Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
เอเอฟพี - รัฐบาลออสเตรเลียแถลงวันนี้(28)ว่า อาจอนุญาตให้สหรัฐฯเข้ามาตั้งฐานบินสอดแนมระยะไกลในประเทศ ซึ่งนับเป็นความพยายามอีกขั้นของวอชิงตันที่จะเข้ามามีบทบาทแข่งกับจีนใน ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก วอชิงตันและแคนเบอร์ราวางแผน กระชับสัมพันธ์กองทัพให้แนบแน่นยิ่งขึ้น โดยเดือนเมษายนนี้ สหรัฐฯจะส่งนาวิกโยธิน 2,500 นายเข้าไปประจำการทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ตามแผนที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประกาศไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แผน ดังกล่าวสร้างความอึดอัดใจให้กับจีน ขณะที่บางประเทศเอเชียมองว่า การส่งทหารครั้งนี้เป็นเสมือนแถลงการณ์ของวอชิงตันว่าจะรักษาผลประโยชน์ใน ภูมิภาคนี้อย่างเต็มที่ สื่อออสเตรเลียอ้างรายงานจาก หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ ว่า สหรัฐฯกำลังพิจารณาใช้หมู่เกาะโคโคสนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของ ออสเตรเลียเป็นฐานส่งเครื่องบินสอดแนมไร้คนขับ เพื่อแทนที่ฐานบิน ดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเกาะปะการังที่วอชิงตันเช่าจากอังกฤษ และมีกำหนดเลิกใช้ในปี 2016 สหรัฐฯยังอาจส่งเรือบรรทุก เครื่องบินและเรือดำน้ำโจมตีนิวเคลียร์เข้าไปประจำการในเมืองเพิร์ท ตามแผนโยกย้ายฐานกำลังของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชีย รายงานระบุ สตี เฟน สมิธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย แถลงว่า การอนุญาตให้หมู่เกาะโคโคสเป็นฐานบินของสหรัฐฯถือเป็นทางเลือกระยะยาว เพื่อให้ 2 ประเทศมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น และจะต้องปรับปรุงรันเวย์ของสนามบินบนเกาะเสียก่อนจึงจะใช้งานได้ การพัฒนาสนามบินหมู่เกาะโคคอสจะต้องใช้งบประมาณราว 75 -100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สมิธ เผย หมู่ เกาะแห่งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีสำหรับส่งเครื่องบินขึ้นสอดแนม เส้นทางเดินเรือสำคัญ ตลอดจนสถานการณ์ในทะเลจีนใต้.   ขอขอบคุณที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์
Tuesday, 03 April 2012 15:14
ทางการพม่าประกาศเริ่มใช้ระบบลอยตัวค่าเงินแบบจัดการ 1 เม.ย.นี้ เป็นย่างก้าวสำคัญในการปฏิรูป ศก.ของ ปท.ให้ทันสมัยมากขึ้น หวังให้เหลืออัตราแลกเปลี่ยนเดียว ผู้เชี่ยวชาญชี้ รบ.ใหม่จริงจังปฏิรูป เหตุปิดช่องทางหารายได้ของอดีตนายพล   เมื่อวันที่ 28 มีนาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการพม่าประกาศวันเดียวกันนี้ว่าจะปรับปรุงระบบค่าเงินที่ล้าสมัย เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเพื่อทำให้เศรษฐกิจที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยจาก การตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพมาเป็นเวลาหลายทศวรรษมีความทันสมัยยิ่ง ขึ้น โดยพม่าจะปรับเปลี่ยนมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป ซึ่งจะปล่อยให้กลไกของตลาดเป็นตัวกำหนดค่าเงินจ๊าดขณะที่เว้นช่องว่างให้ ธนาคารกลางสามารถเข้าแทรกแซงเพื่อชักนำราคาได้   สื่อของทางการพม่าระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นก้าวแรกไปสู่การทำให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนทั้งประเทศเป็นอัตราเดียวกันหมด   ชอน เทอร์เนลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจพม่าแห่งมหาวิทยาลัยแมคควอรี ในนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย กล่าวว่า "เป็นย่างก้าวในทางบวกมาก นับเป็นการสูบฉีดความมีเหตุผลเข้าไปในการกำหนดนโยบายซึ่งสังเกตเห็นได้ ชัดเจนว่าขาดไปในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของ 50 ปีที่ผ่านมาภายใต้ระบอบการปกครองก่อนหน้านี้" และว่า ยังเป็นการขจัดความยุ่งยากและมูลเหตุจูงใจในการคอร์รัปชั่นที่มีอยู่ในระบบ แลกเปลี่ยน 2 อัตรา   ภายหลังสิ้นสุดช่วงเวลาการปกครองของรัฐบาลทหารที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เมื่อปีที่แล้ว ถึงตอนนี้พม่ามีรัฐบาลพลเรือนที่เต็มไปด้วยอดีตนายพลของกองทัพอยู่เป็นจำนวน มาก   รัฐบาลใหม่ของพม่าสร้างความประหลาดใจให้แม้แต่บรรดาผู้วิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการปฏิรูปหลายสิ่งหลายอย่าง และการปรับปรุงระบบปริวรรตเงินตราเป็นย่างก้าวสำคัญก้าวแรกในการพัฒนาให้ เศรษฐกิจที่อ่อนแอจากการจัดการผิดพลาดและการคว่ำบาตรของนานาชาติมาเป็นเวลา นานหลายทศวรรษ มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น   พม่ามีระบบปริวรรตเงินตราที่ซับซ้อนโดยมีทั้งอัตราแลกเปลี่ยนแบบเป็นทางการ กึ่งทางการ และแบบไม่เป็นทางการ อัตราแลกเปลี่ยนแบบเป็นทางการซึ่งถูกปฏิเสธในวงกว้าง เป็นอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ที่ประมาณ 6 จ๊าดต่อ 1 ดอลลาร์ ขณะที่ในทางตรงกันข้าม อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดอยู่ที่ 800 จ๊าดต่อดอลลาร์ โดยหนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ ที่เปรียบเป็นกระบอกเสียงของทางการได้ตีพิมพ์เผยแพร่แถลงการณ์ของธนาคารกลาง พม่าที่ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนทางการจะถูกแทนที่ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยกลไกตลาด ผู้เชี่ยวชาญมองว่าระบบแลกเปลี่ยนเงินหลายอัตราเป็นช่องทางสำหรับบรรดาผู้ ปกครองในการหารายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติโดยบันทึกไว้ด้วยอัตราของทางการ หลังจากนั้นค่อยแลกเปลี่ยนด้วยอัตราอย่างไม่เป็นทางการก่อนที่จะยักย้ายถ่าย เทไปไว้ในบัญชีธนาคารลับ   เทอร์เนลล์บอกว่า "เป็นการส่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ของพม่าจริงจังกับการปฏิรูป เนื่องจากเป็นการปิดช่องทางการหารายได้ของบรรดาอดีตนายพลที่นับว่ามีขึ้นใน ช่วงเวลาที่เร็วเกินไป   ก่อนหน้านี้ พม่าได้ร้องขอให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ช่วยเหลือในการให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการปฏิรูปตลาดปริวรรตเงินตรา โดยไอเอ็มเอฟได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปยังพม่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ แล้วนายนาโอยูกิ ชิโนฮาระ รองกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า ไอเอ็มเอฟกำลังช่วยเหลือพม่าในการสร้างระบบการเงินที่เข้มแข็ง โดยพื้นฐานแล้วเป็นการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค สร้างศักยภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารระบบธนาคารกลาง นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และสถิติต่างๆ.   ขอขอบคุณที่มา : มติชนออนไลน์
Tuesday, 03 April 2012 15:11
ความจริงการพยากรณ์สงกรานต์นั้นไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน เพราะเป็นหน้าที่เฉพาะของกรมโหรหลวงที่จะต้องทำคำพยากรณ์สงกรานต์ถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นประจำทุกปี โดยกรมโหรหลวงจะทำการพยากรณ์เกี่ยวกับดาว เดือน ดิน ฟ้า ฤดูกาล ปริมาณน้ำท่า และอากาศ ตลอดจนความวิปริตผันแปรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะถึงวันสงกรานต์ เพื่อกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่า หลังสงกรานต์ไปแล้วเหตุการณ์บ้านเมืองจะร้ายดีประการใด เพื่อจะได้เตรียมการป้องกันแก้ไขเสียได้ทันท่วงที  คำพยากรณ์สงกรานต์ของกรมโหรหลวงนั้น เท่าที่ยังเห็นปรากฏหลักฐานอยู่ก็มีหลายฉบับ ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในประมวลราชกิจจานุเบกษาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้นำบทพยากรณ์สงกรานต์ในรัชกาลนั้นและในรัชกาลก่อนมาลงไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แล้ว ต่อมาก็มีการยุบกรมโหรหลวงนั้นเสีย ซึ่งคงจะเป็นไปตามคตินิยมที่เห่อตะวันตกว่าเรื่องการพยากรณ์หรือเรื่องการทำนายทายทักเป็นเรื่องคร่ำครึโบราณหาแก่นสารมิได้ ทั้ง ๆ ที่ในตะวันตกเองแม้ในวันนี้ก็ยังเชื่อถือศาสตร์ทั้งหลายเกี่ยวกับการพยากรณ์ กระทั่งพัฒนาค้นคว้าจัดทำเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้และทั้ง ๆ ที่ไอ้คนเห่อตะวันตกนั้นเองก็ยังเชื่อถือคำทำนายทายทักหรือคำพยากรณ์อยู่ เมื่อกรมโหรหลวงเลิกไปแล้ว บรรดาผู้ที่เคยมีหน้าที่ในการพยากรณ์ก็กระจัดกระจายกันไป หลักวิชาบางประการก็สูญหายไปตามกาลเวลา บางประการก็ยังคงสืบทอดต่อ ๆ กันมา แต่นับวันเห็นท่าว่าจะร่วงราสาบสูญไปเสียเป็นแน่ เพราะเห็นอย่างนั้น จึงได้แส่ทำคำพยากรณ์สงกรานต์ต่อเนื่องมานับเวลาร่วม 20 ปีแล้ว โดยเที่ยวเขียนลงที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ตามโอกาสที่เขาอำนวยให้เขียน มาปีนี้มีโอกาสได้มาเขียนลงที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ดังนั้นเมื่อคราเทศกาลสงกรานต์กำลังจะเยื้องย่างมาถึง จึงเป็นโอกาสอันควรที่จะได้เขียนพยากรณ์สงกรานต์ 2555 เหมือนที่เคยแส่มาต่อไป  ก็เขียนเพื่อให้รู้โดย 2 นัยยะ คือ นัยยะแรก เพื่อให้ได้รู้ว่าแต่กาลก่อนมานั้นก็มีธรรมเนียมการเขียนคำพยากรณ์สงกรานต์มาช้านานแล้ว โดยเป็นหน้าที่ของโหรหลวงในกรมโหรหลวงที่จะต้องเขียนคำพยากรณ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าแผ่นดิน และโดยนัยยะที่สอง ก็เพื่อให้รู้ว่าหลักวิชาอันมีมาแต่โบราณในการพยากรณ์สงกรานต์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะจริงหรือไม่จริงย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอให้ถือเสียว่าเป็นเรื่องราวหลักวิชาอันสืบทอดกันมาแต่โบราณ จะได้รู้ว่าโบราณเขาว่าไว้ในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง อันใดเป็นประโยชน์ก็พิจารณาศึกษากันไป อันใดเห็นว่าไร้ประโยชน์ก็ให้ถือดังบทพระราชนิพนธ์เรื่องธรรมาธรรมะสงคราม บทที่ว่า “วาจาไร้สาระ สำหรับจะใช้แก้เหงา” นั้นเถิด ก่อนอื่นก็ต้องตั้งนะโมบอกกล่าวให้ได้รู้ทั่วกันว่า ที่เรียกว่าวันสงกรานต์หรือวันมหาสงกรานต์นั้นก็คือวันปีใหม่ของไทย แต่ไทยเรานั้นแปลกกว่าชาติอื่น คือนอกจากหาวันชาติที่แน่นอนไม่ได้แล้ว แม้วันปีใหม่ของชาติตัวเองก็ยังสับสนอลหม่านกันอยู่ ที่ถือตามปฏิทินสากลในปัจจุบันนี้ก็ถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันปีใหม่ แต่วันปีใหม่แบบนี้ก็เพิ่งมีใช้ตามแบบอย่างของชาติอื่นเขาเมื่อ 72 ปีมานี้เอง และใช้กันไปอย่างนั้น เพราะคนไทยมิได้มีความภาคภูมิใจใด ๆ เนื่องจากสำนึกรู้ดีอยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่ปีใหม่ไทย แต่เป็นปีใหม่ของฝรั่ง คนไทยบางพวกก็ถือว่าวันปีใหม่ไทยคือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงถือคตินี้อยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งการคำนวณในภาคพยากรณ์บางตำราก็ยังถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันปีใหม่อยู่นั่นเอง แต่ก็มีอีกคติหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่และในปัจจุบันนี้ก็ยังนับถือกันเป็นส่วนใหญ่ว่าวันปีใหม่ไทยที่แท้จริงนั้นก็คือวันสงกรานต์ หรือวันมหาสงกรานต์  เหตุที่ถือเอาวันสงกรานต์หรือวันมหาสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ก็เพราะคติของไทยแต่โบราณนั้นสืบทอดมาจากทางอินเดียใต้ ที่ถือเอาการโคจรของพระอาทิตย์เป็นหลัก โดยถือว่าในจักรวาลอันเวิ้งว้างกว้างไกลนั้นอาจจำลองเป็นแผ่นรูปกลม มีวงรอบ 360 องศา แบ่งเป็น 12 ราศี ราศีละ 30 องศา มีราศีเมษอยู่บนสุด มีราศีตุลย์อยู่ล่างสุด มีราศีกรกฎอยู่ด้านซ้าย มีราศีมังกรอยู่ด้านขวา คตินี้ถือว่าพระอาทิตย์โคจร ซึ่งความจริงน่าจะเป็นโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ที่ถือเอาเช่นนั้นย่อมถือเอาจากการมองเห็นได้ด้วยตาว่าโลกคงที่ พระอาทิตย์โคจร จึงถือต่อไปว่าในปีหนึ่ง ๆ พระอาทิตย์จะโคจรรอบวงกลมหรือจักรราศีนี้รอบหนึ่ง และถือเอาการโคจรพ้นจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่ ดังนั้นวันที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษจึงถือว่าเป็นวันสงกรานต์ หรือวันมหาสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยเรา.
Tuesday, 27 March 2012 14:15
แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์ตลาดทุนได้เปิดเผยกับ www.thaizhong.org ว่าประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกาประสบความล้มเหลวในการใช้ความพยายามดึงทุนสหรัฐที่นำเข้าไปลงทุนในประเทศจีนกลับประเทศ แม้แอปเปิ้ลก็ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ระบุเป็นการสะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐในตลาดโลกตกต่ำอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์ตลาดทุนรายนี้เปิดเผยว่า มีรายงานข่าวชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงมุ่งมั่นดำรงการแข่งขันกับจีนในทุกรูปแบบและทุกระดับ ในขณะที่สหรัฐเองกำลังประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รัฐบาลสหรัฐและฝ่ายความมั่นคงได้กำหนดแผนงานสำคัญชนิดหวังผลสองต่อ ด้วยมาตรการดึงเงินลงทุนที่นักลงทุนสหรัฐนำเข้าไปลงทุนในประเทศจีนกลับประเทศ ซึ่งจะได้ผลประการแรก คือ ดึงทุนนั้นกลับมาเพื่อเป็นรากฐานในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการดึงรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้ทรุดตัวลง เพราะถ้าหากนักลงทุนจำนวนมากถอนการลงทุนจากจีนกลับประเทศแล้ว ก็จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอย่างใหญ่หลวงและจะทำให้จีนลดความได้เปรียบในแนวรบด้านเศรษฐกิจและทางการทหารลง  นักวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า เพื่อดำเนินการตามแผนงานนี้ ประธานาธิบดีโอบามาถึงกับต้องลงโรงแสดงบทบาทนี้ด้วยตนเอง ด้วยการเชิญผู้บริหารระดับสูง ระดับประธานหรือไม่ก็ระดับ CEO ของบริษัทจำนวนมากที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน หรือลงทุนในประเทศจีน เพื่อให้ดึงทุนกลับไปพัฒนาประเทศสหรัฐอเมริกา หรือไม่ก็ย้ายฐานการผลิตไปผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโอบามาได้เสนอที่จะให้ผลตอบแทนและประโยชน์จูงใจเท่ากับที่ได้รับจากการลงทุนหรือตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน แต่ปรากฏว่าแผนการดังกล่าวล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้บริหารที่ได้รับการขอร้องต่างปฏิเสธและเหตุผลในการปฏิเสธก็เป็นอย่างเดียวกันคือ หากดึงทุนกลับมาหรือย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐอเมริกาก็จะไม่สามารถแข่งขันทางการตลาดกับคู่ต่อสู้หรือประเทศอื่น ๆ ได้ แม้แต่ CEO คนใหม่ของแอปเปิ้ลก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน  แหล่งข่าวระบุอีกว่าสำหรับรายของแอปเปิ้ลนั้น ประธานาธิบดีโอบามาได้ใช้ความจูงใจอย่างมากเพราะถ้าหากแอปเปิ้ลดึงทุนและย้ายการผลิตกลับประเทศ ก็เท่ากับเป็นการนำร่องให้กับบริษัทอื่น ๆ เนื่องจากกิจการของแอปเปิ้ลในปัจจุบันนี้ถือเป็นกิจการแนวหน้าและก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ทว่าการปฏิเสธของแอปเปิ้ลนั้นมีเหตุผลหนักหน่วงจนกระทั่งประธานาธิบดีโอบามาเองก็ไม่อาจตอบสนองได้  เหตุผลของแอปเปิ้ลที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอร้องของรัฐบาลสหรัฐ ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้  ประการแรก การถอนการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตจำเป็นต้องคำนึงในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง และกิจการคู่แข่ง ซึ่งลงทุนหรือมีฐานการผลิตในประเทศจีนด้วย หากผลเปรียบเทียบเสียเปรียบก็เป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายทุนหรือย้ายฐานการผลิต และผลการเปรียบเทียบนี้ปรากฏว่ากิจการลงทุนและการผลิตต่าง ๆ ได้รับผลประโยชน์และมีความจำเป็นต้องอยู่ในจีนต่อไป หากแอปเปิ้ลถอนออกมาเจ้าเดียวก็จะล้มละลายได้  ประการที่สอง CEO แอปเปิ้ลระบุว่าในประเทศจีนนั้นแอปเปิ้ลสามารถเร่งการผลิตได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะสามารถจัดแรงงานได้เป็น 3 กะ และยังมีแรงงานจีนเข้าคิวที่จะทำงานกับแอปเปิ้ลเป็นจำนวนมาก แต่ในสหรัฐไม่สามารถทำได้ และไม่มีเสถียรภาพในการจ้าง เนื่องจากมีข้อเรียกร้องและความไม่เสถียรภาพของอัตราค่าแรง ตลอดจนการเรียกร้องเรื่องสวัสดิการได้ทำให้ต้นทุนไม่มีเสถียรภาพ และต่อสู้กับคู่แข่งไม่ได้  ประการที่สาม กิจการของแอปเปิ้ลในประเทศจีนที่เป็นจุดหลักคือการประกอบ โดยมีผู้รับช่วงการผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากรับไปดำเนินการผลิตชิ้นส่วนและป้อนให้กับโรงงานประกอบของแอปเปิ้ล ซึ่งมีขีดความสามารถสูง มีฝีมือสูง และมาตรฐานเดียวกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบบการผลิตชิ้นส่วนรายย่อยแบบนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถตอบสนองให้ได้  ประการที่สี่ CEO แอปเปิ้ลยืนยันว่าเป็นจุดสำคัญของการแข่งขันในตลาดไอทีของโลก คือความรวดเร็วฉับไวและก้าวหน้า ซึ่งในประเทศจีนนั้นแอปเปิ้ลสามารถปรับปรุงสายพานการผลิต ปรับปรุงมาตรฐาน ปรับปรุงโมเดลได้อย่างฉับไว เพียงส่งแบบคำสั่งเท่านั้น ทุกองค์กรที่ผลิตชิ้นส่วนและหน่วยประกอบก็สามารถทำได้ทันที แต่ในสหรัฐต้องใช้เวลามากเนื่องจากต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการผลิตในโลกยุคใหม่  ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถตอบสนองและจูงใจนักลงทุนให้ถอนการผลิตและย้ายการผลิตจากจีนได้  ในเรื่องนี้ นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้ให้ความเห็นว่ารายงานข่าวดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อระบอบทุนนิยมและระบอบสังคมนิยมพัฒนามาถึงขั้นที่ใกล้เคียงกันแล้วก็ปรากฏผลอย่างชัดเจนแล้วว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของระบอบสังคมนิยมสูงกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า มีพลังการผลิตที่ใหญ่โตกว่า และมีความก้าวหน้ากว่า จึงเป็นผลให้สหรัฐและประเทศทุนนิยมทั่วโลกต้องพ่ายแพ้ในการแข่งขันอย่างทั่วด้าน ขณะนี้กิจการไอทีทั่วโลกผลิตในจีน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าเกือบทั้งโลกผลิตในจีน รวมทั้งสินค้าอีกมากหลายจิปาถะก็ผลิตในจีน ทำให้มนุษยชาติมีสิ่งอุปโภคบริโภคใช้อย่างพอเพียงและได้มาตรฐาน ในขณะที่โลกทุนนิยมเสื่อมถอยและกำลังล้มละลายทั้งในสหรัฐและในยุโรป  นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าสถานการณ์ที่เป็นจริงกำลังเปิดตัวออกมาให้เห็นถึงสมรรถนะในการแข่งขันของระบอบทุนนิยมและแบบสังคมนิยมแบบจีน และสิ่งที่ประธานเหมาเจ๋อตงเคยกล่าวว่า ในวันข้างหน้าลมตะวันออกจะพัดกลบลมตะวันตก กำลังจะปรากฏเป็นจริงขึ้นแล้ว  นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าปรากฏการณ์ล่มสลายของระบอบทุนนิยมเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกแล้ว แม้นักวิชาการระดับมันสมองของประเทศซึ่งส่วนใหญ่จบจากสถาบันเอไอทีก็มีการตื่นตัวอย่างยิ่ง บางกลุ่มหลายสิบคนได้เชิญตนไปบรรยายถึงสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะปรากฏการณ์ที่จีนกำลังรุ่งเรืองขึ้นในโลก ซึ่งปรากฏว่านักวิชาการเหล่านั้นมีความรู้เกี่ยวกับจีนน้อยมาก ความรู้ของพวกเขาส่วนใหญ่อ่านจากเอกสารและรายงานต่าง ๆ ที่ตะวันตกสร้างขึ้นทั้งสิ้น บางคนไม่เคยไปประเทศจีนเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่รู้จักผู้นำจีนเลยแม้แต่คนเดียว กลับตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ออกความคิดเห็นเรื่องจีนมาโดยตลอด ถึงวันนี้ก็ต้องหงายท้องเพราะสิ่งที่เคยวิเคระห์ เคยคาดการณ์ไว้เป็นความคิดชี้นำคนไทยล้มครืนลงหมดแล้ว กระแสตื่นตัวในเรื่องจีนกำลังเป็นกระแสหลักของวงการวิชาการในประเทศไทยทุกวันนี้  นายไพศาล พืชมงคล กล่าวอีกว่าเมื่อครั้งที่จีนเปิดประเทศใหม่ ๆ มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจระดับ 2 หลัก นักวิชาการไทยก็พูดตามตะวันตกว่าจีนพัฒนาร้อนแรงเกินระดับปกติ หรือโอเว่อร์ฮีทไปแล้ว พูดอย่างนี้มา 20 กว่าปีแล้ว สภาพโอเว่อร์ฮีทก็ไม่ได้มีผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนล่มสลายแต่ประการใด มาวันนี้นักวิชาการด้านจีนบางกลุ่มก็เริ่มเสนอวาทะกรรมใหม่ว่าจีนพัฒนามาถึงขีดสุดแล้ว หากไม่ปรับตัวเป็นทุนนิยมให้ทันท่วงที จีนก็จะล่มสลายแบบโซเวียด ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันเพราะสภาพของจีนกับโซเวียดต่างกัน สหภาพโซเวียดล่มสลายไม่ใช่เพราะปัญหาโอเว่อร์ฮีททางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาเกิดจากเร่งปฏิรูปการเมืองตามคำชักชวนของผู้นำสหรัฐก่อนโดยไม่ปฏิรูปทางเศรษฐกิจก่อน ซึ่งตนได้คุยกับนักวิชาการโซเวียดหลายคนก็เห็นตรงกัน สภาพเช่นนั้นตรงกันข้ามกับจีนเพราะจีนปฏิรูปทางเศรษฐกิจก่อน และปฏิรูปการเมืองเป็นขั้น ๆ บนพื้นฐานความจริงของประเทศจีน โดยอาศัยลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง และประสบการณ์ทางการปฏิบัติอันแหลมคมของศูนย์การนำรุ่นที่สี่ ที่มีหูจิ่งเทาเป็นผู้นำ และกำลังถ่ายโอนไปถึงมือรุ่นที่ห้าที่จะมีสีจิ้นผิงเป็นศูนย์การนำ ได้กุมสภาพต่าง ๆ ของประเทศจีนและชี้นำการพัฒนาประเทศจีนได้อย่างมีพลังและถูกต้อง จึงเป็นผลในการหยุดยั้งสงคราม ในการเป็นหลักของการดำรงความเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในท่ามกลางความล้มเหลวของหลายประเทศในระบอบทุนนิยม ซึ่งเท่าที่ปรากฏที่เห็นได้จากภายนอกคือแผนพัฒนาฉบับที่ 12 ของจีนนั้น แสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าการพัฒนาของประเทศจีนยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว และยังไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก พลังการผลิตของสังคมนิยมแบบจีนก็ยังไปได้อีกไกล ซึ่งตนเชื่อว่าศูนย์การนำของจีนรู้อะไรดียิ่งกว่านักวิชาการที่ลอกแบบตะวันตกแบบไร้เดียงสา และตนเชื่อว่าแม้การนำจะถูกส่งทอดไปยังรุ่นที่ห้า การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนก็ยังคงเดินหน้าต่อไป เอากันเฉพาะแผนพัฒนาประเทศจีนก็เป็นเรื่องที่นักวิชาการไทยและนักวิชาการตะวันตกรู้น้อยมาก ตนอยากจะบอกว่าการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนนั้นเขาไม่ได้ทำราย 5 ปีเหมือนประเทศไทย แต่เขาทำเป็นรอบ 50 ปีเป็นกรอบใหญ่ จากนั้นก็จะออกประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นรายฉบับ ๆ ละ 5 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 12 และในขณะที่มีการดำเนินแผนพัฒนาแต่ละฉบับนั้น ก็มีการปรับปรุงกรอบ 50 ปี ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์พัฒนาที่เป็นจริงด้วย ที่สำคัญคือทิศทางการพัฒนานั้นแน่วแน่ชัดเจน ไม่ใช่นึกเอา หรือคาดฝันเอาตามวิสัยทัศน์ของนักการเมืองที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาแบบไม่รู้หัวนอนปลายตีน แต่การพัฒนาเหล่านั้นอยู่ภายใต้การชี้นำทางทฤษฎี คือลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง ทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่งเทา โดยมีพื้นฐานประสบการณ์ของมวลชนอันเป็นรากฐานแห่งประชาชาติจีนรองรับอยู่ ทำให้สิ่งที่เรียกว่าความจริง ประสบการณ์และแผนปฏิบัติเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ความจริงไปทางหนึ่ง แผนไปทางหนึ่ง และปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งตนเห็นว่าด้วยแบบแผนอย่างนี้ ประเทศจีนไม่จำเป็นจะต้องปรับตัวเป็นทุนนิยมแบบสหรัฐหรือยุโรป และเชื่อว่าจีนจะยังคงดำเนินลัทธิสังคมนิยมแบบจีน ภายใต้ทฤษฎีที่ชี้นำนั้นต่อไป และที่สำคัญหลังเปิดประเทศแล้ว จีนมีบทเรียนที่อุดมสมบูรณ์ เมื่ออาศัยอาวุธอันทรงพลังยิ่ง 2 ชนิดของลัทธิมาร์คเลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง คือ หลักปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ และวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ รวมทั้งหลักการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองแล้ว จะทำให้การพัฒนาประเทศจีนผิดพลาดหรือล้มครืนลงได้ยาก.   ที่มา http://www.paisalvision.com
Thursday, 01 March 2012 10:52
ส.ว.สรรหา เปิดเผย มีบริษัทต่างชาติขุดเจาะน้ำมันบริเวณริมถนนพุทธมณฑลสาย 2 เขตทวีวัฒนา เรียกร้องรัฐบาลชี้แจงข้อเท็จจริง การประชุมวุฒิสภาวันนี้ (27 ก.พ.) ก่อนเข้าสู่วาระ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา หารือว่า ในกรุงเทพมหานคร มีน้ำมันจำนวนมหาศาล และมีบริษัทต่างชาติได้รับสัมปทานสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใต้พื้นดิน กทม. บนแปลงบริเวณริมถนนพุทธมณฑลสาย 2 เขตทวีวัฒนา  ทั้งนี้ จากการสำรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าพบว่ามีน้ำมันจริง ขณะนี้ได้ทำการล้อมรั้ว ปรับพื้นที่และเตรียมขุดเจาะเร็ว ๆ นี้     นายคำนูญ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ดังกล่าวมีบริเวณ 20 ตารางกิโลเมตร ส่วนตัวกังวลว่าจะส่งผลกระทบในเชิงพาณิชย์ภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม จึงต้องการให้รัฐบาลชี้แจงว่ามีหลักในการอนุญาตให้สำรวจขุดเจาะปิโตรเลียม และมีการเตรียมการแก้ไขปัญหา หรือดำเนินการต่อไปอย่างไร.   ที่มา http://www.paisalvision.com
Tuesday, 28 February 2012 11:48
ศาล รธน.วินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน -พ.ร.ก.โอนหนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ "กรณ์" เผยพยายามเต็มที่แล้วและจากนี้ไปจะติดตามตรวจสอบโครงการกู้เงินของรัฐบาล ด้านปลัดคลังเผยรายงานนายกฯ แล้ว และรัฐบาลเตรียมพร้อมที่จะกู้เงินตามความจำเป็น  ศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธาน พร้อมองค์คณะ ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยจากกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ  350,000 ล้านบาท และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่  นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านจำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ  350,000 ล้านบาท นั้น จากสถานการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมของประเทศ และกระทบระบบการผลิตของทั่วโลก ดังนั้น หากจะป้องกันปัญหาโดยใช้เงินด้วยการทำตามกรอบงบประมาณเกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์ ว่า การตราพ.ร.ก.กู้เงินฯ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง  ต่อมานายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยในส่วนพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ว่า ในอดีตที่ผ่านมามีการออกพ.ร.ก.เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูมาแล้ว 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 15 ปี สามารถจ่ายเงินต้นได้เพียง 6 หมื่นล้านบาท และการตราพ.ร.ก.นี้ เพื่อให้การจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้รัฐบาลมีเงินปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาท นำมาพัฒนาประเทศ โดยไม่ต้องตั้งงบประมาณในปีต่อไป  อีกทั้ง พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ยังเกี่ยวข้องและร่วมกับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ  350,000 ล้านบาท ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพราะฉะนั้น พ.ร.ก.นี้ศาลได้มีมติ 7 ต่อ 2 ว่า มีความำเป็นเร่งด่วนที่จะตรา พ.ร.ก.ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง  ด้านนายกรณ์ ให้สัมภาษณ์ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะให้จะให้ตราเป็น พ.ร.บ.เพื่อการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เมื่อศาลฯ วินิจฉัยออกมาแล้วก็ต้องเคารพ และจากนี้ไปรัฐบาลก็จะต้องเสนอกรอบการใช้เงิน และโครงการที่จะใช้งบประมาณมาที่ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป  นายอารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการสร้างชัดเจนในการแก้ปัญหาประเทศต่อไป ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน กรมบัญชีกลาง เตรียมพร้อมแล้วในเรื่องกระบวนการที่จะใช้เงิน และนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่ต่างๆ เพื่อจะได้โครงการใช้เงินที่ชัดเจน  นายอารีย์พงศ์ เปิดเผยว่าได้โทรรายงานผลคำวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทราบแล้ว ซึ่งนายกฯ ก็แสดงความดีใจที่ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับไม่ขัดรัฐธรรมนูญ.   ที่มา:: http://www.paisalvision.com/
Thursday, 23 February 2012 11:16
FATF ขึ้นแบล็กลิสต์ไทย หลังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานฟอกเงินสากลตามคำแนะนำ ด้าน "กิตติรัตน์" แต่หวั่นผลกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ระบุการที่ FATF จัดอันดับไทยให้ทุนสนับสนุนก่อการร้าย ต้องให้ ปปง.ให้รายละเอียด ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน  คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ขึ้นบัญชีดำไทย ปากีสถาน อินโดนีเซีย กานา และแทนซาเนียในรายชื่อ ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการสกัดการฟอกเงิน  นายริค แมคโดเนล เลขาธิการ FATF กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า FATF พบว่าประเทศทั้ง 5 ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน และการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย  ทั้งนี้ FATF ไม่ได้ปลดรายชื่อประเทศใดออกจากบัญชีดำเดิม (blacklist) แต่มีการปลดฮอนดูรัสและปารากวัยออกจากบัญชีเทา (grey-list) หรือรายชื่อ ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ถึงแม้เคยแสดงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว  ทั้งนี้ มี 17 ประเทศที่มีชื่อติดอยู่ใน blacklist ของ FATF ในขณะนี้ โดยนอกจาก 5 ประเทศใหม่แล้ว ประเทศที่เหลือประกอบด้วยโบลิเวีย, คิวบา, เอธิโอเปีย, อิหร่าน, เคนยา, พม่า, ไนจีเรีย, เกาหลีเหนือ, เซา โตเม แอนด์ ปรินซิเป, ศรีลังกา, ซีเรีย และตุรกี  ส่วน 22 ประเทศ ที่มีชื่อติดอยู่ใน grey-list ประกอบด้วย แอลจีเรีย, แองโกลา, แอนติกวา แอนด์ บาร์บูดา, อาร์เจนตินา, บังคลาเทศ, บรูไน, กัมพูชา, เอกวาดอร์, เคอร์กิซสถาน, มองโกเลีย, โมร็อกโก, นามิเบีย, นิคารากัว, ฟิลิปปินส์, ซูดาน, ทาจิคิสถาน, ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก, เตอร์กเมนิสถาน, เวเนซุเอลา, เวียดนาม, เยเมน และซิมบับเว  "กิตติรัตน์" ผวาต่างชาติไม่เชื่อมั่นไทย  นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงในส่วนกรณีที่ไทยถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ผู้ก่อการร้ายใช้เป็นแหล่งฟอกเงินนั้น ยอมรับว่ามีความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในการตรวจสอบ รวมทั้งอาจต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น  บัวแก้วโยน ป.ป.ง.แจงแบล็กลิสต์  ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ระบุต้องให้ ป.ป.ง.ให้รายละเอียดเกี่ยวกับบการที่คณะทำงานเกี่ยวกับการฟอกเงิน จัดอันดับประเทศไทยให้ทุนสนับสนุนก่อการร้าย เนื่องจากเป็นคู่เจรจาโดยตรง โดยนายเจษฎา กตเวทิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน หรือ FATF ขึ้นบัญชีดำไทย, ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, กานา และแทนซาเนีย ในรายชื่อประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการสกัดการฟอกเงิน โดยพบว่า ประเทศทั้ง 5 ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน และการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย เรื่องดังกล่าวสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะสามารถให้รายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นคู่เจรจากันโดยตรง  "ยุทธศักดิ์" ยันไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน  พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน-ต่อต้านการก่อการร้าย หรือ FATF ขึ้นบัญชีดำประเทศไทยอยู่ในประเทศที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการฟอกเงิน ว่ายังไม่มีรายงานว่าไทยถูกขึ้นบัญชีดำ แต่ยืนยันว่าไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน แต่อาจเป็นทางผ่าน เพราะมีความเสรีในการผ่านเข้าออก ซึ่งต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น.   ที่มา :: http://www.paisalvision.com
Monday, 20 February 2012 14:29
บริษัทชุนโวร้องดีเอสไอ สอบ "รถไฟฟ้าสายสีแดง" ชี้การรถไฟฯ ปล่อยให้ผู้ไม่มีประสบการณ์สวมสิทธิเข้าวางรางรถไฟ ตัวแทนบริษัท ชุนโว ประเทศไทย ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานวางระบบรางรถไฟ สำนักงานใหญ่อยู่ในฮ่องกง ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรม จากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากกรณีโครงการรับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน โดยชุนโวได้ร่วมรับงานกับ บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด มหาชน ภายใต้ชื่อ "กิจการร่วมค้า ยูนิค-ชุนโว" ในการ ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล มูลค่าก่อสร้าง 8,748 ล้านบาทเศษ   ซึ่งบริษัทชุนโว มีประสบการณ์ในการก่อสร้างมานาน กว่า 40 ปี บริษัทยูนิคจึงชักชวนให้เข้าร่วมในลักษณะกิจการร่วมค้า โดยมีสัดส่วนร่วมค้าบริษัทชุนโว ก่อสร้าง 15% และบริษัทยูนิค 85% แต่มีข้อสงสัยมิชอบ เช่นไม่มีขั้นตอน e-auction และบริษัทยูนิคได้ใช้ชุนโวเป็นข้ออ้างเพื่อให้ครบคุณสมบัติในการเข้าร่วมประมูล แบบ T.O.R  อย่างไรก็ตาม  ภายหลังจากชนะการประมูล บริษัทยูนิคได้แต่งตั้งบริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนจิเนียริ่ง (1964)จำกัด เข้าดำเนินการแทนโดยที่ชุนโวไม่รับทราบ และให้ดำเนินงานแทน ซึ่งได้มีการร้องขอความเป็นธรรมต่อนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น แต่ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ   ทั้งนี้ เห็นว่าการกระทำของผู้ว่า รฟท.อาจจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงขอให้ดีเอสไอสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ เพราะกรณีดังกล่าวอาจทำให้ประเทศไทยเสียหาย ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในต่างประเทศ  อย่างไรก็ตาม อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่าเตรียมตรวจสอบขั้นตอนเซ็นทีโออาร์ และพยานเเวดล้อม โดยเชื่อว่าไม่ซับซ้อนมากนัก อีกทั้งดีเอสไอมีประสบการณ์ด้านการสืบสวนกรณีคลองด่าน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล รวมถึงดีเอสไอสามารถใช้อำนาจเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตามกฏหมายอยู่แล้ว.   ที่มา:: http://www.paisalvision.com
Tuesday, 14 February 2012 14:43
การประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ครั้งที่ 19 บรรลุข้อตกลงความร่วมมือปฏิบัติการร่วมตามแนวชายแดนและสานต่อความสัมพันธ์ในหลายด้าน พลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพลโทดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อย ตามแนวชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ครั้งที่ 19 ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทบทวน และประเมินผลการปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นพ้องในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และเสถียรภาพตามแนวชายแดน ตามมาตรการในบันทึกการประชุม ครั้งที่ 18 รวมทั้งหารือแนวทางเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ลาว โดยเฉพาะการเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่สาม ที่จังหวัดนครพนม ไปสู่แขวงคำม่วน เมื่อปลายปี 2554 การหารือแนวทางแก้ไขปัญหา การลักลอบขนยาเสพติดตามแนวชายแดน การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการแก้ไขปัญหาบุคคลที่สาม ที่มีความพยายาม จะทำให้ทั้งสองประเทศเกิดความแตกแยก ซึ่งขณะนี้ได้เข้าใจกันดีแล้ว  นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางการปรับวางกำลังตามแนวชายแดนให้มีความเท่าเทียม การลาดตระเวนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน.   ที่มา:: http://www.paisalvision.com
Saturday, 11 February 2012 09:47
ปชป.ไม่เชื่อ 'อัมสเตอร์ดัม' เคลื่อนแก้ 112 เกิดจากอุดมการณ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เชื่อการเคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จะเกิดจากอุดมการณ์ส่วนตัว นายชวนนท์ อินทร์โกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยคลิปข่าวจากช่อง DNN ที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เพื่อตอบโต้กรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ นายโรเบิร์ต โดย นายชวนนท์ กล่าวว่านายนพดลกำลังโกหก ที่ผ่านมาคนไทยทั้งประเทศรับรู้มาโดยตลอดว่า นายโรเบิร์ต เป็นทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ  และขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังพยายามโยนความรับผิดชอบเรื่องการเคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้กับกลุ่ม นปช. โดยให้นายโรเบิร์ต เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกลุ่ม นปช. เพื่อการเคลื่อนไหวแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งส่วนตัวไม่เชื่อว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นอุดมการณ์ส่วนตัวของนายโรเบิร์ต.   ที่มา::http://www.paisalvision.com
Thursday, 09 February 2012 10:12
คณะอนุกรรมการเยียวยาทางแพ่งและฟื้นฟูด้วยวิธีการอื่น เร่งกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองภายในสัปดาห์หน้า หลังพบข้อมูลยังไม่มีความชัดเจน นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานคณะอนุกรรมการเยียวยาทางแพ่ง และฟื้นฟูด้วยวิธีการอื่น ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติว่า คณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะรายงานต่อที่ประชุมว่า ข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2548 ยังไม่ชัดเจน จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯไปจำแนกจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ทุพพลภาพ และตรวจสอบสถานะทางคดีเพื่อกำหนดรายระเอียดที่ชัดเจน โดยให้ได้ข้อสรุปในสัปดาห์นี้ ก่อนสนอต่อที่ประชุมอีกครั้งในวัน 14 กุมภาพันธ์ นี้  ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าจำนวนผู้บาดเจ็บและทุพพลภาพมีกว่า 2 พันราย ส่วนผู้เสียชีวิตคาดว่าไม่เกิน 100 คน โดยรัฐบาลจะนำเกณฑ์ของคณะกรรมการชุดนี้ มาเทียบเคียงกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะคณะอนุกรรมการชุดนี้ พิจารณาแต่เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย.   ที่มา :: http://www.paisalvision.com
Tuesday, 07 February 2012 09:42
โฆษกกระทรวงมหาดไทย ระบุรัฐบาลย้ำชัดเจนจะไม่มีการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 พร้อมขอความร่วมมือประชาชนยุติการเคลื่อนไหวเรื่องดังกล่าวทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ว่า รัฐบาลได้ย้ำชัดเจนแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขมาตราดังกล่าว ดังนั้น ขอความร่วมมือประชาชนให้ยุติความเคลื่อนไหวทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พร้อมกันนี้ยังได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ด้วย  ส่วนกรณีที่จะมีการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นี้ ที่พระลานพระราชวังดุสิต นั้น นายประชา กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมจากฝ่ายไหน การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่ควรปิดถนน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย จะชี้แจงทำความเข้าใจก่อนบังคับใช้กฏหมาย หากฝ่าฝืนต้องถูกดำเนินคดีภายหลัง.   ที่มา http://www.paisalvision.com
Monday, 06 February 2012 09:50
เว็บไซต์บริษัทโชว์ผลงานในมืออื้อ 14 โครงการ แจ้งกรมทะเบียนการค้าฟันรายได้ก่อนโอนหุ้นให้พี่ชาย 22.6 ล้าน กรุงเทพฯ (3 ก.พ.) คนจำนวนไม่น้อย ไม่รู้ว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในช่วงปี 2549-2550 ทำธุรกิจประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2544  คนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่าก่อนเข้ารับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เดือนกุมภาพันธ์ 2551 นายณัฐวุฒิ ได้โอนหุ้นบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด จำนวน 20,000 หุ้นมูลค่า 2 ล้านบาท (ซึ่งถืออยู่ตั้งแต่ก่อตั้งปี 2544) ไปให้นายเจตนันท์ ใสยเกื้อ พี่ชาย  และคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด  สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า ในช่วงปี 2545-2553 บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ได้รับว่าจ้างจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน ) เป็นปรึกษาประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์โครงการอย่างน้อย 4 ครั้งรวม 30,931,800 บาท ได้แก่ 1. เป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ-ใต้ วงเงิน 3,468,000 บาท 2.จ้างที่ปรึกษาเพื่อประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน วงเงิน 10,663,500 บาท 3.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วงเงิน 9,000,200 บาท 4.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการกลุ่มลูกค้าท่อย่อย ปทุมธานี-พญาไท วงเงิน 7,800,100 บาทน่าสังเกตว่าการว่าจ้าง 2 โครงการแรกเกิดขึ้นในยุครัฐบาลไทยรักไทย และ 2 โครงการหลังเกิดขึ้นในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์  ขณะที่ เว็บไซต์ บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ระบุ ผลงานงานด้านวางแผนประชาสัมพันธ์ มวลชนสัมพันธ์ และกระบวนการมีส่วนร่วมโครงการ จำนวน 14 ผลงาน พร้อมระบุความคืบหน้าไว้ด้วย ได้แก่ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และศูนย์พลังงานแห่งชาติ (ปทุมธานี–พญาไท)โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ NGV สุวรรณภูมิ-พญาไทโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติกลุ่มลูกค้าท่อย่อยปทุมธานี–พญาไท จำนวน 7 โครงการโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในเขตกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Gas)โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังบริษัท ไออาร์พีซี และบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด (DOW)โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (EPS) โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ บริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด (PTTAC)โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (จังหวัดชลบุรี)โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อสถานีบริการ NGV ทัศนา (ชลบุรี)โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจังหวัดนครราชสีมา โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังโรงงานนิคมอุตสาหกรรมในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ระยะที่ 7 และ 8 จังหวัดอยุธยา (PTT NGD) โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบริษัท สหวิริยาเพลทมิล จำกัด (มหาชน) จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (NGV) สแปนดิค บางพระ  ทั้งนี้ บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด แจ้งผลประกอบการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ปี 2545 รายได้ 5,445,475 บาท กำไรสุทธิ 450,489 บาท กำไรต่อหุ้น 9.01 บาท ปี 2546 รายได้ 11,885,939 บาท กำไรสุทธิ 1,261,503 บาท กำไรต่อหุ้น 25.23 บาท ปี 2547 รายได้ 8,176,273 บาท กำไรสุทธิ 663,721 บาท กำไรต่อหุ้น 13.27 บาท ปี 2548 รายได้ 11,628,922 บาท กำไรสุทธิ 1,416,221 บาท กำไรต่อหุ้น 28.32 บาท ปี 2549 รายได้ 9,919,086 บาท กำไรสุทธิ 1,299,026 บาท กำไรต่อหุ้น 25.98 บาท ปี 2550 รายได้ 22,682,324 บาท กำไรสุทธิ 2,302,088 บาท กำไรต่อหุ้น 46.04 บาท ปี 2551 รายได้ 58,436,126 บาท กำไรสุทธิ 4,978,481 บาท กำไรต่อหุ้น 99.57 บาท ปี 2552 ไม่ได้ส่งงบการเงิน ปี 2553 รายได้ 57,605,701 บาท กำไรสุทธิ 5,985,177 บาท กำไรต่อหุ้น 119.70 บาท     ถ้ารวมรายได้ของนายณัฐวุฒิ (ถือ 20,000 หุ้น) เท่ากับปี 2545 มีรายได้จากกำไร 100,000 บาท, ปี 2546 มีรายได้จากกำไร 504,600 บาท ,ปี 2547 มีรายได้จากกำไร 265,400 บาท, ปี 2548 มีรายได้จากกำไร 564,600 บาท, ปี 2549 มีรายได้จากกำไร 519,600 บาท ,ปี 2550 มีรายได้จากกำไร 920,000 บาท รวมปี 2545-2550 มีรายได้จากกำไร 2,874,200 บาท (นายณัฐวุฒิโอนหุ้น เดือนม.ค. 2551) รายการว่าจ้างบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัดของ บมจ. ปตท.  ที่มา:สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รวบรวม
Saturday, 04 February 2012 09:32
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง ยอดกลยุทธ์ซุกหนี้ “เผาไทย” วันที่ 1 ก.พ. 2555 เพราะการซุกหนี้ระดับแสนล้านบาทก็ได้ทำให้ธนาคารบีบีซีเจ๊งระเนระนาด และพาเอาธนาคารและสถาบันการเงินเกือบร้อยแห่งของประเทศไทยพินาศล่มจมตาม ๆ กัน ฝากรอยเลือดและน้ำตาให้กับมหาชนชาวไทยมาจนถึงทุกวันนี้  และยังเหลือมรดกบาปคือหนี้กองทุนฟื้นฟูอีก 1.14 ล้านล้านบาท หลังจากที่ได้จ่ายค่าดอกเบี้ยไปแล้วถึง 800,000 ล้านบาท โดยที่อาชญากรส่วนใหญ่ยังคงลอยนวล และบางคนยังชูคอส่ายหัวดิก ๆ อยู่ในรัฐบาลนี้ด้วย กระบวนการซุกหนี้ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่จะมีผลทำให้ประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศล้มละลายตาม ๆ กัน ดังที่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในทุกองค์กรธุรกิจและทุกภาคธุรกิจในขณะนี้ แท้จริงแล้วก็คือลูกไม้เก่าโดยคนเก่าที่ทำให้บ้านเมืองพินาศฉิบหายมาในกรณีธนาคารบีบีซีนั่นเอง ดังนั้นอย่าได้สงสัยใด ๆ ว่าประเทศไทยและคนไทยจะไม่พินาศฉิบหายวายวอด เพราะคราวนี้จำนวนหนี้ที่จะซุกกันเพื่อจะได้สร้างหนี้ใหม่มีจำนวนมากมายมหาศาลถึง 2,070 ล้านล้านบาท มากกว่าเมื่อครั้งซุกหนี้ธนาคารบีบีซีเกือบ 2 ล้านล้านบาท  ถามว่าทำไมจะต้องซุกหนี้มหาศาลเช่นนี้? ก็ต้องตอบว่าเพราะต้องการจะก่อหนี้จำนวนมหาศาลเพิ่มขึ้นถึง 2,070 ล้านล้านบาท เพื่อจะได้ชักค่าต๋งอย่างน้อยร้อยละ 30 ไปบำรุงบำเรอพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีอำนาจ ตัวเลขที่จะก่อหนี้อันเป็นต้นตอของการซุกหนี้มีอะไรบ้าง? ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร เพราะเป็นเรื่องที่คนมีอำนาจเขาพูดเองทำเอง เพียงแต่พูดคนละที ตีสีหน้าคนละแบบเท่านั้น ทำให้ประชาชนสับสน แต่เมื่อนำเอาตัวเลขมาเรียงกันก็จะปรากฏสามรายการใหญ่คือ หนึ่ง การก่อหนี้โดยการกู้เงินมาชดเชยงบประมาณปี 2555 ที่ขาดดุลอยู่ 400,000 ล้านบาท สอง การก่อหนี้โดยการออกกฎหมายให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเอามาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจำนวน 350,000 ล้านบาท ทั้งที่กรรมการในเรื่องน้ำท่วมพากันออกมาแฉว่าไม่มีรายละเอียดอะไรเลย เรียกได้ว่าตั้งโครงการยกเมฆเพื่อกู้เงินมาผลาญและโกงกันเท่านั้น สาม โครงการเมกกะโปรเจ็คส์มหาภัยจำนวน 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นโครงการใหญ่ที่สุดและมีจำนวนเงินมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากี่รัฐบาลต่อรัฐบาลไม่ว่าเผด็จการแบบไหน ล้วนไม่มีสติปัญญาคิดอ่านโครงการก่อหนี้สินได้มากมายเท่ากับขบวนการเอาอยู่นี้เลย รวมสามโครงการก็เป็นเงินทั้งสิ้น 3.02 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับหนี้เก่าที่ประเทศไทยเป็นหนี้นับตั้งแต่ก่อตั้งชาติไทยมาจำนวน 4.3 ล้านล้านบาทแล้ว ก็จะเป็นหนี้รวมกันทั้งสิ้น 7.32 ล้านล้านบาท มากกว่าประเทศกรีซซึ่งกำลังล้มละลายอยู่ถึง 2 ล้านล้านบาท  แต่ประเทศไทยมีขีดความสามารถสูงสุดตามกฎหมายและวินัยการเงินการคลังที่จะกู้ได้เพียง 4.6 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงเกินวงเงินไปถึง 2.72 ล้านล้านบาท เมื่อเป็นดังนี้จึงเกิดกระบวนการซุกหนี้จำนวน 2.72 ล้านล้านบาทขึ้น เพื่อไม่ให้เกินจำนวนที่กู้ได้ นี่คือที่มาและปฐมเหตุที่จะต้องซุกหนี้กัน ซึ่งเขาจะนำไปซุกไว้ในสามรายการใน 3 แหล่งสำคัญ คือ หนึ่ง ใช้เล่ห์อุบายสลับหนี้จากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา ด้วยการโอนหนี้ของกระทรวงการคลังไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเจ๊งระเนระนาดในอนาคต สอง ใช้เล่ห์อุบายเอาใบบัวไปปิดช้างตาย ด้วยการทำให้ ปตท. และการบินไทย เป็นเอกชน เพื่อจะได้ไม่นับหนี้ของทั้งสองแห่งนี้จำนวน 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเปิดช่องให้รัฐวิสาหกิจนี้ต้องเพิ่มทุนเพื่อให้นักการเมืองยึดเป็นสมบัติส่วนตัวในที่สุด สาม ใช่เล่ห์อุบายสร้าง GDP เท็จ 2 รายการ คือโครงการรถคันแรก และบ้านหลังแรก เพื่อก่อหนี้ให้กับคนไทย 2 ล้านล้านบาท แล้วนำตัวเลขหนี้ทั้งหมดนั้นมาเฉลี่ยเป็นรายได้ของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อจะเอาเป็นฐานในการไปคิดอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อจะได้กู้เงินมาผลาญกันเล่นราว 600,000 ล้านบาท รวมสามแหล่งที่จะซุกหนี้ก็จะมีจำนวนถึง 2.74 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะที่จะเอาหนี้ 2.72 ล้านล้านบาท มาซุกไว้ และขณะนี้ได้ดำเนินการซุกในรายการที่หนึ่งไปแล้ว ในขณะที่รายการที่สองถูกต่อต้านหนักต้องชะงักอยู่ และรายการที่สามก็กำลังเดินเครื่องอยู่แล้ว นี่คือนวัตกรรมซุกหนี้บันลือโลกที่ไม่มีประเทศไหนและประชาชนชาติไหนเขายอมให้ทำกัน มีแต่ชนชาติที่ยอมให้นักการเมืองโกงชาติโกงประชาชนได้อย่างประเทศไทยของเราเท่านั้น จึงจะทำเรื่องมหาวินาศเช่นนี้ได้ ก็เตรียมล้มละลายฉิบหายวายวอดกันทั้งประเทศเถิดพี่น้อง และรับรองว่าไม่ผูกขาดไว้สำหรับสีใดสีหนึ่งอย่างแน่นอน. ที่มา:: http://www.paisalvision.com/
Friday, 03 February 2012 09:40
น้ำท่วมคราวนี้ต่างชาติเข้าใจหน้าที่1. นายกมีไว้แจกของ2. รัฐมนตรี อมของ3. ปัญหาที่ ครม.ต้องแก้ ต้องดูว่าเบิกงบได้ไหม? รัฐบาลไม่มีความรับผิดชอบ ไม่กล้าเผชิญปัญหา ต่อไปเบี้ยประกันสำหรับเมืองไทย "ต้องราคาพิเศษ"แพงมาก เพราะต่างชาติเขาไม่เชื่อใจ ไม่ให้เครดิตฝีมือบริหารของรัฐบาลปู รัฐบาลบริหารงานผิดพลาด แต่พี่น้องประชาชนต้องรับกรรม มันเป็นธรรมไหม?นายโกร่ง นำคณะบินไปกราบขอโทษต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ได้รับการยกเว้นภาษีในการเข้ามาตั้งโรงงาน ทำเหมือนแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินเพื่อการอุตสาหกรรมเครื่องจักรเท่านั้นสิ่งที่เสียหายอย่างยิ่งของคนไทยวันนี้ คือ ชาวสวนทุเรียนนนทบุรี  ชาวสวนส้มโอนครชัยศรี "รัฐบาลไม่เคยสนใจในจุดนี้เลย" ความเสียหายคราวนี้ ไม่ใช่เฉพาะชาวสวน แต่เป็นการเสียหายถึงพืชผล สัญญลักษณ์หลักที่สร้างชื่อเสียงคู่ประเทศไทยมาเป็นศตวรรษ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสร้างเงิน "อีกสิบปีถึงจะ ปลูกทดแทนได้" ถึงจะมีทุเรียนพันธุ์นนทบุรี ส้มโอ้นครชัยศรี เอาไว้เชิดหน้าชูตาตลาดสินค้าเกษตรไทย จะทำได้หรือไม่ ไม่แน่ใจ สำหรับรัฐบาลชุดนี้ ที่ทุกลมหายใจก็จะฟื้นฟูแต่โรงงานอุตสาหกรรมรัฐบาล และนายโกร่ง และคณะรัฐบาล ต้องไปขอโทษ (กราบตีน) ชาวสวนนนทบุรี ชาวสวนส้มโอ้นครชัยศรี ทั้งที่เขาเป็นคนไทย เป็นเจ้าของประเทศ และไม่เคยได้รับการยกเว้นภาษีจากรัฐบาลเหมือนต่างชาติ อนุมัติเงินหลายหมื่นล้านช่วยโรงงานอุตสาหกรรมแม้แต่หนึ่งบาท รัฐบาลยังไม่เคยพูดจะอนุมัติงบฟื้นฟู สวนทุเรียนนนทบุรี และสวนส้มโอ้นครชัยศรี "นางปู คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า?"โรงงานใช้เวลาฟื้นฟูไม่กี่เดือน แต่พืชผลมรดกประจำชาติ เช่น ทุเรียนนนทบุรี ส้มโอ้นครชัยศรี กล้วยไม้ส่งตลาดโลก ดำเนินสะดวก  อีก 10 ปี จะฟื้นหรือไม่ คือปัญหาที่รัฐบาลไม่ใช่ไม่แก้ "แต่ไม่ยอมพูดถึง"
Thursday, 24 November 2011 16:29
ครม. ตั้ง ดร.โกร่ง ประธานคณะกรรมการฟื้นฟูประเทศ เรียกเต็ม ๆ ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ มีคณะกรรมการ 15 คน ดร.โกร่ง คงมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างดี แต่ดันให้สัมภาษณ์ว่าน้ำปีนี้มากกว่าทุก ๆ ปี มากกว่าปี 2485 น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ อีกก็ขอบอกให้ ดร.โกร่ง ทราบเอาบุญว่าน้ำปีนี้ไม่ได้มากกว่าปี 38 อย่าเอาไปเทียบกับปี 2485 เลย ท่านคงไม่มีความรู้เรื่องน้ำเลย หัดอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เจ้ากรมอุทกศาสตร์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่า น้ำในปีนี้ไม่ได้มากกว่าปี 38 เลย และสื่อต่างประเทศบอกมากกว่าไม่เกิน 20% จะเกิดอุทกภัยไม่ได้ถ้าบริหารน้ำถูกต้อง และข้อสำคัญ ดร.โกร่ง ดูปริมาณการไหลของน้ำในปี 38 ปริมาณน้ำ 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในปีนี้ 4,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แสดงว่าปริมาณน้ำปีนี้ไหลน้อยกว่าถ้าบริหารจัดการน้ำเป็น พร่องน้ำจากเขื่อนก่อนพายุมา และอย่าเปิดประตูน้ำอ้าซ่าทั่วกรุงเทพฯ จนกรุงเทพฯ เดือดร้อนไปทั่ว อายแขกไปทั่วโลกกระจายความฉิบหายทั่วทุกภูมิภาครัฐบาลต้องกระจายความเจริญ ความสุข ให้ทั่ว ไม่ใช่กระจายความฉิบหายต้องเอาคนที่ทำผิดจากการปล่อยน้ำมาลงโทษน้ำยังไม่เห็นลด ทำไมไม่รีบแจ้งประชาชนว่าน้ำจะแห้งเมื่อไหร่? กลับจะวางแผนฟื้นฟู กะสวาปามกันเต็มที่หรือไง?นำเที่ยวกรุงเทพฯไปว่ายน้ำที่วิภา ตกปลาที่สีลม งมหอยที่บางแค ล่องแพที่ปิ่นเกล้า กินเหล้าเคล้าชูชีพ นั่งถีบเรือที่วงเวียนใหญ่ ดำน้ำดูปะการังที่ดอนเมือง อยากกินปูไปที่ซอยโยธินพัฒนา 3 เขตลาดพร้าว.
Wednesday, 09 November 2011 14:41
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ ดีเจ.สุพรทิพย์ และเป็นเหตุการณ์ที่แสนประทับใจมิรู้ลืมเป็นเวลานับ 10 ปีแล้วที่”ป้าช้าง”จะต้องโทรศัพท์ไปขอเพลงที่สถานีวิทยุ วส.912 นทพ.นธ.99.10 mhzป้าช้างจะโทรไปทุกๆเช้าค่ะเพราะป้าช้างโปรดปรานเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงในรายการที่ชื่อว่า”ลูกทุ่งพัฒนา”ดีเจ.ที่รับโทรศัพท์ของป้าช้างบ่อยๆก็คือ ร.อ.หญิงสุพรทิพย์ คำทรงศรีนายทหารหญิงผู้นี้มาจัดรายการที่นี่เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วรูปแบบรายการก็จะเน้น ข่าวสาร วิถีชีวิตข่าวบริการ งานบุญ งานศพร.อ.หญิงสุพรทิพย์ บอกว่า ป้าช้างโทรมาครั้งแรกประมาณปี 2519และขอเพลง “แสบเข้าไปถึงทรวง”แหมมม…ดูชื่อเพลงที่ป้าช้างขอ….น่าจะพอบอกได้ว่าป้าช้างแกเป็นคนอารมณ์ดีนะคะ…หากแม้บางครั้งป้าช้างไม่ว่างก็มักจะให้คนอื่นโทรมาขอแทนและคนที่โทรมาแทนก็มักจะบอกทุกครั้งว่า “ป้าช้างขอ”ในช่วงปี 2531 – 2532เป็นช่วงที่ป้าช้างโทรมาขอเพลงเองบ่อยมากค่ะจนวันหนึ่ง….ความจริงก็เปิดเผยออกมาว่า“ป้าช้าง”ผู้นี้………..ก็คือสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีร.อ.หญิงสุพรทิพย์ เคยไปเฝ้ารับเสด็จเมื่อเจอหน้า ดีเจ.ผู้โชคดี….ป้าช้างทรงมีรับสั่งว่า“ชอบฟังนะ…วันนี้ก็ฟังนะแต่วันไหนติดงานก็ไม่ได้ฟัง”ขอพระองค์ทรงพระเจริญ     ที่มา :: FWDMAIL
Friday, 04 November 2011 10:27
การรุกอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความเบื่อหน่ายในอารมณ์ของกลุ่มพี่น้องไทยที่ห่วงใยประเทศชาติ หลังจากพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งได้ครองเสียงในสภาผู้แทนกว่าครึ่ง ทำให้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติกลับมาอยู่ในมือทักษิณอีกครั้ง โดยกรรมการการเลือกตั้งทำหน้าที่เพียงแค่ประกาศการรับรองผลอย่างเป็นทางการ ปล่อยให้ทักษิณทำตัวเสมือนหนึ่งหัวหน้าพรรค  หัวหน้ากลุ่มคนแดง  หัวหน้ารัฐบาล หัวหน้าสภาผู้แทนฯ ได้ตามอำเภอใจ ทักษิณจึงตักสินใจเปิดฉากรุกโคน  รุกขุน พร้อมกัน รุกโคน  ด้วยการรื้อโผทหาร แต่ต้องจบลงด้วย  เหล่าผู้นำทหารกับจับมือกันแน่น จนต้องยอมถอยชั่วคราว รุกขุน  ด้วยกรรมการคณะต่างๆ ตั้งแต่ ชุดคณิต  ชุดอุกฤษ และล่าสุดชุดนักวิชาการวรเจตต์ เป้าหมายก็คือ การทะลวงทลาย  กำแพงความคิดของฝ่ายต่อต้าน เพราะเสียงใน ส.ส. และ ส.ว. พร้อมแล้วที่จะยกมือกันเป็นฝักถั่ว เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายอะไรก็ย่อมได้ การสร้างกระแสความคิด โดยอ้างการรัฐประหารวันที่ ๑๑ กันยายน ๔๙ ทำให้ ๕ ปีประเทศต้องป่วนไม่เลิก คมช.เป็นต้นเหตุ จึงต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่เพื่อการปองดองว่า ต้องทำให้เสมือนหนึ่งไม่มีเหตุดังกล่าว ต้องกลับไปก่อนเกิดเหตุรัฐประหารปี ๒๕๔๙ เพื่อล้มล้างความผิดทั้งหมดให้แก่ทักษิณ พร้อมทั้งคืนอำนาจให้ใหม่  ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆก็ให้พ่วงด้วย เพื่อเป็นสีสันแห่งความชอบธรรม พวกทักษิณขอแค่ตัดตอนเอาดื้อๆว่า เอาแค่นี้เพื่อบรรลุประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำของทักษิณเพียงผู้เดียว ความจริงมีว่า ก่อนรัฐประหาร ๑๑ กันยายน ๔๙ ทักษิณได้ใช้อำนาจสร้างความฉิบหายแก่ประเทศอย่างมากมายเพียงไหนกลับไม่พูดถึง  สร้างความเลวทรามถึงระดับ จะให้พี่น้องไทยเข่นฆ่ากันเอง การเข่นฆ่าหมู่เกิดขึ้นแน่ในช่วงนั้น  ถ้าคมช. ไม่ทำรัฐประหารตัดตอนไปเสียก่อน การขุนอย่างมัวเมาในอารมณ์ด้วยคำความว่า  สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง โค่นล้มอำมาตร  ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่มีไว้เพื่อคุ้มครอง ป้องกันการจาบจ้วงหมิ่นสถาบันฯ  ดูจะเป็นการตลาดที่โฆษณาชวนเชื่อด้วยการหลอกลวง โกหกอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพื่อให้ผู้คน หลงเชื่อโดยการยัดใส่สมองว่าเป็นความจริง ระบอบการปกครองไทย เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน ก็ร่วม ๘๐ ปี สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงดำรงสถานะจิตวิญญาณในระบอบการปกครองของไทยตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจวบจนระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน เป็นจิตวิญญาณที่ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเป็นเอกลักษณ์แห่งราชอาณาจักรไทย ทรงวางมิติจิตวิญญาณ มิติจิตคุณความดีไว้สูงสุดในฐานะองค์พระประมุขของการปกครอง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ได้ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่พสกนิกร และชาวโลกในการครองธรรม ครองความดีงาม ตามทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการอย่างเคร่งครัด เป็นสง่าแห่งแคว้น นอกเหนือจากทรงเป็นแบบอย่างของการเคารพต่อ รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย พระองค์ทรงเป็นแก่นแท้แห่งคุณธรรม ความดีงาม และหลักการแห่งเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไทย ตรงข้ามกับบรรดาเหล่านักการเมือง พรรคการเมืองที่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่เป็นอธรรม เลวทรามต่ำช้า ไม่เคารพเจตนารมณ์และหลักแห่งการปกครอง หาช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพียงเพื่อแสวงหาความร่ำรวย ประโยชน์ส่วนตน ครอบครัว พรรคตน อย่างไม่ละอายแก่ใจ จนถึงระดับทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจในชั่วโมงนี้ เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ จะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้สำเร็จได้ก็ต้องเอาอธรรม เอาความเลวทรามต่ำช้า ออกไปจากเหตุปัจจัยของการปกครองไทยให้ได้เสียก่อน มีแต่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ที่จะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้สำเร็จ คุณธรรมความดีงามที่พระองค์ท่านทรงดำรงเป็นแก่นไว้ จึงจะแผ่พระบารมีครอบคลุมทุกมิติ ทุกกลไกของการปกครองไทยได้ คุณธรรม ความดีงามในการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย และความสงบสุขในมวลหมู่พี่น้องประชาชนไทยได้           
Friday, 30 September 2011 10:51
๒. ประเทศจีนได้กำหนดยุคสมัยให้เป็นศตวรรษแห่งอาหาร ๑. ชาวจีนกล่าวว่าถ้าคนจีนบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นเพียงคนละ ๑ คำ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นจะสามารถเลี้ยงประชากรชาวออสเตรเลียได้ทั้งทวีป ทั้งนี้เนื่องเพราะปัญหาอาหารเป็นปัญหาที่คุกคามและท้าทายความสามารถของ รัฐบาลจีนมาตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี ในประวัติศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือฮ่องเต้ที่เกิดจากการแก้ไขปัญหา เรื่องอาหารไม่ตกหลายครั้ง จนปัญหาเรื่องอาหารเป็นเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญตลอดระยะเวลาอันยาว นาน ถึงขนาดต้องวางขุนนางที่มีความสามารถสูงสุดและซื่อตรงสูงสุดเป็นผู้รับผิด ชอบดูแล เพราะถือเป็นความเป็นความตายของประเทศ ดังเช่นในสมัยราชวงศ์ฮั่น องค์ปฐมกษัตริย์ฮั่นโกโจต้องหายอดคนที่มีนามว่าเสี่ยวเหอมาดูแลรับผิดชอบ เป็นการเฉพาะ ในยุคปลายสามก๊กขงเบ้งต้องเข้ารับผิดชอบดูแลการผลิตด้วยตนเอง ในสมัยราชวงศ์ซ้อง องค์พระจักรพรรดิต้องมอบหมายให้เปาบุ้นจิ้นเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องอาหารยาม ประสบพิบัติด้วยตนเอง  หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ประธานเหมาเจ๋อตงได้ประกาศยุทธศาสตร์แก้ปัญหา ๔ ตาย (แผนพัฒนาประเทศ ๕๐ ปีฉบับที่ ๑) คือปัญหาการอดตาย ปัญหาหนาวตาย ปัญหาน้ำท่วมตาย และปัญหาสงครามภายในประเทศที่ฆ่ากันเองตายให้ตกไปภายใน ๕๐ ปี เพราะแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งทำให้ชาวจีนเสียชีวิตนับล้าน ๆ คนมาตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี ภายใต้ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาอดตายทำให้เกิดยุทธวิธีในการพัฒนาประเทศหลายประการ ที่สำคัญคือเข็มมุ่งในการพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศ เข็มมุ่งในการพัฒนาดินทั่วประเทศ เข็มมุ่งในการบริหารจัดการการผลิตระดับชาติ ระดับมณฑลและระดับท้องถิ่น เข็มมุ่งในการพัฒนาระบบคมนาคม ที่สอดคล้องรองรับกับการผลิตทางการเกษตร เข็มมุ่งในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น  ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปีของแผนแรก ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดไปประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถประกาศว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวใกล้บรรลุผล และยังคงเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สำคัญที่สุดของจีน ปัจจุบันนี้ศูนย์ กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนสรุปว่าถ้าประเทศจีนล้มเหลวในเรื่องอาหาร ต่อให้รัฐบาลมีความสามารถเข้มแข็งเพียงใดก็จะไม่สามารถรักษาสถานการณ์เอาไว้ ได้ ดังนั้นยุทธศาสตร์อาหารจึงมีฐานะที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งต่อปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคงและการพัฒนาประเทศของจีน ล่าสุดสำนักทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยความเห็นชอบของที่ประชุมเต็มคณะ ของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และการวางแผนได้มีฉันทามติว่ายุคสมัยของโลกที่ มีการพัฒนาต่อไปนี้ไม่ได้มีนัยยะหลักที่สำคัญอยู่ที่ประเภทของสังคมว่าจะ เป็นสังคมคอมมิวนิสต์หรือสังคมทุนนิยม ไม่ได้มีนัยยะหลักสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยีหรือวิทยาศาสตร์หรือที่เรียกว่ายุค ไอที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ และไม่ใช่ยุคโลกาภิวัฒน์อีกต่อไปแล้ว เพราะ โลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดคือปัญหาอดตายที่จะต้องเตรียมการรับ มือให้เพียงพอ ดังนั้นจึงกำหนดยุคสมัยของศตวรรษนี้ให้เป็นศตวรรษแห่งอาหาร และให้ยุทธศาสตร์อาหารเป็นยุทธศาสตร์หลักของชาติด้วย  ปลายปี ๒๕๕๓ ฯพณฯ หวางหยาง ซึ่งเป็น ๑ ใน ๒๔ คนของคณะกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน มณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีประชากร ๘๕ ล้านคน ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในฐานะผู้แทนรัฐบาลจีนและได้แจ้งเรื่องสำคัญแก่ รัฐบาลไทยว่า ประเทศจีนได้กำหนดยุคสมัยให้เป็นศตวรรษแห่งอาหาร และให้มณฑลกวางตุ้งเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก ในฐานะที่ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๖ ของประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก ย่อมได้รับผลประโยชน์จากยุทธศาสตร์นี้ และสมควรร่วมมือกันเพื่อจะได้ไม่แข่งขันกันและเพื่อจะได้ร่วมกันแบกรับ ภารกิจอันสำคัญของมนุษยชาติด้วย  ผลจากที่รัฐบาลจีนกำหนดให้มณฑลกวางตุ้งเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก จึงทำให้มีการปรับปรุงพัฒนาระบบการขนส่งหรือลอจิสติคส์ครั้งใหญ่ในมณฑล กวางตุ้ง ทั้งการขนส่งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ดังนั้นเพื่อความสอดคล้องรองรับกัน รัฐบาลจีนจึงกำหนดการปฏิรูปมิติแห่งเวลาของประเทศจีนเสียใหม่ โดยกำหนดกรอบ ๒ กรอบคือ ระยะการเดินทางจากตะวันออกสู่ตะวันตก จากเหนือสู่ใต้ของประเทศจีน ต้องใช้เวลาเหลือไม่เกิน ๘ ชั่วโมง และในชั่วระยะ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ทุกพื้นที่ทั่วประเทศต้องใช้เวลาเหลือไม่เกิน ๓ ชั่วโมง ทำให้เกิดแผนพัฒนารถไฟความเร็วสูงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน ที่จะพลิกโฉมหน้าของประเทศจีนไปตามการปฏิรูปมิติแห่งเวลานั้นด้วย นั่นคือการเตรียมการรองรับกับผลกระทบของการขาดแคลนอาหารในเชิงมิติ ซึ่งเป็นเรื่องลึกล้ำอย่างยิ่ง  ประเทศไทยซึ่งเป็น หนึ่งในประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการผลิตอาหารและกำลังไต่เต้าลำดับจาก ๔ ไปลำดับที่ ๓ ทั้งอาหารไทยที่ไร้การส่งเสริมสนับสนุนทั้งปวงก็ยังติดลำดับ ๑ ใน ๕ ของยอดอาหารในโลก โดยคนไทยรู้จักสิ่งที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ครัวไทยไปสู่ครัวโลกแล้ว ดังนั้นการกำหนดยุทธศาสตร์อาหารและความสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ตลอดจนกระบวนการเชิงระบบและครบวงจรในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อาหารจึงเป็น ภารกิจสำคัญของประเทศและของมนุษยชาติด้วย.     ที่มา :: www.paisalvision.com
Wednesday, 13 July 2011 10:42
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 4 of 11