Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home บทความ
     คุณโจรพึงระวัง นอกจากกล้องวงจรปิดที่คอยเฝ้ามองแล้ว คุณอาจไม่รู้เลยว่าการเคลื่อนไหวของคุณจะถูกตรวจจับโดยกระจกประตูหน้าต่าง! หากมีความพยายามจะบุกรุกเข้าไประบบจะส่งสัญญาณเตือนภัยทันที      ด้วยนวัตกรรมชั้นเคลือบผิวแบบใหม่ร่วมกับซอฟท์แวร์ที่ช่วยเปลี่ยนกระจกประตู หน้าต่างธรรมดาให้กลายเป็นกระจกนิรภัยไฮเทคนี้ ถูกพัฒนาโดยสถาบัน Fraunhofer ประเทศเยอรมันนี  โดยกระจกจะถูกนำมาเคลือบด้วยวัสดุเรืองแสงที่ประกอบด้วยอนุภาคนาโนซึ่งทำ หน้าที่เปลี่ยนแสงให้กลายเป็นรังสีฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Radiation) เมื่อแสงจากหลอด UV (มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) ส่องไปที่บานกระจก รังสีฟลูออเรสเซนต์ก็จะแผ่ไปตามขอบหน้าต่าง ซึ่งมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับอยู่     หลักการทำงานก็คือ เมื่อมีใคร (คุณโจร) ขยับเข้าใกล้แสง ทำให้แสงอ่อนลงส่งผลให้รังสีฟลูออเรสเซนต์ที่แผ่ไปตามขอบหน้าต่างเจือจาง  เซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ที่มุมทั้งสี่ของขอบหน้าต่างจึงตรวจจับการเปลี่ยน แปลงดังกล่าวและสามารถคำนวณขนาด ความเร็วและทิศทางที่บุคคลนั้นเคลื่อนที่ไปได้ด้วยซอฟท์แวร์ที่ออกแบบมาโดย เฉพาะ     ซอฟท์แวร์อันชาญฉลาดนี้สามารถแปลผลความแตกต่างของสัญญาณแสง ทำให้แยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นแสงที่เกิดจากหลอด UV หรือแสงจากโคมไฟหน้ารถที่ผ่านไปมา ระบบนี้ยังมีข้อได้เปรียบ เช่น ช่วยหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเนื่องจากการทำงานของมันคือการตรวจ จับการเปลี่ยนแปลงของแสงแทนที่จะกระทำที่ตัวบุคคล อีกทั้งประหยัดและง่ายต่อการติดตั้งเพียงพ่นชั้นเคลือบไปบนกระจกโดยใช้ แอร์บรัช     อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวยังอยู่ในขั้นทดลองหากทำออกสู่ตลาดได้คงมีประโยชน์ไม่น้อย ที่มา : www.dst.co.th      
Thursday, 17 September 2009 17:18
     ไม่ว่าจะเป็นรอยขีดข่วนบนผิวสีรถยนต์ โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน ไอพอด ตลอดจนริ้วรอยบนอุปกรณ์ต่างๆ จะถูกซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนใหม่ เพียงแค่นำผิววัสดุที่ถูกขีดข่วนไปโดนแดดหรือแสงอัลตร้าไวโอเล็ต (UV)      โดยปกติผิวหนังของคนเราเมื่อถูกขีดข่วน มันก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ในขณะที่พื้นผิวของสิ่งไม่มีชีวิตไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ นักวัสดุศาสตร์จึงคิดค้นพัฒนาสารเคลือบผิวที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้เลียน แบบธรรมชาติ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้คิดค้นวัสดุที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ได้โดยใช้ระบบเรซินสังเคราะห์ (Epoxy) แต่ก็ยังยุ่งยากต่อการนำมาใช้ในเชิง พาณิชย์ การพัฒนาครั้งนี้จึงเป็นก้าวที่ขยับใกล้ความจริงมากที่สุด     สารที่ช่วยในการสมานตัวเองนี้ได้มาจากการผสมโพลียูริเทนเข้ากับ “ไคโตซาน” (Chitosan) ซึ่งเป็นสารชีวภาพที่สกัดจากเปลือกกุ้งและกระดองปู นำมาผ่านกระบวนการจนเกิดเป็นโพลิเมอร์ธรรมชาติ (Biopolymer) ซึ่งตอบสนองไวต่อรังสี UV     เมื่อเกิดรอยขีดข่วนขึ้น มันจะทำลายโครงสร้างทางเคมีของโพลีเมอร์ สารไคโตซานซึ่งถูกกระตุ้นด้วยแสง UV จะก่อพันธะทางเคมี โดยทำหน้าที่สมานโครงสร้างที่ถูกทำลายเข้าด้วยกันจนผิววัสดุเรียบเนียน จุดเด่นคือกระบวนการนี้กินเวลาไม่ถึง 1 ชม. และสามารถทำงานภายใต้สภาวะที่หลากหลาย     ศ.มาเร็ค เออร์แบน  (Marek Urban) แห่งมหาวิทยาลัย Southern Mississippi ผู้พัฒนาสารเคลือบมหัศจรรย์นี้ กล่าวว่า “มันสามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีแสงอัลตร้าไวโอเล็ต ไม่จำเป็นต้องเป็นแสงจากดวงอาทิตย์ แค่แสงจากหลอด UV ก็ใช้ได้แล้ว”     อย่างไรก็ตามกระบวนการสมานรอยขีดข่วนสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวต่อหนึ่งจุด ถ้าเกิดรอยขีดข่วนขึ้นซ้ำๆที่เดิมความสามารถในการสมานตัวเองก็จะลดลง ซึ่งถือว่าเป็นจุดด้อยที่จะต้องปรับปรุงต่อไปที่มา : www.dst.co.th
Thursday, 17 September 2009 17:17
     เวลาของการเปลี่ยนผ่านมาถึงแล้ว เมื่อเครื่องบินสามารถแปลงร่างมาเป็นรถยนต์ที่ใช้ขับขี่ได้จริงบนท้องถนน เป็นที่มาของชื่อ  “Transition” ยานพาหนะต้นแบบที่ถูกนำขึ้นบินครั้งแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังการทดสอบบนถนนและรันเวย์นานกว่า 6 เดือน  ซึ่งทางผู้ผลิตคาดว่าจะสามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ในปี 2011 ขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองแล้ว 40 ราย      บริษัท Terrafugia ผู้ผลิต “Transition” ให้คำนิยามของยานพาหนะชนิดนี้ว่า  “มันคือเครื่องบินที่สามารถขับได้บนท้องถนน” จัดเป็นอากาศยานขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่สามารถพับเก็บปีกขนาด 10 ฟุตได้ในเวลา 30 วินาที เมื่อเปลี่ยนโหมดจากอากาศสู่พื้นถนน Transition ถูกนำขึ้นบินครั้งแรกเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 อย่างไรก็ตามเที่ยวบินแรกของมันใช้เวลาสั้นๆเพียง 37 วินาที     Transition ใช้เชื้อเพลิงเหมือนรถยนต์ทั่วไป และมีระบบบังคับควบคุมของรถยนต์กับเครื่องบินรวมกัน – พวงมาลัยสามารถดึงเข้าออกได้ คันเหยียบหางเสืออยู่ข้างคันเร่งและเบรค  มันวิ่งด้วยความเร็วเหมือนรถทั่วไปและบินด้วยความเร็วประมาณ 185 กม./ชม.     ด้วยความสามารถดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถใช้เจ้า Transition บินฝ่าไฟแดง หรือบินไปได้ทุกที่ เพราะมันก็คือเครื่องบินเล็กที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นสำหรับ นักบินในกรณีที่เจอสภาพอากาศเลวร้าย นักบินก็อาจนำเครื่องลงพื้นแล้วขับมันกลับบ้านอย่างปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง     ดูรายละเอียดของ “Transition” ได้ที่  www.terrafugia.com         ที่มา : www.dst.co.th
Thursday, 17 September 2009 17:16
            ยังไม่ทันได้สรุปเรื่องวิธีกำจัดขยะอวกาศ ก็เกิดเหตุขยะอวกาศขนาดจิ๋วพุ่งเฉี่ยวสถานีอวกาศนานาชาติ เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มนุษย์อวกาศที่ประจำอยู่บนนั้นต้องอพยพหนีภัยกันวุ่น     นับเป็นครั้งแรกที่มีการอพยพเจ้าหน้าที่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ทันทีที่ได้รับการแจ้งเตือนว่ามีวัตถุกำลังพุ่งเข้ามาในระยะที่ใกล้จนน่า กลัว ลูกเรือทั้ง 3 คน จึงรีบเคลื่อนย้ายเข้าไปหลบภัยในยานโซยุสของรัสเซียที่จอดติดอยู่กับสถานี อวกาศ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเรือชูชีพ โชคดีที่เศษซากดังกล่าวพุ่งผ่านไปโดยไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่สถานีแต่ อย่างใด หลังจากใช้เวลาหลบภัยอยู่ในยานโซยุส เพียง 11 นาที ลูกเรือทั้งหมดจึงกลับเข้าสถานี      วัตถุที่ก่อความวุ่นวายนี้ก็คือ เศษชิ้นส่วนของมอเตอร์ที่ใช้ในการปล่อยดาวเทียม (ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ดาวเทียมชนกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์) ถึงแม้ว่ามันจะ มีขนาดเพียงแค่ 13 ซม.แต่ก็สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างใหญ่หลวง เพราะวัตถุที่เคลื่อนที่ในวงโคจรนั้น มีความเร็วสูงเทียบเคียงความเร็วกระสุนปืน ทั้งนี้ทางหอควบคุมการบินได้ตรวจพบเศษซากโคจรนี้เมื่อเช้าวันพฤหัส แต่ก็สายเกินกว่าที่ลูกเรือจะใช้ปฏิบัติการหลบหลีกได้ทัน ถ้าตรวจพบได้เร็วกว่านี้ผู้ควบคุมก็สามารถจัดการบังคับให้สถานีอวกาศหลบพ้น ทางไปได้     นาซ่า แถลงต่อเหตุการณ์นี้ว่า การอพยพของลูกเรือเป็นการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากเชื่อว่าเศษซากดังกล่าวจะพุ่งผ่านสถานีอวกาศในระยะไม่ เกิน 4.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ทำให้เกิดอันตรายได้ ถ้ามันเกิดพุ่งเข้าชนสถานีมูลค่านับพันล้านเหรียญนี้ขึ้นมาก็จะสร้างความ เสียหายอย่างรุนแรง ลูกเรือคงต้องสละสถานีแล้วใช้ยานโซยุสบินกลับลงมายังโลก     ปัญหาขยะอวกาศเป็นปัญหาที่กำลังก่อตัวขึ้น และยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะจัดการกับมันด้วยวิธีใด ตามที่ได้เคยรายงานไว้ในตอน “นักวิทย์พร้อมประกาศสงครามกับขยะอวกาศ” เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วเมื่อดาวเทียม 2 ดวงโคจรมาชนกันกลางอวกาศด้วยความเร็ว 28,000 กม./ชม. ก่อให้เกิดเศษซากกระจัดกระจายนับหมื่นชิ้น     เหตุการณ์ไม่ปกติดังกล่าวจึงเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงอันตรายที่นักบินและยาน อวกาศจะต้องเผชิญกับเศษซาก ขยะอวกาศ ที่ล่องลอยอยู่เต็มอวกาศในเวลานี้ที่มา  : www.dst.co.th
Thursday, 17 September 2009 17:12
ปรัชญาสูงสุดของการถือศีลอดคืออะไร?      วันพฤหัสบดีที่ 03 กันยายน 2009 เวลา 16:01 น. ซะฮ์รอ นูรอัยนีย์         ที่มา : www.syedsulaiman.net             การถือศีลอดมีมุมมองหลายอย่างที่สามารถค้นหาได้ มีผลประโยชน์มากมายมหาศาลซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นผลที่ดียิ่งต่อร่างกายและจิตวิญญาณของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุด คือ การถือศีลอดเป็นคุณลักษณะด้านจริยธรรม และเป็นปรัชญาด้านการศึกษาให้กับมนุษย์ด้วย             ผลประโยชน์ที่สำคัญและสูงสุดของการถือศีลอด คือ ทำให้จิตใจของมนุษย์มีความเมตตา มีความยำเกรง ทำให้จิตใจสงบมากขึ้น และทำให้สัญชาติญาณความปรารถนาอันรุนแรง และความต้องการต่างๆของพวกเขาเบาบางลงได้             บุคคลที่ได้ทำการถือศีลอด  แน่นอนเขาจะต้องมีความหิวและกระหาย แต่ทว่าเขาจะต้องงดจากการรับประทาน การดื่ม และงดจากความปรารถนาต่างๆ ของร่างกายเอาไว้ ทั้งๆ ที่เขาสามารถจะรับประทาน  ดื่ม และทำตามสิ่งที่ตนปราถนาได้ตามความพึงพอใจ แต่เมื่อเขาคือผู้ถือศีลอด เขาได้พิสูจน์ให้เห็นโดยการปฏิบัติว่าเขาไม่ใช่สัตว์ที่ถูกขังไว้ในคอก แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ สามารถบังคับจิตวิญญาณ ที่มีแต่ความปราถนา และสามารถเอาชนะความต้องการแห่งตัณหาราคะต่างๆ ของพวกเขาได้ด้วยตัวเอง             ผู้ถือศีลอดได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งความเชื่อ พลังแห่งความรัก พลังแห่งศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นการถือศีลอดไม่ใช่การฝืน ไม่ใช่การบังคับ ไม่ใช่ประเพณีวัฒนธรรม แต่เป็นการน้อมรับพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้าโดยดุษดี             ในความเป็นจริงแล้ว ปรัชญาการถือศีลอดสามารถอธิบายได้หลายแง่หลายมุม  แต่ที่สำคัญที่สุด คือปรัชญาแห่งจิตวิญญาณที่มนุษย์จะได้รับจากการถือศีลอด  มนุษย์มีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายให้กินและดื่มซึ่งอยู่ในการควบคุมของพวกเขาเอง พวกเขาสามารถเอื้อมมือไปหยิบไปฉวยมารับประทานหรือดื่มได้ในทุกโอกาส ที่เขาประสบกับความหิวโหยหรือกระหาย             หากเปรียบเสมือนต้นไม้ที่เติบโตขึ้นใกล้ๆ แหล่งน้ำและอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ต้นนี้ได้รับการสวมกอดและถูกพะเน้าพะนอด้วยความสมบูรณ์อย่างเปรมปรี  แต่หากถูกตัดขาดจากน้ำและอาหารภายในไม่กี่วัน มันก็จะแห้งและเหี่ยวเฉาไปทันที เพราะต้นไม้ต้นนี้ชินอยู่กับการได้รับในสิ่งที่ตนปราถนาอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่าต้นไม้ต้นนี้จะมีความต้านทานน้อยและมีอายุสั้น             ในทางตรงกันข้ามต้นไม้อีกต้นที่เติบโตขึ้นอยู่ระหว่างซอกหินบนภูเขา หรือในท้องทะเลทราย ซึ่งห่างไกลจากน้ำและความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ และถูกรายล้อมไปด้วยพายุร้าย  ถูกแผดเผาด้วยความร้อนจากรังสีของดวงอาทิตย์ ต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวจัด และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกรอบข้าง ตั้งแต่แรกเริ่ม ต้นไม้เหล่านี้จะแข็งแรง ทนทาน และมีแรงต้านทานสูง!             จิตวิญญาณของผู้ที่ถือศีลอดก็เช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบกับต้นไม้สองต้นที่หยิบยกมากล่าว จิตวิญญาณของมนุษย์ที่เปรมปรีอยู่กับความปราถนาต่างๆ ของตัวเอง วันนี้จิตวิญญาณนั้นต้องยินยอม  และยับยั้งความปรารถนาต่างๆ เพียงชั่วคราว ด้วยความตั้งใจที่เข้มแข็ง มั่นคง เพื่อที่จิตวิญญาณนั้น จะสามารถเผชิญหน้ากับความยากลำบาก และเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆที่เกิดขึ้นได้ และเนื่องจากการถือศีลอด ได้ไปควบคุมสัญชาตญาณการไม่เชื่อฟัง อารมณ์ปราถนาฝ่ายต่ำต่างๆของมนุษย์  จึงทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์บริสุทธิ์ขึ้น และสามารถต้านทานความปราถนาต่างๆ ที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความต่ำต้อยได้ในที่สุด             เราสามารถที่จะกล่าวโดยสรุปได้ว่า การถือศีลอด เป็นการยกระดับมนุษย์ออกจากโลกของสัตว์เดรัจฉาน และยกพวกเขาขึ้นไปสู่อาณาจักร หรือดินแดนของมวลมาลาอิกะฮ์ (ทูตสวรรค์) และจะมีฐานะภาพที่สูงส่งกว่าบรรดามวลมะลาอีกะฮ์อีกด้วย ดั่งพระดำรัสของอัลลอฮ์ (ซ.บ) ในซูเราะฮ์ อัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 183 ว่า يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ               “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้มาก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้มีความยำเกรง”             ในขณะที่ตามความเชื่อของเราที่รู้กันดี ว่าการถือศีลอด คือโล่ป้องกันไฟแห่งนรก ซึ่งเป็นข้ออ้างอิงหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะการถือศีลอดจะนำมนุษย์เข้าสู่การเป็นผู้ที่มีความยำเกรง และเมื่อมนุษย์มีความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลแล้ว มนุษย์ก็จะออกห่างจากการกระทำความผิดทั้งปวง             มีรายงานจากท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน อิมามอะลี (อ.) ว่า “สาวกบางคนได้ถามท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ว่า : เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้มารร้ายที่คอยลวงล่อเราห่างไกลจากเรา?  ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) จึงได้ตอบว่า : การถือศีลอด จะทำให้ใบหน้าของมารร้ายฟกช้ำ การปฏิบัติภารกิจในหนทางของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ทำให้สันหลังของพวกมันหัก การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์ การอุตสาหะในการกระทำความดี จะตัดรากถอนโคนของพวกมัน และการแสวงหาการอภัยโทษจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) จะฉีกเส้นเลือดดำในหัวใจของพวกมันออกเป็นเสี่ยงๆ”             ในหนังสือนะห์ญุลบะลาเฆาะห์ ในหัวข้อที่อธิบายถึงปรัชญาของการทำอิบาดะฮ์ต่างๆ ในเรื่องของการถือศีลอด ท่านอะมีรุ้ลมุมินีน อิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวไว้ว่า “ พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ) ได้ทรงตรัสว่า การถือศีลอด ก็เพื่ออบรมบ่มนิสัย (คุณลักษณะต่างๆ) แห่งจิตวิญญาณของมนุษย์นั่นเอง”             และอีกรายงานหนึ่งท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ได้กล่าวไว้ว่า “ในสรวงสวรรค์มีประตูบานหนึ่งที่ชื่อว่า “รัยยาน” (ประตูแห่งความพึงพอใจ) และจะไม่มีผู้ใดผ่านเข้าสู่สรวงสวรรค์ทางประตูบานนี้ได้ นอกจากบรรดาผู้ที่ถือศีลอดเท่านั้น”             ท่านเชคศ๊อดดูก ได้อธิบายถึงรายงานข้างต้นเอาไว้ในหนังสือ อัลมะอานี อัลอัคบัร ของท่านว่า “เหตุผลที่พระองค์เลือกชื่อเฉพาะสำหรับประตูสวรรค์บานนี้ว่า “รัยยาน” ก็เพราะว่า ความทรมานจากความไม่สะดวกสบายสูงสุดของผู้ที่ถือศีลอด นั้นเนื่องมาจากการกระหายน้ำ  เมื่อพวกเขาได้ผ่านประตูบานนี้ไป พวกเขาเหล่านั้นจะถูกทำให้พึงพอใจอยู่ในท่าทีที่จะไม่ประสบกับความกระหายอีกเลยนิรันดร”             และนี้คือปรัชญาขั้นสูงสุดของการถือศีลอดที่มนุษย์จะได้รับ นั่นคือผลพวงแห่งการมีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ และยกระดับมนุษย์ออกจากสัตย์เดรัจฉาน กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เข้าสู่ระดับที่สูงส่งกว่ามวลมะลาอิกะห์ แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า จะต้องเป็นการถือศีลอดที่ตรงตามเป้าหมายที่พระองค์วางไว้เท่านั้น มิใช่การถือศีลอดตามประเพณีวัฒนธรรม ที่เข้าใจกันว่า เป็นแค่กฏเกณฑ์ และการอดกินและดื่มเพียงอย่างเดียว.
Thursday, 17 September 2009 17:11
เนื่องในเดือนถือศีลอดในศาสนาอิสลาม อะยาตุลเลาะห์คาเมนี ผู้นำศาสนาสูงสุดแห่งอิหร่านได้กล่าวปราศรัยสำคัญต่อมุสลิมทั่วโลก ดังที่นำมาลงไว้ต่อไปนี้              คำปราศรัยของท่านผู้นำต่อบรรดานักกอรีในเดือนรอมฏอน              วันเสาร์ที่ 05 กันยายน 2009 เวลา 22:19 น. แปลโดย ซะฮ์รอ นูรอัยนีฮ์                ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีนิรันดร อัสสะลามุอาลัยกุมฯ             ประการแรก การมาชุมนุมร่วมกันแบบนี้เป็นที่น่าพอใจและน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า ก่อนอื่น ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่าการมาชุมนุมกันเพื่ออัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอยู่ลึกๆภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินการอ่านอัลกุรอานออกเสียง ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและเสนาะหู             ประการที่สอง การมาชุมนุมกันเนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้มาประจวบกับการเริ่มต้นของเดือนรอมฎอนอันประเสริฐพอดี ข้าพเจ้าจึงหวังว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ) ผู้สูงสุดจะทรงพิจารณาให้เราทุกคนอยู่ในกลุ่มผู้ติดตามอัลกุรอาน และโดยความโปรดปรานของอัลลอฮ์ (ซ.บ) ชีวิตเราจะต้องตั้งอยู่บนหลักการของอัลกุรอาน และความตายของเราก็จะต้องเป็นไปตามคำชี้แนะของอัลกุรอานด้วยเช่นกัน             อันดับแรกที่สำคัญที่สุด คือ ความก้าวหน้าที่ดีที่เกิดขึ้นในประเทศ ในเรื่องการแพร่หลายอย่างกว้างขวางของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน และการอ่านอัลกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะ ข้าพเจ้าจึงอยากจะขอขอบคุณบรรดานักกอรีที่น่านับถือทุกท่านที่ได้แสดงการอ่านกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะที่นี่ และเช่นเดียวกันก็อยากจะขอขอบคุณทุกคนที่ได้เตรียมการสำหรับการมาชุมนุมร่วมกันครั้งนี้ด้วย ที่ได้อยู่ท่ามกลางการอ่านอันยอดเยี่ยมนี้ การอ่านอัลกุรอานบางตอนได้แสดงออกมาด้วยวิธีที่เป็นหลักการชั้นสูง ในแง่ของการออกเสียง ท่วงทำนอง ตัจวิด การคำนึงถึงความหมายและความสอดคล้องกันระหว่างน้ำเสียงและความหมายของโองการต่างๆ             ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่เยาวชนของเราได้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างดีในส่วนนี้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี ดั่งที่ข้าพเจ้าได้ชี้ย้ำไปก่อนหน้านี้ ว่าการมาร่วมชุมนุมเช่นนั้นและความพยายามในการส่งเสริมหลักการการอ่านอัลกุรอาน เป็นอารัมภบทของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอ่านของสังคมเรา มันเป็นอารัมภบทที่ช่วยรักษาคน และประเทศจากความห่างเหินที่มีต่ออัลกุรอาน ซึ่งได้ระบาดไปทั่วประเทศของเรา และท่ามกลางประชาชาติในหลายๆปีติดต่อกัน             การมาชุมนุมกันนี้สามารถเสริมสร้างการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอานได้ และมันจะประสบความสำเร็จได้ด้วยกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป และแน่นอนว่ามันยังมีอีกยาวไกลก่อนที่คนของเราทุกคน เยาวชน ชายและหญิงจะสามารถพัฒนาความใกล้ชิดกับอัลกุรอานได้ หลังจากนั้นก็เป็นโอกาสที่จะค้นหาข้อมูลในอัลกุรอานสำหรับสถานการณ์ต่างๆในแต่ละวัน สิ่งนี้กระทำได้ก็ต่อเมื่อเขามีความสัมพันอันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน แต่ใช่ว่าใครจะแค่เอาอัลกุรอานมาเปิดและค้นหาสิ่งที่เขาต้องการที่น่าเชื่อถือได้เลยโดยไม่ต้องพัฒนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอ่าน สิ่งนั้นไม่ใช่ข้อตัดสินว่าเขาได้ทำสำเร็จแล้ว             โดยส่วนมากแล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะพบสิ่งที่เขาต้องการ เพราะโดยส่วนมากหัวใจของเขาไม่ได้พัฒนาความคุ้นเคยอย่างใกล้ชิดกับแนวคิดของอัลกุรอาน แต่เมื่อเขามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอานก่อน ก็เป็นไปได้ที่จะทำเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นอารัมภบทของการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน             ข้าพเจ้ามักจะให้คำแนะนำกับบรรดานักกอรีที่รักของเรา คำแนะนำใหม่ๆที่ข้าพเจ้าอยากจะแนะนำในปีนี้คืออยากจะบอกว่าน้ำเสียง และท่วงทำนองในการอ่านอัลกุรอานนั้นไพเราะดี มันทำให้อัลกุรอานฟังดูรื่นหู และเพลิดเพลินใจ และมันยังเพิ่มอิทธิพลของอัลกุรอานอีกด้วย แม้กระนั้น การอ่านอัลกุรอานด้วยท่วงทำนองที่รื่นหูและน่าเพลิดเพลินอาจจะสามารถแสดงออกมาได้สองทางต่างๆกัน ทางที่หนึ่งคือการอ่านออกเสียงโองการเฉกเช่นนักร้อง และการอ่านแบบนี้ก็เป็นประเด็นหลักของนักกอรีที่มีชื่อเสียงบางคนของชาวอียิปต์ และแน่นอนว่าเขาจะได้รับพิจารณาให้มีชื่อเสียงเด่นดังท่ามกลางบรรดานักกอรีทั้งหมด พวกเขาเพียงแต่อ่านออกเสียงโองการจากอัลกุรอาน และทำได้ดีมากในส่วนนี้ พวกเขามีเสียงที่ไพเราะ น้ำเสียงและท่วงทำนองในการอ่านของเขาก็ฟังดูดีทีเดียว             แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เรายังสามารถอ่านอัลกุรอานโดยการใช้รูบแบบน้ำเสียงและท่วงทำนองอย่างเดียวกัน ในอีกทางหนึ่งที่มันสามารถสร้างความนอบน้อมในจิตใจของบรรดาผู้ฟังและทำให้ผู้ฟังสามารถรำลึกถึงพระเจ้าได้ด้วย ดังที่ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า             "และเมื่อพระดำรัสของพระองค์ได้ถูกอ่านแก่พวกเขามันจะช่วยเพิ่มความศรัทธาของพวกเขา" (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 8: 2)             จุดประสงค์ในการอ่านอัลกุรอานก็เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายนี้ เพราะการอ่านแบบนี้สามารถนำคนให้เข้าใกล้ความนอบน้อม และการวิงวอนเฉพาะเบื้องพระพักษต์พระเจ้าได้ และการอ่านอัลกุรอานในลักษณะนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ท่ามกลางบรรดานักกอรีผู้มีชื่อเสียง ยังมีนักกอรีบางคนที่อ่านอัลกุรอานด้วยวิธีนี้ การอ่านของพวกเขาก่อให้เกิดความนอบน้อม             คุณก็ควรสังเกตการอ่านในลักษณะนี้เช่นกัน โดยเฉพาะพวกเธอเด็กหนุ่มที่รักทั้งหลาย ขอขอบคุณมากสำหรับน้ำเสียงอันไพเราะของเธอ และการบรรลุผลสำเร็จเป็นอย่างดีในความชำนาญทางเทคนิคของการอ่านอัลกุรอาน ข้าพเจ้ายังรู้อีกว่าเยาวชนที่รักทุกคนของเรา ยังคุ้นเคยกับความหมายของสิ่งที่พวกเขาได้อ่าน ซึ่งสิ่งนั้นไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญในอดีตกาล เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงต้นปีของการปฏิวัติในทศวรรษแรกนั้นแตกต่างกัน ในเวลานั้น มีบรรดากอรีบางคนที่มีเสียงดี แต่พวกเขามักจะไม่สนใจกับความหมายของสิ่งที่พวกเขาได้อ่าน และโดยความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ความก้าวหน้าที่เราได้ทำในเรื่องนี้ได้นำเยาวชนขึ้นมาอยู่ในแถวหน้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี แต่เธอควรจะเรียนรู้และสังเกตสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวประหนึ่งว่าเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่อ่านเพื่อก่อให้เกิดความนอบน้อม             เมื่อเรามีความนอบน้อมต่อโองการของอัลกุรอาน หัวใจของเราก็จะได้รับอิทธิพลจากทางนำของอัลกุรอานด้วย แต่หัวใจบางคนดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆไม่ว่าเขาจะอ่านโองการในอัลกุรอาน และรู้ทางนำในอัลกุรอานมากน้อยแค่ไหนก็ตาม็็ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับหัวใจดวงอื่นๆ เพราะอัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า             “ดังนั้นผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะแนะนำ เขาก็จะทรงให้หัวอกของเขาเบิกบานเพื่ออิสลามและผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์จะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของเขาแคบ และ อึดอัด ประหนึ่งว่าเขาได้ขึ้นสูงไปยังฟากฟ้า” (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 6: 125)             เราต้องขอดุอาอฺต่ออัลลอฮ์ผู้สูงสุดขอโปรดทรงทำให้หัวใจของเราอ่อนไหวต่อบทเรียนที่เราได้เรียนรู้และให้เราได้รับอิทธิพลจากคำแนะนำและคำตักเตือนจากอัลกุรอาน เราได้กล่าวโองการในอัลกุรอานต่อกันและกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หัวใจของเราก็จะต้องได้รับผลจากโองการเหล่านี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในโองการนี้ที่ได้กล่าวไว้ว่า             “และพวกเจ้าจงยึดศาสนาของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมด” (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 3: 103)             นี่คือหลักคำสอนของอัลกุรอาน และถูกกล่าวแก่เราซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆครั้ง เราได้อ่านคำสอนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อโองการอันบริสุทธิ์นี้ได้ถูกเปิดเผยในใจของเราเหมือนเป็นการดลใจจากพระเจ้า เมื่อหัวใจของเราได้ดูดซับพระดำรัส เมื่อหัวใจของเราได้นำรูปแบบของพระดำรัสนี้มาใช้ และเมื่อจิตใจและจิตวิญญาณของเราอยู่ภายในกรอบของพระดำรัสนี้ ความเป็นหนึ่งเดียวกัน จะกลายมาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเรา และเราก็จะไม่บ่อนทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ เพียงเพื่อเห็นแก่แรงจูงใจ และเป้าหมายส่วนตัวของเรา และความเป็นหนึ่งเดียวก็จะแสดงตัวมันเองออกมา ถ้าโองการของอัลกุรอานได้ถูกเปิดเผยแก่เราในวิธีที่หัวใจของเราสามารถดูดซับ และเข้าใจพระดำรัส และนำรูปแบบของโองการไปใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระดำรัสต่อไปนี้ได้ถูกอ่านแก่เรา             “และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธศรัทธา เป็นผู้มีเมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง” (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน 48: 29)             โองการนี้ไม่ได้หมายความว่าศัตรูจะต้องถูกปราบปราม และถูกเหยียบไว้ใต้เท้าเสมอไป และมันก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะบางครั้งมันเหมาะที่จะแปลว่าปราบปรามศัตรูแต่บางครั้งก็ไม่เหมาะที่จะแปลออกมาเช่นนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงเพื่อต่อต้านศัตรู กำแพงต้านศัตรูของคุณต้องไม่อ่อนไหว ป้อมปราการของคุณก็เช่นกันจะต้องไม่ให้ศัตรูผ่านเข้าไปได้ และนั่นคือวิธีการที่คุณควรจะปฏิบัติต่อศัตรู ในทางตรงกันข้าม คุณควรจะมี "ความเมตตา" ในหมู่พวกคุณ จะต้องมีความกรุณปรานีต่อกันและกัน ต้องเห็นอกเห็นใจกันและสุภาพอ่อนน้อมต่อกัน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นพระบัญชาจากอัลกุรอาน              ปัญหาก็คือว่า ทำไมเราจึงล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลกุรอานเหล่านี้เล่า? มันเกิดอะไรขึ้นหรือ? เพราะถ้าหัวใจของเราพร้อมสำหรับแนวทางจากอัลกุรอาน และได้พัฒนาความคุ้นเคยอันใกล้ชิดกับอัลกุรอานแล้ว มันก็เป็นเรื่องง่ายไม่ใช่หรือ ที่เราจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายส่วนตัว หรือความสนใจในวัตถุ หรือความละโมบในอำนาจ และเงินทอง หรือความลำเอียง และสิ่งอื่นๆเช่นที่ว่านั้น ก็จะไม่มีวันทำให้เราลืมหรือมองข้ามคำแนะนำและแนวทางของอัลกุรอานไปได้             ดังนั้น การอ่านและฟังอัลกุรอาน จะต้องค่อย ๆ นำเราไปสู่จุดมุ่งหมายนี้ นั่นแหละคือแนวทางของมัน และนั่นแหละคือคุณลักษณะของอัลกุรอาน ที่เปรียบเสมือนหนังสือที่ส่งลงมาจากสรวงสวรรค์ อัลกุรอานไม่เหมือนหนังสือธรรมดาทั่วไปที่สามารถอ่านได้แค่ครั้งเดียว และเป็นไปไม่ได้ที่จะอ่านอัลกุรอานแค่ครั้งเดียว เรียนรู้ทุกอย่างและวางทิ้งไว้ เพราะอัลกุรอานเปรียบเสมือนน้ำดื่ม มันสามารถให้ชีวิตได้ และคุณก็ต้องการมันตลอดเวลา มันจะเกิดผลแบบค่อยเป็นค่อยไปและอยู่นิรันดร แนวทางของอัลกุรอานจะไม่มีวันสิ้นสุด             และไม่สำคัญว่าคุณจะเรียนรู้อัลกุรอานมากน้อยแค่ไหน อัลกุรอานมีประตูที่ถูกเปิดออกอยู่เสมอ และมีบางสิ่งที่ให้ต้องสำรวจอยู่ตลอดเวลา เช่นนั้นแหละคือหนังสือที่เรียกว่าอัลกุรอาน ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องอ่านอัลกุรอานอยู่ตลอดเวลา เราจะต้องได้มาซึ่งความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอัลกุรอาน เยาวชนของเราจะต้องอ่านอัลกุรอานด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ และสังเกตเทคนิคต่างๆที่ได้พัฒนามาเพื่อใช้ในการอ่านอัลกุรอาน ดั่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ว่า เยาวชนของเราจะต้องพิจารณาถึงการก่อให้เกิดความนอบน้อม ราวกับว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการอ่านที่ดี             ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่รัก ขอทรงโปรดให้ชีวิตและความตายของเราถูกควบคู่ไปกับอัลกุรอาน ขอโปรดเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเรากับอัลกุรอาน โอ้พระองค์ขอทรงโปรดทำให้หัวใจของเรายอมรับคำแนะนำและความรู้จากอัลกุรอาน             ขอทรงโปรดให้เราเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของการนับถือพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว โอ้พระองค์ด้วยสิทธิของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ.) และครอบครัวผู้บริสุทธิ์ของท่าน ขอทรงโปรดให้เดือนรอมฎอนเป็นมงคลสำหรับประชาชาติของเรา และแก่ประชาชาติของอิสลาม             โอ้พระองค์ ขอทรงโปรดให้อัลกุรอานเป็นที่รู้จักมากขึ้นท่ามกลางบรรดาประชาชาติของอิสลาม เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าที่รัก ขอทรงโปรดประสาทความรัก ความเมตตา และการอภัยโทษแก่พรรพบุรุษของเราด้วย             ความโปรดปรานพระเมตตา และพระพรจากองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จงประสบแด่ท่านทั้งหลาย วัสสะลามุอาลัยกุมวาเราะฮ์มาตุ้ลลอฮ์ วะบารอกาตุฮ์.ที่มา :  http://www.syedsulaiman.net/main/index.php/ซัยยิด-อะลี-คอมาเนอี/82-2009-05-19-12-39-10/215-ramadan-rahbar
Thursday, 17 September 2009 17:10
.1) ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจตามธรรมชาติของมนุษย์ ทำมาหากิน เพื่อมีกินมีใช้ มีเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค มีที่อยู่อาศัย สะสมเผื่อขาดแคลน และสะสมเพื่อให้มั่งคั่ง เพื่อความสุขสบายส่วนตัว และความมีหน้ามีตา เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีการกักตุน มีการเก็งกำไร พยายามให้ได้กำไรมาก มีการเอารัดเอาเปรียบ-   2) ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม คือระบบที่นำ "แรงงาน และ เงินทุน" มารวมกัน "ผลิตผลและผลิตภัณฑ์" ที่ได้ เป็นของส่วนกลาง นำมาใช้และนำมาหาประโยชน์ร่วมกัน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ ยารักษาโรค ก็เป็นของส่วนกลาง เครื่องนุ่งห่มเบิกได้ปีละ 2 ชุด เสื้อผ้าไม่ได้มีมากสีและมากแบบ เรียกระบบนี้ว่า "ระบบสาธารณะโภคี" ไม่มีใครมีสมบัติเป็นของตัวเอง บ้านกับวัดอยู่ด้วยกัน เป็นวัดวาอาราม -ชุมชนบุญนิยม ใช้ชีวิตตามสัมมามรรค เลือกระดับศีลที่จะปฏิบัติตามทิฏฐิของตน ว่าจะปฏิบัติตามศีล 5 ศีล 8 หรือศีล 10 สมถะ ประหยัด มัธยัสถ์ กินน้อยใช้น้อย อาหารเป็นมังสะวิรัติ ส่วนใหญ่รับประทานอาหารวันละ 2 มือ สมณะ สิกขมาตุฉันอาหารวันละมื้อ ทำให้มีเวลาในการทำงานมาก ร้านอาหาร มังสะวิรัติ ที่ซอยนวมินทร์ ชอย 44 ตักข้าวและกับข้าวเอง กับข้าวกี่อย่างก็ได้ จานละ 15 บาท เป็นราคานี้แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ไม่เคยเปลี่ยน บางวันมีผู้มาทำบุญ ก็กินฟรีทั้งร้าน เมื่อก่อนนี้ข้าวเปล่าซื้อกลับบ้านแพ็คละ 2 บาท ราคาถูกมาก คนนอกซื้อไปให้สุนัขกิน ก็เลยขึ้นราคามาเป็นแพ็คละ 5 บาท  -ระบบเงินเดือน และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล   คน ในชุมชนมีความจำเป็นในการใช้เงินไม่เหมือนกัน สามารถตั้งเงินเดือนได้เอง แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน บางคนขอรับ 1,000 บาท 2,000 บาท ทุกคน ทุกระดับ ทำแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครรวยหรือจนกว่าใคร กล่าวได้ว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจเท่ากันทุกคน ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างกัน หรือมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ-คิด เป็น อยู่ คือ ด้วยความเสียสละ ไม่แก่งแย่งชิงดี ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนมีความอบอุ่น มีความสุข  "การเอา" คือบาป "การให้" คือการสร้างบุญ จะเป็นอยู่ด้วยการให้ ให้ทั้งแรงกายแรงใจ ให้ความเอื้ออาทร ให้โอกาส ให้ความเมตตา เด็ก คนชรา คนเจ็บไข้ได้ป่วย จะได้รับการดูและจากคนในชุมชน -การปกครอง เรียกผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบงานสูงว่า "ผู้รับใช้" ยิ่งสูงยิ่งเสียสละมาก ผู้จัดการร้านอาหารมังสะวิรัติ ก็ต้องเก็บกวาดพื้น เช็ดโต๊ะ ล้างจาน เหมือนคนในชุมชนเช่นเดียวกัน ต่างกันจากระบบทุนนิยม ที่มีตำแหน่งใหญ่เล็ก ระดับสูงเงินเดือนสูง ระดับต่ำเงินเดือนต่ำ คนตำเแหน่งสูง จะเป็นคนชี้นิ้วสั่งงาน -การศึกษาคุรุ หรือครู ของโรงเรียนสัมมาสิกขา สอนหนังสือโดยไม่มีค่าตอบแทน นักเรียนก็เรียนฟรี โดยไม่ต้องมีค่าเล่าเรียน ตั้งแต่ระดับประถม ถึงมัธยมปลาย และระดับอาชีวะ คำขวัญของโรงเรียน "ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา" เอาศีลและเป็นงานเป็นตัวนำ ส่วนวิชาทางโลกให้ความสำคัญรองลงไป-การเงิน "กองทุน" ที่เรียกว่า "กองบุญ" แต่จะไม่เป็นไปเพื่อการสะสม พยายามนำไปหมุนเวียนให้เกิดผลผลิต -"ดอกเบี้ย" เรียกว่า "ดอกบุญ" การกู้ยืมเงินกันระหว่างชุมชน ไม่มีดอกเบี้ยระหว่างกัน ส่วนที่ไม่คิดเป็นดอกเบี้ย ถือว่าเป็น "ดอกบุญ"-ต้นทุนทางการเงิน = 0 (ศูนย์) ไม่มีดอกเบี้ย "การรวมเงินไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดเงินกองใหญ่" อาจจะใหญ่เท่าสถาบันการเงิน  -ต้นทุนแรงงาน = 0 (ศูนย์) "การรวมแรงงานไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดแรงงานจำนวนมาก" เงิน กองโตและแรงงานจำนวนมาก ก็คือทุนที่สำคัญ เป็นทุนที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูกมาก นำไปทำให้เกิดการสร้างงานได้มาก ได้ใหญ่ และได้ต่อเนื่อง คนของชุมชนไม่เคยตกงาน มีงานล้นมือ ไม่เป็นภาระของทางการ มีแต่ช่วยเหลือให้สังคมเจริญ อบอุ่น และเป็นสุข-แท้ จริงแล้วชุมชนอโศกเป็นชุมชนที่มั่นคง ชุมชนไม่ชอบคำว่ามั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นคำของทุนนิยม ปี 2548-2549 ทางชุมชนซื้อที่ดินที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ไร่ 140 ไร่ ราคาประมาณ 10 ล้านบาท กาญจนบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยว  ไม่ได้ซื้อมาสร้างกาสิโน แต่ซื้อมาให้ชุมชนดำนาเกษตรอินทรีย์ ใช้น้ำคลองงชลประทานที่มาจากเขื่อน ทำนาปีละ 2 ครั้ง -ทางชุมชนมีที่ดินที่รับบริจากมาก คนมีน้อย ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่หมด-ต้น ทุนความเป็นอยู่ต่ำทุกด้าน ไม่มียาเสพติด ไม่มีขโมย ไม่มีโจร จะทำให้ไม่ต้องมีศาล ไม่ต้องมีอัยการ และไม่ต้องมีตำรวจ "ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ" ตำรวจในพื้นที่ มีไว้เอาไว้ไล่วัวควาย ที่มากินข้าวและพืชผักของชาวบ้าน-คำทักทาย จะใช้คำว่า "เจริญธรรม สำนึกดี" แทนคำว่า สวัสดี หรือ ฮัลโหล  ต้นทุนการผลิตของเศรษฐกิจบุญนิยมต่ำทุกขั้นตอน ไม่มีการบวกกำไรเป็นทอดๆเหมือนในระบบทุนนิยม ทำให้สามารถขายผลิตผลและผลิตภัณฑ์สุดท้าย ที่ราคาต่ำได้ เช่น ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุน หรือแจกฟรี-ต้น ทุนการผลิตในระบบทุนนิยมสูง เนื่องจากมีการบวกกำไรเป็นทอดๆ ยกตัวอย่างเช่นในอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ผลิตน้ำมันและปิโตรเคมี มีบริษัท 3 ระดับ 1) บริษัทนำเข้าน้ำมันดิบ 2) บริษัทโรงกลั่น 3) บริษัทการตลาด -บริษัท นำเข้าน้ำมันดิบบวกกำไรในการขายน้ำมันดิบให้โรงกลั่น บริษัทโรงกลั่นน้ำมันบวกค่าการกลั่น บริษัทการตลาดก็บวกค่าการตลาดในการขายผลิตภัณท์สำเร็จรูป-บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ต้องทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ผูกขาดการผลิต สามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบอีก ยิ่งทำให้ราคาผลิตภัณฑ์สุดท้ายราคาสูงมาก -ปี 2540 เอกชนในระบบทุนนิยม ทั้งภาคการเงินและภาคการผลิต ล้มกันทั้งประเทศ แต่ชุมชนบุญนิยม ไม่ได้ล้มตายตามพวกเขาแต่อย่างใด เศรษฐกิจบุญนิยมเข้มเข็งและแข็งแกร่งมาก"เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจเข้มแข็ง" ของรัฐบาล มีแต่โฆษณาชวนเชื่อ ทำมา 20-30 ปีแล้ว สิ้นเปลืองงบประมาณค่าโฆษณาแต่ละปีมาก ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่เดินหน้าทรุดลงแต่อย่างเดียว จะ ทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่ต้องไปดูที่ไหน ไม่ต้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาชวนเชื่อ ตัวอย่างมีที่ชุมชนอโศก ทั่วประเทศ ในระบบเศรษฐกิจบุญนิยม-THAITANIC ของประเทศไทย จมใต้มหาสมุทร ยากที่จะกอบกู้ขึ้นมาได้ มีแต่ดำดิ่งลึกลงเรื่อยๆ  อาชีพของคนระดับสูง เช่น อาชีพข้าราชการ-นักวิชาการระดับสูง อาชีพพ่อค้า-นายทุน อาชีพนักการเมือง และอาชีพสื่อ ล้วนรุมกันเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติประชาชน เอารัดเอาเปรียบสิ่งแวดล้อม เอารัดเอาเปรียบระบบ       -ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม สามารถนำมากอบกู้ เศรษฐกิจที่ตกต่ำไปกองที่ก้นเหวได้ เช่น..ปิด ตลาดหลักทรัพย์ ที่คอยเอารัดเอาเปรียบระบบ ฉ้อฉลระบบ ปล้นระบบ และนำพาระบบล่มสลาย ปิดกองสลาก ปิดสนามม้า ปิดบ่อนการพนัน ปิดสถานบริการอาบอบนวด ปิดโรงเหล้า โรงเบียร์ ปิดโรงงานยาสูบ เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ และจะอยู่ได้ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข และเข้มแข็งได้ ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม เป็นระบบที่ "ฝืน" ความรู้สึกของสามัญมนุษย์ ที่อยากมั่งมี อยากสะสมสมบัติเป็นของตน จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ แต่หากทำได้ ประเทศมั่นคง ร่มเย็นเป็นสุข   -3) ระบบคอมมูนิสต์ เป็นระบบที่ลอกเลียนระบบสาธารณะโภคีของพระพุทธเจ้า เพียงแต่มีการแบ่งระดับการปกครองเป็นชั้นๆ ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้ไม่เกิดการจูงใจหรือกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการผลิต หากผู้ปกครอง ทำตัวมาเป็น "ผู้รับใช้" ระบบคอมมูนิสต์ก็จะกลายเป็นระบบสาธารณะโภคีที่สมบูรณ์ได้-ระบบ เศรษฐกิจบุญนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจระดับสูง พระพุทธเจ้า เป็นนักเศรษฐศาตร์สุดยอดของโลก ที่โนเบิลไพร๊ชทางเศรษฐศาสตร์ทั้งโลกรวมกัน ก็เทียบพระพุทธเจ้าไม่ได้  -หาก คิด ระบบสาธารณะโภคีในเชิงพาณิชย์ ประเทศใดก็สู้ไม่ได้ แม้แต่ประเทศจีนที่บอกว่าต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ทำให้สามารถเกิดการแข่งขันได้ดี แข่งได้กับทุกประเทศทั่วโลก ทั้งนี้เพราะต้นทุนการผลิตสิ่งของและสินค้าที่ต่ำมากนั่นเอง   ที่มา : http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/08/25/entry-1
Thursday, 17 September 2009 17:06
ปรากฏการณ์ล่าชื่อถวายฎีกาของคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นผิดและเดินทางกลับประเทศ ขณะที่คนอีกกลุ่มก็ตั้งโต๊ะล่าชื่อคัดค้านการถวายฎีกา โดยทำเสมือนหนึ่งว่า ฝ่ายไหนมีมวลชนสนับสนุนมากกว่า ฝ่ายนั้นคือผู้ชนะ ได้ผลักไสให้สังคมไทยยืนอยู่ในภาวะขัดแย้งแตกแยกรุนแรงมากขึ้นไปอีกมากถึงขนาดที่ รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามว่า “เรายังอยากให้มีสังคมไทยอยู่อีกหรือเปล่า?”ในมุมมองของ อาจารย์สุริชัย เห็นว่าฎีกาไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเอาเป็นเอาตายกัน แต่กลับเป็นภาพสะท้อนสถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ดำรงต่อเนื่องมา และยังบอกถึงแนวทางการขับคลื่อนประเด็นของคนสองกลุ่มนี้ว่า ยังใช้วิธีการไม่ต่างจากเดิม คือ ระดมคนเข้าหากัน และพยายามบอกว่าคนในสังคมนี้คิดแค่ 2 แบบเท่านั้น     รายงานโดย ปกรณ์ พึ่งเนตร       “ฝ่ายหนึ่งทำ ฝ่ายหนึ่งต้านแล้วระดมคน เป็นการเมืองแบบที่คนเข้าใจได้ง่ายก็จริง แต่ปัญหาความขัดแย้งที่กลายเป็นความรุนแรงจะยิ่งทำให้ 2 ฝ่ายหาช่องคุยกันไม่ได้เลย สังคมที่อยู่กันแทบไม่เป็นสังคมแบบนี้ คำถามที่อยากจะตั้งก็คือ เรายังอยากให้มีสังคมไทยอยู่อีกหรือเปล่า หรืออยากให้มีแต่สังคมพวกใครพวกมัน แล้วคนที่ไม่มีพวกจะอยู่อย่างไร ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร แนวทางแบบนี้จะแก้ไขปัญหาชาติได้จริงหรือไม่ แล้วปัญหาพื้นฐานที่แท้จริงของผู้คน เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน น้ำเสีย โลกร้อน จะแก้กันอย่างไร”       รศ.สุริชัย เห็นว่า ภาวะผู้นำของรัฐบาลในเรื่องแบบนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้สังคมไทยตกอยู่ในหลุมเดิม หรือประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ความจริงที่ดำเนินอยู่ก็คือ สภาพของรัฐบาลปัจจุบันก็มีปัญหาเรื่องภาวะผู้นำอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการปล่อยให้กระทรวงบางกระทรวงตั้งโต๊ะล่าชื่อประชาชนเพื่อคัดค้านการถวายฎีกา      “ผมเข้าใจว่าคนทำอาจจะเจตนาดี แต่มาจากมุมมองที่คับแคบจนทำให้หลักใหญ่ของสังคมไทยไม่เกิดสำนึกสาธารณะร่วมกัน ไม่ได้สร้างสติเพื่อปรองดอง แต่กลับเร่งประจันหน้า เรื่องนี้ต้องบอกว่ารัฐบาลไม่นิ่งพอ แถมยังทำให้เกิดการประจันหน้าโดยไม่จำเป็น และยังบั่นทอนโอกาสการลดอุณหภูมิความขัดแย้งในสังคมด้วย คำถามก็คือ ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถคุมอะไรได้เลยใช่หรือไม่ จนเกิดสภาพแบบกระทรวงใครกระทรวงมันแบบนี้”       ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ชี้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ขาดภาวะผู้นำเชิงสติและความเยือกเย็น สถานการณ์ปัจจุบันประเทศต้องการยุทธศาสตร์ส่วนรวมเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน แต่รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำไม่เคยจัดให้มีเวทีของการถกปัญหาร่วมกันเลย และหากยังปล่อยให้เกิดการใช้วิธีการแบบที่เป็นอยู่อีก ปัญหาจะยิ่งเลวร้าย      “รัฐบาลไปปล่อยให้การล่าลายเซ็นเป็นเสมือนยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล มันไม่ถูกต้อง ไปเอาโจทย์ที่ 2 โจทย์ตัวแทน โจทย์เทียมมาทำให้เป็นโจทย์จริง อย่าลืมว่าโจทย์จริงในวันนี้คือ ปัญหาเศรษฐกิจ การแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลแทบไม่มีภาวะผู้นำเพื่อวางยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเหล่านั้นเลย มีแต่ลากบ้านเมืองไปติดกับดักเดิม ยิ่งการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันไม่เข้มแข็งด้วยแล้ว ก็น่าห่วงว่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลจะตกลงอย่างรวดเร็ว”       “ตอนเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ นายกฯ มีภาพการเมืองที่มากกว่าการเมืองแบบ 2 ขั้ว ดูเป็นคนเข้าใจการเมืองที่ยึดประโยชน์สาธารณะ มุ่งประโยชน์ของประเทศ ฉะนั้นถ้านายกฯ ไม่ตั้งหลักให้ดีก็จะเสียดุล” รศ.สุริชัย สรุป       แต่ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทางออกที่ รศ.สุริชัย คิดว่ามี ย่อมต้องไม่ใช่การสมานฉันท์แบบยุติธรรมเหมาโหล หรือเอารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง       “ความขัดแย้งทางการเมืองคงแก้ด้วยการยกโทษให้นักการเมืองทั้งหมด หรือด้วยการแก้รัฐธรรมนูญในมาตราที่นักการเมืองไม่ชอบไม่ได้หรอก แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญก็สำคัญ แต่ยังไม่ใช่ขั้นตอนนี้ เพราะจะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่เอาพวกเป็นที่ตั้ง และสังคมไม่เป็นสังคม ใครเห็นต่างคือพวกมัน ไม่ใช่พวกเรา”       ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ชี้ด้วยว่า ทางออกที่แท้จริงต้องไม่ใช่การแยกขั้ว แล้วสร้างความเข้มแข็งให้ขั้วของตัวเองมากที่สุด แต่ 2 ขั้วต้องรู้สึกตรงกันว่า มีบางปัญหาในบ้านเมืองที่ต้องแก้ไขร่วมกันหรือเปล่า แล้วก็เปิดพื้นที่ตรงนั้นเพื่อทำงานร่วมกัน      “ถ้าเรายึดเอาแต่ประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เป็นคนใจแคบ สำนึกพวก แล้วคิดเอาสถาบันกลางให้เป็นพรรคพวกของตัวเอง ทั้งๆ ที่สถาบันกลางเช่นศาล เวลาตัดสินคดีอะไรออกมาก็อาจถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเราไปมองว่าเวลาตัดสินถูกใจก็เป็นพวกเรา ถ้าไม่ถูกใจเป็นพวกโน้น แล้วคิดแบบนี้ตั้งแต่สถาบันล่างสุดจนถึงสูงสุด ต่อไปก็จะไม่มีความร่มเย็นร่วมกันอีกเลยในประเทศไทย”       “อย่าลืมว่าในประเทศนี้ยังมีสาธารณะ มีคนที่ไม่ได้เอาด้วยกับทั้ง 2 ขั้ว และมองว่าทั้ง 2 ขั้วชักจะเกินเลยไปมากแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการกระตุ้นสำนึกประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นคนละส่วนกับประโยชน์พวกพ้อง ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยให้สังคมไทยตั้งหลักได้ ไม่ทำให้สังคมไทยสร้างความไว้วางใจในประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าเดิมได้ ก็ต้องถือว่ารัฐบาลล้มเหลวทางการเมือง” รศ.สุริชัย กล่าว ก่อนจะสรุปทิ้งท้าย      และผลของมันก็ไม่ใช่แค่รัฐบาลอยู่ไม่ได้...แต่ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้!
Thursday, 17 September 2009 17:05
     ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างมองหาหนทางลดค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม...           นิวยอร์ค เป็นอีกมหานครตัวอย่าง ที่ได้มีการวางแผนและกำหนดมาตรการต่างๆต่อเรื่องนี้อย่างจริงจังก่อนที่ วิกฤตการเงินจะเกิดขึ้นเสียอีก ด้วยความคิดริเริ่มของนาย มิเชล บลูมเบิร์ก ผู้ว่าการนครนิวยอร์ค ที่จัดให้มีแผนรองรับการขยายเมืองในอีก 20 ปีข้างหน้า เรียกว่า “แพลนวายซี” (PlaNYC) ซึ่งเป็นแผนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ที่ช่วยให้นครนิวยอร์คปรับตัวเข้ากับการไหลบ่าเข้ามาอยู่อาศัยของประชากร ในปี 2030 นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการ Growing and Greening  New York เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสภาพปัญหา ความจำเป็น และกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อีกด้วย      หากอยากพิสูจน์สภาพมลพิษที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่จำเป็นต้องไปถึงใจกลางเขตแมนฮัตตัน เพียงแค่เข้าไปดูใน Hasecam (www.hazecam.net) ก็จะมีรายงานมลภาวะทางอากาศพร้อมภาพถ่ายแบบเรียลไทม์ให้เราดู     จุดมุ่งหมายของ “แพลนวายซี” จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างที่อยู่อาศัยให้พอเพียงต่อประชากร การทำความสะอาด กำจัดมลพิษทั้งบนดินและอากาศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และลดการปล่อยพลังงานที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนลง 30%     แผนฟื้นฟูเมืองสีเขียวนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางแก้ปัญหาของเมืองอื่นๆทั่วโลก อย่างเมืองมัลโม่ ที่เคยเป็นแหล่งผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศสวีเดน จนขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งรถซ้าบ (Saab City) บัดนี้โรงงานเหล่านั้นได้ถูกย้ายไปอยู่ในเขตปฏิรูปอุตสาหกรรมใหม่ ที่เรียกว่า “Bo01” เรียบร้อยแล้ว ที่ซึ่งขยะของเสียทั้งหลายถูกนำกลับมาใช้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ รถวิ่งด้วยก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ พลาสติคทุกชนิดถูกนำมารีไซเคิล และใช้พลังงานที่ไม่มีวันหมด (ใช้พลังงานลมเป็นส่วนใหญ่)     ประเทศขนาดเล็กอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ประสบปัญหาการจราจร รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเก็บเงินเพื่อลดความแออัด (Congestion Pricing) ซึ่งก็ได้ผลดีทำให้การจราจรลดลง 30%     ในขณะที่การพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ กำลังทำให้เมืองซองดูกลายเป็นเมืองธุรกิจนานาชาติแห่งแรกของโลก ที่ได้รับการออกแบบให้มีความเป็นมิตรต่อโลกด้วยพื้นที่สีเขียวถึง 40% และที่น่าสนใจคือ รถเก็บขยะจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ด้วยระบบท่อลมดูดขยะ ที่จะปัดกวาดขยะไปสู่โรงกำจัดขยะโดยอัตโนมัติที่มา : www.dst.co.th
Thursday, 17 September 2009 17:05
       ตั้งแต่โปรแกรมแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ "กูเกิลเอิร์ธ" (Google Earth) ถือกำเนิดขึ้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้เปลี่ยนรูปแบบการมองภูมิทัศน์ของโลกไปจากเมื่อ ก่อน เพียงปลายนิ้วที่คลิ๊กไปบนเม้าส์ เราก็สามารถบินข้ามทวีป ซูมภาพจากอวกาศสู่พื้นถนน เพื่อชมภูมิทัศน์และสิ่งปลูกสร้างต่างๆทั่วโลก       กูเกิลเอิร์ธไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ล่าสุดได้เปิดตัว Google Earth 5.0 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 โดยมีฟีเจอร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากคือ Google Ocean หรือ ความสามารถด้านแผนที่ภาพถ่ายทางทะเล ที่ได้รวบรวมภูมิทัศน์ใต้ทะเลเข้ากับเนื้อหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เราได้สำรวจมหาสมุทรในรูปแบบ 3 มิติ อย่างเช่น แนวสันเขาใต้มหาสมุทรแอตแลนติค หุบเขาใต้ทะเล หรือแม้กระทั่งภูเขาไฟใต้น้ำที่กำลังปะทุในฮาวาย      ด้วยความสามารถ นี้เอง จึงมีผู้พบเห็นลวดลายตารางประหลาดขนาดเท่าแคว้นเวลส์ของอังกฤษ ปรากฎบนพื้นสมุทรห่างจากชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาประมาณ 620 ไมล์ เป็นชนวนเให้คิดกันว่ารอยดังกล่าวอาจเป็น “แอตแลนติส” อาณาจักรที่สูญหายในตำนาน ตามคำบอกเล่าของ “เพลโต” ปรัชญาเมธีชาวกรีกที่ว่า แอตแลนติสได้จมลงใต้ก้นมหาสมุทรแอตแลนติค ใกล้ช่องแคบยิบรอลตาร์ เมื่อ 9,000 ปีก่อนคริสตกาล     ดร.ชาร์ลส ออเซอร์ ภัณฑารักษ์ด้านโบราณคดี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างมากและต้องการให้มีการตรวจสอบ เนื่องจากเป็นจุดที่ปรากฎใกล้เคียงกับคำอธิบายของเพลโต     ในขณะที่นักสมุทรศาสตร์ วอลเธอร์ สมิท และ เดวิด แซนด์เวล ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่าลวดลายที่ปรากฎไม่ได้เป็นเรื่องเหนือการอธิบาย เพราะมันคือ “แนวทางเรือ” (Ship Tracks) ที่เกิดจากกระบวนการ “หยั่งน้ำ” (Echo Sounding) ของเรือที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสำรวจความลึกทางทะเล          หากร่องรอยดังกล่าวเป็นอาณาจักรแอตแลนติสจริง ขนาดช่วงตึกของเมืองอาจต้องมีความยาวมากกว่า 8 ไมล์ หรือประมาณ 50 เท่าของขนาดช่วงตึกเมืองนิวยอร์ค ความจริงลวดลายอย่างนี้ก็สามารถมองเห็นได้บนพื้นสมุทรหลายแห่งในกู เกิลเอิร์ธ นักสมุทรศาสตร์ตั้งข้อสังเกต อย่างไรก็ตามทหารเรืออเมริกันนายหนึ่งแย้งว่า เขายังไม่เคยเห็นเรือลำไหนเลี้ยวได้หักมุมและเป็นเส้นตรงอย่างนั้น     แล้วถ้าเราต้องการหาทวีปแอตแลนติสขึ้นมาจริงๆละ จะทำยังไง? วอลเธอร์และเดวิด บอกว่า เราไม่สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม เพราะว่าสิ่งก่อสร้างโดยน้ำมือมนุษย์ไม่ได้มีขนาดใหญ่พอที่จะใช้วิธีนั้น แต่ถ้ามีงบประมาณสัก 2 พันล้านดอลลาร์ เราอาจจะสามารถทำแผนที่และค้นหาทั่วทั้งมหาสมุทรโดยใช้เรือ ซึ่งได้มีการศึกษาว่าจะต้องใช้เวลาถึง 200 ปีเรือทีเดียว (เรือหนึ่งลำใช้เวลา 200 ปี) ด้วยงบปฏิบัติการ  25,000 ดอลลาร์ต่อวัน     สำหรับผู้ที่ต้องการชมภาพตารางปริศนานี้ในกูเกิ้ลเอิร์ธ ให้ใส่ค่าพิกัด 31 15'15.53N 24 15'30.53Wที่มา : www.dst.co.th
Thursday, 17 September 2009 16:59
            การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กำลังจะครบ 3 ปีแล้ว และคนเสื้อแดงได้นัดหมายชุมนุมใหญ่เพื่อประณามการรัฐประหารนั้น โดยที่ยังไม่รู้ว่าการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นไปประการใด จะถึงกับล้มคว่ำรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงไปได้หรือไม่ หรือว่าจะเป็นแค่การชกลมเหมือนที่ผ่านมา             เมื่อได้ดูอาการเร่าร้อนดิ้นรนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โหมกระพือสื่อในเครือข่ายอย่างคึกคัก รวมทั้งการเขียน Twitter และการพูดวิทยุเป็นรายวันในช่วงนี้แล้วก็ชอบกลนัก             ยิ่งได้ฟังคำแถลงของรองโฆษกรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ หวังเผด็จศึกในเดือนกันยายน ศกนี้ ย่อมมีแต่ทำให้คนไทยมีความทุกข์ใจ กังวลใจ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง             ทว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ดำเนินไปอย่างไร ลงเอยอย่างไร ย่อมเป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งนั้น ๆ เพราะใครเล่าจะฝ่ากรรมและหลีกลี้หนีวิบากกรรมไปได้ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม             ในยามนี้จึงสมควรที่จะได้กล่าวถึงการรัฐประหาร 19 กันยา สักครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง เกิดความเสียหายขึ้นในบ้านเมือง และเพื่อที่ทุกคนจะได้ร่วมจิตร่วมใจกันรักษาสถานการณ์ของบ้านเมืองให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของทุกคนในแผ่นดินนี้             อันการรัฐประหารนั้นโดยปกติแล้วเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น กระทั่งชิงชังรังเกียจการรัฐประหารด้วยกันทั้งสิ้น แต่การรัฐประหารก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เพราะนับแต่ปี 2475 เป็นต้นมา การรัฐประหารก็เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า             ก่อนการรัฐประหารครั้งล่าสุด ก็มีคนพูดกันว่าการรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแล้ว อนิจจา! นี่คือการพูดโดยไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นไป ผลก็คือคำพูดนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงไปแล้วเพราะการรัฐประหารก็ได้เกิดขึ้นแล้ว             การรัฐประหารนั้นเป็นเพียงผลอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากเหตุ ดังนั้นตราบใดที่ยังมีเหตุปัจจัยให้เกิดการรัฐประหาร ตราบนั้นการรัฐประหารก็ไม่มีวันหมดสิ้นไป ชีวิตของการรัฐประหารจึงอยู่ที่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั้น             เราประณาม รังเกียจการรัฐประหาร จึงเป็นการประณาม รังเกียจที่ผล โดยไม่เคยและน้อยนักที่จะมองย้อนไปถึงต้นเหตุอันเป็นปัจจัยให้เกิดการรัฐประหาร กระทั่งไม่เคยป้องกันเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั้น             เพราะเหตุนี้เมื่อไม่ดับเหตุ ก็ไม่มีทางดับผลได้ เมื่อเหตุแห่งการรัฐประหารดำรงอยู่ตราบใด การรัฐประหารจึงยังคงอยู่ตราบนั้น เป็นแต่ว่าจะเกิดขึ้นในวันใดเท่านั้น             ดังนั้นถ้าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ชั่วช้าเลวทราม ก็ต้องมองให้เห็นถึงแก่นแท้ว่าเหตุปัจจัยอันใดที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั่นแหละคือความชั่วช้าเลวทรามที่แท้จริง และความชั่วช้าเลวทรามนั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดการรัฐประหารขึ้น             การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการรัฐประหารที่แปลกเพราะเกิดขึ้นโดยการเรียกร้องของประชาชนจำนวนมาก และประชาชนจำนวนมากต่างยินดีปรีดาเมื่อเกิดการรัฐประหารนั้น ถึงกับพากันไปมอบช่อดอกไม้ มอบอาหารและน้ำดื่มให้แก่ทหารที่ปฏิบัติการในการรัฐประหาร จนเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก             ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นผ่านไปยังไม่นานนัก ทุกคนยังจำได้อยู่ สื่อต่างประเทศทั่วโลกต่างนำเสนอข่าวด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่าเหตุไฉนในประเทศนี้จึงมีผู้แสดงความยินดีชื่นชมการรัฐประหารกันมากมายถึงปานนั้น             จึงทำให้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกต้องสนใจติดตามความเป็นไปในบ้านเมืองของเรา และบางชาติแม้มีอัธยาศัยชอบแทรกแซงกิจการภายในของชาติอื่น ก็ไม่กล้าผลีผลามและไม่กล้าประณาม กระทั่งต้องคล้อยตามกระแสความรู้สึกนึกคิดของชนชาวไทยในครั้งนั้น             นั่นแสดงให้เห็นว่ามีเหตุปัจจัยที่เป็นเภทภัยใหญ่หลวงและเป็นเหตุปัจจัยที่คนไทยไม่ต้องการ ทั้งต้องการโค่นล้มมันให้หมดสิ้นแผ่นดินไทย เพราะเหตุปัจจัยเหล่านั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดการรัฐประหารขึ้น             มามองย้อนไปพิจารณากันในรายละเอียดของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรัฐประหารครั้งนั้น ย่อมสรุปได้ดังต่อไปนี้             ประการแรก นักการเมืองในรัฐบาลนั้นกระทำการละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างออกนอกหน้าหลายคราหลายครั้ง ตีตนเสมอพระมหากษัตริย์ บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และยุยงส่งเสริมให้คนจำนวนหนึ่งคลายลงจากความจงรักภักดี จนเป็นที่โกรธแค้นชิงชังของพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั่วประเทศ             ประการที่สอง นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ทำการขายชาติ ยอมยกอธิปไตยและดินแดนของประเทศไทย ตลอดจนผลประโยชน์แห่งชาติให้กับต่างชาติเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ของกลุ่มตน โดยไม่สนใจไยดีต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งผลจากการขายชาติครั้งนั้นยังก่อเกิดบาดแผลเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งกำลังอักเสบและใกล้กลายเป็นสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในสักวันหนึ่งข้างหน้า             ประการที่สาม นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ฉ้อฉลปล้นชาติ ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างขนานใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย เพียงชั่วเวลาไม่กี่ปีได้ฉ้อฉลปล้นสดมภ์เอาผลประโยชน์ของชาติ ของนักธุรกิจ และของคนไทยไปเป็นประโยชน์ตนและครอบครัวพวกพ้อง เป็นเงินกว่า 800,000 ล้านบาท ในขณะที่ชาติใกล้ล่มจมเต็มที             ประการที่สี่ นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ร่วมกันฉีกรัฐธรรมนูญเกือบหมดทั้งฉบับ ทำให้คณะรัฐมนตรีเป็นแค่ตรายางที่รองรับความปรารถนาของตนเท่านั้น ทำให้รัฐสภาเป็นแค่เสื้อคลุมประชาธิปไตยที่ห่อหุ้มปกปิดความเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภามีฐานะแค่ทาสในเรือนเบี้ย ที่ต้องยกมือและทำทุกสิ่งอย่างตามความปรารถนาของนักการเมือง             ประการที่ห้า นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้เข้าครอบงำแทรกแซงองค์กรอิสระ จนขื่อแปบ้านเมืองถูกทำลายหมดสิ้น กระบวนการตรวจสอบทุกกระบวนการทุกองค์กรกลายเป็นแค่ผงซักฟอก ที่คอยฟอกผิด ฟอกโกง มีฐานะเป็นแค่สีขาวที่คอยป้ายทับกลบเกลื่อนสีดำซึ่งขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง             ประการที่หก นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ยึดเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินและกิจการต่าง ๆ จำนวนมากเป็นสมบัติของตน กระทั่งนำออกไปขายให้กับต่างชาติ โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของราชอาณาจักร             ประการที่เจ็ด นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ใช้อำนาจข่มเหงข้าราชการให้ยอมเป็นทาส บีบบังคับให้ถอนตัวออกมาจากความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยอมรับฐานะพนักงานของรัฐหรือลูกจ้างเท่านั้น กลไกรัฐถูกแปรเป็นกลไกพรรค ในขณะที่กลไกพรรคก็คือครอบครัวของคนตระกูลเดียว             ประการที่แปด นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ทำการแบ่งแยกเข่นฆ่าสังหารประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณ การสังหารโหดชาวไทยมุสลิมจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จุดชนวนกลายเป็นสงครามกลางเมืองต่อเนื่องมาถึงวันนี้ การฆ่าตัดตอนจำนวนมากขยายตัวไปทั่วประเทศ จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่าสงครามในอิรักหลายเท่า และฮึกเหิมลำพองถึงขนาดอุ้มฆ่าประชาชนกลางเมืองได้ตามอำเภอใจ             ประการที่เก้า นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน กีดกันขัดขวางและทำลายการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน แพร่และยัดเยียดข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จแก่ประชาชน จนเกิดความแตกแยกขึ้นทั้งแผ่นดิน             ประการที่สิบ นักการเมืองในรัฐบาลนั้นได้ดำเนินการสืบสร้างสันตติวงศ์แห่งอำนาจ ยกโคตรวงศ์พงศาเข้ามายึดครองอำนาจรัฐอย่างกว้างขวาง เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าต้องการยึดครองแผ่นดินเป็นของตน             นี่คือสิบประการที่อาจสรุปได้ว่าเป็นต้นเหตุและเป็นปัจจัยให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มันเป็นเหตุปัจจัยที่ชั่วช้าเลวทรามที่สุดเท่าที่เคยมีมาในแผ่นดินนี้             เพราะเหตุนี้การรัฐประหารจึงต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้นเพื่อล้มล้างสะสางเหตุปัจจัยที่เป็นพิษภัยใหญ่หลวงแก่บ้านเมืองเช่นนี้จึงเป็นที่ต้องใจของประชาชน เพราะเหตุนั้นคนทั้งหลายจึงมีความยินดีด้วย             ในโอกาสที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะครบ 3 ปี จึงควรที่จะได้รำลึกนึกถึงเหตุปัจจัยอันสุดยอดเลวทรามที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการรัฐประหารนั้น แล้วร่วมจิตร่วมใจกันป้องกันแก้ไขไม่ให้เหตุปัจจัยนั้นเกิดขึ้นอีก             เมื่อทำลายเหตุปัจจัยของการรัฐประหารได้แล้ว การรัฐประหารก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ในวันนี้ต้องถามว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นหมดไปแล้วหรือว่ายังดำรงอยู่เล่า?             หมายเหตุ :  บทความเรื่องนี้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2552ที่มา : www.paisalvision.com
Thursday, 17 September 2009 16:55
« Start  Prev  51  |  52  |  53  |  54  |  Next  End »

Page 54 of 54