่องจาก บางครั้งซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็หยุดทำงานไปเฉยๆ และไม่ได้ใช้งานได้อย่างราบรื่นตลอดเวลา "ไอเมสเซจ" บริการรับส่งข้อความ ที่มีเสียงสะท้อนจากเหล่าสาวกไอโฟน-ไอแพดว่า ยังไม่เสถียร บางครั้งใช้งานได้ บางครั้งก็ใช้งานไม่ได้ และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้น เมื่อผู้ใช้ต้องการส่งข้อความที่มีความสำคัญมาก "ไอคลาวด์" บริการเก็บข้อมูลบนก้อนเมฆ ที่ดูเหมือนว่าจะทำงานได้ดี แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมแบบถล่มทลาย หรือ "ไอจูนส์ แมทช์" บริการฝากเพลงไว้บนไอคลาวด์ มีความเห็นแตกต่างกันออกไป นายยาโรว์ คิดว่า โอเค แต่แฟนตัวยงของแอปเปิลอย่าง นายแดน ฟรอมเมอร์ แห่งสปาตเอฟ บ่นว่า ไอจูนส์ แมทช์ ทำงานได้ไม่ดีบนไอโฟน 4เอส และ "ปิง" คือ โปรแกรมเครือข่ายสังคมในไอจูนส์ ที่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่สนใจบริการโซเชียล มิวสิคมากกว่า ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ นายทิม คุก ซีอีโอแอปเปิลออกมาประกาศเป็นนัยๆ ว่า อาจจะมีการตัดปิงทิ้ง อย่างไรก็ดี แอปเปิลยังมีซอฟต์แวร์ที่เต็มไปด้วยคำถามอีกมาก นี้ยังไม่พูดถึงความจริงที่ว่า แอพพลิเคชันที่เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีของไอโฟนส่วนใหญ่มีคุณสมบัติไม่ดีเท่ากับแอพพลิเคชันจากเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ "ยาโรว์" กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลจะไม่ดี เกม เซ็นเตอร์ และระบบปฏิบัติการก็ทำงานได้ดี  ประเด็น ก็คือ แอปเปิลดี แต่ไม่สมบูรณ์แบบ และถ้าแอปเปิลคิดว่าการเปิดตัวแอปพลิเคชันแผนที่ใหม่ถอดด้ามของบริษัท และยอมรับว่าอาจจะมีข้อบกพร่องเหมือนไอเมสเซจ หรือสิรี นั้นเป็นการคิดที่ "ผิด" "แอปเปิลต้องทำให้แอพพลิเคชันแผนที่ใหม่นี้สมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ดี พอใช้ แต่ต้องดีที่สุด" นายยาโรว์ ย้ำ หากแอปพลิเคชันตัวนี้ เดินตามรอยความผิดพลาดของสิรี หรือไอเมสเซจ ก็จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่กับอนาคตของแอปเปิล เนื่องจากกูเกิลรู้วิธีพัฒนาแผนที่ หากแอปเปิลพลาดในแอปพลิเคชันตัวหลักนี้ จะทำให้แอนดรอยด์ชนะใจลูกค้าไปในที่สุด ขอบคุณที่มา ::  http://www.bangkokbiznews.com
Monday, 11 June 2012 10:05
จะเป็น “ความบังเอิญโดยจงใจ” หรือไม่ ไม่ทราบ แต่การที่องค์การอวกาศ “นาซา” กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ให้ความสนใจ “อู่ตะเภา” ของไทยในช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้น ย่อมตอกย้ำว่าไทยกำลังกลายเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของสหรัฐอย่างปราศจากความสงสัย พลเอกมาร์ติน เดมป์เซย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐ บอกผมในการให้สัมภาษณ์ที่กรุงเทพฯ วันก่อนว่าการที่ NASA กับ Pentagon มีความสนใจอู่ตะเภา พร้อมๆ กันนี้ เป็นคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกัน และไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลระหว่างกัน ผมบอกแกว่า เป็นเรื่องแปลกที่หน่วยงานใหญ่ทั้งสองของรัฐบาลอเมริกา สนใจเรื่องเดียวกันอย่างนี้แต่ไม่คุยกันก่อน นายพลเดมป์เซย์ ก็ยังยืนยันว่าคนละเรื่องกัน ผมบอกว่าอาจจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ แกก็ได้แต่ยิ้ม ยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้เรื่อง NASA กับอู่ตะเภา รู้แต่ว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐ กำลังพูดคุยอยู่กับรัฐบาลไทยในอันที่จะใช้อู่ตะเภา เป็นศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาทุกข์เพื่อมนุษยธรรม และไม่ได้ต้องการจะพลิกให้อู่ตะเภา กลับไปเป็น “ฐานทัพเรือ” อีกครั้งเหมือนสมัยสงครามเวียดนาม กระทรวงการต่างประเทศไทย บอกว่า องค์การนาซาของสหรัฐขอตั้งฐานปฏิบัติการที่อู่ตะเภาเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อเมริกา มีหนังสือขอตั้งฐานปฏิบัติการที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย... เพื่อถ่ายภาพจากดาวเทียม เพื่อตรวจความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือป้องกันภัยธรรมชาติ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็เกี่ยวกับเรื่อง “ภัยธรรมชาติ” เหมือนกันอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่า ผบ. สูงสุดสหรัฐ จะอธิบายอย่างไร คนไทยก็ต้องถือว่าสองเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม เพราะคำแถลงของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ นายลีออน พาเน็ทต้า ที่สิงคโปร์สัปดาห์ก่อนนั้นถือว่าเป็นการปรับทัพครั้งใหญ่ของสหรัฐ เพื่อโยกกองกำลังทางทะเลมาอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก 60% เหลืออีก 40% ยังอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ทันทีที่รัฐมนตรีกลาโหมมะกัน ประกาศตัวเลขชัดแจ้งอย่างนี้ ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ฉับพลันว่า นี่เป็นแผนการ “สกัดจีน” รอบใหม่ของสหรัฐ แม้ว่าเสียงทางการจากวอชิงตันจะปฏิเสธเสียงแข็งว่านั่นมิใช่เป้าหมายแต่อย่างไร ปักกิ่งไม่รอช้า บอกว่า จะเพิ่มความระมัดระวังต่อการขยับตัวของสหรัฐครั้งใหม่นี้อย่างแน่นอน เพราะจีนถือว่าอเมริกาทำอย่างนี้เท่ากับเป็นการ “ตีท้ายครัว” กันซึ่งๆ หน้า แม้ในแวดวงของนายทหารระดับสูงของจีนก็แบ่งเป็น “สายเหยี่ยว” และ “สายพิราบ” เหมือนกัน นายทหารจีนบางคนฮึดฮัดที่อเมริกา ตีแสกหน้าอย่างนี้ แต่อีกสายหนึ่งพยายามจะบอกว่าต้องเข้าใจว่าอเมริกาเป็นห่วงผลประโยชน์ของตนโดยเฉพาะด้านความมั่นคงที่เปราะบาง และอาจจะถูกฝ่ายก่อเหตุร้ายแอบเล่นงานสหรัฐได้ตลอดเวลา กระนั้น เสียงจากรัฐบาลจีน ก็จะไม่ยอมให้สหรัฐเล่นตามเกมนี้โดยไม่มีเสียงเตือนจากปักกิ่งไม่ได้ จีนพยายามบอกสหรัฐ ว่า อย่าได้เข้ามาแทรกแซงกิจการของประเทศแถบนี้ โดยเฉพาะความขัดแย้งของจีนกับประเทศอื่นๆ ว่าด้วยการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะบางแห่งในทะเลจีนใต้ อเมริกายืนยันว่าตนจะต้องมี “จุดยืน” ในเรื่องนี้เพราะความไม่มั่นคงในแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ ย่อมจะต้องมีผลกระทบต่อสหรัฐ เช่น หากช่องแคบมะละกา ถูกปิดจะด้วยการก่อการร้ายหรือด้วยเพราะความขัดแย้ง หรือหากเกิดความตึงเครียดขึ้นมาเพราะกรณีพิพาทระหว่างจีนกับประเทศอื่น วอชิงตันก็ต้องถือว่าตนเองจะต้องมีส่วนเข้ามาร่วมป้องกันก่อนที่จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ระยะหลังนี้จีนเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทะเลอย่างคึกคัก (รวมถึงการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก) ได้สร้างความหวั่นไหวให้กับผู้คนไม่น้อย เพราะกลัวจะกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างยักษ์เอเชียกับยักษ์ข้างนอก จีนพยายามอธิบายว่าการขยายตัวทางทะเลของกองทัพจีนนั้น เป็นเพียงการเพิ่มสมรรถภาพการปกป้องตนเองของจีนเท่านั้น มิได้มีจุดประสงค์เพื่อจะรุกรานใครที่ไหนทั้งสิ้น ยิ่งหากเปรียบงบประมาณทางทหารของจีน กับสหรัฐ แล้วก็ยังห่างกันอยู่หลายช่วงตัว ไม่ควรที่อเมริกาจะกล่าวอ้างเป็นเหตุที่จะเสริมกำลังเข้ามาในภูมิภาคนี้ให้เกิดความระแวงสงสัยเกินความจำเป็นใดๆ เลย สำหรับคนไทยแล้ว หากสหรัฐ มาเจรจาขอให้เปิด “อู่ตะเภา” เป็นศูนย์ปฏิบัติการที่เกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็น่าจะต้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลกระทำด้วยความโปร่งใส และให้ประชาชนคนไทยได้รับทราบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพราะนี่คือ ประเด็นความมั่นคงและความเป็นอธิปไตยของประเทศที่จะต้องพิจารณาใคร่ครวญอย่างรอบด้าน ไทยไม่ต้องการจะกลายเป็นเครื่องมือของยักษ์ใหญ่ฝ่ายใด ในการเผชิญหน้ารอบใหม่หากจะเกิดขึ้นอีก และหากทั้งอเมริกา และจีน ทำตามที่ประกาศให้ชาวโลกทราบ นั่นคือ ต่างคนต่างไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเผชิญหน้าจนเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคนี้อีก ก็ไม่มีความจำเป็นที่วอชิงตันหรือปักกิ่ง จะต้องแสดงแสนยานุภาพทางทหารเกินเลยความจำเป็น “อู่ตะเภา” เป็นฐานทัพเรือที่ทุกประเทศสามารถใช้เพื่อภารกิจเพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรมมาแล้วเช่นในกรณีเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงในบริเวณนี้ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ไทยจะต้องเสนอตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม แต่หากจะใช้ “อู่ตะเภา” เพื่อเป้าหมายทางทหาร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางทหารที่จะสร้างความตึงเครียดหรือบาดหมางเพิ่มขึ้นได้ รัฐบาลไทยก็จะต้องปฏิเสธเสียตั้งแต่แรก เพราะยุทธศาสตร์ของไทยจะต้องเป็นไปเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อสร้างสันติสุขในภูมิภาคนี้เท่านั้น ไทยจะต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นคืนของสงครามเย็นหรือสงครามอุ่นหรือสงครามร้อนใดๆ ทั้งสิ้น   ขอบคุณที่มา::http://www.bangkokbiznews.com
Saturday, 09 June 2012 10:56
กฎหมายฟอกโจรพ้นผิดที่กำลังจะนำเข้าสู่สภา เลื่อนมาพิจารณาวันนี้ (31 พ.ค. 55) ถือเป็นการแสดงธาตุแท้ของนักโทษชายทักษิณ อีกครั้งว่า “ชีวิตนี้สละชาติเพื่อชีพมาโดยตลอด” นอกจากสาระกฎหมายจะก่อให้เกิดกลียุคในบ้านเมือง เพราะนิรโทษกรรมให้โจรปล้นชาติแล้ว การเลือกห้วงเวลาขับเคลื่อนก็เลวร้ายไม่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ น้องสาวนักโทษจะไม่รู้ว่าประเทศไทยมีงานใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้ประชาสัมพันธ์ว่าบ้านเมืองของเรามีเสถียรภาพ มีความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ กลับประจานตัวเองด้วยการทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดในช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ด้วยการนำกฎหมายช่วยโจรเข้าสภา จนประชาชนอดรนทนไม่ได้ออกมาชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อต่อต้านการล้างผิดให้ทรราช ภาพของประเทศที่สื่อต่างชาติทั่วโลกเดินทางมาทำข่าวการประชุมครั้งนี้ก็จะพ่วงด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองติดไปด้วย ถามว่าใครทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวของทักษิณ และความไร้สำนึกต่อชาติบ้านเมืองของบรรดาลูกสมุน ที่กำหนดแต่วาระเพื่อทักษิณ มีแต่ปฏิทินการเมืองโดยไม่สนใจปฏิทินเพื่อบ้านเมืองแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่รัฐบาลอยู่ในวิสัยที่จะเลื่อนการเสนอกฎหมายระยำนี้ออกไปเพื่อไม่ให้ชนกับงานที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ทำและยังดึงดันสุมไฟกลางเมืองด้วยการใช้เสียงข้างมากปฏิวัติประเทศล้มอำนาจตุลาการ โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจว่าความแตกแยกจะร้าวลึกมากขึ้นหรือไม่ ขอใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองเป็นพอ ส่วนบ้านเมือง “ช่างแม่มัน” เสนอร่างกฎหมาย อ้าง “ปรองดอง” แต่กลับประกาศก้องผ่าน วัฒนา เมืองสุข ล็อบบี้ยิสต์ล้างผิดให้ทักษิณว่า “ใครค้านก็ต้องสู้กัน” มันไม่ใช่ท่าทีที่จะทำให้บ้านเมือง “ปรองดอง” แต่เป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าประเทศนี้อยู่ใต้อุ้งตีนทักษิณ จะสั่งขวาหันซ้ายหันก็ห้ามคัดค้านโดยเด็ดขาด นอกจากยืนกุมไข่ก้มหน้ารับสภาพการถูกปกครองโดยอันธพาลเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าจะทำให้พี่น้องเสื้อแดงได้ตาสว่างกับธาตุแท้ของทักษิณ ที่ถีบเรือแจววิ่งไปขึ้นรถของบังเละ-สนธิ บุญยรัตกลิน โดยไม่อนาทรร้อนใจต่อซากศพที่เขาใช้เป็นบันไดให้น้องสาวป่ายปีนขึ้นสู่อำนาจ ความอำมหิตของทักษิณที่มีต่อชาติบ้านเมืองในครั้งนี้ ทำให้อดคิดถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 50 ไม่ได้ ในครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยมีเนื้อหาสะท้อนแก่นแท้ของพรรคการเมืองที่มีทักษิณ เป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจนยิ่ง “พรรคไทยรักไทยมิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนยากหาอุดมการณ์อันแท้จริงให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้วจะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จึงไม่อาจดำรงความเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสรรค์และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองของประเทศโดยรวมได้อีกต่อไป จึงมีเหตุอันสมควรยุบพรรคไทยรักไทย” ศาลรัฐธรรมนูญ ยังระบุประเด็นที่ทำให้ยุบพรรคไทยรักไทยไว้ 3 เรื่องหลัก คือ 1. จ้างพรรคเล็กลงสมัคร เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการกครองประเทศโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมือง 2. สร้างภาพลวงตาว่ามีการแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน ไม่มั่นคง เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ 3. การสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ กกต. แก้ไขฐานข้อมูลให้ผู้ขาดคุณสมบัติสามารถลงสมัครได้ เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อมูลข้างต้นคือ คำวินิจฉัยในคดียุบพรรคไทยรักไทย วันที่ 30 พ.ค. 50 ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านมา 5 ปี พรรคการเมืองที่ ทักษิณ เป็นเจ้าของถูกยุบไปแล้ว 2 ครั้ง เปลี่ยนมาแล้ว 3 ชื่อ จากไทยรักไทย เป็นพลังประชาชน จนมาถึง เพื่อไทยในปัจจุบัน แต่สันดานไม่เคยเปลี่ยน ยังคงไร้อุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง แย่งชิงอำนาจเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องไม่มีที่สิ้นสุด 5 ปีที่ ทักษิณ ทำลายประเทศและจะยังทำร้ายบ้านเมืองต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ปล่อยให้ทรราชกินเมือง ประเทศนี้ก็ยากนักที่จะคงความเป็นชาติเอาไว้ได้ รายงานโดย “แสงตะวัน”     กฎหมายฟอกโจรพ้นผิดที่กำลังจะนำเข้าสู่สภา เลื่อนมาพิจารณาวันนี้ (31 พ.ค. 55) ถือเป็นการแสดงธาตุแท้ของนักโทษชายทักษิณ อีกครั้งว่า “ชีวิตนี้สละชาติเพื่อชีพมาโดยตลอด”   นอกจากสาระกฎหมายจะก่อให้เกิดกลียุคในบ้านเมือง เพราะนิรโทษกรรมให้โจรปล้นชาติแล้ว การเลือกห้วงเวลาขับเคลื่อนก็เลวร้ายไม่แตกต่างกัน   ไม่ใช่ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ น้องสาวนักโทษจะไม่รู้ว่าประเทศไทยมีงานใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะได้ประชาสัมพันธ์ว่าบ้านเมืองของเรามีเสถียรภาพ มีความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจ   แต่รัฐบาลภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ กลับประจานตัวเองด้วยการทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดในช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม   ด้วยการนำกฎหมายช่วยโจรเข้าสภา จนประชาชนอดรนทนไม่ได้ออกมาชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อต่อต้านการล้างผิดให้ทรราช   ภาพของประเทศที่สื่อต่างชาติทั่วโลกเดินทางมาทำข่าวการประชุมครั้งนี้ก็จะพ่วงด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองติดไปด้วย   ถามว่าใครทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวของทักษิณ และความไร้สำนึกต่อชาติบ้านเมืองของบรรดาลูกสมุน ที่กำหนดแต่วาระเพื่อทักษิณ มีแต่ปฏิทินการเมืองโดยไม่สนใจปฏิทินเพื่อบ้านเมืองแม้แต่น้อย   ทั้งๆ ที่รัฐบาลอยู่ในวิสัยที่จะเลื่อนการเสนอกฎหมายระยำนี้ออกไปเพื่อไม่ให้ชนกับงานที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ทำและยังดึงดันสุมไฟกลางเมืองด้วยการใช้เสียงข้างมากปฏิวัติประเทศล้มอำนาจตุลาการ โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร   ไม่สนใจว่าความแตกแยกจะร้าวลึกมากขึ้นหรือไม่ ขอใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเองเป็นพอ ส่วนบ้านเมือง “ช่างแม่มัน”   เสนอร่างกฎหมาย อ้าง “ปรองดอง” แต่กลับประกาศก้องผ่าน วัฒนา เมืองสุข ล็อบบี้ยิสต์ล้างผิดให้ทักษิณว่า “ใครค้านก็ต้องสู้กัน”   มันไม่ใช่ท่าทีที่จะทำให้บ้านเมือง “ปรองดอง” แต่เป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าประเทศนี้อยู่ใต้อุ้งตีนทักษิณ จะสั่งขวาหันซ้ายหันก็ห้ามคัดค้านโดยเด็ดขาด นอกจากยืนกุมไข่ก้มหน้ารับสภาพการถูกปกครองโดยอันธพาลเท่านั้น   สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าจะทำให้พี่น้องเสื้อแดงได้ตาสว่างกับธาตุแท้ของทักษิณ ที่ถีบเรือแจววิ่งไปขึ้นรถของบังเละ-สนธิ บุญยรัตกลิน โดยไม่อนาทรร้อนใจต่อซากศพที่เขาใช้เป็นบันไดให้น้องสาวป่ายปีนขึ้นสู่อำนาจ   ความอำมหิตของทักษิณที่มีต่อชาติบ้านเมืองในครั้งนี้ ทำให้อดคิดถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 50 ไม่ได้ ในครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยมีเนื้อหาสะท้อนแก่นแท้ของพรรคการเมืองที่มีทักษิณ เป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจนยิ่ง   “พรรคไทยรักไทยมิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนยากหาอุดมการณ์อันแท้จริงให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า   เมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้วจะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จึงไม่อาจดำรงความเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสรรค์และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองของประเทศโดยรวมได้อีกต่อไป จึงมีเหตุอันสมควรยุบพรรคไทยรักไทย”   ศาลรัฐธรรมนูญ ยังระบุประเด็นที่ทำให้ยุบพรรคไทยรักไทยไว้ 3 เรื่องหลัก คือ   1. จ้างพรรคเล็กลงสมัคร เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการกครองประเทศโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมือง   2. สร้างภาพลวงตาว่ามีการแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตย ส่งผลให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน ไม่มั่นคง เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ   3. การสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่ กกต. แก้ไขฐานข้อมูลให้ผู้ขาดคุณสมบัติสามารถลงสมัครได้ เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   ข้อมูลข้างต้นคือ คำวินิจฉัยในคดียุบพรรคไทยรักไทย วันที่ 30 พ.ค. 50 ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านมา 5 ปี พรรคการเมืองที่ ทักษิณ เป็นเจ้าของถูกยุบไปแล้ว 2 ครั้ง เปลี่ยนมาแล้ว 3 ชื่อ จากไทยรักไทย เป็นพลังประชาชน จนมาถึง เพื่อไทยในปัจจุบัน แต่สันดานไม่เคยเปลี่ยน ยังคงไร้อุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง แย่งชิงอำนาจเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องไม่มีที่สิ้นสุด   5 ปีที่ ทักษิณ ทำลายประเทศและจะยังทำร้ายบ้านเมืองต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ปล่อยให้ทรราชกินเมือง ประเทศนี้ก็ยากนักที่จะคงความเป็นชาติเอาไว้ได้   ที่มา:: http://www.manager.co.th
Friday, 01 June 2012 13:25
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย   วันที่ 25 พ.ค. 55 นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยัง “ทุ่งมะขามหย่อง” จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะทรงงานตามพระราชอัธยาศัย และรับการถวายรายงานโครงการพระราชดำริแก้มลิง รวมถึงเสด็จทอดพระเนตรการแสดงเทิดพระเกียรติ พักผ่อนพระอิริยาบถ และเสวยพระกระยาหารว่าง ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ การเสด็จฯครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มต่อชาวเมืองกรุงเก่าอยุธยาเป็นล้นพ้น สำหรับทุ่งมะขามหย่อง ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา ที่นี่นับเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย นับจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยในสมัย“สมเด็จพระมหาจักพรรดิ” แห่งกรุงศรีอยุธยา หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้ประมาณ 7 เดือน พม่าได้ยกทัพนำโดยพระเจ้าหงสาวีตะเบงชะเวตี้เข้ามารุกราน การศึกครั้งนั้น “สมเด็จพระสุริโยทัย” พระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้แต่งพระองค์อย่างมหาอุปราช ทรงช้างออกมาทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร แต่ความที่เป็นสตรีทำให้พระองค์พลาดท่าเสียที ต้องพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์บนคอช้าง แต่การศึกครั้งนั้นไม่ปรากฏผลแพ้-ชนะกัน ด้วยวีรกรรมในครั้งนั้น ครั้นเมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้าง “พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย” ขึ้น ณ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติมาวีรกษัตริย์ไทย และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535 การเสด็จฯครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มต่อชาวเมืองกรุงเก่าอยุธยาเป็นล้นพ้น สำหรับทุ่งมะขามหย่อง ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา ที่นี่นับเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย นับจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยในสมัย“สมเด็จพระมหาจักพรรดิ” แห่งกรุงศรีอยุธยา หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้ประมาณ 7 เดือน พม่าได้ยกทัพนำโดยพระเจ้าหงสาวีตะเบงชะเวตี้เข้ามารุกราน การศึกครั้งนั้น “สมเด็จพระสุริโยทัย” พระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้แต่งพระองค์อย่างมหาอุปราช ทรงช้างออกมาทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร แต่ความที่เป็นสตรีทำให้พระองค์พลาดท่าเสียที ต้องพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์บนคอช้าง แต่การศึกครั้งนั้นไม่ปรากฏผลแพ้-ชนะกัน ด้วยวีรกรรมในครั้งนั้น ครั้นเมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้าง “พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย” ขึ้น ณ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติมาวีรกษัตริย์ไทย และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535 สำหรับทุ่งมะขามหย่อง ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา ที่นี่นับเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย นับจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยในสมัย“สมเด็จพระมหาจักพรรดิ” แห่งกรุงศรีอยุธยา หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้ประมาณ 7 เดือน พม่าได้ยกทัพนำโดยพระเจ้าหงสาวีตะเบงชะเวตี้เข้ามารุกราน การศึกครั้งนั้น “สมเด็จพระสุริโยทัย” พระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้แต่งพระองค์อย่างมหาอุปราช ทรงช้างออกมาทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร แต่ความที่เป็นสตรีทำให้พระองค์พลาดท่าเสียที ต้องพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์บนคอช้าง แต่การศึกครั้งนั้นไม่ปรากฏผลแพ้-ชนะกัน ด้วยวีรกรรมในครั้งนั้น ครั้นเมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้าง “พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย” ขึ้น ณ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติมาวีรกษัตริย์ไทย และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535 การศึกครั้งนั้น “สมเด็จพระสุริโยทัย” พระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้แต่งพระองค์อย่างมหาอุปราช ทรงช้างออกมาทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร แต่ความที่เป็นสตรีทำให้พระองค์พลาดท่าเสียที ต้องพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์บนคอช้าง แต่การศึกครั้งนั้นไม่ปรากฏผลแพ้-ชนะกัน ด้วยวีรกรรมในครั้งนั้น ครั้นเมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้าง “พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย” ขึ้น ณ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติมาวีรกษัตริย์ไทย และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535 ด้วยวีรกรรมในครั้งนั้น ครั้นเมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้าง “พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย” ขึ้น ณ บริเวณทุ่งมะขามหย่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติมาวีรกษัตริย์ไทย และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ. 2535   อ่างเก็บน้ำทุ่งมะขามหย่องในวันซักซ้อมการแสดง   โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 31 ส.ค. 2534 ครั้นเมื่อพระราชานุสาวรีย์เสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณสมเด็จพระสุริโยทัยในวันที่ 3 ก.ค. 2538 เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ทางการสู้รบอีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ เหตุการณ์หลังจาก “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ทรงประกาศอิสรภาพได้ 2 ปี พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้ให้มังมอดราชบุตรยกทัพมาตั้งที่ทุ่งมะขามหย่อง และทัพพระเจ้าหงสาวดีตั้งค่ายหลวงบริเวณขนอนปากคู่ซึ่งอยู่ถัดจากทุ่งมะขามหย่องลงมาทางใต้ การศึกครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงนำไพร่พลปล้นค่ายหลายครั้งหลายครา โดยทรงคาบพระแสงดาบ ปีนเสาระเนียดเข้าค่ายพม่า และได้รับชัยชนะทุกครั้งไป จนพระแสงดาบนั้นได้รับการเรียกขานว่า "พระแสงดาบคาบค่าย" นอกจากจะเป็นพื้นที่ในการรบทัพจับศึกแล้ว ด้วยชัยภูมิที่ตั้งของทุ่งมะขามหย่องและ“ทุ่งภูเขาทอง” ที่เป็นท้องทุ่งขนาดใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้พัฒนาพื้นที่ทุ่งทั้งสองเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำหรือ “แก้มลิง”เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง     เยาวชนในพื้นที่ซักซ้อมเตรียมความพร้อมในการแสดงรับเสด็จ โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯมาที่แปลงนาสาธิต ทางทิศเหนือของทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งทั้งสองพระองค์นอกจากเสด็จมาทรงงานแล้ว ยังทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิต ยังความปลายปลื้มแก่พสกนิกรจำนวนมากหลายหมื่นคนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จ สำหรับทุ่งมะขามหย่อง ปัจจุบันมีเนื้อที่ทั้งหมด 250 ไร่ มีการจัดทำเป็นอ่างเก็บน้ำ(แก้มลิง)จำนวน 180 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 2,100,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(2.1 ล้านลบ.ม.) ซึ่งเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำยามน้ำหลาก ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ส่วนยามหน้าแล้งก็ได้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ไปในการเกษตร นอกจากนี้ด้วยความที่ทุ่งมะขามหย่อง มีสภาพพื้นที่สวยงาม มีอ่างเก็บน้ำ มีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยและกลุ่มประติมากรรมประกอบ และมีสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจของอยุธยา ซึ่งชาวกรุงเก่าได้พร้อมใจกันขนานนามท้องทุ่งทั้งสอง คือ ทุ่งมะขามหย่องและทุ่งภูเขาทองว่าเป็น “ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ใต้พระบารมี ใต้พระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่แม้จะทรงเหน็ดเหนื่อยตรากตรำแค่ไหน แต่พระมหากษัตริย์และพระราชินีทั้งสองก็ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนของพระองค์ *****************************************         การซักซ้อม เตรียมพร้อมรับเสด็จ การเสด็จพระราชดำเนิน “ทุ่งมะขามหย่อง” ในวันที่ 25 พ.ค. 55 นี้ ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ทำการจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ มีการสร้างทางลาดพระบาทตลอดเส้นทางเสด็จจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย มายังพลับพลาที่ประทับกลางน้ำ เพื่อชมการแสดงแสง สี เสียง เรื่อง “ทุ่งมะขามหย่อง ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ซึ่งจะมีเกาะกลางน้ำเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม ในฉากการแสดงถวายจะมีผู้แสดงรำถวายเดินบนผิวน้ำนอกจากนี้ยังการจัดแสดง ร้องเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าวถวาย ได้เตรียมเรือพื้นบ้านโบราณ จำนวนกว่า 30 ลำ แสดงถวาย ในที่ประชุมได้จำลองภาพกราฟฟิกเพื่อมองให้เห็นภาพที่สวยงามอย่างสมพระเกียรติที่ จัดแสดงถวายในวันเสด็จฯ การเสด็จพระราชดำเนิน “ทุ่งมะขามหย่อง” การเสด็จพระราชดำเนิน “ทุ่งมะขามหย่อง” ในวันที่ 25 พ.ค. 55 นี้ ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ทำการจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ มีการสร้างทางลาดพระบาทตลอดเส้นทางเสด็จจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย มายังพลับพลาที่ประทับกลางน้ำ เพื่อชมการแสดงแสง สี เสียง เรื่อง “ทุ่งมะขามหย่อง ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ซึ่งจะมีเกาะกลางน้ำเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม ในฉากการแสดงถวายจะมีผู้แสดงรำถวายเดินบนผิวน้ำนอกจากนี้ยังการจัดแสดง ร้องเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าวถวาย ได้เตรียมเรือพื้นบ้านโบราณ จำนวนกว่า 30 ลำ แสดงถวาย ในที่ประชุมได้จำลองภาพกราฟฟิกเพื่อมองให้เห็นภาพที่สวยงามอย่างสมพระเกียรติที่ จัดแสดงถวายในวันเสด็จฯ การเสด็จพระราชดำเนิน “ทุ่งมะขามหย่อง” ในวันที่ 25 พ.ค. 55 นี้ ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ทำการจัดเตรียมสถานที่ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ มีการสร้างทางลาดพระบาทตลอดเส้นทางเสด็จจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย มายังพลับพลาที่ประทับกลางน้ำ เพื่อชมการแสดงแสง สี เสียง เรื่อง “ทุ่งมะขามหย่อง ผืนแผ่นดินแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ซึ่งจะมีเกาะกลางน้ำเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม ในฉากการแสดงถวายจะมีผู้แสดงรำถวายเดินบนผิวน้ำ นอกจากนี้ยังการจัดแสดง ร้องเพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าวถวาย ได้เตรียมเรือพื้นบ้านโบราณ จำนวนกว่า 30 ลำ แสดงถวาย ในที่ประชุมได้จำลองภาพกราฟฟิกเพื่อมองให้เห็นภาพที่สวยงามอย่างสมพระเกียรติที่ จัดแสดงถวายในวันเสด็จฯ      
Friday, 25 May 2012 09:55
ขณะที่ทำบทความนี้ยังไม่รู้หัวรู้ก้อยว่าการประท้วงของเด็กนักเรียนและผู้ปกครองโรงเรียนดังแห่งหนึ่งที่กำลังประท้วงกันอยู่ที่บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ได้สิ้นสุดยุติลงแล้วหรือไม่ประการใด แต่ไม่ว่าการประท้วงจะสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ เนื้อหาและนัยยะสำคัญของการประท้วงครั้งนี้มีความหมายยิ่ง เพราะเป็นการประท้วงที่ได้ประกาศว่ามีการค้าเก้าอี้เด็กนักเรียน ซึ่งต้องถือว่าเป็นภัยพิบัติของบ้านเมืองและเป็นเรื่องการคอร์รัปชั่นทางการศึกษาของประเทศ เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องกำจัดกวาดล้างทำความสะอาด มิฉะนั้นเยาวชนของชาติ การศึกษาของชาติ และอนาคตของชาติ ก็จะพินาศสิ้น เพราะเมื่อการโกงได้ถูกปลูกฝังให้รู้เช่นเห็นชาติกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ แล้ว ย่อมบ่มเพาะการคอร์รัปชั่นนั้นในน้ำใจผู้คนไปจนตาย นับว่าเป็นอันตรายยิ่ง ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่า ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นบังคับให้รัฐอำนวยการศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่เด็กและเยาวชนเป็นเวลา 15 ปี พูดง่าย ๆ ก็คือการศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.1 ไปจนถึง ม.6 เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดและอำนวยการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนโดยไม่คิดค่าตอบแทนหรือแสงหากำไรใด ๆ กรณีที่กำลังประท้วงกันอยู่นั้น เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมาก มีชั้นเรียนตั้งแต่ชั้น ม.1-ม.6 แต่มีการตั้งกติกาวิปลาสขึ้นว่า เมื่อเด็กนักเรียน เรียนถึงชั้น ม.3 แล้วจะถูกออกจากโรงเรียนยกชั้น และในการเข้าเรียนชั้น ม.4 ต่อจากชั้น ม.3 เดิมนั้นจะเปิดให้สอบกันใหม่ ก็ต้องชี้ให้เห็นว่าระเบียบวิปริตวิปลาสนั้นเห็นทีว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ และเป็นการปล้นสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาของเด็กนักเรียนที่เรียนอยู่ในชั้น ม.3 นั้น เป็นการทำให้เกิดความพลัดพรากกับเด็กและเกิดความเดือดร้อนกับผู้ปกครองโดยไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใด ๆ เลย บรรดาผู้ได้รับความเสียหายน่าจะฟ้องศาลปกครองเสียให้เข็ดเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างการก่อกรรมทำชั่วให้กับเด็กและเยาวชนต่อไป จำนวนนักเรียนในชั้น ม.3 ของโรงเรียนที่ว่านี้มีจำนวน 800 คน ต้องถูกออกยกชั้นและต้องสอบเข้าเรียนใหม่ ซึ่งมีโควต้าให้เข้าเรียนได้เพียง 300 คน ส่วนอีก 500 เก้าอี้นักเรียนนั้นให้เปิดสอบใหม่ ทั้งจากภายในและภายนอก หมายความว่าเด็กนักเรียนชั้น ม.3 เดิมจะถูกออกจากโรงเรียน 500 คน โดยไม่มีการแยแสว่าเด็กจะอาลัยอาวรณ์โรงเรียนและเพื่อนฝูงสักเพียงใด โดยไม่แยแสว่าจะหาที่เรียนที่ไหนได้ และโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ปกครอง เพราะโรงเรียนที่เปิดเรียนชั้น ม.4 นั้นมีน้อยกว่าโรงเรียนที่เปิดเรียนมาตั้งแต่ชั้น ม.1 ผลปรากฏว่าในการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.4 ที่เอาเก้าอี้เด็กนักเรียนเดิม 500 เก้าอี้ไปสมัครสอบกันใหม่นั้น คนที่ได้รับการคัดเลือกส่วนใหญ่เป็นลูกหลานพวกพ้องของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ และอีกจำนวนมากได้เข้าเรียนเพราะมีการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยกันในจำนวนที่สูงมาก ตามข่าวล่าสุดระบุว่าจำนวนแป๊ะเจี๊ยได้เรียกเก็บถึงรายละ 500,000 บาท ไปจนกระทั่งถึง 3 ล้านบาท เมื่อความปรากฏออกไปจึงก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมและเจ็บช้ำน้ำใจกับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่ลูกหลานถูกปล้นเก้าอี้เอาไปเซ็งลี้กันแบบนี้ ทั้งที่ผู้ปกครองบางรายก็พยายามรวบรวมเงินไปจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยรายละแสนสองแสน เขาก็ไม่รับ อ้างว่าน้อยเกินไป คนเราเราเมื่อเจ็บใจขึ้นแล้วก็ไปร้องขอความเป็นธรรม แต่แผ่นดินนี้มีความเป็นธรรมที่ไหนเล่า เขาจึงไปประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลตรงบริเวณประตู 4 เป็นเหตุให้นางยิ่งลักษณ์ออกมาพบปะแล้วมีอาการน้ำตาซึม แต่ก็มิได้แก้ไขอะไร จนกระทั่งเด็กคนหนึ่งที่อดอาหารประท้วงต้องถูกหามไปส่งโรงพยาบาล เป็นที่น่าเวทนา รัฐบาลไม่แก้ปัญหานี้ ทั้งที่มีหน้าที่ต้องแก้ปัญหา และยังยืนยันที่จะส่งเสริมการเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยเอากับผู้ปกครองต่อไป มิหนำซ้ำยังใส่ร้ายเด็ก ๆ ที่อดข้าวประท้วงเพื่อขอที่เรียนในโรงเรียนเดิมว่ามีเบื้องหลัง นี่เป็นลีลาอันชั่วร้ายของนักการเมืองไทย ที่นอกจากไม่รับผิดชอบ ไม่แก้ไขปัญหาที่สร้างกรรมทำเข็ญแก่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครองแล้ว ยังใช้วจีกรรมอันทุจริตทำร้ายเด็กเยาวชนตัวเล็ก ๆ และผู้ปกครองซึ่งไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร นับว่าเป็นการกระทำที่มีน้ำใจเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ การเมืองแบบนี้ นักการเมืองแบบนี้ หรือที่เรียกว่าประชาธิปไตย มันย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ปวงชนไทยปรารถนาอย่างแน่นอน เพราะมันไม่ใช่การปกครองที่เป็นไปโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทย แต่มันเป็นไปเพื่อคนเพียงกลุ่มเดียว คณะเดียว และใช้อำนาจบาตรใหญ่ก่อกรรมทำเข็ญไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กระทั่งเด็กเล็กๆ ซึ่งไม่มีหนทางและปากเสียงที่จะต่อสู้อะไรกับนักการเมืองก็ยังไม่วายที่ีจะถูกความชั่วร้ายรังแก.
Tuesday, 22 May 2012 11:49
     ชื่อบทความวันนี้เคยเป็นชื่อบทความของท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อหลายสิบปีก่อนที่ยกเอาเรื่องราวบางตอนในหนังสือสามก๊กมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น และเป็นที่ฮือฮากันเป็นอันมาก      เพราะสอดคล้องกับความเป็นไปในบ้านเมือง ทำให้ผู้คนทั้งปวงเห็นภาพและเข้าใจเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นไปได้กระจ่างแจ้ง ทำให้ความงุนงงสงสัยกระจ่างสว่างไสว และในที่สุดความชั่วร้ายก็ถูกมหาชนชาวไทยขับไล่จนมลายหายสูญไปพักหนึ่ง      บัดนี้ก็ต้องเอาเรื่องเดียวกันนี้แหละมากล่าวอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องราวในสามก๊กนั้นพอวันเวลาผ่านนานไป เหตุการณ์ก็อาจหมุนเวียนเปลี่ยนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจำจะเล่าเรื่องราวในสามก๊กตอนนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเสียก่อนก็จะเป็นทางแห่งความเข้าใจเรื่องราวในบ้านเมืองของเราต่อไป      ในครั้งนั้นโจโฉอ้างพระบรมราชโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ยกกองทัพไปปราบปรามลิโป้ซึ่งแข็งเมือง ตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันก็ต้องเปิดฉากต่อว่าด่าขานกันตามธรรมเนียมงิ้วจีน      โจโฉเอาแส้ม้าชี้หน้าลิโป้แล้วว่าท่านเป็นข้าในราชวงศ์ฮั่น ไฉนจึงทรยศต่อแผ่นดิน ตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่แข็งข้อต่อราชสำนัก ทำให้บ้านเมืองและอาณาประชาราษฎรเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า      ลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า ไฉนโจโฉท่านจึงมากล่าวหาว่าเราเป็นกบฏแข็งข้อแข็งเมืองต่อราชสำนักเล่า ตัวท่านเองก็ไม่มีอำนาจถือรับสั่งมาปราบปรามผู้ใดในแผ่นดิน       ว่าแล้วลิโป้ก็กล่าวคำอันเป็นอมตะว่า แผ่นดินนี้เป็นของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ผู้ใดมีอำนาจและกำลังก็ยึดครองแย่งชิงเอาได้ ตัวท่านเองก็ยึดครองแผ่นดินตั้งตนเป็นใหญ่ในภาคเหนือ เราจะตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่บ้างไม่ได้หรืออย่างไร      ข้อความที่ว่า “แผ่นดินนี้เป็นของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ใครมีอำนาจและกำลังก็สามารถแย่งชิงยึดครองเอาได้” นั่นแหละเป็นที่มาของเรื่อง ซึ่งท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยกขึ้นมาชี้ว่านี่แหละคือต้นแบบประชาธิปไตยแบบลิโป้      นั่นคือปากอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในที่แท้จริงล้วนเป็นการคิดคดกบฏต่อแผ่นดิน คิดครองเอาแผ่นดินของท่านเป็นของตนแล้วตั้งตนเป็นใหญ่แข่งพระบารมี ปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ฉ้อฉลประโยชน์ชาติและประชาราษฎร์เป็นของตนและพวกพ้อง      แล้วลองมาดูกันว่าบ้านเมืองของเราในวันนี้ ที่ปากก็พล่ามกันแต่ประชาธิปไตยนั้น มันเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม หรือว่าเป็นประชาธิปไตยแบบลิโป้กันแน่      รัฐธรรมนูญนะเร๊อะถูกเขาเหยียบจมดินไปตั้งนานแล้ว วันนี้อำนาจอธิปไตยของปวงชนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้โดยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลนั้น วันนี้เป็นอย่างไรเล่า?       ก็ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่หรือที่เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนอยู่ในขณะนี้ เพราะอะไรก็อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วใช้ผีโม่แป้งในรัฐสภาทำตามที่ต้องการและใช้อำนาจบริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีโคลนนิ่งเป็นร่างทรงคอยพูดจาและใช้อำนาจนั้น      ในส่วนอำนาจตุลาการเล่า ถึงแม้ยังมีความเป็นอิสระแก่ตนอยู่เป็นอันมาก แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่กลายเป็นสินค้าไปแล้ว จนวันนี้ใครจะกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า “ศาลคือที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน”      ส่วนองค์กรอิสระทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เป็นที่เห็นกันชัดเจนแล้วว่าเป็นองค์ที่อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก เสียข้าวสาร ผลาญภาษีประชาชนเปล่า ๆ เพราะส่วนใหญ่ก็ประพฤติตนเป็นผีโม่แป้ง ที่คอยรับใช้ผู้มีอำนาจและปกป้องการกระทำผิดคิดชั่วทั้งหลายในบ้านเมือง จนราษฎรทั้งปวงไม่รู้ว่าจะหันไปพึ่งใครแล้ว      น้ำท่วม แผ่นดินไหว แผ่นดินไทยถูกเขมรยึดครอง ยังถูกซ้ำเติมด้วยการปล้นทั้งประเทศและประชาชนในสารพัดรูปแบบ จนเกิดคำกล่าวว่ายุคนี้เป็นยุค “กู้กับโกง” จนอาณาประชาราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า      แม้กระทั่งพระอาทิตย์ ดาว เดือน ดินฟ้าก็อาเพศ ฤดูกาลวิปริตแปรปรวนไปทั้งสิ้น เค้าลางอันแสดงถึงความพินาศฉิบหายเกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน           เหล่านี้ถ้ามองจากคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็บ่งบอกอยู่ชัดเจนว่าต้นเหตุของสิ่งเหล่านี้คือการปกครองที่อธรรม               ก็คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบลิโป้นั่นแหละ      วันนี้ระบอบประชาธิปไตยแบบลิโป้กำลังฮึกเหิมลำพองยิ่งกว่าระยะใด ๆ จนกระทั่งพวกผีโม่แป้งบางคนบังอาจเงยหน้าท้าทายไปทั่วแผ่นดินว่า แผ่นดินนี้กระโปรงเป็นใหญ่ ใครให้กระโปรงครอบหัวแล้วก็จะได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาในบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องอัปยศอดสูน้ำใจไทยทั้งปวงยิ่งนัก      ก็ขอบอกไว้ว่าในบั้นปลายสุดท้ายชีวิตของลิโป้นั้นหาได้ตายดีไม่ เพราะเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง ลิโป้ก็ตายด้วยน้ำมือทหารเลว คือถูกลูกน้องจับเอาเชือกมัดแล้วส่งตัวไปให้โจโฉ      ลิโป้ยามอับจนก็อ้อนวอนร้องขอชีวิต โดยเสนอพร้อมเป็นข้าทาสหรือเป็นผีโม่แป้ง แต่ในที่สุดโจโฉก็เห็นว่าอันคนชั่วทรยศต่อเจ้า ทรยศต่อแผ่นดิน ทรยศต่อผู้คนซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชูตนมา เลี้ยงไว้ก็เป็นอันตราย จึงสั่งให้ประหารชีวิตเสีย.    
Tuesday, 24 April 2012 10:15
ยังไม่ทันสิ้นเสียงหวูดรถไฟ จังหวะล้อเหล็กกระทบราง ...ฉึกกะฉัก...ฉึกกะฉัก...ฉึกกะฉัก... ก็ก้องขึ้นมาแทรกแก้มเนื้อร้องหยิกแก้มหยอกที่ค่อยๆ ดังขึ้นในหัว ...ถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง...ถึงก็ช่าง... ยิ่งใครเคยใช้บริการ 'ม้าเหล็ก' ของ 'การรถไฟแห่งประเทศไทย' แล้วละก็คงเข้าใจเลยละว่านั้นคือทำนองของการจิกกัด ตัดพ้อ ตอกย้ำ การให้บริการสาธารณะด้านระบบการขนส่งเก่าแก่ที่ดำเนินกิจการมานับร้อยปี เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันการรถไฟฯ ถือเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีผลขาดทุนมากที่สุดในประวัติกาล มิหนำซ้ำยังสร้างปรากฎการณ์ความล่าช้าในทุกเส้นทางเหนือจรดใต้ กลับตาลปัตรเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีแต่ความล้าหลังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง และไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัยรถไฟของเราก็สามารถไม่ขยับสู่ความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านงานบริการประชาชนที่ล้มเหลวมานับทศวรรษ แต่ดูเหมือนว่าทางองค์กรได้พลิกวิกฤติให้การเป็นโอกาสปล่อยภาพยนต์โฆษณาสะท้อนวิถี slow living ใช้ชีวิตอย่างเนิบช้าเพื่อเปิดรับมุมมองดีๆ ไปกับการรถไฟฯ เผยความเอื้อเฟื้อมีไมตรีของผู้โดยสารร่วมโบกี้ แน่นอนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ ถึงจะช้าหน่อยแต่ถึงที่หมายตรงเวลาก็คงได้ละเลียดความสุขในการเดินทางอย่างที่ต้องการสื่อออกมา แต่ในความเป็นจริงกลับบิดเบือนไปจากสถานการณ์ที่รถไฟไทยกำลังเป็นอยู่ เรื่องเก่า...เล่าใหม่ อย่างในเรื่องมาตรฐานการบริการของการรถไฟฯ ‘ผู้โดยสารทุกคน’ จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ ดังต่อไปนี้อย่างแน่นอน ‘รถไฟเสียเวลา’ ก็คือรถไฟมาช้านั้นเอง ยกตัวอย่างป้ายบอกเวลาขบวนนี้มาถึงเวลาเท่านั้นๆ แต่รถไฟไทยสามารถเกิดจากเหตุสุดวิสัยเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาได้เรื่อยๆ บอกก่อนว่าถ้ารถไฟถึงหรือออกจากชานชาลาสายประมาณ 30 นาทีหรือน้อยกว่านั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่รถไฟไทยส่วนใหญ่จะสายมากกว่า 1ชั่วโมง บางทีรอกันเป็นวันๆ ก็มี บางทีทำเซอร์ไพรส์ผู้โดยสารงดวิ่งเอาเสียดื้อๆ เสียเวลาแถมยังเสียอารมณ์อีก ‘สับรางรถไฟ จอดกลางคันไม่มีกำหนด’ พอได้ขึ้นรถไฟแล้วก็ใช่ว่าจะถึงที่หมายตามกำหนดเวลาเสมอไป ในแต่ละวันทีรถไฟหลายขบวนขึ้นเหนือล่องใต้ แต่รางนั้นมีจำนวนจำกัด เลยกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รถไฟบางขบวนจะต้องจอดกลางคันเพื่อให้รถไฟอีกขบวนแล่นผ่านรางไปก่อน คงไม่น่าติดใจเท่าไหร่หากจอดหลบทางแบบมีระยะเวลากำหนด แต่ส่วนมากจอดหลบทางแล้วยังต้องรอให้รถไฟอีกขบวนที่มักอยู่ในสถานะเสียเวลาให้ไปก่อนอีก ฟากผู้โดยสารตาดำๆ ก็รอกันไปเถอะ ‘สกปรก บ่มเชื้อโรค’ ถึงแม้รถไฟจะมีให้เลือกนั่งหลายระดับ แต่ถ้าลองสำรวจเรื่องความสะอาดแล้วก็อาจกล่าวได้ว่าสูสีกันเลย เชื่อว่าทางการรถไฟฯ ก็ไม่ได้ละเลยเรื่องการรักษาความสะอาดเพียงแต่ว่า ณ ตอนนี้มันยังสะอาดไม่พอ เรื่องขี้ฝุ่นหรือเศษขยะอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก แต่การที่โบกี้รถไฟกลายเป็นฐานทัพของเชื้อโรคนั้นแย่ยิ่งกว่า ไม่กี่ปีมานี้ก็มักได้ยินข่าวคราวของ ตัวเรือด บุกโบกี้รถไฟกัดผู้โดยสารเหวะหวะจนร้องเรียนกันเป็นแถว ด้านการรถไฟฯ ถึงจะประกาศหยุดวิ่งรถไฟหลายๆ ขบวนร่วม 15 วันเพื่อกำจัดตัวเรือด แต่ดูเหมือนว่าก็ทำได้แค่ชั่วขณะ ผ่านมาไม่กี่เดือนก็มีเสียงจากผู้ใช้บริการร้องเข้ามาอีก แถมนำภาพที่โดนตัวเรือดกัดบนรถไฟปรากฏฝืนแดงจำนวนมากมาแชร์เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ด้วย ‘ทรุดโทรม เสื่อมถอย’ สิ่งที่สังเกตเห็นบนรถไฟอีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง ห้องน้ำ เบาะนั่ง พัดลม ฯลฯ ก็โรยราไปตามอายุการใช้งาน โดยเฉพาะรถไฟชั้น 3 จะเห็นถึงความทรุดของสิ่งของได้ชัดเจนมาก เริ่มกันตั้งแต่นอกตัวโบกี้ สีลอกแตกลายงา สนิทเกาะ พอเข้ามาภายในก็พบขี้ฝุ่นหนาทั่วบริเวณ เงยขึ้นหน่อยเห็นพัดลมเรียงรายแต่ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกตัว หรือบางทีฝนตกจะปิดหน้าต่างก็ต้องทำใจเพราะพังจนเกินเยียวยา หากใครใคร่จะปลดทุกข์คงต้องทำใจกันมากเสียหน่อยทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งคราบเลอะเทอะ และอาจต้องเตรียมน้ำไปเอง เพราะก๊อกน้ำน่ะมีแต่น้ำจะไหลหรือเปล่ามันอีกเรื่องหนึ่ง ฯลฯ เหล่านี้เป็นกิตติศัพท์ด้านลบบางส่วนที่เกิดขึ้นกับรถไฟไทย เป็นความคุ้นเคยที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องเผชิญกันเป็นประจำ ตอกย้ำความเป็นรัฐวิสาหกิจที่ที่มีผลการดำเนินการขาดทุนต่ำที่สุดของประเทศจริงๆ แม้แต่ประเทศอินเดียในช่วง 3-4 ปีมานี้ก็ยังมีการพลิกโฉมรถไฟครั้งใหญ่ สมเกียรติ พงษ์กันทา ได้เขียนบทความสรุปสั้นๆ ได้ว่า รถไฟอินเดียในวันนี้ได้สร้างปรากฎการณ์แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะพัฒนาทั้งคุณภาพ และขยายเพิ่มเส้นทาง ทำกำไรอย่างไม่เคนปรากฎมาก่อน สองทศวรรษกับการหยุดอยู่กับที่ “ที่ผ่านมาเรื่องของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีอะไรชัดเจน หยุดมาประมาณเกือบๆ 20 ปีแล้ว ทั้งเรื่องของเส้นทาง เรื่องของตัวขบวนรถ จำนวนขบวนรถโดยสารใหม่ที่จะบริการประชาชน เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา” นพ. รักษ์พงศ์ เวียงเจริญ ประธานเว็บไซต์รถไฟไทยดอทคอม เล่าถึงวิกฤติรถไฟไทยที่ย่ำอยู่กับมาตลอด นอกเสียจากพวกรถไฟขนส่งสินค้าที่ถือเป็นรายได้หลักของการรถไฟฯ ก็จะมีการปรับพัฒนาทั้งสร้างทางใหม่เฉพาะไปท่าเรือแหลมฉบัง แต่ในส่วนการบริการประชาชนยังไม่เป็นรูปธรรม ในส่วนโบกี้ใหม่ๆ ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นนำรถเก่ามาปรับปรุงในเรื่องความสะอาด หรือทาสีใหม่ แต่ในเรื่องเทคโนโลยีกำลังเครื่องจักรเครื่องยนต์ไม่ได้ปรับปรุงอะไรมากนัก “การรถไฟเอามาปรับปรุงอยู่ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เอามาปรับปรุงใหม่ ก็ไปเดินรถทำรายได้ดีมันเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าที่สำคัญก็คือเรื่องปัญหาของการรถไฟคือการล่าช้าเสียเวลา และการเปลี่ยนรถ และเปลี่ยนรถจักรเป็นประจำ รอซ่อม เพราะมันค่อนข้างจะช้ามาก บางทีหัวรถจักรอายุร่วม 50 ปียังมีวิ่งอยู่เลย” ประเทศญี่ปุ่นที่ถือกำเนิดรถไฟในเวลาใกล้เคียงกับประเทศไทย ก็มีการพัฒนาค่อนข้างมากแต่ต้องยอมรับว่าเขาเป็นเจ้าเทคโนโลยี และมีระบบจัดการที่ดี หรือในแถบเอเซีย ประเทศจีน, ประเทศไต้หวัน ก็มีการพัฒนาระบบรถไฟเหมือนกัน นพ. รักษ์พงศ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงการแก้ปัญหาคาราซังของการรถไฟฯ “ในเรื่องของวัสัยทัศน์ตั้งแต่ระดับรัฐบาลบอร์ดบริหารและก็องค์กรเองว่ามีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาไปในทางไหน หรือว่าจะพัฒนาแค่บริการสังคมแต่ไม่มีอะไรรองรับ ก็ปล่อยให้มันตกต่ำลงไปเรื่อยไม่ได้พัฒนา ก็จะทำให้สังคมรู้สึกว่ามันพึ่งรถไฟไม่ได้แล้วมันไปพึ่งอย่างอื่นกัน อย่างยุทศาสตร์ระยะสั้นที่ควรจะทำปรับปรุงระบบรถไฟให้ดี จัดซื้อหัวรถจักรจัดหารถ ปรับปรุงทางให้ปลอดภัย วิ่งได้เร็วตามมาตรฐาน” ไม่เพียงภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติรถไฟไทย ในภาคเศรษฐกิจปัญหาที่สั่งสมมาเนินนานนี้ก็คอยบ่อยทำลายประเทศ ผศ.ดร.ภูริ สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยอมรับว่าถ้าพูดถึงเรื่องรถไฟไทยก็เหมือนเป็นการนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เพราะเราถกเรื่องนี้กันไม่รู้กี่รอบแล้วก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม “มันเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการถูกแก้ไข ได้รับผลกระทบแน่นอนในเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค เพราะว่าเราก็ไม่มีทางเลือกในการขนส่งมากนัก เข้าใจว่าเพราะความเป็นรัฐวิสาหกิจด้วย เลยติดปัญหาค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าจะมีไอเดียที่คิดจะทำแต่เอาเข้าจริงๆ ความเป็นรัฐวิสาหกิจ รัฐลงทุนอะไร ขอลงทุนทำอะไรก็ต้องผ่าน ครม. เพราะฉะนั้นกว่าจะผ่านก็เปลี่ยนรัฐบาลอีก สถานภาพทางการเมืองเราก็ไม่มีมากพอที่จะไปทำอะไรในระยะยาว” การรถไฟเขาก็น่าสงสารเพราะขาดทุนตลอดเวลา รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนแบบนี้พอจะขอให้ลงทุนอะไรก็มีแต่เพิ่มหนี้เพิ่มสินให้ตัวเอง มันก็ยิ่งเหมือนเอาคนที่ล้มละลายแล้วแล้วเราบอกว่าเราให้เงินเขาเพิ่มไปแล้วเดี๋ยวเขาจะได้ทำอะไรให้มันดีขึ้น ตรงนี้มันก็ลำบากแล้ว ผศ.ดร.ภูริ กล่าวเสนอแนะ “ในแง่ด้านการเงินทางหนึ่ง คือการร่วมทุนกับเอกชนลักษณะของสัมปทานที่เราเห็นภายในกรุงเทพฯ แต่อยากเห็นภาพอย่างนั้นในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ก็คือขยายไปเลยภาคเหนือภาคใต้ภาคอีสาน ดึงเอกชนเข้ามาเข้าร่วม แต่ว่าดูแล้วก็เหมือนเป็นการดึงต่างชาติเข้ามาด้วย นี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจะเป็นทิศทางที่ดี” ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คนไทยจะได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือเสียงร้องเรียนของประชาชนเป็นปฏิกิริยาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ก็ได้แต่หวังว่าท่านผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องจะหันกลับมาสะสางปัญหาของรถไฟไทยอย่างจริงจังเสียที อย่าให้ต้องพูดซ้ำกันในรุ่นลูกรุ่นหลานอีกเลย...ถึงเวลาแล้ว คนไทยอยากเห็นภาพจริงที่มีการปรับปรุงพัฒนาการบริการอย่างชัดเจน ไม่ใช่มานั่งดูการสร้างภาพอันสวยงามของการรถไฟแห่งประเทศไทยผ่านโฆษณาในเวลาไม่กี่นาที ถ้าจะรณรงค์แค่เรื่องภาพลักษณ์ที่ดูจะบิดเบือนข้อเท็จจริง การรถไฟฯ ก็คงได้รับแต่เสียงต่อว่าจากประชาชนเหมือนเคย …....................... ที่มา :: http://www.manager.co.th
Tuesday, 24 April 2012 09:42
นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นำกำลังคอมมานโดกว่า 30 นาย บุกเข้ายึดเรือนจำโดย ปลดเครื่องมือสื่อสารของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเริ่มให้กำลังเจ้าหน้าที่คอมมานโดที่เหลือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกกว่า 500 นาย เข้าบุกค้นในเรือนจำ โดยสามารถยึดสิ่งของต้องห้ามหลายรายการ อาทิ อาวุธ ของมีคม ยาบ้า ยาไอซ์ อุปกรณ์เสพยา และโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 300 เครื่อง โดยในจำนวนนี้มีแท็บเล็ตยี่ห้อต่าง ๆ และไอโฟนนับสิบเครื่อง ซึ่งต้องใช้รถเข็นถึง 5 คัน เพื่อขนของกลางทั้งหมด รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าการปฏิบัติการครั้งนี้ได้ประสานข้อมูลกับ ผบก.นครศรีธรรมราช มาระยะหนึ่งแล้ว โดยจะนำเสนอไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้รูปแบบการปฏิบัติหน้าที่แบบเรียกว่า "นครศรีธรรมราชโมเดล" เป็นต้นแบบในการปราบปรามของต้องห้ามในเรือนจำทั่วประเทศ และมีการสั่งย้าย ผู้บัญชาการเรือนจำนครศรีธรรมราช โดยมอบหมายให้ นายสุรพล แก้วภราดัย มาดำรงตำแหน่งแทน สำหรับการบุกเข้าจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำข้อมูลมาหลายเดือนติดต่อกันแล้วก่อนที่จะเข้าค้น เบื้องต้นทราบมาว่า เจ้าหน้าที่ได้รับสินบนจากการนำสิ่งของเข้ามาให้นักโทษ เช่น โทรศัพท์ได้สินบนเครื่องละ 30,000 บาท และมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพัวพันอย่างน้อยกว่า 10 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังทำการออกหมายจับ พ.ต.อ.สุชาติ  วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้กล่าวถึงการโยกย้ายและสับเปลี่ยนผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า เป็นเพียงการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งตามวาระประจำปี  ไม่ได้เกี่ยวกับกรณีการบุกค้นเรือนจำในครั้งนี้แต่อย่างใด จากนี้ไปกรมราชทัณฑ์จะปรับการทำงานใหม่ โดยกำลังศึกษาเครื่องมือที่สามารถตัดสัญญาณโทรศัพท์ และดักฟัง หรือเก็บข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ได้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดวงจรการค้ายาในเรือนจำ ทั้งนี้ ยืนยันว่ามาตรการติดตั้งเครื่องตัดสัญญาณที่มีประสิทธิภาพในการดักฟังนั้น ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง เพราะผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิให้ใช้โทรศัพท์มือถือในเรือนจำอยู่แล้ว ข้อมูลโดย :  www.talkystory.com/
Monday, 23 April 2012 16:09
  รถไฟฟ้าใต้ดิน "เอ็มอาร์ที" แจ้งเปิดเดินรถได้ตามปรกติแล้ว ตั้งแต่ 9.00 น. หลังปิดซ่อม 3 สถานี ในช่วงเช้า และมีการปรับรูปแบบการเดินรถ ส่งผลให้มี ปชช. ตกค้างจำนวนมาก จนท. แนะนำกระจายใช้เส้นทางอื่นในการเดินทาง ส่วนประชาสัมพันธ์ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที ชี้แจงถึงกระแสข่าวบริการเดินรถขัดข้อง 3 สถานี โดยยอมรับว่า ช่วงเช้าวันนี้ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ได้มีการปรับรูปแบบการเดินรถ เนื่องจากงานซ่อมบำรุงตามปกติยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางไปบ้าง แต่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปรกติแล้ว ตั้งแต่เวลา 9.30 น. ที่ผ่านมา โดยมีรูปแบบการให้บริการดังกล่าว มีดังนี้ ผู้โดยสารที่ใช้บริการจากสถานีหัวลำโพงมุ่งหน้าสถานีบางซื่อ และสถานีบางซื่อมุ่งหน้าสถานีหัวลำโพง จะต้องเปลี่ยนขบวนรถ 3 จุด สถานีพระราม 9 ,สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ และสถานีพหลโยธิน รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปช้บริการได้ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการเดินทาง และมีผู้โดยสารตกค้างจำนวนมาก โดยมีการแนะนำให้ไปใช้การเดินทางอื่นแทน รถไฟฟ้าใต้ดิน "เอ็มอาร์ที" แจ้งเปิดเดินรถได้ตามปรกติแล้ว ตั้งแต่ 9.00 น. หลังปิดซ่อม 3 สถานี ในช่วงเช้า และมีการปรับรูปแบบการเดินรถ ส่งผลให้มี ปชช. ตกค้างจำนวนมาก จนท. แนะนำกระจายใช้เส้นทางอื่นในการเดินทาง   ส่วนประชาสัมพันธ์ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที ชี้แจงถึงกระแสข่าวบริการเดินรถขัดข้อง 3 สถานี โดยยอมรับว่า ช่วงเช้าวันนี้ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ได้มีการปรับรูปแบบการเดินรถ เนื่องจากงานซ่อมบำรุงตามปกติยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางไปบ้าง แต่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปรกติแล้ว ตั้งแต่เวลา 9.30 น. ที่ผ่านมา   โดยมีรูปแบบการให้บริการดังกล่าว มีดังนี้ ผู้โดยสารที่ใช้บริการจากสถานีหัวลำโพงมุ่งหน้าสถานีบางซื่อ และสถานีบางซื่อมุ่งหน้าสถานีหัวลำโพง จะต้องเปลี่ยนขบวนรถ 3 จุด สถานีพระราม 9 ,สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ และสถานีพหลโยธิน   รายงานข่าวเพิ่มเติมแจ้งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปช้บริการได้ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการเดินทาง และมีผู้โดยสารตกค้างจำนวนมาก โดยมีการแนะนำให้ไปใช้การเดินทางอื่นแทน   ที่มา :: www.manager.co.th  
Thursday, 19 April 2012 10:14
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 3 of 11