Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ โกงบ้านกินเมือง
  ผ่าประเด็นร้อน วันพรุ่งนี้(30 พฤษภาคม) แล้วสินะที่ต้องจับตาดูว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นัดประชุม ส.ส.เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.พรรคมาตุภูมิ อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)แอบไปเสนอเข้าสภาและมีการงุบงิบรวบรัดบรรจุเข้าระเบียบวาระรอท่าไว้แล้ว ว่าจะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนเป็นเรื่องเร่งด่วนเป็นอันดับต้นๆ หรือไม่ วันเดียวกันกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึงคนไทยที่รักความเป็นธรรมและความถูกต้องอื่นๆนัดหมายกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป เพื่อแสดงพลังคัดค้านให้เต็มที่ นาทีนี้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบายรายละเอียดเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติปรองดองฯดังกล่าว เพราะใน 8 มาตรา สามารถสรุปรวมได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ นักการเมืองชั่ว นักการเมืองที่ฉ้อฉล ที่ถูกศาลพิพากษาความผิดผิดตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดแจ้งแล้ว คดีความต่างๆที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการเมือง การชุมนุมทางการเมือง ก็เป็นอันยกเลิกไม่จำเป็นต้องค้นหาความจริงกันอีกต่อไป คดีเผาศาลกลาง คดียิงอาร์พีจีวัดพระแก้ว รวมไปถึง “คดีล้มเจ้า”ก็อาจเข้าข่ายการเมือง ก็จะได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด เพราะจะมีการนิรโทษกรรมทุกกรณี ที่สำคัญก็คือพวกนักการเมืองตัวเอ้ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพวกบ้านเลขที่ 109 ที่เพิ่งถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปไม่นานก็จะได้พ้นโทษกลับมาปล้นชาติได้ตามปกติ สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญก็จะเดินลอยชายกลับเข้ามา “อย่างเท่” เพราะในเนื้อหาของกฎหมายปรองดองดังกล่าวได้ระบุให้ยกเลิกผลดำเนินคดีขององค์กรที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งจะส่งผลให้ความผิดที่ศาลพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปีในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก รวมทั้งคดีที่ถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาทและอีกหลายคดีทุจริตที่ยังค้างคาอยู่ในศาลก็เป็นอันยกเลิก ทำให้เขาไม่มีความผิดและได้เงินคืนมา ทุกอย่างด้วยเหตุผลเพื่อความปรองดอง แล้วๆกันไป เจ๊ากันไป ให้ลืมอดีตแล้วก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน พูดกันเอง เออเองในหมู่พวกนักการเมือง อ้างว่านี่คือกระบวนการประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา ที่ผ่านการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก และถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นครั้งแรกที่ใช้เสียงข้างมากมาลบล้างความผิด ลบล้างคำพิพากษาของศาล ต่อไปความถูกผิดจะสามารถตัดสินกันด้วยการเลือกตั้ง และข้ออ้างปรองดอง อย่างไรก็ดีหากพิจารณากันตามความเป็นจริง มันก็ไม่มีอะไรซับซ้อน และรับรู้ความจริงว่ามี ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนสั่งการชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยคราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่โดยให้คนที่เคยรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลของเขา คือ พล.อ.สนธิ มาเป็นคนเสนอร่างพระราชบัญญัติปรองดองฯเข้ามา ที่น่าสังเกตก็คือ ตัว พล.อ.สนธิ ที่เดิมขณะที่เป็นหัวหน้าก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19กันยายน 2549 ได้เคยอ้างข้อหา 4-5 ข้อหาฉกรรจ์ กับ ทักษิณ ชินวัตร ทั้งในเรื่องไม่จงรักภักดี ทุจริต แทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งก็สอดคล้องกับความจริงที่ประชาชนประจักษ์อยู่ในขณะนั้น แต่มาวันนี้กลับเปลี่ยนไปแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ทำราวกับว่าการรัฐประหารดังกล่าวเป็นแค่อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามใจชอบ ไม่ต่างจากเด็กเล่นขายของ ทั้งที่ต้นทุนความเสียหายเกิดขึ้นสุดคณานับ มาวันนี้บอกว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วต้องปรองดอง อย่างไรก็ดรในความเป็นจริงคนที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มากกว่า เปลี่ยนไปจนชาวบ้านมองว่า “เพี้ยน” และสงสัยว่ามีผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่คุ้มค่ามหาศาลที่ได้รับทั้งในวันนี้และวันหน้ามากกว่า และที่ผ่านมาก็ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยยอมรับการอุปโลกน์ให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญปรองดอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการนำมาสู่การเสนอพระราชบัญญัติปรองดองฯในวันนี้ แม้ว่าหลายคนมองว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการหยั่งกระแสความรู้สึกของชาวบ้าน ถ้า “ไม่แรงจริง” ก็ดันต่อ แต่อีกด้านหนึ่งหากมีกระแสต่อต้านแรงเกินคาดก็ถอยกลับไปตั้งหลักชั่วคราว อย่างน้อยก็รอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรา 309 ที่เกี่ยวกับการยกเลิกองค์กรอิสระเสร็จสิ้นลงไปเสียก่อน โดยระหว่างนี้ก็ให้ชะลอการพิจารณาออกไปแล้วให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวค้างวาระอยู่ในในสภาไปก่อนก็ได้ ปรากฏการณ์และความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น หากพิจารณากันด้วยความเข้าใจและลำดับเหตุการณ์ย่อมมองออกได้ไม่ยาก เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ ทักษิณ ชินวัตร เป็นหลัก โดยพ่วงเอานักการเมืองชั่วๆให้พ้นผิดได้กลับมากัดแทะบ้านเมืองได้โดยสะดวกอีกรอบ เพราะคิดว่าคนไทยนั้นดีแต่พูด หรือไม่ก็นิ่งดูดาย ธุระไม่ใช่ ทำให้คนพวกนี้เหิมเกริมไม่สิ้นสุด จะย่ำยีอย่างไรก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่การยกเลิกคำพิพากษาของศาล โดยใช้เพียงเสียงข้างมากในสภาที่ตัวเองสั่งได้ยกมือออกเป็นกฎหมายลบล้างความผิดของตัวเองอย่างหน้าด้านที่สุด อย่างไรก็ดีหวังว่าคนไทยจะตาสว่าง เห็นถึงขบวนการถ่อยที่เกิดขึ้น ต้องออกมาขัดขวางโดยไม่มีข้อ แม้ และทันที !! ผ่าประเด็นร้อน
Tuesday, 29 May 2012 09:05
  พรรคประชาธิปัตย์ 27 พ.ค. - โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แนะรัฐบาลทบทวนนโยบายที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยผลสำรวจพบกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า โครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ คือ โครงการแท็บเล็ต บ้านหลังแรก และรถคันแรก นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีที่นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุแนวโน้มราคาน้ำมันจะลดต่ำลง และเรียกร้องรถสาธารณะปรับลดค่าโดยสาร ว่า ขอให้นายอารักษ์ไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนจะพูดเรื่องดังกล่าว เพราะต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ลดลงจริง ค่าโดยสารต่างๆ จึงยังคงอยู่ในระดับเดิม ทำให้ประชาชนเดือดร้อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานให้ชัดเจน โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นประชาชนของเอแบคโพลล์ เกี่ยวกับความนิยมที่มีต่อรัฐบาล โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า โครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ คือ โครงการแท็บเล็ต โครงการบ้านหลังแรก และโครงการรถคันแรก พรรคประชาธิปัตย์เคยบอกแล้วว่า โครงการเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตแท็บเล็ต รัฐบาลจึงควรทบทวนเรื่องเหล่านี้. - สำนักข่าวไทย พรรคประชาธิปัตย์ 27 พ.ค. - โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แนะรัฐบาลทบทวนนโยบายที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยผลสำรวจพบกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า โครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ คือ โครงการแท็บเล็ต บ้านหลังแรก และรถคันแรก   นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีที่นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุแนวโน้มราคาน้ำมันจะลดต่ำลง และเรียกร้องรถสาธารณะปรับลดค่าโดยสาร ว่า ขอให้นายอารักษ์ไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนจะพูดเรื่องดังกล่าว เพราะต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ลดลงจริง ค่าโดยสารต่างๆ จึงยังคงอยู่ในระดับเดิม ทำให้ประชาชนเดือดร้อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานให้ชัดเจน   โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นประชาชนของเอแบคโพลล์ เกี่ยวกับความนิยมที่มีต่อรัฐบาล โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า โครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ คือ โครงการแท็บเล็ต โครงการบ้านหลังแรก และโครงการรถคันแรก พรรคประชาธิปัตย์เคยบอกแล้วว่า โครงการเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตแท็บเล็ต รัฐบาลจึงควรทบทวนเรื่องเหล่านี้. - สำนักข่าวไทย   ที่มา :: http://www.mcot.net  
Monday, 28 May 2012 09:18
  นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการแท็บเล็ตได้มีการสรุปราคาเครื่องของแท็บเล็ตสำหรับครูจำนวน 55,500 เครื่องไว้ที่ราคาเครื่องละ 88 เหรียญฯ บวกค่าสายไฟอีก 2.75 เหรียญฯ รวมเป็นเครื่องละ 90.75 เหรียญ โดยร่างสัญญาจะสามารถเซ็นได้ในช่วงสัปดาห์หน้า ตามกระบวนการคณะกรรมการจะใช้เวลาในการจัดซื้ออยู่ที่ประมาณ 3 สัปดาห์ต่อจากนี้ ซึ่งขั้นตอนการทำสัญญาจะยังคงใช้ลักษณะเดียวกันหมด โดยกระทรวงไอซีทีจะต้องวางเงินมัดจำที่ 5% ของทุกการทำสัญญา ทั้งนี้ เครื่องแท็บเล็ตสำหรับครูจำนวน 55,500 เครื่องนี้ จะอยู่ในล็อตเดียวกันทั้งหมดตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจำนวน 1 ล้านเครื่อง วงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จะต้องเชิญ บริษัท สโคป มาเจรจาเพื่อต่อรองราคากันอีกครั้ง นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการแท็บเล็ตได้มีการสรุปราคาเครื่องของแท็บเล็ตสำหรับครูจำนวน 55,500 เครื่องไว้ที่ราคาเครื่องละ 88 เหรียญฯ บวกค่าสายไฟอีก 2.75 เหรียญฯ รวมเป็นเครื่องละ 90.75 เหรียญ โดยร่างสัญญาจะสามารถเซ็นได้ในช่วงสัปดาห์หน้า   ตามกระบวนการคณะกรรมการจะใช้เวลาในการจัดซื้ออยู่ที่ประมาณ 3 สัปดาห์ต่อจากนี้ ซึ่งขั้นตอนการทำสัญญาจะยังคงใช้ลักษณะเดียวกันหมด โดยกระทรวงไอซีทีจะต้องวางเงินมัดจำที่ 5% ของทุกการทำสัญญา   ทั้งนี้ เครื่องแท็บเล็ตสำหรับครูจำนวน 55,500 เครื่องนี้ จะอยู่ในล็อตเดียวกันทั้งหมดตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจำนวน 1 ล้านเครื่อง วงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จะต้องเชิญ บริษัท สโคป มาเจรจาเพื่อต่อรองราคากันอีกครั้ง   ที่มา:: ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) รูป :: จากอินเตอร์เน็ต
Saturday, 26 May 2012 09:59
กทม.โวประหยัดงบฯ6พันล.พท.ยื่นดะล้มสัญญาบีทีเอส โพสต์ทูเดย์---กทม.จูงมือบริษัท เคที แจงสัญญาจ้างบีทีเอสซี 30 ปี ท้าทุกหน่อยงานสอบออกสมุดปกขาวแจงเพิ่ม นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพธนาคม(เคที) ได้ร่วมชี้แจงภายหลัง กทม.ได้มอบให้บริษัท เคที ลงนามต่อสัญญาจ้าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เดินรถไฟฟ้าบีทีเอส 30 ปี หลังพรรคเพื่อไทยยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบอวนว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นายธีระชน เปิดเผยว่า การจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า 30 ปี เป็นการยืนยันว่า กทม.จะไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้บีทีเอสซี เนื่องจากหากให้ต่อสัญญากับบีทีเอสซีจะได้สัมปทานโดยทันทีโดยไม่มีคู่แข่ง และจะไม่มีอำนาจควบคุมอัตราค่าโดยสาร ทั้งนี้ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการกฤษฏีกาได้ตีความแล้วว่า กทม.มีอำนาจตัดสินใจ สภา กทม.ก็เห็นชอบแล้ว ดังนั้น การต่อสัญญาครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการระยะยาว นอกจากนี้ การจ้างเดินรถครั้งนี้ไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาตรา 89 (8) แต่จะแจกสมุดปกขาวชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้สภาผู้แทนราษฏร สภา กทม. และพร้อมให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ ด้าน นายอมร กล่าวว่า ค่าจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า จำนวน 1.9 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี ได้เชิญสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเอดีบีประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งถูกกว่าหลักสากลทั่วโลกประมาณ 1,800 ล้านบาท และสัญญาจ้าง 30 ปี ถูกกว่าสัญญาจ้าง 17 ปี ถึง 6,000 กว่าล้านบาท ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 พ.ค. จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ วันที่ 16 พ.ค. จะยื่นคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามทุจริต สภาผู้แทนราษฏร และ วันที่ 17 พ.ค. จะยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กทม.จูงมือบริษัท เคที แจงสัญญาจ้างบีทีเอสซี 30 ปี ท้าทุกหน่อยงานสอบออกสมุดปกขาวแจงเพิ่ม   นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพธนาคม(เคที) ได้ร่วมชี้แจงภายหลัง กทม.ได้มอบให้บริษัท เคที ลงนามต่อสัญญาจ้าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เดินรถไฟฟ้าบีทีเอส 30 ปี หลังพรรคเพื่อไทยยื่นให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบอวนว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่   นายธีระชน เปิดเผยว่า การจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า 30 ปี เป็นการยืนยันว่า กทม.จะไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้บีทีเอสซี เนื่องจากหากให้ต่อสัญญากับบีทีเอสซีจะได้สัมปทานโดยทันทีโดยไม่มีคู่แข่ง และจะไม่มีอำนาจควบคุมอัตราค่าโดยสาร   ทั้งนี้ การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการกฤษฏีกาได้ตีความแล้วว่า กทม.มีอำนาจตัดสินใจ สภา กทม.ก็เห็นชอบแล้ว ดังนั้น การต่อสัญญาครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการระยะยาว   นอกจากนี้ การจ้างเดินรถครั้งนี้ไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาตรา 89 (8) แต่จะแจกสมุดปกขาวชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้สภาผู้แทนราษฏร สภา กทม. และพร้อมให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้   ด้าน นายอมร กล่าวว่า ค่าจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า จำนวน 1.9 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี ได้เชิญสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเอดีบีประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งถูกกว่าหลักสากลทั่วโลกประมาณ 1,800 ล้านบาท และสัญญาจ้าง 30 ปี ถูกกว่าสัญญาจ้าง 17 ปี ถึง 6,000 กว่าล้านบาท   ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 พ.ค. จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ วันที่ 16 พ.ค. จะยื่นคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามทุจริต สภาผู้แทนราษฏร และ วันที่ 17 พ.ค. จะยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย     ที่มา :: โพสต์ทูเดย์  
Tuesday, 15 May 2012 15:58
« Start  Prev  11  |  12  |  13  |  14  |  15  |  16  |  17  |  18  |  19  |  Next  End »

Page 19 of 19