Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ บทความ
๑.  รากฐานและที่มาแห่งยุทธศาสตร์อาหาร ๑. ประเทศไทยเป็นอาณาจักรหนึ่งในสุวรรณภูมิ โดยสภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีเพียงไม่ถึง ๑ ใน ๕ ที่เป็นเขตภูเขาสูงชัน มีฤดูฝน ๔ เดือนในแต่ละปี มีเวียดนาม กัมพูชา และลาว อยู่ทางด้านตะวันออก เป็นปราการกั้นพายุและวิบัติภัยทางด้านตะวันออกโดยธรรมชาติ มีแหลมมาลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซียกว่า ๓,๐๐๐ เกาะเป็นปราการกั้นอุบัติภัยทางด้านใต้ ตามแนวตะวันออก ตะวันตก มีประเทศอินเดียเป็นปราการด้านตะวันตก ทำให้ประเทศไทยเผชิญภัยธรรมชาติน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในขณะที่มีพื้นที่ติดคาบมหาสมุทรใหญ่ถึง ๒ มหาสมุทร คือมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยมีอ่าวไทยและทะเลอันดามันเป็นผืนน้ำเชื่อมต่อ สภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้จึงทำให้ประเทศไทยได้มาซึ่งสมญาว่าแผ่นดินทอง ที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เป็นหนึ่งในสุวรรณภูมิหรือเป็นหนึ่งในแผ่นดินทอง ที่สามารถผลิตธัญญาหาร มังสาหาร ทั้งชนิดน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย และภักษาหารนานาชนิดได้อย่างอุดมสมบูรณ์  สภาพที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความพิเศษ ๒ ประการ คือ เนื้อเยื่อของพืชพันธุ์ธัญญาหาร สามารถแตกตัวเติบโตได้ตั้งแต่ก่อนช่วงฤดูฝนไปจนถึงปลายฤดูฝน ถึงกลางฤดูหนาว เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากที่สุด และทำให้รสชาติของพืชพันธุ์ธัญญาหารมีความหอมพิเศษกว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ ปลูกเหนือและใต้ไกลออกไปจากเส้นศูนย์สูตร ความหอมของข้าวหอมมะลิ ลำไย พริก ส้ม คือตัวอย่างอันเป็นที่ยอมรับกันแล้วทั่วโลก  ๒. นับแต่ระยะประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยเป็นสังคมศักดินาที่ถือเอาอาชีพเกษตรกรรมเป็นพื้นฐาน ในช่วงรัชกาลที่ ๓ มีการค้าขายและการค้าขายระหว่างประเทศเกิดขึ้น ต่อเนื่องมาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยยังคงอยู่ในยุคสังคมศักดินาและเป็นประเทศเกษตรกรรม  หลังพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จเยือนยุโรป ด้วยความสนพระทัยในการพัฒนาของชาวยุโรปอย่างลึกซึ้ง และด้วยความเข้าพระทัยอย่างแจ่มแจ้ง เนื่องจากพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในเอเซียที่สามารถตรัสภาษา อังกฤษได้เสมอด้วยภาษาไทย ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอันถือได้ว่าเป็นการกำหนดแนวทางพัฒนาประเทศไทยครั้ง สำคัญและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  พระบรมราชวินิจฉัยสรุปความได้ว่า ราชอาณาจักรสยามเป็นแดนอุดมเหมาะแก่การเกษตร แต่ไม่มีประเทศเกษตรกรรมใดที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ และเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในยุโรปแล้ว แต่สยามก็ไม่มีพื้นฐานทางอุตสาหกรรมเลย ดังนั้นสยามจึงเป็นประเทศเกษตรกรรมธรรมชาติต่อไปไม่ได้ แต่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ ความเป็นไปได้ของสยามคือการเป็น ประเทศที่เปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าอุตสาหกรรมการเกษตร หรือการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรม  ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยต่อไปว่า สยามเป็นดินแดนอันงดงามในสุวรรณภูมิ ชาวสยามมีน้ำจิตน้ำใจดีงาม โอบอ้อมอารี มีประเพณีที่ดีงาม อบอุ่นและเป็นสุข ที่ไม่มีชาติใดในโลกเสมอเหมือน เป็นจุดเด่นที่ใครก็ใคร่เข้ามาดูมาแล แม้ชาวฝรั่ง ๑๘ ชาติที่ทรงจ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้วยค่าจ้างคนละ ๘๐ ปอนด์ต่อเดือน ก็มีความพึงใจและประทับใจในการพำนักและใช้ชีวิตในสยาม การที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในสยาม จะทำรายได้ให้กับสยามได้มาก ดังนั้นจึงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้จัดตั้งกิจการธนาคารขึ้นเป็นแห่งแรกคือ ธนาคารสยามกัมมาจลทุน และตั้งโรงแรมแห่งแรกขึ้นในสยาม คือโรงแรมโอเรียนเต็ล  พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวจึงสรุปเป็นแนวทางพัฒนาประเทศไทยได้เป็น ๒ แนวทาง เป็นประดุจดั่งธงชัย ๒ ผืนที่จะทำให้สยามมั่นคงมั่งคั่ง คือ  (๑) ยุทธศาสตร์นำพาประเทศไปเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมการเกษตร  (๒) ยุทธศาสตร์การนำพาประเทศไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมบริการ หรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  ยุคสมัยของพระองค์ท่าน เป็นยุคสมัยของการพิสูจน์ความสำเร็จในการเดินแนวทางตามยุทธศาสตร์ทั้งสองนี้ ทำให้สยามเป็นศูนย์กลางการค้าขาย ๓ สาย คือระหว่างสยามกับยุโรป ระหว่างสยามกับจีน และระหว่างสยามกับอินโดจีน จนเป็นเหตุให้ต้องปฏิรูประบบการเงินการคลัง แล้วสถาปนาหอรัษฎากรพิพัฒน์ (ทำหน้าที่เหมือนกระทรวงการคลัง รวมกับธนาคารแห่งประเทศไทย) แยกออกจากสำนักงานพระคลังข้างที่ อันเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีการตรากฎหมายเงินตราและภาษีที่เป็นระบบขึ้นเป็นครั้งแรก  เศรษฐกิจของสยามรุ่งเรืองที่สุดในเอเซีย และก้าวหน้าที่สุดในเอเซีย เงินบาทของสยามแข็งแกร่งที่สุด มีมูลค่า ๑ บาทเท่ากับ ๒ ปอนด์สเตอริงของอังกฤษ และนำไปสู่การพัฒนาการคมนาคมทางบก ซึ่งทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้พัฒนารถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก โดยถนนและทางน้ำเป็นตัวรองรับความเชื่อมโยงอย่างทั่วถึง เพื่อให้ราชอาณาจักรของพระองค์เป็นเอกภาพ ดังนั้นจึงเสด็จด้วยพระองค์เองทรงวางศิลาฤกษ์ในการวางรางรถไฟสายแรกของ ประเทศคือกรุงเทพฯ-โคราช พร้อมกับการวางจากโคราชมากรุงเทพฯ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จไปวางราง พร้อมกัน  ความเจริญรุ่งเรืองของการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมและการค้า ระหว่างประเทศที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรองรับ ทำให้จักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่นสนพระทัยและส่งคณะผู้แทนมาดูงาน เพราะในขณะนั้นญี่ปุ่นยังไม่มีรถไฟและยังปิดประเทศ ทั้งยังสร้างความพึงพอใจให้กับจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ที่ไทยได้เป็นศูนย์กลางการค้าเชื่อมโยงยุโรปกับจีน อันเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาให้กับจีนได้มาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขนาดใหญ่ถอดจำหลักบรรทุกเรือสำเภากว่าสองร้อยลำมา น้อมเกล้าฯ ถวาย ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบสร้างขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา นั่นคือพระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ และเป็นอนุสรณ์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่งดงามที่สุด  สยามได้ดำเนินยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมหรือยุทธศาสตร์อาหารมาตลอดรัชกาลและมาชะงักลงหลังจากเสด็จสวรรคต และ เมื่อมีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ซึ่งข้าราชการที่จบการศึกษาจากตะวันตกได้ปรับปรุงทิศทางการพัฒนาประเทศเสีย ใหม่ ให้เป็นการเดินแนวทางอุตสาหกรรม ใช้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป็นยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงวางไว้แล้ว รวมทั้งได้ปรับยุทธศาสตร์การคมนาคมทางบกจากรถไฟเป็นรถยนต์ จึงทำให้การคมนาคมโดยทางรถยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หยุดการพัฒนารถไฟ เป็นผลให้รายจ่ายค่าน้ำเข้าน้ำมันเป็นรายจ่ายสูงสุดลำดับที่ ๑ ของประเทศ และในจำนวนนี้กว่าร้อยละ ๘๐ เป็นรายจ่ายสำหรับรถยนต์ที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต จากสภาพที่น้ำมันบาร์เรลละ ๘ ดอลลาร์สหรัฐ มาถึงยุคปัจจุบันที่มีราคาบาร์เรลละกว่า ๑๐๐ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตที่กำลังจะล้มละลายสิ้นเนื้อประดา ตัว  ๓. ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามมีประชากรแค่ ๘ ล้านคน ในขณะที่ประชากรโลกมีแค่พันกว่าล้านคน มาถึงปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีประชากร ๖๕ ล้านคน ในขณะที่โลกมีประชากร ๖,๕๐๐ ล้านคน และองค์การอาหารแห่งสหประชาติ (FAO) ได้วิจัยพบว่าภายในศตวรรษนี้ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น ๗,๐๐๐ ล้านคน ในจำนวนนี้อัตราการเติบโตของประชากรที่นันถือศาสนาอิสลามมีอัตราเพิ่มสูงที่ สุด ในปัจจุบันนี้มีถึง ๑,๕๐๐ ล้านคน หรือเกือบร้อยละ ๒๕ ของประชากรโลก และจะเพิ่มเป็น ๒,๐๐๐ ล้านคนในปลายศตวรรษนี้  ๔. ยุโรปทั้งทวีปได้กลายเป็นทวีปของผู้บริโภค บางประเทศผลิตแค่พอกินพอใช้ บางประเทศไม่มีการผลิตอาหารเลย บางประเทศผลิตได้แต่ไม่พอกิน บางประเทศมีเหลือส่งออกบ้างเล็กน้อย แม้กระทั่งรัสเซียซึ่งแม้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่พื้นที่โดยทั่วไปต้องเสียเวลา ๘ เดือนใน ๑ ปีให้กับฤดูหนาวที่ผลิตอะไรไม่ได้ มีแต่ความเสียหายอย่างเดียว โดยภาพรวมยุโรปทั้งทวีปไม่มีประเทศที่เป็นผู้ผลิตธัญญาหารเลี้ยงพลโลกเลย เช่นเดียวกับอาฟริกาทั้งทวีปซึ่งยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามและความ แห้งแล้งแร้นแค้นที่ขาดแคลนอาหารอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในทวีปเอเซีย ตะวันออกกลางไม่สามารถผลิตอาหารได้เลย เอเซียใต้เช่นอินเดียก็ไม่พอกิน จีนผลิตได้ไม่พอกิน เขมร ลาว ผลิตเหลือกินเหลือใช้เล็กน้อย ในขณะที่ประเทศมุสลิมทางใต้ของประเทศไทยก็ไม่พอกิน คงมีประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกในเอเซียเพียง ๓ ประเทศเท่านั้น คือ ไทย เวียดนาม และพม่า โดยเวียดนามนั้นสภาพภูมิศาสตร์ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและมรสุมที่รุนแรง กว่า ๓ เดือนในแต่ละปี ส่วนพม่ายังมีความขัดแย้งทางการเมือง อันเกิดจากปัญหาชนชาติที่มีถึง ๓๑ ชนชาติ และถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ จึงไม่จัดเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการส่งออกอาหารเลี้ยงพลโลก ดังนั้นประเทศไทยจึงมีศักยภาพสูงที่สุดในการผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกในจำนวน ๓ ประเทศในทวีปเอเซีย แต่ใน ๓ ประเทศนี้ภาคการผลิตอาหารหรือภาคเกษตรของไทยอ่อนแอและล้าหลัง กระทั่งถูกเอารัดเอาเปรียบมากเป็นลำดับสองรองจากพม่า ส่วนทวีปอเมริกาแม้กว้างใหญ่ไพศาล แต่สภาพภูมิศาสตร์ที่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกได้มีเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น คือสหรัฐและแคนาดา ส่วนบราซิลแม้ว่าผลิตกาแฟและน้ำตาลได้แต่ไม่นับเป็นอาหาร ส่วนในทวีปออสเตรียมีเพียงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เท่านั้นที่สามารถผลิต อาหารเลี้ยงพลโลกได้  ดังนั้นประเทศที่มีขีดความสามารถผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก แม้มีอยู่ ๗ ประเทศ แต่ที่จัดเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารเลี้ยงพลโลกมีเพียง ๖ ประเทศเท่านั้น โดยไทยเป็น ๑ ใน ๖ ประเทศนี้ และเนื่องจากประเทศไทยทอดทิ้งภาคเกษตร เลิกล้มยุทธศาสตร์อาหารไปนานแล้ว แม้กระนั้นสภาพภูมิศาสตร์และจุดเด่นก็ยังทำให้ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๖ และครองลำดับที่ ๕ มาเป็นเวลานาน เนื่องจากเวียดนามและแคนาดามักประสบปัญหาภัยธรรมชาติ และปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้ไต่ลำดับผู้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลกมาอยู่ในลำดับ ที่ ๔ แล้ว  ๕. แม้ว่าโลกนี้จะมีอาหารนับแสนชนิด แต่ที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นสุดยอดอาหารมีเพียง ๕ ชาติตามลำดับดังนี้ คืออาหารอิตาเลียน อาหารฝรั่งเศส อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารไทย ใน ๕ อาหารประจำชาติซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลกนี้ปรากฏว่าทุกชาติยกเว้นประเทศไทยได้ สนับสนุนและกำหนดเป็นยุทธศาสตร์อาหารของชาติในระดับชาติทั้งสิ้น มีการจัดระบบบริหารจัดการอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเงินทุนมหาศาลรองรับทั้งสิ้น มีแต่อาหารไทยเท่านั้นที่เป็นที่นิยมตามยถากรรม นำร่องด้วยส้มตำป๊อก     ป๊อก แต่สามารถเป็นที่นิยมทั่วโลกโดยไร้การสนับสนุนใด ๆ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ชูธงยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลก แต่ยังมิได้เชื่อมโยงประสานเป็นเอกภาพ กับการผลิตหรือการปรับฟื้นยุทธศาสตร์อาหารแต่ประการใด ดังนั้นยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลกในปัจจุบันนี้จึงเป็นแค่ว่าวที่ไม่มีสาย ป่าน ต่างกันลิบลับกับยุทธศาสตร์ครัวญี่ปุ่นสู่ครัวโลกที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ อาหารของญี่ปุ่น ซึ่งมีองค์กรรับผิดชอบหลัก ๓ องค์กร คือ  ๕.๑ องค์กรอาหาร มีหน้าที่ในการแสวงหาวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อตอบสนอง ให้แก่ความต้องการของร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วโลก โดยได้จัดตั้งกองทุนอาหารญี่ปุ่นในระยะยืนหยัดหรือแรกเริ่ม  ๕.๒ สำนักงานมาตรฐานอาหารญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานของอาหารแต่ละชนิด มาตรฐานเครื่องครัว และอุปกรณ์การครัวทุกชนิด รวมทั้งแบบการโฆษณาอาหารและมาตรฐานราคา  ๕.๓ องค์กรครัวญี่ปุ่น มีหน้าที่ในการผลิตเครื่องตกแต่งและอุปกรณ์เครื่องใช้ในภัตตาคารอาหาร ญี่ปุ่นอย่างครบครัน รวมทั้งการออกแบบการตกแต่งร้าน การใช้ไฟ สีสัน แผ่นปลิว โบรชัวร์ และรูปแบบการโฆษณาทางอิเล็คโทรนิคส์  ๖. ผลจากรายงานการวิจัยขององค์การอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ ทำให้เกิดการตื่นตระหนกขึ้นทั่วโลกว่าโลกกำลังขาดแคลนอาหาร และเมื่อประกอบเข้ากับปัญหาโลกร้อนและปัญหาภัยแล้งที่ทำให้เกิดปัญหาภัย ธรรมชาติติดตามมาอีกมากหลาย จึงทำให้ปัญหาอาหารของโลกกลายเป็นเรื่องสำคัญและใหญ่โตที่สุดที่ทุกประเทศ ทั่วโลกโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจต้องคิดอ่านหาทางแก้ไข และบางเรื่องก็ เริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทย นั่นคือการเล็งเห็นถึงสภาพภูมิศาสตร์อันยอดเยี่ยมของประเทศไทย แล้วเข้ามากว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตอย่างสำคัญกันอย่างคึกคัก ทำให้ที่ดินในภาคเกษตรมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความแห้งแล้งและความร้อนกำลังคุกคามอย่างหนักหน่วงต่อชาวโลก ๗. ผลจากสภาพทั้งหลายทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาวิชาการด้าน อาหาร ก่อให้เกิดการพัฒนาวิชาว่าด้วยวิศวพันธุกรรม ที่ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์เลี้ยง รวมถึงสัตว์น้ำทุกชนิดแปรเปลี่ยนไปจากสภาพธรรมชาติดั้งเดิม   นักวิทยาศาสตร์คิดค้นการตัดต่อพันธุกรรม การดัดแปลงพันธุกรรม จนล่าสุดประเทศจีนสามารถผลิตต้นถั่วที่ป้องกันแมลงและเรืองแสงได้ด้วยตนเอง แต่ในที่สุดต้องควบคุมอย่างเข้มงวดเพราะไม่แน่ใจในการกลายพันธุ์ เนื่องจากหากบริโภคแล้วอาจทำให้พันธุกรรมของมนุษย์แปรเปลี่ยน มีรากงอกหรือมีเขาก็ได้ เกิดภาวะไม่แน่นอนขึ้นในโลก  นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามที่จะคิดแปรรูปแป้งให้เป็นเนื้อสัตว์ บนสมมติฐานที่ว่าการเลี้ยงวัวโดยทั่วไปต้องใช้เวลา ๕ ปีจะได้น้ำหนักประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม และแม้นักวิทยาศาสตร์จีนจะประสบความสำเร็จในการดัดแปลงพันธุกรรมที่ทำให้การ เลี้ยงเหลือเวลาเพียง ๑๘ เดือนแต่มีน้ำหนักได้ถึง ๑,๓๐๐ กิโลกรัม และสามารถตัดต่อพันธุกรรมปลาให้มีเนื้อมาก โตเร็วได้แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงจำเป็นต้องค้นคว้าการแปรรูปแป้งให้เป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งกำลังจะสำเร็จเต็มทีแล้ว ดังเช่นที่มีการนำร่องด้วยการผลิตเนื้อปูเทียม เป๋าฮื้อเทียม เนื้อหมูเทียม กระทั่งไข่เทียม เป็นต้น  สภาพทั้งปวงเหล่านี้คือรากฐานและที่มาอันสมควรจะได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์อาหารของประเทศไทยอย่างเป็นจริงเป็นจัง. ที่มา:www.paisalvision.com
Monday, 04 July 2011 14:53
นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นักเขียนผู้ใช้นามปากกาว่า สิริอัญญา ได้เขียนข้อความลงเฟซบุ๊คเมื่อเช้าวันนี้ แนะการใช้สัญลักษณ์แทนเลข ๑ ในการหาเสียงของพรรคการเมือง เตือนอย่าใช้ให้ผิดความหมาย ประชาชนจะเข้าใจผิด  นายไพศาล พืชมงคล ได้เขียนเฟซบุ๊คมีข้อความหลายตอนดังนี้   “วันนี้ (25 พ.ค. 54) จักแสดงคติการใช้สัญลักษณ์ของเลข ๑ อันมีมาโดยโลกนิตินิยมว่ามีอยู่ 3 แบบคือ หนึ่ง ใช้นิ้วหัวแม่มือ สอง ใช้นิ้วชี้ และสามใช้แขนยกชูขึ้น การใช้แต่ละแบบมีความหมายต่างกัน ท่านทั้งหลายรวมทั้งทักษิณและยิ่งลักษณ์ และพวกเสื้อแดงจงสดับเถิด  การใช้นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วโป้งยกชูชึ้น มีความหมายถึงการยกย่อง เชิดชูให้เป็นหนึ่ง หรือเป็นที่หนึ่ง หรือเป็นยอด หรือเป็นเลิศ เกิดจากความศรัทธาชื่นชมยินดี ใช้ในกรณียกย่องคนใดคนหนึ่งว่าเป็นยอด เป็นเยี่ยม เป็นเลิศ เป็นที่หนึ่ง การเป็นเลิศหรือเป็นยอด (อุตตมะ) หรือเป็นที่หนึ่งในความหมายนี้จึงได้มาโดยการยกย่อง ยอมรับของคนทั้งปวง  การใช้นิ้วชี้ยกชูขึ้นไม่ว่าจะยกชี้ไปในระดับบน ระดับกลาง ระดับล่าง หรือชี้ไปในทางด้านหน้า ล้วนมีความหมายว่าข้านี้เป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้คนทั้งปวง  และใช้อำนาจนั้นในการบังคับบัญชา สั่งการ หรือตักเตือน หรือชี้นำ หรือลงโทษ ความเป็นใหญ่ดังว่านี้จะเป็นหรือมีอยู่จริง หรือแค่อยากเป็น หรือคิดอยากจะเป็น หรือมีวาระซ่อนเร้นต้องการจะเป็น แต่ยังไม่ได้เป็นหรือเป็นไม่ได้ ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณากันตามความเป็นจริง  การใช้นิ้วชี้ชูขึ้นยังมีความหมายอีกว่า มีอย่างเดียวหรือเป็นอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ ดังตัวอย่างพราหมณ์โกณฑัญญะตรวจดูนรลักษณ์เจ้าชายสิทธัตถะแล้วชูนิ้วชี้ขึ้น นิ้วเดียว แล้วเปล่งวาจาว่าราชกุมารนี้จักเป็นศาสดาเอกในโลก ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้เลย ในขณะที่โหราจารย์คนอื่น ๆ ชูสองนิ้ว ซึ่งหมายความว่ายังมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง คือหากไม่ออกบวชก็จะเป็นพระจักรพรรดิของโลก  การใช้แขนชูขึ้นมีความหมายไปในทางความเป็นเอกภาพ หรือความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งจากความหมายที่เป็นที่หนึ่งหรือเป็นยอดหรือเป็นเลิศ เป็นสัญญาณหมายของการเรียกร้องหรือเสนอให้สามัคคีปรองดอง เพื่อความเป็นเอกภาพ ดังเช่นการยกแขนของฮิตเล่อร์แล้วเปล่งวาจาว่า ไฮ้ ฮิตเล่อร์ หรือการยกแขนของประธานเหมาเจ๋อตงแล้วเปล่งวาจาว่า ชนกรรมาชีพทั่วโลกจงรวมกันเข้า เป็นต้น  การใช้แขนชูขึ้นพร้อมกันสองแขนมีความหมายถึงความท้อแท้ที่ซ่อนอยู่ภายในใจ และแสดงออกถึงอาการยอมแพ้ ดังที่ปรากฏในโศลกแรกแห่งมหาภารตะยุทธ์ที่เทพแห่งกาลเวลาชูสองแขนขึ้นแล้ว เปล่งวาจาว่า  “ข้าพเจ้าชูแขนขึ้นป่าวประกาศธรรม     แต่หามีใครฟังข้าพเจ้าไม่  ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข                       แต่ไฉนเล่าจึงไม่มีผู้ใดปฏิบัติธรรม”  เทพแห่งกาลเวลาซึ่งหมดกำลังใจท้อแท้กับความชั่วช้าสารเลวและหมกมุ่นอยู่ในกิ เลศของมนุษย์ในโมหะนคร จะติง จะเตือน จะสอนอย่างไร ก็เหมือนเอาน้ำรดหัวตอ หาได้งอกงามแต่ประการใดไม่ ดังนั้นจึงประทานสงครามให้กับโมหะชนเหล่านั้น ให้เข่นฆ่าสังหารผลาญชีวิตกันจนเลือดท่วมนองท้องช้าง อันลือลั่นมาแล้วในมหาภารตะยุทธ์นั้น  ในทางพระพุทธศาสนา การยกมือขวาข้างเดียวในระดับหัวใจ มีความหมายถึงการแผ่เมตตาให้เหล่าสัตว์พ้นจากทุกข์ มีความสุข หยุดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หรือการอำนวยพรให้มีความสวัสดี ดังเช่นพระพุทธกริยาของพระพุทธรูปปางประทานพรนั่นแล การยกมือขวาข้างเดียวในระดับหัวใจจึงเท่ากับเป็นการบอกว่า จงมีความสามัคคีปรองดองกัน ดังนัยพระพุทธภาษิตที่ว่า สุขขา สังฆัสสะ สามัคคี ซึ่งแปลว่าความสามัคคีเป็นที่มาของความสุขนั่นแล  พรรคเพื่อไทยได้เบอร์ ๑ แล้วใช้นิ้วชี้เป็นสัญลักษณ์ มันบ่งบอกความหมายบางอย่างนะเฟ้ย แต่ถ้าไม่ทันคิดหรือไม่แจ้งในโลกนิติก็ปรับปรุงเสียใหม่ได้ ส่วนประชาธิปัตย์ได้เบอร์ ๑๐ จะใช้สัญลักษณ์แบบไหนก็สุดแต่ใจของหมอผีประจำพรรคที่มีอยู่หลายคนนั้นเถิด แต่ขอบอกว่าไข่ไก่อาจใช้แทนเลขศูนย์ ได้แต่อย่าเผลอใช้นิ้วกลางนิ้วเดียวก็แล้วกัน เพราะถ้าหากยกนิ้วกลางขึ้นแล้วถือไข่ไก่ไว้ด้วย ผู้คนก็อาจเข้าใจผิดว่าไม่มีไข่ขายก็ได้คร้าบ  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยกสองแขนขึ้นชูแสดงความหมายเลข ๑๐ ในขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข ๑ ของพรรคเพื่อไทย ยกนิ้วชี้ขึ้นชู จะมีความหมายประการใด ลองแจงแถลงไขให้ชาวประชาได้ฟังกันสักหน่อย  และวันนี้ก็ต้องจบลงด้วยข่าวอันเป็นมหามงคลยิ่งใหญ่ของคนไทย นั่นคือข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสร่างคลายจากพระประชวรแล้ว สามารถเคลื่อนไหวพระอริยาบถได้แคล่วคล่อง และเมื่อวานนี้ก็ได้เสด็จลงที่ท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชด้วยพระพักตร์ผ่องใส สีพระพักตร์เป็นสีชมพู พระวรกายมิได้ซูบลงอย่างเช่นคนป่วยทั่วไปเลย สะท้อนให้เห็นถึงการโคจรของเลือดลม ปราณ และจิต ที่มีความเป็นปกติอย่างยิ่ง แม้ว่าพระวรกายจะยังไม่หายจากการประชวรอย่างสมบูรณ์ก็ตามที พสกนิกรล้วนเปล่งเสียงทรงพระเจริญกึกก้อง ทั้งบริเวณโรงพยาบาลศิริราชและในโลกไซเบอร์  การเสด็จลงที่ท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชครั้งนี้ก็เพื่อตรวจระดับน้ำในแม่น้ำ เจ้าพระยา เพราะขณะนี้ทั่วทั้งโลกพากันตื่นตระหนกเรื่องภัยแล้งดังที่เป็นวิกฤตใหญ่โต อยู่ในประเทศจีน  ผองชนชาวไทยเอย จงพร้อมใจกันหันหน้าไปทางโรงพยาบาลศิริราช กราบถวายบังคมองค์บิดรแห่งชาติอย่างพร้อมเพรียงกันเถิด จงมองไปข้างหน้าสิ การเสด็จลงที่ท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราชครั้งนี้ทรงยกพระหัตถ์ขวาขึ้นเพียงข้าง เดียว  ขอผองชนชาวไทยจงลด ละ เลิก ความอาฆาตมาดร้าย การพยาบาทจองเวรนั้นเสีย จงสามัคคีปรองดองกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อความไพบูลย์สถาพรของประเทศชาติและราชบัลลังก์เถิด  สัพเพสัง สังฆะเภตานัง สามัคคีวุฒิสาธิกา การใหญ่ของแผ่นดินจักสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี."     ที่มา :: www.paisalvision.com
Tuesday, 31 May 2011 10:52
“Young Hearts be free tonight, time is on your side หัวใจหนุ่ม คืนนี้จงเป็นอิสระเถิด เวลาอยู่ข้างท่าน We got just one shot at life let's take it while we' re still not afraid เรามีเพียงชีวิตเดียว จงใช้ชีวิตนั้นยามเมื่อเรายังไม่พรั่นพรึง Because life is so brief and time is a thief when you're undiceded ชีวิตนั้นมันแสนสั้น หากเรามัวแต่พากันลังเล เวลามันจะเป็นเจ้าหัวขโมย And like a fistful of sand it can slip right through your hands. เหมือนทรายที่อยู่ในกำมือ มันอาจลอดช่องนิ้วหายไปหมด young hearts be free tonight time is on your side. หัวใจหนุ่ม คืนนี้จงเป็นอิสระเถิด เวลาอยู่ข้างท่าน Don't let them put you down don't let 'em push you around อย่าปล่อยให้เขาสยบคุณ อย่าปล่อยให้เขาปั่นคุณไปมา Don't let 'em ever change your point of view. อย่าปล่อยให้เขาเปลี่ยนใจคุณได้เลย Come on Billy มาเถิดน้องพี่ young hearts be free tonight time is on your side ยังเติร์ก คืนนี้จะต้องเสรี เวลาที่มีล้วนเข้าข้างเรา Young hearts be free tonight time is on your side ยังเติร์ก คืนนี้จะต้องเสรี เวลาที่มีล้วนเข้าข้างเรา (ซ้ำๆๆๆๆๆๆ ซ้ำ) Tonight tonight yeah Time is on your side. คืนนี้นะ คืนนี้นะ เพราะเวลาเข้าข้างเรา” บางส่วนของเพลง Young Turks แต่งและร้องโดย Rod Stewart 1 ใน 100 เพลงดังของโลก Rod Stewart นักร้องดัง เกิดอังกฤษ 1945 ย้ายไปอเมริกาปี 1975 ชอบมาเมืองไทย เพลง Young Turks ดังร่วมสมัย 14 ตุลา และกลับมาดังอีกปี 2007-29 ยุคหนุ่มสาวอเมริกันให้ “รักกันหนา-พากันหนี” ทั้งๆ ที่มีเงินในกระเป๋าบาทเดียว ในเนื้อเพลงมีแต่คำว่า Young Hearts ไม่มีคำว่า Young Turks เลย เหตุไฉนอัลบั้มเพลงจึงมีชื่อว่า Young Turks เล่ากันว่า Rod Stewart มานอนอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานีในช่วงกบฏยังเติร์ก “เมษาฮาวาย” พอดี Rod มีความฝังใจและชื่นชมบทบาทของนักศึกษาไทยในยุค 14 ตุลา เป็นทุนอยู่แล้ว จึงเชียร์ยังเติร์ก จปร. 7 สุดๆ เวลาร้องสดบางครั้งจึงเปลี่ยน Young Hearts เป็น Young Turks และเปลี่ยนชื่ออลาบั้มเป็นยังเติร์กเสียเลย เพื่อสดุดียังเติร์กไทย ยังเติร์กไทยมีจริงหรือ เขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน เราควรเข้าใจที่มาของคำว่า Young Turks เสียก่อน คำว่า Young Turks นี้มีมากว่าร้อยปีแล้ว หมายถึงคนหนุ่มที่มีจิตใจห้าวหาญ รักความยุติธรรม และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ต่อมาความหมายได้เปลี่ยนจากคำว่า คนหนุ่มมาเป็นทหารหนุ่ม ทหารหนุ่มคนแรกและรุ่นแรก ชื่อ มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก Mustafa Kemal Atatürk (1881-1938) นักรบผู้กอบกู้อิสรภาพ ประธานาธิบดีคนแรก และบิดาแห่งตุรกีสมัยใหม่ นำประชาธิปไตยและความเจริญมาสู่ตุรกี ผู้เขียนเคยอ่านประวัติของ เคมาล อตาเติร์ก ภาคไทยนิพนธ์โดยพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ฯ ตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถม เกิดความฝังใจเทียบกับนายกรัฐมนตรียุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (1897-1954) รุ่นน้องที่ตามเห็นหลังเคมาลอยู่ไวๆ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นหนึ่งโดดเด่นใน Young Turks ฝ่ายทหารที่ร่วมกับปรีดี พนมยงค์ Young Turks ฝ่ายพลเรือนทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย 24 มิถุนายน 2475 หรือ 1932 มหาเศรษฐีอเมริกัน Paul Appleby ประทับใจเชื่อว่ายังเติร์กทั้งสองจะนำประชาธิปไตยและความรุ่งเรืองมาสู่ภูมิภาคของตน จึงตั้งทุนให้นักศึกษาตุรกีและไทยไปเรียนเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่ Claremont มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา หัวกะทิที่จบล้วนแต่มีชื่อเสียง ในไทย คือ ดร.พนัส สิมะเสถียร ดร.พิสิษฐ์ ภัคเกษม ดร.แสง สงวนเรือง ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ดร.ไสว บุญมา ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นต้น ยังเติร์กฝ่ายทหารที่เป็นเพื่อนตายคบคิดกับนายร้อยเอกแปลก ขีตสังคะหรือหลวงพิบูลสงครามตั้งแต่ครั้งเรียนวิชาทหารอยู่ในฝรั่งเศส คือ นายร้อยโททัศนัย มิตรภักดี หรือหลวงทัศนัยนิยมศึกกับร้อยโทประยูร ภมรมนตรี การทดลองประชาธิปไตยของคณะราษฎร ซึ่งมีจอมพลป.เป็นแกนฝ่ายทหารยังไม่สำเร็จ และปิดฉากลงด้วยการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เป็นเผด็จการพันธุ์แท้จนกระทั่ง 14 ตุลาคม 2516 ยุคนี้มีแต่ทหารหนุ่มอภิสิทธิ์เพราะมีพ่อเป็นผู้กุมอำนาจ ฯลฯ เหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เกิดความหวังและการทดลองประชาธิปไตยที่สั้นๆ อีกเพียง 2- 3 ปี ในที่สุดคณาธิปไตยเผด็จการหรือวงจรอุบาทว์ก็กลับมาอีก โดยการยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้นไม่นานผู้บัญชาการทหารบก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (เกิด 26 สิงหาคม 2463 นายกรัฐมนตรี มี.ค. 2523- ส.ค. 2529) ขึ้นกุมอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ยุคนี้ทอดยาวมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนเรียกว่า ยุค “กงจักรกวนน้ำเน่า” หรือ “จากวงจรอุบาทว์ สู่วัฏจักรน้ำเน่า” วงจรอุบาทว์คือการยึดอำนาจโดยทหาร น้ำเน่าคือการซื้ออำนาจโดยการเลือกตั้ง ผู้ผูกขาดอำนาจการเมืองตลอดยุคได้แก่บุคคลสองประเภทนี้ผลัดกันหรือรวมกันบางครั้งทหารใช้นักเลือกตั้ง บางครั้งนักเลือกตั้งใช้ทหาร แต่ทั้งสองฝ่ายสร้างความล้าหลังและเสื่อมทรามให้ประเทศและกองทัพด้วยการเล่นพวกหรือ/และโกงกินด้วยกันทั้งสิ้น ยุคนี้ เกิดยังเติร์ก ได้แก่ทหารหนุ่มที่ห้าวหาญคนองศึก กร่ำสมรภูมิการรบทั้งในเวียดนาม ลาว เขมร และภายในประเทศ แบ่งออกเป็นทั้งฝ่ายนักรบและทหารประชาธิปไตย ฝ่ายนักรบมีบทบาทสูงกว่า เป็นหลักในการยึดอำนาจให้และโค่นพลเอกเกรียงศักดิ์ทั้งสองอย่าง หากไม่มียังเติร์ก พลเอกเปรมก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นนายกฯ ประวัติศาสตร์เกือบจะซ้ำรอย เมื่อยังเติร์กผิดหวังการบริหารกองทัพและประเทศของพลเอกเปรม นั่นเป็นการปิดตำนานยังเติร์กรุ่นสอง ผู้กลายเป็นชื่ออัลบั้มเพลงของ Rod Stewart มีหนังสือยังเติร์ก จปร. 7 อยู่ 2 เล่ม เขียนโดย ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช และ “ทหารหนุ่ม” หรือพันโทสัญชัย ปุณทริกสวัสดิ์ รุ่นน้องผู้ใกล้ชิด จปร.7 พลตรีมนูญ(กฤต) รูปขจร ผู้นำยังเติร์กคนหนึ่ง วิจารณ์ทั้งคู่ว่ายังไม่เข้าใจและมีข้อมูลพื้นเกินไป ผู้เขียนเห็นว่า ยังเติร์กรุ่นนี้ ถึงบางครั้งจะเห็นผิดเป็นชอบ หรือเห็นชอบเป็นผิด แต่ความโดดเด่นในเรื่องการรบ ความรักชาติ เกลียดคอร์รัปชันคดโกง ไม่อยากเห็นความตกต่ำของกองทัพและบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ ผู้เขียนมั่นใจว่า หากกองทัพยังมีทหารที่มีคุณสมบัติเช่นนี้หลงเหลืออยู่ กองทัพคงไม่ต้องกินน้ำใต้ศอกนักการเมือง และเขมรคงไม่กล้ากำแหงและเหยียดหยามกองทัพไทยอย่างเช่นทุกวันนี้ พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร (ยศขณะนั้น) วีรบุรุษตาพระยายังเติร์กคนหนึ่ง ตามเข้าไปตีทหารเขมรจนเกือบจะถึงเสียมราฐ และเขมรไม่ว่าจะฝ่ายใดไม่กล้าหือ เพราะตำนานของโนนหมากมุ่นและหนองจานที่ 7 คนไทยไปโดนจับในรัฐบาลนี้ เคยโจษจันกันว่าผู้นำทหารกัมพูชาหายสาปสูญไปจากโลกพร้อมๆ กันที่นี่ 80 นายโดยไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงกระสุนของทหารไทยแม้แต่นัดเดียว นอกจากพลตรีประจักษ์ พลตรีมนูญ ยังเติร์กที่โด่งดังเป็นใครอีกบ้าง ท่านที่สนใจไปถามหาเองเถิด ยุคปัจจุบันเป็นยุค “น้ำเน่าชำเรากงจักร” หรือนายทุนการเมืองขี่คอกองทัพ ผู้เขียนได้เขียนไว้มากโขแล้ว จึงอยากจะจบโดยถ้อยคำของอดีตจเรทหาร พลเอกมนตรี ศุภาพร ในหนังสือทหารของแผ่นดิน พิมพ์ในปี 2549 ว่า “ในระยะหลังนี้ ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายประการในกองทัพ เช่น มีผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ มีผู้ไม่สุจริตทำงานเพื่อประโยชน์ตนมากขึ้น มีผู้ประพฤติตนที่แตกต่างจากแบบธรรมเนียมและประเพณีทหารมากขึ้น และมีผู้ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือสร้างความเจริญของตนทางธุรกิจและการเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่อนทำลายและสร้างความเสียหายให้กับกองทัพไทย” เมื่อกองทัพไทยเสียหายและถูกบ่อนทำลาย ทหารอาชีพของไทยจะเดือดร้อนเพียงใดหรือไม่ ทหารคงจะทราบกันอยู่แก่ใจ แต่ที่แน่ๆ ประชาชนและประเทศชาติต้องเดือดร้อนแสนสาหัส เขียนมาถึงตอนนี้ ถึงแม้ผู้เขียนจะโหยหายังเติร์กทหารกล้า ขอยืนยันว่าทางออกของประเทศไทยมิใช่ “การยึดอำนาจ ขอนายกฯ พระราชทาน หรือรัฐบาลแห่งชาติ” ทางออกของประเทศไทยอยู่ที่โอกาส “พึ่งบารมีในหลวง ปวงชนมีส่วนร่วม รวมกับพลังกองทัพ” โดยยึดจารีต ครรลองและหลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ติดยึดการเลือกตั้งจอมปลอมอันไม่มีทางสุจริตยุติธรรมและขัดกฎหมาย เพียงเพื่อสนองตัณหาของพรรคและนักการเมืองจกเปรตไม่กี่ร้อยคน หลังปกหน้าหนังสือทหารของแผ่นดินมีข้อความว่า “คนเกิดมามีสิทธิเท่ากัน ที่เป็นรัฐบาลได้ก็เพราะประชาชนเขายอมให้เป็น การเป็นรัฐบาลจึงต้องทำดี ถ้าทำไม่ดีให้คนเดือดร้อน ก็เป็นสิทธิและหน้าที่ของเขาที่จะขับไล่รัฐบาลเลวออกไป” Come on Young Turks, be free tonight . Time is on your side!
Wednesday, 20 April 2011 10:28
แหล่งข่าวจากคณะนักวิชาการผีโม่แป้ง ที่สร้างผลงานบรรลือโลกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-เขมร เปิดเผยว่าขณะนี้ได้นำเสนอรัฐบาลถึงวิธีการแก้ปัญหาขัดแย้งไทย-เขมร อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียดินแดนตลอดกาล และยังได้ดินแดนจากเขมรอีกมากมาย แนะพันธมิตรฯ ทำใจรับความจริง มาใช้วิธีใหม่จะดีกว่า  หลังจากคณะนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในการเล่นแร่แปรธาตุและเสกมนต์ดำที่ได้ รับจ้างกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยวิธีการแบบพิเศษ และมุบมิบใต้โต๊ะเพื่อไม่ให้เสียเวลารกหูรกตาแก่คนอื่น และได้สร้างผลงานจนเป็นที่ฮือฮาในเรื่องที่เกี่ยวกับดินแดนของประเทศไทยที่ กำลังพิพาทอยู่กับเขมรในขณะนี้ว่า แท้จริงเป็นดินแดนของเขมร แต่พวกคลั่งชาติที่ไม่ยอมรับความก้าวหน้ายังหลงยึดดินแดนแบบโบราณอยู่ ล่าสุดคณะนักวิชาการกลุ่มนี้ก็ได้นำเสนอกลเม็ดเด็ดพรายสุดยอดที่จะทำให้ รัฐบาลไม่ต้องปวดหัวหรือเสียเวลาแก้ตัวแก้ต่างใด ๆ อีกต่อไปในปัญหาที่เกี่ยวกับชายแดนไทย-เขมร ซึ่งกำลังเป็นปัญหาหนักอกหนักใจ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจแล้วว่าประเทศไทยได้สูญเสียดินแดนให้แก่เขมร ไปแล้วจริง ๆ ดังนั้นเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลโดยไม่เกี่ยวกับเสถียรภาพและ ความมั่นคงของประเทศชาติ นักวิชาการกลุ่มดังกล่าวจึงได้เสนอแผนการยอดเยี่ยมกระเทียมดองแห่งยุค เหนือเมฆใต้บาดาลให้กับรัฐบาล โดยขอรับงบประมาณเป็นเงินตอบแทนเล็กน้อยแค่ 40 ล้านบาทเท่านั้น เพื่อแลกกับผลงานที่จะช่วยให้รัฐบาลนำไปแก้ความขัดแย้งไทย-เขมร ที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสูญเสียดินแดนให้แก่เขมรไปตลอดกาล และการไปมาหาสู่ ค้าขายตามแนวชายแดนรวมทั้งการเล่นการพนันก็จะอึกทึกครึกโครมสนุกสนานบันเทิง เริงใจของท่านผู้มีอำนาจวาสนาไปตลอดกาลนาน โดยแหล่งข่าวระบุว่าแผนการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากผู้นำระดับสูงใน รัฐบาลแล้ว และกำลังสั่งให้จัดการเรื่องวงเงินค่าตอบแทน โดยในระยะต้นนี้รัฐบาลสามารถใช้ตัวอย่างแผนการสุดบรรเจิดนี้ไปพลางก่อนได้ โดยนักวิชาการคณะเล่นแร่แปรธาตุแปรชาติไทยให้เป็นของชาติอื่น ยินดีปรีดาให้ใช้ผลงานทดลองได้ก่อน  แหล่งข่าวรายเดียวกันเปิดเผยว่า แผนการสุดยอดนี้ระบุว่าปัญหาพิพาทเรื่องดินแดนไทย-เขมรนั้นเป็นเรื่องของ กิเลสและความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งห่างไกลออกจากวิถีแห่งพุทธธรรม ทั้ง ๆ ที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่กลับไม่สัมผัสกับรสพระธรรม ปล่อยให้โมหะครอบงำ ยึดถือดินแดนเป็นสรณะ ว่าดินแดนที่พิพาทเป็นของประเทศไทย ซึ่งมีแต่มนุษย์ที่โง่เขลาเท่านั้นที่จะทำให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น นักวิชาการคณะดังกล่าวได้ยกตัวอย่างว่า นกก็ดี เหี้ยก็ดี แย้ก็ดี หมาก็ดี หนูก็ดี ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-เขมร สามารถไปมาหาสู่วิ่งข้ามไปข้ามมาได้โดยไม่เคยใช้พาสปอร์ต และไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องดินแดนเลย สัตว์ต่าง ๆ ล้วนมีความสุขเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องดินแดน ดังนั้นการแก้ปัญหาการเสียดินแดนแก่เขมรจึงต้องแก้ที่ต้นเหตุคือความยึดมั่น ถือมั่น เพราะถ้าเมื่อใดคนไทยเลิกยึดมั่นถือมั่น เลิกจงรักภักดีต่อชาติ และไม่หวงแหนดินแดนแล้ว ถึงใครจะครอบครองยึดเอาไปก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนอีกต่อไป  แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ด้วยสมมติฐานทางปรัชญาหมาหางด้วนดังกล่าว คณะนักวิชาการเล่นแร่แปรธาตุ แปรชาติไทยให้เป็นเขมรจึงได้นำเสนอว่า จะต้องย้อนไปพิสูจน์ถึงอดีตกาลอันไกลโพ้นว่าดินแดนแถบสุวรรณภูมิทั้งหมดล้วน เป็นของขอมหรือเขมรทั้งสิ้น แต่บรรพบุรุษของคนเผ่าไทยเป็นพวกคลั่งสงคราม เป็นพวกหัวโบราณ แล้วเที่ยวไปแย่งยึดดินแดนของขอมหรือเขมรมาเป็นของตน แล้วหลอกให้คนรุ่นหลังยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นดินแดนของประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่เป็นการลักทรัพย์ของคนอื่นซึ่งผิดศีลห้าด้วย ดังนั้นถึงแม้ประเทศไทยจะเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร เสียดินแดน 1.8 ล้านไร่ตลอดแนวชายแดน 7 จังหวัดให้เขมร และเสียอ่าวไทย 1 ใน 3 ซึ่งรวมแหล่งพลังงานอันมีค่ามากที่สุดในทวีปเอเซียให้แก่เขมร ก็เป็นการยุติธรรมและถูกต้อง และความจริงไทยก็ไม่ได้เสียดินแดนเลยเพราะเป็นดินแดนเก่าของเขมร นอกจากนั้นประวัติศาสตร์ยังบ่งชี้อีกว่าไทยได้เปรียบอีกมาก โดยเฉพาะการทำ MOU 2543 ที่ห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพต่าง ๆ นั้นจะทำให้เขมรหมดโอกาสในการอ้างสิทธิ์และผลักดันคนไทยออกจากพื้นที่ภาค อีสานทั้ง 17 จังหวัด หรือในการผลักดันคนไทยออกจากภาคกลางที่เป็นดินแดนเขมรครอบคลุมไปถึงจังหวัด ลพบุรีและภาคเหนือตลอดไปจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ด้วย นอกจากนั้นยังคุ้มครองภาคใต้ไปจนถึงไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหล่านี้ล้วนเป็นอานิสงส์ของการทำ MOU 2543 ทั้งสิ้น และที่ถูกจะต้องถือว่าผู้ทำ MOU 2543 เป็นรัฐบุรุษของประเทศไทย ที่ยิ่งกว่ารัฐบุรุษคนใด ๆ เพราะมีผลในการรักษาดินแดนไทยเกือบทั้งประเทศไว้ให้ลูกหลานในอนาคต มีแต่พวกพันธมิตรฯ ที่โง่งมงาย ไม่รู้ประวัติศาสตร์ และไม่รู้จักบุญคุณของผู้ทำ MOU 2543 แล้วยังมีความโลภ หลง ที่จะเอาดินแดนชาติอื่นมาเป็นของตน  นักวิชาการกลุ่มนี้ยังเสนออีกว่าโลกปัจจุบันนี้ไร้พรมแดนแล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคตรัฐบาลไทยควรจะได้เตรียมการเพื่อเอาดินแดนของประเทศไทย ที่เคยเป็นของเขมรไปผนวกรวมกับเขมร เพื่อให้นายฮุนเซนและวงศาคณาญาติได้บริหารจัดการ เนื่องจากนายฮุนเซนมีความเฉลียวฉลาดเด็ดขาดกล้าหาญ จะสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ดินแดนเหล่านั้นได้ เพราะปัจจุบันนี้ก็เห็นกันชัด ๆ แล้วว่าประเทศเขมรซึ่งยากจน ขาดแคลน ล้าหลัง จนมีขอทานเต็มไปทั้งประเทศ สามารถส่งออกขอทานไปทั่วภูมิภาค คนเหล่านี้มีความสุข ไม่ต้องเป็นทุกข์ในการรักษาสมบัติ ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกปล้น ถูกขโมย จึงเป็นแบบอย่างที่คนไทยจะได้เล่าเรียน และควรให้กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ให้เป็นไปตามที่เอกอัครราชทูตเขมรได้เปิดการอบรมสั่งสอนบนเวทีสัมมนาของนัก วิชาการกลุ่มนี้ โดยยืนยันว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ความสัมพันธ์ไทย-เขมร จะก้าวสู่ยุคใหม่ที่มีแต่การค้าขาย การสร้างกำไร และประชาชนก็หมดห่วงจากอันตรายจากขโมยขโจรตลอดกาล  แหล่งข่าวเปิดเผยตบท้ายว่าคณะนักวิชาการแปรชาติไทยให้เป็นของชาติอื่นคณะนี้ ได้แนะเผื่อแผ่ไปถึงพันธมิตรฯ ว่าต้องทำใจรับความจริงว่าการยึดมั่นถือมั่นเป็นความทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็สอนไว้เป็นอันมาก ต้องรู้จักซึมซับรสพระธรรม เพียงแค่ทำใจว่าดินแดนในแถบนี้เป็นของเขมรเท่านั้นก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าเรา ไม่ได้เสียดินแดนให้แก่เขมรเลย และเรายังได้ดินแดนเขมรอีกมากมาย แม้วัฒนธรรมประเพณีที่ภาคภูมิใจนั้นแท้จริงก็เป็นของเขมรทั้งสิ้น.
Wednesday, 16 March 2011 11:17
ใครเอ๋ย ? นอกจากไม่ทำหน้าที่ฯปกป้อง 7 คนไทย รักอธิปไตย ปล่อยให้เขมรจับแล้ว ยังมาจับ 2 คนไทยหัวใจรักชาติ ในไทย ย่ำยี่หัวใจคนไทยให้แตกสลาย แล้วกระทืบซ้ำ คนใจร้าย? รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงดำสนิทติดสปก. ,นายกหล่อลงหลิ่ง , ทำตัวเอง , เป็นแผนการอันแยบยล ไม่รู้ไม่ชี้……. รายการนี้ มีการมองต่างมุมกันมาก: สมกับเป็นคนไทย ใจอิสระ คิดตามความรักความชอบ …………….ความเกลียดความอาฆาตแค้น ที่สำคัญคือ การที่ขาดข้อมูลข้อเท็จจริงฯ ตั้งแต่สุดซ้ายสุดขวา กลางๆไปข้างหน้า เฉยๆหรือถอยหลัง ติดมุมติดซอยติดตำแหน่งอำนาจผลประโยชน์และติดใจ แดงซ้ายจัดขวาสุดซอย ชอบอกชอบใจ ที่คู่แข่งคู่แค้น ตกระกำลำบาก แดงเลยเส้นแดง ไปเข้าข้างเขมรอัดไทย แม่ยกสีฟ้า หันหลัง อัด คน 7 ตุลา เพราะ มองเห็นแต่ ความรุนแรงและซ้ายจัด อัดขวัญใจเป็นรัฐบาลทรราชต้องไล่ คน กลางๆ เป็นฝาแฝด ฝาแรกเห็นด้วยแต่ไม่ชอบใจความรุนแรงด่าไม่เลือก ฝาหลังไม่เห็นด้วยแต่รักในน้ำใจสู้ไม่ถอยช้าก่อนต่อย เพื่อนรัก, ก่อนที่จะคิด และตัดสินใจ อะไร อย่างไร ฟังติ๋ม สักนิด ; จะไม่ขอพูดถึงคนเลว ที่อยู่ต่างประเทศ ในทำเนียบ ในรัฐสภา……. จะไม่พูดถึงคนดี ในทำเนียบ ในรัฐสภา ในประเทศไทย จะพูดถึงคนดี ที่ชื่อ ไชยวัฒน์ หรือ ชัยวัฒน์ (ที่ไม่ใช่ผม ) ฯลฯกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนไทย ชื่อ ไชยวัฒน์ , ชื่อ ไชยวัฒน์ มีมาก ไชยวัฒน์ ค้ำชู ( น้องชายคนเก่งแห่งจุฬาฯ ) หรือคนชื่อเหมือนกัน แต่สะกดต่างกัน เช่น ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ( นักคิดนักจิตนาการสร้างฝันสร้างคน ใช้เวลาให้ชีวิต) ,ดร.ชัยวัฒน์ สถานันท์ ( น้องชายคนเก่ง นักสินติวิธี แห่งธรรมศาสตร์ ) และ …………………………………… ใช่แล้ว ผมจะกล่าวถึงเรื่องราวของ คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เพื่อนรักที่ยาวนานมากว่า 40 ปีเรื่องคุณไชยวัฒน์ สินสุวงค์ เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ เตรียมอุดมพญาไท 2508-2509 ( ตอ.28 ) และมาต่อเติม ความเป็นวิศวฯ สีเลือดหมู ที่จุฬาฯ ปี 2510 ( วศ.10 ) จุดเปลี่ยนของคุณไชยวัฒน์ จากเป็นวิศวกรฯตามแบบวิศวกรทั่วๆไปคือ การสูญเสียภรรยาและลูกในท้องไป… การแก้วิกฤต มาเป็นโอกาส คือ การมุ่งหาธรรม แล้วมาเจอของแท้ของจริง ที่ “ สันติอโศก “ บทบาทต่อสังคมที่โดดเด่น มาเริ่มที่ พรรคพลังธรรม ถือเป็นมือซ้ายของพลตรีจำลอง คู่กับรุ่นพี่ พอ.วินัย สมพงษ์ ช่วยทั้งงานพรรคและงานกทม.(รองผู้ว่ากทม.)การสร้างและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ 1ในนั้นคือ คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ บทบาทที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวชัดเจน คือ การใช้ชีวิต สู้กับ เผด็จการสุจินดา กรณี 17 พฤษภาคม 2535 ฯ การเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะ การไม่ยึดติดผลประโยชน์ รถเก๋งคันใหญ่ และการ์ด ถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานฯ มาใช้รถคันเก่าและเงินเดือนประจำตำแหน่ง ฯ มาทำงานก่อน 0600 น. ทำงานหนัก ได้ผลงาน ต่างประเทศชื่นชม ฯลฯของขวัญชิ้นโตชิ้นมีคุณค่าฯที่ได้รับมาจากภาคส่วนต่างๆ ถูกนำมาจับสลากให้กับผู้สื่อข่าวและพนักงานฯ ท่านปลัดศิววงค์ ปลัดฯที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง บอกกับผม ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี “ ผมเคารพนับถือท่านไชยวัฒน์” และยังพูดต่อสาธารณ ว่า “ รัฐมนตรีไชยวัฒน์เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมที่ดีที่สุดคนหนึ่ง “ในเหตุการณ์ขับไล่รัฐบาลทุนสามานย์ทักษิณและนอมินี ในนามของพธม. , เป็นผู้นำคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญฯแม้แต่การที่ชาวพรรคพลังธรรม ใช้ความพยายามไปเชิญพลตรีจำลอง ให้กลับมาทำหน้าที่ “นำยักษ์ทักษิณ ที่ตนปล่อยออกมาโครตโกงและทำแผ่นดิน กลับไปใส่ในตะเกียง “ คุณไชยวัฒน์ ก็เป็นผู้หนึ่งร้ายที่อยู่เบิ้องหลัง นี่คือ ส่วนหนึ่งในด้านดีด้านบวกต่อคนอื่น โดยเฉพาะสังคมและประเทศชาติ นี่คือประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงที่อาจจะไม่มีคนจำฯ แต่ควรจำและระลึกบ้าง มิฉนั้นต่อไปจะไม่มีใครออกมาต่อสู้กู้แผ่นดินและความเป็นธรรม ไม่มีคนบ้าคนกล้า มาเสี่ยงด้วยชีวิตให้พวกเรา อีกฯ แต่มิใช่จะบอกเพื่อนมิตรว่า “ คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หรือคนแบบนี้ “ ทำดี ทำถูกต้องหมดการเป็นคนในสังคมผีๆอย่างสังคมไร้ธรรม :ไม่มีเทวดา ไม่มีผ้าขาว ไม่มีผู้บริสุทธิ์ 100% หรอก คุณไชยวัฒน์ มีทั้งถูกและผิด มีจุดแข็งที่เด่น แต่จุดอ่อนก็ไม่น้อย การต่อสู้กับอำนาจรัฐ อำนาจอธรรม :ต้องใช้หลากหลายวิธี สันติ เด็ดขาด รุนแรงตอบโต้รุนแรงฯ คุณไชยวัฒน์ อาจจะมีลูกรุนแรง เด็ดขาด สู้กับอำนาจเผด็จการทหาร -ทุนสามานย์ เผด็จการรัฐสภาฯ อาจจะเชื่อมั่นในตัวเองสูง หรือไม่ค่อยฟังใคร เดินหน้าลูกเดี่ยว ไม่หยุด จนเสร็จจนบรรลุผลฯ แต่มองเฉพาะ คนต่อสู้ฯ อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูสภาพแวดล้อม และผู้ขัดขวางไม่ต้องการเปลี่ยน ด้วย เช่น ในด้านของรัฐบาล ที่อาจจะมีด้านบวกและด้านลบ ………แต่อย่าดูหรือพอใจ เฉพาะด้านดี ฯหลายคน อาจจะได้ข้อสรุป จากด้านลบด้านมืดของรัฐบาล ( ปชป.สายสุเทพฯ เนวิน สุวัจน์ บรรหารฯ) ซึ่งก็มีจริงหลายเรื่อง เช่น การคอร์รับชันโกงกิน การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม การใช้สื่อเพื่อตนฯ งบลับของกองทัพ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การวางเฉยไม่จัดการไม่รับผิดชอบ ฯลฯ ซึ่งก็มีคนทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย พอใจและไม่พอใจ การพิจารณาเรื่องนี้มิใช่ทำได้ง่ายๆ ปัญหาหลักสำคัญ คือ เรื่องข้อมูลข้อเท็จจริง ที่รัฐบาลก็ไม่ให้ความชัดเจน ตั้งรับ เชื่องช้า กระทั่ง “หล่อเฉย” ฯ สังคมไทยอยู่ด้วยความคลุมเครือ ไม่รู้อะไร เป็นอะไร ???? ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ประชาชนต้องตระหนัก คือ การที่จะมองว่า กลุ่มนั้นๆกระทำความรุนแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาว่า 1. ฝ่ายหนึ่งทำอะไร และ อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไร รุนแรงไหม 2. รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ แก้ปัญหาอย่างไร ได้ทำอะไรหลายเรื่องรัฐบาลขาดความรับผิดชอบ ให้หน่วยงานนั้นๆรับไปแก้ตัวแก้ปัญหาเอง ทั้งที่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ที่สำคัญเช่น กรณีมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ ในเหตุการณ์แดงก่อการฯยึดกรุงเทพฯเผาบ้านเผาเมืองบุกโรงพยาบาล ผู้รับผิดชอบ คือ รัฐบาลอภิสิทธิ มิใช่ปล่อยให้กองทัพเป็นจำเลยของคนเสื้อแดง กรณีการจับกุมคุณไชยวัฒน์ และเพื่อนฯ ใครเชื่อว่า ตำรวจน้อย เป็นคนดำเดินการเอง โดยพลการฯ เรื่องนี้ เป็นการเมืองระดับชาติ อย่างน้อยต้องเป็นรองนายกฝ่ายความมั่นคง ที่เคยกล่าวหา เหลืองเลวพอๆกับแดง …… เป็นรัฐบาลได้ ไม่ได้อาศัยใคร อาศัยมือในสภาฯ คนอื่นไม่เกี่ยว เช่นเดียวกับ กรณี 7 คนไทย ถูกเขมรจับ ในเขตแดนที่ยังไม่มีการปักเขต 46-48( นายอัษฎางค์ ประธาน JBC ฝ่ายไทย และ นายวารกิฮอง ประธาน JBC ฝ่ายเขมร และสภาความมั่นคงฯ)นายกอภิสิทธิ เชื่อหรือว่า รองสุเทพฯและเนวินฯลฯ บอกความจริงทุกเรื่องหรือ…………กรณีพัทยา กรณีหาทุนเลือกตั้งฯ ลองถามอดีตนายกชวน และหัวหน้าบัญญัติ ดู ดูดีๆๆ) บทสรุป คือ การดูหรือมองคน ในสังคมที่มีโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ระบบที่รวมศูนย์ผูกขาด คนส่วนน้อย(นักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุนผูกขาด) มีอำนาจ และไม่ยอมเปลี่ยนลดอำนาจฯประวัติศาสตร์การต่อสู้เปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ไม่เคยได้มาด้วย สันติ แต่ล้วนได้มาด้วย พลังของประชาชน ที่ต้องใช้ความรุนแรงที่จำเป็นต่อสู้ฯ กล่าวง่ายๆ คือ ต้องมีทั้งสันติ เจรจา และความรุนแรงที่จำเป็น และหากมองเห็นด้านลบของคุณไชยวัฒน์ โดย ไม่พอใจเอามากฯผมเสนออีกด้านหนึ่ง เป็นด้านบวกของคุณไชยวัฒน์ สินสุวงค์ มาให้พิจารณาด้วยครับวันนี้หรือวันต่อๆไป ผมและเพื่อน จะไปเยี่ยมคุณไชยวัฒน์ ฯ ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ(คลองเปรม) เวลา 13.00 น.(คุณไชยวัฒน์ และคุณสมบูรณ์ ถูกไทยจับขังคุก ครั้งแรก 12 วัน 19-30 มกราคม 2554 และไปให้กำลังใจ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ชัยวัฒน์ สุรวิชัย วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม 2554   หมายเหตุ วันนี้ คุณไชยวัฒน์ ไม่ได้มาร่วมวงแชร์ วศ.10วันที่ 4 กพ. 54 งานชุมนุมประจำปีของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่น 28 ( 2508 )คุณไชยวัฒน์ จะได้มาร่วมไหม ก็ยังไม่รู้ ……………………………………..
Friday, 21 January 2011 14:09
     คำว่า วิวัฒนาการ ในภาษาอังกฤษคือ Evolution ในความหมายทั่วไป หมายถึง การเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับโดยอาศัยระยะเวลาอันยาวนาน ในด้านชีววิทยา วิวัฒนาการ คือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง      วิวัฒนาการเกิดจากกระบวนการหลัก 3 กระบวนการ ได้แก่ ความแปรผัน การสืบพันธุ์ และการคัดเลือก      ก่อนที่จะมาศึกษามนุษย์ในปัจจุบัน หรือวิเคราะห์ว่าร่างกายมนุษย์จะมีขีดความสามารถ หรือพัฒนาไปถึงไหน จะต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์และบรรพบุรุษของเรา      ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) คือคนแรกที่ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับความคิดที่ว่ามนุษย์มีความคล้ายคลึงกับ ลิงใหญ่คือ On the Origin of Species ในปี ค.ศ. 1859 และหนังสือเล่มถัดมาของเขา Descent of Man ถัดมาได้เป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่เป็นที่ยอมรับจนถึงทุกวันนี้      วิวัฒนาการของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีววิทยา ที่เด่นชัดก็คือ มานุษยวิทยากายภาพ (physical anthropology) และพันธุศาสตร์ (genetics) นักชีววิทยาได้จัดให้มนุษย์อยู่ในหมู่อาณาจักรของ Animalia หมายถึงสัตว์ คือสิ่งมีชีวิตมีผนังห่อหุ้ม ประกอบด้วย หลายเซลล์มีการแบ่งหน้าที่ของแต่ละเซลล์เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างแบบถาวร ไม่มีคลอโรฟิลล์ สร้างอาหารเองไม่ได้      บรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันมีรูปร่างคล้ายๆ หรือเหมือนกัน เรียกโดยรวมว่าไพรเมต (Primates) ซึ่งมีชีวิตอยู่ช่วงยุค Cretaceous คือยุคท้ายๆ ของไดโนเสาร์เมื่อ 60 ล้านปีมาแล้วไพรเมต เก่าแก่ที่สุดมาจากบริเวณทวีปแอฟริกา และเมื่อประมาณ 17 ล้านปีก่อน ได้แพร่กระจายไป ยุโรป เอเชีย และ อเมริกาเหนือ บรรพบุรุษของเราคือ โปรคอนซูล (Proconsul) เป็นลิงไม่มีหาง อาศัยอยู่ในบริเวณทวีปแอฟริกาตะวันออก เมื่อประมาณ 20 ล้านปีมาแล้ว      เมื่อ 4 ล้านปีก่อน พื้นที่ที่เคยเป็นป่าได้กลายเป็นพื้นที่ทุ่งมากขึ้น ลิงซึ่งชินกับการอยู่เฉพาะบนต้นไม้ ได้ปรับตัวมาอยู่บนพื้นดินมากขึ้น กลายเป็นลิงไม่มีหาง ได้วิวัฒนาการมาเป็นสปีชี่ส์ Australopithecus afarensis ซึ่งสามารถใช้ชีวิตบนพื้นดิน สามารถเดินสองขาและเดินสี่ขาได้ ต่างจากลิงชนิดอื่นที่ไม่สามารถเดินสองขาได้ สาเหตุของการปรับตัวให้เดินสองขาได้นั้นเป็นเพราะการเดินสองขานั้นสามารถยืด ตัวให้สูงขึ้น สามารถมองเห็นพื้นที่ทุ่งได้ไกลมากขึ้น      เมื่อ 3 ล้านปีก่อน ตั้งแต่ Australopithecus afarensis ลงมาจากต้นไม้ ก็ได้มีโอกาสในการเดินทาง ค้นพบพื้นที่ใหม่ ๆ และตั้งถิ่นฐานใหม่ ๆ ขึ้นทั่วทวีปแอฟริกา พละกำลังในการดำรงชีวิตได้ไช้มากขึ้น ร่างกายจึงได้แข็งแกร่ง มีขนาดลำตัวที่ใหญ่ขึ้น และพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชี่ส์ใหม่ คือ Paranthropus boisei มีน้ำหนักประมาณ 68 กิโลกรัม และสวนสูงประมาณ 130 เซนติเมตร แต่ยังไม่ได้ฉลาดขึ้น ยังไม่สามารถจะเรียกว่ามนุษย์ได้      การ ดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปในหลากหลายพื้นที่ ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องปรับตัว ทำให้มีสิ่งมีชีวิตสปีชี่ส์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาตามสภาพพื้นที่ที่อาศัยอยู่ และนี่เองคือช่วงที่ทำให้นักชีววิทยาวิเคราะได้ลำบากว่าสปีซี่ส์ไหนคือต้น ตระกูลของมนุษย์ หรืออาจจะมาจากหลายสปีชี่ส์นั่นเองที่ทำให้มนุษย์มีความหลากหลาย เช่น คนผิวดำมีโครงสร้างใหญ่ ล่ำ คนผิวขาวจะมีผมสีทอง และคนเอเซียจะมีโครงสร้างที่เล็กกว่า      ลิงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นกลุ่ม เนื่องจากไม่มีเขี้ยว หรือ เล็บ ไม่สามารถจะป้องกันตัวเองได้ ต้องอาศัยกลุ่มในการช่วยสังเกตภัยอันตราย และในการหาอาหาร การที่แพร่กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ในโลกทำให้การดำรงชีวิตต่างกันมาก บางพื้นที่ที่ภัยจากสัตว์ล่าเนื้อมีมากและความต้องการที่จะล่าสัตว์มีมาก จึงได้คิดค้นอาวุธเร็วขึ้น และร่างกายพัฒนามีกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น ต่างจากบางพื้นที่ที่ภัยอันตรายมีน้อยกว่า และพืชผลไม้มีมาก สปีชี่ส์นั้นจึงได้มีความใจเย็นมาก      สปีชี่ส์ที่พัฒนา ต่อมาที่น่าจะมีความเป็นมนุษย์รุ่นแรกคือ โฮโม เอรกาสเตอร์ (Homo Ergaster) ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นมนุษย์ต้นแบบที่วิวัฒนาการเป็นมนุษย์ไปอีกหลายสาย คือ โฮโมอีเร็คตัส (homo Erectus) อาศัยอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และอาฟริกาตะวันออก เมื่อ 1.5 ล้านปีมาแล้ว มีความเป็นมนุษย์เต็มตัวแล้ว      มนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man) อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน เมื่อประมาณ 3-4 แสนปีมาแล้ว เริ่มรู้จักจุดไฟใช้เองได้ นิยมล่ากวาง โดยใช้เครื่องมือที่ทำจากหิน       โฮโมแซเปียนส์ (Homo Sapiens) สายพันธุ์มนุษย์ ในยุโรปและตะวันออกกลาง มีอายุเมื่อ 250,000 ปีมาแล้ว ยังชีพด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร โดยใช้อาวุธที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น      มนุษย์ นีแอนเดอธัส (Homo Neanderthalensis) อาศัยอยู่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เมื่อ 100,000 ปีมาแล้ว เป็นสปีชี่ส์ที่ตัวใหญ่ที่สุด อาศัยอยู่ตามถ้ำ ล่าสัตว์เป็นหลัก      ช่วงหลังเมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี้ ความแตกต่างระหว่างสปีชี่ส์ยังคงมีอยู่ และ แยกแยะได้สามเผ่าพันธุ์หลัก คือ คอเคซอยด์ เช่น ฝรั่ง, เเขกขาว, ลาติน - มองโกลอยด์ เช่น เอเชียตะวันออก, เเขกดำ, อินเดียนเเดง, เอสกิโม และนิกรอยด์ คือคนผิวดำ      เดิมทีมนุษย์รุ่นแรก ๆ เมื่อห้าพันปีก่อนคริสต์ศักราช รู้จักเก็บข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์ไปประกอบทำเป็นอาหาร ต่อมาด้วยความฉลาดและความสังเกต ทำให้มนุษย์สามารถที่จะเพาะปลูกได้เอง โดยเริ่มในเขตเมโสโปเตเมีย      จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นไม่หยุดนิ่ง มนุษย์รู้จักสร้างเครื่องมือนานาชนิดในการดำรงชีพ รู้จักคิดและใช้ปัญญาในการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ โดยอาศัยปัญหาในอดีตเป็นแนวทางเพื่ออนาคต นักวิทยาศาสตร์ ชื่อ ทีดอบฮานสกี (T. Dobhansky) ได้ให้ความเห็นว่ามนุษย์ยังมีวิวัฒนาการอยู่ แต่ในทางชีวภาพก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการไปในทิศทางใด      นอก จากทางชีวภาพแล้ว มนุษย์ยังมีวิวัฒนาการในทางวัฒนธรรมอีกด้วย และยังมีความก้าวหน้าในการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้มากมายหลาย ชนิด การวิวัฒนาการ ทางวัตถุต่าง ๆ ก็อาจมีผลทำให้เกิดวิวัฒนาการทางชีวภาพไปด้วย ผลของการวิวัฒนาการต่อไปในโอกาสข้างหน้าก็เป็นเรื่องที่อาจคาดคะเนได้ แต่จะเป็นไปตามการคาดคะเนหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไปในตอนที่สอง.  
Wednesday, 01 December 2010 16:12
อเมริกาและตะวันตกเห็นแต่ความร้อนแรงของความเติบโตทาง เศรษฐกิจของจีนจากหัวเมืองชายฝั่งทะเล โดยลืมมองจีนตอนกลางและจีนตะวันตกว่ายังลำบากยากจน บางพื้นที่ยังมีวิถีดำเนินไม่ต่างกับยุคสมัยในราชวงศ์ชิงแต่ประการใด             อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของหัวเมืองด้านในอยู่ระดับศูนย์บ้าง 1 หรือ 2% บ้าง ดังนั้นกลยุทธ์ที่จีนเคยใช้ในสงครามยืดเยื้อและคำวินิจฉัยปัญหายุทธศาสตร์ สงครามจีน-ญี่ปุ่น จึงถูกนำมาใช้รับมือกับความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ             นั่นคือจีนได้ยักย้ายถ่ายเทผันผ่อนอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจากหัวเมืองชาย ทะเลและหัวเมืองใหญ่เข้าสู่ใจกลางแผ่นดินใหญ่และดินแดนด้านตะวันตก ทำให้อัตราถัวเฉลี่ยสามารถลดความร้อนแรงลง และทำให้หัวเมืองชายทะเลและหัวเมืองใหญ่กลายเป็นหัวรถจักรความเร็วสูงที่ขับ เคลื่อนขบวนรถไฟระบบเศรษฐกิจจีนให้รุดหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว             หลัง จากรับมือกับการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจได้สำเร็จแล้ว จีนก็ต้องเผชิญหน้ากับยุทธศาสตร์ใหญ่ในระยะหลังสุดนี้ นั่นคือการรับมือกับกระแสเงิน กระแสทุน ที่กำลังท่วมทับประเทศจีน และนี่คือปัญหาทางยุทธวิธีใหญ่สุดและสำคัญที่สุดที่จีนจะต้องคิดอ่านและใช้ รับมือกับสงครามการเงินครั้งสำคัญและมโหฬารนี้             หากจีนไม่สามารถระบายน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิคออกจากประเทศได้ก็จะล่มจมฉันใด การไม่สามารถรับมือกับกระแสเงินที่ไหลเข้าประเทศจีนครั้งมโหฬารและเอิกเกริก ที่สุดได้ ก็จะทำให้จีนล่มจมได้ฉันนั้น             ดังนั้นการระบายน้ำคือระบายเงินและทุนออกจากประเทศจีนและการจัดการกับเงิน ทุนที่ไหลเข้าประเทศจีนอย่างเหมาะสมโดยไม่กระทบต่ออัตราเร่งแห่งความก้าว หน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจจีน จึงเป็นยุทธวิธีสำคัญยิ่งในการทำสงครามการเงินรอบนี้             เพราะการบริหารจัดการของจีนเป็นสากลและมีขอบเขตทั่วโลก ดังนั้นจึงสามารถกำหนดแหล่งระบายเงินและทุนออกไปยังต่างประเทศได้อย่างเหมาะ สม             จีนได้นำเงินทุนไหลเข้าประเทศ และเงินที่ได้จากการได้ดุลการค้ามหาศาลออกไปลงทุนในต่างประเทศทุกรูปแบบ และสามารถกวาดเอาผลประโยชน์ได้อย่างเต็มที่             จีนได้เข้าซื้อพันธบัตรต่างประเทศในแทบทุกประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศที่ยากจนหรือประเทศที่อยู่ในขั้นล้มละลาย โดยลงทุนหรือซื้อพันธบัตรหรือตราสารโดยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือด้วยเงินหยวนของจีนเอง             ดังตัวอย่างประเทศกรีก ซึ่งอยู่ในภาวะล้มละลายแล้ว และไม่มีชาติใดในโลกช่วยเหลือได้ แม้กระทั่งธนาคารโลกก็เมินหน้าไปนานแล้ว พันธบัตรและตราสารของรัฐบาลกรีกกลายเป็นขยะในสายตาตะวันตก แต่จีนกลับเห็นว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่             จีนได้เข้าซื้อพันธบัตรและตราสารทางการเงินของรัฐบาลกรีกทั้งหมด โดยแบ่งการจัดซื้อเป็น 2 ส่วน คือในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้กรีกมีเงินไปจับจ่ายใช้สอยกับประเทศอื่นที่ไม่ต้อนรับเงินหยวน และอีกส่วนหนึ่งในรูปสกุลเงินหยวน โดยมีข้อตกลงให้ใช้เงินหยวนนั้นในการซื้อสินค้าและบริการจากจีนทุกประเภท             เมื่อ กรีกได้เงินหยวนไปก็ได้ใช้เงินหยวนนั้นในการซื้อสินค้า ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ จากจีน ย่อมส่งผลให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า การเงินและผลประโยชน์ของจีนได้รับตอบแทนจากกรีกชนิดที่ไม่มีปรากฏในตำราทาง เศรษฐศาสตร์ทางการเงินใด ๆ ในโลก             แม้กับกลุ่มอียู หรือกลุ่มประเทศอ่าว หรือกลุ่มประเทศในอาฟริกา รวมทั้งลา   ตินอเมริกา จีนก็ได้ใช้มาตรการในรูปแบบคล้ายกันนี้ ซึ่งส่งผลให้มีการอำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การช่วยเหลือแบบเตี้ยอุ้มค่อม             เงินทุนจำนวนมากที่ไหลเข้าจีนจึงถูกผลักออกไปสู่ต่างประเทศและมิตรประเทศ ทั่วโลก เงินกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จีนจะให้แก่อาเซียนสองยอดคือจำนวน 10,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในรูปเงินกู้ และอีก 15,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็คือยุทธวิธีหนึ่งในการระบายเงินทุนออกจากประเทศจีน ที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคีในกลุ่มอาเซียนอย่างยุติธรรม             การผันเงินไหลเข้าจีนโดยยุทธวิธีดังกล่าวจึงทำให้กระแสเงินที่จะท่วมประเทศ จีนบรรเทาลง แต่ก็ยังมีเงินทุนเหลืออยู่อีกจำนวนมาก             การระบายเงินส่วนที่เหลืออยู่โดยยังสามารถดำรงอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อความ มั่นคงและเสถียรภาพทางการเงินของจีนจึงยังคงเป็นเรื่องใหญ่             และเรื่องใหญ่แบบนี้ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนก็ใช้ลักษณะพิเศษสามใหญ่ให้เป็นประโยชน์สูงสุด คือใช้ความเป็นประเทศใหญ่ ใช้ความที่มีประชากรมาก ใช้ความที่ประเทศจีนตอนกลางและตะวันตกยังยากจน ขาดแคลน และล้าหลังให้เป็นประโยชน์สูงสุด โดยการนำเงินส่วนที่เหลือนี้ไปในการพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทุก ด้านให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเกิดความสมดุลตามหลักการความสัมพันธ์ใหญ่ 10 ประการ ตามความคิดเหมาเจ๋อตง ดังที่เคยมีระบุไว้ในสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เล่ม 5             ดังนั้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่สุดหลังยุคสมัยพระเจ้าจิ๋นซี ฮ่องเต้จึงเกิดขึ้น และล้ำยุค โดยระบบรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นการพัฒนารถไฟระยะที่ 7 ของจีน เป็นการปรับอัตราความเร็วของประเทศจีนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ระยะเดินทาง 250-300 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น             นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบต่าง ๆ การพัฒนาระบบชลประทานและแหล่งน้ำเพื่อประชาชาติจีน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรก็ขยายตัวไป ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะการกำหนดยุทธศาสตร์อาหาร ที่กำหนดให้มณฑลกวางตุ้งเป็นศูนย์กลางอาหารโลกที่เพิ่งกำหนดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้             จีนได้ใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับปรุงประเทศที่เคยมีปัญหาด้านสภาพแวด ล้อมอย่างร้ายแรง เข้าสู่ยุคกรีนหรือไร้มลพิษอย่างทั่วด้าน ในขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันอันตรายจากการเติบโตและขยายตัวทางเศรษฐกิจ จีนก็ได้ทำในสิ่งที่คนทั่วโลกและคนไทยคิดไม่ถึง             นั่นคือการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงลงสู่มวลมหาประชาชนจีน ตั้งแต่หน่วยพื้นฐานที่สุดคือหมู่บ้าน หลักปรัชญาและระบบเศรษฐกิจนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้คนไทยมานาน นักหนาแล้ว แต่วันนี้กำลังนำไปใช้อย่างแพร่หลายและได้ผลในประเทศจีน จะเป็นภูมิคุ้มกันการล่มสลายของจีนหลังจากความเจริญเติบโตถึงขีดสุดมาถึง             ตรงจุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จีนจะเป็นประเทศนิยมที่มีลักษณะพิเศษเป็นของตน เอง แต่ระบบความคิดในเรื่องนี้จะมีแตกต่างกับปรัชญาเศรษฐกิจแนวพุทธที่ตรงไหน และนั่นคือเนื้อหาและรูปแบบเดียวกันกับสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่คนไทย แต่นักการเมืองไทยไม่สนใจไยดีเลยแม้แต่น้อย             ผลจากการใช้ยุทธวิธีผันเงินทุนที่ไหลเข้าออกไปต่างประเทศโดยอำนวยประโยชน์ ซึ่งกันและกันอย่างยุติธรรม และการผันเงินลงทุนไปในการพัฒนาสร้างสรรค์โครงสร้างและสังคมพื้นฐานของจีน แล้วยังกำหนดมาตรการป้องกันการล่มสลายหลังวันที่ความเจริญเติบโตถึงขั้นสูง สุดมาถึง จึงสามารถรับมือกับการผันกระแสเงิน กระแสทุน เข้าท่วมประเทศจีนอย่างได้ผล             ในวันนี้แม้ สงครามการเงินยังไม่สิ้นสุด แต่ก็พอเห็นบั้นปลายของสงครามได้แล้วว่าจีนได้ตั้งอยู่ในฐานะที่ไม่พ่ายแพ้ แล้ว และได้แปรเอาวิกฤตเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการเพิ่มความมั่นคงเสถียรภาพและ ดำรงอัตราความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจไว้ได้อย่างสมบูรณ์             เมื่อยุทธศาสตร์ใหญ่ในการไขน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิคให้ท่วมประเทศจีนไม่ได้ผล เงินทุนและกระแสเงินในอเมริกาก็แห้งขอด ก่อเกิดเป็นภาวะเงินฝืดและวิกฤตทางเศรษฐกิจตามมาระลอกแล้วระลอกเล่า ดังที่ปรากฏจากวิกฤตแฮมเบอเกอร์ในต้นปี 2552 ซึ่งยังไม่สิ้นสุดและจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป             อเมริกา จะประสบกับความย่อยยับมากน้อยเพียงใด วันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะในสงครามการเงินกับจีนอีกแล้ว แต่อยู่ที่จะสามารถดึงกระแสทุนกลับคืนสู่อเมริกาได้อย่างไร?             ประเทศ ไทยของเราจะมัวโหวกเหวกโวยวายเรื่องเงินบาทแข็งค่าและการสกัดเงินไหลเข้า ประเทศ ภายใต้กรอบความคิดสี่เหลี่ยมที่เลี้ยงหมูเอาไว้ขาย หรือว่าจะอาศัยสถานการณ์นี้ให้บังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่บ้านเมืองและประชาชน จึงเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่งของผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้.     ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 25 November 2010 11:26
ผลจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีเสถียรภาพและความมั่นคง ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดความหวาดวิตกแก่ผู้ถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งในอเมริกาและนอกอเมริกา เป็นผลให้มีการเคลื่อนย้ายทุนออกจากอเมริกาครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่อง             เป็นธรรมดาของค่าเงินที่ถ้ามีเงินไหลเข้าประเทศใดมาก ค่าของเงินประเทศนั้นก็จะแข็งค่าขึ้น แต่ถ้ามีเงินไหลออกจากประเทศใดมากค่าของเงินประเทศนั้นก็จะอ่อนตัวลง             และ เป็นธรรมดาของผู้รับผิดชอบดูแลค่าเงินที่จะต้องหามาตรการและทำทุกวิถีทาง เพื่อฟื้นเสถียรภาพและความมั่นคงให้กลับคืนมา หรือไม่ถ้าหากเห็นว่ามีความสามารถเพียงพอก็จะฉวยโอกาสนั้นเป็นเครื่องมือใน การต่อสู้หรือทำสงครามทางการเงินกับประเทศอื่น             อเมริกาก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดภาวะเงินทุนไหลออก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ไร้เสถียรภาพ ไร้ความมั่นคง และอ่อนค่าลง จึงมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เสถียรภาพและความมั่นคงกลับคืนมา             เพราะเหตุที่ระบบเศรษฐกิจการเงินของอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจสงคราม คืออาศัยสงครามเป็นรากฐานสำคัญรากฐานหนึ่งในการค้ำจุนและพัฒนาระบบเศรษฐกิจ ของตน             ดังนั้นการใช้สงครามเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการฟื้นเสถียรภาพและความมั่นคง ของเงินดอลลาร์สหรัฐจึงเกิดขึ้น และนี่คือที่มาของสงครามยึดครองอิรักลุกลามไปถึงอาฟกานิสถาน และกำลังจ่อเข้าไปในอีกหลายประเทศในโลก             ในขณะที่อเมริกาป่าวร้องและอ้างตนเป็นนักสันติภาพของโลกและเป็นตำรวจโลก แต่ในอีกทางหนึ่ง บรรดาสงครามในทุกปริมณฑลของโลกแทบไม่มีที่ใดเลยที่ไม่มีอเมริกาเกี่ยวข้อง คงเหลือแต่ว่าจะเกี่ยวข้องระดับใดเท่านั้น             เพราะ เหตุนี้ยิ่งสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีปัญหามากเท่าใด ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกก็ยิ่งต้องเผชิญกับสงครามมากขึ้นเท่านั้น และโลกก็ยังคงเสี่ยงกับภัยสงครามเพิ่มขึ้นเท่านั้นด้วย             ดัง นั้นในวันนี้โลกจึงอยู่ในความเสี่ยงภัยสงครามมากที่สุดอีกยุคหนึ่ง ที่อสูรสงครามอาจแผลงฤทธิ์คร่าชีวิตและทำลายมนุษยชาติอย่างโหดร้ายทารุณและ กว้างขวางเมื่อใดก็ได้ ทำให้ภารกิจในการหยุดอสูรสงครามและธำรงรักษาสันติภาพของโลกเพิ่มความสำคัญ และความจำเป็นมากขึ้น             แต่เนื่องจากระบอบทุนนิยมโลกกำลังอยู่ในภาวะล่มสลาย กระทั่งชาวอเมริกันกว่าครึ่งได้สัมผัสกับภยันตรายที่คุกคามความมั่นคงของ มนุษย์อย่างชัดเจนแล้ว จึงยังคงเห็นดีเห็นงามกับการดำรงระบอบเดิมอยู่เพียง 45% เท่านั้น นอกจากนั้นล้วนมีความเห็นดิ้นรนที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบ เป็นแต่ว่ายังหาทางออกไม่พบ และทำให้ความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างหลากหลาย             จากความพยายามดิ้นรนเพื่อจะฟื้นฟูเสถียรภาพและความมั่นคงของเงินดอลลาร์ สหรัฐ โดยขยายพื้นฐานเศรษฐกิจสงครามจากสงครามที่เกิดขึ้นในหลายปริมณฑลของโลกนั้น ด้านหนึ่ง แม้ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐสามารถแข็งค่าขึ้นบ้างก็เป็นเฉพาะครั้งเฉพาะคราว แข็งค่าขึ้นแล้วก็อ่อนตัวลงอีก สลับสับเปลี่ยนเช่นนี้มาหลายรอบแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้อเมริกามีรายจ่ายมหาศาลที่ยากจะหยุดได้             ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเป็นธรรมดาของสงครามที่ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวน มหาศาลเกิดขึ้น ดังที่ซุนหวู่กล่าวว่าไม่มีสงครามยืดเยื้อใดที่จะอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ทำ สงครามเลย ดังนั้นในท่ามกลางสงครามในหลายปริมณฑลของโลกที่อเมริกาได้เข้าเกี่ยวข้อง กระทั่งได้กลายเป็นคู่สงครามไปเสียเอง จึงได้ก่อเกิดเป็นภาระรายจ่ายจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน             สงคราม ยืดเยื้อยาวนานเท่าใด การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายก็ยาวนานเท่านั้น จึงทำให้ปริมาณการขาดดุลการคลังและการเพิ่มภาระหนี้จำนวนมหาศาลเกิดขึ้นกับ อเมริกา จนโรงพิมพ์เงินดอลลาร์สหรัฐต้องทำงานกันไม่มีวันหยุด และเพิ่มการผลิตเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นทุกทีและไม่มีทางจะหยุดยั้งได้อีก แล้ว             มาถึงวันนี้ก็พอที่จะวินิจฉัยได้แล้วว่าเศรษฐกิจสงครามของอเมริกานั้นไม่ สามารถกอบกู้ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินการคลังของอเมริกาได้ ซ้ำบังเกิดผลร้ายชนิดที่อเมริกาไม่เคยคาดคิดถึงเลยนับแต่ก่อตั้งสหรัฐ อเมริกามา             นอกจากความพยายามผลักดันเศรษฐกิจสงครามแล้ว ยังดำเนินมาตรการอื่นอีกหลายมาตรการ ไม่ว่าความพยายามกดดันในเรื่องการขาดดุลการค้า ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การละเมิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่ทุกมาตรการก็ดูเหมือนว่าจะไร้ผล             แม้กระทั่งปรากฏการณ์ที่มีการมอบรางวัลโนเบลให้กับนักเคลื่อนไหวชาวจีนที่ ต่อต้านรัฐบาลจีนและหลบหนีอยู่ในต่างประเทศก็ไม่ได้ผล และนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ความขลังและความน่าเชื่อถือของรางวัลโนเบลถูก ทำลายลงไปไม่น้อยจากการมอบรางวัลโนเบลในปีนี้เสียเอง             เพราะถ้าหากจีนเป็นเผด็จการจริง มีปัญหาภายในจนประชาชนจีนลำบากยากจนจริง หรือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนประชาชนจีนต่อต้านรัฐบาลจีนเสียเอง หรือว่าเศรษฐกิจจีนล้มเหลว นั่นแล้วอาจทำให้คุณค่าของการใช้รางวัลโนเบลเป็นเครื่องมือมีผลขึ้นมาบ้าง แต่ในเมื่อทุกอย่างเป็นเรื่องตรงกันข้ามทั้งสิ้น จึงทำให้อาวุธสันติภาพคือรางวัลโนเบลในปีนี้ต้องกลายเป็นกระสุนด้าน             และ เพราะผลจากการที่ทุนไหลออกจากอเมริกาเป็นจำนวนมหาศาล และกระแสทุนเหล่านั้นส่วนใหญ่พุ่งไปที่จีน จึงอุปมาดั่งปริมาณน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิคไหลหลากเข้าสู่ประเทศจีน หากแก้ไขไม่ทันหรือแก้ไขไม่เป็นก็เห็นทีจีนจะต้องถูกกระแสเงินท่วมจนพังทลาย ทั้งประเทศ             อเมริกาเห็นโอกาสจากวิกฤตเช่นนั้น จึงดำเนินมาตรการการเงินภายในประเทศด้วยการลดและกดดอกเบี้ยให้ต่ำลงจนเหลือ เพียง 0.25% เท่านั้น เพื่อเร่งกระแสเงินไหลออก ซึ่งไม่ต่างอันใดกับการเร่งผันน้ำจากมหาสมุทรแปซิฟิคให้ท่วมประเทศจีน             กระแส เงิน กระแสทุน ที่มีปริมาณมากที่สุดของโลกไหลบ่าไปทั่วทั้งโลก จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตทางการเงินและกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของสกุล เงินต่าง ๆ ซึ่งจีนน่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะกระแสหลักพุ่งไปที่จีน             หากจีนโอบอุ้มเอาน้ำทั้งมหาสมุทรแปซิฟิคมาไว้ที่ประเทศจีน ก็แน่นอนว่ากระแสเงินก็จะท่วมประเทศจีน และเมื่อใดที่ไหลออกไป ความพินาศฉิบหายก็บังเกิดแก่ประเทศจีนอย่างไม่ต้องสงสัย นี่คือมาตรการอันสุดอำมหิตในสงครามการเงินที่อาจส่งผลทำลายระบบเศรษฐกิจการ เงินและความมั่งคั่งของจีนจนพินาศยับเยิน             และเมื่อใดที่ระบบเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของจีนพินาศยับเยินแล้ว ไหนเลยความเข้มแข็งเกรียงไกรทางการทหารของจีนจะดำรงอยู่ได้ เมื่อวันนั้นมาถึงอเมริกาก็จะฟื้นคืนทุกสิ่งอย่าง พร้อมทั้งกำไรมหาศาล รวมทั้งจะกลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยวที่เข้มแข็งเกรียงไกรที่สุดของโลกไปตลอด กาล             ความจริงการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของจีนได้เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้แล้วร่วม 20 ปี นั่นคือปรากฏการณ์ที่สถาบันทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าล้วนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางการเงินของอเมริกา พยายามป่าวร้องให้หลงเชื่อว่าจีนกำลังพังพินาศเพราะอัตราการเจริญเติบโตเกิน ร้อนหรือ Overheat ไปแล้ว             มาตรการนี้ถูกใช้ต่อเนื่องมานับสิบปี แต่ก็ไม่ปรากฏร่องรอยใด ๆ ว่าระบบเศรษฐกิจจีนจะพังพินาศเพราะความร้อนเกินหรือ Overheat ของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเลย             เหมาเจ๋อตงเคยกล่าวในยุคสงครามกับญี่ปุ่นว่า ถ้าประเทศจีนเป็นอย่างอเมริกาที่มีศูนย์กลางใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ค และนิวยอร์คถูกยึดไปแล้ว จีนก็จะต้องพ่ายแพ้ แต่ประเทศจีนไม่ใช่อเมริกา เพราะประเทศจีนมีความไม่สม่ำเสมอในสภาพต่าง ๆ อย่างทั่วด้าน แม้หัวเมืองชายทะเลและเมืองใหญ่จะถูกญี่ปุ่นยึดไป แต่ประเทศจีนยังมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลที่ญี่ปุ่นเข้าไม่ถึง ยึดไม่หมด             เหมาเจ๋อตงชี้ว่าโดยสภาพเช่นนี้ญี่ปุ่นจะไม่สามารถชนะจีนได้ และจีนก็จะไม่พ่ายแพ้ญี่ปุ่น เพราะจีนมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นองค์กรนำ และอยู่ในยุคสมัยที่องค์กรนำมีความก้าวหน้า แต่จีนจะไม่ชนะอย่างรวดเร็วเพราะจีนอ่อนแอเกินไป             ด้วยการวิเคราะห์เช่นนั้น เหมาเจ๋อตงจึงวินิจฉัยสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งนั้นว่าจะเป็นสงครามยืดเยื้อและจีนจะเป็นฝ่ายชนะ.     ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 23 November 2010 10:22
หลังจากการสนทนาระหว่างผู้นำรัฐบาลไทยกับนายกรัฐมนตรี จูหรงจี ครั้งนั้นแล้ว จีนก็ถูกโจมตีค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องจากการโจมตีค่าเงินในเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เวียดนาม และอีกหลายประเทศ             จีนได้ปฏิบัติการตอบโต้ในสงครามการเงินในครั้งนั้นกับกองทุนใหญ่ 8 กองทุนที่โหมเข้าโจมตีค่าเงินจีน และฮ่องกง อย่างเต็มกำลังอัตราศึก             ได้รับทราบจากชาวพรรคคอมมิวนิสต์จีนในภายหลังว่า ผลการสนทนาดังกล่าวนั้นทำให้มีการปรึกษาหารือกันในฝ่ายผู้นำจีน และได้รับการสนับสนุนทางความคิดในการสงครามจากฝ่ายทหารอย่างเต็มกำลัง             ดัง นั้นความคิดเหมาเจ๋อตง โดยเฉพาะสรรนิพนธ์ทางการทหารในปัญหาว่าด้วยยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี การยุทธ์ การรบ ในสงคราม จึงถูกนำมาปรับใช้ในสงครามการเงินระหว่างจีนกับ 8 กองทุนใหญ่ อย่างอึกทึกครึกโครมไปทั่วโลก             จีนได้กำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์หลักในการรับมือกับสงครามการเงินในครั้งนั้นว่า “จีนจะไม่ลดค่าเงินหยวนเป็นอันขาด”             ในที่สุดเมื่อสงครามสิ้นสุดลง กองทุนที่ทำสงครามโจมตีค่าเงินต่อจีนและฮ่องกงพ่ายแพ้ยับเยิน ถึงขั้นล้มละลายไปถึง 5 กองทุน และอีก 3 กองทุนเจ๊งไม่เป็นท่า ส่งผลให้การฟื้นตัวของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเซียรวมทั้งไทยสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าที่คาดคิด             หลัง สงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกากลายเป็นมหาอำนาจทางทหารที่เข้มแข็งเกรียงไกรฉันใด หลังสงครามการเงินครั้งนี้จีนก็กลายเป็นมหาอำนาจทางการเงินที่เข้มแข็ง เกรียงไกรฉันนั้น             สภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ทำให้เงินหยวนของจีนมีความเข้มแข็งมั่น คงมากที่สุดสกุลหนึ่งของโลก และถ้าจะพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุดก็กล่าวได้ว่าเป็นสกุลเงินที่มีความเข้ม แข็งและมั่นคงมากที่สุด             แต่ทว่าสงครามการเงินแม้สงบลงชั่วคราว แต่การปะทะและการต่อสู้ก็ยังคงอยู่และค่อย ๆ ยกระดับ ทั้งปริมณฑลและขนาดของความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกอย่างไม่หยุดยั้ง             ใน การทำสงครามการเงินรอบใหม่นี้ แนวทางยุทธศาสตร์หลักของจีนคือการทำให้เงินหยวนไม่แข็งค่าตามฐานะที่เป็น จริง แต่ให้มีคุณค่าตามฐานะเศรษฐกิจการค้าและพื้นฐานที่เป็นจริงของประเทศจีน             ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศอย่างแข็งกร้าวหลายครั้งว่า จะไม่ยอมให้ใครมาบงการค่าเงินหยวนเป็นอันขาด             ผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์เช่นนั้น จึงทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง และตัวเลขล่าสุดที่อเมริกากล่าวหาจีนอย่างรุนแรงคือ จีนฉ้อโกงอเมริกาและประชาคมโลก โดยการทำค่าเงินให้อ่อนกว่าความเป็นจริงถึง 40%             หมายความว่าในสภาพที่แท้จริงที่ถ้าค่าเงินหยวนมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวนต่อ 10 บาท แต่ค่าในการแลกเปลี่ยนที่เป็นอยู่แค่ 1 หยวนต่อ 6 บาทเท่านั้น ข้อกล่าวหานี้ถึงแม้อเมริกาจะโหวกเหวกโวยวายโจมตีประการใด แต่จีนก็ยังคงเพิกเฉย             อเมริกาได้พยายามกดดันจีนในทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะนี่คือปัญหายุทธศาสตร์หลักในสงครามการเงินรอบใหม่             และ ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ จึงทำให้สินค้าและบริการต่าง ๆ ของจีนที่ขายหรือให้บริการแก่ต่างประเทศมีราคาถูกลงกว่าปกติถึง 40% จึงยิ่งทำให้จีนได้เปรียบทางการค้าต่อประเทศคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะกับอเมริกา             แต่จีนนั้นเป็นประเทศที่เจนจบพิชัยสงคราม ที่จะไม่ล้อมตีพร้อมกันทั้งสี่ด้าน ดังนั้นจึงเปิดอีกด้านหนึ่งเป็นทางออกให้กับมิตรประเทศ นั่นคือการทำความตกลงใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินกลางในการซื้อขายสินค้าและ บริการระหว่างจีนกับมิตรประเทศ             เป็นผลให้หลายประเทศในโลกได้เข้าทำข้อตกลงกับจีน และใช้เงินหยวนเป็นสกุลเงินกลาง ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในความผันผวนและผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากสงครามทางการเงิน             พูดให้ชัดก็คือใครที่ไม่เกี่ยวข้องเป็นคู่สงครามก็มีทางออกทางด้านนี้ และผลจากทางออกด้านนี้จึงทำให้เงินหยวนของจีนได้แพร่หลายใช้สอยไปในขอบเขต ทั่วโลก จนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินของโลก ที่สามารถใช้ได้ในทุกประเทศ             ประเทศไทยของเราแม้รู้และเห็นทางออกนี้ก็ยังเงื้อง่างุ่มง่ามอยู่ จนทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้ามากขึ้นทุกที             อเมริกาได้สูญเสียส่วนแบ่งฐานะความเป็นประเทศเจ้าเงินตราที่สกุลเงินดอลลาร์ เคยครองโลกให้กับเงินหยวนของจีนส่วนหนึ่ง และให้กับสกุลเงินยูโรของอียูอีกส่วนหนึ่ง             ใน วันนี้เงินหยวนไม่ใช่เศษกระดาษที่ญี่ปุ่นเคยใช้ปาหัวคนจีนในช่วงสงครามโลก ครั้งที่สองอีกต่อไปแล้ว หากกำลังกลายเป็นมหาอาณาจักรสกุลเงินหนึ่งของโลก คือหยวนเอ็มไพร์ไปเรียบร้อยแล้ว             แน่นอนว่าเมื่อจีนมีแนวความคิดว่าการต่อสู้เรื่องค่าเงินหรือการเงินเป็น ปัญหาสงคราม ด้วยเหตุนี้การสร้างพันธมิตร การสร้างแนวร่วม จึงเป็นปฏิบัติการพื้นฐานอย่างหนึ่งของสงครามด้วย             ดัง นั้นจีนจึงได้สร้างความเป็นพันธมิตรและแนวร่วมกับสกุลเงินยูโรของอียูและ สกุลเงินต่างๆ ของทุกประเทศทั่วโลก ทำให้บัดนี้แนวร่วมของหยวนเอ็มไพร์กระจายตัวอยู่ทั่วโลก โดยมีกลุ่มหลักใหญ่คือยูโรของอียู แม้กระทั่งกับอีกหลายสกุลเงินในโลกอิสลามซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอเมริกา             เหมาเจ๋อตงเคยกล่าวไว้ในด้านการทหารว่า ซึ่งจะทำสงครามให้ได้ชัยชนะนั้น ปัญหาแนวร่วมและปัญหามวลชนจะเป็นปัญหาพื้นฐานหนึ่งที่ต้องทำให้ดี ดังนั้นในวันนี้เมื่อจีนประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในการสร้างพันธมิตรและแนว ร่วมทางการเงินขึ้นในโลกแล้ว จึงเท่ากับได้สถาปนาความมั่นคงและแนวหลังอันเข้มแข็งเกรียงไกรให้กับหยวน เอ็มไพร์นั่นเอง             ในอีกด้านหนึ่ง เมื่ออเมริกาสูญเสียฐานะความเป็นเจ้าโลกแห่งเงินตราไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ได้สูญเสียพันธมิตรและแนวร่วมไปอย่างกว้างขวางอีกด้วย             มันเป็นวิสัยของแนวคิดทุนนิยมที่กลัวความเสี่ยงและกลัวขาดทุน ดังนั้นการเปลี่ยนเงินสำรองจากที่หลายประเทศเคยถือดอลลาร์อย่างเดียว มาเป็นสกุลเงินหยวนหรือยูโรหรือสกุลเงินอื่น แม้กระทั่งสกุลเงินของแคนาดา ก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว             การเทขายเงินดอลลาร์เพื่อเปลี่ยนมาถือเงินสกุลอื่นในกองทุนสำรองการเงินของ ประเทศต่าง ๆ กำลังก่อเกิดเป็นกระแสใหญ่ของโลก ที่มีผลทำให้เงินดอลลาร์ของอเมริกายิ่งขาดไร้เสถียรภาพและความมั่นคง             ใน การสงครามทางทหารนั้น การสูญเสียพันธมิตรและแนรวร่วมเป็นปัจจัยหนึ่งในการพ่ายแพ้สงครามฉันใด การสูญเสียพันธมิตรและแนวร่วมในทางการเงินก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการพ่ายแพ้ สงครามทางการเงินฉันนั้น             คัมภีร์พิชัยสงครามบทหนึ่งระบุว่า ผู้บัญชาการสงครามที่ปรีชาสามารถจะต้องตั้งตนอยู่ในฐานะที่ไม่พ่ายแพ้ก่อน การเอาชัยชนะแม้ด้านหนึ่งขึ้นกับฝ่ายเรา แต่อีกด้านหนึ่งยังคงขึ้นอยู่กับข้าศึก             และอีกบทหนึ่งก็ระบุว่า แม้ข้าศึกพ่ายแพ้แล้ว แต่ชัยชนะและปราชัยจะปรากฎขึ้นก็ต่อเมื่อเราทำให้ข้าศึกนั้นพ่ายแพ้จริง ๆ และเรากุมชัยชนะได้จริง ๆ             ดังนั้นในวันนี้แม้ รูปโฉมของสงครามทางการเงินจะบ่งชี้อนาคตตามหลักการแห่งพิชัยสงครามในทางการ ทหารแล้ว แต่ชัยชนะและปราชัยในความเป็นจริงในสงครามการเงินยังคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ เวลา และยังต้องมีปฏิบัติการอีกมากหลายว่าผลสุดท้ายจะกลับกลายเป็นอื่นไปหรือไม่             การที่ประเทศต่างๆ ขาดความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ของอเมริกาและยักย้ายถ่ายเทขายเงิน ดอลลาร์ออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นมาดำรงไว้ในกองทุนเงินสำรอง ระหว่างประเทศ คือสัญญาณสีแดงสุดที่อเมริกาไม่เคยพบมาก่อน             เหมือน กับลูกเศรษฐีที่ไม่เคยพบความยากลำบาก และไม่เคยพบว่าในกระเป๋าตนไม่มีเงิน ครั้นเผชิญหน้ากับภาวะยากลำบาก และล้วงกระเป๋าแล้วมีเงินเหลืออยู่เพียงไม่กี่บาทเป็นอย่างไร ภาวะที่เป็นไปในอเมริกาในวันนี้ก็เป็นอย่างนี้!
Friday, 19 November 2010 11:10
ได้อ่านบทความของอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เรื่องสงครามการเงินแล้ว ก็ต้องขอบอกกล่าวแก่คนทั้งปวงว่าเนื้อหาและน้ำหนักของบทความเรื่องนี้จะเป็นข้อมูลความรู้และความเข้าใจที่จะเป็นประโยชน์ต่อการรับรู้และรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น             อาจารย์ปานเทพนั้นไม่ได้เป็นแค่นักปราศรัยหรือพิธีกรทั่วไปเท่านั้น แท้จริงเป็นผู้จบการศึกษาขั้นสูงในเรื่องการเงิน มีความรู้และสติปัญญาในเรื่องนี้เป็นอันมาก เคยเป็นหนึ่งในคณะที่ต่อสู้ทางความคิดในรัฐบาลพรรคความหวังใหม่ เพื่อไม่ให้มีการปกป้องค่าเงินบาทมาแล้ว             เสียดายนักที่ความคิดเห็นที่ถูกต้องพ่ายแพ้แก่ความคิดเห็นที่ผิด จนเป็นเหตุให้ชาติพินาศยับเยินในปี 2540 นั่นเพราะเป็นวิสัยของคนมีอำนาจที่จะหลงเชื่อแต่เฉพาะผู้ที่มีหน้าที่เฉพาะ และมีภาพลักษณ์ว่าทรงปัญญาวิชาคุณในเรื่องการเงิน             เป็นความเชื่อที่ผิดและขัดกับคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าในกาลามสูตร และเพราะเชื่อผิด ๆ เช่นนั้น รัฐบาลนั้นก็พินาศลง ชาติและเศรษฐกิจ ตลอดจนประชาชนก็พากันพินาศยับเยินตามไปด้วย             ก่อนอื่นต้องขอบอกกล่าวว่าขณะนี้สงครามการเงินเกิดขึ้นแล้วในโลก จะมีปริมณฑลความหนักหน่วงและรุนแรงไม่ต่างกับสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นแต่มันจะเกิดขึ้นในมิติเศรษฐกิจการเงินการคลังของประชาคมโลกและประชาชาติทั่วโลก             มันเป็นสงครามการเงินที่เกิดขึ้นระหว่างสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ คืออเมริกากับจีน ซึ่งความจริงก็ขับเคี่ยวกันมาช้านานแล้ว ทั้งด้านการทหาร การเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ             ในวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าอเมริกาได้พ่ายแพ้ในทุกแนวรบ จนทำให้กระแสลมตะวันออกตีกลับพัดกลบลมตะวันตก ดังที่ประธานเหมาเจ๋อตงเคยกล่าวไว้ก่อนปลดแอกประเทศจีนว่า สักวันหนึ่ง “ตังฮวงเซียะต่อไซฮวง” ซึ่งแปลว่าลมตะวันออกจะพัดกลบลมตะวันตก”             ทว่าในสงครามการเงินนั้นอเมริกาครองโลกมาช้านานแล้ว เงินสกุลดอลลาร์ของอเมริกามีฐานะยิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุดในโลกมาช้านาน นับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงจนบัดนี้             มีความเข้มแข็งเกรียงไกรถึงขนาดว่ารัฐบาลอเมริกาสามารถเอากระดาษมาพิมพ์เป็นเงินให้มีค่าตามที่ตราไว้ โดยไม่ต้องมีทรัพย์สินใดหนุนหลัง ผิดกับชาติทั้งปวงที่จะพิมพ์ธนบัตรออกใช้ได้ก็ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันหนุนหลัง ไม่ว่าทองคำ หรือเงินตราต่างประเทศที่เชื่อถือได้ หรือตราสารของรัฐบาลต่างประเทศก็ตาม             อเมริกาได้ประกาศความยิ่งใหญ่เกรียงไกรทางการเงินของตนโดยพิมพ์เงินดอลลาร์ออกใช้ได้อย่างไม่จำกัด โดยไม่มีหลักประกันใด ๆ เพียงแค่พิมพ์ข้อความไว้ในธนบัตรนั้นว่า In God We Trust ซึ่งแปลว่าเราเชื่อในพระเจ้า นั่นคืออเมริกาตั้งตนเป็นพระเจ้าทางการเงินของโลก             แท้จริงแล้วหาได้มีความเชื่อใด ๆ ในพระเจ้าดังที่กล่าวอ้างไว้ในธนบัตรนั้นไม่! มิฉะนั้นไหนเลยจึงมีการใช้เงินดอลลาร์ในการทำสงครามรุกรานฆ่าฟันเผ่าพันธุ์มนุษย์ในหลายปริมณฑลทั่วโลกมานานนับศตวรรษแล้ว             ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครปฏิเสธเงินดอลลาร์สหรัฐได้ ขบวนการก่อการร้ายที่เป็นปรปักษ์กับอเมริกาหรือประเทศศัตรูคู่ต่อสู้ก็ยังต้องยอมรับดอลลาร์ของอเมริกา กระทั่งบางทีก็ถือว่าเป็นพระเจ้าเงินตราจริง ๆ             หลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นแล้ว ก็ถูกหมายหัวว่าประเทศนี้จะเป็นคู่แข่ง จะเป็นคู่ต่อสู้ และจะเป็นคู่ปรปักษ์ในอนาคตกาล และบัดนี้แม้ภายนอกจะเจรจาต้าอ่วยโอภาปราศรัยกันเป็นอันดี แต่แท้จริงการต่อสู้นั้นมาถึงขั้นที่มีการกำหนดแผนการ “เพนตาก้อน” ระดับต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงระยะที่ถูกกำหนดความเป็นศัตรูกันแล้ว             เพราะเหตุนี้หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง มาจนถึงการล่มสลายของมหาอาณาจักรโซเวียต อเมริกาจึงได้ตั้งตนเป็นมหาอำนาจเดี่ยวของโลกในทุกทาง             แต่ไม่นานนักภายใต้ลัทธิบริโภคนิยมที่เป็นประหนึ่งกองไฟซึ่งกระหายฟืนไม่มีที่สิ้นสุด และความมานะถือตนว่าเป็นเจ้าโลกได้ทำให้อเมริกามีรายจ่ายที่ไม่ก่อรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งทำให้เป็นประเทศที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นลูกหนี้ประเภทที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ             จีนแม้ประสบปัญหาภายในมากมาย แต่หลังการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง ธงสี่ทันสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงที่ถูกชูขึ้นพร้อมกับการเปิดประเทศและการปฏิรูปใหญ่ประเทศจีนก็เกิดขึ้น เศรษฐกิจจีนได้เติบโตอย่างมีจังหวะก้าวและมีเสถียรภาพยิ่ง มีอัตราเร่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และขยายขอบข่ายไปทั่วโลก แม้ในหลายประเทศที่อิทธิพลทางการเงิน ทางการเมือง ของอเมริกาไปไม่ถึง จีนก็ไปได้ทั่วถึง             ทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก้าวรุดหน้าอย่างขนานใหญ่ เศรษฐกิจสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีนภายใต้การชี้นำของลัทธิมาร์คเลนิน ความคิดของเหมาเจ๋อตงและทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่นเทา ได้นำพาประเทศจีนท่องไปทั่วทุกปริมณฑลของโลกและในทุกมิติ             จนวันนี้จีนเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากที่สุดและขยายตัวมากที่สุดเป็นลำดับสองของโลก แต่ทว่าที่จริงก็คือลำดับหนึ่งของโลก เพราะลำดับหนึ่งคืออเมริกานั้นเนื้อแท้ภายในกลับกลวงโบ๋ เพราะความเป็นลำดับหนึ่งตั้งอยู่บนฐานะที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ของโลกที่เป็นหนี้ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของจีน             กว่าสิบปีที่ต่อเนื่องมานี้อเมริกาได้ขาดดุลการค้าให้กับจีนอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มปริมาณมากขึ้น จนทั่วทั้งอเมริกาดาษดาไปด้วยสินค้าจีน และบริการต่าง ๆ จากจีน ซึ่งแม้อเมริกาจะพยายามดิ้นรนต่อสู้ประการใด แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถพลิกสถานการณ์จากการถอยร่นมาสู่การยันได้เลย             กระทั่งสถานการณ์ถอยร่นได้เพิ่มอัตราเร่งมากขึ้น จนหลายครั้งฝ่ายนำของอเมริกาจักแหล่นที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารในการกดดันจีน แต่ไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้ เพราะจีนในวันนี้ไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชียอีกต่อไปแล้ว             แต่เป็นสาธารณรัฐของประชาชนที่เป็นหลักประกันสันติภาพของโลก และเป็นสาธารณรัฐที่เป็นหลักต้านยันความอยุติธรรมในทางการค้าให้กับนานาประเทศ โดยเฉพาะการข่มเหงรังแกในทางการเงิน นี่คือฐานะใหม่ของประเทศจีนในวันนี้             เพราะอัตราก้าวหน้าและความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จีนจึงกลายเป็นแหล่งลงทุนที่ดีที่สุด และให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด รวมทั้งมีความมั่นคงมากที่สุดของโลก ดังนั้นกระแสเงินและกระแสการลงทุนจากทั่วโลกจึงหลั่งไหลมาประเทศจีน อุปมาดั่งกระแสน้ำใหญ่ที่หลั่งไหลจากทั่วโลกเข้าไปรวมอยู่ที่ประเทศจีน             ในสภาพเช่นนี้ว่าโดยธรรมดาธรรมชาติย่อมจะส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่า จนอาจทำให้จีนมีสมรรถนะในการแข่งขันทางการค้า เศรษฐกิจ และการเงินลดลง             แต่จีนนั้นได้รับรู้มาตั้งแต่ปี 2540 แล้วว่าในปัญหาค่าเงินนั้นหาใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจพื้นฐานแต่อย่างเดียวไม่ หากมีปมใหญ่ใจความคือปัญหาสงคราม             ฝ่ายนำของประเทศไทยนี่แหละที่ได้บอกกล่าวกับจีนในปี 2540 ในระหว่างการสนทนาของผู้นำรัฐบาลไทย กับนายกรัฐมนตรีจูหรงจี ที่ฝ่ายจีนได้สอบถามความเป็นไปด้วยความห่วงใยและใคร่รู้สถานการณ์ที่เป็นไป เพราะไทยกำลังย่อยยับเสียยิ่งกว่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง             ผู้นำรัฐบาลไทยได้แจ้งแก่นายกรัฐมนตรีจูหรงจีในครั้งนั้นว่า การโจมตีค่าเงินบาทไม่ใช่การต่อสู้หรือการแข่งขันในทางการเงินอีกต่อไปแล้ว แต่มันมีลักษณะสงครามที่มีความโหดร้ายและการทำลายล้างที่ไม่ต่างกับสงคราม มันคือสงครามชนิดใหม่ของโลก คือสงครามการเงิน             ถ้าผู้นำรัฐบาลไทยทำตามความรู้เหมือนดังที่พูด ประเทศไทยก็คงไม่ย่อยยับถึงปานนั้น แต่น่าเสียดายนักเวลาทำเข้าจริงกลับไม่เชื่อถือสิ่งที่คณะของอาจารย์ปานเทพ ซึ่งนำโดยนายสุรศักดิ์ นานานุกูล เป็นผู้นำธงทางความคิด กลับไปปฏิบัติตามที่พวกมีเถยจิตคิดฉวยโอกาสหาประโยชน์ตน จนชาติไทยต้องล่มจม             นายกรัฐมนตรีจูหรงจี ฟังแล้วก็เข้าใจ แต่กล่าวยืนยันด้วยความมั่นใจว่าเมื่อปัญหาการต่อสู้เรื่องค่าเงินเป็นปัญหาสงคราม จีนก็ไม่กลัวเรื่องนี้ เพราะหลักทฤษฎีและประสบการณ์ทางการปฏิบัติในการสงครามในโลกนั้น ความคิดเหมาเจ๋อตงที่ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลยุทธ์ การยุทธ์ การรบ ในการสงครามนั้นยังคงทันสมัยและไม่แพ้แก่ผู้ใดในโลก.  หมายเหตุ : บทความนี้มีความยาวประมาณ 4 ตอนจบ         ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 16 November 2010 11:02
            ความคลุมเครือในแผ่นดินจีนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ตุลาคมปีที่แล้วได้มลายสูญ โดยมีความชัดเจนเข้ามาแทนที่แล้ว จากมติที่ประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ที่เพิ่งปิดการประชุมไปเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 นี้             นั่นคือการแต่งตั้งรองประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการการทหารกลาง ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน             เพราะ นี่คือสัญญาณหมายที่ชัดเจนว่าสีจิ้นผิง คือบุคคลที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ตัดสินใจมอบหมายความไว้วางใจที่จะให้สืบ ทอดตำแหน่งพญามังกรแห่งแผ่นดินจีน สืบต่อจากหูจิ่นเทา พญามังกรที่ผงาดฟ้าอยู่ในปัจจุบันนี้             หูจิ่นเทาเป็นคนที่เติ้งเสี่ยวผิงได้เลือกสรรด้วยตนเอง ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ปราบจลาจลใหญ่ในทิเบต ว่าคนผู้นี้แหละจะเป็นศูนย์กลางการนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในรุ่นที่ 4 ต่อจากรุ่นแรกของเหมาเจ๋อตงและรุ่นที่ 2 ของเติ้งเสี่ยวผิง และรุ่นที่ 3 ของเจียงเจ๋อหมิน              หลังจากนั้นแล้วหูจิ่นเทาก็ได้ผ่านการทดสอบอย่างหนักตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ตลอดยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงและต่อเนื่องมาถึงยุคของเจียงเจ๋อหมิน และก้าวสู่ฐานะพญามังกรสืบต่อจากเจียงเจ๋อหมินเมื่อ 8 ปีก่อน             หูจิ่นเทาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้ง 3 ตำแหน่งของจีน คือ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ประธานคณะกรรมการการทหารกลาง กองทัพปลดแอกประชาชนจีน และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน             โดย 2 ตำแหน่งแรกนั้นเป็นตำแหน่งภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่วนตำแหน่งที่ 3 เป็นตำแหน่งประมุขรัฐของสาธารณรัฐประชาชนจีน             ก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เหมาเจ๋อตงอดีตผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้วางหลักการใหญ่ที่สำคัญเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับการทหารว่า “พรรคต้องบงการปืน จะให้ปืนบงการพรรคไม่ได้”             นับแต่นั้นมากองทัพปลดแอกประชาชนจีนก็อยู่ภายใต้การนำอย่างสมบูรณ์ของพรรค คอมมิวนิสต์จีน โดยเหมาเจ๋อตงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการทหารเป็นคนแรก และจูเต๋อดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิการใหญ่ กองทัพปลดแอกประชาชนจีน เป็นคนแรก             เนื่องเพราะแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจรัฐของจีนนั้นเหมาเจ๋อตงได้ประกาศชัดเจนว่า อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน กองทัพปลดแอกประชาชนจีนจึงมีฐานะสำคัญในการให้กำเนิดอำนาจรัฐแก่พรรค คอมมิวนิสต์จีน             ดังนั้นจึงก่อรูปในทางบริหารให้ผู้นำพรรคดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ในกองทัพ และในพรรคด้วย ซึ่งเป็นรูปร่างชัดเจนตั้งแต่ยุคของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา และตำแหน่งสุดท้ายของเติ้งเสี่ยวผิงหลังจากลาออกจากตำแหน่งอื่นแล้วก็คือ ตำแหน่งประธานคณะกรรมการการทหารกลาง กองทัพปลดแอกประชาชนจีน             จีน นั้นเป็นประเทศใหญ่ และมีเสถียรภาพ ความมีเสถียรภาพนั้นเกิดขึ้นจากรากฐานความมั่นคงทางการเมือง ความปรีชาสามารถและความเข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ดังนั้นการเลือกสรรผู้นำพรรคจึงไม่ใช่เรื่องสุกเอาเผากินหรือไม่ใช่เรื่อง ที่จะเอาหมูหมากาไก่ที่ไหนมาเป็นก็ได้ เหมือนที่เป็นอยู่ในบ้านเมืองของเรา             หูจิ่นเทาแม้ผ่านการเลือกสรรแล้วก็ยังได้รับการอบรมบ่มเพาะทะนุถนอมเป็นเวลา ยาวนานกว่าสิบปี ดังนั้นเมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของหูจิ่นเทาจะสิ้นสุดลงในสมัยที่ 2 จึงเป็นปัญหาการเลือกสรรศูนย์การนำรุ่นใหม่ที่จะต้องได้รับการเลือกสรรและ อบรมบ่มเพาะทะนุถนอมในเวลาอันสมควรระยะหนึ่ง             การ ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนที่ได้ลงมติเลือกหูจิ่นเทาให้ดำรง ตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ก็ได้เลือกสรรคนหนุ่มที่มีลักษณะเด่นมาก 2 คน ขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการประจำกรมการเมือง แห่งคณะกรรมการกลาง นั่นคือสีจิ้นผิงและหลี่เค่อเสียง             และในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติที่ต่อเนื่องมาจากการประชุมสมัชชาพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ก็ได้เห็นชอบแต่งตั้งให้สีจิ้นผิงดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี และให้หลี่เค่อเสียงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี             เป็นการจัดวางให้สีจิ้นผิงอยู่ในอันดับรองของหูจิ่นเทาซึ่งเป็นประมุขรัฐ และจัดวางให้หลี่เค่อเสียงอยู่ในอันดับรองของเหวินเจียเป่าซึ่งเป็นหัวหน้า ฝ่ายบริหาร นี่คือสัญญาณแรกสุดของการก่อรูปศูนย์การนำรุ่นที่ 5 ต่อจากหูจิ่นเทา             แต่ทว่าการก่อรูปนั้นจะมีความชัดเจนหรือไม่ ยังอยู่ที่การได้รับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการการทหารกลางด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่จับตากันตลอดมาว่าสีจิ้นผิงจะได้รับตำแหน่งนี้หรือไม่ ซึ่งในเดือนตุลาคมปีที่แล้วก็มีการคาดหวังว่าน่าจะมีความชัดเจน แต่ก็ยังมีความคลุมเครืออยู่             จนกระทั่งเดือน ตุลาคมปีนี้ ซึ่งเป็นสมัยประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน จึงได้เกิดความชัดเจนขึ้นว่า สีจิ้นผิงนี่แล้วคือพญามังกรตัวใหม่ที่จะสืบทอดตำแหน่งศูนย์การนำของประเทศ จีนต่อจากหูจิ่นเทา             สีจิ้นผิงมีอายุเพียง 57 ปี เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาตั้งแต่มกราคม ค.ศ. 1974 เป็นผู้นำจีนที่จบปริญญาเอกทางกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยซินหัว ปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคคือตำแหน่งกรรมการประจำกรมการเมืองแห่ง คณะกรรมการกลาง ตำแหน่งเลขาธิการสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนของนครเซี่ยงไฮ้             สีจิ้นผิงเคยเป็นผู้ปฏิบัติงานสำคัญในแทบทุกพื้นที่ทุกภาคของประเทศจีน ตั้งแต่มณฑลส่านซี เหอเป่ย ฮกเกี้ยน เจ๋อเจียง เซี่ยงไฮ้ และดำรงตำแหน่งสำคัญทางบริหารของพรรคและรัฐมาโดยลำดับ โดยเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคระดับอำเภอเรื่อยมาจนระดับสูงสุดใน ปัจจุบัน เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีน และสำนักงานคณะกรรมการการทหารส่วนกลางของจีน             พื้นที่ ที่สีจิ้นผิงเคยดูแลรับผิดชอบยาวนานที่สุดคือมณฑลฮกเกี้ยน โดยเริ่มงานตั้งแต่เป็นกรรมการประจำคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนของ เมืองเซียะเหมิน รองนายกเทศมนตรีเมืองเซียะเหมิน จนกระทั่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคของมณฑลฮกเกี้ยน และรองเลขาธิการพรรคประจำมณฑลฮกเกี้ยน             หลังจากดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แม้เวลาไม่นานนัก แต่สีจิ้นผิงก็ได้เดินทางเจริญสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศทั่วโลก และมีบทบาทสำคัญสูงเด่นในเวทีนานาชาติด้วย             ล่าสุดนี้ก็ได้เดินทางมาลงนามให้กัมพูชากู้ยืมเงิน 1,200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชา             หลังจากการได้รับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการการทหารกลางแล้ว รูปการก่อตัวของศูนย์การนำรุ่นที่ 5 ที่จะมีสีจิ้นผิงเป็นศูนย์กลางก็จะค่อย ๆ มีความชัดเจนมากขึ้นโดยลำดับ             นั่นคือสีจิ้นผิงมีเวลาอีก 2 ปี ในการพิสูจน์ตนเองและสร้างสรรผลงาน ตลอดจนการยอมรับจากพรรคและประชาชน ที่จะรับตำแหน่งพญามังกรแห่งแผ่นดินจีนต่อจากหูจิ่นเทา             สีจิ้นผิงเป็นคนนุ่มนวล อ่อนน้อม ถ่อมตน แต่เด็ดขาดฉับไว ยามเป็นผู้น้อยก็เป็นที่รักของผู้ใหญ่ ยามเป็นผู้ใหญ่ก็เป็นที่เคารพศรัทธาของผู้น้อย ช่างสมกับความเป็นพญามังกรดังที่โจโฉเคยกล่าวไว้ว่า             “อัน มังกรนั้นจะทำให้ใหญ่แลน้อยเท่าใดก็ได้ ถ้าจะขึ้นไปบนอากาศ กระทำฤทธิ์ต่างๆ แล้ว อากาศนั้นยังแคบอยู่ไม่เสมอด้วยฤทธิ์ แม้จะลงในท้องมหาสมุทร กระทำฤทธิ์ให้กายนั้นน้อย เข้าแอบอยู่ในเงื้อมชะง่อนเขาก็ได้”             ใน ฐานะชาวไทยที่มีไมตรีจิตมิตรภาพกับประเทศจีนและประชาชนจีนมา ยาวนาน จึงต้องขอแสดงความยินดีกับ ฯพณฯ รองประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มา ณ โอกาสนี้.  ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 25 October 2010 15:10
ในขณะที่คำถามใหญ่ที่ว่า ทำไมในรัฐบาลจึงคอร์รัปชั่นกันมากนัก ยังไม่มีคำตอบใด ๆ แต่คำถามนี้กลับไม่เลือนหายไปตามสายลม หากยังคงก้องกระหึ่มและก่อแรงกระเพื่อมไปยังทั่วประเทศ             ทำให้อาณาประชาราษฎรต้องละวางเรื่องราวอื่นๆ ทั้งหมดมาจับจ้องอยู่ที่นักการเมืองซึ่งเป็นต้นตอปัญหาทั้งหลายทั้งปวงของ ประเทศไทย             แม้เพียงนี้แล้วก็ไม่มีวี่แววว่า นักการเมืองจะสำเหนียกหรือสำนึกรับผิดชอบชั่วดี ยังคงตั้งหน้าตั้งตาแก่งแย่งแข่งดี แย่งชิงอำนาจทางการเมืองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์กันอย่างไม่หยุดยั้ง             และไม่เคยใส่ใจที่จะดูแลทุกข์สุขของราษฎรที่ถูกสรรพภัยคุกคามกระชั้นเข้า มารอบด้าน ปล่อยให้ราษฎรครวญคร่ำร่ำร้องเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ยากที่เป็นไปในแผ่นดิน นี้             ภัยการคอร์รัปชั่น ภัยจากโจรภัย ที่คุกคามประทุษร้ายต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทุกหย่อมหญ้า ภัยจากยาเสพติด ซึ่งกำลังพร่าผลาญเยาวชนและทรัพยากรบุคคลของชาติอย่างหนักหน่วง ภัยจากการสูญเสียดินแดน ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บและภัยธรรมชาติ พากันโหมประดังเข้ามายังราชอาณาจักรนี้             แต่หามีนักการเมืองและผู้มีอำนาจหน้าไหนสนใจไยดีในความเป็นไปของอาณาประชา ราษฎร ยังคงเสพสุขสำราญเริงร่าและแย่งชิงอำนาจกันอย่างบ้าคลั่งต่อไป             ดัง นั้นตราบใดที่สาเหตุอันเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติคือนักการเมืองยังไม่ได้ รับการแก้ไข ประเทศไทยก็ไม่มีวันพ้นจากวิกฤต และปวงราษฎรก็จะไม่มีวันพ้นจากความลำบากยากจนเป็นอันขาด             ในท่ามกลางความสิ้นหวังและท้อแท้ของมวลมหาประชาราษฎร์ นักการเมืองก็ยังกระทำกรรมย่ำยีจิตใจราษฎรโดยไม่หวั่นไหวต่อความรู้สึกใด ๆ ของประชาชน             พวกหนึ่งก็ตั้งหน้าเหวี่ยงแหยัดเยียดข้อหาความผิดต่าง ๆ ให้กับประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้คือเสี้ยนหนามแผ่นดินที่ตำตีนและส่งเสียงโหวกเหวก โวยวายให้รำคาญหู รำคาญตา อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน             คน บริสุทธิ์ถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคดีอาญาแผ่นดินโทษฉกรรจ์ แทนที่จะแก้ไขให้ตรงเป้าเข้าจุดโดยการเพิกถอนข้อหาอธรรมเหล่านั้น กลับใช้เป็นกลเกมเครื่องมือทางการเมืองสร้างเรื่องนิรโทษกรรมจอมปลอมขึ้นมา หลอกลวงประชาชนซ้ำเข้าไปอีก!             อีกพวกหนึ่งก็ได้แสดงวุฒิภาวะอันต่ำต้อย ไม่สะท้อนถึงวุฒิภาวะที่ถูกต้องดีงามในความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแต่ประการใด เรื่อง หนึ่งซึ่งกล่าวขานกันอย่างกว้างขวางในวันนี้คือการเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง เป็นเหตุให้อาคารถล่ม ผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย             มืองานที่เกี่ยวข้องกับระเบิดขนาดใหญ่น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม ถูกระเบิดแหลกเป็นผุยผง จนอวัยวะไม่ครบถ้วน 32             ผู้ คนต่างพากันรู้สึกว่ายังเป็นโชคดีของบ้านเมืองที่เกิดเรื่องระเบิดขึ้นเสีย ก่อน หาไม่แล้วเมื่อการประกอบระเบิดสำเร็จและถูกเอาไปวางยังเป้าหมาย ก็มีขีดความสามารถที่จะทำลายล้างขนาดใหญ่ สามารถทำให้อาคารขนาดใหญ่หรือสิ่งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ถล่มทะลาย และผู้คนอาจบาดเจ็บล้มตายลงได้นับร้อยพัน             เมื่อผู้ประกอบกรรมได้รับวิบากกรรมทันตาเห็นเช่นนี้ ผู้คนจึงพากันสาธุการ และเห็นถึงการทำงานของกฎแห่งกรรม แต่ไม่ทันใดความช้ำเจ็บใจก็เข้ามาแทนที่             ก็ มาจากนักการเมืองอีกนั่นแหละ! เพราะอยู่ดี ๆ ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ทางการเมืองในกระทรวงสำคัญได้ออกมาแถลงยืนยันต่อประชาชน ว่าทางราชการจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ตายที่เกี่ยว ข้องกับระเบิดรายนี้เป็นจำนวนเงินถึง 400,000 บาท             ในขณะที่คนเจ็บ คนตายรายอื่น ๆ จะได้รับความช่วยเหลือรายละประมาณ 100,000 บาท             ช่างแตกต่างอย่างลิบลับกับกรณีผู้ใช้แรงงานประสบเหตุเภทภัยแล้วไปขอรับความ ช่วยเหลือตามสิทธิที่พึงมีตามกฎหมาย กลับถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับความช่วยเหลือ จนหมดที่พึ่งพา ต้องพากันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาพึ่งพระบารมีดังที่เป็นข่าวให้ได้รู้เห็นกันอยู่             เรื่องราษฎรเดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรม นักการเมืองไม่ใส่ใจไยดี กลับหลงผิดคิดว่าการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเอาอกเอาใจประคบประหงมให้กับ ขบวนการคนผิดที่มีน้ำใจอำมหิตคิดสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากว่าจะ เป็นหนทางแห่งการปรองดอง             อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องของการปรองดอง และไม่ใช่เรื่องของการช่วยเหลือตามมนุษยธรรม แต่เป็นเรื่องการเมืองที่สามานย์ที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และที่ไม่สำนึกในความรู้สึกนึกคิดจิตใจของผู้บริสุทธิ์ว่าจะเจ็บช้ำน้ำใจจาก เรื่องนี้สักเพียงไหน             ความคิดของนักการเมืองคิดแต่จะเอาใจคนส่วนน้อย ในขณะที่ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจไยดีปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ             ความ คิดที่ว่าถ้าได้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องกับระเบิดรายนี้ด้วย เงินจำนวนมากแล้วจะสามารถซื้อใจคนเสื้อแดงได้นั้นเป็นความคิดที่ผิด และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง             เพราะในความรู้สึกนึกคิดของคนเสื้อแดงบางกลุ่มนั้น เขามีความรู้สึกจริง ๆ ว่าบ้านเมืองนี้ไร้ความยุติธรรม มีการใช้อำนาจข่มเหงกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรม             ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการปลุกปั่นหรือยัดเยียดข้อมูลข้างเดียว หรือไม่ก็ตาม แต่เป็นความรู้สึกที่มีอยู่จริงและดำรงอยู่จริงโดยนักการเมืองไม่เคยใส่ใจจะ แก้ไข คิดแต่จะเอาเงินฟาดหัวประชาชนตามความรู้สึกนึกคิดของนักการเมืองเองเท่า นั้น             ในกรณีที่มีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ เป็นธรรมของอำนาจรัฐ หนทางแก้ไขปัญหาย่อมอยู่ที่การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ให้เห็นผลประจักษ์แก่สายตาประชาชน ซึ่งในวันนี้หาใช่แต่คนเสื้อแดงที่รู้สึกเช่นนี้ไม่ แต่คนเสื้อเหลืองหรือคนเสื้อสีอื่น ๆ ตลอดจนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยต่างก็มีความรู้สึกเป็นอย่างเดียวกัน             รู้สึก อย่างเดียวกันว่านักการเมืองเมื่อมีอำนาจแล้วจองหองพองขน ลืมตน ลืมตัว เห็นผู้คนเป็นวัวควาย และคิดว่าตัวเองมีอำนาจบาตรใหญ่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเกรงฟ้า ไม่ต้องกลัวดินกันอีกต่อไป             ในกรณีที่ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมหากเกิดจากการเข้าใจผิดหรือเกิด จากการถูกยัดเยียดข้อมูลแต่ฝ่ายเดียว ก็เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องฉันท์พี่น้องร่วมชาติเดียวกัน             เพราะเมื่อใดที่เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นแล้ว มูลเหตุของปัญหาก็จะหมดสิ้นไป ความรู้สึกพยาบาทอาฆาตมาดร้ายที่มีต่อกันก็จะสร่างซาสูญสิ้นไป             แต่ นักการเมืองก็ไม่เคยทำ ไม่เคยบอกประชาชน ไม่เคยนำความจริงที่ถูกต้องออกเปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ จึงทำให้ความรู้สึกที่ว่านั้นนอกจากไม่ลดระดับลงตามกาลเวลาที่ผ่านไปแล้ว ยังเพิ่มความเคียดแค้นชิงชังและความอาฆาตพยาบาทขึ้นในแผ่นดินนี้             การที่นักการเมืองไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เอาเงินแผ่นดินไปฟาดหัวเพื่อเอาใจคนกระทำความผิดนั้น นอกจากไม่มีทางซื้อใจใครได้แล้ว มีแต่จะถูกตราหน้าว่านี่คือตัวอย่างที่พิสูจน์ได้ชัดเจนอีกตัวอย่างหนึ่ง แล้วว่านักการเมืองคือปัญหาของชาติ             การตาย เพราะถูกระเบิดที่ประกอบขึ้นเป็นการตายในหน้าที่ของผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ในหน้าที่ราชการ นักการเมืองไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาเงินภาษีประชาชนไปซื้อใจในเรื่องนี้!ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 14 October 2010 14:11
            นายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองระดับชั้นมังกรการเมืองต้องเว้นวรรคทางการเมืองโดยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญก็จริงอยู่ แต่ที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือบุคคลผู้นี้แหละที่ได้รับการกล่าวขานกันว่าเป็นเจ้าของพรรคภูมิใจไทยตัวจริง             วันนี้นายเนวิน ชิดชอบ ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง แล้วให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าเป็นหน่วยงานในคำสั่งของนายเนวิน ชิดชอบ จัดการแจกจ่ายในการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม             ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็เหมือนช้างที่ถูกควาญใช้ตะขอสับให้เดินไปทางไหนก็ต้องเดินไปทางนั้น จึงมีการออกข่าวถึงการรับภาระหน้าที่นี้ จนทำให้เกิดความสับสนกันทั้งบ้านทั้งเมือง ว่านี่คืองานราชการของกระทรวงมหาดไทย หรือว่างานส่วนตัวกันแน่             หนังสือที่เขียนขึ้นนี้มีข้อความในปกหน้าว่า “ทำไมต้องนิรโทษกรรม” และมีข้อความในปกหลังว่า “นิรโทษกรรมเพื่อใคร?” ซึ่งเป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายก มีความหนารวมปกแล้ว 26 หน้า             ในฐานะที่เป็นคนชอบหนังสือ คือชอบทั้งอ่าน ทั้งเขียน ก็ต้องชื่นชมด้วยความจริงใจว่าฝีไม้ลายมือในการเขียนของนายเนวิน ชิดชอบ นั้นเลิศล้ำทีเดียว ตรงเป้าเข้าประเด็น กระชับชัดเจน และถ้าชาวบ้านอ่านแล้วก็ย่อมมีความคิดเห็นคล้อยตาม โดยมิต้องสงสัยใด ๆ             วันนี้เมื่อนายเนวิน ชิดชอบ ขึ้นปกหน้าว่าทำไมต้องนิรโทษกรรม ก็ตรงใจที่อยากตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่าทำไมต้องนิรโทษกรรม             นายเนวิน ชิดชอบ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าหลักคิดอันเป็นกรอบการกระทำของตนเองตลอดมาจนกระทั่งได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดันให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น มีดังต่อไปนี้             ประการแรก ต้องถอนฟืนออกจากไฟ เพราะฟืนเป็นต้นเหตุของไฟ เมื่อจะดับไฟก็ต้องถอนฟืน ช่างเป็นถ้อยคำที่สอดคล้องต้องคดีโลก ต้องคดีธรรมที่เถียงไม่ได้             ทว่านายเนวิน ชิดชอบ ได้ระบุว่าฟืนที่ว่านี้คือมวลชน ส่วนไฟที่ว่านั้นก็คือความโกรธแค้นและความต้องการเอาชนะการผูกใจเจ็บและไม่ให้อภัยแก่กัน ซึ่งนักการเมืองบางคนและผู้ไม่สมประโยชน์บางคนร่วมกันก่อขึ้น             คนที่ก่อเรื่องที่นายเนวิน ชิดชอบ ระบุในตอนนี้ แม้ไม่ระบุว่าเป็นใคร แต่ไปซ่อนไว้ในหน้าที่ 20 ซึ่งได้เฉลยถึงไอ้โม่งกลุ่มนี้ว่าเป็นใคร โดยระบุเริ่มไปจากคนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลืองว่า             “คนพวกนี้ไม่มีฐานะดี ไม่มีที่หลบภัยเหมือนแกนนำเสื้อเหลืองหรือแกนนำเสื้อแดง ทุกคนเข้าร่วมชุมนุมด้วยจิตบริสุทธิ์ ต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยตามแนวทางที่ตนคิดฝันและวาดภาพไว้ แต่สุดท้ายต้องตกเป็นผู้ต้องหาและไม่มีใครช่วยเหลือเยียวยา”             ก็ชัดเจนว่าคนที่ก่อเหตุให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองก็คือแกนนำคนเสื้อเหลืองและแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งคนพวกนี้มีที่หลบภัย มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงธรรมดา             เริ่มต้นก็คมกริบและมีพลังยิ่ง เนื้อความเพียงไม่กี่บรรทัดได้ตัดเอานักการเมืองและแกนนำทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง เอาไว้กองหนึ่ง และเอาคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงทั่วไป ไปไว้อีกกองหนึ่ง และมุ่งเป้าว่าคนร้ายที่แท้จริงคือนักการเมืองหรือไม่ใช่นักการเมืองที่เป็นแกนนำทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง             จุดที่น่าสังเกตก็คือการให้ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า “ฟืน” กับสิ่งที่เรียกว่า “ไฟ” ซึ่งตามหลักคิดของนายเนวิน ชิดชอบ นั้น มวลชนเป็นฟืน ความโกรธแค้นเป็นไฟ ดังนั้นไฟจึงอยู่ที่มวลชน เหตุนี้จึงต้องเอามวลชนจำนวนมากออกมาจากนักการเมืองและผู้ที่ไม่ใช่นักการเมืองที่เป็นแกนนำของเสื้อแดงและเสื้อเหลือง             แต่สิ่งที่นายเนวิน ชิดชอบ ไม่ได้ระบุตามสภาพที่เป็นจริงในขณะนี้คือ บรรดาผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหานั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกผู้มีอำนาจชี้หน้าตราว่าเป็นแกนนำทั้งสิ้น             ผู้ที่นายเนวิน ชิดชอบ ต้องการจะนิรโทษกรรมก็คือประชาชนทั่วไป ไม่ว่าสีเหลืองหรือสีแดง แต่ในความเป็นจริงประชาชนทั่วไปเหล่านั้นมิได้ตกเป็นผู้ต้องหาแต่ประการใด และผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาก็ล้วนเป็นแกนนำทั้งสิ้น สิ่งที่เขียนในส่วนนี้จะมิขัดแย้งกันในตัวเองดอกหรือ             ดังนั้นข้อเขียนตอนนี้จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าต้องการนิรโทษกรรมให้ใครกันแน่             ประการที่สอง นายเนวิน ชิดชอบ ได้ประกาศหลักคิดในการนิรโทษกรรมว่า “ผู้บริสุทธิ์ต้องพ้นผิด ผู้ก่อการต้องรับโทษ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่มีนิรโทษ”             และได้ขยายความจากสิ่งที่นายเนวิน ชิดชอบ เคยพูดเอาไว้เองว่า “การนิรโทษกรรมที่ผมเสนอ ครอบคลุมและเป็นประโยชน์เฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมโดยสุจริตและบริสุทธิ์ใจเท่านั้น ผู้สั่งการและนักการเมืองที่บงการอยู่ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง หากทำให้บ้านเมืองเสียหาย ยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย”             และได้ขยายความต่อไปว่าหลักคิดนี้ยึดหลัก “ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญไม่มีความผิด”             สิ่งที่เขียนดังกล่าวนั้นก็ต้องด้วยคดีโลก คดีธรรม สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักการแห่งรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่หลักการที่ว่านี้จะเป็นจริงตามที่นายเนวิน ชิดชอบ ต้องการหรือไม่ ย่อมต้องว่ากันเป็นรายประเด็น             ในประเด็นแรก ผู้ที่จะไม่ได้รับผลจากการนิรโทษกรรมมีสองพวก คือ             พวกแรก ผู้สั่งการ นักการเมือง ที่บงการอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลัง ทำให้บ้านเมืองเสียหาย             พวกที่สอง ผู้กระทำความผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ             ทั้งสองพวกนี้ ไม่ว่านายเนวิน ชิดชอบ จะเขียนหรือไม่เขียน และไม่ว่าจะถือเป็นหลักคิดหรือไม่ก็ตาม ก็ย่อมเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดินและหลักการธำรงความยุติธรรมในบ้านเมือง คือคนทำความผิดตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้จะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ข้อยกเว้นส่วนนี้ถึงมีก็เหมือนไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในระบบยุติธรรมของราชอาณาจักรไทย             ประเด็นที่สอง พวกที่จะได้รับผลจากการนิรโทษกรรมก็คือ “ผู้บริสุทธิ์ต้องพ้นผิด”             ตรงนี้แหละที่ทำให้สัจธรรมทั้งหลายซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ ได้แสดงและประกาศเป็นหลักคิดของตนหมดราคาค่างวด และกลายเป็นการผายลม             เพราะว่าคำว่า “ผู้บริสุทธิ์ต้องพ้นผิด” นั้น ได้ซ่อนความบางอย่างเอาไว้ หรือที่นักภาษาเรียกว่า “คำระหว่างบรรทัด” นั่นก็คือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งให้ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาจะต้องพ้นผิดนั่นเอง             ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คนไทยย่อมรู้กันทั่วไปเป็นอย่างดีว่ามีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ถูกเหวี่ยงแหยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และมีเงื้อมมืออธรรมของนักการเมืองเข้าบงการกำกับเพื่อกวาดเอาผู้บริสุทธิ์ให้ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา             ยอมรับไหมว่าข้อความที่ว่า “ผู้บริสุทธิ์ต้องพ้นผิด” นั้น แม้นายเนวิน ชิดชอบ เองก็ยอมรับอยู่กับใจแล้วไม่ใช่หรือว่าผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากเป็นผู้บริสุทธิ์             ในคดีกบฎในราชอาณาจักรที่มีการขอออกหมายจับ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเพิกถอนหมายจับ โดยเหตุที่ตั้งข้อหาเกินจริง ซึ่งก็คือตั้งข้อกล่าวหากบฎให้กับผู้บริสุทธิ์             ในคดีก่อการร้ายก็มีการขอออกหมายจับอีก ซึ่งเจ้าของเรื่องที่เป็นตัวตั้งตัวตีนั้น นายเนวิน ชิดชอบ ก็ย่อมรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ ในวันนี้ศาลก็ยกคำร้องที่ขอออกหมายจับผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น             เมื่อยอมรับว่ามีผู้บริสุทธิ์ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดี วิธีการที่ถูกต้องก็คือยกเลิกเพิกถอนข้อกล่าวหาอธรรมนั้นเสีย ไม่ใช่ย่ำยีว่าเป็นความผิดแล้วจะทำให้บริสุทธิ์และพ้นโทษ             เมื่อเป็นดังนี้ก็ต้องถาม และนายเนวิน ชิดชอบ ก็ต้องตอบว่าทำไมต้องนิรโทษกรรม?ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 06 October 2010 14:53
หลังจากเรื่องฮวงจุ้ยของรัฐสภาแห่งใหม่ฮือฮากันไปพักหนึ่ง สัปดาห์ที่แล้วก็ฮือฮากันด้วยเรื่องฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาลบ้าง คราวนี้มาฮือฮาขึ้นเพราะมีการปรับภูมิสถาปัตย์บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล แล้วถูกหมอฮวงจุ้ยตำหนิติเตียนว่าผิดหลัก ฮวงจุ้ย จะทำให้เกิดอัปมงคล             ในขณะที่อีกพวกหนึ่งก็อ้างว่าการปรับฮวงจุ้ยใหม่จะทำให้เกิดความสวัสดิมงคล และได้เป็นรัฐบาลกันนาน ๆ จะสามารถรับมือต้านทานพวกเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อน้ำเงิน เสื้อกากี อะไรต่อมิอะไรได้สบายมือ             ทั้งคนตำหนิติเตียนและคนที่ทำให้เกิดการปรับภูมิสถาปัตย์ของทำเนียบรัฐบาลล้วนเป็นคนวงในของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น เพราะในพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีผู้ทรงปัญญาวิชาคุณอยู่เป็นอันมาก ทั้งหมอผี หมอดู และหมอฮวงจุ้ย             เมื่อคนวงในรัฐบาลเอาเรื่องอย่างนี้มาพูดกัน ผู้คนก็พลอยฮือฮาตาม จนข่าวดาราทำดาราด้วยกันท้องจนคลอดลูก แล้วจะรับเป็นพ่อหรือไม่รับเป็นพ่อ ก็ยังไม่สามารถลบกลบข่าวเรื่องฮวงจุ้ยไปได้             เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องพูดกันด้วยเรื่องฮวงจุ้ยบ้าง เพราะถึงอย่างไรก็พอมีเนื้อมีหนังดีกว่าเล่นเรื่องข่าวดาราเล่นผัวเมียกันจนมีลูกมีเต้า ซึ่งเป็นเรื่องน้ำเน่าและไร้สาระเต็มที             ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าคนที่ยึดถือฮวงจุ้ยเป็นสรณะว่าเป็นที่ตั้งของความเจริญ ว่าเป็นที่ตั้งของความมงคล หรืออัปมงคล ล้วนเป็นคนจำพวกที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคนโง่ เป็นคนเขลา เป็นคนเบาปัญญา เพราะเป็นผู้ไม่รู้เท่าทันเหตุผลและเหตุปัจจัยทั้งหลายที่ก่อให้เกิดผลต่าง ๆ เป็นผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม ว่ากรรมทั้งหลายนั้นมีวิบากกรรมเป็นผลเสมอ             พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าคนโง่เขลาเบาปัญญาบางจำพวก เมื่อมีความกลัว ความหลงขึ้นแล้วก็กราบไหว้วิงวอนได้ แม้กระทั่งภูเขา แม่น้ำ จอมปลวก หรือต้นไม้ แม้กระทั่งสัตว์ประหลาดต่างๆ แล้วยึดถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นสรณะ เชื่อว่าจะสามารถทำให้ได้ตามที่ต้องการ และสามารถทำให้เกิดความสำเร็จในสิ่งที่ทำหรือในชีวิตได้             คนพวกนี้จึงใฝ่หาแต่เรื่องเหลวไหลไร้สาระเช่นนี้ และเป็นเรื่องที่น่าแปลกตรงที่พวกโง่งมงายในเรื่องฮวงจุ้ยนั้นมีคน 2 จำพวกใหญ่ คือพวกเศรษฐีขี้โกงพวกหนึ่งและนักการเมืองขี้โกงอีกพวกหนึ่ง พวกนี้ใฝ่หาเงินและอำนาจ และมักจะมีทั้งเงินและอำนาจเสียด้วย             ดังนั้นเมื่อคนมีเงิน มีอำนาจลุ่มหลงงมงายกันด้วยเรื่องฮวงจุ้ย จึงทำให้เกิดอาชีพหมอดูฮวงจุ้ยขึ้น ที่ทำรายได้ดียิ่งกว่าหมอดูประเภทอื่น ๆ             มหาเศรษฐีและนักการเมืองคนดังหลายคนที่ฝักใฝ่ในเรื่องนี้เคยจ่ายค่าหมอฮวงจุ้ยกันมาแล้วตั้งแต่รายละ 3-20 ล้านบาท แต่ทว่าหลายคนฮวงจุ้ยก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ต้องติดคุกติดตะรางก็มี ต้องหลบหนีไปต่างประเทศก็มี และต้องฉิบหายวายวอดก็มี             ฮวงจุ้ยนั้นเป็นคำภาษาจีน แปลว่าลมกับน้ำ เป็นคำพ้องเสียงกับคำอีกคำหนึ่งซึ่งหมายถึงที่ฝังศพคือฮวงซุ้ย ดังนั้นหลายคนก็สับสนปนเปจนเป็นเรื่องเดียวกันว่าฮวงจุ้ยหรือเป็นฮวงซุ้ย หรือฮวงซุ้ยเป็นฮวงจุ้ย             สำหรับคนที่โง่งมงายเหลวไหลแบบนั้น ฮวงจุ้ยก็คือฮวงซุ้ยดี ๆ นี่เอง เพราะเมื่อยิ่งหลงงมงายในเรื่องฮวงจุ้ยก็ยิ่งกล้าทำชั่วไม่กลัวบาป ในที่สุดก็ต้องไปฮวงซุ้ย             แท้จริงแล้วหลักการดั้งเดิมของฮวงจุ้ยเป็นเรื่องของการกำหนดแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีที่งาม เพื่อความอยู่ดีมีสุข เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและเพื่อความมั่งคั่งในชีวิต             แต่คนดัดจริตหรือวิปริตหรือมักง่ายกลับไม่เอาตามธรรมเนียมที่มีมาแต่ดั้งเดิม และดัดแปลงเสริมสร้างให้เกิดความโง่ ความหลงงมงายมากขึ้น จนผิดเพี้ยนดังที่เป็นอยู่มากมายในขณะนี้             หลักการของฮวงจุ้ยดั้งเดิมแต่โบราณมาและในปฐมบทของคัมภีร์ฮวงจุ้ยทุกสำนักได้วางหลักฮวงจุ้ยไว้เป็นแนวทางเดียวกัน คือต้องประกอบด้วยองค์สาม เป็นคำจีนว่า หงี ลก เฟิงสุ่ย หรือ หงี ลก ฮวงจุ้ย นั่นเอง เป็นสามเรื่อง สามอย่างที่ประกอบกันเป็นเรื่องเดียวคือเรื่องฮวงจุ้ย             องค์แรกของฮวงจุ้ย คือ หงี หมายถึงการมีคุณธรรม ซึ่งรวมถึงความสัตย์สุจริตด้วย ศีลธรรม จริยธรรม และยุติธรรม ต้องปฏิบัติธรรมสี่อย่างนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงได้ชื่อว่าหงี ถ้าขาดหงีเสียแล้วฮวงจุ้ยก็ไม่มีทางบังเกิดผลใด ๆ ได้เลย เพราะพวกคนพาลสันดานหยาบ หรือโจรชั่วชาติใจโฉด ก็สามารถทำฮวงจุ้ยได้ หลักเกณฑ์แรกของฮวงจุ้ยนี้จึงเป็นเรื่องของคนดี ของการทำความดีเท่านั้น             เมื่อครั้งที่นายจูหรงจีดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยกล่าวสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงไว้ว่า “ข้าราชการมิเกรงข้า ที่ข้าเข้มงวด หากแต่เกรงข้า ที่ข้าสุจริต ประชาชนมิได้ยอมรับข้า เพราะข้าสามารถ แต่หากยอมรับข้า เพราะข้ายุติธรรม ความยุติธรรมทำให้ข้ากระจ่าง ความสุจริตทำให้ข้ามีอำนาจ”             สิ่งที่นายกรัฐมนตรีจูหรงจี พูดก็คือสิ่งที่เรียกว่าหงี ในเรื่องฮวงจุ้ยนั่นเอง             องค์ที่สองของฮวงจุ้ย คือ ลก หมายถึงการสั่งสมความดีมาก่อน หรือการสร้างสมบุญญาธิการมาก่อน หรือการทำกรรมดีมาก่อน ที่จะทำให้เกิดผลหรืออานิสงส์หรือวิบากในทางที่ดี ในประการนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าในมงคล 38 ซึ่งข้อหนึ่งทรงตรัสว่าการสั่งสมบุญมาก่อนหรือการทำความดีมาก่อนเป็นมงคลสูงสุด คนเราจะมีความเจริญ จะมีอำนาจวาสนาและมีความมั่งคั่งก็ต้องทำความดีมาก่อน สั่งสมบุญมาก่อน สร้างเหตุปัจจัยของความร่ำรวยมั่งคั่งและอำนาจวาสนามาก่อน ไม่ใช่ปลูกต้นไม้ไม่กี่ต้นแล้วจะทำให้มีอำนาจวาสนาหรือความร่ำรวยขึ้นมาได้ เมื่อได้สั่งสมความดี สั่งสมบุญ และสั่งสมกรรมดีมาโดยลำดับแล้ว ก็จะตกผลึกเป็นวาสนาบารมี และเกิดผลเป็นสิ่งที่เรียกว่าลก             องค์ที่สามของฮวงจุ้ย คือ การตั้งถิ่นฐานในที่ที่สมบูรณ์ด้วยน้ำและลม เพราะน้ำนั้นโบราณถือว่าเป็นที่ตั้งแห่งความมั่งคั่ง เนื่องจากการทำมาหากินในครั้งโบราณนั้นชุมชนตั้งอยู่ริมน้ำ การคมนาคมก็อาศัยน้ำ การค้าขายก็อาศัยน้ำ ใครอยู่ใกล้น้ำก็มีโอกาสทำมาค้าขายได้มากกว่าคนอื่น มีโอกาสร่ำรวยกว่าคนอื่น จึงถือว่าน้ำเป็นที่ตั้งของความมั่งคั่ง แต่ก็มีข้อควรระวังเรื่องน้ำอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ลุ่ม ที่ต่ำ ก็อาจถูกน้ำท่วมจนเดือดร้อนเสียหายได้             ส่วนลมนั้นเป็นที่ตั้งและเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับความตาย เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตและสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับความสุขสบายและโรคภัย ดังนั้นจึงต้องตั้งอยู่หรืออยู่ในที่ที่มีอากาศดีบริสุทธิ์ ไม่อยู่ปลายลมที่ลมอาจพัดไฟไปไหม้ลามเอาได้ ไม่อยู่ในที่อับลมที่ทำให้รุ่มร้อนและไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หลักการคำนึงถึงเรื่องน้ำและลมนั้นมีมากมายสุดพรรณนานัก เพราะลมและน้ำนั้นมีทั้งในพิภพ มีทั้งในจักรวาลและมีทั้งในกายอันยาววาหนาคืบนี้ ซึ่งบางครั้งก็ได้ตอบข้อข้องใจไปบ้างแล้ว             ในพระพุทธศาสนานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสถึงเรื่องการตั้งทำเลถิ่นฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของมงคล 38 ประการด้วย ดังที่มีความมาในพระบาลีว่า ปฏิรู ปะเท สะวาโส … เอตัมมัง คะละมุตตัมมัง จัดเป็นมงคลสูงสุดข้อที่ 4 ถัดลงมาจากการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบูชาคนที่ควรบูชา จากนั้นจึงมาถึงการอยู่ในประเทศที่สมควรแก่ตน ย่อมเป็นมงคลสูงสุดดังนี้             ดังนั้นเมื่อต้องการจะเป็นรัฐบาลนานๆ หรือต้องการความเจริญ ก็ต้องจัดการเรื่องฮวงจุ้ยให้ครบถ้วนกระบวนความ ไม่ใช่แค่ปรับแต่งต้นไม้ซึ่งช่วยอะไรใครไม่ได้เลย!ที่มา :www.paisalvision.com
Wednesday, 06 October 2010 14:50
     อังกฤษ: Revolution การปฏิวัติทางการเมืองหมายถึง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากระบบเดิม เปลี่ยนมาเป็นระบบใหม่ การยึดอำนาจจากผู้ปกครองเดิม แล้วทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เช่น การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่มีการปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองมีสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ  ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งบริหารอำนาจรัฐมาจากเสียงข้างมากของพลเมือง     หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านทางความเสมอภาคทางกฎหมายของพลเมืองทุกคน และมีสิทธิเข้าถึงอำนาจโดยเท่าเทียมกัน ส่วนอิสรภาพได้มาจากสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองเสมอกันโดยรัฐธรรมนูญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจริงแล้วการเตรียมตัวที่จะมอบประชาธิปไตยไห้แก่คนไทยมีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการวางโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย มีการทดสอบและปรับปรุงไปเรื่อย ๆ จากสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ ๖ จนมาถึง รัชกาลที่ ๗ ถือได้ว่าได้มีการเผยแพร่สอนและใกล้จะสมบูรณ์แล้ว แต่ดันมีการยึดอำนาจโดยคณะราษฎรเรียกร้องให้นำมาใช้ทันที ทั้ง ๆ ที่คนไทยยังไม่พร้อม เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นรู้แนวทางการทำงาน และยังปรับให้เข้ากับสังคมไทยไม่เสร็จไม่สมบูรณ์ คณะราษฎรอยู่ได้ปีเดียวก็ได้มีการรัฐประหารครั้งแรก และมีเรื่อยมาจนถึงวันนี้ การที่ได้นำมาใช้ในรูปแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเหตุทำไห้มีปัญหาทางการเมืองเรื่อยมาจนเหมือนว่าจะไม่มีวันจบ คงจะเคยฟังคำว่า “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” โดยเฉพาะจากการเคลื่อนไหวภาคประชาชนมาหลายสมัย แต่ไม่อาจจะได้ยินว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงเป็นอย่างไร คงจะสรุปได้ด้วยคำว่า ยังไม่สมบูรณ์     ถ้าพูดถึงนักปฏิวัติก็คงไม่พ้น เออร์เนสโต เช กูวารา ลูกครึ่งไอริช - สเปน ใส่หมวกแบเร่ต์ติดดาวแดง ผู้ทำให้คำว่า "การปฏิวัติ" ในหัวใจคนหนุ่มสาวเป็นรูปร่างชัดเจน ที่สำคัญเรื่องราวของเช ก็ราวกับนิยายสะเทือนใจและเป็นต้นแบบแนวทางดำนินชิวิตในลักษณะที่คนไทยเรียกว่าเพื่อชีวิตคือไม่ยึดติดกับตำแหน่งแต่กินอยู่เพื่ออุดมการณ์ และ ส่วนรวม เช กูวารา ประสบผลสำเร็จในสงครามปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลทหารของบาติสต้าแล้ว ฟิเดล คาสโตร ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เช กูวารา ได้เป็นหมายเลขสองของประเทศรองจากคาสโตร เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการคลังของประเทศในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารชาติ ของคิวบา เคามีแนวทางการเมืองที่เขารู้สึกและสัมผัสในจินตนาการของตนเอง แต่ยังนำมาปฏิบัติไม่ได้เนื่องจากขบวนการปลดแอกของคิวบามาจากความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการจะแยกตัวเป็นอิสระจากการเป็นเมืองขึ้นของสเปน และ ภัยคุกคามจากการขยายตัวของอำนาจสหรัฐอเมริกา ได้นำพันธมิตรและทฤษฎีทางคอมมิวนิสต์มาช่วย เช กูวารารู้สึกว่าการเป็นเจ้าของร่วมกันมุ่งจุดประสงค์ให้สังคมไร้ชนชั้นเป็นสิงที่สร้างกำลังใจไห้เขาได้ดี แต่ตลอดเวลาที่เขาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ใช้ชีวิตหรูหราอ้วนขึ้นและลงพุงในวัยเพียงแค่ 36-37 เขาสังเกตความนิยมใหม่ๆที่เข้ามาในสังคม ทำให้ตนเองรู้สึกขาดแคลนอะไรบางอย่าง  ด้วยวิญญาณแห่งการปฏิวัติที่ไม่เคยมอดไหม้ไปกับยศถาบรรดาศักดิ์ เขาลาจากคิวบาและคาสโตร พร้อมเพื่อน ๆ เพื่อไปร่วมสงครามปฏิวัติต่อไป เช กูวารา นักทฤษฎีและนักปฏิวัติ ผู้เชื่อมั่นการต่อสู้ด้วยสงครามกองโจร กล่าวไว้ว่า "นักรบกองโจร คือชนิดของคนที่เสมือนผู้นำทาง เขาจะต้องช่วยคนจนเสมอ เขาจะต้องมีความรู้พิเศษทางเทคนิค มีวัฒนธรรมและศีลธรรมสูง มีความอดทนยิ่งต่อความทุกข์ทรมาน และความยากลำบาก มีความสำนึกทางการเมืองสูง"     เช กูวารามีแนวความคิดของตนเองที่ชัดเจนแต่ยังไม่มีทิศดีที่สามารถจะระบุได้ชัดเจนว่าต้องเป็นอย่างไรเนื่องจากเขาสิ้นชีวิดไปไนวัยเพียงแค่ 39 ปี สังคมนิยมของเช มีความหมายมากกว่าการพัฒนาทางวัตถุ หรือมุ่งเน้นแต่เรื่องยกระดับการครองชีพอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว "คุณภาพชีวิตจะต้องดีขึ้นด้วย ความหมายของการครองชีวิตต้องจัดควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุ ผู้ใช้แรงงานจะรู้สึกว่าการทำงานเป็นความภาคภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์" "ลัทธิทุนนิยมได้ติดสินบนความภาคภูมิใจของคนงาน และเปลี่ยนเขาไปสู่ความละโมบเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันผิด ๆ คือเขาทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำงานเพื่องานของสังคมหรือส่วนรวม"     การปฏิวัติที่เชได้ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีไครโต้แย้งได้ว่าไม่ดี และได้กลายเป็นบุคคลหนึ่งของโลกที่น่านับถือที่สุด แต่เพียงพ่อที่จะเข้าใจว่าการปฏิวัติที่เชได้กระทำนั้นตามความคิดของเชยังไม่สมบูรณ์     ค.ศ. 1967  ในวันสุดท้ายของชีวิตของเช ทหารโบลิเวียกำลังจะประหารชีวิตเขา เชได้ทิ้งประโยคสุดท้ายของชีวิตเขาไว้ว่า "ยิงฉันเลย... ฉันมันก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง".ที่มา : www.paisalvision.com
Tuesday, 28 September 2010 11:44
            อีก 2 วันก็จะถึงวันที่ 19 กันยายน และคนบางพวกกำลังเคลื่อนไหว อ้างว่าเพื่อรำลึกเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 นั่นก็คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่โค่นระบอบทักษิณลงไป             เมื่อดูกลุ่มผู้เคลื่อนไหวแล้วก็รู้ได้ว่าเนื้อหาของการรำลึกที่ว่านี้คงมี แต่เรื่องการกล่าวหา การประณาม คณะทหารที่ทำการยึดอำนาจ หรืออาจจะเลยเถิดไปไกลกว่านั้นก็เป็นไปได้             และค่อนข้างจะแน่นอนว่าจะไม่มีการรำลึกถึงเหตุอันก่อให้เกิดผลเช่นนั้น ว่ามีความชั่วช้าสามานย์ในบ้านเมืองประการใด จึงเป็นเหตุให้ทหารต้องออกมาขับไล่ออกไป             จึง สมควรที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น นั่นคือรำลึกเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน และไม่ถูกม่านควันแห่งมายากล่าวหาข้างเดียว ปกปิดความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองในตอนนั้น             เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะทหารที่ใช้ชื่อว่าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หรือ คปค. ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง โค่นระบอบทักษิณซึ่งครอบงำประเทศนี้จนแทบจะมืดมิดลงไปได้สำเร็จ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ โดยได้รับการสนับสนุนและความชื่นชมยินดีจากประชาชนอย่างล้นหลาม จนกระทั่งเป็นที่แปลกตาตื่นใจของนานาชาติ             ทว่า คณะทหารกลุ่มนั้นกลับถูกต้มตุ๋นจากเทคโนแครตทางกฎหมายคณะหนึ่งให้ยอมปล่อย วางอำนาจในระยะเวลาอันสั้นแค่ 9 วัน และในที่สุดอำนาจก็หลุดมือไปสู่พวกเทคโนแครต โดยไม่ได้แก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองดังที่อาณาประชาราษฎรมุ่งหวังเลย             คณะทหารเหล่านั้นอ่อนหัดเกินไป ไม่จัดเจนลักษณะประวัติศาสตร์ที่พวกเทคโนแครตบางกลุ่มได้แสวงหาประโยชน์และ ช่วงชิงอำนาจหลังรัฐประหาร แต่ละยุคแต่ละสมัยว่าเป็นมาอย่างไร จึงทำให้การรัฐประหารครั้งนั้นเสียเปล่า             คงได้ผลเพียงเรื่องเดียวคือโค่นระบอบทักษิณออกจากอำนาจ แต่เพราะขาดประสบการณ์และหลงลมแห่งวาทะกรรมสมานฉันท์ปรองดอง จนมองไม่เห็นดาบที่ซ่อนไว้ในรอยยิ้ม แล้วเป็นเหตุให้เกิดขบวนการต่าง ๆ จนทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในวิกฤตต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้             ทำไม คปค. จึงต้องเข้ายึดอำนาจ? นี่คือตัวตั้งต้นของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดผลในปัจจุบัน             เหตุที่ทำให้เกิดการรัฐประหารในครั้งนั้นที่มีการประกาศอย่างเป็น ทางการมี สี่ประการคือ             ประการแรก การบ่อนทำลายเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ถึงขั้นอึกทึกครึกโครมชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ได้สถาปนากรุงรัตน โกสินทร์เป็นราชธานีเป็นต้นมา และแม้ถึงวันนี้การกระทำนั้นก็ยังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยผู้มีอำนาจใหม่ไม่จัดการถอนรากถอนโคน ปล่อยให้เชื้อไฟไหม้ลามอยู่ต่อไป             ประการที่สอง การคอร์รัปชั่นที่ในขณะนั้นถูกขนานนามว่าโคตรโกง และโกงกันทั้งโคตร นั่นคือเป็นการคอร์รัปชั่นโกงบ้าน ผลาญเมือง โกงชาติ โกงประชาชน จำนวนมหาศาลยิ่งกว่าระยะใดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จึงได้ชื่อว่าโคตรโกง และเพราะเอาวงศาคณาญาติ เพื่อนพ้องเข้ามาร่วมโกง จึงได้ชื่อว่าโกงทั้งโคตร             กลายเป็นแบบอย่างของการโกงชาติ โกงประชาชน รูปแบบใหม่ ลักษณะใหม่ และขั้นใหม่ แล้วเป็นแบบอย่างให้มีการต่อยอดการโกงชาติ โกงแผ่นดิน ตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้ด้วย             ประการที่สาม มีการทำให้เกิดความแตกแยกแตกสามัคคีภายในชาติอย่างรุนแรง แบ่งแยกข้าราชการออกจากความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบ่งแยกทหารออกเป็นพวกเป็นเหล่า แบ่งแยกประชาชนเป็นผู้สนับสนุนและพวกปรปักษ์ ถึงขนาดประกาศท้าทายว่าพื้นที่ใดไม่สนับสนุนทางการเมืองก็จะไม่มีการสนับ สนุนงบประมาณ และเพื่อทำให้ผิดกลายเป็นชอบในสายตาของประชาชน จึงเข้าครอบงำแทรกแซงสื่อ ปิดหูปิดตาประชาชนอย่างกว้างขวาง             ประการที่สี่ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระจนบ้าใบ้เดี้ยงไปหมดทุกองค์กร องค์กรเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็บังเกิดพวกสามหนาห้าห่วง องค์กรปราบปรามการทุจริตก็กลายเป็นองค์กรป้องกันการทุจริตแห่งชาติ ไม่ให้ใครแตะต้องได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นศาลเตี้ยที่ทำตามคำสั่งทางการเมือง แม้วงราชการที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ถูกกำจัดคนดีออกไป เอาคนชั่วเข้ามานั่งแท่นเพื่อปกป้องคุ้มครองทุกการกระทำไม่ให้ถูกตรวจสอบ             เป็นเหตุให้ประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่ระบอบโกงทั้งโคตรนี้ จนกระทั่งต้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่ก็โกงการเลือกตั้งจนต้องเลือกตั้งกันใหม่อีก เพื่อจะได้กลับมามีอำนาจโกงบ้านโกงเมืองกันใหม่             ในขณะนั้นพวกขบวนการที่จัดงาน 19 กันยา รำลึก ยังไม่ได้ผุดได้เกิดการเคลื่อนไหวใด ๆ เพราะยังไม่เกิดวิธีทำงานแบบผีโม่แป้งที่เชื่อมโยงมาถึงขบวนการเหล่านี้             ในขณะที่ประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่อำนาจรัฐอธรรมตามสิทธิ์อันพึงมีในระบอบ ประชาธิปไตย กลับได้รับการปฏิบัติอย่างเผด็จการต่อประชาชน แต่เป็นเผด็จการในลักษณะโจราธิปไตย             เพราะมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชนทุกรูปแบบ ไม่ว่าการขว้างระเบิดเข้าใส่ การไล่ทุบตีทำร้าย การจัดมวลชนมาปะทะ และการใส่ร้ายป้ายสีทางสื่อ กระทั่งการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัย ซึ่งแม้เผด็จการทั่วไปก็ไม่ทำในสิ่งเหล่านี้             การกระทำทั้งหลายทั้งปวงที่ก่อตัวขึ้นเป็นระบอบการปกครองอันสามานย์ที่ ประชาชนไม่ต้องการ แต่ไม่ยอมละวาง ไม่ยอมสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้น แผ่นดินจึงเดือดรุ่มร้อนไปทั่วทั้งประเทศ แม้พระสงฆ์องค์เจ้าและสมณะชีพราหมณ์ทั้งปวงก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า             เสียงของประชาชนที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่ปรารถนาการปฏิวัติรัฐประหารได้กลายเป็น เสียงร่ำร้องเรียกหาให้คณะทหารเข้ามาจัดการกับความผิดทำนองคลองธรรม จนเสียงก้องกระหึ่มไปทั้งแผ่นดิน             ดังนั้นในขณะที่ภาคประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กำลังนัดหมายชุมนุมใหญ่ในวันที่ 21 กันยายน จึงมีคนคิดทำรัฐประหารเพื่อกวาดล้างประชาชนที่ตื่นตัวทวงคืนแผ่นดิน และเพื่อดำรงระบอบการปกครองที่สามานย์ให้สืบทอดต่อไปในเชิงสันตติวงศ์แข่ง กับสถาบันพระมหากษัตริย์             มีการเตรียมแผนการจัดมวลชนเข้าปะทะกันจนถึงขั้นเลือดนองกรุงเทพฯ และจะฉวยสถานการณ์นั้นทำการรัฐประหารยึดอำนาจ             มีการตั้งกองบัญชาการยึดอำนาจไว้ที่หน่วยงานหนึ่งซึ่งต่อมาก็พยายามปรับ เปลี่ยนเป็นหน่วยงานต่อต้านรัฐประหาร แต่ถูกจัดการเสียก่อน             แผนการรัฐประหารรั่วไหลจนเป็นที่รู้กันทั่วไปในช่วงนั้นว่าในวันที่ 20 กันยายน เวลาเช้าตรู่ จะมีนักการเมืองคนสำคัญแอบเดินทางกลับเข้าประเทศ และพวกพ้องในกองทัพก็จะจัดการยึดอำนาจ กวาดล้างมวลมหาประชาชน และสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุลเสีย แล้วตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน             เมื่อข่าวรั่วไหลออกมาเช่นนี้ ขบวนการต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบสามานย์จึงได้ปรับเปลี่ยนวันเวลานัดชุมนุม ใหญ่เป็นวันที่ 20 กันยายน แทนที่จะเป็นวันที่ 21 กันยายน             เมื่อเหตุการณ์เขม็งเกลียวเช่นนี้ คณะทหารที่หวังดีต่อประเทศชาติและไม่ปรารถนาเห็นคนไทยฆ่ากันเองเช่นนั้น จึงตัดสินใจเข้ายึดอำนาจ โดยการตัดสินใจเด็ดขาดเกิดขึ้นในเวลาประมาณช่วงเช้าของวันที่ 19 กันยายน 2549             เป็นการยึดอำนาจที่ขาดการเตรียมตัวอย่าง ยิ่ง และไม่มีความพร้อมอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงเป็นการรัฐประหารที่มีราคาแพงและได้ผลไม่คุ้มค่า จนทำให้ปัญหาคาราคาซัง กระทั่งเหตุปัจจัยทั้งหลายที่เป็นเหตุรัฐประหารครั้งนั้นก็ยังคงดำรงอยู่ อย่างครบถ้วนแม้ในวันนี้.ที่มา : www.paisalvision.com
Monday, 27 September 2010 14:31
เทศกาลถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมทั่วโลกได้สิ้นสุดลง แล้ว พี่น้องมุสลิมทั่วโลกได้เฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอด้วยน้ำใจจงรักภักดีต่อพระ อัลเลาะห์เป็นเจ้า และความบริสุทธิ์ในการประพฤติปฏิบัติตนตลอดช่วงเวลาถือศีลอด จึงขอแสดงความยินดีต่อพี่น้องมุสลิมทั่วโลกมา ณ โอกาสนี้             เทศกาลถือศีลอดก็คล้าย ๆ กับเทศกาลเข้าพรรษาของพระสงฆ์ แต่ต่างกันตรงที่การถือศีลอดนั้นเป็นไปเพื่อฝึกฝนอบรมตนในวิถีทางแห่งอิสลาม เพื่อแสดงความภักดีต่อพระอัลเลาะห์เป็นเจ้าอย่างหนึ่งและเพื่อเสริมสร้าง ความเมตตาในจิตใจต่อเพื่อนร่วมโลกอีกอย่างหนึ่ง             เพราะในการถือศีลอดนั้น ตลอดชั่วเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกจะดื่มกินใด ๆ ไม่ได้ แม้การกลืนน้ำลายในปากก็ตาม จะทำให้ได้สัมผัสกับความเป็นจริงของความหิวโหย และบ่มเพาะจิตใจให้มีความอดทนอันถือว่าเป็นตบะอย่างหนึ่ง ซึ่งจะก่อภาวะจิตใจตนให้มีน้ำใจอ่อน มีเมตตากรุณาต่อมนุษย์ทั้งผอง             มีโองการหนึ่งในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านบัญญัติว่า พระอัลเลาะห์เป็นเจ้านั้นทรงไว้ซึ่งความกรุณาปรานีต่อมวลมนุษยชาติ โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะนับถือศาสนาหรือลัทธิใด ๆ พระองค์ไม่ได้แบ่งแยกมวลมนุษย์ตามเผ่าพันธุ์ ภาษา ชนชาติ หรือศาสนา แต่ทรงแบ่งแยกบุคคลที่การกระทำ             ผู้ใดก็ตามที่ กระทำความดีย่อมได้รับการตอบแทน ผู้ใดกระทำความชั่วก็จะต้องถูกลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือจะเป็นมนุษย์ใด ๆ ก็ตาม การตอบแทนและการลงโทษเป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น             ความในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านโองการนี้สะท้อนให้เห็นทัศนะที่แจ่มชัดว่า มวลมนุษย์ทั้งผองล้วนเป็นบ่าวของอัลเลาะห์ด้วยกันทั้งสิ้น ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ชนชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี เป็นเรื่องที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์             ดังนั้นมวลมนุษย์ในฐานะที่เป็นบ่าวของพระองค์ ย่อมมีหน้าที่จงรักภักดีและซื่อสัตย์ ตลอดจนปฏิบัติตามโองการทั้งปวงแห่งพระคัมภีร์อัลกุรอ่านนั้น ไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าจะมีอำนาจยศศักดิ์สูงส่งประการใด จึงเป็นเรื่องที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกได้ตระหนักเป็นอย่างดี             ในช่วงนี้มีข่าวที่ไม่ค่อยสบายใจปรากฏทางสื่อมวลชนหลายสำนักว่า ทางการซาอุดิอาระเบียมีความขุ่นมัวต่อการแต่งตั้งนายตำรวจบางท่าน จนเกิดการกระทบกระทั่งในทางการทูต ซึ่งย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และย่อมต้องแก้ไขไปตามวิถีทางแห่งการทูตนั้น             แต่ เรื่องหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องกล่าวในวันนี้ก็คือข่าวที่ระบุว่าทางการซาอุดิอา ระเบียกำลังพิจารณาตัดโควต้าพี่น้องไทยมุสลิมในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยต้องไปขอโควต้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทน             ข่าวนี้เป็นเรื่องนอกเหนือความกระทบกระทั่งและเป็นเรื่องนอกเหนือทางการทูต แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ของพี่น้องมุสลิมที่ชีวิตหนึ่งจะต้องเดินทาง ไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะอย่างน้อย 1 ครั้ง             บ่าวผู้จงรักภักดีต่อเอกองค์อัลเลาะห์ทั่วโลก นอกจากมีหน้าที่แล้วยังกล่าวได้ว่าเป็นสิทธิ์ที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อเอก องค์อัลเลาะห์เสมอกัน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ชนชาติ หรือเป็นพลเมืองของชาติใด ๆ             การจำกัดสิทธิหรือการห้ามมิให้พี่น้องมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์จึงกระทบต่อ หลักปฏิบัติทางศาสนา และทำให้เกิดความเศร้าหมองในจิตใจของพี่น้องไทยทั้งที่เป็นมุสลิมและทั้งที่ ไม่ได้เป็นมุสลิม             จึงได้แต่หวังว่าทางการซาอุดิอาระเบียจะได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ โดยล่าสุดนี้ก็มีข่าวที่น่ายินดีว่า ทางการซาอุดิอาระเบียหลังจากได้ฟังคำท้วงติงหลายกระแสแล้ว ก็มีความคำนึงว่าการตัดโควต้าดังกล่าวถ้าหากเกิดขึ้นจะเกิดผลกระทบมาก             ท่าทีเช่นนี้เป็นท่าทีที่ถูกต้องและเป็นท่าทีที่น่ายินดีสำหรับพี่ น้องไทยมุสลิมและพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ จึงได้แต่อ้อนวอนพระอัลเลาะห์เป็นเจ้า พระผู้ทรงไว้ซึ่งความเมตตาปรานี ได้ดลจิตดลใจให้ทางการซาอุดิอาระเบียได้ตัดสินใจในวิถีทางแห่งอิสลาม เพื่อประโยชน์และความสุขของมวลมุสลิมทั้งปวงด้วย             เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2547 ท่านอิหม่าม อัซรัต อายาตุ้ลลอฮ ชารูคีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้นำศาสนาสูงสุดของอิหร่านได้เดินทางมาร่วมงานครบรอบ อสัญกรรมของอิหม่ามโคมัยนี่ในประเทศไทย ได้แสดงสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วทวีปเอเชีย             ความตอนหนึ่งในสุนทรพจน์นั้นว่า “อิสลามเป็นเรื่องของชาวโลก เป็นสากล เป็นศาสนาที่มองการณ์ไกล ดังนั้นเราอย่ามัวจำกัดศาสนาของเรานั้นให้เป็นเรื่องที่คับแคบ”             ท่านชารูคีย์ได้ย้ำต่อพี่น้องมุสลิมทั้งปวงว่า “จงอย่าลดระดับความสูงส่งของศาสนาของเราลงมา อย่าเอาโลกทัศน์ที่แคบ ๆ ของเรามาปิดกั้นศาสนาของเราเองให้มันแคบลงไป ศาสนาอิสลามมิใช่เป็นดั่งที่พวกเราเข้าใจ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของชาวโลก องค์ศาสดาก็เป็นศาสดาของมนุษยชาติเช่นเดียวกัน”             ท่านอิหม่ามยังได้กล่าวด้วยว่า “ศาสนาที่มีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ทุกคนนั้นจะต้องเต็มไปด้วยความเมตตา ดังที่ท่านศาสดา (ศ) ได้ประกาศว่าอันเนื่องมาจากความเมตตาที่ท่านมีอยู่ ท่านจึงมีความนอบน้อมอ่อนโยนกับมนุษย์ ดังนั้นศาสนานี้จึงประณามการก่อการร้ายต่าง ๆ ประณามการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ประณามการละเมิดสิทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่ของมนุษยชาติ ศาสนานี้มาเพื่อที่จะมอบเกียรติยศให้แก่มนุษย์ มอบทุกสิ่งทุกอย่างแก่มนุษย์ทุกคน”             ท่านอายาตุ้ลลอฮ ชารูคีย์ ได้กล่าวถึงความเป็นพี่น้องกันของมวลมนุษย์ว่า “เหมือนกับที่ท่านเอกอัครราชทูตได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ที่บอกว่ามนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับเรา หรือว่าเป็นพี่น้องร่วมโลกกับเรา ทั้งหมดนั้นคือพี่น้องกัน”             และท่านได้ยกคำสั่งเสียของท่านอิหม่ามอาลี (อ) เมื่อครั้งที่ส่งท่านอัชตัร ไปเป็นผู้ปกครองเมืองอียิปต์ว่า “โอ้มาลิก เอ๋ย เจ้าจงรู้ไว้เถิดว่าผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของฉันนั้นมีบุคคลสองจำพวก ด้วยกัน พวกแรกคือพี่น้องร่วมศาสนาของเจ้า สองพี่น้องร่วมโลกของเจ้า ถึงแม้เขาจะอยู่ต่างศาสนากับเจ้าก็ตาม เจ้าจงปฏิบัติต่อเขาตามสิทธิ์ที่เขาสมควรจะได้รับ”             ในปัจจุบันนี้สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งซาอุดิอาระเบียทรงเป็นศาสนิกที่ซื่อ สัตย์และเคร่งครัดในอิสลาม ทรงเป็นพันธมิตรในการดำเนินวิเทโศบายต่างประเทศร่วมกับชาติมุสลิมที่สำคัญ คืออิหร่านและอียิปต์ ทั้งมีความนับถือศรัทธาต่ออิหม่าม อัซรัต อายาตุ้ลลอฮ ชารูคีย์ เป็นอย่างดียิ่ง             สุนทรพจน์ของท่านชารูคีย์ดังกล่าวนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของประเทศไทยในขณะนั้นได้จัดพิมพ์ออกเผยแพร่แก่ พี่น้องมุสลิมในหลายพื้นที่ และทำให้พี่น้องชาวไทยพุทธได้มีโอกาสเรียนรู้และรับรู้ความสูงส่งแห่งอิสลาม ตลอดจนทัศนะอันเป็นสากลแห่งอิสลามจากปากคำโดยตรงของหนึ่งในคณะผู้นำสูงสุด ทางศาสนาอิสลามของอิหร่านท่านนี้             ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่เชื่อได้อย่างมั่นคงว่าการปฏิบัติภารกิจทางศาสนาของพี่น้องไทย มุสลิมทั้งปวงจะไม่ถูกกระทบกระเทือนจากกรณีการแต่งตั้งนายตำรวจเพียงคนเดียว และเป็นที่เชื่อและหวังได้ในความภักดีต่อเอกองค์อัลเลาะห์ของทางการซาอุดิอา ระเบียด้วยว่าจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ ไม่ให้กระทบต่อหน้าที่ของพี่น้องไทยมุสลิมดังที่เป็นข่าวนั้น.ที่มา : www.paisalvision.com
Friday, 24 September 2010 10:33
ตั้งแต่ช่วงเกิดศึกสิบทัพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ห่างหน้าหายตาไปช้านาน จู่ ๆ เมื่อวานก็โผล่ออกมาเขียนทวิตเตอร์ชุดใหญ่ เรียกหาความปรองดอง และเรียกร้องไม่ให้เอาเรื่องเอาราวกับทุกฝ่าย             แต่เสียดายผู้คนแทบไม่สนใจ ผ่านแล้วก็ผ่านไป ดุจดั่งสายลมพัด จนต้องอาศัยสื่อมือสองช่วยขยายผลให้คึกคักครึกโครม แต่คงยากที่จะคึกคักดั่งแต่ก่อน             ละครลิงเรื่องปรองดองได้ออกแขกหน้าม่านมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะนี้กำลังขับเคลื่อนอย่างคึกคักโดยขบวนการผีโม่แป้งจากหลายแห่งหลายกลุ่ม ที่กำลังโม่กันเป็นการใหญ่ ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ             เพราะคราวนี้แทนที่จะทุ่มเงินไปเพื่อขนคนมาเผาบ้านเผาเมืองเป็นการใหญ่ เหมือนครั้งก่อน ซึ่งรู้แล้วว่ามีแต่ความฉิบหายสถานเดียวเท่านั้น จึงปรับกระบวนท่าใหม่ ใช้การปรองดองออกหน้า แต่ของจริงก็คืออำนาจและผลประโยชน์เท่านั้น             การเดินเกมเรื่องปรองดองเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งชุมนุมเผาเมือง โดยบางซีกของบางฝ่ายได้สุมหัวกันเพื่อแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้ม คือการช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์             มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศ ให้เดินสายล็อบบี้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์การสหประชาชาติ และว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ภายในประเทศจากทุกซีกทุกฝ่าย เพื่อให้กดดันบังคับให้เกิดการปรองดอง อ้างว่าเพื่อสันติของชาติบ้านเมือง             หลังจากนั้นการขับเคลื่อนเรื่องปรองดองก็เคลื่อนไหวอย่างคึกคัก มีการจัดประชุมกันหลายครั้ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และผู้คนจำนวนมากก็ได้เข้าร่วมขบวนการนี้เพราะมีสินจ้างรางวัลอย่างงดงาม             อย่าคิดว่าการปรองดองมีแต่เรื่องการเมืองและอำนาจเท่านั้น แท้จริงแล้วมันยังมีการปรองดองอีกชนิดหนึ่งคือการปรองดองเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งเป็นวิสัยของนักการเมืองที่สามารถปรองดองกันได้โดยง่าย เพราะเป็นการร่วมกันทำมาหากิน มึงมั่ง กูมั่ง แบ่งปันกันอย่างสนุกสนาน             การปรองดองในเรื่องผลประโยชน์เกิดมรรคเกิดผลเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว ไม่ว่ากิจการร่วมมือกันปั่นหุ้นและเก็งกำไรค่าเงิน ทำให้หุ้นไทยพุ่งกระฉูดทะลุฟ้าขึ้นสู่จุดสูงสุดนับแต่ตั้งตลาดหุ้นมา ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์บ้านเมืองเศรษฐกิจไม่มีอะไรเป็นพื้นฐานรองรับเลย             ระวังกันให้ดีว่าบรรดานักลงทุนรายย่อยและกองทุนต่าง ๆ ทั้งของรัฐและของเอกชนจะต้องรับเคราะห์พากันฉิบหายวายวอดไปตาม ๆ กัน และต้องระวังให้ดีด้วยว่าในกระบวนการเก็งกำไรค่าเงินนั้น ในที่สุดประเทศไทยจะต้องรับผลขาดทุนมากมายมหาศาล กระทั่งเกิดเหตุซ้ำรอยเหตุการณ์ต้มยำกุ้งอีกก็ได้             ปรากฏการณ์คิดอ่านจะซื้อดาวเทียมไทยคม การซื้อกิจการไทเกอร์แอร์ การสร้างม่านควันเรื่องสันติภาพกับเขมร โดยยอมให้เขมรยึดครองดินแดนไทยอย่างหน้าตาเฉย และไม่สนใจไยดี การลาออกจากที่ปรึกษาของนายฮวยเซ็ง การที่นายฮวยเซ็งปรับเปลี่ยนท่าทีจากหลังตีนเป็นหน้ามือ ตลอดจนการถอนอายัดทรัพย์สินของท่อน้ำเลี้ยง 83 รายอย่างเงียบเชียบนั้น ว่ากันว่ามันคือผลผลิตของการปรองดองผลประโยชน์โดยแท้!             การปรองดองผลประโยชน์จะยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นอาณาประโยชน์แก่นักการเมืองอย่างเต็มที่ ชาติบ้านเมืองและคนอื่นจะฉิบหายวายวอดอย่างไรไม่เกี่ยว             ทว่าการปรองดองในส่วนการเมืองและอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นวิสัยใครก็ตามที่มีอำนาจแล้วก็ย่อมหวงแหน ไม่อยากให้ใครมาแบ่งปันแย่งยึดเอาไป หรือเปลี่ยนแปลงไปจากสถานะที่เป็นอยู่             โดยลักษณะธรรมชาติของการเมืองและอำนาจจึงเป็นอุปสรรคขั้นมูลฐานที่ทำให้การ ปรองดองในทางการเมืองและอำนาจไม่อาจก้าวรุดหน้าไปได้โดยง่าย             เมื่อกระบวนการปรองดองบังหน้าได้ขับเคลื่อนไประยะหนึ่ง แต่ไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลรูปหล่อจะเออออห่อหมกยอมจัดสรรปันแบ่งอำนาจและดำเนิน การในทางนิรโทษกรรม คนใจร้อนย่อมทนอยู่ไม่ได้             เพราะเหตุนี้จึงมีการส่งสัญญาณไปยังสื่อยักษ์รายหนึ่งให้เอาเรื่องราวเบื้อง หลังการปรองดองมาเปิดเผยต่อสาธารณะ สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับคนรูปหล่อเป็นอย่างยิ่ง ในยามฉุกละหุกนั้นจึงได้แต่ก็ทำทีเป็นเก๋ไก๋ว่าใครพบกับใครที่ไหนและเมื่อ ไหร่             แต่ในที่สุดก็คงเห็นว่าปิดบังเรื่องราวไว้ไม่ได้แล้วจึงต้องทำใจดีสู้เสือ ยอมรับว่ามีการเจรจาปรองดองกันจริง เมื่อกลับจากเมืองจีนแล้วก็จะนัดพบปะเจรจากัน             แต่ เป็นธรรมดาผู้มีวิชาจัดจ้านทางการเมืองที่ได้สั่งสมวิทยายุทธ์สืบทอดกันมาก ว่า 60 ปี มีหรือจะปล่อยการ์ดลงต่ำ ดังนั้นพร้อมกับการยอมรับเรื่องการปรองดองก็ตั้งการ์ดไว้สูงว่า จะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมหรือประนีประนอมทางคดีกับนักโทษหนีคุกเป็นอันขาด             สุดยอดวิชาเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ทำให้คนใจร้อนฉุนขาด ดังนั้นกระบวนการเขย่ารุกทางการเมืองเพื่อให้แตกตัวขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลจึง เกิดขึ้นตามมา แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนได้รับการติดต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์หักหลัง คิดอ่านจะจับมือตั้งรัฐบาลสองพรรคใหญ่             จึงเกิดการกระเพื่อมไหวครั้งใหญ่ทางการเมือง แต่เป็นจังหวะที่แสดงท่าทีรูปธรรมใด ๆ ไม่ได้ เพราะระยะนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ไม่ได้ กฎหมายงบประมาณก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ดังนั้นจึงมีแต่ท่าทีไม่พอใจลอยมาตามสายลมเป็นระลอก ๆ             แผน ล้มรัฐบาลคนรูปหล่อและอาจต่อเนื่องไปถึงแผนการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือก ตั้งใหญ่ จึงถือเอากลยุทธ์เคลื่อนไหวปล่อยข่าวสองพรรคใหญ่ร่วมตั้งรัฐบาล เฉดกบาลพรรคร่วมที่กินไม่รู้อิ่ม มูมมามตะกละตะกลามออกจากวงอำนาจ จึงถูกเดินหน้าอย่างคึกคัก             แต่วิชานี้เป็นสุดยอดวิชาของพรรคประชาธิปัตย์มาแต่เดิม จะปล่อยให้ใครอื่นเอามะพร้าวมาขายสวนได้หรือ สุดยอดวิชานี้ปรากฏขึ้นในยุทธภพครั้งหลังสุดในการยึดอำนาจมาจากพรรคความหวัง ใหม่ โดยในคราวนั้นเมื่อหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ลาออกแล้ว แกนนำพรรคร่วมเตรียมสนับสนุนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี             ปรากฏว่ามีมือดีแอบเจรจากับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เพื่อตั้งรัฐบาลสองพรรค ใหญ่ ถีบหัวพรรคร่วมออกไปเป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ได้ฉวยจังหวะนี้แจ้งข่าวให้บรรดาพรรคร่วมรับรู้ เท่านั้นแหละเกิดเรื่อง บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลพากันถอนตัวหันไปเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้ง รัฐบาลชวน 2             ทำให้พรรคความหวังใหม่ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านและแตกแยกแตกสลายจนกระทั่งต้องไป รวมพรรคกับพรรคไทยรักไทยในที่สุด             กระบวนท่าเช่นนี้จึงไม่อาจหลุดรอดสายตาบรรดาเซียนการเมืองในพรรคประชาธิปัต ย์ได้ ดังนั้นจึงมีการขยับหมากแก้เกมกลหันไปเอาใจพรรคร่วมด้วยการปรนเปรองบประมาณ ขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการขอโทษขอโพยที่ขาดการติดต่อ อ้างว่ามีภารกิจยุ่งเหยิงมากมาย             นั่นเป็น กระบวนท่าวิชาปรองดองบังหน้า พร่าผลาญประเทศไทยและคนไทยตามหลัง แต่มีหรือที่คนคิดการใหญ่จะเล่นไพ่สำรับเดียว?             ไพ่อีกสำรับที่น่าจับตามองก็คือ การชุมนุมคนเสื้อแดงบังหน้า ปาระเบิดและก่อวินาศกรรมตามมา และปิดท้ายด้วยการยึดอำนาจเพื่อกลับมาสู่อำนาจใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเตรียมการกันไว้อย่างแยบยล             กระทั่งเตรียม เปิดวอร์รูมร่างประกาศยึดอำนาจกันในต่างประเทศ ในช่วงใกล้เคียงกับเวลาที่นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปยูเอ็น แหม! คิดอ่านเอาคืนช่วงเวลาเดียวกันเลยเจียวหรือนี่?ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 16 September 2010 11:47
กระแสการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยยังคงขยายตัวออกไป อย่างกว้างขวางโดยไม่มีใครต้องสร้าง ต้องก่อ หรือก่นร้างถางพง แต่มันเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าภาวะล่มสลายของการเมืองได้มาถึงจุดสุดท้ายแล้ว             กระแสการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยในภาคประชาชนเป็นความเรียกร้องต้องการของ ประชาชนอย่างแท้จริง ตรงกันข้ามกับการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปของรัฐบาลที่มีเนื้อแท้ก็คือการสลาย หรือหยุดยั้งความต้องการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยของประชาชนเท่านั้น             ไม่ต้องดูหลักฐานอย่างอื่น ให้ดูแค่กรอบระยะเวลาที่คณะกรรมการปฏิรูปจะเสนอแผนปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีก็พอ เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลที่มีวาระอยู่เพียงปีเดียวจะไม่ ได้รับผิดชอบใด ๆ ต่อผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคณะกรรมการชุดนี้             ทั้ง ๆ ที่ได้ทุ่มงบประมาณให้ไปถึง 600 ล้านบาท ในขณะที่ให้งบประมาณแก่สามเหล่าทัพในการดูแลรักษาอธิปไตยเพียง 240 ล้านบาทเท่านั้น             ทำไมประชาชนจึงต้องการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย? ผลทั้งหลายย่อมมีมาแต่เหตุ และผลของเรื่องนี้ก็มีเหตุมาแต่นักการเมือง จนมีคำกล่าวกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้ว่านักการเมืองคือปัญหาของชาติ             นักการเมืองเป็นปัญหาของชาติเพราะนักการเมืองได้ทำอะไรเล่า?             ก็ต้องกล่าวว่าเรื่องราวสารพัดที่ชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลายทั้งปวงในประเทศ นี้ล้วนเกิดขึ้นจากนักการเมืองซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 2,000 คนเท่านั้น แต่ถ้าจะเจาะจงเรื่องสำคัญที่ก่อให้เกิดความเรียกร้องต้องการที่จะปฏิรูป ใหญ่ประเทศไทย ก็เห็นจะมีเรื่องสำคัญดังต่อไปนี้             ประการ แรก นักการเมืองพวกหนึ่งไม่คำนึงผิดชอบชั่วดี ไม่มีกตัญญูกตเวทีต่อแผ่นดิน ก่อการเคลื่อนไหวเป็นขบวนการล้มเจ้าหมายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่ง เป็นหลักชัยของแผ่นดิน ที่เป็นที่พึ่ง เป็นหลักยึด เป็นศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติมาตั้งแต่บรรพกาล และได้สร้างแผ่นดินนี้ ปกป้องแผ่นดินนี้และทำนุบำรุงแผ่นดินนี้จนตกทอดมาถึงเราท่าน             นักการเมืองพวกหนึ่งก่อขบวนการล้มเจ้า แต่อีกพวกหนึ่งซึ่งมีหน้าที่กำราบปราบปรามไม่ยอมทำหน้าที่ ปากบอกว่าจงรักภักดี แต่หรี่ตาให้อีกพวกหนึ่งเคลื่อนไหวล้มเจ้าอย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่เคยเกิด ขึ้นในแผ่นดินนี้ นักการเมืองสองพวกนี้พวกไหนชั่วช้าเลวทรามกว่ากันแน่?             ประการที่สอง การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือการคอร์รัปชั่นขยายตัวเติบใหญ่ ตะกละตะกลามและเหิมเกริมยิ่งกว่ายุคสมัยใด ๆ จนเกิดเป็นคำกล่าวอย่างแพร่หลายว่านักการเมืองแบ่งเมืองกันกิน หรือนักการเมืองกินเมืองกันอย่างขนานใหญ่             ทุกโครงการใหญ่น้อยล้วนมีการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างขนานใหญ่ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้ว่ากันว่านักการเมืองชักหัวคิวแค่ 30-35% แต่ปัจจุบันนี้แม้คนในรัฐบาลเองก็ยอมรับว่ามีการชักหัวคิวกันยิ่งกว่าแต่ ก่อน คือชักหัวคิวถึงอัตราส่วน 35-50%             จนโครงการจำนวนหนึ่งถูกโกงงบประมาณจนไม่สามารถดำเนินการไปได้ และได้ใช้จ่ายงบประมาณหมดไปโดยไม่ได้ดำเนินโครงการ หรือดำเนินโครงการแล้วก็ใช้ไม่ได้ ซึ่งโครงการจำพวกนี้มีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาท             นอกจากนั้น นักการเมืองยังสร้างโครงการต่าง ๆ ที่จะต้องใช้จ่ายเงินแผ่นดินจำนวนมหาศาลโดยหวังผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน จนก่อหนี้สินให้กับประเทศจำนวนมากมายมหาศาล             ที่สำคัญคือการทุจริตของนักการเมืองยุคนี้เป็นการทุจริตชนิดเย้ยฟ้าท้าดิน ถึงแม้ถูกจับได้ไล่ทันก็ไม่ยำเกรง ไม่ยอมหยุด เพราะอวดดื้อถือดีว่าสามารถครอบงำแทรกแซงองค์กรอิสระ จนอำนาจแห่งกฎหมายไม่สามารถแตะต้องนักการเมืองเหล่านั้นได้             ประชาชนสุดทน สุดเอือมระอาต่อการทุจริตซึ่งกำลังขยายตัวลุกลามอย่างกว้างขวางที่สุด ถึงขนาดตำแหน่งราชการประจำโดยทั่วไปก็มีการประมูลซื้อขายกัน ใครจ่ายมากก็ได้ไป และเมื่อซื้อตำแหน่งแล้วก็ต้องไปรีดนาทาเร้นราษฎรเพื่อถอนทุนคืน             เป็นเหตุการณ์เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ก่อนล่มสลายของอำนาจรัฐบาลชิง ที่ทุจริตกันถึงขั้นประมูลตำแหน่งนายอำเภอกันกลางตลาด             ประการ ที่สาม นักการเมืองทำตัวเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย คือมีอำนาจเหนือในการใช้กฎหมายที่จะใช้อำนาจข่มเหงยำเยงผู้ใดก็ได้ตาม อำเภอใจ ในขณะที่ตัวเองนั้นก็มีสมุนบริวารและพวกพ้องตลอดจนอำนาจคอยคุ้มครองป้องกัน ไม่ให้ถูกกฎหมายบังคับใช้ได้             นักการเมืองจึงทำการใดตามอำเภอใจและตามใจชอบ ไม่คำนึงถึงบทกฎหมายแต่ประการใด และถึงแม้จะถูกดำเนินการตามกฎหมายก็จะถูกอำนาจการเมืองระงับยับยั้งหรือ เบี่ยงเบนไป จนนักการเมืองสามารถอยู่ในอำนาจหน้าที่ต่อไป             สภาพบ้านเมืองที่ไร้ขื่อแปจึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นธรรมดาของนักการเมืองที่ต้องมีลิ่วล้อบริวาร ซึ่งเมื่อหัวกระดิกหางก็ส่ายตาม ดังนั้นผู้ตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองและทำลายขื่อแปบ้านเมืองจึงเพิ่ม จำนวนมากขึ้นทุกแห่งหนทั่วประเทศ             อำนาจเหนือกฎหมายเช่นนี้ข่มเหงยำเยงราษฎรและผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกันอย่าง เหิมเกริมและก้าวร้าว ชนิดเย้ยฟ้าท้าดินเช่นเดียวกัน             ประการ ที่สี่ นักการเมืองไม่ทำหน้าที่ทำนุบำรุงแผ่นดินและราษฎร ยามแล้งก็ขาดแคลนจนวิบัติ ยามเทศกาลหน้าน้ำก็ต้องรับภัยพิบัติ ฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดก็ขายไม่ได้ และกลายเป็นเหยื่อให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์จากงบประมาณในการช่วยเหลือ ประเภทต่าง ๆ             ในที่สุดราษฎรก็เจ๊งบ๊งกันทั้งประเทศ พ่อค้าน้อยใหญ่ก็ถูกนักการเมืองสุมหัวชักจูงเอาต่างชาติเข้ามาเบียดเบียนเอา รัดเอาเปรียบ จนกระทั่งสิ้นเนื้อประดาตัวตาม ๆ กัน             ผู้คนทั้งแผ่นดินจึงเต็มไปด้วยหนี้สินและยากแค้นแสนเข็ญเพิ่มขึ้นอย่างไม่ หยุดยั้ง ในขณะที่วงการนักการเมือง 2,000 คนยึดครองเอาทรัพย์สินเงินทองและผลประโยชน์ของแผ่นดินมาเป็นของพวกตนเสีย เป็นส่วนใหญ่             นักการเมืองบางคนโกงบ้านกินเมืองจนร่ำรวยนับแสน ๆ ล้านบาท ในขณะที่ราษฎรบางคนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีบ้านจะอยู่             วัน ๆ แทนที่จะคิดอ่านทำนุบำรุงบ้านเมืองและราษฎร กลับคิดอ่านแต่ว่าโครงการไหนจะโกงได้ กินได้ หรือจะสร้างโครงการอะไรมากินมาโกงกันได้             เพราะเหตุนี้ราษฎรจึงเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า             ประการ ที่ห้า นักการเมืองไม่ทำหน้าที่ของตน ไม่ว่าในด้านไหน ๆ ทำแต่เรื่องโกง เรื่องกิน และเรื่องหาประโยชน์ให้พวกพ้องและปูทางให้ตนเองและพวกพ้องกลับมามีอำนาจใน การเลือกตั้งครั้งต่อไปเท่านั้น             ในด้านความมั่นคงปลอดภัย คนไทยต้องเสี่ยงตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เกิดเหตุร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วทุกสารทิศ แต่คนผิดก็ลอยนวล คนตายก็ตายไป แต่นักการเมืองยังคงลอยหน้าลอยตาแสวงหาอำนาจอย่างไม่หยุดยั้ง             ในด้านเศรษฐกิจ อาณาประชาราษฎรเดือดร้อนทุกข์เข็ญขาดทุนสิ้นไร้ไม้ตอก กระทั่งที่ดินทำกินก็ไม่มี แต่หาได้รับการเหลียวแลใด ๆ ไม่ ผู้ยากไร้ทั้งหลายถูกมายาภาพแห่งประชานิยมหลอกลวง ประหนึ่งมายากลหรือยาบ้าทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนคิดงอมืองอเท้า จนง่อยเปลี้ยเสียขาไปทั้งแผ่นดิน             แม้กระทั่ง เอกราชอธิปไตยของประเทศชาติ นักการเมืองก็มิได้สนใจไยดี ปล่อยให้ต่างชาติยึดครองดินแดนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง ราษฎรตามแนวชายแดนถูกเขมรผู้รุกรานขับไล่ออกจากที่ทำกิน ทั้ง ๆ ที่มีเอกสารสิทธิ์ มีถิ่นฐานบ้านเรือนและเสียภาษีที่ดินกันตลอดมา จนพลัดที่นาคาที่อยู่และได้รับความเดือดร้อน             กระทั่งราษฎรต้องรวมตัวกันบุกเข้ายึดเอาที่ดินคืนกันเอง ต้องถูกจับ ถูกฆ่าในหลายพื้นที่             มีข้อเท็จจริงจำนวนมากที่พิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองได้คบคิดกับต่างชาติ ยกอธิปไตยของประเทศให้กับต่างชาติเพื่อไปแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรม ชาตและยังคงดำเนินการอยู่อย่างขะมักเขม้น             เมื่อ เป็นเช่นนี้ประชาชนจึงสุดที่จะทนทาน และก่อให้เกิดเป็นกระแสใหญ่ปฏิรูปประเทศไทยขึ้น และรอวันคืนที่จะชำระล้างสิ่งสกปรกโสมมให้หมดสิ้นแผ่นดินไทยเสียที!     ที่มา : www.paisalvision.com
Wednesday, 08 September 2010 10:53
ผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับค่าเงินของประเทศไทยในธนาคาร แห่งประเทศไทย และลามมาถึงรัฐบาล กำลังตื่นตระหนกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และกำลังประชุมหามาตรการป้องกันแก้ไขกันจ้าละหวั่น             พฤติกรรมกลัวค่าเงินบาทแข็งเป็นพฤติกรรมของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองของเรามา ยาวนานแล้ว และเป็นเรื่องที่คนไทยได้เห็นพฤติกรรมเช่นนี้ตลอดมา จนราวกับว่าเรื่องค่าเงินบาทแข็งนั้นเป็นปัญหาของชาติไปแล้ว             บทเรียนของประเทศไทยในอดีตมาถึงวันนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเรื่องค่าเงินบาท แข็งนี้จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาของชาติที่ยังแก้ไม่ตก และเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับประเทศไทย ตลอดจนคนไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง             ดังนั้นคนไทย จึงควรทำความเข้าใจกันถึงเรื่องปัญหาค่าเงินบาทแข็ง หรือค่าเงินบาทอ่อนกันสักครั้งหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วก็จะถูกพวกเทคโนแครตเจ้าเล่ห์ที่อาจมีวาระแอบแฝงและมีผล ประโยชน์แอบแฝงหลอกต้มตุ๋นและต้มยำทำแกงเอากับบ้านเมืองและประชาชนต่อไปอีก             เรื่องแรก ที่ควรทำความเข้าใจคือค่าเงินบาทนั้นมีแต่แข็ง อย่างเดียวเท่านั้นหรือ? หามิได้เลย             เป็นเรื่องธรรมดาของประเทศที่ปล่อยให้เงินเข้า-ออกเสรี ที่ต้องมีค่าเงินแข็งหรืออ่อนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ไม่ต่างอันใดกับฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน จึงจัดว่าเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ ดังนั้นถึงจะกลัวหรือไม่กลัวค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นวันยังค่ำ             คนที่กลัวฝนตกหรือแดดออกเป็นคนบ้าหรือดี ฉันใดก็ฉันนั้น             เรื่องที่สอง ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนเป็นประโยชน์กับใคร? ตรงนี้เป็นปมเงื่อนสำคัญ และเป็นตัวก่อเกิดปัญหาที่ต้องแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทกันจ้าละหวั่นตลอดมา             ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทั้งการนำเข้าและการส่งออก ถ้าค่าเงินบาทแข็งก็จะเป็นประโยชน์แก่การนำเข้า แต่เสียประโยชน์แก่การส่งออกเนื่องจากราคาแพงขึ้น             ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ก็คือนายทุนชาติ แต่ผู้ที่บริโภคจากการนำเข้าคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศและการนำเข้าหลักก็ คือพลังงานน้ำมัน และก๊าซ ตลอดจนสินค้าอุปโภค บริโภคอื่น ๆ ซึ่งเป็นรายจ่ายของประชาชนทุกคน             ดังนั้นการกลัวเงินบาทแข็ง มูลฐานที่แท้จริงจึงเป็นความกลัวว่าจะกระทบต่อผลประโยชน์ของนายทุนชาติไม่ กี่คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก แต่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ผลิตภัณฑ์จากการนำเข้า             แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้ว ว่าอำนาจรัฐและผู้บริหารการปริวัตรยืนอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศ หรือว่ายืนอยู่กับผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยของประเทศ ตรงนี้จึงเป็นจุดปมเงื่อนที่สุดของปัญหา             เรื่อง ที่สาม ค่าเงินแข็งหรืออ่อนเป็นไปตลอดกาลนาน หรือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว? ในเรื่องนี้ก็ตอบได้ว่าเมื่อมีการนำเงินเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทก็จะแข็ง เมื่อมีการนำเงินออกนอกประเทศ ค่าเงินบาทก็จะอ่อน ไม่ได้เป็นสิ่งจีรังยั่งยืนแต่ประการใด             ช่วงนี้ค่าเงินบาทแข็งก็เพราะมีการเก็งกำไรในตลาดหุ้น ซึ่งในวงการเขาก็รู้กันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นปรากฏการณ์เช่นเดียวกับเหตุการณ์ก่อนเกิดวิกฤตในปี 2540 จึงเป็นการแข็งค่าแบบหลอก ๆ หรือโดยมีการปั่นหรือมีการเก็งกำไร และแน่นอนว่าอนาคตของมันคือหายนะของประเทศไทยและคนไทยโดยไม่ต้องสงสัยใด ๆ             เรื่องที่สี่ ความกลัวค่าเงินบาทแข็งสร้างความฉิบหายให้กับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด?             ข้อนี้มีเรื่องราวมากมาย แต่เอากันแค่สองช่วงเหตุการณ์ที่เถียงไม่ออกก็พอ             เหตุการณ์แรก คือความกลัวค่าเงินบาทแข็งในปี 2540 และมีการลักลอบแทรกแซงค่าเงินบาท จนเกิดผลขาดทุนกว่าล้านล้านบาท จนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งและต้องตกเป็นเมืองขึ้นของ IMF ระยะหนึ่ง             หลังจากขายทรัพย์สมบัติชาติไปมากมายก่ายกองแล้ว ถึงเวลานี้ก็ยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องอยู่ถึง 1,400,000 ล้านบาท ทั้งที่ได้จ่ายดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินดังกล่าวไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท นี่คือบทเรียนอันมีค่ายิ่งนักของประเทศไทย เป็นบทเรียนที่เกิดจากน้ำมือของผู้ที่อวดอ้างตนเองว่ามีความรู้สูงที่สุดใน ประเทศไทย             เหตุการณ์ที่สอง เป็นเหตุการณ์ใกล้ปัจจุบันที่มีสาเหตุมาจากความกลัวค่าเงินบาทแข็งอีกนั่น แหละ แล้วมีการแอบแทรกแซงค่าเงินบาท ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเสรีทางการเงิน             การ แอบแทรกแซงค่าเงินบาทปรากฏว่าขณะนี้มีผลขาดทุนแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท โดยเป็นผลขาดทุนของปี 2551 จำนวน 74,400 ล้านบาท ในปี 2552 ขาดทุนอีก 18,700 ล้านบาท แต่ปี 2553 ยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ซึ่งอาจมีผลขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทแล้วเช่นเดียวกัน             ผลขาดทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นส่วนใหญ่ และเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนี้อีกส่วนหนึ่ง ที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าในปี 2553 นี้มีการแอบแทรกแซงค่าเงินบาทอีกหรือไม่ เท่าใด และมีผลขาดทุนเท่าใด             ผลขาดทุนในปี 2540 ที่ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ไม่มีปัญญาจะแก้ไข จึงจ้องหาโอกาสที่จะควักล้วงเอาเงินจากคลังหลวงซึ่งเป็นเงินของประชาชนชาว ไทยทั้งชาติเอาไปไถ่หนี้บาปที่ผู้มีสติปัญญาของประเทศได้ก่อให้เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังหาจังหวะไม่ได้ เพราะคณะศิษย์หลวงตาพระมหาบัวเฝ้าระมัดระวังชนิดตาไม่กะพริบ             ผลขาดทุนครั้งนั้นหาได้เป็นบทเรียนหรือสร้างความสำนึกให้เกิดขึ้นแก่ผู้มี อำนาจในการบริหารการปริวัตรค่าเงินไม่ หาไม่แล้วจะทำผิดซ้ำผิดซ้อนจนกระทั่งขาดทุนป่นปี้ในระยะนี้กว่า 80,000 ล้านบาทได้อย่างไรเล่า?             ธุรกิจธรรมดา ๆ ใครทำให้เกิดผลขาดทุนเพียงแสนเพียงล้านก็ต้องรับผิดชอบ แต่นี่สร้างความเสียหาย ก่อให้เกิดผลขาดทุนถึง 80,000 ล้านบาท แล้วมีใครรับผิดชอบสักคนไหม?             นอกจากไม่มีใครรับผิดชอบแล้ว ก็ยังคงย่ำรอยเท้าก้าวซ้ำความผิดเดิม สร้างกระแสหวาดกลัวค่าเงินบาทแข็งกันเป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง             นี่คือการสร้างความชอบธรรมหรือสร้างกระบวนการปัดความรับผิดชอบใน การที่จะแอบแทรกแซงค่าเงินบาทใช่หรือไม่?              การที่ค่าเงินบาทแข็งในปัจจุบันนี้เนื้อแท้นั้นควรเป็นประโยชน์ที่ประชาชน ชาวไทยจะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลง ใช้ก๊าซในราคาที่ถูกลง แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะตัวปัญหาของชาติคือนักการเมืองได้ปล้น สดมภ์เอาผลประโยชน์ที่พึงตกแก่ประชาชนทั่วประเทศไปเข้าพกเข้าห่อตัวเอง             เหิมเกริมทำกันถึงขนาดส่งลูกไปนั่งประจำอยู่ที่สถาบันการเงินในสิงคโปร์ เพื่อคอยถ่ายโอนเงินส่วนต่างในการจัดซื้อจัดหาพลังงานเข้าพกเข้าห่อตน เองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน             เพียงแค่สองปีนักการ เมืองชั่วกลุ่มนี้สามารถสร้างฐานะความร่ำรวยให้กับตัวเองได้เกือบ 200,000 ล้านบาทแล้ว แต่ประชาชนไทยทั่วประเทศยังคงต้องใช้น้ำมันแพง จ่ายค่าก๊าซแพงเหมือนเดิม             การที่ค่าเงินบาทแข็งยังเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้น เพราะทำให้ต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นในการลงทุน ผลประโยชน์จึงย่อมตกแก่นักลงทุนไทยและตลาดหุ้นไทย             ผลเสียตกอยู่กับคนกลุ่มเดียวเท่านั้นคือผู้ส่งออก ซึ่งมีไม่ถึง 50 คน และรายใหญ่จริง ๆ ก็มีอยู่แค่ไม่เกิน 10 รายเท่านั้น และหาได้เกิดตลอดกาลไม่             มหาเศรษฐีทีไม่รู้จักความพอ 10 ตระกูลนี่แหละที่สมคบสมรู้กับนักการเมืองชั่ว ผลักภาระทุกอย่างให้กับประเทศและประชาชน แล้วหาประโยชน์เข้ากลุ่มตนโดยไม่รู้จักพอ             ผู้มีอำนาจทั้งหลายควรจะตอบตัวเองเสียทีว่าพอกันได้หรือยังที่จะคำนึงถึงผล ประโยชน์ของคนเพียง 10 ตระกูล ในขณะที่ปล้นสดมภ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างยับเยินเช่น นี้             อันค่าเงินบาทจะแข็งจะอ่อนนั้นย่อมเป็นประโยชน์กับคนกลุ่มหนึ่งและเสีย ประโยชน์กับคนอีกกลุ่มหนึ่งเสมอ ทำไมจะต้องรักษาประโยชน์ให้เฉพาะผู้ส่งออกเล่า? และทำไมจึงไม่ใช้สติปัญญาความสามารถในการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับทุกกลุ่มเล่า?             และทำไมจะต้องแอบแทรกแซงค่า เงินบาทกันในห้วงเวลาที่ผลิตผลของประเทศอยู่ในมือผู้ส่งออก? แต่ทอดทิ้ง ละเลย ไม่เหลียวแล ในช่วงเวลาที่ผลิตผลยังอยู่ในมือของเกษตรกรหรือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นั่นเพราะกลัวพ่อค้าจะกำไรน้อยไปไม่ใช่หรือ?ที่มา : www.paisalvistion.com
Monday, 06 September 2010 11:56
บ้านเมืองของเราในทุกวันนี้ อะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้ยินก็ได้ยิน ดังกรณีการตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการตรวจสอบเพื่อปิดบัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นกรณีที่มหัศจรรย์พันลึกมาก             คณะกรรมการชุดนี้มีนายนริศ ชัยสูตร เป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายของ ธ.ก.ส. ในการให้สินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลในการรับจำนำสินค้าเกษตรรวม 13 โครงการ             ผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีการใช้เงินกู้จาก ธ.ก.ส. เป็นจำนวน 186,000 ล้านบาทเศษ เพื่อการรับจำนำสินค้าเกษตรตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายไว้รวมทั้งสิ้น 13 โครงการ ประกอบด้วยสินค้าในภาคเกษตรหลายชนิด             ทั้ง 13 โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรดังกล่าวนี้เป็นโครงการที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาล นี้ ซึ่งคงจะจำกันได้ว่าในช่วงตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ นั้นมีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้จากการผลิตภาคเกษตรโดยไม่ขาดทุน จึงมีโครงการรับจำนำสินค้าในราคาที่ไม่ต่ำกว่าทุน             เป็นผลให้พรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการกำมะลอโจมตีการดำเนินนโยบายนี้ของรัฐบาล ว่าเป็นการเอาเงินไปละลายแม่น้ำ การโจมตีนโยบายนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน             ในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าการดำเนินนโยบายรับจำนำสินค้าภาคเกษตรใน สถานการณ์เช่นนั้นต้องนับว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะเป็นการกระจายเงินไปยังเกษตรกรผู้ผลิตได้จำนวนมาก             เมื่อเกษตรกรซึ่งเป็นมวลชนพื้นฐานในภาคการผลิตของประเทศมีเงินจับ จ่ายใช้สอย การผลิตภาคอื่น ๆ ก็สามารถขับเคลื่อนตัวไปได้ และทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่พังพินาศไปตามวิกฤตที่เกิดขึ้น ทั่วโลกในขณะนั้นได้             การกำหนดนโยบายเช่นนี้ก็ต้องถือว่าเป็นเครดิตของรัฐบาล และมีผลอย่างสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ทรุดลงและฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเรื่องหนึ่ง             แต่อีกเรื่องหนึ่งนั้น เป็นเรื่องความอัปยศในการดำเนินนโยบาย ซึ่งเป็นเรื่องของนักการเมือง ข้าราชการประจำผู้มีอำนาจ พ่อค้าและลิ่วล้อบริวารของนักการเมืองที่ได้ฉวยโอกาสจากการดำเนินนโยบายนี้ ทำมาหากินแสวงหาผลประโยชน์จากเงินแผ่นดิน             คงจะจำกันได้ว่าทุกโครงการรับจำนำนั้น สื่อมวลชนจะรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับนักการ เมืองและผู้มีอำนาจและลิ่วล้อบริวาร เพราะเป็นผู้ได้รับโควต้าการรับจำนำแล้วไปแสวงหาเกษตรกรผู้ผลิตมาเข้า โครงการอีกต่อหนึ่ง             นั่นย่อมถือได้ว่าเป็นการ ทุจริตชนิดหนึ่ง แต่ก็ยังดีอยู่บ้างที่ค่าผลิตผลตกได้แก่เกษตรกรผู้ผลิตคนไทย ส่วนที่ร้ายกว่านั้นก็คือการรายงานข่าวที่มีความชัดเจนว่ามีการสมคบกันนำ เข้าผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีราคาต่ำเข้ามาจำนำในโครงการ รับจำนำในราคาสูง             เช่น รับจำนำสินค้าเกษตรกิโลกรัมละ 8 บาท แต่สามารถจัดซื้อสินค้าชนิดเดียวกันนี้จากประเทศเพื่อนบ้านได้ราคากิโลกรัม ละ 3 บาท นักการเมืองและผู้มีอำนาจก็สมคบกันไปจัดซื้อจัดหาสินค้านั้นจากประเทศเพื่อน บ้าน แล้วลักลอบนำเข้ามาในประเทศ จากนั้นก็เอาไปจำนำ กินกำไรพุงกางถึงกิโลกรัมละ 5 บาท             ที่ว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องร้ายแรงก็เพราะว่าผลประโยชน์จากเงินแผ่นดินที่ มุ่งให้ไปถึงเกษตรกรคนไทยกลับไปตกได้อยู่แก่เกษตรกรของประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่ส่วนต่างอันเป็นส่วนใหญ่นั้นตกได้แก่เครือข่ายของนักการเมือง             พฤติกรรมเช่นนี้ต้องถือได้ว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นประชาชนที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด!             ปรากฏ ว่าแม้สื่อมวลชนจะรายงานข่าวครึกโครมสักเพียงไหนก็ตาม โครงการรับจำนำสินค้าภาคเกษตรทั้ง 13 โครงการก็เดินหน้าอย่างราบรื่น เรียกว่าผ่านฉลุย และไม่มีใครไหนต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว             ข่าวคราวการโกงชาติ โกงประชาชน จากโครงการรับจำนำจึงเป็นข่าวที่หนาหูอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการดำเนิน โครงการดังกล่าวนี้ แม้กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังมีการกล่าวขวัญถึงกันทั้งในและนอกสภา แต่หาได้กระทบกระเทือนต่อขบวนการโกงชาติโกงประชาชนเหล่านี้แต่ประการใด             วันเวลาผ่านไปปรากฏว่าบรรดาเงินที่ ธ.ก.ส. จ่ายไปในการรับจำนำสินค้าเหล่านั้นไม่ได้รับการชำระคืน มีแต่สินค้าคงคลังอยู่ในโกดังสินค้าที่บ้างก็ต้องเสียค่าเช่าในอัตราสูง มีส่วนน้อยที่เป็นคลังสินค้าของทางราชการ และยิ่งนานวันไปเท่าใด ก็ยิ่งมีข้ออ้างได้ว่าสินค้าในคลังนั้นเสื่อมคุณภาพและเสียหาย             รวมความก็คือ เงินที่ ธ.ก.ส. ให้กู้ในการรับจำนำสินค้าเกษตร 13 โครงการเป็นเงิน 186,000 ล้านบาทเศษนั้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จึงเป็นหนี้ที่มีปัญหาที่หมกอยู่ใน ธ.ก.ส. แล้วเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อปิดบัญชีเรื่องนี้             เพราะถ้าขืนปล่อยไว้เนิ่นนานไป แล้วในวันหน้าการเมืองผันแปรไปประการอื่น ก็จะมีการฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นและอาจทำให้บรรดานักงาบเงินแผ่นดินทั้งหลาย ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง ดังนั้นจึงต้องหาทางปิดบัญชีกันเสียก่อนในยามที่ยังมีอำนาจกันอยู่             คณะกรรมการชุดนี้คงทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรงตามสมควร ดังนั้นผลการตรวจสอบที่ตรวจสอบพบจึงปรากฏผลที่ตกตะลึงกันทั้งประเทศ             ผลการตรวจสอบได้พบเรื่องสำคัญ ๆ 2 เรื่อง คือ             เรื่องแรก ได้ตรวจสอบพบว่าสินค้าภาคเกษตร 13 โครงการที่รับจำนำไว้ด้วยเงินถึง 186,000 ล้านบาทเศษนั้น มีมูลค่ารวมในปัจจุบันนี้เพียงประมาณ 90,000 ล้านบาทเท่านั้น             หมายความว่าจำนวนที่ให้กู้ในการรับจำนำไม่คุ้มกับมูลค่าของราคาสินค้าที่รับ จำนำอยู่ โดยมีส่วนต่างที่ทำให้เกิดผลขาดทุนทันทีถึง 96,000 ล้านบาท หรือกว่าครึ่งของจำนวนเงินที่รับจำนำ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นการค้าทั่วไปก็ต้องถือว่าเจ๊งแบบไม่ต้องผุดไม่ต้องเกิดกัน เลย             และในความเป็นจริง มูลค่าของสินค้าในคลังที่ประมาณการว่าจะมีมูลค่า 96,000 ล้านบาทนั้น เมื่อถึงเวลาจำหน่ายขายจริง ๆ แล้วก็อาจจะได้ราคาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอาจปรากฏความเสียหายจากการเสื่อมคุณภาพหรือถูกสัตว์กิน หรือด้วยเหตุอื่น             ดังนั้นผลขาดทุนเบื้องต้น ประมาณ 96,000 ล้านบาท จึงเป็นเพียงผลขาดทุนขั้นต่ำที่สุด และอาจขาดทุนจริงถึง 136,000 ล้านบาท ลองนึกดูเถิดลงทุนให้กู้รับจำนำ 186,000 ล้านบาท แต่ขาดทุนถึง 136,000 ล้านบาท มันเป็นความเสียหายที่ยับเยินเพียงไหน?             เรื่อง ที่สอง ผลการตรวจสอบยังพบต่อไปว่า ในจำนวนสินค้าที่รับจำนำทั้งหมดนั้น เป็นการรับจำนำลมไว้กว่า 10,000 ล้านบาท             ผลการตรวจสอบประการนี้หมายความว่า อย่างไร? นี่คือความร้ายแรงของการโกงบ้านผลาญเมืองในโครงการรับจำนำ เพราะมีความหมายว่ามีการเอาเงินค่ารับจำนำไปกว่า 10,000 ล้านบาท โดยไม่มีสินค้ามาจำนำแต่ประการใด             จึงเรียกวิธีการจำนำแบบนี้ว่าจำนำลม ซึ่งปกติไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากมีมหกรรมโกงบ้านผลาญเมืองที่ทำกันอย่างเป็นขบวนการเท่านั้น             เพราะการที่สินค้าภาคเกษตรที่มีมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาทแล้วรับเงินค่าจำนำไปโดยไม่มีสินค้าเลยนั้นย่อมไม่อาจทำได้โดยข้า ราชการเพียงไม่กี่คน หรือโดยพ่อค้าเพียงไม่กี่คน หรือโดยนักการเมืองเพียงไม่กี่คน             เพราะถ้า สินค้านี้เป็นข้าวโพดก็จะมีปริมาณที่กองเต็มสนามหลวงและสูงยิ่งกว่าภูเขาทอง ปริมาณสินค้ามากมายขนาดนี้เอามาจำนำแล้วไม่มีสินค้า และรับแต่เงินค่าจำนำไปจึงไม่ใช่วิสัยธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้             ผลการตรวจสอบประการนี้จึงบ่งชี้ชัดเจนว่ามีขบวนการโกงบ้านผลาญเมืองขบวนใหญ่ โตมากที่ทำมาหากินกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาล             รายงานผลการตรวจสอบทั้งสองประการนี้ได้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านทางสื่อมวล ชนมากหลาย แต่หามีผู้ใดเอาเป็นธุระหรือเจ็บร้อนด้วยแผ่นดินไม่! ไม่ว่าองค์กรที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริต ในการตรวจสอบการแผ่นดิน หรือในการบริหารจัดการในส่วนของรัฐบาล             คงปล่อยให้การโกงและขบวนการโกงบ้านผลาญเมืองลอยนวลและเชิดหน้าชูตาอยู่ใน สังคมไทยต่อไปตามปกติ             ผลการตรวจสอบครั้งนี้แทน ที่จะมีการเสนอให้หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ แต่กลับแสดงผลไปอีกทางหนึ่ง คือลงโทษประชาชนแทนคนโกงบ้านผลาญเมือง โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้จัดงบประมาณแผ่นดินไปชดเชยผลขาดทุนทั้งหมด ที่เกิดขึ้น             นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินในยุคที่การโกงบ้านผลาญแผ่นดินกำลังเจริญงอก งามยิ่งกว่าดอกเห็ดในฤดูฝน!ที่มา:www.paisalvision
Thursday, 02 September 2010 16:09
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9  |  10  |  Next  End »

Page 5 of 11