Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Home เส้นทางการต่อสู้
             สหภาพการรถไฟ จี้ ป.ป.ช.เร่งชี้ขาดการครอบครองที่ดินบริเวณเขากระโดงของตระกูลชิดชอบ หลังจากใช้เวลากว่า 2 ปี แต่ไม่คืบหน้า พร้อมร่วมรับฟังข้อมูลแผนปรับโครงสร้างกับผู้บริหารวันที่ 29 มิ.ย. นี้ ด้าน "โสภณ" ชี้สหภาพฯชูประเด็นที่ดิน ส่อมีผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ป.ป.ช.ตั้งทีมเฉพาะกิจลุยคดีรุกที่เขากระโดง เตรียมใช้ดาวเทียมตรวจสอบ เป็นกรณีต้นแบบแก้ปัญหาคดีรุกที่ดินอื่นๆ       วานนี้ (25 มิ.ย.) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สร.ร.ฟ.ท. ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้เร่งรัดการพิจารณากรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และ นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ครอบครองที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่ดินของ ร.ฟ.ท.เพราะเป็นการครอบครองโดยมิชอบ       “เป็นเวลากว่า 2 ปีที่สหภาพฯ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยผู้แทน ป.ป.ช.ระบุเพียงว่า งานในความรับผิดชอบมีมาก แต่เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของสังคม และสหภาพฯ มีข้อสังเกตว่าการตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินจะเป็นการเอื้ออำนวยต่อการครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าว จึงต้องติดตามการพิจารณาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง”       นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า สหภาพฯ เห็นว่าฝ่ายบริหารของ ร.ฟ.ท. และ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อนำที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเป็นของ ร.ฟ.ท. แสดงให้เห็นว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของ ร.ฟ.ท.และประเทศชาติ        ส่วนกรณีที่ระบุว่ามีประชาชนหลายรายบุกรุกที่ดินบริเวณเขากระโดง ไม่ใช่เฉพาะนายชัย และนางกรุณา ชิดชอบนั้น ประเด็นนี้ต้องแยกกันระหว่างคนจนและคนรวย โดยคนรวยที่บุกรุกที่ดินถือเป็นการเอาเปรียบสังคม และต้องนำที่ดินคืน รวมทั้งต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะที่คนจนไม่มีที่อยู่อาศัยรัฐบาลต้องช่วยเหลือจัดสรรที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ให้ประชาชนเหล่านี้อยู่อาศัย        ส่วนกรณีที่คณะกรรมการและผู้บริหาร ร.ฟ.ท.จะประชุมร่วมกับสหภาพฯ เพื่อชี้แจงรายละเอียดแผนการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินของ ร.ฟ.ท. ในวันที่ 29 มิ.ย. นี้ สหภาพฯ พร้อมเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง เพื่อพิจารณารายละเอียดในประเด็นต่างๆ  ส่วนจะเห็นชอบกับแผนดังกล่าวหรือไม่นั้น สหภาพฯ มีจุดยืนชัดเจนว่าการดำเนินการใดๆ ต้องเป็นประโยชน์ต่อ ร.ฟ.ท.เป็นหลัก       ป.ป.ช.เผยส่งทีมลงพื้นที่แล้ว        ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะโดยการออกโฉนด น.ส. 3 และน.ส. 3 ก. จำนวน 22 แปลง ที่เขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์โดยมิชอบ กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีนี้ว่า เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ทีมงานของ ป.ป.ช. ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยขณะนี้การไต่สวนคดีมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ซึ่งจากคำร้องมีนักการเมืองเป็นผู้เกี่ยวข้องด้วย แต่การทำงานของคณะอนุกรรมการฯยังไม่คืบหน้าถึงขนาดตั้งข้อกล่าวหาหรือชี้ว่าใครผิด ใครถูกได้       ตั้งทีมเฉพาะกิจ-ใช้จีไอเอสตรวจสอบ        ด้านแหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า สำหรับการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินเขากระโดง เป็นครั้งแรกที่ ป.ป.ช.ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องบุกรุกที่ดิน หรือออกโฉนด น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก. ไม่ชอบมาที่ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมาก โดยจะใช้คดีบุกรุกที่ดินเขากระโดงเป็นต้นแบบ ด้วยการใช้แผนที่จีไอเอส (Geographic Information System) หรือภาพถ่ายจากดาวเทียม เปรียบเทียบกับเอกสารอื่นๆ เพื่อตรวจสอบว่าการออกโฉนดมีสิ่งผิดปกติหรือไม่       ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะทำงาน เป็นทีมเฉพาะกิจประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ อาทิเช่น ตัวแทนจากกรมที่ดิน กรมป่าไม้ และกรมแผนที่ทหาร โดยมี นายสุรชัย รัตนเสริมพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์ความรู้ด้านอวกาศ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการเปรียบเทียบแผนที่ทางอากาศเป็นหัวหน้าทีม เข้ามาช่วยตรวจสอบคดีเกี่ยวกับเอกสารสิทธิและที่ดินโดยเฉพาะ "โสภณ" อ้าง ร.ฟ.ท.ไม่สามารถชี้แนวเขตได้       นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม แกนนำคนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมากรมที่ดินได้พิจารณาเรื่องนี้ และให้ ร.ฟ.ท.ชี้แนวเขตที่ดิน แต่ ร.ฟ.ท.ไม่สามารถชี้แนวเขตที่ชัดเจนได้ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. การจะยึดคืนที่ดินมาให้ ร.ฟ.ท.ตามข้อเสนอของสหภาพฯ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่สหภาพฯหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบุคคลใดอยู่เบื้องหลังการหยุดเดินรถในช่วงที่ผ่านมา
Thursday, 08 October 2009 14:04
       เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่กระทรวงคมนาคม พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เข้าพบ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วย ใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง        พล.ร.อ.ธีระกล่าวว่า กมธ.คมนาคมได้มาให้ข้อมูลที่ได้มีการติดตามตรวจสอบ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้แก่ การเช่าพื้นที่ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา รวมไปถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน        ในส่วนของสัญญาเช่าพื้นที่ระหว่าง ร.ฟ.ท.กับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่ง ร.ฟ.ท.ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมา ร.ฟ.ท.ได้ให้ข้อมูลต่างๆ กับทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอัยการสูงสุดเพื่อตีความสัญญา และยืนยันว่าจะมีการรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างแน่นอน        พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้ทราบว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.ควรเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินของห้างเซ็นทรัลและโรงแรม (ปากทางลาดพร้าว) ว่ามีมูลค่าเท่าไร เพื่อนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการเจรจาผลประโยชน์กับผู้เช่า ซึ่งวงเงินที่ ร.ฟ.ท.จะได้รับต้องมากกว่าเดิมที่มา : มติชน ภาพจาก Google  
Wednesday, 07 October 2009 13:59
          ประธานกรรมาธิการคมนาคมจี้ "สรรเสริญ" แก้ไขปัญหาสุวรรณภูมิ พร้อมคัดค้านต่อสัญญาเช่าที่ดินย่านสามเหลี่ยมพหลโยธินกับ เซ็นทรัลฯ        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่20เมษายน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่ง เรียน ประธานคณะ กรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เดินทางมา ประชุมร่วมกับ พล.ร.อ. ธี ระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม ที่ กระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดให้มีการสรรหาบริษัทที่ ปรึกษา เพื่อมาตรวจสอบสาเหตุของทางวิ่ง(รันเวย์) และทางขับ(แท็กซี่เวย์) ชำรุด โดยเร็วที่สุด รวมถึงต้องการเร่งรัดการทำงานของ นาย สรรเสริญ วงค์ชะ อุ่ม รมช.คมนาคม ให้เร่งรัดการบริหารงาน ในการแก้ไขปัญหาใน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัญหาการต่อสัญญาเช่าที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือที่ดินเซ็นทรัล ที่เยื้อยื้อมานาน        พล.ร.อ.ธีระ กล่าวว่า นับเป็นสิ่งที่ดีที่ คณะกรรมาธิการฯ ได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเป็นเจตนาที่ดีในการช่วยกันร่วมแก้ ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะทุกฝ่ายต่างทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้ง สิ้น        ทั้งนี้ ยืนยันว่าการต่อสัญญาเช่าที่ดินระ หว่างรฟท.กับ บริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด(มหาชน)นั้น จะต้องรักษาผลประโยชน์สูง สุดขององค์กร และต้องดำเนินการตามขั้นตอนพ.ร.บ.ว่า ด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน และดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างให้คณะกรรมการ รฟท.พิจารณา ทบทวนรายละเอียดข้อมูลที่ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดว่าส่งข้อมูลครบถ้วนหรือ ไม่ เพราะจะมีผลต่อคำวินิจฉัยของสำนักงานอัยการสูง สุดในเรื่องการพิจารณาต่อสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว        ส่วนกรณีสัญญาร้านค้าเชิงพาณิชย์ และสัญญา ร้านค้าปลอดอากรในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น ปัจจุบันบริษัท ท่า อากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือทอท. อยู่ระหว่างรอคำตอบจากสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อทำหนังสือแจ้งไปยังคิงเพาเวอร์ฯเพื่อบอกเลิกสัญญา        ด้านพล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับ รมว.คมนาคม ว่า ตนได้ ยืนหนังสือ แก่ รมว.คมนาคม เพื่อให้เร่งรัดการบริหารงานของ การรถไฟแห่งประเทศ ไทย(รฟท.) ในการทบทวนรายละเอียดการต่อสัญญาเช่าตาม พรบ.ร่วมทุน และตรวจสอบ มูลค่าทรัพย์สินที่ดินเซ็นทรัลทั้งหมด เพื่อตั้งราคาประมูลต่อไป ซึ่ง รมว. คมนาคมได้สั่งการนาย ศิวะ แสงมณี ประธานคณะกรรมการ รฟท.ทันที เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาดัง กล่าว        "ตนเห็นว่าควรจะมี การเปิดคัดเลือกให้เอกชนได้เข้ามาแข่งขันในการเช่าที่ดิน เซ็นทรัลมากกว่าเดิม เนื่องจากหากมีการเปิดประมูลมูลค่าที่ดินใหม่ ที่ดินบริเวณดังกล่าวน่าจะได้ มากกว่า 50,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้ตั้งราคาประมูลได้เพียง 8,000 ล้านเท่านั้น ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวต้องจบภายใน 5 เดือน เพราะว่ามีความล่าช้ามานาน แล้ว " พล.ร.อ.บรรณ วิทย์ กล่าวที่มา: :แนวหน้า
Wednesday, 07 October 2009 13:46
       ประธาน กมธ.คมนาคม “พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน” ส่งมอบสำนวนการสอบสวนการทุจริต 4 คดีใหญ่ให้ดีเอสไอดำเนินการ ทั้งที่ดินเซ็นทรัล ที่ดินเขากระโดง ไทยเดินเรือทะเล และไทยแอร์เอเซีย ระบุ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐชัดเจน ขณะที่ดีเอสไอ ระบุ จะเร่งตรวจสอบไม่เกิน 2 เดือน หากพบผิดตามที่ กมธ.คมนาคม สรุป จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเชือดนักการเมืองฉ้อโกงต่อไป              วันนี้ (18 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น.พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เดินทางเข้าพบ นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เพื่อส่งมอบสำนวนการสอบสวนกรณีที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธิน กรณีที่ดินของรฟท.ที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ กรณีบริษัทไทยเดินเรือทะเล จำกัด และกรณีบริษัท ไทย์แอร์เอเซีย จำกัด ให้ดีเอสไอดำเนินการตามกฎหมายต่อไป              พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า กมธ.คมนาคม ได้ตรวจสอบ พบความเสียหายต่อรัฐจาก 4 กรณีดังกล่าว ซึ่งมีนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายส่วสน โดยกรณีที่ดินย่านสามเหลี่ยมพหลโยธิน ซึ่ง ร.ฟ.ท.ให้บริษัท เซ็นทรัล อินเตอร์พัฒนา จำกัด เช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการพาณิชย์ ซึ่งการตรวจสอบพบว่า พื้นที่แปลงดังกล่าว มีมูลค่า 60,000-100,000 ล้านบาท การต่อสัญญาเช่าที่ดินจะทำให้รัฐเสียประโยชน์ และไม่ได้กรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด นอกจากนี้ การที่เซ็นทรัลผิดสัญญาต่อเติมเปลี่ยนแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ได้ตกลงให้มีการชดเชยให้ ร.ฟ.ท. 540 ล้านบาท โดยให้แบ่งชำระ 8 งวด และไม่คิดค่าเช่าเพิ่มกรณีดังกล่าว จึงถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน และ พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ              “ผมพยายามรักษาทรัพย์สมบัติของประเทศ กรณีที่ดินพหลโยธิน พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เคยพา นายสุทธิชาติ มาพบผมที่ห้องทำงาน ขอให้ช่วยเรื่องนี้ แต่ผมไม่ยอมทำตาม การที่บริษัทนำเรื่องไม่ถูกต้องหลายอย่าง แต่ยังอยู่ได้ เพราะมีผู้อยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุน” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว              ประธาน กมธ.คมนาคม ผู้นี้กล่าวต่อว่า กมธ.คมนาคม ยังตรวจสอบการทุจริตออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในการจัดสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยพบว่า มีการทำเอกสารสิทธิปลอม นำไปขอกู้เงิน อีกทั้งยังมีการเข้าไประเบิดหิน แล้วนำหินมาขายให้กับ ร.ฟ.ท.เพื่อใช้ก่อสร้างทางรถไฟ ที่ผ่านมา บอร์ด ร.ฟ.ท.ไม่ดำเนินการใดๆ ทำให้สหภาพการรถไฟฯทนไม่ไหว ต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บริหาร ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีดังกล่าว ร.ฟ.ท.ต้องเสียดอกเบี้ยวันละ 3 ล้านบาท ซึ่งไม่ต่างจากค่าโง่ทางด่วน              พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวต่อว่า กรณีบริษัท ไทยแอร์เอเซีย จำกัด ตรวจสอบพบว่า มีการใช้สิทธิแอบแฝงในการบิน โดยนำเครื่องบินจากต่างชาติเข้ามาบินในประเทศไทย ซึ่งตนท้าให้ตรวจสอบ หากมีเครื่องบินติดเครื่องหมายไทยแอร์เอเซียเกิน 1 ลำ ตนยินดีขอโทษ เพราะเท่าที่ตรวจสอบ มีแต่เครื่องบินของแอร์เอเซีย ซึ่งเป็นสายการบินของประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังพบการกระทำผิดอื่นๆ ซึ่งจนถึงขณะนี้ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมว.คมนาคม ก็ยังไม่ดำเนินการกล่าวโทษร้องทุกข์บริษัท ไทยแอร์เอเซีย แต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องให้ดีเอสไอ เข้าไปดำเนินการ ส่วนกรณีบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ตรวจสอบพบว่า มีการนำทรัพย์สินของชาติ ไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง และการให้บริษัทร่วมทุมใช้ชื่อ ปตท.เป็นการลวงให้มหาชนหลงผิด และเกิดความเสียหายได้              ด้าน นายสุนัย กล่าวว่า ในเบื้องต้น ได้รับแจ้งจาก กมธ.คมนาคม ว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ และ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ดังนั้น ภายหลังรับสำนวนจาก พล.ร.อ.บรรณวิทย์แล้ว ดีเอสไอ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้ง 4 คดี คาดว่า จะใช้เวลาในการตรวจสอบไม่เกิน 2 เดือน หากพบว่า มีข้อเท็จจริงเป็นไปตามการสอบสวนของ กมธ.คมนาคม ดีเอสไอ จะส่งนำนวนให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ .ที่มา: ภาพจาก telewizmall  
Tuesday, 06 October 2009 15:45
         บรรณวิทย์ เต้นลงพื้นที่ตรวจสนามบินสุวรรณภูมิหลังเจอปัญหาเครื่องซีทีเอ็กซ์เจ๊ง กลายเป็นเรื่องฉาวข้ามชาติ สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทันที จี้ให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เผยชำรุดใช้งานไม่ได้ 10 เครื่อง ต้องรออะไหล่ซ่อมจากอเมริกา มั่นใจไม่กระทบต่อการลำเลียงสัมภาระ หากมีปัญหาขอกำลังทหารเสริมช่วย ด้าน วีรบุรุษนักรบ บี้แหลก ย้ำไล่ วุฒิพงษ์ ออกจากบอร์ดทีโอทีเพราะกร่าง ยันงบ 800 ล้านจำเป็นอย่างมาก เพราะบ้านเมืองมีปัญหา จวกยับเอาความลับทางราชการมาเปิดเผย เข้าข่ายกบฏ ลั่นโบราณเจอตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร สิทธิชัย ยันบริจาค 800 ล้านบาทเพื่อความมั่นคงไม่แปลก ย้ำมั่นใจในตัว วีรบุรุษนักรบ เต็มร้อย          กรณีปัญหาภายในสนามบินสุวรรณภูมิสร้างความปั่นป่วนอีกครั้ง หลังเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์มูลค่ากว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐ เกิดเสียพร้อมกันถึง 13 เครื่อง จากที่มีอยู่ 26 เครื่อง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปิดใช้มาได้เพียง 9 เดือน ทำเอา พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ. ในฐานะบอร์ด ทอท.ถึงกับหัวเสีย ระบุว่าสาเหตุเนื่องจากเจ้าหน้าที่บางคนเอาเพลงและหนังลามกมาโหลดดูยามว่างขณะเข้าเวร ทำให้เชื้อไวรัสแพร่เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ จนระบบล่ม ขณะที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 22 มิ.ย.          พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมด้วยตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตัวแทนจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไปตรวจสอบเครื่องตรวจวัตถุระเบิดหรือซีทีเอ็กซ์ 9000 หลังจากที่มีข่าวออกมาว่าเครื่องซีทีเอ็กซ์ชำรุด รวมทั้งได้ตรวจรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ด้วย       พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า ตอนนี้เครื่องซีทีเอ็กซ์ใช้งานได้ 16 เครื่อง จากที่มีอยู่ทั้งหมด 26 เครื่อง ส่วนที่เหลือ 10 เครื่อง เจ้าหน้าที่กำลังซ่อมแซม 4 เครื่อง คาดว่าจะเสร็จและใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้ แต่อีก 6 เครื่องคงต้องรออะไหล่จากอเมริกา เนื่องจากเป็นหลอดกำเนิดเครื่องเอกซเรย์ เป็นอุปกรณ์ที่มีกัมมันต ภาพรังสีต้องขออนุญาตนำเข้าจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการลำเลียงสัมภาระ ทั้งนี้ถ้าหากเกิดปัญหาจะขอกำลังทหารเข้ามาช่วยขนทันที         อย่างไรก็ตามตนได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ 1 ชุด โดยให้สรุปสาเหตุส่งตนภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนเรื่องที่มีการระบุว่า เครื่องซีทีเอ็กซ์ขัดข้องเกิดจากการดาวน์โหลดโปรแกรมเพลง และหนังนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะระบบคอมพิวเตอร์มีการทำงานซ้ำซ้อน แต่เครื่องซีทีเอ็กซ์มีปัญหาเกิดจากไวรัส และบริษัท จีอีอินวิชั่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตและติดตั้งระบบเครื่องซีทีเอ็กซ์ได้เข้ามาแก้ไข และทำ การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดไม่ให้ทำงาน ซึ่งเมื่อรีสตาร์ตเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ ปรากฏว่าเครื่องทำงานไม่ปกติจึงเกิดปัญหาจนถึงปัจจุบัน         ด้าน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในฐานะประธานบอร์ดทีโอที ให้สัมภาษณ์ในรายการ ข่าวยามเช้า ทางวิทยุ 101 FM ถึงกรณีปลดนายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บอร์ด ทีโอที ออกจากตำแหน่ง ว่า ประเด็นที่ปลด ไม่ใช่ประเด็นที่เขาเอาไปให้สัมภาษณ์ การประชุมลับ  ไม่ใช่หมายถึงเรื่องเร้นลับ  แต่หมายถึงเรื่องที่ไม่เปิดเผยเพราะเป็นเรื่องสำคัญขององค์กร  เช่นเรื่องความมั่นคง ประเด็นที่บอร์ดต้องปลด เรามีทางเลือกให้นายวุฒิพงษ์ว่า เมื่อมีความขัดแย้งกับผู้ใหญ่คือนายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว. ไอซีที ตนเป็นประธานบอร์ด ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของคณะกรรมการสังคมไทยยังมีจารีตประเพณีที่ดีอยู่ ตนเป็นทหารไม่อยากเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาไปทำกระด้างกระเดื่อง ดูหมิ่น หรือลับหลังไปนินทาผู้บังคับบัญชา เมื่อถามว่า นายวุฒิพงษ์ออกมาบอกว่าถูกปลดเพราะขัดขวางการบริจาคเงินเพื่อซื้อ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับความมั่นคง 800 ล้านบาท พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ถ้าพูดอะไรที่เป็นเรื่องของความลับทางราชการ ถือว่าเป็นกบฏ หน้าที่ของพวกขายความลับคือพวกจารชน แต่ไม่ใช่พวกเราที่ถูกซื้อ หรือไม่ชอบนาย แล้วเอาความลับของชาติมาทำลายนาย สมัยโบราณต้องตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร  ตนพูดหมายถึงความสำคัญของเรื่อง  ไม่ใช่การโกรธแค้นใคร นายวุฒิพงษ์ไม่ได้ชนกับตนโดยตรง แต่ไม่ทราบจะออกอย่างไรก็เลยมาออกกับตน อย่างไรก็ตามเรื่องงบ 800 ล้านบาท เรื่องงบความมั่นคง ไม่ต้องพูดเรื่องจำนวน เมื่อมันมีปัญหาภัยคุกคาม ทางกองทัพก็ต้องมีความจำเป็นต้องปรับปรุงเครื่องมือ ขวัญกำลังใจ สวัสดิการ         ส่วนเรื่องที่นายวุฒิพงษ์ระบุว่า โครง การนี้ไม่ควรจะเป็นโครงการที่ทีโอที ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานความมั่นคงใช้งบ แต่ควรเป็นงบจากหน่วยงานกลาโหม พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า นายวุฒิพงษ์ไม่มีสิทธิจะใช้ดุลพินิจแบบนั้น เราพูดกันถึงเรื่องเงินบริจาค โครงการอะไรที่ไม่จำเป็นก็ขอให้ชะลอไว้ก่อน ตอนนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา ก็ควรจะเน้นกันในเรื่องหน่วยงานความมั่นคง การติดต่อสื่อสารเป็นหนึ่งในหัวใจของกองทัพ งบ 800 ล้าน ก็ไม่ใช่อะไรที่ต้องพูดถึงตัวเลข แต่มันเป็นเรื่องการสนับสนุนที่เพิ่มขีดความสามารถ เป็นอุปกรณ์พัฒนาทั่วไป ไม่ใช่เครื่องดักฟัง ที่เป็นเรื่องลับ เพราะอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคง เราต้องระมัดระวัง ส่วนมีข่าวไปว่า เป็นเครื่องดักฟัง จะทำให้ประชาชนไม่สบายใจหรือไม่นั้น เรื่องนี้นายวุฒิพงษ์ต้องรับผิดชอบ ตนคิดว่า นายวุฒิพงษ์จะอยู่ในประเทศไทยไม่ได้เลย เป็นศัตรูของชาติ แผ่นดิน ที่พูดบิดเบือนในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่า คนมีความรู้อย่างนี้ ถ้าตามข่าวหนังสือพิมพ์ และคนที่ทีโอทีบอกตน ตนถือว่า การพูดแล้วให้ตัวเองดูน่าสงสารว่าถูก กลั่นแกล้ง และคนอื่นดูเลว เมื่อถามว่า เพื่อความโปร่งใส จะให้บอร์ดทีโอที แถลงข่าวเรื่องงบนี้ได้หรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ได้ ตนไม่เคยให้ปิดบัง ทุกอย่างโปร่งใส ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ถ้าขอทราบรายละเอียดมาก เช่น มาขอดูกลไก อย่างนั้นไม่ได้ ไม่งั้นก็เหมือนกับคนอเมริกันที่รู้เรื่องเรือดำน้ำปรมาณูหมด ที่กล่าวหากันคือคำว่ามีนอกมีใน เขาพุ่งไปที่ตัวบุคคล เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เขา โดยอ้างเรื่องว่าแอบทำอะไรน่าเกลียดน่ากลัว ตนอ่านประเด็นออก ไม่ว่านายวุฒิพงษ์จะพูดถึงใครก็ตาม แต่พูดถึง พล.ร.อ. บรรณวิทย์ คนหนึ่งแน่ ๆ ซึ่งไม่ควรใช้เวทีมาใส่ร้าย ทำลายความชอบธรรมของผู้คนทั่วไป ถ้าทำแล้วประเทศชาติเสียหายรับไม่ได้เลย          ขณะที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า วาระลับของคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่มีพล.อ.สพรั่ง ในฐานะประธานบอร์ดร่วมประชุมเรื่อง การสนับสนุนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกี่ยว กับความมั่นคง จำนวน 800 ล้านบาท เท่าที่ทราบยังไม่เป็นโปรเจคท์ โดยส่วนตัวเห็นด้วย และไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะภาคใต้เจอปัญหาหนักมาก และทีโอที ซึ่งยังไม่ใช่บริษัทมหาชน ถ้าจะช่วยรัฐก็เป็นสิ่งที่เห็นด้วย และเป็นความชอบธรรม เพราะอย่างไรทีโอทีก็ต้องนำเงินเข้ากระทรวงการคลัง แล้วกระทรวงการคลังก็ต้องนำมาให้กองทัพบกอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าทีโอทีจะบริจาคให้กองทัพบกโดยตรงก็สามารถทำได้ และสามารถขอบริจาคที่อื่นได้ด้วย ถ้าบริจาคให้ก็ต้องโอนให้กองทัพบกเพื่อบริหารจัดการเอง ซึ่งตามหลักการไม่ผิด ถ้าทีโอทีจะบริจาคให้กองทัพบกใช้เพื่อความมั่นคง เพื่องานการกุศลซึ่งไม่ขัดต่อองค์กร เพราะเป็นเงินกระเป๋าเดียวกัน และเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ซึ่งตนก็มั่นใจในตัวพล.อ.สพรั่ง ร้อยเปอร์เซ็นต์ นายสิทธิชัยกล่าว.   ที่มา : เดลินิวส์    
Monday, 05 October 2009 13:39
        "บรรณวิทย์"หนุนการบินไทยเพิ่มพื้นที่ในอาคารสนามบินสุวรรณภูมิ แยกเทอร์มินัลเฉพาะส่วนรองรับผู้โดยสารการบินไทยและกลุ่มสตาร์ อัลไลแอนซ์ เตรียมเจรจาทอท.จัดสรรพื้นที่ใหม่เร็วๆนี้       พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วานนี้ (18 มิ.ย.) ว่า คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าการบินไทยควรแยกพื้นที่ในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้บริการเฉพาะผู้โดยสารการบินไทยและกลุ่มพันธมิตรสตาร์ อัลไลแอนซ์       ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะประสานกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อดำเนินการจัดสรรพื้นที่ให้การบินไทย เพื่อให้การบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ใช้บริการ โดยมั่นใจว่าแผนดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในอายุการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ “การบินไทยควรมี TERMINAL เฉพาะ เพื่อเป็น HOME PORT ของการบินไทยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่ใช่การก่อสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้น แต่จะใช้พื้นที่ส่วนใด และขนาดเท่าใดนั้น ผมจะเรียกทั้งสองหน่วยงานประชุมร่วมกันในเร็วๆ นี้” พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าว        ด้านเรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทย กล่าวว่า ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ผู้โดยสารของทุกสายการบินต้องเช็คอินในจุดเดียวกัน ในขณะที่ผู้โดยสารขาเข้าต้องรับสัมภาระในจุดเดียวกัน ก่อนจะกระจายไปยัง GATE ส่งผลให้เกิดความแออัด และเกิดปัญหาคอขวดภายในอาคารผู้โดยสาร นอกจากนั้น ผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออกของประเทศไทยกว่า 40% เป็นผู้โดยสารของการบินไทย หากมีการปรับปรุงพื้นที่ภายในอาคารโดยแยกระบบเช็คอิน รวมทั้งแยกสัมภาระของผู้โดยสารการบินไทยออกมา จะส่งผลให้ปัญหาความแออัดและความคับคั่งภายในอาคารผู้โดยสารลดลง และผู้โดยสารจะได้รับความสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารการบินไทย หรือผู้โดยสารของสายการบินอื่นก็ตาม “ในต่างประเทศจะมีการแบ่งพื้นที่อาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินของสายการบินหลัก โดยการดำเนินการไม่ใช่การก่อสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับปรุงดัดแปลงระบบการให้บริการเพียงเล็กน้อยเพื่อให้พื้นที่การให้บริการมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้โดยสารไม่ต้องเดินไกล เหมือนปัจจุบันที่มีปัญหาความยุ่งยาก ลำบาก และไม่คล่องตัว” เรืออากาศโทอภินันทน์ กล่าว        อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นการบินไทยมีแผนจะขยายพื้นในอาคารผู้โดยสารชั้น 4 บริเวณแถวเอ บี และซี ออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการให้บริการผู้โดยสาร แต่จะต้องได้รับการจัดสรรพื้นที่จาก ทอท. ก่อน ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะเป็นผู้ประสานในเรื่องดังกล่าวที่มา : กรุงเทพธุรกิจ  
Thursday, 01 October 2009 14:27
               พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า กรรมาธิการคมนาคมได้เสนอให้บริษัทการบินไทย พิจารณาแยกส่วนการให้บริการของการบินไทย และกลุ่มพันธมิตรทางการบินในกลุ่มสตาร์อัลไลแอนซ์ในสนามบินสุวรรณภูมิ แยกออกต่างหากจากสายการบินอื่นๆ โดยเฉพาะที่เช็กอินและอาคารที่ผู้โดยสารรวมถึงอาคารสะพานเทียบเครื่องบินเฉพาะ ซึ่งการแยกบริการจากสายการบินอื่นๆไม่ได้หมาย ความถึงการสร้างอาคารใหม่แต่จะพิจารณานำอาคารสะพานเทียบเครื่องบิน (คองคอร์ด) ที่มีอยู่แล้วเดิมมาทำเป็นของการบินไทยโดยเฉพาะ โดยตนจะทำหน้าที่ในการประสานงานกับบริษัทท่าอากาศยานไทยให้ประชุมร่วมกับการบินไทย  เพื่อพิจารณาแยกพื้นที่ให้มีความชัดเจน  โดยจะเร่งดำเนินการเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้        สำหรับสาเหตุที่ให้การบินไทยแยกพื้นที่อาคารที่พักผู้โดยสารโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องการให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้โดยสารที่ต้องการเช็กอินตั๋วเดินทางกับสายการบินไทย เพราะว่าปัจจุบันเมื่อมีช่วงเดินทางหนาแน่น ทำให้การบินไทยต้องไปรวมกับผู้โดยสารของสายการบินอื่นๆประกอบกับสนามบินใหญ่ทั่วโลกก็จะมีระบบการแยกอาคารที่พักผู้โดยสาร ของสายการบินแห่งชาติต่างหากไม่รวมกับสายการบินอื่นๆ  ซึ่งที่ผ่านมา ที่สนามบินดอนเมือง การบินไทยก็มีอาคารที่พักผู้โดยสารแยกจากสายการบินอื่นๆ  ส่วนสนามบินสุวรรณภูมินั้นเท่าที่ตรวจสอบพื้นที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ยังเห็นว่าพื้นที่บริเวณคองคอร์ด เอ, บี เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม และอยู่บริเวณเดียวกับคองคอร์ดซีที่ในปัจจุบันคองคอร์ดซีทั้งหมด  การบินไทยให้บริการอยู่ แต่ก็มีบางช่วงที่เมื่อมีปริมาณผู้โดยสารมาก  การบินไทยต้องนำผู้โดยสารไปให้บริการที่คองคอร์ดดี  ซึ่งอยู่อีกส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกสบาย        ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าความร่วมมือระหว่างการบินไทยกับ ทอท.ไม่ดีเท่าที่ควร จึงต้องการให้กรรมาธิการคมนาคมช่วยประสานงานให้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากผู้โดยสารว่าไม่ได้รับความสะดวกในการเช็กอิน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ แต่จะใช้พื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิเดิมโดยในเบื้องต้นจะมีการขยายพื้นที่บริเวณชั้น 4 แถวเอ บี และซี ออกไปเพื่อให้บริการผู้โดยสาร.ที่มา : ไทยรัฐ            
Thursday, 01 October 2009 13:57
         พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานกรรมาธิการสมาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช). เปิดเผยว่า จะเร่งให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือ ทอท. เปิดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อให้อำนาจผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงผู้ที่จะมาดำรงค์ตำแหน่งบอร์ด ทอท.ใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เคยหารือร่วมกับพล.อ. ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม และพล.อ.สพรั่ง กัลยานมิตร ผู้ช้วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะบอร์ดทอท. เพื่อขอให่มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดทอท.บางคน โดยเฉพาะ นายต่อตระกูล ยมนาค ซึ่งเป็นประธานการแก้ไขปัญหาทางวิ่ง-ทางขับสนามบินสุวรรณภูมิแต่การบริหารงานไม่มีความก้าวหน้าและบอร์ดอีกจำนวน 6 คนที่อยู่ในบอร์ดทอท.ชุดเก่าที่มีนายศรีสุข จันทรางศุ เป็นประธาน และเคยเกี่ยวข้องกับการอนุมัติให้สัญาสัมปทานการดำเนินการในโครงการร้านค้าปลอดภาษี และร้านค้าในเชิงพานิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมิให้กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ กรุ๊ป       ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวล และตั้งข้อสังเกตุว่าการเปลี่ยนแปลงบอร์ดทอท. จำนวน 6 คนที่เคยอยู่ในบอร์ด ทอท.ชุดเก่าไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นบอร์ด ทอท.โดยตำแหน่งนั้น ในเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เพราะว่ายังเป็นหน่วยงานเดิมแต่ให้มีการส่งผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานมารับตำแหน่งแทน ซึ่งไม่ผิดระเบียบราชการแต่อย่างใด       ด้านนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ได้เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลปัญหาต่างๆเกี่ยวข้องอยู่ โดยเฉพาะโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารในเมือง (แอร์พอร์ต ลิ้งค์) ซึ่งเร็วๆนี้จะเสนอให้พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม เพื่อลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาการดำเนินโครงการแอร์พอร์ตลิ้งค์ ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)สมควรดำเนินการต่ออย่างไร       ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสียเปรียบที่อาจจะเกิดขึ้นเหมือนกรณีของค่าโง่ทางด้วนและอาจผิดกฎหมายหากกระทรวงคมนาคม รฟท.มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ.ที่มา : ไทยรัฐ    
Thursday, 01 October 2009 10:50
          “บรรณวิทย์” เปิดใจรับเผือกร้อนแก้ปัญหาสุวรรณภูมิ ส่วนอื่นคืบหน้าหมด ยกเว้นแต่หัวใจสำคัญซ่อมแท็กซี่เวย์-รันเวย์ อืดเป็นเรือเกลือ ต้นเหตุจี้งาน “ต่อตระกูล” ในฐานะผู้รับผิดชอบจนเจอข้อหาพูดมั่ว ยัน กมธ.ทำงานเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้ายกระดับสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นสนามบิน 5 ดาว แฉกลับ ‘ต่อตระกูล’ ทำงาน 7 เดือนเพิ่งได้ 2 บริษัทที่จะเข้ามาศึกษาการซ่อม ปกป้องผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งที่รู้ว่าสัญญาประกันจะหมดลงในเดือนสิงหาคมนี้ หวังเตะถ่วงให้งานสะดุดรอรัฐบาลหน้า       พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และที่ปรึกษา พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการ ทอท.ว่า ต้องเปลี่ยนแน่นอนแต่จะดำเนินการตามขั้นตอนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยจะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของขอมติการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลของคณะกรรมการ โดยหนึ่งในผู้ที่จะถูกปรับออกคือ นายต่อตระกูล ยมนาค ที่มีผลงานอยู่ลำดับท้ายสุด       พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า นายต่อตระกูลได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการตรวจสอบปัญหาการชำรุดบริเวณทางขับ (Taxiway) และทางวิ่ง (Runway) ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.2550 โดยรันเวย์ร้าวตรวจพบตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.2549 หลังจากเปิดใช้เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2549 มา 17 วัน ปัจจุบันปรากฏว่าคณะทำงานของนายต่อตระกูลเพิ่งได้ 2 บริษัทที่จะคัดเลือกให้เข้ามาสำรวจความเสียหาย “ที่อ้างว่าปัจจุบันได้ซ่อมไปแล้วตรงนี้เป็นการซ่อมชั่วคราว หรือเรียกว่าซ่อมหน้างาน อุปมาได้กับบ้านที่กำแพงบ้านร้าวยังไม่ได้หาสาเหตุว่าร้าวจากอะไร ซ่อมไปก็ไม่ทราบว่าจะแตกร้าวอีกเมื่อไหร่หรือไม่ แต่ซ่อมชั่วคราวยังไม่เสร็จเลยใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้” พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าว      หากนับตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ที่มีนายต่อตระกูลเป็นประธานเพื่อตรวจสอบและซ่อมรันเวย์และแท็กซี่เวย์ถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 7เดือนแล้ว พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า งานส่วนอื่นๆ ก็มีบุคคลต่างๆ รับผิดชอบต่างกันไป แต่งานของนายต่อตระกูลถือว่าเป็นหัวใจของสนามบินกลับล่าช้า คณะกรรมาธิการฯ และบอร์ดเคยบอกให้ฟ้องคุ้มครองฉุกเฉินเรื่องการซ่อมรันเวย์ ตามคำแนะนำของวิศวกรรมสถาน เพื่อให้ได้สิทธิการคุ้มครอง ทั้งนี้ ทำหนังสือถึงนายต่อตระกูลโดยตรงด้วย แต่นายต่อตระกูลกับทำเฉยไม่สนใจที่จะดำเนินการกลับให้ข่าวว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ออกแบบ        “ข่าวร้ายคือ สัญญาในการก่อสร้างหมดความผิดชอบค้ำประกันรันเวย์จะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ หลายๆ ฝ่ายก็ได้บอกให้แจ้งความรับผิดชอบให้บริษัทก่อสร้างเป็นผู้รับผิด แต่อาจารย์ต่อตระกูลบอกผู้ออกแบบผิด อาจารย์รู้ได้อย่างไร รู้แล้วทำไมต้องไปจ้างบริษัทมาหาสาเหตุ ดังนั้น หากไม่ฟ้องค้ำฯ ทอท.ก็จะเสียประโยชน์การซ่อมก็ต้องจ่ายเงินเองซึ่งประชาชนผู้เสียภาษีก็เดือดร้อนอีก”พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าว      ส่วนกรณีที่การประชุมบอร์ดครั้งที่ผ่านมาซึ่งคาดกันว่าจะประชุมพิจารณาเพื่อเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการทอท.นายต่อตะกูลกล่าวหาว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ทอท.กล่าวว่าสาเหตุที่ไม่ได้เข้าร่วมเพราะต้องไปประชุมเรื่องการเจรจากับบริษัท เอไอเอส ที่กระทรวงไอซีที เวลาเดียวกันขณะที่การระบุว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ พูดอะไรไม่ตรงใจก็เรียกไปสภาฯ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า นายต่อตระกูลกำลังทำให้ประชาชนเข้าใจสภาฯ ผิด ต้องการทำลายระบบรัฐสภา ทั้งนี้ โดยหลักการการทำงานของ กมธ.การจะเรียกบุคคลใดไปชี้แจงต้องได้รับเป็นมติที่ประชุมของคณะกรรมาธิการฯ และต้องเป็นผู้เกี่ยวข้อง มีพยาน เอกสาร หลักฐานไปถึงบุคคลคนนั้นจึงเรียกมาสอบปากคำ หรือหาข้อเท็จจริงได้“ผู้ที่ให้ปากคำหลายคนยอมบอกความจริง เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติบางคนก็ร้องไห้ว่าไม่น่าทำเช่นนั้นเลยมีการบันทึกไว้หมดสภาฯให้เกียรติทุกๆ ท่าน ให้เกียรติอาจารย์ต่อตระกูลท่านก็เคยนั่งหัวโต๊ะไม่ใช่เป็นผู้มาให้ปากคำหรือหารือ”พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าว        เขากล่าวอีกว่า นายต่อตระกูลได้สร้างความปวดหัวให้คณะกรรมาธิการฯ ด้วยการพูดกลับไปกลับมาไร้จุดยืน เช่น ในการที่มีคนงานเข้ามาซ่อมสนามบินยามรักษาความปลอดภัยจะทำไหวหรือไม่ นายต่อตระกูลตอบคำถามว่า รปภ.การท่าฯ มีประสิทธิภาพมาก ตรวจได้ แต่พอมีคนถามว่า รปภ.อยู่กะละ 12 ชั่วโมง ตรวจตลอดเวลาทำให้บกพร่อง นายต่อตระกูลกลับบอกว่า ใช่ รปภ.การท่าฯไม่มีคุณภาพ        พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวอีกว่า นายต่อตระกูลอย่าเอาการทำงานของตัวเองไปเปรียบเทียบกับนายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการ ทอท.ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยได้รับมอบหมายให้แก้ไขปัญหาภายในอาคารที่เป็นปัญหาจุกจิกเช่น ห้องน้ำ การปรับอากาศภายในอาคาร โดยมีผลงานออกมาให้เห็นชัดเจนตรงกันข้ามกับนายต่อตระกูลที่ 7 เดือนแล้วไม่คืบหน้าไปถึงไหน วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง เครื่องบินขึ้น-ลงกี่เที่ยวหากทำงานอย่างนี้ก็จำเป็นที่ต้องทบทวนตัวเอง        “เราทำเพื่อต้องการให้สนามบินสุวรรณภูมิก้าวไปสู่ระดับ 5 ดาวให้ได้ไม่ใช่ 1-2 ดาวอย่างปัจจุบัน ผู้ใช้บริการ ผู้โดยสารต้องได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัย เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเราเสนอต่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ เช่น คตส. ดีเอสไอ ดำเนินการต่อไปหมดแล้วเหลือแต่งานนี้เราต้องเร่งทำ อาจารย์ต่อตระกูลอาจจะคิดว่าถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวรัฐบาลนี้ก็หมดไป รัฐบาลจากการเลือกตั้งมาใหม่แล้วค่อยว่ากัน คิดอย่างนี้ไม่ถูก” พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าว.ที่มา : ผู้จัดการรายวัน                                                                                
Wednesday, 30 September 2009 16:44
           "หลายครั้งที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน พยายามที่จะยับยั้งการพิจารณา เรื่องที่จะมีผลกระทบในทางลบกับคิงเพาเวอร์และลอกซ์เลย์ ซึ่งตนไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรนาย" ต่อตระกูล ยมนาคว่า       ในขณะที่  พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน  กล่าวมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ถึงเกือบ  3 เดือนที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์   ไทยโพสต์  ระบุว่า ตัวเองไม่เข้าใจว่าทำไมกรรมการ ทอท.บางคนจึงทำมุบมิบ เงียบๆ เรื่องหาบริษัทเข้าซ่อมแซมสนามบิน งานซ่อมแซมในการท่าอากาศยานก็ล่าช้า ไม่เห็นไปถึงไหน พยายามกันอยู่จะจี้ให้เดิน ไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทราบหรือไม่ คำพูดให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของทั้งสองคน  สะท้อนชัดถึงความขัดแย้งในบอร์ดการท่าอากาศยานอย่างชัดเจนและเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงไม่ใช่เล่นถึงขนาดที่  พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน  เสนอให้เปลี่ยนคณะกรรมการบริษัทการท่าอาศยานบางคนแน่นอนที่สุด เป็นที่ทราบกันดีว่าความหมายย่อมหมายถึง ต่อตระกูล ยมนาค และพรรคพวก     วันที่ 5 มิถุนายน 2550 พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ดูเหมือนสุดจะทน เดินทางเข้ากระทรวงคมนาคม เปิดฉากคุยกับ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอย่างเปิดใจ เสียงตอบรับจาก พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ เป็นอย่างไร ไม่มีใครทราบ แต่ท่าทีของ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ออกมาจากห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนั้นพอที่จะทราบได้เขาตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวอย่างไม่พอใจ  ค่อนข้างแรง ต่อการทำงานที่ล่าช้า ไม่ชัดเจนของคณะกรรมการ  ทอท.บางคน ทั้งๆ ที่ระยะเวลาผ่านมา 6 เดือนแล้ว น่าจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ชัดเจนได้แล้ว ทำช้าๆ ไม่ชัดเจนเช่นที่ผ่านมา ทำให้  ทอท.ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งย้ำคำเสนอรัฐมนตรีให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการของ ทอท.ใหม่  เพื่องานจะได้คืบหน้ามากกว่านี้ และขอให้รัฐมนตรีรีบสั่งการโดยเร็ว เพราะว่าเหลือเวลาการทำงานไม่กี่เดือนแล้ว       ภายหลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เช้าวันต่อมา คือวันที่ 6 มิถุนายน 2550 พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมการ ทอท.เพื่อนสนิทของ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เดินทางเข้าพบ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ อย่างเร่งด่วน ไม่มีการนัดหมายล่วงหน้าแต่อย่างใดทั้งสิ้น ทราบกันดีว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ในฐานะเพื่อนซี้จากนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 7 หรือ ตลท.7 นั้น กอดคอกันเดิน บรรดาสื่อมวลชนจึงต่างวิเคราะห์ไปในแนวทางเดียวกันว่า  พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เข้าพบ รมต.คมนาคม เพื่อหวังเคลียร์ใจ       ภายหลังกลับออกมาจากห้อง  รมต.คมนาคม  แล้ว พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่าการมาพบ รมต.คมนาคมครั้งนี้ก็เพื่อมาให้กำลังใจ หลังจากที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ได้มาพบ รมต.และแสดงความเป็นห่วงผม โดยเฉพาะการทำงานของบอร์ด ทอท.ที่มีความล่าช้า ดังนั้น บอร์ดควรที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจน ซึ่งไม่ได้มาตำหนิ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยอมรับว่าในความรู้สึกของผมก็รู้สึกว่าล่าช้า  ทำให้การแก้ไขปัญหาหรือการเบิกจ่าย  การดำเนินโครงการซึ่งปัจจัยหลักอยู่ที่การทำงานของบอร์ดมีความรอบคอบมาก ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติหรือแก้ไขปัญหาอย่าง"การซ่อมแซมในเรื่องความไม่ปลอดภัย  การปรับปรุงกิจการที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ การขยายงานในความริเริ่มตามเฟสของการพัฒนา  มองไม่ออกว่ามันดำเนินการไปแล้วหรือยัง  บางทีมีเรื่องมลภาวะทางเสียง และมีชาวบ้านมาประท้วงเป็นระยะๆ  แล้วบอร์ดทำอะไรกัน  ซึ่งผมได้ชี้แจงว่า ใจจริงถ้าสามารถเนรมิตได้หรือสั่งการได้  โดยไม่ต้องมีขั้นตอนมาก  ผมว่าทุกอย่างแก้ไขได้ทุกเรื่อง    แต่ที่มันยากตรงนี้เพราะว่าสภาวะของความไม่ถูกต้องในเรื่องหลักฐานก็ดี  สัญญาก็ดี  มันต้องใช้บอร์ด ทอท.นั่นแหละที่ต้องปรับปรุง" พล.ร.อ.สพรั่งกล่าว       เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการปรับเปลี่ยนตัวกรรมการภายในบอร์ด ทอท.  พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กล่าวตอบว่า  ได้รายงานให้กับรัฐมนตรีรับทราบแล้ว  รัฐมนตรีก็ไม่ได้ว่าอะไร  ให้การตัดสินใจเป็นของประธานบอร์ด  และที่ผ่านมานั้น  ท่านก็ให้เกียรติและอิสระในการทำงาน  ไม่เคยเข้าแทรกแซง พร้อมทั้งเร่งรัดให้ทำงาน  และร่วมกันทำงานไม่ให้เกี่ยงกัน  อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการทำงานที่ผ่านมาบางครั้งก็มีความรอบคอบและระมัดระวังมากเกินไป  จนทำให้การทำงานเกิดการชะงัก  เช่นการของอนุมัติงบประมาณตามหน่วยงานต่างๆ  ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเกิดความไม่สบายใจ อึดอัดใจของกลุ่มงานต่างๆ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเตะถ่วง  ไปขัดขวาง แต่ว่าด้วยบุคลิกการทำงานของบอร์ดแต่ละท่าน  กระทรวงการคลังสรรหามา  บุคลิกแต่ละท่านก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เวลาเสนอแนะต่างๆ ทำให้การตกลงใจร่วมกันมีปัญหาบ้าง  คงต้องปรับการทำงาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นจะนำไปหารือกันในที่ประชุมบอร์ดวันที่ 7 มิถุนายน 2550 นี้ และเมื่อผู้สื่อข่าวจี้ว่า คณะกรรมการคนไหนจะต้องออกบ้าง       พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กล่าวว่า       "อย่าเพิ่งพูดถึงตรงนั้นเลย เผลอๆ ผมก็ลาออกด้วย พอใจกันหรือยัง" จากนั้นก็หัวเราะแล้วก้าวขึ้นรถออกไป       ความขัดแย้งเชื่อมโยงถึงคิงเพาเวอร์หรือไม่ความขัดแย้งของผู้ยิ่งใหญ่  ในการกุมอำนาจผลประโยชน์ของ ทอท.ดังกล่าวจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคิงเพาเวอร์ ตามคำร่ำลือหรือไม่ตรงนี้ ไม่มีใบเสร็จรับรองแต่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ใน ทอท.หลายประการแน่นอนทีเดียว       ประการแรก  พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน  พยายามกล่าวถึง การนำเอาบริษัทเข้ามาซ่อมรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ รวมทั้งการซ่อมแซมใน ทอท.หลายประการที่ยังล่าช้า ซึ่งนายต่อตระกูล ยมนาค เป็นผู้รับผิดชอบดูแล       ประการที่สอง  เกี่ยวโยงถึงงผลประโยชน์กับคิงเพาเวอร์อย่างชัดเจน  ดั่งที่นาย ต่อตระกูล ยมนาค  ให้สัมภาษณ์ตรงนี้เอาไว้อย่างชัดเจน  ด้วยการตั้งข้อสงสัยกับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งและเชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ข้อมูลของกันและกันเป็นอย่างดี ดั่งไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ดังนั้น  กรณีที่สื่อหลายสื่อมักตีพิมพ์ข่าวค่อนแคะ  พล.อ.สพรั่ง  กัลยาณมิตร ว่า ท่าทีต่อคิงเพาเวอร์ผิดกันลิบลับจากเมื่อครั้งเข้ามารับผิดชอบ ทอท.ในระยะแรก รวมทั้งในช่วงระหว่างการตรวจสอบ จากท่าทีที่เคยแข็งกร้าวจะรื้อออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมาวันนี้ กลับให้ความสงสาร เห็นใจ กลัวว่าคิงเพาเวอร์จะเจ๊ง        "กรณีการฟ้องร้อง ทอท.ของบริษัทคิงเพาเวอร์นั้น  ถือว่าเป็นการดำเนินการและสู้กันในทางกฎหมาย  ซึ่งการกระทำของบริษัทคิงเพาเวอร์  ถือว่าคิงเพาเวอร์ปกป้องในสิ่งที่เขาได้รับความเสียหาย และเป็นไปตามกระบวนการซึ่งไม่รู้สึกหนักใจอะไร และเชื่อว่าต้องมีทางออกและจบลงด้วยดี ไม่ยืดเยื้อแน่นอน  เพราะผมต้องการให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันอย่างนี้" พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กล่าวภายหลังการเข้าพบ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญได้ยินข้อมูลนี้ น่าจะเข้าใจทันทีว่าคิงเพาเวอร์ยังคงได้ครอบครองสนามบินสุวรรณภูมิต่อไป       คำว่า "ซูเอี๋ย" ภาษาจีน  แปลว่าอะไรไม่ทราบ  แต่เห็นชัด  พล.อ.สพรั่ง  กัลยาณมิตร อยากกอดคอคบหากับคิงเพาเวอร์ต่อไปส่วนการที่คิงเพาเวอร์ฟ้องร้องต่อ ทอท.นั้น เป็น "ลิเก" โรงใหญ่ให้ชมกันเท่านั้นและ ประเด็นนี้ประชาชนจะไม่ชมมิได้เสียด้วย เพราะว่า ลิเกโรงนี้กำลังเล่นเพื่อเก็บตังค์จำนวนนับหมื่นล้านบาท จาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มิได้เก็บเงินจากทีมงานของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร แน่นอน       ที่น่าสังเกตถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ  พล.อ.สพรั่ง  กัลยาณมิตร และ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ซึ่งเห็นได้ชัดและน่าเป็นห่วงถึงผลประโยชน์ของ ทอท.เป็นอย่างยิ่งก็คือ การเตรียมแต่งตั้งคณะกรรมการที่จะเข้ามาแทนนายต่อตระกูล ยมนาค และพรรคพวกนั้น มีรายชื่อกรรมการใหม่ประกอบด้วย  นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์, พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ และนายอารี ภู่ชอุ่มคงจะจำกันได้ดีถึงผลการสอบสวนกรณีการทำสัญญาระหว่าง ทอท.กับคิงเพาเวอร์  ซึ่งถูกคณะอนุกรรมการ  ชุดของ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รวมทั้งคณะกรรมการ ทอท.ภายใต้การนำทีมของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานนั้นผลการสอบสวนระบุชัดเจนว่า นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ กรรมการ ทอท.ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานในการจัดจ้างคิงเพาเวอร์ครั้งนี้มีความผิด เพราะระบุว่าเป็นการทำไปโดยผิดกฎหมาย       "เอาผิดหมดแหละครับ  สำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง" พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน ให้สัมภาษณ์กับไทยโพสต์ ชัดเจนแต่วันนี้  พล.ร.อ.บรรณวิทย์  เก่งเรียน และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กลับนำเอานายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ กลับมาเป็นคณะกรรมการ ทอท.อีกครั้ง หมายความอะไร ความหมายน่าจะมีทางเดียว คือ มีการเคลียร์กับคิงเพาเวอร์แล้ว กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้วอย่างไรก็ตาม  กรณีนี้แหล่งข่าวระดับสูงกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องแต่งตั้ง นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ นั้น เป็นการแต่งตั้งตามตำแหน่ง เพราะว่า นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ควรที่จะมีตำแหน่งใน ทอท.เพื่อความคล่องตัวในการทำงานของ ทอท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ        "ความผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่ตั้งคณะกรรมการครั้งแรกที่ไม่มีการแต่งตั้ง นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  เป็นหนึ่งในบอร์ด ทอท.มากกว่า  เพราะทำให้งานมีปัญหา  และ ทอท.จำเป็นต้องทำงานร่วมกับสำนักงบ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐไม่สามารถเบิกงบประมาณได้ จึงทำให้งานล่าช้า  ไม่หมด  ไม่ว่าจะเงินชดเชยให้ประชาชนหรืออะไรต่อมิอะไร และทำให้งาน ทอท.ซึ่งต้องเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐล่าช้า" ประการต่อมา ก็คือ การเตรียมแต่งตั้ง พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ เป็นคณะกรรมการคนใหม่ หากใครที่ติดตามการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบโรงแรมท่ากาศยานสุวรรณภูมิ ในชุดคณะทำงานของ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ต้องจดจำได้ว่า พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ ก็คือ ประธานคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ของโรงแรมสุวรรณภูมิ  ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวพันกับความผิดในการทำให้โรงแรมสุวรรณภูมิเซ็นสัญญาที่ผิดกฎหมายให้กลุ่ม  ยูนิเวอร์แซล  ฮอสพิแทลลิที จำกัด ของกลุ่มเจ้าของโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้สัมปทานการบริหารโรงแรมสุวรรณภูมิ และคณะกรรมการชุดที่มี พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นประธาน ประกาศให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะสำหรับ  พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์  สังขพงศ์ นั้น เป็นอดีตนายทหาร ตลท.6 รุ่นเดียวกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. และอีกหลายคนที่ยิ่งใหญ่อยู่ใน คมช.ยุคนื้ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ มีนิกเนมว่า "เล็ก" ว่ากันว่า เป็นคนที่มีนิสัยดีเอามากๆ เพื่อนร่วมรุ่นใน ตลท.6 ทุกคนต่างรักใคร่ และเป็นคนที่เพื่อนฝูงในรุ่นรักมากที่สุดและเขาเติบโตอย่างมากในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมๆ กับการเติบโตของ คมช. หากมองกันโดยข้อเท็จจริงโดยทางการเมือง และด้วยข้อมูลข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์พล.อ. ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ น่าจะหมดอนาคตแล้ว และน่าจะถูกกล่าววหาหลายคดีด้วยแต่เมื่อมาถึงตรงนี้ การกลับตาลปัตรเสียแล้วนั่นอาจหมายถึงสิ่งที่เคยตรวจสอบว่าเป็นความผิด เป็นการทำสัญญาที่เสียหายต่อ ทอท.กำลังไม่ได้รับความสนใจและกำลังจะยือเยื้อแบประชาชนไม่ได้อะไร เหมือนเช่นดั่งที่ทีมบริษัทคิงเพาวเวอร์ มีท่าทีที่แข็งกร้าวไม่กลัวใครเหมือนในอดีตนายจุลจิตต์  บุณยเกตุ  รองประธารกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ที่เคยเก็บตัวเงียบหาย ในขณะนี้จึงกล้าออกมากล่าวอย่างแข็งกร้าว มิกลัวดินฟ้ามหาสมุทรเช่นในอดีตว่า การจะเจรจาเพื่อหาข้อยุติกับบอร์ด ทอท.นั้น จะเจรจาหรือไม่ ต้องดูประเด็นที่เสนอมาก่อน       บทสรุป       ตอนนี้ทุกฝ่าย รวมทั้งบรรดานักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลาย ต่างเชื่อกันแล้วว่า ปีนี้ ทอท.จะมีรายได้หดหายไปจากการพ่ายแพ้ต่อคิงเพาเวอร์นับหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง ประเมินว่า รายได้ปีนี้ของ ทอท.จะหดหายไปถึงประมาณ 18,000 ล้านบาท และจะส่งผลให้ผลประกอบการของ ทอท.ขาดทุนถึง 984 ล้านบาท จากการที่บอร์ดมีมติยกเลิกสัญญากับคิงเพาเวอร์ และกำหนดให้หยุดการรับรู้รายได้จากคิงเพาเวอร์ ในช่วงระหว่างการต่อสู้คดี และคาดว่าจะส่งผลกระทบถึงผลประกอบการในปีหน้าด้วย และหากแพ้คดีอาจจะต้องสูญเสียรายได้อีกมากกว่านี้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวในขณะที่กลุ่มคนบางกลุ่มจะมีรายได้จากคิงเพาเวอร์ สร้างพรรค "รักชาติ" บุคคลที่ไม่มีอุดมการณ์หวังสร้างพรรค คงจะอยู่ในบอร์ด ทอท.ได้อีกไม่นานอย่างไรก็ตาม บุคคลเหล่านี้ก็ไม่น่าได้รับความเห็นใจเช่นกันที่น่าเห็นใจและสงสารมากที่สุดคือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ต่างหาก.ที่มา : ไทยโพสต์ ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ          
Wednesday, 30 September 2009 15:53
       พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญญหาสนามบินสุวรรณภูมิ สภามนิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) กล่าวถึงกรณีที่บริษัทคิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด เตรียมใช้ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในกรณีที่มีการแก้ไขปัญหาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระกหว่างทีโอทีกับ กสท. โดยไม่ถูกยกเลิกสัญญามาใช้ต่อสู้ทางกฎหมายกับบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) หรือ ทอท.ว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องโทรศัพท์มือถือเป็นคนละเรื่องกับในกรณีที่คิงเพาเวอร์ฯทำผิดสัญญา จึงนำมากล่าวอ้างไม่ได้       พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานอนุกรรมการพิจรณาการสัญญาคิงเพาเวอร์ฯกล่าวว่าคิงเพาเวอร์ฯ มีสิทธิต่อสู้ตามข้อกฎหมายแต่สิ่งที่คณะกรรมมาธิการฯ ดำเนินการถือว่าครบถ้วนแล้ว โดยจากการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวผิดสัญญาจริงและไม่ดำเนินตามความเห็นของกฤษฎีกา และได้ใช้พื้นที่เกินจริงตามสัญญา.   ที่มา : ไทยรัฐ 30 พ.ค. 2550
Wednesday, 30 September 2009 15:38
         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่าน มาที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ซึ่งใช้เวลาการประชุมนานกว่า 6 ชั่วโมง ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายสมควร บูรมินเหนทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย รัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือถึงประธานบอร์ดทีโอทีให้รายงานค่าปรับโครงการขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก (T-NEP) มูลค่า 1,700 ล้านบาท       ทั้งนี้ เนื่องจากนายสมควรได้ลงนามอนุมัติให้ปรับลดค่าปรับให้แก่บริษัทอัลคาเทล จำกัด คู่ สัญญาที่ไม่สามารถก่อสร้างและส่งมอบโครงการได้ ตามสัญญาจำนวน 52 ล้านบาท จากที่คณะกรรมการสัญญาและกฎหมายได้คำนวณค่าปรับไว้มูลค่า 177 ล้านบาท หากผลสอบสวนพบว่ากระทำผิดต่อสัญญาจ้างก็ให้พิจารณาเลิกสัญญาจ้างทันที       นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า นอกจากนี้ ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งหนังสือถึงบอร์ดทีโอทีเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงกรณีการคำนวณค่าปรับและการดำเนินการปรับคู่สัญญาโครงการ T-NEP โดย สตง.มีความเห็นว่าการพิจารณาค่าปรับดังกล่าวมียอดแตกต่างที่เป็นความ เสียหายมีนัยสำคัญจำนวนมากถึง 125 ล้านบาทจึงขอให้ทีโอทีชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพร้อมหลักฐานเอกสารต่างๆให้ สตง.สัปดาห์หน้า       ทั้งนี้ โครงการ T-NEP เป็นโครงการที่ทีโอทีได้ว่าจ้างบริษัทอัคลาเทลเป็นผู้ติดตั้งอุปกรณ์ สื่อสัญญาณ มูลค่า 1,700 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จปี 2545 แต่มีความล่าช้ามาก โดยส่งมอบให้ ทีโอทีเมื่อปี 2549 โดยทีโอทีได้คิดค่าปรับจำนวน 251 ล้านบาท แต่เนื่องจากสัญญากำหนดให้คิดค่า ปรับได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าโครงการ ทำให้สามารถ คิดค่าปรับได้เพียง 177 ล้านบาท “เรื่องนี้ต้องสอบสวนให้ได้ข้อยุติโดยเร็วและอาจร้ายแรงกว่ากรณีการสอบสวนกิจการร่วมค้าไทยโมบาย ผู้ให้ บริการโทรศัพท์ 1900 เพราะถือว่าทำให้ทีโอทีเสีย หายและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน”       นายวุฒิพงษ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุมบอร์ดยัง มีมติให้ทีโอทียื่นฟ้องบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในฐานคู่สัญญาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (แอ็คเซ็สชาร์จ) หลังจากบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัททรูมูฟ จำกัด หยุดจ่ายค่าเอซีมาตั้งแต่กลาง เดือน พ.ย. 2549 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ทีโอทีสูญเสีย รายได้มากกว่า 6,000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อทีโอที ยื่นฟ้อง กสท แล้วทาง กสท สามารถจะไปยื่นฟ้อง ดีแทคและทรูมูฟเอง เพราะถือว่าเป็นผู้รับสัมปทานโทรศัพท์มือถือจาก กสท โดยตรง       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยัง ได้ให้ทีโอทีทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อความชัดเจนเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการเจรจาสัญญาสัมปทานระหว่างทีโอทีกับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ตามมาตรา 22 พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ที่ระบุว่า ผู้แทนเจ้าของโครงการหมายถึงใครเพื่อให้เกิดความชัดเจนเพราะก่อนหน้า นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว.ไอซีที ได้เสนอให้ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ปรึกษาประธานบอร์ดทีโอที มา เป็นประธานคณะกรรมการตามมาตรา 22 แต่ได้มี การท้วงติงว่าไม่เหมาะสม และอาจถูกกล่าวหาว่า บอร์ดส่งพรรคพวกของตัวเองมาเจรจา       ด้าน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานกรรมาธิการคมนาคมและที่ปรึกษาประธานทีโอที กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธาน คณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ยังไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนกรรมการ ทอท. 6 คน ที่เคยเป็นกรรมการชุดเก่าของ ทอท.และมีส่วนพิจารณาการทำสัญญากับบริษัทคิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า พล.อ.สพรั่งยังยืนยันว่าจะมีการเปลี่ยนกรรมการชุดเก่าทั้ง 6 คน ออกแน่นอน แต่เนื่องจาก ทอท.เป็นบริษัทมหาชนไม่สามารถเสนอให้มีการเปลี่ยนกรรมการได้ในที่ประชุมบอร์ด ในทันที จึงต้องเสนอให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเป็นผู้พิจารณาปรับเปลี่ยน       นอกจากนี้ ยังเห็นว่าปัญหาการซ่อมแซมหรือ หาสาเหตุการชำรุดของทางขับและทางวิ่งไม่มีความ คืบหน้า ทั้งๆที่มีการทำงานได้ 7 เดือนแล้ว จึงสมควร ที่จะปรับกรรมการ ทอท.ที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ออกไป นอกจากนี้ ตนยังยืนยันว่าจะไม่เข้ารับตำแหน่งกรรมการ ทอท.แต่อย่างใด เพราะต้องการทำหน้าที่ในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ทอท. มากกว่า "มั่นใจว่า พล.อ.สพรั่งได้หารือกับกรรมการ ทอท.เป็นรายบุคคลแล้วถึงการปรับเปลี่ยนตัวกรมการ ซึ่งก็เชื่อว่าแต่ละคนจะเข้าใจดีว่าควรทำอย่างไร เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว"ที่มา : ไทยรัฐ 9 มิ.ย.50        
Wednesday, 30 September 2009 14:40
              ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จะดำเนินการต่อสัญญาอายุบัตรเข้า-ออกให้กับทางกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้เข้ามารับสัมปทานในโครงการร้านค้าปลอด ภาษี และร้านค้าในเชิงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ ทอท.ได้ส่งหนังสือร่างสัญญาลงนาม ในบันทึกความเข้าใจให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์แล้ว โดยหนังสือลงวันที่ 4 มิ.ย. 50 ระบุว่า หากคิงเพาเวอร์ลงนามในบันทึกร่วมกันแล้ว ทาง ทอท.ก็พร้อมที่จะออกบัตรต่ออายุบัตรผ่านเข้า-ออกชั่วคราวระยะเวลา 3 เดือนในพื้นที่พิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของคิงเพาเวอร์ในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิให้ได้       อย่างไรก็ดี ทางกลุ่มคิงเพาเวอร์ได้พิจารณารายละเอียดของเนื้อหาลงนามในบันทึกแล้ว เห็นว่าในเนื้อหาสาระที่จะลงนามบันทึกเพื่อจะออกบัตรและต่ออายุบัตร คิงเพาเวอร์เสียเปรียบมาก โดยเนื้อหาสาระประกอบด้วย 3 ประเด็น คือ 1. โครงการดำเนินการในร้านค้าปลอดภาษี และร้านค้าเชิงพาณิชย์ จะต้องผ่านกระบวนการร่วมการงานระหว่างรัฐกับเอกชน พ.ศ. 2535 และไม่มี สัญญาผูกพัน, ไม่ก่อให้เกิดสิทธิการใช้พื้นที่ 2. ถ้าประสงค์ออกบัตรอนุญาตรวมถึงพาหนะเข้า-ออกไปปฏิบัติงานในพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ทาง ทอท. จะออกบัตรชั่วคราวให้โดยมีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน แต่ ทอท.จะสงวนสิทธิ์ ยกเลิกบัตรโดยไม่บอกล่วงหน้า และ 3. ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ถือเป็นการสละสิทธิ์ของ ทอท.ที่จะยกเป็นข้อต่อสู้ของ ทอท. เพราะเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 50 ที่ผ่าน มา ทอท.ได้เคยแจ้งว่าคิงเพาเวอร์ไม่มีสิทธิ์เข้าไปใช้พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ       นายจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ กรุ๊ป กล่าวเรื่องนี้ว่า ขณะนี้คิงเพาเวอร์คงยังไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ เพราะขั้นตอนและกระบวนการต่างๆที่จะดำเนินการนั้น สำนักงานทนายความจะเป็นผู้ดูแล เพราะขั้นตอนต่างๆขณะนี้อยู่ในกระบวนการของศาล ส่วนจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องต่ออายุบัตรผ่านเข้า-ออกพื้นที่พิเศษในสนามบินสุวรรณภูมิจาก 395 คน ขณะนี้ได้เพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 คนแล้วก็คงต้องมาดูต่อไปว่าบอร์ด ทอท.จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป      “บรรณวิทย์” ลุยโละบอร์ดไร้น้ำยา       นางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ชี้แจงเรื่องนี้ว่า หากกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ไม่ลงนาม ทอท.คงไม่สามารถที่จะอนุญาตให้มีการออกบัตรต่ออายุบัตรผ่านเข้า-ออกชั่วคราวในพื้นที่พิเศษให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้แน่นอน เนื่องจากบอร์ด ทอท.ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานมีมติออกมาว่า การที่ ทอท.จะออกบัตรต่ออายุบัตรผ่านชั่วคราวในพื้นที่พิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกลุ่มคิงเพาเวอร์ได้นั้น ต้องลงนามในบันทึกร่วมกันระหว่าง ทอท.กับคิงเพาเวอร์ก่อน       ด้านนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งร่างลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันไปยังกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์แล้ว หากไม่ลงนามก็ถือเป็นสิทธิทำได้ แต่ ทอท.จะรอจนถึงวันที่ 7 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันประชุมบอร์ด ทอท. หากยังไม่มีการลงนามก็จะรายงานให้บอร์ด ทอท.รับทราบ เพื่อหาแนวทางในการดำเนินการแก้ไขต่อไป “ยอมรับว่าลำบากใจมาก ซึ่ง ทอท.ไม่ได้ร่างเอง เป็นนักกฎหมายที่อยู่ในบอร์ด ทอท.เป็นคนร่าง ซึ่งก็ต้องทำตามนโยบายที่บอร์ด ซึ่งที่ผ่านมาคิงเพาเวอร์ ก็เป็นคู่ค้าที่ดีกับ ทอท.มาโดยตลอด หากคิงเพาเวอร์ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปค้าขายก็ต้องยอมมาลงนามในบันทึกร่วมกัน”       ขณะเดียวกัน วานนี้ (5 มิ.ย.) พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคมฯ เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าพบ รมว.คมนาคม ว่า ได้เสนอให้ รมว.คมนาคมเร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่มาก โดยในการหารือร่วมกันได้เสนอให้มีการเปลี่ยนฝ่ายบริหารและกรรมการ ทอท.บางคน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เตะถ่วงทำให้การแก้ ปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่คืบหน้า รวมทั้งคณะกรรมการ ทอท.ที่แต่ง ตั้งในปัจจุบัน ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ “ที่ผ่านมา พล.อ.สพรั่งมีโอกาสแต่งตั้งคณะกรรมการ ทอท.ใหม่เพียง 2 คน คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่เหลือเป็นคณะกรรมการชุดเก่าที่กระทรวงคมนาคมแต่งตั้ง ซึ่งหลายคนมีส่วนทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าไปด้วย” 8 เดือนผู้โดยสารหลุดเป้า       ขณะเดียวกัน บริษัทเจเอสแอล จำกัด เปิดแถลงข่าวร่วมกับเรืออากาศโท ณรงค์ชัย ถนัดช่วงแสง รองผู้อำนวยการ สนามบินสุวรรณภูมิ เปิดตัวกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและสร้างความสัมพันธ์ลูกค้าภายใต้โครงการ “Suvarna dhumi Airport...The Gateway to Asia เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “สุวรรณภูมิความงดงามที่มอบให้พร้อมความประทับใจที่ได้รับ” เป็นเวลากว่า 4 เดือน ตั้งเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2550       เรืออากาศโทณรงค์ชัยกล่าวว่า ขณะนี้ ทอท.มียอดผู้โดยสารตั้งแต่เปิดในเดือน ก.ย. 49 จนถึงขณะนี้ 26.2 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นโอกาสที่แสดงความขอบคุณผู้โดยสารทั้งไทยและต่างประเทศ และสนับ สนุนนโยบายรัฐในการส่งเสริมสินค้าไทย และวัฒนธรรมไทย โดยจัดกิจกรรม 3 ช่วงใน 5 โซน คือวันที่ 5-11 มิ.ย. รอบรั้ววังหลวง วันที่ 27 ก.ค.-2 ส.ค. วัฒนธรรมไทย 4 ภาค และประเพณีเข้าพรรษา วันที่ 27 ส.ค.-2 ก.ย.การก้าวย่างสู่ทศวรรษใหม่ของประเทศไทย       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การจัดงานดังกล่าวนั้น ฝ่ายการพัฒนาธุรกิจสนามบินสุวรรณภูมิได้ว่าจ้างบริษัทเจเอสแอลจัดกิจกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์โปรโมตสนามบินสุวรรณภูมิในเชิงวัฒนธรรม เพื่อโชว์ขนบธรรมเนียมที่ดีของประเทศไทยให้ต่างชาติได้เห็น โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 7.2 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่ายอดจำนวนคนที่มาใช้สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองในช่วง 8 เดือนที่เปิดใช้ (ต.ค. 49-พ.ค. 50) มียอดผู้ใช้สนามบินเพียง 26.2 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากมีปัญหาความวุ่นวายในประเทศ และปัญหาในเรื่องการท่องเที่ยว และคาดว่าเมื่อครบ 12 เดือนอาจจะมียอดจำนวน ผู้ใช้สนามบินไม่ถึง 45 ล้านคนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จึงจำเป็นต้องมีการจัดงานเพื่อโปรโมตสนามบิน ส่งเสริมให้มีคนมาใช้สนามบินมากขึ้น.Thairath [6 มิ.ย. 50 - 04:16]  
Wednesday, 30 September 2009 14:11
         “ธีระ”เตรียมเรียกบอร์ดทอท.หารือ ยันต้องสู้ตามกระบวนการหลังคิงเพาเวอร์ฟ้องเรียก 6.8 หมื่นล้าน “จุลจิตต์”แจงฟ้องเหตุไม่มีทางเลือก ยันสัญญาถูกต้องและไม่ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงใบอนุญาตเข้าออกสนามบินเพราะทำให้ยอมรับการไม่มีสัญญาผูกพันกัน ชี้ที่ผ่านมาไม่มีช่องทางให้เอกชนเจรจาได้ ด้าน”บรรณวิทย์”ประกาศทอท.ชนะแน่นอน จี้เปลี่ยนบอร์ดทำงานไม่เข้าเป้า       พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับทราบอย่างเป็นทางการกรณีที่ บริษัทในเครือ คิงเพาเวอร์ ได้ยื่นฟ้องบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.โดยอ้างเหตุที่ ทอท.แจ้งโมฆะสัญญาเป็นการใช้สิทธิอันมิชอบเรียกเงิน 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของคิงเพาเวอร์ ที่สามารถทำได้ โดยที่ผ่านมาทอท.ได้หารือกับอัยการสูงสุดอย่างใกล้ชิดมาตลอด และอัยการสูงสุดจะเป็นทนายแก้ต่างให้ ทั้งนี้ จะขอดูรายละเอียดที่คิงเพาเวอร์ยื่นฟ้องก่อน จากนั้นจะเชิญ คณะกรรมการ และผู้บริหารทอท. มาหารือร่วมกันต่อไป       พล.ร.อ.ธีระยอมรับว่า เมื่อคิงเพาเวอร์ฟ้องร้อง ทำให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาล ซึ่งทอท. มีทางเดียวคือเตรียมพร้อมในการสู้คดีทางกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาบอร์ดทอท.ได้พยายามพูดคุยกับเอกชนแล้ว ซึ่งเห็นว่า การฟ้องร้องอาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ ทำให้ให้คิงเพาเวอร์อยู่ในพื้นที่ได้ต่อไปจนกว่าจะยุติ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาทางคดีของศาลด้วย เพราะอาจจะใช้เวลาไม่นานก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของร้านค้ารายย่อยนั้นที่ผ่านมาทอท.ไม่ได้ห้ามการขาย เพราะการทำทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายด้วย       "ขอศึกษารายละเอียดที่คิงเพาเวอร์ฟ้องก่อนว่าเป็นอย่างไร ถึงจะบอกได้ว่า ทอท.จะฟ้องกลับได้หรือไม่ ส่วนจะกระทบหรือเกี่ยวโยงไปถึงบอร์ดทอท.ชุดเก่าที่ได้อนุมัติสัญญาคิงเพาเวอร์หรือไม่ อยู่ที่การพิจารณาของศาล จะมีส่วนเกี่ยวข้องไปถึงใครหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่จะถึง รวมถึงการเปิดประมูลใหม่ก็ต้องรอดูก่อน ซึ่งมั่นใจว่า บอร์ดทอท.ได้พิจารณาอย่างเต็มที่แล้ว และคิดว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด" พล.ร.อ.ธีระ กล่าว       **คิงเพาเวอร์อ้างจำใจฟ้อง       ด้านนายจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ยอมรับว่า สาเหตุที่ทำให้ต้องดำเนินการฟ้องร้องศาลแพ่ง ทอท. และเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 68,952,659,568 บาท ไม่รวมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี เนื่องจากทางบริษัทไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องดำเนินการฟ้องร้อง เพื่อปกป้อง รวมทั้งไม่สามารถยอมรับเงื่อนไขที่ ทอท.ให้ทางคิงเพาเวอร์ลงนามในบันทึกความตกลงแนบท้ายของเอกสารการออกใบอนุญาตผ่านเข้าออกสนามบินว่าจะต้องรับสภาพว่าไม่มีสัญญาผู้พันระหว่างกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลงนาม เพราะที่ผ่านมาเชื่อมั่นว่า มีสัญญาถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานบางส่วนไม่สามารถที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้       ทั้งนี้ ทอท.ได้ส่งร่างหนังสือที่ให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทคิงเพาเวอร์ลงนามในบันทึกความเข้าใจจากการตรวจสอบ เนื้อหาดังกล่าวเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางบริษัทคิงเพาเวอร์ ทั้งการที่ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ในการอนุมัติการออกบัตรเข้าทำงานในพื้นที่ให้แก่พนักงานคิงเพาเวอร์ทุกครั้งไม่ให้ใบอนุญาตมีผลอัตโนมัติ รวม ทั้งทอท.ได้สงวนสิทธิ์ที่จะยกเลิกการออกใบอนุญาตเมื่อใดก็ได้ ซึ่งทางบริษัทคิงเพาเวอร์ประเมินว่า หากมีการลงนามในสัญญาดังกล่าวจะทำให้ทางบริษัทเสียเปรียบ และอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้       นายจุลจิตต์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาทางทอท.ไม่เปิดโอกาส หรือมีช่องทางให้บริษัทคิงเพาเวอร์สามารถที่จะเจรจาต่อรองได้ ซึ่งทางบริษัทคิงเพาเวอร์พร้อมที่จะเจรจา แต่ขณะนี้มาถึงทางตัน เมื่อพนักงานจำนวนกว่า 395 คน ซึ่งเป็นพนักงานที่รับเงินเดือนระดับล่างได้รับผลจากการไม่มีบัตรผ่าน จึงไม่สามารถที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเป็นต้องให้พักงาน ทำให้พนักงานส่วนนี้ได้รับความเดือดร้อน และอนาคตอาจขยายผลไปถึงพนักงานในส่วนอื่นอีกรวมกว่า 4,000 คน รวมทั้งพนักงานจากพื้นที่เชิงพาณิชย์หลายแห่งก็มีปัญหาไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เช่น ร้านฑันตกรรมภาย ในสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น       นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยอมรับว่า หลังจากที่ คณะกรรมการทอท. มีมติให้ตนเป็นผู้พิจารณาออกใบอนุญาตให้กับพนักงานของกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ กรณีบัตรหมดอายุและต้องเข้าไปทำงานในพื้นที่ภายในสนามบินยานสุวรรณภูมิโดยขณะนี้ยังไม่มีการลงนามในบันทึกแนบท้ายที่บอร์ด ทอท.       นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคม กล่าวว่าได้กำชับไปยัง ทอท.ว่าให้เตรียมพร้อมทางด้านข้อมูลทุกอย่างเพื่อที่จะดำเนินการต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป ซึ่งจะต้องรอว่าศาลจะมีการพิจารณาประทับรับคำฟ้องร้องหรือไม่       **“บรรณวิทย์”มั่นใจทอท.ชนะ       พล.ร.อ. บรรวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นกรณที่คิงเพาเวอร์ฟ้องทอท.ว่า เรื่องนี้ไม่หนักใจ เพราะทอท.ได้เตรียมพร้อมรับกรณีนี้ไว้เรียบร้อย และต้องชนะอยู่แล้ว ตนมองว่า บริษัทคู่สัญญาผิดสัญญา ซึ่งตามกระบวนยุติธรรม บริษัทต้องฟ้องร้องเพื่อถ่วงเวลาในการทำธุรกิจให้นานขึ้นและฟ้องเพื่อรักษาสิทธิ์ ซึ่งทอท.ทราบมาก่อนว่าต้องเป็นแบบนี้ จึงมีการเตรียมพร้อมรวมถึงวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้บริษัทออกจากพื้นที่ ขึ้นอยู่กับว่า ทอท.จะทำหรือไม่       ส่วนเรื่องที่คิงเพาเวอร์อ้างว่า ได้รับอนุมัติสัญญาจากบอร์ดทอท.ชุดเก่านั้น เป็นข้อแก้ต่างธรรมดา ไม่ใช่สาระสำคัญ รวมถึงการถอนใบอนุญาตเข้าออกพื้นที่ของพนักงานคิงเพาเวอร์ ก็เป็นเรื่องปลีกย่อย อย่างไรก็ตาม วิธีการแก้ไขปัญหานี้มีอยู่แล้ว และไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ส่วนร้านค้าทุกร้านที่เข้ามาอย่างถูกต้อง ปฎิบัติถูกระเบียบไม่บังทางหนีไฟ หรือกระทบความปลอดภัย ทอท.ต้องรับผิดชอบแน่นอน       **เสนอปลดบอร์ดทอท.ทำงานไม่คืบ       พล.ร.อ. บรรณวิทย์กล่าวก่อนเข้าพบ รมว.คมนาคม วานนี้ (5 มิ.ย.) ว่า จะขอความความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายในการแก้ปัญหา ทอท. พร้อมทั้งเสนอให้เปลี่ยนแปลงทั้งบอร์ดและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานล่าช้า เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้การแก้ปัญหาในสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่มีความคืบหน้า ควรมีการพิจารณาว่าคณะทำงานที่ตั้งไปทำงานได้หรือไม่ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนแล้วตั้งเข้าไปใหม่ เพราะเรื่องนี้ต้องบอกประชาชนว่าจะมีกำหนดการทำงานกันอย่างไร เสร็จเมื่อไร       โดยเฉพาะปัญหาเรื่องรันเวย์ แท็กซี่เวย์ ชำรุด ผ่านมา 6 เดือนยังไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ ในขณะที่เดือนก.ย.50 นี้ผู้รับเหมาจะหมดระยะรับประกันแล้ว รวมถึงห้องน้ำสกปรก มีจำนวนน้อย ไม่มีความชัดเจน ว่าจะแก้ไขกันอย่างไร ซึ่งการอ้างว่าติดระเบียบจะทำให้ยิ่งทำงานไม่ได้       "เมื่องานไม่ก้าวหน้าก็ต้องเปลี่ยนตัวคนทำงาน ที่เกี่ยวข้องรวมถึงบอร์ด ทอท.ด้วย ผมได้คุยกับพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด ทอท.ซึ่งท่านอึดอัดมาก เพราะเข้ามาคนเดียว มีบอร์ดที่ท่านประธานตั้งคือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น ดังนั้นรมว.คมนาคม ควรให้ความสำคัญเรื่องนี้เพราะเหลือเวลาทำงาน 4-5 เดือน เท่านั้น บอกได้เลยถ้าผมได้บริหาร จะง่ายและเร็วกว่านี้แน่ " พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว.ที่มา : ผู้จัดการรายวัน   
Monday, 28 September 2009 15:20
        ทอท.ระบุคิงเพาเวอร์ฟ้องศาลแพ่ง หวังผลเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เปิดช่องให้มีการเจรจา ด้าน บรรณวิทย์ เสนอ รมว.คมนาคม เปลี่ยนบอร์ด ทอท.       พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กรณีที่คิงเพาเวอร์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก ทอท. วงเงิน 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ทอท.คงต้องหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด ทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่างคดีให้ แต่คาดว่าคณะกรรมการ ทอท. คงมั่นใจในข้อมูลว่าได้เปรียบ เพราะดำเนินการเรื่องนี้มาตลอด เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา หลังจากนี้จะขอดูรายละเอียดคำฟ้อง ก่อนจะหารือกับคณะกรรมการ ทอท.ต่อไป       ด้านแหล่งข่าวจากคณะกรรมการ ทอท. กล่าวว่า การที่คิงเพาเวอร์เรียกค่าเสียหายสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท แสดงว่าคิงเพาเวอร์ยอมรับว่าโครงการลงทุนในแต่ละสัญญามีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท และการยื่นฟ้องศาลแพ่ง ก็เพื่อหลีกเลี่ยงว่าทั้งสองสัญญา ไม่ได้เป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535เชื่อว่าจุดประสงค์ของคิงเพาเวอร์คงต้องการให้ศาลประทับรับฟ้อง เพื่อเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ และเปิดช่องให้มีการเจรจากัน หากเป็นสัญญาทางปกครองนั้นจะเจรจาได้ตามมาตรา 13 แหล่งข่าว กล่าว       ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และที่ปรึกษาประธานกรรมการ ทอท. ได้เข้าพบพล.ร.อ.ธีระ เพื่อหารือถึงการแก้ปัญหาในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด ปัจจุบันการแก้ปัญหาต่างๆล่าช้า       "ผมเสนอให้มีการเปลี่ยนผู้บริหารและกรรมการ ทอท.บางคน เพื่อให้การแก้ปัญหาต่างๆ รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งท่านก็อึดอัด เพราะบอร์ดปัจจุบันท่านมีส่วนแต่งตั้งเพียง 2 คน ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนทั้งผู้บริหาร บอร์ด ทอท." พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว.ที่มา : คม ชัด ลึก 6 มิ.ย. 2550  
Monday, 28 September 2009 14:48
         บอร์ด ทอท.สั่งต่อสัญญาจ้างกลุ่มพีเอ็มซี บริหารสนามบินสุวรรณภูมิต่อ เหตุงานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่มาตรการห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องบินวันแรกป่วน ผู้โดยสารโวยหลังถูกห้ามนำช็อกโกแลต-สบู่ก้อนขึ้นเครื่องบิน       นางกัลยา ผกากรอง รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยภายหลังการประชุมวานนี้ (1 มิ.ย.) ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติการต่อสัญญาว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาบริหารโครงการ หรือ พีเอ็มซี ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นเงิน 149 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขยายเวลา 2 ช่วง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 เมษายน นี้ และวันที่ 1พฤษภาคม - 30 กันยายน นี้ เนื่องจากการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ โดยให้ ทอท.พิจารณารายละเอียดว่าเงินที่จ่ายเหมาะกับเนื้องานที่ปฏิบัติจริงหรือไม่       ทั้งนี้ที่ประชุมรับทราบการแก้ปัญหาในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะการปรับปรุงร้านค้า ที่มีผลกระทบด้านความปลอดภัยของบริษัท คิงเพาเวอร์ ซึ่งยังมีบางส่วนที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้หารือเกี่ยวกับการออกบัตรผ่านเข้า-ออกภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้กับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ร้านค้าที่ปฏิบัติงานในอาคารผู้โดยสาร เนื่องจากตั้งแต่วานนี้ (1 มิ.ย.) เป็นวันสุดท้ายที่จะอนุญาตให้ผู้เข้าพื้นที่มาต่ออายุบัตร       อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ประกอบการร้านค้า ยังมีความจำเป็นที่จะผ่านเข้า-ออก ดังนั้นจึงให้ต่ออายุบัตรได้ชั่วคราวครั้งละ 3 เดือน หากหมดก็ให้มาต่อได้เป็นครั้งๆ ไป และให้ ทอท.ทำหนังสือแจ้งไปยังคิงเพาเวอร์ ทำบันทึกรับทราบผ่อนผันการเข้า-ออก ไม่ถือว่า ทอท.ยอมสละสิทธิ์การดำเนินการในสัญญาที่เป็นโมฆะ ตามที่ ทอท.เคยแจ้งไปยังคิงเพาเวอร์ก่อนหน้านี้       การใช้มาตรการห้ามนำของเหลวขึ้นห้องโดยสารอากาศยานตั้งแต่วานนี้ (1 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสัมภาระก่อนขึ้นเครื่องบินค่อนข้างเข้มงวด โดยห้ามผู้โดยสารที่นำช็อกโกแลตและสบู่ก้อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งให้เหตุผลว่าช็อกโกแลตและสบู่ก้อนละลายเป็นของเหลวได้ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้โดยสาร เพราะเห็นว่าท่าอากาศยานที่อื่นอนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบินได้       ด้านพลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ทอท. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการจะส่งเรื่องการทุจริตการจัดซื้อจัดหารถเข็น และการติดตั้งหลังคาผ้าใบ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบ รวมทั้งให้หาผู้กระทำความผิดมาลงโทษต่อไปด้วย.ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
Monday, 28 September 2009 14:25
         “บรรณวิทย์” เสนอคมนาคม-บอร์ทอท.ตั้งคณะการกรรมการเฉพาะกิจแก้ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิพร้อมเสนอทุบซิตี้ การ์เด้น  และรื้อร้านอาหารบริเวณทางเดินเพื่อติดตั้งทางเลื่อน “เกียรติ”ชี้หลังคาผ้าใบไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ปี 2548 คาดว่าต้องใช้เงินปรับปรุง4-5พันล้านบาท       พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียนประธานกรรมการสมาคมสมาชิกสภานิติบัญยัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวหลังตรวจสอบและติดตามผลการแก้ไขปัญหาในท่าอากาศยานสุวรรณภุมิ วานนี้ (29 พ.ค.)ว่าตนจะเสนอให้พล.อ.ธีระ ห้าวยเจริญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบและสั่งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ผ่านมาผู้บริหารกระทรวงบคมนาคมไม่ได้ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งๆที่มีอำนาจในการสั่งการอยู่ในตำแหน่งนานถึง 7-8 เดือนแล้ว        จากการตรวจสอบพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารพบพื้นที่ร้านค้ากลายจุดที่จะต้องรื้อถอนเพราะบดบังทางหนีไฟ ห้องน้ำโดยเฉพาะร้านค้าภายในอาคารซิตี้ การ์เด้น ต้องรื้อถอนและทุบอาคารทิ้งเพราะตามแบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสารไม่มีพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในส่วนที่ต้องดำเนินการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องที่อนุมัติเรื่องนี้       นอกจากนั้น ทอท.ยังต้องเร่งย้ายปฎิมากรรมเกษียนสมุทรและรือร้านค้า GUCCIและCHANALบริเวณใกล้เคียงออกเพื้อเปิดพื้นที่ให้โล่งให้ผู้โดยสารที่ไม่ต้องการซื้อสินค้าไปยงัประตูขึ้นเครื่องบินได้รวมทั้งรื้อร้านอาหารบริเวณทางเดินเพื่อติดตั้งทางเลื่อนให้ได้ตามแบบก่อสร้างเดิม “ผมจะเสนอเรื่องนี้ให้คณะกรรมการทอท.หากล่าช้าต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ”พลเรือเอก บรรณวิทย์กล่าว       นายเกียรติ สิทธิอมร รองประธานอนุกรรมาธิการพิจรณาศึกษาปัญหาหลังคาผ้าใบสุวรรณภูมิและศูนย์ขนส่งสารธารณะกล่าวว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการทุจริจหลังคาผ้าใบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพบว่า มีความคืบหน้าไม่มาก คาดจะได้ข้อสรุปเพื่อคณะกรรมการทอท.ตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)ได้เร็วๆนี้       ในเบื้องต้นพบว่าหลังคาชั้นในและชั้นกลางอาคารผู้โดยสารไม่ได้คุณภาพ วัสดุไม่ได้มาตรฐานขณะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องยังติดตั้งหลังคาชั้นในและชั้นกลางจนแล้วเสร็จ ทั้งๆที่วัสดุไม่ได้มาตรฐานปริมาณแสงและอุณภูมิที่ผ่านวัสดุหังคาก็ลดลงทำให้เกิดความร้อนขึ้นแสงสว่างไม่เพียงพอส่วนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงวัสดุผ้าใบให้ได้มาตรฐานคาดต้องใช้งบ 3-4 พันล้านบาท       “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบน่าจะเป็นกลุ่มไอทีโอ จอยเวนเจอร์ ที่สำคัญเคยสอบถามว่าวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ปี 2548 ทำไมไม่รีบเปลี่ยน อ้างเพียงว่ายังไม่ได้เซ็นรับมอบอาคารซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐมนตรีและผู้บริหารขณะนั้นถึงความรู้สึกช้าขนาดนี้” นายเกียรติ กล่าว.ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
Monday, 28 September 2009 13:52
       ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 50ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียนประธานคณะอนุกรรมาธิการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ  ทั้งภายในอาคารที่พักผู้โดยสารภายในและภายนอก       นอกจากนั้นพล.ร.อ. บรรณวิทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ในการตรวจพื้นที่ก็เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาพื้นที่คณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยานมิตรเป็นประธาน ได้มีมติสังการให้มีการแก้ไขปัญหาไปแล้วเสร็จภายใน 30 วัน เช่นพื้นที่การ์เด้น ซิตี้ ของคิงเพาเวอร์ วึ่งอยู่ภายในอาคารผู้โยสาร โดยส่วนนี้ภายในคิงเพาเวอร์ สร้างอาคารขึ้นมาโดยไม่ด้รับอนุญาต ในส่วนนี้ต้องรื้อถอนทันที พร้อมกับดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา โดยไม่ต้องเปิดเจรจาต่อรองเงื่อนไข เพื่อรับค่าตอบแทนจากคิงเพาเวอร์เพิ่มอีก       นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นนารายณ์กวนเกษียรสมุทร ที่อยู่ในทางเข้าผู้โดยสารโซน B รูปปั้นยักษ์ซึ่งต้องย้ายออกจากบริเวณดังกล่าว เพราะไปกีดขวางทางออกอาคาร รวมถึงร้านค้าของสินค้าแบลนด์เนม(GUCCIและCHANEL )2ข้างทาง ก็ต้องรื้อถอนออกไปด้วย ขณะเดียวกัน ในส่วนของหลังคาผ้าใบทั้งอาคารผู้โดยสารที่มีการใช้วัสดุผิดสเปก โดยวัสดุหลังคาชั้นที่ 2 ซึ่งเป็นโพลีคาบอเนตหรือวัสดุใสคล้ายกระจก        “โดยที่ผ่านมา ได้มีการส่งวัสดุนี้ไปตรวจคุณภาพประเทศเยอรมนี และพบว่าไม่ได้มาตรฐานและอาจส่งผลเสียต่อโครงสร้างหลังคาอาคารผู้โดยสาร เช่น ทำให้แสงผ่านมากเกินไป อุณภูมิในอาคารสูงขึ้น ไม่ทราบว่าจะทนต่อการติดไปกรณีเพลิงไหม้ได้หรือไม่ รวมทั้งสภาพของผ้าใบในจุดชั้นในสุดก็มีหลายจุดฉีกขาด ซีด และเป็นริ้วรอย ซึ่งสภาพรวมทั้งหมดในเมื่อหลังคาผ้าใบเหล่านี้ ใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ต้องมีการรื้อเพื่อก่อสร้างใหม่ทั้งหมด”พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าวที่มา : สยามรัฐ      
Monday, 28 September 2009 11:47
         ผู้จัดการารยวัน- คมนาคมเตรียมแก้ไขปัญหาเสียงในสุวรรณภูมิ 22 พ.ค.นี้หลังม็อบมากดดัน ขณะที่ “บรรณวิทย์” ดันอดีตนักข่าวนั่งที่ปรึกษาประธานบอร์ด ทอท. เจอบอร์ดรุมต้าน หวั่นถูกมองไม่โปร่งใสและกระทบการทำงานเกี่ยวกับตรวจสอบสัญญาสัมปทานที่ไม่ถูกต้องซึ่งเคยมีประวัติเคยถูกองค์กรวิชาชีพสื่อตรวจสอบกรณีการรับเงินนักการเมือง “สพรั่ง” ยันหากต้องตั้งก็เป็นแค่ผู้ช่วย“บรรณวิทย์”ไม่ใช่ที่ปรึกษาประธาน       พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนอาศัยอยู่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิชุมนุมประท้วง เกี่ยวกับมลพิษทางเสียงวานนี้(12 พ.ค)ว่า ชาวบ้านได้เรียกร้องให้นำปัญหาดังกล่าวเข้าประชุมที่คณะกรรมการและแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยขอให้พิจาราเรื่องค่าตอบแทน ซึ่งเราต้องพยายามหาจุดที่ลงตัวของทั้งสองฝ่ายโดยยึดผลประโยชน์ของภาครัฐเพราะตัวเลขสูงพอสมควร แต่ในส่วนนี้ได้ดำเนินการไปแล้วจะจ่ายให้เรียบร้อยต่อไป ปัญหาบางครั้งที่ติดระเบียบราชการที่มีความล้าช้า ซึ่งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมคณะติดตามและแก้ไขปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะได้มีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว       แหล่งข่าวจากคณะกรรมการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เปิดเผยว่าในการประชุมบอร์ดทอท.เมื่อวันที่ 9พ.ค. 2550 ที่ผ่านมา พลเรือเอกบรรณวิทย์เก่งเรียน ที่ปรึกษาประธานบอร์ด ทอท.ได้เสนอต่อที่ประชุมแต่งตั้งนายสมชาย มีเสน เป็นที่ปรึกษาพล.อ. สพรั่ง กัลยานมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในฐานะประธานบอร์ด ทอท. โดยให้เหตุผลว่าการทำงานของตัวเองนั้นยังอ่อนด้านสื่อ ต้องการผู้ช่วยงาน ปรากฎว่ากรรมการทอท.ไม่เห็นด้วยโดยทักท้วงว่าที่ผ่านมามีการแต่งตั้งที่ปรึกษาไปหลายตำแหน่งแล้ว ซึ่งหลังเสนอแล้วพลเรือเอกบรรณวิทย์ได้ออกจจากห้องประชุมทันทีโดยไม่ได้อยู่ห้องประชุมจนจบซึ่งจากนั้นห้องประชุมก็ไม่ได้มีการหาเรือเรื่องดังกล่าวอีกและไม่มีมติใดๆออกมา       หลังจากที่มีกระแสข่าวว่านายสมชายจะเข้ามาเป็นที่ปรึกษาประธานบอร์ดทอท. โดยจะเข้ามาดูงานด้านประชาสัมพันธ์ ทำให้มีการวิภาควิจารณ์อย่างกว้างขวางและสร้างความหวาดหวั่นให้แก่พนักงานทอท.ทีเคยไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สตช.)ซึ่งถูกนายสมชายซักถามด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และก้าวร้าว และไม่ให้เกียรติผู้ที่ถูกซักถามเป็นอย่างมากแม้แต่นางกัลยา ผกากรอง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ก็เคยถูกซักฝอกแบบไม่ไว้หน้ามาแล้ว       แหล่งข่าวจากบอร์ดทอท.กล่าวว่าในการประชุมทอท. เมื่อวันที่  3 พ.ค.ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า จะมีการแต่งตั้งพิจรณาการแต่งตั้งนายสมชายเข้ามาเป็นที่ปรึกษาประธานบอร์ด ทอท.แต่ปรากฎว่ามีกรรมการหลายคนไม่เห็นด้วย รวมทั้งคนสนิทของพลเอกสพรั่งหลายคนได้ทักท้วงเร่องนี้ซึ่งในการประชุมครั้งนั้นพลเรือเอกบรรณวิทย์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย จึงมีการเสนอแต่ในการประชุมบอร์ด ทอท.เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาพลเรือเอกบรรณวิทย์และนายสมชายได้เข้าร่วมประชุมด้วยจึงมีการเสนอเรื่องนี้อีกครั้ง โดยหลังจากจากเสนอเสร็จพลเรือเอกบรรณวิทย์ได้กลับออกไปทันที แต่นายสมชายกลับอยู่ร่วมการประชุมจนเสร็จทั้งที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งใดๆ ในขณะที่นายต่อระกูล ยมนาค และ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองกรรมการ ทอท.ไม่ได้เข้าประชุมครั้งนี้ด้วยเนื่องจากติดภารธกิจในต่างประเทศ       ด้านพลเอกสพรั่ง กัลยานมิตรผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบอกในฐานะประธานกรรมการ ทอท.กล่าวภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 9พ.ค.ที่ผ่านมาว่า หากมีการแต่งตั้งนายสมชายจะแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเองพลเรือเอกบรรณวิทย์ไม่ได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาตัเองอย่างแน่นอน.ที่มา : ผู้จัดการายวัน  
Monday, 28 September 2009 10:51
       นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช.คมนาคมเปิดเผยกรณีการพิจารณาออกหนังสือรับรองในการติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์จำนวน 25 เครื่อง และการจ่ายเงินอุปกรณ์ที่ยังค้างจ่าย 5.3 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทท่าอากาศยายนไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)ให้กับบริษัท จีอี อินวิชั่นว่า ในเรื่องนี้ทาง ทอท. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า การออกใบรับรองดังกล่าวให้กับ จีอี อินวิชั่นทำได้หรือไม่ และเมื่อออกหนังสือรับรองไปแล้วจะส่งผลกระทบอบ่างไรบ้างต่อการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้ความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)       ด้านนางกัลยา ผกากลอง รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทอท. กล่าวว่าที่ผ่านมา ทอท.ได้หารือกับ จีอี อินวิชั่น  และได้ข้อสรุปว่าจะต้องส่งเอกสารเพิ่มเติมให้กับ ทอท. โดยเชื่อมันว่า ทอท.โดยเชื่อมั่นว่า ทอท.น่าจะออกหนังสือรับรองได้ อย่างไรก็ตาม จะเสนอให้บอร์ดทอท.ที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานบอร์ด ทอท.พจารณานอกจากนี้ ทอท.อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดแนวทางการจัดตั้งบริษัทควมปลอดภัย คาดว่าจะเสนอรายละเอียดให้บอร์ดทอท.พิจารณาในวันที่ 9พ.ค.50       ผู้สื่อข่าวรายงานจากทอท.ว่าการออกใบรับรองไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสอบสวนของ คตส. เพราะจีอีติดตั้งเครื่องซีที่เอ็กซ์เสร็จแล้ว และทอท.ได้ใช้งานเครื่องตั้งแต่วันเปิดสนามบิน  แม้ว่าที่ผ่านมายังไม่มีการรับมอบงาน แต่งานซีทีเอ็กซ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานอาคารพักผู้โดยสาร ที่มีการส่งมอบงานตั้งแต่เดือนกันยายน 48       ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ทอท. กล่าวว่าคณะกรรมาธิการสมาคมสถานิติบัญญัตืแห่งชาติ (สนช.) ที่มีพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นประธาน เตรียมที่จะเสนอให้มีการจัดระเบียบรถขนส่งสาธารณะภายในสนามบินสุวรรณภูมิใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของรถแท็กซี่ เนื่องจากอ้างว่าได้รับการร้องเรียนว่าแท็กซี่ป้ายเหลืองไม่กดมิเตอร์ดังนั้น จึงมีการจัดตั้งกลุ่มแท็กซี่ป้ายเขียว เข้ามารับส่งผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งขณะนี้ทาง ทอท.กำลังรอดูข้อเสนอว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด.ที่มา : ไทยรัฐ
Monday, 28 September 2009 10:02
« Start  Prev  1  |  2  |  3  |  Next  End »

Page 2 of 3